ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 7 : บทที่7 องค์หญิงเพ่ยหลิง ( รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 164 ครั้ง
    21 ก.พ. 63

บทที่7 องค์หญิงเพ่ยหลิง

 

            เช้าวันต่อมา ฮ่องเต้เฉียนหลงก็ได้รับรายงานว่า จักรพรรดินีเซี่ยวเชิ่งเซี่ยน’ พระมารดาของพระองค์ กำลังจะเสด็จกลับวังหลวงพร้อม องค์หญิงเพ่ยลิง’ หลังเสด็จไปพักผ่อนรักษาพระองค์จากพระอาการป่วยเป็นระยะเวลานานถึงครึ่งปี

            เมื่อข่าวนี้ถูกแจ้งให้ทราบโดยทั่วถึง ก็มีทั้งผู้ที่ยินดีกับการเสด็จกลับมาของไทเฮา และผู้ที่กำลังเป็นกังวล เหตุเพราะไทเฮาทรงเคร่งครัดต่อกฎระเบียบของวังหลังยิ่งกว่าสิ่งใด หากแม้กระทำสิ่งใดผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ความผิดนั้นอาจนำมาซึ่งโทษทัณฑ์ร้ายแรงได้

            “ไทเฮาคือผู้ใดหรือเพคะ” ไป๋เฟิ่งถามหย่งฉี หลังได้ยินข่าวการเสด็จกลับมาของไทเฮา

            “เสด็จย่าของข้า” องค์ชายห้าตอบ น้ำเสียงฟังดูค่อนข้างหนักใจพอสมควร

            แม้ไทเฮาทรงเอ็นดูและเมตตาหย่งฉีไม่ต่างไปจากเฉียนหลง เรียกได้ว่าเขาเป็นหลานรักของพระนาง แต่หากทรงทราบว่ายามนี้เขาซุกซ่อนสตรีไว้ข้างกาย ก็มิอาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับไป๋เฟิ่ง

            “ท่านพระทัยดีหรือไม่เพคะ” ไป๋เฟิ่งถาม เมื่อเห็นสีหน้าไม่สบายใจของหย่งฉี

            “ดี...กับบางคน”

            กับบางคนที่ทรงเอ็นดู ไทเฮาก็จะพระทัยดี เมตตา รักใคร่ แต่หากใครที่ไม่ถูกพระทัย ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ยากที่จะได้รับพระเมตตาจากไทเฮา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เซียงเฟย’

            เซียงเฟยเป็นหนึ่งในพระชายาที่เฉียนหลงโปรดมากที่สุด นางมีรูปโฉมงดงามและกลิ่นกายหอมละมุน กิริยามารยาทอ่อนหวาน ทว่ากลับไม่เป็นที่โปรดปรานของไทเฮา ว่ากันว่า อาจเป็นเพราะเฉียนหลงโปรดเซียงเฟยมากเกินไป จนไม่ใส่พระทัยพระชายาหรือพระสนมคนอื่น ๆ ทำให้ไทเฮาไม่พอพระทัย ไม่ว่าเซียงเฟยจะทำอะไร ก็ดูเหมือนจะขัดหูขัดตาไปเสียทุกอย่าง โชคยังดีที่เซียงเฟเฟยสนิทสนมกับองค์หญิงเพ่ยหลิงที่ไทเฮาโปรดยิ่งกว่าผู้ใด จึงได้องค์หญิงเพ่ยหลิงคอยช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง

            องค์หญิงเพ่ยหลิง หรือนามจริงคือหลิวเสี่ยวอิ๋ง เป็นหลานของอวี๋กุ้ยเฟย พระมารดาของหย่งฉี บิดาของนางนำทัพชนะสงคราม แต่กลับได้รับบาดสาหัสและสิ้นใจระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง เมื่อมารดาของนางทราบข่าวก็ล้มป่วย และสิ้นใจตามกันไป เฉียนหลงกับอวี๋กุ้ยเฟยเวทนาหลิวเสี่ยวอิ๋งที่ต้องกำพร้าตั้งแต่เด็ก จึงรับนางไว้เป็นลูกบุญธรรม แล้วแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงเพ่ยหลิง ต่อมาเมื่ออวี๋กุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์ ไทเฮาก็รับหลิวเสี่ยวอิ๋งไปเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน จนกลายเป็นว่า ยามนี้พระนางโปรดองค์หญิงเพ่ยหลิงที่ไม่มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดมากกว่าองค์หญิงหลายคนที่เป็นหลานแท้ ๆ เสียด้วยซ้ำ

            และองค์หญิงเพ่ยหลิงผู้นี้นี่เอง ที่ไทเฮาทรงปรารถนาจะให้เป็นชายาของหย่งฉี!

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หย่งฉีก็ยิ่งหนักใจ ระหว่างเขากับหลิวเสี่ยวอิ๋งนั้นมีเพียงความเป็นพี่น้องต่อกันเท่านั้น เขาเห็นหลิวเสี่ยวอิ๋งเป็นน้องสาว หลิวเสี่ยวอิ๋งเองก็เห็นเขาเป็นพี่ชาย แต่ทั้งไทเฮากับฮ่องเต้กลับอยากจะให้เขาและหลิวเสี่ยวอิ๋งแต่งงานกันเสียให้ได้ ที่ผ่านมาเขาพยายามยื้อมาตลอด แต่ไม่รู้ว่าไทเฮาเสด็จกลับมาหนนี้ จะยื้อไปได้อีกนานเท่าใด

