ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 6 : บทที่6 แรกสบตา ( รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,329
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 171 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

บทที่6 แรกสบตา

 

“เจ้า...เจ้ากล่าวหาข้า!” เยี่ยลี่จูลุกขึ้นยืนชี้หน้าไป๋เฟิ่ง “ข้าพูดกับเจ้าดี ๆ แท้ ๆ เหตุใดต้องกล่าวหาข้าด้วย!

“เป็นนางหรือเจ้ากันแน่ที่เป็นผู้กล่าวหา” หย่งฉีถามเสียงเย็น ขณะก้าวมาขวางหน้าไป๋เฟิ่งราวกับจะปกป้อง ช่างน่าเสียดายที่ผู้ซึ่งเกิดในตระกูลใหญ่และได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเช่นเจ้าจะกล่าววาจาร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้

“...”

“ช่างน่าผิดหวังจริง ๆ”

หย่งฉีเดินไปจับมือไป๋เฟิ่ง แล้วพานางเดินออกจากศาลาโดยไม่สนใจต่อสายตาของผู้ใด ก่อนจากไปยังปรายตามองเยี่ยลี่จูด้วยแววตาเยือกเย็นจนนางหนาวสะท้านไปทั้งร่าง

“ข้าตามไปดูหย่งฉีก่อน” หวังเสียกล่าว แล้วทำทีเป็นเดินตามหย่งฉีไป เพื่อเปิดโอกาสให้สองให้พี่น้องสกุลเยี่ยได้พูดคุยกัน

“ลี่จู เจ้าพูดจาว่าร้ายแม่นางไป๋อย่างที่นางว่าจริงหรือเปล่า” เยี่ยจินถามน้องสาวเสียงขรึม เยี่ยลี่จูหายใจฮึดฮัดอย่างขัดใจ

“พี่ใหญ่ ท่านเชื่อคำพูดของผู้หญิงที่เพิ่งเจอกันเพียงครั้งเดียวมากกว่าข้าหรือ” เยี่ยลี่จูถาม

“ข้าก็แค่ถาม”

“ระหว่างหญิงโง่เง่าจากบ้านนอกผู้นั้นกับข้า ท่านจะเชื่อใครก็ลองเลือกดู”

คำตอบของผู้เป็นน้องทำให้เยี่ยจินรู้ว่าเขาควรจะเชื่อใคร ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนมองน้องสาวด้วยสายตาจริงจัง

“ที่ผ่านมา หย่งฉีแทบไม่เคยสนใจสตรีใด แต่ครั้งนี้กลับออกตัวปกป้องแม่นางไป๋ เห็นได้ชัดว่าหย่งฉีให้ความสำคัญกับนางเพียงใด” เยี่ยจินทิ้งช่วงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ “การที่คนคนหนึ่งไม่เคยแสดงท่าทีโมโห ใช่ว่าเขาจะโมโหไม่เป็น การที่เขาไม่เคยเอาโทษใคร ใช่ว่าเขาจะไม่เอาโทษทุกคน”

“...”

“อย่าได้ล่วงเกินสตรีของหย่งฉีอีก ถึงข้ากับเขาจะเป็นสหายกันมานาน แต่หากเจ้าทำให้เขาโมโหขึ้นมาเมื่อใด ข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยเจ้าได้หรือไม่”

พูดจบ เยี่ยจินก็เดินออกจากศาลาไป ทิ้งให้เยี่ยลี่จูได้แต่กระทืบเท้าอยู่คนเดียว

แม้แต่พี่ชายแท้ ๆ ก็ยังไม่เข้าข้างนาง!

 

หย่งฉีที่กำลังไม่พอใจก้าวเร็วเสียจนไป๋เฟิ่งแทบจะต้องวิ่งตาม มือที่แข็งราวกับเหล็กกำข้อมือไป๋เฟิ่งเอาไว้แน่นเสียจนนางรู้สึกเจ็บ

“องค์ชายเพคะ” ไป๋เฟิ่งเรียก “หม่อมฉันเจ็บข้อมือ”

คำพูดนิ่ม ๆ ของไป๋เฟิ่งทำให้หย่งฉีหยุดชะงัก พร้อมกับคลายมือออกทันที

“ข้าขอโทษ เจ้าเจ็บมากหรือไม่” ชายหนุ่มถามอย่างเป็นห่วง

“ไม่มากเพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบพร้อมกับส่งยิ้มให้เขาอย่างที่ชอบทำ รอยยิ้มกระจ่างใสนั้นทำให้นางดูน่าเอ็นดู องค์ชายห้ายิ้มจาง ๆ ตอบ พลางยกข้อมือของไป๋เฟิ่งขึ้นมาดู และพบว่ามีรอยแดงจากการบีบมือของเขาปรากฏบนผิวบอบบางนั้น

