ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 4 : บทที่4 การคัดเลือกองครักษ์ ( รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,896
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 142 ครั้ง
    19 ก.พ. 63

บทที่การคัดเลือกองครักษ์ 

 

เช้าวันใหม่ ทั่วทั้งปักกิ่งก็มีเรื่องให้ผู้คนได้ตื่นเต้นกันทั้งเมือง เมื่อทางราชสำนักได้จัดให้มีการประลองฝีมือ โดยผู้มีฝีมือทั่วยุทธภพสามารถมาเข้าร่วมประลองได้ ผู้ชนะจะได้รับรางวัลเป็นทองคำยี่สิบชั่งและเงินสามพันตำลึง รวมทั้งได้เข้ารับการคัดเลือกให้เป็นองครักษ์ของฮ่องเต้ 

หย่งฉีตามเสด็จเฉียนหลงไปร่วมชมการประลองพร้อมบรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ และทหารองครักษ์นับร้อยชีวิต ลานประลองอยู่ห่างจากที่ประทับของฮ่องเต้และเหล่าเชื้อพระวงศ์พอสมควร แต่ก็ยังพอให้เห็นถึงฝีมือการต่อสู้ของผู้เข้าร่วมการประลองได้ 

ไป๋เฟิ่งที่ยืนอยู่ข้างหย่งฉีสะดุ้งแล้วสะดุ้งอีกทุกครั้งที่ได้เห็นยอดฝีมือประลองกัน หย่งฉีได้แต่ลอบมองนางอย่างเป็นห่วง ไม่รู้ว่าเกิดมานางเคยเห็นการต่อสู้เช่นนี้มาก่อนหรือไม่ นางถึงได้ดูท่าทางหวาดกลัวถึงเพียงนั้น เขาอยากจะหันไปปลอบนาง แต่ก็ทำไม่ได้ ด้วยอาจเป็นที่สงสัยว่า เหตุใดองค์ชายห้าจึงต้องปลอบโยนขันทีที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่ 

“เจ้ากลับตำหนักไปเสีย ไปจัดของในห้องหนังสือของข้าให้เรียบร้อย แล้วเรียกเสี่ยวชุนจื่อมาแทน” หย่งฉีสั่ง 

ไป๋เฟิ่งที่ตัวสั่นน้อย ๆ หันมามองหน้าเขา หย่งฉีจึงกวักมือเรียกนางให้ก้มลงมาหา 

“ไปพักในห้องหนังสือ ไม่ต้องทำอะไร พักให้ใจเย็น เสร็จงานแล้วข้าจะไปหา” 

ไป๋เฟิ่งพยักหน้ารับ 

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ไป๋เฟิ่งถวายคำนับตามที่เซียวเฟิงผิงสอน แล้วรีบหมุนกายวิ่งออกจากลานประลองไป 

“นั่นขันทีคนใหม่ของเจ้ารึ ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน” เฉียนหลงรับสั่งถาม 

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ยังไม่ค่อยเป็นงานเท่าไรนัก” หย่งฉีตอบ 

“ถ้าอยากเปลี่ยนคนก็บอกเซียวเฟิงผิงได้” 

ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ เจ้าขันทีคนนี้ถึงจะยังไม่ค่อยรู้งาน แต่ก็เป็นคนซื่อ ให้เรียนรู้อะไรอีกสักหน่อยก็คงจะเก่ง” 

เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถิด” เฉียนหลงตอบ “จริงสิ หงส์ที่เจ้าช่วยไว้เป็นอย่างไรบ้าง” 

“เอ่อ...” หย่งฉีอ้ำอึ้งเล็กน้อย “ทูลเสด็จพ่อ หม่อมฉันให้คนเอาไปปล่อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

“เหตุใดเล่า ทีแรกข้าคิดว่าเจ้าจะเลี้ยงมันไว้เสียอีก” 