            เห็นที ทั้งเขาและหลิวเสี่ยวอิ๋งคนต้องช่วยกันเสียแล้ว เพราะมีเพียงผู้เดียวที่เขาปรารถนาจะได้เป็นชายา และคนคนนั้นก็คือภูตหงส์ขาวที่อยู่ข้างกายเขาในยามนี้

 

            หลังเตรียมการรับเสด็จไทเฮากันอยู่หลายวัน ในที่สุด ไทเฮาเสด็จกลับมาถึงวังหลวงโดยสวัสดิภาพ หย่งฉีและบรรดาองค์ชาย องค์หญิง รวมไปถึงพระชายาและพระสนมทั้งหลาย ต่างพากันมารอรับเสด็จไทเฮาอย่างสมพระเกียรติ

            ฮ่องเต้เฉียนหลงประคองพระมารดาอยู่ฝั่งซ้าย ฝั่งขวามีหลิวเสี่ยวอิ๋งเป็นผู้ประคอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหญิงสาวในพระทัยของไทเฮาได้เป็นอย่างดี หาไม่แล้ว มีหรือที่ผู้เป็นเพียงพระธิดาบุญธรรมในองค์ฮ่องเต้ จะมีโอกาสได้มาประคองไทเฮาเคียงข้างฮ่องเต้ต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้

            ไทเฮามองไปรอบ ๆ ยามนี้ลานกว้างมีผู้มารอรับเสด็จมากมาย ให้ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก ริมฝีปากที่แต้มชาดไว้จาง ๆ จึงคลี่ออกเป็นรอยยิ้มละมุน

            “ไม่เห็นต้องเตรียมการต้อนรับอะไรกันให้วุ่นวาย ก็แค่คนแก่คนหนึ่งกลับมาบ้านก็เท่านั้น” ไทเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลยิ่ง

            “หาไม่พ่ะย่ะค่ะ ทุกคนต่างดีใจที่เสด็จแม่เสด็จกลับมา จึงพร้อมใจกันออกมารับเสด็จด้วยความยินดี” เฉียนหลงตอบ

            ผู้เป็นแม่ไม่ได้ตอบสิ่งใด นอกจากยิ้มจาง ๆ พลางกวาดตาไปรอบ ๆ สถานที่ซึ่งพระนางเรียกว่า บ้าน

            กลับมาคราวนี้ จะไม่เสด็จไปที่ใดอีก พระนางจะประทับอยู่ที่นี่กับพระโอรสและพระนัดดาจนกว่าชีวิตจะหาไม่

 

            ไทเฮามีรับสั่งให้หย่งฉีตามไปที่ตำหนักฉือหนิง เขายังคงเป็นหลานที่ได้รับความโปรดปรานมากกว่าผู้ใด ผู้เป็นย่าไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของหลานรัก ราวกับต้องการทราบเรื่องราวในทุก ๆ วันของหลานชาย ระหว่างที่เสด็จไปประทับที่อื่น จนบรรดาคนฟังทั้งหลายได้แต่ลอบยิ้มไปตาม ๆ กัน

            “ข้าไม่อยู่เสียนาน เจ้ามองหาหลานสะใภ้ให้ข้าบ้างหรือยัง” ในที่สุดก็มาถึงคำถามที่หย่งฉีระแวงจนได้

            “ก็มีบ้างพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มตอบ

            “เป็นคุณหนูสกุลใด” กระแสเสียงของไทเฮาราบเรียบกว่าคราแรกจนเกือบจะน่าวิตกเลยทีเดียว

            “ทูลไทเฮา ผู้หญิงที่หม่อมฉันสนใจมิใช่คุณหนูตระกูลใหญ่ แต่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”

            “อะไรกัน!” ผู้เป็นย่าร้องอย่างไม่พอพระทัยนัก “เจ้าเป็นถึงองค์ชายห้า ไม่แน่ว่าอนาคตอาจจะได้เป็นรัชทายาท และเป็นฮ่องเต้คนต่อไป แล้วจะตบแต่งกับหญิงชาวบ้านได้อย่างไร!

            ไทเฮารับสั่งอย่างที่หย่งฉีคิดไว้ไม่มีผิด หากทรงทราบว่าบัดนี้หญิงผู้นั้นมาอยู่ในตำหนักของเขาแล้ว ทั้งยังนอนอยู่ด้วยกันทุกคืน จะกริ้วเพียงใดกัน

            หลิวเสี่ยวอิ๋งมองพี่ชายที่กำลังก้มหน้านิ่งโดยไม่เอ่ยสิ่งใดตอบไทเฮา นางโตมากับหย่งฉี ทั้งกิน ทั้งเล่นกับเขามาตั้งแต่เด็ก นางย่อมรู้ดีว่าท่าทีเช่นนี้ของเขาคือการต่อต้านโดยไร้เสียง หญิงสาวจึงต้องรีบเข้ามาประจบไทเฮาเพื่อช่วยผู้เป็นพี่

            “ไทเฮาเพคะ” หลิวเสี่ยวเรียกเสียงอ้อน “ยังไม่ทรงพบหญิงสาวผู้นั้นเลย นางเป็นคนที่พี่ห้าเลือก ย่อมต้องเป็นคนดี เป็นสตรีที่น่าเอ็นดูแน่นอนเพคะ”

            “เจ้าเองก็ยังไม่เคยเห็นนาง เอาอะไรมามั่นใจ” ไทเฮาถาม รอยยิ้มของพระนางที่ประทานให้หลิวเสี่ยวอิ๋ง ไม่ว่าผู้ใดก็ดูออกว่าทรงเมตตานางมากเพียงใด