หย่งฉีใช้มืออีกข้างลูบเบา ๆ บริเวณที่มีรอยบอบช้ำ

“กลับวังแล้วข้าจะหายามาทาให้”

“เพคะ”

หย่งฉีเงยหน้าขึ้นมองไป๋เฟิ่ง นางเป็นคนที่ไม่ว่าใครที่ได้พบเห็นก็ล้วนแต่เมตตา ทั้งเซียวเฟิงผิง ทั้งบรรดานางกำนัล ขันทีทั้งหลายในตำหนักก็ยังชื่นชอบนาง ช่วยสอนงานและกฎระเบียบข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ ให้นางราวกับกำลังสอนเด็กน้อยคนหนึ่ง แต่เยี่ยลี่จูนั้นแตกต่างออกไป เพราะนอกจากคุณหนูสกุลเยี่ยผู้นั้นจะไม่นึกเอ็นดูไป๋เฟิ่งแล้ว ยังพูดจาว่าร้ายนางอย่างน่ารังเกียจ แม้หย่งฉีจะไม่ได้ยินกับหู แต่เขาก็แน่ใจว่าไป๋เฟิ่งไม่ได้โกหก เพราะบางคำที่นางพูดออกมา เขาคิดว่า นางยังไม่รู้ความหมายของคำด่าว่านั้นด้วยซ้ำ

“เจ้าไม่ต้องสนใจคำพูดของเยี่ยลี่จู” หย่งฉีกล่าว “เจ้าหาได้เป็นเช่นที่นางว่า”

“องค์ชายกำลังปลอบหม่อมฉันหรือเพคะ” อีกฝ่ายถามเสียงใส

“แล้วเจ้าเสียใจหรือไม่”

“ไม่เพคะ” ไป๋เฟิ่งส่ายหน้า “จะว่าไป ที่คุณหนูเยี่ยพูดก็มีส่วนถูก”

“อย่างไร”

“หม่อมฉันอ่านหนังสือไม่ออก แต่งกลอนไม่ได้ วาดภาพไม่เป็น สำหรับมนุษย์แล้ว น่าจะเป็นความโง่เขลาจริง ๆ” ไป๋เฟิ่งทำท่าครุ่นคิด “แต่สิ่งที่หม่อมฉันไม่เข้าใจก็คือ คำว่า อุ่นเตียง’ เพคะ”

“…”

“คำนี้แปลว่าอะไรหรือเพคะองค์ชาย”

“เอ่อ...” จะอธิบายอย่างไรให้นางเข้าใจเล่า!

ไป๋เฟิ่งจ้องมองหย่งฉีด้วยดวงตาใสซื่ออย่างรอคอยคำตอบ ชายหนุ่มครุ่นคิดหาคำพูดมาอธิบายให้นางฟังอย่างหนักใจ

มันคือการกระทำอย่างหนึ่งของชายหญิงเวลาอยู่บนเตียง”

อย่างนั้นหรือเพคะ”

“อืม” หย่งฉีตอบสั้น ๆ คิดว่าให้นางเข้าใจเช่นนี้ไปก่อนน่าจะดีกว่า

“เช่นนั้น กลับไปที่วังวันนี้ องค์ชายทำให้หม่อมฉันดูหน่อยได้ไหมเพคะว่าอุ่นเตียงเขาทำกันอย่างไร”

องค์ชายห้าแทบสำลัก!

คงต้องหาทางอธิบายกันอีกยาว

 

เยี่ยจินตามมาขอโทษหย่งฉีและไป๋เฟิ่งแทนน้องสาว แล้วขอตัวกลับก่อน ส่วนเรื่องที่ต้องหารือกัน หลังเสร็จประชุมพรุ่งนี้ หย่งฉีมิได้รั้งสหายของตนไว้ การที่เยี่ยจินคิดจะพาเยี่ยลี่จูกลับไปก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะยามนี้เขาเองก็ยังไม่พร้อมวางท่าเป็นองค์ชายผู้อ่อนโยนต่อสตรีที่พูดจาร้ายกาจกับไป๋เฟิ่ง

หลังจากที่เยี่ยจินกลับไปแล้ว หวังเสียก็ยื่นหน้าเข้ามาหาหย่งฉีด้วยพร้อมรอยยิ้มกวน

สรุปว่านางเป็นผู้หญิงของเจ้าจริง ๆ สินะ” หวังเสียถามเสียงล้อ ขณะเหลือบมองไปยังไป๋เฟิ่งที่ยืนอยู่ข้างหย่งฉี

