ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 5 : บทที่5 ไม่จริงเพคะ ( รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,959
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 193 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

บทที่5 ไม่จริงเพคะ

 

หลังจากที่ขันทีคนอื่น ๆ ออกจากห้องของหย่งฉีไปหมดแล้ว ในห้องก็เหลือเพียงเสี่ยวชุนจื่อที่ยังยืนรีรอด้วยความเป็นห่วงองค์ชายห้า กับไป๋เฟิ่งค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาจากใต้ผ้าห่ม นางกำลังจะถามหย่งฉีว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ยังไม่ทันได้ถาม องค์ชายของนางก็กระอักเลือด!

“องค์ชาย!

ทั้งเสี่ยวชุนจื่อและไป๋เฟิ่งต่างตรงเข้ามาหาหย่งฉี หากชายหนุ่มกลับยกมือขึ้นปราม คล้ายจะบอกให้รู้ว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก

            “กระหม่อมจะไปตามหมอหลวง” เสี่ยวชุนจื่อรีบวิ่งออกไป

            ไป๋เฟิ่งตรงเข้ามาประคองแขนหย่งฉีด้วยความเป็นห่วง แต่หย่งฉียังคงยืนอย่างมั่นคง ไม่ได้มีทีท่าว่าบาดเจ็บแต่อย่างใด หากไม่ใช่เพราะกระอักเลือด คงไม่มีใครดูออกว่าเขาเพิ่งผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดมา

            “เจ้าไปหาผ้ามาให้ข้าที” หย่งฉีพูดเสียงค่อย

“แต่...”

“ข้าไม่เป็นอะไร ไปเอาผ้ามาเช็ดเลือดให้ข้า ข้าไม่ชอบให้เลือดเลอะเทอะเช่นนี้”

            “เพคะ”

            ถึงจะรับคำแล้ว แต่ไป๋เฟิ่งกลับยังไม่ยอมปล่อยมือจากหย่งฉี นางประคองแขนเขาและออกแรงดึงน้อย ๆ คล้ายกำลัง บังคับ’ ให้องค์ชายห้ายอมเดินไปนั่งลงบนเตียง

            เมื่อหย่งฉีลงนั่งเรียบร้อยแล้ว ไป๋เฟิ่งจึงรีบไปหาผ้าสะอาดมาเช็ดเลือดให้เขา มือนางเบามาก ราวกับกลัวว่าเขาจะเจ็บ องค์ชายห้ามองเห็นความกังวลและความห่วงใยปรากฏชัดเจนบนใบหน้างดงาม แล้วยิ้มออกมาจาง ๆ มือแกร่งถูกยกขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็หารู้ไม่ รู้เพียงยามนี้ มือนั้นกำลังไล้ผิวแก้มเนียนนุ่มของไป๋เฟิ่งอยู่

            ผิวแก้มของนางช่างนุ่มนัก

            ไป๋เฟิ่งนิ่งไป มือที่กำลังเช็ดเลือดให้องค์ชายห้าชะงักอยู่กับที่ เมื่อผิวแก้มถูกสัมผัสอย่างอ่อนโยน หากสัมผัสนั้นกลับทำให้นางรู้สึกร้อนผ่าวที่บริเวณแก้มทั้งสองข้าง นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้าที่ทำให้นางใจเต้นแรงอยู่หลายครั้ง และพบว่าเขาเองก็กำลังมองมาที่นางเช่นกัน หากแต่ดวงตาของเขานั้นแตกต่างไปจากทุกครั้ง

มนุษย์ใช้สายตาเช่นนี้สื่อความหมายอะไรกันหนอ

            ไป๋เฟิ่งไม่ได้ถามสิ่งที่สงสัยออกไป เพราะความรู้สึกแปลกประหลาดในใจที่คล้ายกับมีหงส์น้อยกำลังโผบิน กว่านางจะได้สติ มืออุ่นข้างหนึ่งของหย่งฉีแนบสนิทอยู่บนแก้มของนางแล้ว องค์ชายห้าขยับศีรษะเล็กน้อย ก่อนประทับจุมพิตแผ่วเบาลงบนริมฝีปากงามของนาง!

            ไป๋เฟิ่งเบิกตากว้างอย่างตื่นตกใจ แต่ก็ไม่ได้ผลักไสหย่งฉีไปไหน นางไม่รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้เรียกว่าอะไรหรือทำเพื่ออะไร นางรู้เพียงว่าเขาทำให้นางใจเต้นรัว ทั้งที่สัมผัสของเขาแผ่วเบานุ่มนวลดุจปุยนุ่นแท้ ๆ ความรู้สึกหวามไหวเช่นนี้คืออะไร นางจะถามเขาภายหลังได้หรือไม่

            ครู่หนึ่ง หย่งฉีจึงละริมฝีปากออกไปอย่างเชื่องช้า แม้จะอยู่ด้วยกันมาเป็นเดือนแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสนางด้วยความปรารถนา ด้วยความรู้สึกที่บุรุษพึงมีต่อสตรี องค์ชายห้าเช่นเขาใช่ว่าไม่เคยพบเจอหญิงงามมาก่อน บุตรีขุนนางไม่รู้กี่คนพยายามเสนอตัวให้เขา ไหนจะนางกำนัลอีกนับไม่ถ้วนที่พยายามจะขึ้นมาอุ่นเตียงให้ แต่มีเพียงไป๋เฟิ่งเท่านั้นที่ทำให้หย่งฉีรู้สึกปรารถนาในตัวนาง จนยอมทำลายความเป็นสุภาพบุรุษอันดับหนึ่ง เพื่อให้ได้สัมผัสนางด้วยริมฝีปากร้อนของตน

            “องค์ชาย...” ไป๋เฟิ่งอ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ออกและไม่รู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรต่อ

            หย่งฉีเห็นใบหน้าของไป๋เฟิ่งแดงจัด รู้แน่ว่าไม่ใช่แดงเพราะแสงจากตะเกียง แต่มาจากความเขินอายของนาง

            นี่เขาทำให้สตรีที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ขนาดเปลื้องผ้าต่อหน้าเขาเขินอายได้หรือนี่

            หย่งฉีหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนเอ่ยวาจานุ่มนวลที่ฟังดูคล้ายคำสั่ง

            “นอกจากข้าแล้ว ห้ามไม่ให้ใครทำเช่นนี้กับเจ้า และห้ามเจ้าไปทำเช่นนี้กับใครทั้งนั้น”

            “...”