            “หม่อมฉันเชื่อว่าพี่ห้ามองคนไม่ผิดแน่นอนเพคะ”

            “แต่ข้าก็ยังอยากให้หย่งฉีได้แต่งกับคนดีมีชาติตระกูลอยู่ดี” ไทเฮาถอนหายใจ “เรื่องนี้เอาไว้ว่ากันทีหลัง ไม่ว่าอย่างไร คนที่จะแต่งกับเจ้าได้ ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากข้ากับฮ่องเต้ก่อน”

            “พ่ะย่ะค่ะ ไทเฮา” หย่งฉีรับคำ

            ไทเฮาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะหยิบหยกชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ผู้เป็นหลาน

            “หย่งฉี นี่เป็นหยกคุ้มภัยที่ข้าได้มาระหว่างที่เดินทางกลับมา เจ้าเก็บไว้ใช้คุ้มภัยให้ตนเถิด”

            หย่งฉีก้าวมาข้างหน้า แล้วลงนั่งคุกเข่าประสานมือ

            “เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ”

            หย่งฉีรับหยกคุ้มภัยดังกล่าวมาไว้ในมือ หยกเนื้อดีสีเขียวดังมรกต รูปทรงคล้ายหยดน้ำ สลักลายมังกรไว้อย่างปรณีตงดงาม เมื่อแรกที่รับมา เขาคิดเพียงว่า หยกชิ้นนี้เป็นของขวัญที่ผู้เป็นย่าประทานให้ด้วยความเมตตาเท่านั้น แต่แล้วเขากลับได้เห็นสีหน้าลำบากใจของหลิวเสี่ยวอิ๋งที่ยืนอยู่ข้างไทเฮา

            หยกชิ้นนี้ต้องมีความหมายบางอย่างแฝงอยู่เป็นแน่!

            ข้าเดินทางมาไกล เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย คงต้องไปพักผ่อนเสียหน่อยแล้ว” ไทเฮาลุกขึ้นยืนโดยมีหลิวเสี่ยวอิ๋งและนางกำนัลอาวุโสช่วยประคอง

            “เสี่ยวอิ๋ง เจ้ากับหย่งฉีไม่ได้เจอกันมานาน จงออกไปเดินเล่นพูดคุยกันสักหน่อย เล่าเรื่องที่ผ่านมาให้หย่งฉีฟัง แล้วค่อยกลับมาอยู่เป็นเพื่อนข้า”

            “เพคะไทเฮา” หลิวเสี่ยวอิ๋งยอบกายถวายคำนับ น้อมรับพระบัญชา

            และถ้าหย่งฉีไม่ได้เข้าใจผิดไป เขาคิดว่าเขาเห็นแววกังวลหลายส่วนปรากฏชัดบนใบหน้าของน้องสาว!

 

            หลิวเสี่ยวอิ๋งพาหย่งฉีเดินออกมาไกลจากตำหนักฉือหนิง โดยมีนางกำนัลสองคนติดตามมาด้วย ในขณะที่หย่งฉีเองก็มีเสี่ยวชุนจื่อ ไป๋เฟิ่ง และเยวี๋ยนหลี่เฉียงที่บัดนี้เป็นองครักษ์ของเขาตามมาเช่นกัน

ทันทีที่หลิวเสี่ยวอิ๋งเห็นเยวี๋ยนหลี่เฉียงก็ผงะไปเล็กน้อย คล้ายหวาดกลัวต่อดวงตาดุดันเยือกเย็นนั้น แต่นางก็ทำเป็นไม่ใส่ใจ แล้วดึงแขนหย่งฉีเดินต่อไปอย่างรีบร้อน คล้ายมีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับเขาอย่างเร่งด่วน กระทั่งแน่ใจว่าบริเวณรอบ ๆ ที่ตนอยู่ปลอดคน หญิงสาวก็หันไปสั่งให้นางกำนัล ขันที และองครักษ์ที่ตามมารออยู่ห่าง ๆ เพื่อที่จะคุยสิ่งที่กำลังเป็นกังวลกับหย่งฉีตามลำพัง

            “พี่ห้า ไทเฮายังปรารถนาจะให้ข้าแต่งกับท่าน” น้ำเสียงของนางฟังดูร้อนใจไม่น้อย มือเรียวหยิบหยกคุ้มภัยอีกชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้หย่งฉี หยกชิ้นนั้นของนางถูกสลักเป็นรูปหงส์ และเมื่อนำมาประกบกับหยกคุ้มภัยขององค์ชายห้า ก็กลายเป็นหยกชิ้นเดียวกันที่มีลักษณะเหมือนหยินและหยาง

            “อืม” หย่งฉีพยักหน้ารับ ขณะพิจารณาหยกทั้งสองชิ้น

            “ท่านจะตอบแค่ อืม’ ไม่ได้นะ ท่านจะแต่งกับข้าไม่ได้ ถึงข้าจะไม่ใช่น้องแท้ ๆ ของท่าน แต่เราก็ไม่ต่างไปจากพี่น้องแท้ ๆ กันเลย แล้วจะแต่งกันได้เยี่ยงไร!

            หลิวเสี่ยวอิ๋งอยู่กับหย่งฉีมาตั้งแต่จำความได้ นางเรียกเขาว่าพี่ เห็นเขาเป็นพี่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แล้วอยู่ดี ๆ จะให้แต่งงานเป็นชายาของเขา...นางทำใจไม่ได้แน่!