หย่งฉีเหลือบไปมองไป๋เฟิ่ง สีหน้าท่าทางของนางยังคงเป็นปกติ ดูท่าว่านางคงไม่เข้าใจว่า เป็นผู้หญิงของเขา’ หมายความหมายว่าอย่างไร

“เมื่อไหร่จะแต่งล่ะ” หวังเสียถาม

“พี่ใหญ่!” หวังอิงลั่วกระตุกแขนพี่ชายเบา ๆ พี่ชายของนางก็ช่างกระไร ได้ถามเรื่องนี้ต่อหน้าสตรีท่าทางไร้เดียงสาอย่างไป๋เฟิ่งได้อย่างไรกัน

ทว่าไป๋เฟิ่งกลับไม่มีทีท่าขัดเขินแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ทำหน้าประหลาดใจเท่านั้น

“แต่งงานหรือเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งถามหวังเสีย ก่อนจะหันมาหาหย่งฉี “องค์ชายจะแต่งงานกับใครหรือเพคะ”

หวังเสียหัวเราะออกมาทันที หย่งฉีตวัดสายตามองสหายอย่างรำคาญใจ แล้วจึงหันกลับมาหาไป๋เฟิ่ง

“ตอนนี้ยัง” หย่งฉีตอบ “ไว้ข้าจะแต่งเมื่อไหร่ แล้วจะบอกให้เจ้ารู้คนแรก”

“จริงหรือเพคะ” ไป๋เฟิ่งท่าทางตื่นเต้นดีใจ “เป็นพระกรุณาเพคะ”

พูดจบ นางก็ยอบกายให้เขาเป็นการขอบคุณ หวังเสียต้องเมินหน้าไปทางอื่นเพื่อกลั้นหัวเราะ หากเป็นหญิงอื่น เขาคงคิดว่านางแค่แสร้งทำเป็นไม่รู้ เพื่อให้ดูน่ารักไร้เดียงสา แต่สำหรับไป๋เฟิ่ง ไม่ว่าจะมองอย่างไร เขาก็หาแววเสแสร้งจากนางไม่เจอแม้แต่น้อย นางดูเหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราว ท่าทางใสซื่อเสียจนน่าเป็นห่วง

มิน่าล่ะ หย่งฉีถึงต้องเก็บนางไว้ใกล้ตัวตลอดเวลาเช่นนี้

“เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ อีกประเดี๋ยวเราต้องกลับกันแล้ว” หย่งฉีพูดเสียงนุ่ม

“เพคะ” ไป๋เฟิ่งรับคำอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามหวังอิงลั่วไปเปลี่ยนเสื้ออีกห้อง

“ดูเหมือนว่าผู้หญิงของเจ้าจะไม่รู้ตัวนะ ว่านางกลายเป็นของเจ้าไปเสียแล้ว” หวังเสียพูดยิ้ม ๆ “เกิดมาข้าเพิ่งจะเคยเห็นคนซื่อราวกับเด็กเล็ก ๆ เช่นนี้”

“พูดมากน่า” หย่งฉีพูดอย่างรำคาญ

“ข้าได้ยินนะ ที่นางถามเจ้าเรื่องอุ่นเตียง”

“เจ้ากล้าแอบฟังข้าเรอะ!

“ข้าแค่บังเอิญผ่านไปได้ยิน” หวังเสียยิ้มกว้างมากขึ้นทุกที “ไหน ๆ นางก็เปิดโอกาสให้แล้ว เจ้าก็ลองสอนนางสักสองสามกระบวนท่าเป็นไร”

“เจ้าหุบปากไปเลย!

 

หลังจากกลับมาถึงวัง ไป๋เฟิ่งก็ปรนนิบัติหย่งฉีอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน แต่สำหรับหย่งฉี วันนี้ไม่เหมือนก่อนอีกแล้ว นับแต่ที่ได้จุมพิตนาง ได้กอดไว้แนบกาย เขาก็รู้ได้ทันทีว่า ความรู้สึกที่มีต่อนางไม่อาจเป็นเช่นดังนายและบ่าวได้อีกแล้ว

บางที...เขาอาจจะตกหลุมรักนางตั้งแต่วันแรกที่นางกลายร่างเป็นมนุษย์แล้วก็เป็นได้

“ไป๋เฟิ่ง” หย่งฉีเรียกขณะที่นางช่วยสวมเสื้อผ้าให้เขา

“เพคะ” ไป๋เฟิ่งเงยหน้าขึ้นมองตอบ รู้สึกได้ว่าสายตาของหย่งฉีที่มองมายังตนนั้นไม่เหมือนเดิม แต่นางกลับไม่เข้าใจในความหมายของมัน

มืออุ่นรั้งเอวบางเข้ามาแนบชิดกายแกร่ง ในขณะที่มืออีกข้างประคองใบหน้านางไว้ นิ้วหัวแม่มือไล้ไปมาอยู่บนริมฝีปากสีชมพูใสแผ่วเบา

ในที่สุด หย่งฉีก็โน้มตัวลงกอดไป๋เฟิ่งไว้

“เจ้าชอบให้ข้ากอดเช่นนี้หรือไม่” หย่งฉีถาม

เอ๋?”