“ทีแรกหม่อมฉันก็ตั้งใจจะเลี้ยงไว้ แต่พอมคิดดูอีกที ให้มันได้อยู่ตามธรรมชาติของมันน่าจะดีกว่า” 

“อ้อ” องค์ฮ่องเต้พยักหน้ารับ แล้วหันกลับไปสนใจการประลองเบื้องหน้าต่อ 

หย่งฉีลอบถอนหายใจเมื่อเห็นพระบิดามิได้ซักไซ้สิ่งใด เรื่องเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงหงส์สักตัว หาใช่เรื่องที่ผู้เป็นจักรพรรดิจะเก็บมาใส่พระทัย แต่ถึงกระนั้น องค์ชายห้าก็อดเป็นกังวลไม่ได้ ทั้งชีวิตนี้ เขารู้สึกว่ามีบุรุษเพียงสองคนที่เฉลียวฉลาดยิ่งกว่าผู้ใด คนหนึ่งคือจักรพรรดิคังซี และอีกคนคือจักรพรรดิเฉียนหลงผู้เป็นบิดาของเขานั่นเอง บางครั้ง การที่พระองค์ไม่ถาม ก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่สนใจพระทัย 

การมีพ่อเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเหนือผู้ใดในแผ่นดินนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

 

การประลองผ่านไปคู่แล้วคู่เล่า แต่ละคนล้วนเป็นผู้มีฝีมือ ผู้ที่แพ้ก็หาใช่คนกระจอก เพียงแค่ยังอ่อนประสบการณ์ในการต่อสู้ ส่วนผู้ที่ชนะก็จะได้ผ่านเข้าสู่รอบการประลองครั้งที่สอง แต่ละคนใช้อาวุธได้ไม่จำกัดชนิด ตามความถนัดและความสามารถ 

ผู้เข้าประลองคู่สุดท้ายของรอบแรกก้าวเข้ามายังลานประลอง ฝ่ายหนึ่งส่วนชุดสีน้ำเงินเข้ม ใช้ดาบเป็นอาวุธ ในขณะที่อีกฝ่ายเป็นชายร่างสูงในชุดดำเยือกเย็นเลือกใช้กระบี่ ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย แล้วจึงหันมาถวายบังคมฮ่องเต้ก่อนเริ่มการประลอง 

“ข้าน้อยซุนหลาง ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” ชายชุดน้ำเงินคุกเข่าลง 

“ข้าน้อยเหยียนหลี่เฉียง ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” ชายชุดดำคุกเข่าตาม 

เมื่อชายชุดดำเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาก็สบตาเข้ากับหย่งฉี องค์ชายห้าสัมผัสได้ถึงความอำมหิตและไอสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากกายของชายผู้นี้ได้ในทันที 

ทั้งที่อยู่ไกลถึงเพียงนี้ ยังสามารถรับรู้ได้ถึงไอสังหารรุนแรง หากแม้อยู่ใกล้กันจะเป็นเช่นไร! 

หย่งฉีขมวดคิ้วน้อย ๆ ขณะมองตามเหยียนหลี่เฉียง อีกฝ่ายเบือนหน้าจากองค์ชายห้าไปหาคู่ประลองของตน และเมื่อได้รับสัญญาณให้เริ่มการประลอง เหยียนหลี่เฉียงก็ล้มฝ่ายตรงข้ามลงได้ด้วยการตวัดปลายกระบี่เพียงครั้งเดียว โดยที่ผู้ชมยังไม่ทันได้กระพริบตาเลยด้วยซ้ำ! 

เพราะแท้จริงแล้ว เขามิใช่เหยียนหลี่เฉียง แต่เขาคือเยวี๋ยนหลี่เฉียงหรือหลิวเหว่ยอ๋องแห่งแดนปีศาจ! 