            “ข้ารู้ ข้าเองก็มีคนที่อยากแต่งด้วยอยู่แล้ว ไม่แต่งกับเจ้าหรอก น้องข้า” หย่งฉีตอบ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หัวเราะกับท่าทางกระวนกระวายของน้องบุญธรรม

            เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวเสี่ยวอิ๋งก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

            “ผู้ที่ท่านอยากจะแต่งด้วยเป็นใครกัน เมื่อไหร่จะพามาแนะนำให้ข้ารู้จักบ้างเล่า” ผู้เป็นน้องถาม น้ำเสียงคลายกังวลลงอย่างเห็นได้ชัด

            หย่งฉีหันไปมองไป๋เฟิ่งที่ยืนอยู่ห่าง ๆ หน้าตาของนางดูไร้เดียงสาขณะมองมาที่เขากับหลิวเสี่ยวอิ๋ง หญิงสาวหันมองตามพี่ชาย เมื่อเห็นว่าหย่งฉีกำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ขันทีน้อยหน้าหวาน หลิวเสี่ยวอิ๋งก็เบิกตากว้าง ท่าทางตื่นตระหนก

            “อย่าบอกนะว่าเป็น...” มือบางชี้ไปยังไป๋เฟิ่งที่ยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร

            “ใช่”

            องค์หญิงเพ่ยหลิงถลึงตาใส่องค์ชายห้า ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ นางอ้าปากค้างคล้ายพูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง จนหย่งฉีถึงกับหัวเราะออกมา

            “นี่ท่านคิดจะตัดแขนเสื้อตัวเองหรือ!

            “เสี่ยวอิ๋ง...”

            “พี่ห้านะพี่ห้าหญิงงามมากมายมีมาให้ท่านเลือกไม่รู้เท่าไหร่ เหตุใดจึงหันมาชอบขันที!

            “นางเป็นหญิง ไม่ใช่ขันที” หย่งฉีรีบพูดก่อนที่น้องสาวของเขาจะเตลิดไปไกลกว่านี้

            “เป็นหญิง?” หลิวเสี่ยวอิ๋งทวนอย่างงุนงง แต่เพียงครู่เดียว นางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “แล้วเหตุใดท่านต้องให้นางปลอมเป็นขันที แต่งนางเป็นชายาเลยไม่ง่ายกว่าหรือ

            “เรื่องมันยาว” หย่งฉีไม่รู้จะเริ่มเล่าอย่างไร

            “ยาวแค่ไหนก็เล่ามาเถอะ”

            “เช่นนั้น เราหาที่นั่งคุยกันเสียหน่อยดีกว่า”

            ว่าแล้วหย่งฉีกับหลิวเสี่ยวอิ๋งก็ไปหาที่นั่งคุยกันในอุทยาน องค์ชายห้าเรียกไป๋เฟิ่งเข้ามาหา นางเดินยิ้มไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเข้ามาอย่างว่าง่าย คล้ายเด็กน้อยที่ถูกผู้ใหญ่เรียกไปรับขนม

            “ไป๋เฟิ่ง นี่คือองค์หญิงเพ่ยหลิง น้องบุญธรรมของข้า” หย่งฉีแนะนำ “ส่วนนี่ไป๋เฟิ่ง”

            “คารวะองค์หญิงเพ่ยหลิงพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เฟิ่งคารวะหลิวเสี่ยวอิ๋งเช่นขันทีทั่วไป ทำเอาหลิวเสี่ยวอิ๋งที่รู้ว่านางเป็นหญิงนึกขันอยู่ในใจ แต่ในขณะเดียวกันก็นึกเอ็นดูสตรีผู้นี้ไม่น้อย

            “คารวะอะไรกัน ต่อไปท่านต้องเป็นพี่สะใภ้ข้า ข้าต่างหากที่ต้องคำนับท่าน” หลิวเสี่ยวอิ๋งให้เกียรติไป๋เฟิ่งในฐานะว่าที่พี่สะใภ้ “ต่อไปเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง ท่านก็เรียกข้าว่าเสี่ยวอิ๋งเถิด”

            ไป๋เฟิ่งมีสีหน้างุนงงขณะมองหย่งฉีกับหลิวเสี่ยวอิ๋งสลับกัน

            “เสี่ยวอิ๋ง ข้าจะเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟัง แต่เจ้าต้องสัญญากับข้าว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ” หย่งฉีพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

            “ได้ ข้าสัญญาจะเก็บเป็นความลับ” หลิวเสี่ยวอิ๋งรับปาก

            “ความจริงแล้ว...ไป๋เฟิ่งไม่ใช่มนุษย์”

            “ไม่ใช่มนุษย์?

            “เบาหน่อย” หย่งฉีปราม

            “ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นนะ” หลิวเสี่ยวอิ๋งลดเสียง แต่ก็ยังดูเหมือนจะยังไม่เชื่อในสิ่งที่หย่งฉีพูด “ถ้านางไม่ใช่มนุษย์ แล้วนางเป็นอะไร”

            “นางเป็นภูต”

            “ภูต?”

            “ภูตหงส์ขาว” หย่งฉีว่า “นางถูกปีศาจตามล่า ข้าบังเอิญช่วยนางไว้ ก็เลยให้นางมาอยู่ด้วย”

            “พี่ห้า” หลิวเสี่ยวอิ๋งพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ “ข้าอายุสิบหกนะ ไม่ใช่หกขวบ ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นเช่นนี้”

            “ไป๋เฟิ่ง” หย่งฉีเรียก “เจ้าพอจะทำให้นางเชื่อได้หรือไม่ว่าเจ้าเป็นภูต แต่อย่ากลายร่างหงส์อย่างที่เคยทำต่อหน้าข้าเชียวนะ!