“ชอบหรือไม่” หย่งฉีถามซ้ำ ขณะกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

“ชอบเพคะ” เสียงหวานตอบออกมาอย่างซื่อ ๆ แต่กลับให้หย่งฉียิ้มกว้าง

“แล้วนี่ล่ะ ชอบไหม” หย่งฉีผละจากร่างนุ่มนิ่มเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวลงจุมพิตไป๋เฟิ่งอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวลดุจสายลมอันอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิ

“ชอบหรือไม่” หย่งฉีถามซ้ำอีกครั้ง เมื่อละริมฝีปากออกมาจากความหวานละมุน

“หม่อมฉันก็บอกไม่ถูก” ไป๋เฟิ่งหน้าแดงซ่านดังเช่นทุกครั้งที่ถูกเขาจูบ “หม่อมฉันไม่เคยทำแบบนี้กับใครมาก่อน เวลาที่องค์ชายทำแบบนี้ หม่อมฉันจะรู้สึกว่าใจเต้นแรงเอามาก ๆ”

ไป๋เฟิ่งจับมือหย่งฉีไปวางบนอกข้างที่มีหัวใจของตน

“รู้สึกไหมเพคะ” ไป๋เฟิ่งถาม

หย่งฉีรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงของนาง แต่เขากลับมิได้ใส่ใจต่อสิ่งนั้น ความนุ่มละมุนที่อยู่ใต้มือเขายามนี้ต่างหาก ที่ทำให้องค์ชายห้าอยากจะคว้าร่างของ ตัวยุ่ง’ มาจัดการสั่งสอนให้รู้เรื่องรู้ความ

“ไป๋เฟิ่ง” หย่งฉีกระซิบเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “หากเป็นผู้อื่นมาทำกับเจ้า เช่นเดียวกับที่ข้าทำ เจ้าจะยอมหรือไม่”

“ผู้อื่น? ใครหรือเพคะ?” ไป๋เฟิ่งถาม

“ทุกคนบนโลกนี้” หย่งฉีตอบ “หากมีใครปรารถนาจะกอดเจ้า สัมผัสเจ้าอย่างที่ข้าทำ เจ้าจะยอมหรือไม่”

ไป๋เฟิ่งครุ่นคิด ครู่แรก นางไม่เข้าใจในคำถามของหย่งฉี หากครู่ต่อมา เมื่อนางลองนึกภาพว่าหากเป็นคนอื่น อาจเป็นหวังเสียหรือเยี่ยจิน หรือแม้กระทั่งราชาปีศาจมาทำเช่นนี้กับนาง นางจะทำเช่นไร

“ไม่เพคะ!” ไป๋เฟิ่งตอบ สีหน้าดูหวาดหวั่นไม่น้อย

เพียงแค่คิดว่าคนเหล่านั้นจะมาสัมผัสตนอย่างที่องค์ชายห้าทำ นางก็รู้สึกหวาดกลัว จนอยากจะหลบซ่อนกายให้พ้นจากคนเหล่านั้น!

ความรู้สึกนี้ แม้แต่ไป๋เฟิ่งเองก็ไม่เข้าใจ

“หม่อมฉันไม่อยากให้ใครทำเช่นนี้กับหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่เอา” ไป๋เฟิ่งส่ายหน้าไปมา น้ำตาคลออย่างน่าสงสาร “องค์ชายเพคะ ได้โปรด อย่าให้ใครทำเช่นนี้กับหม่อมฉันนะเพคะ อย่าให้ใครทำหม่อมฉัน...”

ก่อนที่สตรีตรงหน้าจะหวาดกลัวมากไปกว่านี้ หย่งฉีก็ก้มลงปิดปากนางไว้ด้วยปากของเขา มอบสัมผัสอ่อนละมุนเพื่อปลอบโยนนางที่กำลังหวาดกลัว

“ข้าจะไม่ยอมให้ใครทำเช่นนี้กับเจ้า” หย่งฉีกระซิบที่ข้างหูไป๋เฟิ่ง “ข้าจะไม่ยอมให้ใครได้สัมผัสเจ้าทั้งนั้น”

“องค์ชาย...”