            “เข้าใจหรือไม่”

            ไป๋เฟิ่งอยากจะตอบว่าไม่เข้าใจ แต่ก็คิดว่าไม่ตอบจะดีกว่า ในเมื่อเป็นความต้องการขององค์ชายห้า นางก็จะทำตามโดยไม่มีข้อแม้

            และเหนือสิ่งอื่นใด เสียงในใจของไป๋เฟิ่งก็บอกกับนางว่า นางเองก็ไม่ต้องการให้ใครอื่นนอกจากองค์ชายห้ามาสัมผัสนางเช่นกัน

 

            ไม่นานนัก หมอหลวงก็มาตรวจดูอาการให้หย่งฉี ร่างกายเขามีรอยฟกช้ำหลายจุด และภายในก็บอบช้ำไม่น้อย องค์ชายจึงได้ทั้งยาสำหรับบรรเทาอาการบาดเจ็บภายในและยาทาภายนอก

 

เพียงไม่นาน เรื่องที่มีคนร้ายบุกรุกตำหนักองค์ชายห้าก็รู้กันทั่วทั้งวังหลวง ฮ่องเต้เฉียนหลงถึงกับเสด็จมาถึงตำหนักของพระโอรสด้วยองค์เองด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยว

            “โบยองครักษ์คนละห้าสิบไม้ โทษฐานที่ปล่อยให้คนร้ายบุกมาทำร้ายลูกข้าได้!

            เป็นที่ทราบกันดีว่า ในบรรดาโอรสธิดาทั้งหมด ฮ่องเต้โปรดองค์ชายห้ายิ่งกว่าผู้ใด จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจหากฮ่องเต้จะกริ้วถึงเพียงนี้

            “ขอเสด็จพ่ออย่าทรงกริ้ว ระงับพระอาญาก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” หย่งฉีขอร้องเมื่อเห็นอารมณ์พิโรธของพระบิดา “หม่อมฉันมิได้เป็นอะไรมาก”

            “หมอหลวงก็บอกอยู่ว่าภายในของบอบช้ำ”

            “เพียงเล็กน้อยเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” หย่งฉียิ้มจาง ๆ “หากเสด็จพ่อโบยองครักษ์จนหมด วันหน้าเกิดมีใครบุกเข้ามาอีก เราจะไม่มีองครักษ์ไว้รับมือนะพ่ะย่ะค่ะ”

            เฉียนหลงถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด

            “ว่าแต่นี่มันฝีมือใครกัน ข้ามั่นใจว่าวรยุทธ์ของเจ้าไม่เคยเป็นรองผู้ใด แล้วเหตุใดคนร้ายผู้นี้ถึงทำให้เจ้าบาดเจ็บได้”

            “หม่อมฉันค่อนข้างมั่นใจว่าคนร้ายเองก็บาดเจ็บไม่น้อยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” หย่งฉีตอบ “ที่สำคัญ คนผู้นี้ไม่ธรรมดา บางทีอาจมีอาจารย์คนเดียวกับหม่อมฉัน”

            “อาจารย์คนเดียวกับเจ้าหรือ?” เฉียนหลงขมวดคิ้ว

            จะเป็นไปได้อย่างไร อาจารย์สอนวรยุทธ์ทุกคนขององค์ชายห้าล้วนเป็นยอดฝีมือ ที่สรรหามาจากทั่วทุกสารทิศ แต่ละคนได้ตัวมาอย่างยากลำบาก หาใช่ผู้ที่จะยอมสอนวิชาให้ผู้ใดได้ง่าย ๆ

            “พ่ะย่ะค่ะ ตอนสู้กัน มีหลายกระบวนท่าที่เหมือนกันราวกับหม่อมฉันกำลังต่อสู้กับตัวเองในกระจก เป็นไปได้ว่า คนร้ายผู้นี้ต้องเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับหม่อมฉัน”

            “อาจารย์คนใด?”

            “อาจารย์เหวินเต๋อพ่ะย่ะค่ะ”

            “เหวินเต๋อรึ?”

            คราวนี้ผู้เป็นบิดาขมวดคิ้วยุ่ง เหวินเต๋อเป็นยอดฝีมือที่ไม่รู้ว่าอาศัยอยู่ที่ใดกันแน่ บ้างก็ว่าเขาอาศัยอยู่ในหุบเขาเร้นลับ บ้างก็ว่าเขาอาศัยอยู่ในถ้ำกลางป่าลึก แต่บ้างก็ว่าเขาอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ย้ายที่อยู่ที่พักอาศัยไปเรื่อย จนไม่มีใครรู้ว่าจริง ๆ แล้ว เหวินเต๋อผู้นี้อาศัยอยู่ที่ใด

            วันหนึ่ง ขณะที่หย่งฉีเพิ่งอายุได้เพียงห้าปี เหวินเต๋อก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าพระราชวัง บอกกล่าวแก่ทหารรักษาการณ์ว่า เขาทราบมาว่าฮ่องเต้ได้เสาะแสวงหายอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศมาเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ให้องค์ชายห้า จึงได้เดินทางมายังปักกิ่ง เพื่อมาเป็นอาจารย์ให้องค์ชายน้อยผู้นี้

            แม้เฉียนหลงจะเคยได้ยินชื่อเสียงของเหวินเต๋อมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีใครสักคนที่ยืนยันได้ถึงการมีตัวตนของเขา พระองค์จึงคิดมาตลอดว่าเรื่องของเหวินเต๋ออาจเป็นเพียงข่าวลือ ดังนั้นเมื่อทรงทราบว่าเหวินเต๋อมาปรากฏตัวอยู่หน้าวัง จึงได้ให้ทหารองครักษ์มากฝีมือหลายคนไปทำการทดสอบ และพบว่าเหวินเต๋อผู้นี้มีฝีมือไม่ธรรมดา ทั้งที่ไม่ได้ใช้อาวุธ แต่กลับทำให้ทหารองครักษ์หลายคนบาดเจ็บได้

เฉียนหลงยังจำภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้ไม่ลืม เหวินเต๋อเป็นชายวัยกลางคนร่างสูงในชุดขาว ใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางคล้ายเทพเซียนในภาพวาดมากกว่าจะเป็นยอดฝีมือผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง แต่ใครจะคิดว่าเพียงชั่วพริบตา ชายผู้นี้กลับทำให้องครักษ์ที่เป็นยอดฝีมือของเฉียนบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน โดยแทบไม่ต้องขยับกาย

หลังจากวันนั้นไม่นาน เหวินเต๋อก็กลายมาเป็นอาจารย์ของหย่งฉี เขามักพูดเสมอว่าองค์ชายห้าผู้นี้มีบุญบารมี แต่ก็มีวิบากกรรมรออยู่ อนาคตจะมีศัตรูผู้เปี่ยมด้วยอำนาจเป็นคู่ต่อสู้ แต่การต่อสู้นั้นก็จะนำมาซึ่งอำนาจบารมียิ่งใหญ่แก่องค์ชายห้าเช่นกัน