“เยี่ยม!” เฉียนหลงเอ่ยชมในความสามารถของเยวี๋ยนหลี่เฉียงอย่างพอใจ 

เยวี๋ยนหลี่เฉียงหันมาประสานมือคำนับเฉียนหลง แล้วก้าวลงจากลานประลอง 

การประลองดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ยิ่งประลอง จำนวนยอดฝีมือก็ยิ่งน้อยลง หย่งฉีจับตามองเยวี๋ยนหลี่เฉียงทุกการประลองของเขา ชายผู้นี้จัดว่ามีฝีมือเยี่ยมยุทธ์ มีความเชี่ยวชาญเป็นเลิศในอาวุธที่ตนใช้ ไม่ว่าจะร่วมต่อสู้กับผู้ใดก็ล้วนแต่ชนะได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ จนกระทั่งมาถึงรอบสุดท้าย คู่ที่ขึ้นประลองก็คือเยวี๋ยนหลี่เฉียงกับชายชุดขาวอีกคน ต่างฝ่ายต่างชนะยอดฝีมือมาแล้วนับไม่ถ้วน ทำให้การต่อสู้ครั้งนี้น่าจับตายิ่งกว่าทุกคู่ที่ผ่านมา 

“เริ่มได้! 

เยวี๋ยนหลี่เฉียงไม่รอช้า รีบฉวยโอกาสลงมือ หากอีกฝ่ายก็หาใช่จะไร้ฝีมือให้อ๋องปีศาจในร่างมนุษย์โจมตีได้อย่างง่ายดาย ร่างสูงหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว แต่หลบอยู่ได้ไม่กี่กระบวนท่า ก็พลาดพลั้งให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงเข้าจนได้ 

ชายชุดขาวล้มลงกับพื้น เพราะชุดขาวของเขาทำให้รอยเลือดที่ปรากฏยิ่งเห็นชัด เห็นได้ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามหาได้ปราณีเขาแม้แต่น้อย หมายจะเอาชีวิตเสียด้วยซ้ำ หากมิใช่เพราะชายชุดขาวผู้นี้มีฝีมือเป็นเลิศแล้วละก็...เขาคงตายไปแล้ว 

คณะหมอหลวงที่คอยท่าอยู่ รีบเข้าไปให้การช่วยเหลือชายชุดขาว ในขณะที่เยวี๋ยนหลี่เฉียงผู้ซึ่งได้รับการประกาศว่าเป็นผู้ชนะได้แต่ยืนสงบนิ่ง ใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใดทั้งสิ้น ไม่ยินดี ไม่เสียใจ และไม่เป็นห่วงคนที่ตนเกือบจะเอาชีวิต 

ฮ่องเต้ถึงกับลุกขึ้นปรบมือให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงด้วยความพอใจ หากแต่หย่งฉีกลับมิได้พึงพอใจในฝีมือของชายผู้นี้ตามไปด้วย 

อำมหิตเกินไป! 

ทั้งที่เป็นแค่การประลอง แต่ชายผู้นี้กลับไม่คิดยั้งมือ ราวกับไม่สนใจ หากอีกฝ่ายจะต้องจบชีวิตกลางลานประลอง คนเลือดเย็นเช่นนี้ ควรคู่เป็นเพียงผู้ชนะการประลอง แต่ไม่ควรให้เป็นองครักษ์ของฮ่องเต้ 

“เจ้าชื่อเหยียนลี่เฉียงสินะ” เฉียนหลงถาม 

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เยวี๋ยนหลี่เฉียงตอบ 

“สนใจจะมาเป็นองครักษ์ให้ข้าหรือไม่” เฉียนหลงถาม หย่งฉีมองหน้าพระบิดาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก 

“หากฝ่าบาทจะทรงกระกรุณา ก็นับเป็นวาสนาของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงตอบ พลางเหลือบมองหยี่งฉีเล็กน้อย 

เฉียนหลงหัวเราะอย่างพอพระทัย 

“เกากงกง!” ฮ่องเต้เรียกหาขันทีคนสนิท 

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เกากงกงขานรับ 

“ส่งเหยียนหลี่เฉียงไปเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารองครักษ์” 