            ไป๋เฟิ่งหันหลังให้นางกำนัลของหลิวเสี่ยวอิ๋ง เสี่ยวชุนจื่อ และเยวี๋ยนหลี่เฉียงที่รออยู่นอกศาลา หย่งฉีลุกขึ้นเอาตัวบังนางไว้ จากนั้นไป๋เฟิ่งจึงเลิกแขนเสื้อชุดขันทีข้างหนึ่งขึ้น แล้วยื่นแขนเรียวบางไปตรงหน้าหลิวเสี่ยวอิ๋ง

            เพียงชั่วพริบตา แขนข้างนั้นของนางกลายเป็นปีกหงส์!

            หลิวเสี่ยวอิ๋งตะลึงงัน ร่างเล็กผงะไปจนเกือบจะหงายหลังตกจากเก้าอี้ ในขณะเยวี๋ยนหลี่เฉียงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของภูต มือแกร่งคว้ากระบี่ของตนตามสัญชาตญาณ สองขาก้าวไปข้างหน้า หมายจะเดินไปยังศาลาที่ไป๋เฟิ่งยืนอยู่อย่างลืมตัว

            “องครักษ์เหยียน!” เสี่ยวชุนจื่อเรียก “องค์ชายห้ากับองค์หญิงเพ่ยหลิงมีรับสั่งให้พวกเรารออยู่ข้างนอกนะขอรับ”

            เสียงของเสี่ยวชุนจื่อดังพอที่พวกหย่งฉีจะได้ยิน ไป๋เฟิ่งรีบเปลี่ยนแขนข้างที่กลายเป็นปีกหงส์ให้กลับกลายเป็นแขนเรียวบางตามเดิมทันที

            ทุกคนหันไปมองที่เยวี๋ยนหลี่เฉียง ชายหนุ่มรู้ตัวดีว่าไม่ควรทำอะไรบุ่มบ่าม จึงยอมถอยกลับไป ยามนี้เขาแน่ใจแล้วว่าขันทีที่อยู่ข้างกายองค์ชายห้าคือภูตไป๋เฟิ่งที่เขาตามหาอยู่

            ไป๋เฟิ่งรู้สึกเย็นวาบไปทั้งกาย เมื่อประสานสายตาเข้ากับเยวี๋ยนหลี่เฉียง นัยน์ตาคมแสร้งทำเป็นมองผ่านไป๋เฟิ่งมาที่องค์หญิงเพ่ยหลิง

            หลิวเสี่ยวอิ๋งรีบหันหน้าหนีทันที!

            “พี่ห้า” เสียงที่เอ่ยเรียกหย่งฉีนั้นแทบจะเป็นเสียงกระซิบ “ชายผู้นั้น...เป็นองครักษ์ของท่านหรือ?”

            “ใช่” หย่งฉีตอบ “มีอะไรหรือ?”

            “สายตาเขา” หลิวเสี่ยวอิ๋งนิ่งไปเล็กน้อย เมื่อนึกถึงสายตาเยือกเย็นที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ “ช่างเถอะ ข้าคงคิดมากไปเอง”

            หย่งฉีไม่ตอบอะไร หากในใจรู้ดีว่าน้องบุญธรรมของเขาไม่ได้คิดมากไปเอง สายตาขององครักษ์เหยียนผู้นี้เยือกเย็นผิดจากคนทั่วไป ยามอยู่ใกล้ก็รู้สึกได้ถึงไอสังหารรุนแรงที่แผ่ซ่านออกมา เขาไม่แปลกใจเลยสัก หากคนที่เพิ่งเคยเจอองครักษ์เหยียนเป็นครั้งแรกจะรู้สึกกลัว

            “กลับมาคุยเรื่องของเรากันต่อเถิด” หลิวเสี่ยวอิ๋งพูด ขณะพยายามลบภาพแววตาขององครักษ์เหยียนออกไปจากความคิด “ในเมื่อพี่สะใภ้ไม่ใช่มนุษย์ แล้วจะอยู่กับท่านได้หรือ”

            “นางอยู่กับข้ามาเป็นเดือนแล้ว ข้าไม่เห็นว่านางจะแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปตรงไหน” หย่งฉีตอบ “หรือเจ้าว่านางแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปเล่า”

            “จะว่าไป...” หลิวเสี่ยวอิ๋งมองไป๋เฟิ่งอย่างพิจารณา “หากไม่ใช่เพราะเห็นปีกหงส์ของนางเมื่อครู่ ข้าก็คงไม่มีวันรู้ว่านางไม่ใช่มนุษย์”

            “เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปหาไป๋เฟิ่ง

            “พี่สะใภ้” นางเรียก ไป๋เฟิ่งเอียงคอมองหลิวเสี่ยวอิ๋งกับหย่งฉีอย่างไม่เข้าใจ

            “ยามนี้หม่อมฉันเป็นพี่สะใภ้ขององค์หญิงแล้วหรือเพคะ”

            ทั้งหย่งฉีและหลิวเสี่ยวอิ๋งต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน คำถามซื่อ ๆ นั้นเต็มไปด้วยความสงสัย หาได้มีความเอียงอายดังเช่นที่ควรจะมีแม้แต่น้อย

            “เราคุยกันแล้วมิใช่หรือ ว่าเราจะอยู่เป็นคู่ชีวิตของกันและกัน” หย่งฉีถามเสียงนุ่ม

            คำถามของหย่งฉีทำให้หลิวเสี่ยวอิ๋งยังต้องเขินอายแทนไป๋เฟิ่ง ภูตหงส์าวเองก็เริ่มหน้าแดง เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในวันที่หย่งฉีขอให้นางอยู่เป็นคู่ชีวิตของเขา