“อาจารย์เหวินเต๋อของเจ้าไม่เคยสอนวิชาให้ผู้ใดง่าย ๆ หากคนร้ายผู้นั้นเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของเขาจริง ๆ ก็นับว่าอันตราย” เฉียนหลงกล่าวอย่างไม่สบายใจนัก “ช่วงนี้เจ้าก็อย่าได้ละเลยการฝึกซ้อม อย่าให้วิชาที่ร่ำเรียนมาต้องสูญเปล่า”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” หย่งฉีรับคำ

“คืนนี้ข้าจะให้องครักษ์ห้าสิบคนล้อมตำหนักเจ้าไว้ เจ้าเองก็พักผ่อนเสีย” ผู้เป็นบิดากล่าว ก่อนจะปรายตาไปยังเสี่ยวชุนจื่อและไป๋เฟิ่ง

“เจ้าสองคนคอยดูแลลูกข้าให้ดี หากแม้ลูกข้าอาการไม่ดีขึ้น ก็จงรีบไปตามหมอหลวงมาดูอาการอีกรอบ”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสี่ยวชุนจื่อและไป๋เฟิ่งประสานมือรับพระบัญชา

 

ครู่ต่อมา เฉียนหลงก็เสด็จออกจากตำหนักขององค์ชายห้าไป

เสี่ยวชุนจื่อจัดการเตรียมยากินและยาทาให้หย่งฉีอย่างเรียบร้อย แต่กลับไม่เข้ามาถวายการดูแล

“ที่เหลือให้เจ้าจัดการแล้วกัน” ขันทีน้อยพูดกับไป๋เฟิ่งยิ้ม ๆ

ให้ขันทีเช่นเขาปรนนิบัติหรือจะสู้หญิงงามอย่างไป๋เฟิ่ง

“เดี๋ยวนี้เจ้าเกียจคร้านถึงขนาดโยนหน้าที่ให้ผู้อื่นแล้วรึ?” หย่งฉีถาม ทั้งที่ในใจก็พอใจจะให้ไป๋เฟิ่งเป็นผู้ดูแลตนมากกว่าเสี่ยวชุนจื่อ

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวชุนจื่อยังคงยิ้ม

รอยยิ้มของเสี่ยวชุนจื่อทำให้หย่งฉีนึกอยากจะฟาดปากเจ้าขันทีสมควรตายนั่นสักที นับวันยิ่งทะลึ่งทะเล้น เดี๋ยวก็สอนให้ไป๋เฟิ่งมาอาบน้ำให้เขา เดี๋ยวสอนให้นางมาบีบนวดให้ ราวกับคิดจะยั่วให้เขาหมดความอดทนต่อไป๋เฟิ่งไว ๆ

น่าลากไปโบยนัก!

เสี่ยวชุนจื่อรีบผลุบออกไปจากห้องนอนขององค์ชายห้า ก่อนที่จะมีอะไรลอยมากระแทกหน้าที่มีแต่รอยยิ้มล้อเลียนของเขา แม้จะเป็นขันที แต่เขาก็ยังจัดว่าเป็นผู้ชาย เหตุใดจะมองไม่ออกว่าองค์ชายมองไป๋เฟิ่งด้วยสายตาเช่นไร

คืนนี้ก็ให้นางป้อนยา ทายา’ บนกายแกร่งขององค์ชายไปเช่นนั้นแหละ เผื่อว่าองค์ชายจะได้แต่งพระชายาในเร็ว ๆ นี้

 

หลังจากที่เสี่ยวชุนจื่อออกไปแล้ว ไป๋เฟิ่งก็นำยาให้มาให้หย่งฉี เขารับยาไปดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ไป๋เฟิ่งรีบไปรินน้ำชามาให้องค์ชายบ้วนปาก ก่อนจะหยิบยาสำหรับทาแผลฟกช้ำมาให้

“ขอประทานอนุญาตนะเพคะ” ปากนางว่าขออนุญาต แต่กลับไม่ได้รอให้เขาอนญาต ไป๋เฟิ่งเอื้อมมือมาถอดเสื้อผ้าของหย่งฉีออกอย่างคล่องแคล่ว

นางต้องคล่องแคล่วแน่ เพราะไอ้เจ้าเสี่ยวชุนจื่อมันสอนให้นางมาคอยปรนนิบัติทั้งถอด ทั้งใส่เสื้อผ้าให้เขาอยู่ทุกวัน!

หย่งฉียอมอยู่นิ่ง ๆ ให้ไป๋เฟิ่งทายาลงบนแผงอกแกร่งอย่างเบามือ ให้ตายเถอะ ผู้หญิงคนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็มือเบายิ่งนัก แต่ทั้งที่มือเบาถึงเพียงนี้ ปากอิ่มก็ยังคอยถามอยู่เรื่อย ๆ ว่า “เจ็บไหมเพคะ” “เป็นอย่างไรบ้างเพค” อยู่เป็นระยะ

หลังจากที่ทายาเสร็จ นางก็จัดการสวมเสื้อผ้าให้หย่งฉีจนเรียบร้อย จากนั้นจึงประคองให้เขาลงนอน แต่กลับไม่ยอมมานอนหนุนอกหรือหนุนแขนเขาอย่างที่เคยทำ

“ถ้ายาพวกนี้มันกลิ่นแรงจนเจ้าทนไม่ได้ก็เช็ดออกเสีย แล้ววันต่อไปก็ไม่ต้องทา” เสียงเข้ม ๆ ติดจะหงุดหงิดเล็กน้อยเอ่ยขึ้น

“หามิได้เพคะ ยาพวกนี้มิได้มีกลิ่นรุนแรง” ไป๋เฟิ่งปฏิเสธ

“แล้วเจ้าจะไปนอนไกลถึงเพียงนั้นทำไม”

“หม่อมฉันกลัวว่า ถ้าหม่อมฉันนอนเบียดองค์ชายแล้วจะทำให้แผลพวกนั้นยิ่งช้ำ”

เมื่อทราบถึงเหตุผลของนาง หย่งฉีก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“แต่ตรงที่เจ้านอนอยู่ไม่มีหมอน ประเดี๋ยวก็ได้ปวดคอเอาหรอก” องค์ชายเริ่มหาข้ออ้าง

“แค่ปวดคอเองเพคะ ดีกว่าให้แผลขององค์ชายช้ำ” นางยิ้มตอบอย่างน่ารัก

“แต่ข้าไม่ชอบให้เจ้าไปนอนห่าง ๆ”

ว่าแล้วหย่งฉีก็รั้งร่างนุ่มนิ่มเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ที่ผ่านมา เขาเคยแต่ใช้แขนข้างที่นางหนุนนอนกอดนางไว้หลวม ๆ แต่วันนี้กลับรั้งนางมากอดเสียแน่น

อย่างไรก็จูบนางไปแล้วมิใช่หรือ ยังมีอะไรที่ทำไม่ได้อีก

“องค์...องค์ชาย” ไป๋เฟิ่งเรียกอย่างตกใจ เพราะไม่เคยถูกเขากอดแน่นเช่นนี้มาก่อน “แผลของท่าน...”