“พ่ะย่ะค่ะ” 

เฉียนหลงหันมาหาเยวี๋ยนหลี่เฉียง “หวังว่าข้าจะได้เจ้ามาเป็นองครักษ์” 

“กระหม่อมก็หวังเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงถวายคำนับ 

เฉียนหลงลุกขึ้นยืน เตรียมพร้อมจะเดินกลับเข้าไปในเขตพระราชฐาน บรรดาขุนนาง ทหาร นางกำนัล ขันที และผู้เข้าร่วมการประลองทั้งหมดต่างคุกเข่าน้อมส่งเสด็จ 

เยวี๋ยนหลี่เฉียงมองตามหย่งฉีที่มองมายังเขาเช่นกัน ดูเหมือนว่าองค์ชายผู้นี้จะไม่ไว้ใจเขา แต่ก็ช่างปะไร ไว้ใจแล้วอย่างไร ไม่ไว้ใจแล้วอย่างไร หากฮ่องเต้พอพระทัยเสียอย่าง คนเป็นองค์ชายจะขัดอะไรได้ 

อย่างไรเสีย เขาก็ต้องเข้ามาดูให้เห็นกับตาว่า ภูตไป๋เฟิ่งอยู่ในวังหลวงแห่งนี้หรือไม่กันแน่! 

 

หย่งฉีตามเสด็จเฉียนหลงมาจนถึงตำหนักเฉียนชิงด้วยความร้อนใจ 

“เสด็จพ่อ แน่ใจพระทัยแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะว่าจะรับเหยียนหลี่เฉียงมาเป็นองครักษ์” หย่งฉีถามอย่างไม่อ้อมค้อม 

“เจ้าไม่เห็นด้วยรึ?” เฉียนหลงถามกลับ 

“ทูลเสด็จพ่อ เหยียนหลี่เฉียงผู้นี้เลือดเย็นเกินไป เกรงว่าอาจเป็นอันตรายต่อเสด็จพ่อได้ 

“ข้าก็คิดเช่นเจ้าว่าชายผู้นี้เลือดเย็นนัก” ผู้เป็นพ่อกล่าว “แต่คนมีฝีมือเช่นนี้ก็หาได้ยาก เสาะแสวงหาทั่วแผ่นดิน ก็เพิ่งจะมีเหยียนหลี่เฉียงนี่แหละ ที่ข้าเห็นว่ามีฝีมือไม้ลายมือพอจะสูสีกับเจ้า” 

ความจริงแล้ว เฉียนหลงเองก็ครุ่นคิดหนักไม่แพ้โอรส คนเป็นฮ่องเต้ใช่ไว้ใจใครได้ง่าย ๆ พระองค์เองก็ใช่ว่าจะไว้ใจเหยียนหลี่เฉียง แต่ฝีมือของคนผู้นี้ก็น่าสนใจไม่น้อย อีกทั้งกระบวนท่าของเหยียนหลี่เฉียงก็ยังให้ความรู้สึกคุ้นตาอย่างน่าประหลาด พระองค์จึงให้เกากงกงจัดการส่งยอดฝีมือผู้นั้นไปเข้าสู่ขั้นตอนการคัดเลือกทหารองครักษ์อย่างเคร่งครัด เพื่อตรวจสอบประวัติความเป็นมาว่าแท้จริงแล้ว เขาเป็นใครมาจากไหนกันแน่ 

ข้าจะตรวจสอบประวัติของชายผู้นี้ดู ถ้าไม่มีอะไร ข้าก็อยากจะได้เขามาเป็นองครักษ์ แต่หากมีสิ่งใดไม่ชอบมาพากล ก็ยกเลิกไป” 

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” หย่งฉีรับคำ หากแต่ภายในกลับรู้สึกเป็นกังวลอย่างบอกไม่ถูก  

เขารู้สึกได้ เหยียนหลี่เฉียงผู้นี้ไม่ได้มาดี และอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวดต่อตัวเขาเอง! 