“เจ้าเองก็ห้ามให้ใครแตะต้องนอกจากข้า”

“...”

“เพราะข้าก็จะไม่แตะต้องใครนอกจากเจ้าเช่นกัน”

 

            เป็นอีกคืนที่ไป๋เฟิ่งหลับใหลอยู่ในอ้อมกอดของหย่งฉี อ้อมกอดนี้ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยจนนางไม่อยากจะจากไปไหน

            ไป๋เฟิ่งขยับกายเล็กน้อย พยายามยกแขนหย่งฉีที่กอดนางไว้ออกจากกาย เพื่อไปเตรียมปรนนิบัติเขาในยามเช้า ทว่ายังไม่ทันได้ยกแขนแข็งแกร่งนั้นออก องค์ชายห้าก็กอดนางแน่นกว่าเดิม

            “จะรีบไปไหน” หย่งฉีถามทั้งที่ยังไม่ลืมตา

            ยามนี้องค์ชายห้ายอมโยนความเป็นสุภาพบุรุษของตนทิ้งไปไกล ๆ แล้วหันมานอนกอดก่ายร่างนุ่มนิ่มของไป๋เฟิ่งแทน แม้ใจจริงเขาเริ่มปรารถนาจะทำอย่างอื่นมากกว่าแค่นอนกอด แต่จิตใต้สำนึกของเขาก็ยั้งตัวเองไว้ หย่งฉีตั้งใจจะรอจนกว่าไป๋เฟิ่งจะเข้าใจว่า ความรักและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ชายหญิงนั้นเป็นเช่นไร หากนางเข้าใจแล้ว และมีความรู้สึกที่ตรงกันกับเขา เขาก็จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการ และจะตบแต่งนางเป็นชายาเพียงหนึ่งเดียว

            “หม่อมฉันจะไปเตรียมน้ำให้องค์ชายเพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบ

            แทนที่หย่งฉีจะปล่อย เขากลับยิ่งกอดร่างบางแน่นขึ้น ราวกับจะไม่ยอมให้นางไปไหนได้

            “รอก่อนก็ได้”

            “เดี๋ยวจะสายนะเพคะ วันนี้องค์ชายต้องเข้าประชุมแต่เช้า”

            หย่งฉีพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ จริงอย่างที่นางว่า วันนี้เขามีประชุมกับเสด็จพ่อ จะมัวมานอนกอดนางเช่นนี้ เห็นทีจะไม่ได้

            หย่งฉีคลายอ้อมกอดออก ไป๋เฟิ่งลุกขึ้นนั่ง นางยิ้มให้องค์ชายห้าแล้วลุกจากไปจัดการธุระยามเช้าของตน ก่อนจะกลับมาอีกครั้งเพื่อปรนนิบัติหย่งฉี

            หลังล้างหน้าและบ้วนปากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไป๋เฟิ่งก็ช่วยหย่งฉีแต่งตัว วันนี้องค์ชายห้าสวมชุดปักลายมังกรที่ฮ่องเต้พระราชทาน ดูสง่างามยิ่งนัก ไป๋เฟิ่งมองหย่งฉีด้วยแววตาชื่นชม จริงอยู่ที่นางเคยพบเห็นบุรุษเพียงไม่กี่คน แต่บุรุษทั้งหลายเหล่านั้น ก็หาได้งามสง่าเทียบเท่าองค์ชายห้าของนาง

            “เจ้าขันทีน้อยของข้า วันนี้อารมณ์ดีอะไร ถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เช่นนี้” หย่งฉีถาม

            “หม่อมฉันกำลังคิดว่า วันนี้องค์ชายดูงามสง่ายิ่งนักเพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบตามตรงโดยไม่มีท่าทีเหนียมอายแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้หย่งฉียิ้มได้

            “แล้วปกติข้าหาได้ดูงามสง่าหรือ?” หย่งฉีถาม

            “งามเพคะ แต่วันนี้พิเศษกว่าวันอื่น”

            “หรือจะเป็นเพราะชุดที่เสด็จพ่อพระราชทาน”

            “อาจจะใช่เพคะ”

            หย่งฉียิ้ม “ก็เหมือนเวลาที่เจ้าสวมชุดสตรีตอนไปจวนสกุลหวังนั่นแหละ”

            “เหมือนยังไงเพคะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นถาม

            “ยามเจ้าสวมชุดสตรี เจ้างดงามยิ่งกว่าสตรีทั้งนั้น”