“ช่างแผลมัน!” องค์ชายห้าตัดบท แล้วกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้น ทำให้กายแกร่งยิ่งสัมผัสได้ว่าร่างนั้นนุ่มนิ่มเพียงใด

ยิ่งได้กอด ก็ยิ่งไม่อยากจะปล่อย

“แต่...” หญิงสาวดูเหมือนยังเป็นกังวล

“ไม่ต้องพูดแล้ว”

เขาไม่เพียงแค่สั่ง แต่ยังจัดการปิดปากของนางด้วยริมฝีปากของเขา ไป๋เฟิ่งตัวสั่นน้อย ๆ วันนี้องค์ชายทำเช่นนี้กับนางสองครั้งแล้ว แต่ละครั้งทำเอานางใจเต้นแรงได้ไม่แพ้กัน อีกทั้งตัวองค์ชายเองก็ดูเหมือนจะพอพระทัยทุกครั้งที่ได้สัมผัสนางด้วยริมฝีปากเช่นนี้

“หลับเสีย เด็กดีของข้า”

พูดจบ หย่งฉีก็ประทับจุมพิตแผ่วเบาลงบนหน้าผากของไป๋เฟิ่ง อีกฝ่ายหน้าร้อนผ่าว พลางครุ่นคิดไปว่า หรือมนุษย์จะชื่นชอบการสัมผัสด้วยริมฝีปากเช่นนี้

“เพคะ”

ว่าแล้วไป๋เฟิ่งก็ยื่นหน้าเข้าไปแตะริมฝีปากของตัวเองกับหย่งฉีบ้าง นางไม่ประสีประสา เพียงแค่ใช้ริมฝีปากแตะเบา ๆ เท่านั้น แต่กลับทำให้ผู้เป็นองค์ชายพอพระทัยยิ่งนัก

เด็กดี...ข้าจะทนนอนกอดเจ้าเฉย ๆ เช่นนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน

 

วันนี้หย่งฉีพาไป๋เฟิ่งออกนอกวังเพื่อไปหารือกับ หวังเสีย’ สหายของเขาที่รับราชการอยู่ในราชสำนัก ทั้งยังเป็นบุตรชายคนโตของเสนาบดีหวังที่พระบิดาของเขาไว้วางพระทัย

ไป๋เฟิ่งในชุดขันทีอยู่ข้างหย่งฉีด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม แต่ก็ทำให้หวังเสียอดมองอย่างพิจารณาไม่ได้ ปกติหย่งฉีไม่ค่อยพาใครออกมานอกวังนอกจากเหล่าองครักษ์เงาที่แอบติดตามอยู่เงียบ ๆ แต่ครั้งนี้กลับพาขันทีน้อยหน้าหวานติดตามด้วย ทั้งยังรั้งขันทีผู้นี้ไว้ข้างกาย ไม่ว่าจะคุยเรื่องลับ เรื่องสำคัญอะไรก็ไม่ยอมไล่ออกไป

คุยกันไปได้ครู่หนึ่ง หวังอิงลั่ว น้องสาวของหวังเสียก็เดินนำสาวใช้สองคนนำขนมมาให้

“ถวายบังคมองค์ชายห้าเพคะ” หวังอิงลั่วถวายคำนับ

“ไม่ต้องพิธี” หย่งฉีว่า “ไม่เจอกันนาน เจ้าสบายดีนะอิงลั่ว

“สบายดีเพคะ ขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงห่วงใยหญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้ม

ความที่หย่งฉีสนิทสนมกับหวังเสียมาตั้งแต่เด็ก และมักมาเที่ยวเล่นที่จวนเสนาบดีหวังเป็นประจำ จึงคุ้นเคยกับหวังอิงลั่วเป็นอย่างดี เขามองนางเป็นเหมือนน้องสาว ในขณะที่สาวน้อยผู้นี้ก็ชื่นชมเขาราววีรบุรุษ

ไป๋เฟิ่งมองหวังอิงลั่วในชุดสีชมพูปักลายดอกท้อด้วยความชื่นชม คุณหนูหวังผู้นี้แต่งกายงดงาม เครื่องประดับเพียบพร้อม นางสวมแหวนและกำไลหยกแดง แม้แต่ศีรษะก็ประดับด้วยปิ่นหยกแดงและปิ่นมุกหลายชิ้น ดูแล้วงดงามยิ่งนัก

หวังอิงลั่วรู้สึกว่ากำลังถูกมอง จึงหันไปมองตอบ เห็นขันทีน้อยมองมาที่ตนอย่างชื่นชมจึงยิ้มให้ ไป๋เฟิ่งยิ้มตอบอย่างพาซื่อ ทำให้หวังอิงลั่วรู้สึกถูกชะตาขึ้นมา

ฝ่ายหย่งฉีนั้น เมื่อเห็นสายตาที่ไป๋เฟิ่งมองหวังอิงลั่วแล้วกลับรู้สึกสงสาร เขารู้ดีว่านางอยากสวมชุดสตรี เวลาที่เขาพานางไปไหน นางมักชอบมองสตรีที่แต่งกายงดงาม ทั้งยังเคยออกปากว่าอยากลองสวมชุดเสื้อผ้าแบบนั้นดูบ้าง แม้กระทั่งชุดของนางกำนัลในวัง นางก็เคยชื่นชมให้เขาฟังมาแล้ว แล้วนี่ได้มาเห็นคุณหนูตระกูลใหญ่สวมเสื้อผ้างดงามเช่นนี้ นางจะรู้สึกอย่างไร

“องค์ชาย ขันทีน้อยผู้นี้หม่อมฉันไม่เคยเห็นตามเสด็จมาก่อน เป็นขันทีใหม่หรือเพคะ” หวังอิงลั่วถาม

“ดีที่เจ้าถามขึ้นมา” หย่งฉีหันไปมองไป๋เฟิ่ง “ที่จริงนางไม่ใช่ขันที”

“ไม่ใช่ขันที?”

“นี่คือไป๋เฟิ่ง นางเป็นสตรีที่ข้าช่วยไว้ แล้วพาเข้าไปอยู่ในวัง”

อะไรนะ!” คราวนี้เป็นเสียงของหวังเสีย

หวังเสียมองไปยังไป๋เฟิ่งที่กำลังส่งยิ้มให้เขา มิน่าล่ะ เขาเองยังแอบคิดอยู่ในใจว่าขันทีผู้นี้ใบงดงามราวอิสตรี แต่คิดไม่ถึงว่านางจะเป็นสตรีจริง ๆ!