            “หม่อมฉันยังไม่ได้ตอบตกลงเสียหน่อย” ไป๋เฟิ่งก้มหน้าพูดเสียงแผ่ว ไม่กล้าสบตาหย่งฉี

            “แต่เจ้าก็ยังมิได้ปฏิเสธข้าเช่นกัน” หย่งฉียิ้มกรุ้มกริ่ม “เจ้ากล้าปฏิเสธข้าตอนนี้เลยหรือไม่เล่า ว่าเจ้าจะไม่อยู่กับข้าและจะไปจากข้า หากเจ้ากล้าพูด ก็จงพูดออกมาเลย”

            ไป๋เฟิ่งนิ่งงันไป ทั้งที่คำคำนั้นดูเหมือนจะเป็นเพียงคำพูดง่าย ๆ แต่นางกลับพูดไม่ออก นางเป็นห่วงฝูงหงส์ของนาง แต่อีกใจก็ไม่อยากจะพรากจากหย่งฉี ไม่อยากสูญเสียอ้อมกอดอุ่นที่ได้รับจากเขาในทุก ๆ คืน และนางก็ยังคงอยากจะตื่นมาเห็นหน้าเขาในทุก ๆ วัน

            หย่งฉียิ้มอย่างได้ใจทันทีที่เห็นไป๋เฟิ่งพูดอะไรไม่ออก

            “อย่าปฏิเสธเลย ใจเจ้าก็ไม่อยากจะจากข้าไปไหนใช่หรือไม่” เสี่ยงนุ่มเอ่ยถาม

            “หม่อมฉัน...” ไป๋เฟิ่งอ้ำอึ้ง ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่หย่งฉีพูดออกมานั้นเป็นความจริง

            หย่งฉีกำลังจะเอื้อมมือไปจับมือไป๋เฟิ่ง แต่หลิวเสี่ยวอิ๋งชิงจับมือเขาไว้เสียก่อน

            “พี่ห้า ที่นี่ไม่ใช่ตำหนักของท่านนะ” หลิวเสี่ยวอิ๋งเตือนสติพี่บุญธรรม

            “จริงของเจ้า” หย่งฉีชักมือกลับอย่างได้สติ

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอมอบหยกคุ้มภัยชิ้นนี้ให้พี่สะใภ้เก็บไว้แล้วกัน” หลิวเสี่ยวอิ๋งวางหยกคุ้มภัยลายหงส์ที่รับจากไทเฮาลงบนมือของไป๋เฟิ่ง

            “องค์หญิง ของมีค่าเช่นนี้ หม่อมฉันมิอาจรับไว้ได้” ไป๋เฟิ่งปฏิเสธด้วยความเกรงใจ

            “นี่เป็นของที่ไทเฮาประทาน เจ้าจะยกให้นางได้หรือ” แม้แต่หย่งฉีเองก็ไม่เห็นด้วย

            “พี่ห้า หยกคู่นี้เป็นของที่ท่านอาจารย์เหวินเต๋อของท่านเป็นผู้มอบให้ไทเฮาเพคะ”

            “เจ้าได้พบกับอาจารย์ของข้าอย่างนั้นหรือ” หย่งฉีถาม ทั้งแปลกใจ ตกใจ และดีใจในคราวเดียวกัน

            อาจารย์ของเขาไม่ใช่คนที่จะยอมพบผู้ใดได้ง่าย ๆ นับตั้งแต่เขาสำเร็จวิชาจากอาจารย์ ท่านก็หายตัวไป และไม่เคยมีผู้ใดได้พบท่านอีก แม้แต่ตัวเขา

            “เพคะ” หลิวเสี่ยวอิ๋งพยักหน้ารับ “ระหว่างทางที่เรากำลังเดินทางกลับวังหลวง ท่านอาจารย์เหวินเต๋อก็มาขวางขบวนเสด็จไว้ บอกว่ามีของจะฝากมาถวายให้ท่าน ซึ่งก็คือหยกคู่นี้ ท่านว่าเป็นหยกคุ้มภัย หยกมังกรให้เก็บไว้ที่ท่าน ส่วนหยกพญาหงส์ให้มอบแก่ผู้ที่จะเป็นภรรยาของท่าน”

            หย่งฉีก้มลงมองหยกในมือ อาจารย์เหวินเต๋อหาใช่คนธรรมดาเดินดิน ตลอดระยะเวลาหลายปีที่หย่งฉีฝึกวิชาอยู่กับท่าน บางครั้ง เขาก็รู้สึกราวกับว่าอาจารย์ดูเหมือนจะเป็นเทพเซียนมากกว่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ ดังนั้น หยกคุ้มภัยที่เหวินเต๋อมอบให้ ย่อมมิใช่ของธรรมดาเป็นแน่

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็เก็บไว้เถิด” หย่งฉีบอกกับไป๋เฟิ่ง

            “แต่...”

            “หรือว่าเดี๋ยวนี้เจ้าไม่เชื่อฟังคำข้าแล้ว”

            “หามิได้เพคะ” ไป๋เฟิ่งค้อมศีรษะลงเล็กน้อย แล้วจึงรีบเก็บหยกคุ้มภัยไว้ในอกเสื้อของตน

            หย่งฉียิ้มด้วยความพอใจ

            “วันนี้เรากลับกันก่อนเถอะ ยิ่งอยู่คุยกันนาน ไทเฮาอาจจะยิ่งเข้าพระทัยผิด” องค์ชายกล่าว

            “เพคะ” หลิวเสี่ยวอิ๋งเห็นด้วย

            ทั้งสามคนเดินออกจากศาลา ไป๋เฟิ่งที่หวาดกลัวเยวี๋ยนหลี่เฉียงเดินตัวดิดกับหย่งฉี หลิวเสี่ยวอิ๋งเองก็แทบไม่ต่างจากไป๋เฟิ่ง นางกลัวสายตาขององครักษ์ผู้นั้น และนางไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เอาเสียเลย!