            ไป๋เฟิ่งไม่รู้จะตอบอะไรองค์ชายห้า รู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนร้อนฉ่า และยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่ เมื่อองค์ชายก้มลงจุมพิตแก้มแดง ๆ ของนางแผ่วเบา

            “เราไปกันเถอะ” หย่งฉีพูดราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “เพคะ” ไป๋เฟิ่งรับคำ แล้วเดินตามหย่งฉีออกจากห้องไป

            เสี่ยวชุนจื่อเห็นหย่งฉีเดินออกมาจากห้อง โดยมีไป๋เฟิ่งที่เดินหน้าแดงก้มหน้าตามหลังมาก็ลอบยิ้ม ดูท่าว่าองค์ชายคงจะหาเรื่องแกล้งอะไรสาวน้อยในชุดขันทีผู้นี้อีกแล้วเป็นแน่

 

            ไป๋เฟิ่งและเสี่ยวชุนจื่อตามเสด็จองค์ชายไปถึงท้องพระโรง และรออยู่ด้านนอกตามปกติ องครักษ์ชุดใหม่เข้ามาเปลี่ยนเวร และหนึ่งในนั้นก็มีเยวี๋ยนหลี่เฉียงรวมอยู่ด้วย

            ขันทีและผู้ติดตามขุนนางทั้งหลายต่างรอคอยผู้เป็นนายของตนด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม แม้แต่จะพูดคุยกันก็ยังต้องกระซิบ ไป๋เฟิ่งยืนอยู่ข้างเสี่ยวชุนจื่อโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกัน แต่ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้น นางก็ต้องพบกับดวงตาคู่หนึ่งที่ทำให้นางรู้สึกเย็นวาบไปทั้งกาย

            ดวงตาที่ดูคล้ายดวงตาของปีศาจ!

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงในชุดทหารองครักษ์กำลังมองมายังไป๋เฟิ่ง เมื่อแรกที่สบตากันนั้น เขาก็สัมผัสได้ว่านางหาใช่ขันที ดวงตาปีศาจของเขามองออกว่านั่นคือสตรีที่ซ่อนเร้นกายอยู่ภายใต้ชุดขันที  และนางคือสตรีคนเดียวกับที่เขาเห็นว่าอยู่ในห้องกับองค์ชายห้าในคืนที่เขาบุกเข้าไป

            ไม่ผิดตัวแน่!

            ไป๋เฟิ่งขยับกายเข้าใกล้เสี่ยวชุนจื่อด้วยความหวาดกลัว ดวงตาขององครักษ์ที่อยู่เบื้องหน้าดูราวว่าจะสามารถเผาผลาญนางให้ตายทั้งเป็นได้ นางได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ ขอให้หย่งฉีประชุมเสร็จโดยไว นางจะได้รีบออกไปจากท้องพระโรง เพื่อหนีจากสายตาของทหารองครักษ์ที่น่ากลัวผู้นั้น

            ฝ่ายเยวี๋ยนหลี่เฉียงนั้น เขาเพ่งมองไป๋เฟิ่งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รู้แน่ว่านางเป็นสตรี แต่จะใช้สตรีที่เขาตามหาอยู่หรือไม่ โอกาสเป็นไปได้นั้นมีอยู่หลายส่วน และหนทางที่จะพิสูจน์ได้นั้น คือเขาต้องเข้าไปอยู่ในตำหนักขององค์ชายห้าให้ได้!

 

            หลังจากที่หย่งฉีประชุมเสร็จ เฉียนหลงก็เรียกตัวเขาไว้ก่อน ผู้เป็นบิดาตัดสินพระทัยแล้วว่าจะมอบองครักษ์คุ้มกันตำหนักให้พระราชโอรสเพิ่ม

            “เจ้าเป็นลูกที่ข้าหวังให้ขึ้นครองบัลลังก์ ผู้ที่ริษยาและชิงชังเจ้ามีอยู่ไม่น้อย ข้าจะเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยที่ตำหนักเจ้า”

            “เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ” หย่งฉีประสานมือถวายคำนับ

            “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนรักสันโดษ ชอบอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้น จะปล่อยไว้ก็คงไม่ได้”

            “เสด็จพ่ออย่าได้ทรงห่วง หม่อมฉันเข้าใจความหวังดีของเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”

            “ดี” เฉียนหลงพูดอย่างพอใจ “เจ้ายังจำเหยียนหลี่เฉียงได้ใช่ไหม”

            “พ่ะย่ะค่ะ”

            “องครักษ์ผู้นั้นฝีมือดีทีเดียว ข้าจะให้เขาไปประจำที่ตำหนักของเจ้าอีกคน เจ้าเห็นว่าอย่างไร”