“เหตุใดเจ้าจึงต้องพานางเข้าไปอยู่ในวัง แล้วทำไมต้องให้นางปลอมเป็นขันที” หวังเสียถามอย่างไม่เข้าใจ

“นางไม่มีที่ไป เมื่อข้าช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด แต่จะให้นางเปิดเผยฐานะสตรี ก็เกรงว่าจะต้องตา ต้องใจผู้ใดในวังเข้า” หย่งฉีอธิบาย

เงียบไปครู่หนึ่ง หวังเสียจึงพยักหน้ารับ ทั้งที่ยังมีสีหน้าแปลกประหลาด

            “อิงลั่ว” หย่งฉีไม่สนใจหวังเสีย “ข้าไหว้วานอะไรเจ้าหน่อยเถิด”

            “อะไรหรือเพคะ” หวังอิงลั่วถาม

            “เจ้าเป็นสตรีน่าจะเข้าใจกันดี ไป๋เฟิ่งก็เหมือนสตรีทั่วไป นางมิได้อยากปลอมเป็นบุรุษ แต่เพราะความจำเป็นจึงต้องทำเช่นนั้น เวลาที่ข้าพานางมาที่นี่ ข้าอยากให้นางได้เป็นสตรีอย่างที่นางเป็น อยากให้นางได้แต่งกายงดงามอย่างที่สตรีทั่วไปทำ”

            หวังอิงลั่วยิ้มอย่างเข้าใจ

            “หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ” หวังอิงลั่วเดินไปหาไป๋เฟิ่ง แล้วส่งมือให้นาง “เจ้ามากับข้าเถอะ”

            ไป๋เฟิ่งหันไปมองหย่งฉี เห็นองค์ชายพยักหน้าให้ นางจึงยอมส่งมือให้หวังอิงลั่วพร้อมด้วยรอยยิ้ม

            หวังอิงลั่วนิ่งไปเล็กน้อย นี่ขนาดสตรีผู้นี้อยู่ในชุดขันที ยามยิ้มแย้มยังน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ หากอยู่ในชุดของสตรีเล่า จะงดงามเพียงใด

            หวังอิงลั่วเดินจูงมือไป๋เฟิ่งออกจากห้อง ไป๋เฟิ่งเหลียวกลับมามองหย่งฉี ท่าทางเป็นกังวลที่ต้องเดินออกจากห้องนี้

หย่งฉีเข้าใจสายตาของไป๋เฟิ่งที่มองมาในทันที ที่ผ่านมา นางแทบไม่เคยห่างกายเขา ครั้งนี้มาสถานที่ซึ่งนางไม่รู้จัก แต่กลับจะต้องแยกกัน นางคงรู้สึกหวั่นใจไม่น้อย

“ไปเถิด ไม่มีอะไรหรอก” หย่งฉียิ้มปลอบ “ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่ ไม่หนีเจ้าไปไหนหรอก”

“เพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบเสียงอ่อน หวังอิงลั่วยิ้มขณะมองไป๋เฟิ่งด้วยความเอ็นดู

คงจะกลัวสินะ

“ไม่ต้องห่วง ข้าสัญญาว่าจะพาเจ้ามาส่งคืนให้องค์ชายห้าอย่างแน่นอน” หวังอิงลั่วยิ้มอ่อนโยน ไป๋เฟิ่งเห็นดังนั้นก็รู้สึกวางใจขึ้น จึงยออมเดินตามนางออกไปจากห้อง

หลังจากที่หวังอิงลั่วพาไป๋เฟิ่งออกไปแล้ว หวังเสียก็ผลักไหล่ของหย่งฉีเบา ๆ พร้อมกับยิ้มล้อเลียน

“บอกข้ามาตามตรง เจ้าเลี้ยงนางไว้ในฐานะอะไรกันแน่” หวังเสียถาม รอยยิ้มน่าหมั่นไส้เหมือนกับเสี่ยวชุนจื่อยามมองเขากับไป๋เฟิ่งไม่มีผิด

“ขันที” หย่งฉีตอบเสียงเรียบ

“แต่สายตาที่เจ้ามองนางมันไม่ใช่แค่นั้น ไหนจะความใส่ใจที่เจ้ามีให้นางอีก”

“ข้าใส่ใจอะไรนาง”

“เจ้าห่วงใยความรู้สึกนาง อยากให้นางได้เป็นตัวของตัวเอง จนถึงกับขอให้อิงลั่วช่วยเหลือ ก่อนนางจะออกไป เจ้าก็ยังปลอบใจให้นางคลายกังวล เช่นนี้ไม่เรียกใส่ใจได้หรือ”

หย่งฉีวางเฉย ไม่ได้ตอบอะไร แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

“เจ้าชอบนางหรือเปล่า” หวังเสียถาม

“เกี่ยวอะไรกับเจ้า” หย่งฉีถามกลับ

หวังเสียยิ่งยิ้มใหญ่ คนอย่างหย่งฉี หากไม่ชอบ เขาก็คงตอบออกมาแล้วว่าไม่ชอบ แต่นี่กลับตอบเป็นอย่างอื่น

“แต่งนางเป็นชายาเสียก็สิ้นเรื่อง” หวังเสียว่า “หรือว่านางไม่ชอบเจ้า?”

หย่งฉีนิ่งแทนคำตอบ

“เป็นไปไม่ได้ ผู้หญิงที่ไหนบ้างไม่ชอบองค์ชายห้า” หวังเสียร้องออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ จนหย่งฉีต้องพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ

รักคืออะไร ชอบคืออะไร ความสัมพันธ์ชายหญิงเป็นอย่างไร เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าไป๋เฟิ่งเข้าใจหรือเปล่า!

 

ผ่านไปครู่หนึ่ง หวังอิงลั่วก็พาไป๋เฟิ่งกลับมา นางมาในชุดผ้าสีฟ้าอมเขียว ปักลายผีเสื้อ ผมถูกเกล้าขึ้นแล้วประดับด้วยปิ่นเงิน ดูงดงามไม่ต่างไปจากตอนที่เขาเจอกับนางครั้งแรก แต่ครั้งนี้นางดูประหม่า ราวกับไม่มั่นใจในชุดที่ตนสวมอยู่

หย่งฉีลุกมาหาไป๋เฟิ่ง สายตาและรอยยิ้มที่มองมายังนางนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และความพึงพอใจที่ได้เห็นนางสวมชุดสตรีอย่างที่นางชอบ

“ได้สวมชุดสตรีอย่างที่อยากสวมแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เผลอจับแก้มไป๋เฟิ่งที่เป็นสีชมพูระเรื่อ โดยลืมไปเสียสนิทว่าหวังเสียกับหวังอิงลั่วยังอยู่ในห้องนี้ด้วย

“ชุดนี้งดงามยิ่งนักเพคะ ต้องขอบคุณคุณหนูหวังที่เมตตา” ไป๋เฟิ่งหันไปยิ้มให้หวังอิงลั่วที่ยืนอึ้งอยู่ เมื่อได้เห็นมือขององค์ชายห้าวางอยู่บนแก้มของไป๋เฟิ่ง