            หลิวเสี่ยวอิ๋งเกลียดเวลาที่ตนรู้สึกกลัวอะไรบางอย่าง นางจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าขึ้นสบตากับเยวี๋ยนหลี่เฉียง เพื่อหาทางลบล้างความหวาดกลัวของตัวเอง ทว่าทันทีที่ดวงตาสองคู่ประสานกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็หยุดชะงัก เยวี๋ยนหลี่เฉียงมองเห็นความหวาดกลัวในแววตาของหลิวเสี่ยวอิ๋ง แต่ในขณะเดียวกันก็มองเห็นความอวดดี คล้ายกับว่านางพยายามที่จะเอาชนะความกลัวของตนและประกาศต่อเขาว่า ข้าหาได้เกรงกลัวเจ้า

            หลิวเสี่ยวอิ๋งเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ขณะเดินผ่านเยวี๋ยนหลี่เฉียงไปพร้อมกับหย่งฉี นางรู้สึกได้ว่าหัวใจที่กำลังต่อสู้กับความกลัวของนางกำลังเต้นแรง ยิ่งรับรู้ได้ว่าคนที่นางกลัวเดินตามหลังมา หลิวเสี่ยวอิ๋งก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งกาย จนไม่รู้สึกถึงอันตรายที่กำลังพุ่งเข้ามาหาตน

            “อ๊ะ!” เสียงหวีดร้องขององค์หญิงเพ่ยหลิงดังขึ้น เมื่อจู่ ๆ ร่างของนางก็ถูกตวัดเข้าสู่อ้อมกอดขององครักษ์ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อหลบกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่หักลงมาจากต้น

            เสียงกิ่งไม้ที่ตกลงมากระแทกพื้นดังกลบเสียงของหลิวเสี่ยวอิ๋ง กิ่งไม้นั่นมีขนาดใหญ่มากพอที่จะทำให้นางได้รับอันตรายถึงชีวิต หากยามนี้นางปลอดภัยอยู่ในอ้อมกอดของเยวี๋ยนหลี่เฉียง สองแขนที่แข็งแกร่งดังเหล็กกล้าโอบประคองร่างนางไว้ จนเรือนกายบอบบางที่ไม่เคยแนบชิดบุรุษใดแนบสนิทอยู่กับกายแกร่งนั้น

            เงียบงันกันไปครู่หนึ่ง ทุกคนที่อยู่ ณ บริเวณนั้นล้วนแต่อยู่ในอาการตกใจ ทั้งตกใจที่กิ่งไม้ใหญ่หักโค่นลงมาจากต้น และตกใจที่ได้เห็นองครักษ์ขององค์ชายห้ากอดองค์หญิงเพ่ยหลิงไว้แนบแน่น

            “เสี่ยวอิ๋ง!” หย่งฉีร้องอย่างตกใจ กิ่งไม้นั่นเฉียดศีรษะของหลิวเสี่ยวอิ๋งไปเพียงนิดเดียว หากองครักษ์เหยียนไม่ยื่นมือเข้าช่วย ป่านนี้เขาอาจสูญเสียน้องสาวไปแล้วก็ได้

            “ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงปล่อยมือจากหลิวเสี่ยวอิ๋ง ไม่เข้าใจตัวเองว่าเหตุใดจึงต้องช่วยนาง ทั้งที่สามารถปล่อยให้นางตายไปต่อหน้าต่อตาได้แท้ ๆ

            บางที...การเก็บนางไว้แสดงแววตาอวดดีนั้น อาจจะน่าสนุกกว่าการทิ้งให้นางตายไปง่าย ๆ ก็ได้กระมัง

            “ไม่เป็นไร” หลิวเสี่ยวอิ๋งตอบเสียงค่อย ขณะก้าวถอยห่างจากเยวี๋ยนหลี่เฉียงไปหาพี่ชายของตน

            “เป็นอะไรหรือเปล่า” หย่งฉีถามด้วยความเป็นห่วง

            “ไม่เป็นอะไรเพคะ” นางตอบเสียงแผ่ว ก่อนหันไปหาเยวี๋ยนหลี่เฉียงด้วยใบหน้าร้อนฉ่า

            “ขอบใจที่ช่วยข้า” นางกล่าว

            “หามิได้ เป็นหน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งเพียงพยักหน้ารับ แล้วจึงหันไปหาหย่งฉีอีกครั้ง

            “พี่ห้า เราแยกกันตรงนี้ก็แล้วกันเพคะ”

            “เอาอย่างนั้นหรือ” หย่งฉีเห็นใบหน้าของน้องบุญธรรมเดี๋ยวซีด เดี๋ยวแดง แล้วอดเป็นห่วงไม่ได้

            “เพคะ” หลิวเสี่ยวอิ๋งตอบรับสั้น ๆ หางตาเหลือบมององครักษ์เหยียนที่กำลังมองมาที่นางเล็กน้อย

            “เช่นนั้นก็เดินดี ๆ”

            องค์หญิงเพ่ยหลิงเดินจากไปพร้อมนางกำนัลสองคนที่ติดตามมาด้วย หากนางยังคงรู้สึกได้ สายตาขององครักษ์เหยียนผู้นั้นจับจ้องมาที่นาง เท้าเรียวบางจึงก้าวยาวและเร็วขึ้น จนนางกำนัลเกือบจะต้องวิ่งตาม  