            สำหรับหย่งฉีแล้ว เขาไม่เคยวางใจในตัวเหลียนหลี่เฉียงเลยแม้แต่น้อย การที่องครักษ์ผู้นั้นคอยอารักขาอยู่ข้างกายเฉียนหลงเป็นสิ่งที่ทำให้หย่งฉีเป็นกังวลเสมอมา ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่เขาจะสามารถแยกตัวเหยียนหลี่เฉียงให้ออกห่างจากเสด็จพ่อได้ องค์ชายห้าย่อมไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้

            “หากเป็นพระประสงค์ของเสด็จพ่อ หม่อมฉันย่อมยินดีพ่ะย่ะค่ะ”

            “ดี! เช่นนั้น ก็ให้องครักษ์เหยียนไปประจำที่ตำหนักเจ้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

            “เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ” หย่งฉีประสานมือคำนับพระบิดา

            จากนี้ เขาจะจับตาเหยียนหลี่เฉียงทุกฝีก้าว เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าองครักษ์ผู้นั้นมีจุดประสงค์อะไรในการเข้ามาในวังหลวงกันแน่!

 

            ไป๋เฟิ่งแทบจะร้องไห้เมื่อรู้ว่าองครักษ์เหยียนที่นางหวาดกลัวจะมาประจำที่ตำหนักขององค์ชายห้า

            “เป็นอะไรหรือเปล่า ข้าเห็นเจ้าสีหน้าไม่ดีมาตั้งแต่ออกจากท้องพระโรงแล้ว” หย่งฉีถามอย่างเป็นห่วง ขณะอยู่ในห้องหนังสือกับไป๋เฟิ่งตามลำพัง

            “องค์ชาย” ไป๋เฟิ่งเรียกเสียงอ่อน “องครักษ์เหยียนผู้นั้นต้องมาอยู่กับเราจริง ๆ หรือเพคะ”

            “ทำไม เจ้าไม่ชอบเขาหรือ” หย่งฉีถาม “หรือว่าเขาทำอะไรให้เจ้า”

            “เปล่าเพคะ” ไป๋เฟิ่งส่ายหน้า “หม่อมฉันแค่รู้สึกว่า คนคนนี้น่ากลัวเหลือเกิน”

            “น่ากลัว?”

            “เพคะ เมื่อแรกที่หม่อมฉันสบตากับเขา หม่อมฉันสัมผัสได้ถึงไอสังหารรุนแรง ราวกับว่าเขาพร้อมจะฆ่าหม่อมฉันได้ทุกเมื่อ”

            “...”

            “หม่อมฉันกลัวเขาจริง ๆ นะเพคะ

            ไป๋เฟิ่งคล้ายจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ดูท่าว่านางจะกลัวองครักษ์เหยียนจริง ๆ หย่งฉีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ดึงร่างนางเข้ามาใกล้ ก่อนจะรั้งให้นางลงนั่งบนตักแกร่งของตน

            ไป๋เฟิ่งตกใจไม่น้อย นางไม่เคยนั่งตักของบุรุษมาก่อน หย่งฉีนึกขำในท่าทางตกใจของนาง แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้นางลุกหนีไปไหนได้

            “เจ้าจะกลัวไปไย ข้าอยู่กับเจ้าทั้งคน” หย่งฉีกอดร่างเล็กแน่น เกยคางไว้บนไหล่บางขณะพูด “หรือเจ้าคิดว่าข้าปกป้องเจ้าไม่ได้”

            “หาไม่เพคะ” ไป๋เฟิ่งปฏิเสธ “หม่อมฉันกลัวว่าเขาจะทำร้ายองค์ชาย”

            “ชายผู้นั้นเป็นองครักษ์ของข้า เขาไม่ทำร้ายข้าหรอก” หย่งฉีพูดให้ไป๋เฟิ่งสบายใจ “ต่อให้เขาคิดร้ายกับข้าจริง ก็ใช่ว่าข้าจะสู้จะไม่ได้”

            “แต่...”

            “ไม่ต้องกลัว เด็กดีของข้า” หย่งฉีตัดบท ก่อนจะกดริมฝีปากหนัก ๆ ลงบนแก้มนุ่มของไป๋เฟิ่ง

            แก้มของนางหอมอ่อน ๆ ด้วยกลิ่นเฉพาะของสตรี ทั้งยังเนียนนุ่มเสียจนเขาไม่อยากจะละไปไหน แต่ก็จำต้องตัดใจ ด้วยมิอาจทำเช่นนี้อยู่ได้ทั้งวัน

            “มนุษย์ชื่นชอบสัมผัสอีกฝ่ายด้วยปากหรือเพคะ” ไป๋เฟิ่งถาม เมื่อหย่งฉีละริมฝีปากออกจากแก้มของนาง