“เอ่อ...” หวังอิงลั่วพยายามตั้งสติ “ชุดหม่อมฉันออกจะหลวมไปหน่อยสำหรับไป๋เฟิ่ง เดี๋ยวหม่อมฉันจะให้คนไปตามช่างตัดเสื้อมาวัดตัวนางไว้ คราวหน้านางออกมาอีก จะได้มีชุดที่พอดีตัวของนางเองเพคะ”

“ขอบใจเจ้ามากอิงลั่ว” หย่งฉีเอามือออกจากแก้มของไป๋เฟิ่ง เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

“เพคะ” หวังอิงลั่วยิ้มตอบ เริ่มจะเดาออกว่าความสัมพันธ์ของหย่งฉีกับไป๋เฟิ่งเป็นอย่างไร

คุณชายขอรับ” เสียงพ่อบ้านเรียกอยู่หน้าประตู

“เข้ามา” หวังเสียส่งเสียงตอบออกไป พ่อบ้านจึงเปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม

“ใต้เท้าเยี่ยกับคุณหนูเยี่ยมาขอรับ”

สิ้นสุดคำของพ่อบ้าน หวังเสียก็หัวเราะพรวด ส่วนหวังอิงลั่วก็พยายามเก็บอาการและกลั้นหัวเราะ ขณะมองไปยังหย่งฉีที่มีสีหน้าเหนื่อยหน่ายรำคาญใจเป็นที่สุด

ผู้ที่รับราชการอยู่ในราชสำนัก มีใครไม่รู้บ้างว่า คุณหนูเยี่ยผู้นี้อยากเป็นชายาขององค์ชายห้าขนาดไหน!

 

ครู่ต่อมา พ่อบ้านก็เชิญเยี่ยจินกับเยี่ยลี่จูเข้ามาในห้องรับรองที่หย่งฉี ไป๋เฟิ่ง และพี่น้องสกุลหวังนั่งอยู่ เดิมที หวังเสียให้คนไปตามเยี่ยจินที่เป็นสหายผู้เติบโตมาร่วมกับเขาและหย่งฉีให้มาที่จวน เพื่อหารือเรื่องคนร้ายที่ลอบเข้าตำหนักของหย่งฉี แต่เยี่ยจินกลับพาน้องสาวอย่างเยี่ยลี่จูมาด้วย แม้หย่งฉีจะอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่องค์ชายห้าก็ยังต้องเกรงใจสหายที่โตมาด้วยกัน จึงได้แต่วางสีหน้าเรียบเฉยในการมาของทั้งคู่

เยี่ยจินเป็นชายหนุ่มหน้าหล่อเหลา ร่างสูงพอ ๆ กับหย่งฉี รับราชการฝ่ายการคลัง ส่วนเยี่ยลี่จูนั้นเป็นหญิงสาวรูปร่างบอบบางที่จัดว่าหน้าตาดี มีความรู้ความสามารถหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นแต่งกลอน ดีดพิณ วาดภาพ จึงเป็นที่สนใจของชายหนุ่มตระกูลใหญ่มากมาย แต่เยี่ยลี่จูนั้นหาได้สนใจผู้ใด เพราะในสายตาของนางนั้นมีเพียงองค์ชายห้าเท่านั้น

“ถวายบังคมองค์ชายห้าเพคะ” เยี่ยลี่จูยอบถายถวายคำนับอย่างนอบน้อม

วันนี้หญิงสาวสวมชุดสีเขียวอ่อนและเครื่องประดับหยกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเข้าชุดกัน  ไม่ว่าผู้ใดที่ได้มาเห็นก็คงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านางนั้นช่างงดงามยิ่งนัก หากแต่หย่งฉีกลับมิได้สนใจต่อความงามนั้น

“คุณหนูเยี่ย อย่าได้มากพิธี” หย่งฉีกล่าว “เชิญนั่ง”

“เป็นพระกรุณาเพคะ” เยี่ยลี่จูยอบกายลงอีกครั้ง แล้วจึงเดินตามหลังพี่ชายที่มิได้คำนับหย่งฉีเข้ามานั่ง

            “ได้ยินว่าเมื่อคืนมีคนร้ายลอบเข้าตำหนักองค์ชายห้า หม่อมฉันเป็นห่วงยิ่งนัก จึงตามพี่ใหญ่มาเข้าเฝ้า องค์ชายทรงได้รับบาดเจ็บหรือไม่เพคะ” เยี่ยลี่จูถามอย่างเป็นห่วง

            “ขอบคุณคุณหนูที่เป็นห่วง ข้าไม่เป็นอะไร” หย่งฉีตอบ

“ทั้งที่เมื่อคืนมีโจรลอบเข้าตำหนักเแท้ ๆ  ยังจะออกมานอกวังอีก ไม่กลัวใครตามฆ่าหรือไง” เยี่ยจินถามแกมตำหนิ

“เจ้านี่บ่นเป็นยายแก่ไปได้” หย่งฉีหัวเราะเบา ๆ “ข้าออกมาก็เพื่อหารือกับพวกเจ้าถึงเรื่องนี้”

“อย่างไรก็ควรระวังตัวไว้บ้าง ให้คนมาเรียกพวกข้าเข้าวังไปหารือกับเจ้าไม่ดีกว่าหรือไง” ยายแก่ยังบ่นไม่เลิก

เยี่ยจินเลื่อนสายตาจากหย่งฉีไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายของสหาย แล้วก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นเจ้าของใบหน้างดงามนั้นส่งยิ้มมาให้

เซียนบนสวรรค์ชั้นฟ้าลงมาเดินดินหรืออย่างไร!

หย่งฉีเห็นสายตาของเยี่ยจินแล้วก็ต้องกระแอมออกมาเบา ๆ

“ไป๋เฟิ่ง นี่เยี่ยจินสหายข้า ที่อยู่ข้างกันคือคุณหนูเยี่ยลี่จู น้องสาวของเยี่ยจิน” หย่งฉีแนะนำ “ส่วนนี่ไป๋เฟิ่ง ญาติผู้น้องของหวังเสียกับอิงลั่ว

หวังเสียเลิกคิ้วขึ้น อยู่ดี ๆ เขาก็มีญาติผู้น้องโผล่มา

“คารวะใต้เท้าเยี่ย คุณหนูเยี่ย” ไป๋เฟิ่งยอบกายคำนับ

“แม่นางไป๋อย่าได้มากพิธี เราคนกันเอง” เยี่ยจินว่า ในใจอดสงสัยไม่ได้ เหตุใดญาติผู้น้องของหวังเสียจึงไปยืนอยู่ข้างหย่งฉีเช่นนั้น

“ในเมื่อพวกท่านมีเรื่องต้องหารือกัน สตรีอย่างข้าคงต้องขอตัว” หวังอิงลั่วกล่าว พลางลุกขึ้นยืน