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงมองตามร่างที่เมื่อครู่ยังอยู่ในอ้อมกอดของตนเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ กลิ่นกายหอมละมุนของนางยังติดชัดอยู่ที่ปลายจมูกของเขา คนอย่างเยวี๋ยนหลี่เฉียง ใช่ว่าไม่เคยสัมผัสสตรีมาก่อน ไม่ว่าจะสตรีชาวมนุษย์ สตรีเผ่าปีศาจ หรือแม้แต่สตรีที่เป็นเซียน เขาล้วนเคยสัมผัสมาแล้วทั้งสิ้น แต่หลิวเสี่ยวอิ๋งกลับทำให้เขารู้สึกว่านางแตกต่างจากผู้อื่น โดยที่เขาเองก็ไม่อาจบอกได้ว่า เหตุใดจึงรู้สึกเช่นนั้น

            กว่าจะรู้ตัว เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็พบว่าตนกำลังปรารถนาที่จะได้กอดร่างเล็กนั่นอีกครั้ง!

            หย่งฉีกระแอมออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นองครักษ์หนุ่มมองตามน้องบุญธรรมของตน เยวี๋ยนหลี่เฉียงละสายตาจากหลิวเสี่ยวอิ๋งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใบหน้าของเขายังเรียบเฉย ดวงตาเยือกเย็นเช่นเดิม หย่งฉีมองประเมินองครักษ์ของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว

            “พวกเราเองก็กลับกันเถอะ”

            “พ่ะย่ะค่ะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียง เสี่ยวชุนจื่อ และไป๋เฟิ่งประสานมือขึ้น พร้อมเอ่ยตอบรับพร้อมกัน

            องค์ชายห้าเดินนำคนของตนกลับตำหนัก เยวี๋ยนหลี่เฉียงทำราวกับไม่ได้สนใจหลิวเสี่ยวอิ๋งอีก หากในใจเขากำลังนึกภาพองค์หญิงชาวมนุษย์ที่พยายามมองสบตาเขา เพื่อบอกเป็นนัยให้รู้ว่านางไม่กลัว ทั้งแววหวาดกลัวยังฉายชัดอยู่หลังม่านตาคู่นั้น

            ช่างเป็นคนที่ไม่เหมือนใครจริง ๆ

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก นึกขำตัวเองที่เข้าไปช่วยชีวิตผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เชิดหน้าใส่เขาอย่างหยิ่งผยองโดยไม่มีเหตุผล

            หรือบางที อาจมีเหตุผลที่เขานึกไม่ถึงก็เป็นได้

 

            ทางด้านของหลิวเสี่ยวอิ๋งนั้น เมื่อเดินกลับมาถึงตำหนักฉือหนิง นางก็ไปปรนนิบัติไทเฮาตามปกติ จนกระทั่งไทเฮาเสด็จเข้าบรรทม หญิงสาวจึงไปอาบน้ำชำระกาย พลางถึงคิดไปถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็น

            ร่างกายที่นางกำลังทำความสะอาดอยู่นี้ นางทะนุถนอมไว้เป็นอย่างดี ไม่เคยให้บุรุษใดได้สัมผัส แต่วันนี้กลับถูกกอดอย่างแนบชิด เรือนร่างแนบสนิทกับกายของบุรุษเพศ สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งอย่างที่ตนไม่เคยมี สองแขนที่แข็งดังปลอกเหล็กยื้อชีวิตนางจากพญามัจจุราชโดยการกอดนางไว้ เพื่อปกป้องจากอันตราย

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าขาวนวลก็ซับสีเลือดขึ้น หลิวเสี่ยวอิ๋งสะบัดศีรษะแรง ๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตน นางจะหวั่นไหวปล่อยใจไปกับชายผู้นั้นเพียงเพราะถูกเขากอดเพียงครั้งเดียวไม่ได้ แม้ว่ามันจะเป็นการกอดเพื่อช่วยชีวิตนางก็ตาม

            หามิได้ เป็นหน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ’ เสียงขององครักษ์ผู้นั้นดังขึ้นในความคิดของหลิวเสี่ยวอิ๋ง

            ใบหน้าหวานงอง้ำลง นั่นสินะ เขาเป็นองครักษ์ หน้าที่ของเขาคือการดูแลความปลอดภัยให้เชื้อพระวงศ์ เขาก็แค่ทำไปตามหน้าที่ บางทีเขาอาจไม่คิดอะไรเลยก็ได้ที่กอดนาง

            คนที่มีสายตาน่ากลัวแบบนั้น คงไม่มานั่งคิดอะไรฟุ้งซ่านเช่นนางหรอก!

            หลิวเสี่ยวอิ๋งฟาดมือลงบนน้ำในอ่างไม้ที่ตนกำลังแช่อยู่ ไม่รู้ว่าควรโมโหตัวเองหรือองครักษ์บ้านั่นกันแน่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 164 ครั้ง

1,946 ความคิดเห็น

  1. #1917 GnAbboM (@antloveexo) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 21:57
    ชอบๆ คู่หลักหวานอมขมสุดรู้สึกถึงอุปสรรคมากมายก่ายกองในอนาคต คู่รองก็น่ารัก
    #1917
    0
  2. #500 Wiriya Suriyathanawong (@gife-wiriya01) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 23:56
    ไทเฮาจะต้องเอ็นดูน้องสิ น้องเราออกจะใสซื่อและน่ารักขนาดนี้~~~~
    #500
    1