            “เฉพาะกับคนที่ชอบ”

            “หมายความว่าทรงชอบหม่อมฉัน”

            “แล้วเจ้าล่ะ ชอบข้าหรือไม่”

            “ชอบเพคะ” หญิงสาวตอบอย่างพาซื่อ “องค์ชายดีต่อหม่อมฉัน เมตตาหม่อมฉัน ให้การช่วยเหลือหม่อมฉันทุกอย่าง แล้วหม่อมฉันจะไม่ชอบองค์ชายได้อย่างไร”

            “แค่นั้นเองหรือ เด็กน้อย” หย่งฉีถามพลางใช้มือลูบไล้แก้มของ เด็กน้อย’ ที่ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องรู้ความเอาเสียเลย “ในเมื่อเจ้าชอบข้า เหตุใดจึงไม่สัมผัสข้า อย่างที่ข้าสัมผัสเจ้าเล่า”

            ไป๋เฟิ่งยิ้มบาง ๆ ขณะหันไปจูบแก้มองค์ชายแผ่วเบา

            “แบบนี้ใช่ไหมเพคะ” นางถาม

            องค์ชายห้าหัวเราะอย่างพอใจ

            “หากเป็นเจ้า แบบไหนก็ได้ทั้งนั้น” หย่งฉีใช้นิ้วหัวแม่มือไร้กลีบปากอิ่มสีชมพูน่าหลงใหลของนาง “เจ้ารู้จักความรักระหว่างชายหญิงไหม”

            “ความรักระหว่างชายหญิงหรือเพคะ?” ไป๋เฟิ่งทวน

            “ใช่ เหมือนเวลาที่พวกหงส์เลือกคู่”

            “อ้อ” ไป๋เฟิ่งพยักหน้ารับ “เวลาที่หงส์เลือกคู่ พวกมันจะมีคู่เดียวและอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตเพคะ”

            “แล้วเจ้าล่ะ เจ้าจะมีข้าเป็นคู่ครองเพียงผู้เดียว แล้วอยู่กับข้าไปตลอดชีวิตได้หรือไม่”

            “องค์ชาย!” ไป๋เฟิ่งเรียกอย่างตกใจ ขณะหันไปมองหน้าหย่งฉีที่กำลังยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง

            “เจ้าเข้าใจความหมายของคำว่าชีวิตคู่หรือไม่”

            “คิดว่าเข้าใจเพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบเสียงค่อย ไม่กล้าสบตาหย่งฉี

            “เช่นนั้น เจ้าเลือกข้าเป็นคู่ครองของเจ้าได้หรือไม่”

            ไป๋เฟิ่งเงยหน้าขึ้นสบตาหย่งฉี อีกฝ่ายมองนางกลับด้วยแววตาลึกซึ้ง มืออุ่นข้างหนึ่งประคองใบหน้าของนางไว้ จากนั้นองค์ชายห้าจึงก้มลงจุมพิตไป๋เฟิ่งด้วยสัมผัสที่แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา

            สัมผัสที่เคยอ่อนโยน แปรเปลี่ยนเป็นสัมผัสเร่าร้อนที่พร้อมจะหลอมละลายไป๋เฟิ่ง

            สัมผัสที่เคยนุ่มนวล แปรเปลี่ยนเป็นความเอาแต่ใจ เรียกร้องความหอมหวานจากริมฝีปากของนางไม่หยุดหย่อน

            สุดท้าย สัมผัสที่เคยอ่อนหวาน ก็แปรเปลี่ยนเป็นสัมผัสลึกซึ้ง ตราตรึง ยากจะลืมเลือน

            หย่งฉีละริมฝีปากออกมามองไป๋เฟิ่งที่หน้าแดงไปจนถึงลำคอ นางกำลังหายใจหอบ ริมฝีปากที่เคยเป็นสีชมพูเริ่มบวมแดง แต่กลับทำให้มันดูน่าสัมผัสมากยิ่งขึ้น แล้วเขาก็อยู่ใกล้นางจนรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังใจเต้นแรงมากเพียงใด

            “อยู่กับข้าตลอดไปได้หรือไม่”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 171 ครั้ง

1,945 ความคิดเห็น

  1. #1845 0936539211 (@0936539211) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:26
    ขออีกยาวๆน่ะค่ะ. ฟินนนนนน
    #1845
    1
  2. #379 Treechat Hong (@hong_2557) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 21:41
    ยัยหนู ลูกกก ชวนพี่เค้าเองเลย พี่เค้าห้ามใจอยู่ทุกคืน
    #379
    1