“เจ้าออกไปกับอิงลั่วก่อน ประเดี๋ยวข้าจะตามออกไป” หย่งฉีหันไปพูดกับไป๋เฟิ่งด้วยน้ำเสียงที่ทั้งอบอุ่นและนุ่มนวล จนเยี่ยลี่จูอดที่จะขมวดคิ้วน้อย ๆ ไม่ได้

“เพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบอย่างว่าง่าย ขณะเดินไปหาหวังอิงลั่ว

“เจ้าเองก็ไปกับอิงลั่วและแม่นางไป๋เถิด” เยี่ยจินหันมาพูดกับน้องสาว

ใจจริง เยี่ยลี่จูยังไม่ออกจะออกไปเท่าไรนัก นางยังอยากพูดคุยกับองค์ชายห้าอีกสักหน่อย แต่เมื่อสตรีอีกสองคนในห้องยอมออกไปเพื่อให้บุรุษได้หารือกัน หากนางรั้นจะอยู่ต่อก็คงจะไม่เหมาะนัก

“เจ้าค่ะ” เยี่ยลี่จูตอบ แล้วลุกตามหวังอิงลั่วกับไป๋เฟิ่งออกไป โดยไม่วายเหลียวหลังกลับมามององค์ชายห้า ผู้ซึ่งกำลังมองไป๋เฟิ่งเดินออกจากห้องไป

“บอกความจริงข้ามา นางเป็นสตรีของเจ้าใช่หรือไม่!” เยี่ยจินถามด้วยดวงตาเป็นประกายจนน่าหมั่นไส้

หย่งฉีได้แต่ไหวไหล่แทนคำตอบ

 

“พวกเราไปนั่งคุยกันที่ศาลาในสวนดอกไม้ดีหรือไม่” หวังอิงลั่วชวนหลังออกมาจากห้อง

“เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งตอบรับอย่างว่าง่าย ในขณะที่เยี่ยลี่จูไม่พูดอะไร

หวังอิงลั่วไม่ได้สนใจว่าเยี่ยลี่จูจะตอบรับหรือไม่ นางเดินจูงมือไป๋เฟิ่งออกไปนอกเรือน เยี่ยลี่จูเองก็ไม่มีทางเลือก จะยืนรออยู่หน้าห้องเช่นนี้ก็คงจะไม่ได้ ดีไม่ดีจะถูกเข้าใจผิดว่าแอบฟัง หากเป็นนั้น เกรงว่าองค์ชายห้าจะตำหนินางเอาได้ เยี่ยลี่จูจึงจำใจต้องเดินตามหวังอิงลั่วและไป๋เฟิ่งไปยังศาลากลางสวนดอกไม้

“ดอกไม้เหล่านี้งดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งกล่าวชมเมื่อเห็นสวนดอกไม้ของจวนสกุลหวัง

ดอกไม้ที่ประดับจวนเสนาบดีย่อมมิใช่ดอกไม้หาง่ายทั่วไป บางต้นมีราคาหลายสิบตำลึงเลยด้วยซ้ำ แม้ไป๋เฟิ่งจะไม่รู้เรื่องมูลค่าของมัน แต่นางก็ชื่นชมในความงามเหล่านี้ เพราะตำหนักขององค์ชายห้าที่นางอาศัยอยู่นั้นไม่ค่อยมีดอกไม้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลานกว้างที่หย่งฉีเอาไว้ใช้ฝึกวรยุทธ์

“ถ้าเจ้าชอบ ก็เลือกเก็บกลับไปที่วะ...” หวังอิงลั่วชะงักไปเล็กน้อย นางเกือบจะหลุดปากพูดคำว่าวังออกมาอยู่แล้ว จะให้เยี่ยลี่จูรู้ไม่ได้ว่าเด็ดขาดว่าไป๋เฟิ่งอยู่ที่วังกับองค์ชายห้าในฐานะขันที

“หากชอบ จะเก็บกลับไปที่บ้านเจ้าก็ได้” หญิงสาวเปลี่ยนคำพูดใหม่

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เก็บไว้ที่นี่ดีกว่า ดอกไม้ต้องอยู่กับต้นจึงจะงดงาม” ไป๋เฟิ่งตอบพร้อมรอยยิ้ม

เยี่ยลี่จูมองไป๋เฟิ่งอย่างพิจารณา นางสงสัยมาตั้งตอนอยู่ในเรือนรับรองแล้วว่าสตรีผู้นี้เป็นอะไรกับองค์ชายห้า เหตุใดตอนนั้นจึงยืนอยู่ข้างกายองค์ชาย แล้วองค์ชายเองก็พูดกับนางด้วยน้ำเสียงและแววตาที่อบอุ่น ทั้งยังเอาแต่มองตามหลังนางที่กำลังจะออกจากห้อง

หรือว่าองค์ชายห้าจะหลงใหลสตรีผู้นี้!?

อิงลั่ว ญาติผู้น้องของเจ้ามาจากที่ใดกันหรือ” เยี่ยลี่จูถาม

“นางมาจากต้าหลี่น่ะ” หวังอิงลั่วตอบ

“เช่นนั้นรึ” เยี่ยลี่จูพยักหน้า “ที่แท้ก็เพิ่งมาจากต่างเมือง เจ้าควรจะอบรมนางเสียหน่อยนะ ว่ามิควรไปยืนใกล้องค์ชายห้าเช่นนั้น อย่างไรท่านก็เป็นถึงองค์ชาย ทำเช่นนั้นเสียมารยาทนัก”

หวังอิงลั่วกลอกตาไปมาโดยไม่ตอบอะไร

“อยู่ในสวนดอกไม้เช่นนี้ ข้าใคร่อยากจะวาดภาพ แต่งกลอนยิ่งนัก เรามาลองวาด แต่งกลอนกันสักสองสามบทดีหรือไม่” เยี่ยลี่จูถาม

“เอาสิ” หวังอิงลั่วตอบสั้น ๆ ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้ให้ไปนำกระดาษกับพู่กันมาให้

เยี่ยลี่จูวาดภาพดอกไม้ ท่องบทกลอนร่วมกับหวังอิงลั่ว ในขณะที่กระดาษของไป๋เฟิ่งว่างเปล่า นางได้แต่มองสตรีสองนางวาดภาพและโต้ตอบกันด้วยบทกลอนและวาจาคารมคมคาย

“แม่นางไป๋ไม่คิดจะวาดภาพหรือแต่งกลอนกับพวกเราบ้างหรือ” เยี่ยลี่จูหันมาถาม

“ขออภัยคุณหนูเยี่ย ข้าวาดภาพไม่ได้ แต่งกลอนไม่เป็น ขายหน้าท่านแล้ว” ไป๋เฟิ่งยิ้มตอบอย่างจริงใจ ในขณะที่เยี่ยลี่จูยิ้มที่มุมปากอย่างดูแคลน

“เช่นนั้นเจ้าชอบทำอะไรหรือ?” หวังอิงลั่วถาม

ยังไม่ทันที่ไป๋เฟิ่งจะได้ตอบอะไร สาวใช้คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในศาลา

“คุณหนูเจ้าคะ สร้อยไข่มุกของฮูหยินหายไป ไม่ทราบว่าอยู่กับคุณหนูหรือเปล่าเจ้าคะ” สาวใช้ถาม

“ข้าก็ไม่แน่ใจ” หวังอิงลั่วครุ่นคิด “เดี๋ยวข้าจะลองไปดูหน่อยแล้วกัน”

“เจ้าค่ะ”

“เจ้าสองคนคุยกันไปก่อน เดี๋ยวข้ามา” หวังอิงลั่วหันพูดกับไป๋เฟิ่งและเยี่ยลี่จู

ว่าแล้วหวังอิงลั่วก็เดินออกจากศาลาไปพร้อมกับสาวใช้ เยี่ยลี่จูได้โอกาส จึงหันมาหาไป๋เฟิ่งที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ

“เมื่อครู่ที่อิงลั่วถามว่าเจ้าชอบทำอะไร เจ้ายังมิได้ตอบ” เยี่ยลี่จูว่า “สรุปว่าเจ้าชอบทำอะไร อ่านหนังสือรึ?”

“ข้าอ่านหนังสือไม่ออกเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งตอบซื่อ ๆ “เพียงแค่เขียนชื่อตัวเองได้เท่านั้น”

“อะไรกัน” เยี่ยลี่จูมองไป๋เฟิ่งอย่างดูแคลน “อ่านหนังสือก็อ่านไม่ออก ที่บ้านเจ้าไม่ได้ให้เจ้าเรียนหนังสือหรือไง”

“ข้าไม่เคยเรียนหนังสือเจ้าค่ะ”

เยี่ยลี่จูแค่นหัวเราะ “เช่นนั้น เจ้าทำอะไรได้บ้าง”

“ข้าชอบว่ายน้ำเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งตอบ

“ว่ายน้ำ?” เยี่ยลี่จูทวนอย่างแปลกใจ

นั่นใช่สิ่งที่หญิงผู้ดีทำกันหรือ?

“เจ้าค่ะ”

“เจ้าว่ายน้ำได้ ในขณะที่แต่งกลอนไม่ได้ วาดภาพไม่เป็น อ่านหนังสือก็ไม่ออก?”

“เจ้าค่ะ”

เยี่ยลี่จูอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ยิ่งนัก

“ข้าคิดว่าญาติผู้น้องของอิงลั่วจะฉลาดกว่านี้เสียอีก เหตุใดจึงโง่งมเช่นนี้” เยี่ยลี่จูถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เรื่องมารยาท เรื่องควรไม่ควรก็หารู้ไม่ ไปยืนข้างองค์ชายห้าราวกับจะยั่วยวน คิดว่าทำเช่นนั้นแล้วองค์ชายจะสนใจสตรีโง่เง่าที่มาจากต่างเมืองเช่นเจ้าหรือไง”

“ยั่วยวน?” ไป๋เฟิ่งทวนอย่างงุนงง

“อย่าคิดว่าข้าดูไม่ออก เจ้ามันหญิงไร้ยางอาย คิดจะให้ท่าองค์ชายผู้สูงศักดิ์ เจ้าคิดว่าตนเป็นหงส์ดังเช่นชื่อของเจ้าหรืออย่างไร”

“...”

“โง่เง่าไร้การศึกษาเช่นเจ้า อย่าหวังว่าองค์ชายห้าจะชายตาแล อย่างมากก็ทำแค่อุ่นเตียงให้ท่านเท่านั้นแหละ!

เยี่ยลี่จูพูดไปก็ยิ้มไป รอยยิ้มของนางดูถูกไป๋เฟิ่งยิ่งนัก ในขณะที่รอยยิ้มของไป๋เฟิ่งเริ่มจางลง แม้นางจะไม่รู้ความหมายของคำว่าอุ่นเตียง แต่คำอื่นนางเข้าใจดี

“คุยอะไรกันอยู่หรือ?” เสียงของหย่งฉีเอ่ยถามขึ้น

หย่งฉี หวังเสีย และเยี่ยจินกำลังเดินมาทางศาลา พวกเขาไม่ได้ยินว่าสตรีทั้งสองกำลังพูดคุยกันด้วยเรื่องอะไร เห็นเพียงแค่ว่าสตรีคนหนึ่งยิ้มกว้าง ในขณะที่อีกคนยิ้มจาง ๆ

เยี่ยลี่จูหันมายิ้มให้บุรุษทั้งสาม

“ไม่อะไรหรอกเพคะ พวกเราก็แค่กำลังคุยกันเรื่องทั่วไปตามประสาผู้หญิง” เยี่ยลี่จูตอบ “จริงไหมไป๋เฟิ่ง”

“ไม่จริงเพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบอย่างพาซื่อ ทำเอาเยี่ยลี่จูถึงกับตกตะลึง “เมื่อครู่คุณหนูเยี่ยเพิ่งบอกว่าหม่อมฉันว่าโง่เง่า ไร้การศึกษา ไร้ยางอาย ยั่วบวนให้ท่าองค์ชาย แต่อย่าหวังว่าองค์ชายจะชายตาแล อย่างมาก็ทำได้เพียงอุ่นเตียงให้ท่านเท่านั้น”

ไป๋เฟิ่งมีสีหน้าเรียบเฉยยามเล่าความจริง ในขณะที่ทุกคนต่างอ้าปากค้าง แม้แต่เยี่ยลี่จูเองก็พูดไม่ออก เพราะไม่คิดว่าไป๋เฟิ่งจะกล้าฟ้ององค์ชายตรง ๆ เช่นนี้!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 193 ครั้ง

1,946 ความคิดเห็น

  1. #1906 FerniieRoongrat (@FerniieRoongrat) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 00:57
    55555 โอ๊ยยยย ขำนางเอก
    #1906
    0
  2. #303 Alizzez (@SnowyFoxes) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 17:53
    เห็นชื่อตอนเเล้วกรี๊ด กรี๊ดให้สุดเสียง 55555
    (ผู้หญิงขององค์ชายห้า!!!!)
    #303
    4
    • #303-3 Alizzez (@SnowyFoxes) (จากตอนที่ 5)
      27 มีนาคม 2562 / 17:55
      เขาจูบกัน!!!! *เป็นลม*
      #303-3
    • #303-4 Alizzez (@SnowyFoxes) (จากตอนที่ 5)
      27 มีนาคม 2562 / 17:55
      องค์ชายห้างานดีจิงค่ะ... 5555
      #303-4