 

การคัดเลือกองครักษ์ของฮ่องเต้ใช้เวลายาวนานนับเดือน แต่สุดท้ายก็เป็นไปตามที่หย่งฉีเป็นกังวล เหยียนหลี่เฉียงคนนั้นได้เข้ามาเป็นหนึ่งในองครักษ์ของเฉียนหลง แม้จะไม่ใช่องครักษ์ที่อยู่ใกล้ชิดก็ตาม สิ่งที่องค์ชายห้าทำได้ คงเป็นการเฝ้าคอยดูแลเสด็จพ่อให้ปลอดภัยจากผู้ที่คิดร้ายเท่านั้น 

“องค์ชาย น้ำร้อนพร้อมแล้วเพคะ” ไป๋เฟิ่งเดินเข้ามาเรียก 

ระยะเวลาเดือนกว่า ๆ ที่ได้อยู่กับเขา ทำให้นางเริ่มเรียนรู้ที่จะปรนนิบัติองค์ชายห้า เฉกเช่นที่นางกำนัลหรือขันทีคนอื่น ๆ ทำ ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้เสี่ยวชุนจื่อ ที่เป็นผู้สั่งสอนและให้คำแนะนำนางมาโดยตลอด 

ช่วงแรกที่ไป๋เฟิ่งมาเป็นขันทีให้หย่งฉี นางทำตัวติดกับเขาประหนึ่งเงาตามตัว จนเสี่ยวชุนจื่อเข้าใจผิด คิดว่าองค์ชายห้าอยากจะทดลอง *ตัดแขนเสื้อ’ เรื่องนี้ทำเอาเสี่ยวชุนจื่อขนลุกไปทั้งตัวเลยทีเดียว เมื่อคิดว่าองค์ชายผู้เป็นสุภาพบุรุษอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินต้าชิง กำลังคิดจะลิ้มลองเจ้าขันทีหน้าหวาน เสี่ยวไป๋จื่อ หย่งฉีทนไม่ไหว ตัดสินใจบอกความจริงให้เสี่ยวชุนจื่อรู้ว่าแท้จริงแล้ว ไป๋เฟิ่งเป็นสตรี และสาเหตุที่องค์ชายห้าต้องเก็บนางไว้ข้างกายตลอดเวลาก็เพื่อไม่ให้ความแตก 

ด้วยเหตุนี้ เสี่ยวชุนจื่อจึงกลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการลักลอบนำสตรีเข้าวังขององค์ชายห้าไปโดยปริยาย 

โดยรวมแล้ว หย่งฉีคิดว่าเสี่ยวชุนจื่อก็คอยสอนอะไรหลาย ๆ อย่างให้ไป๋เฟิ่งดีอยู่หรอก จะมีปีญหาอยู่บ้างก็ตรงที่ไอ้ขันทีทะลึ่งนั่น ดันมาสอนให้ไป๋เฟิ่งรู้จักมาช่วยปรนนิบัติเขาอาบน้ำอย่างที่นางกำนัลบางคนเคยทำ ครั้งแรกนั้นทำเอาวุ่นวายกันไปครึ่งค่อนคืนกว่าจะอาบน้ำเสร็จ 

ส่วนจะด้วยเหตุผลอะไรนั้น คงเดาได้ไม่ยาก 

หย่งฉีเดินตามไป๋เฟิ่งไปยังห้องอาบน้ำ หญิงสาวตรงเข้ามาถอดเสื้อผ้าให้องค์ชายอย่างรู้หน้าที่ โชคดีหน่อยที่ยามนี้นางเริ่มคุ้นเคยและเข้าใจในสรีระของบุรุษเพศ จึงเลิกทำสีหน้าท่าทางสงสัยเช่นแต่ก่อน หาไม่ นางคงได้จับ ‘สิ่งนั้น มาพลิกดู ทั้งยังพลิกแล้วพลิกอีกด้วยความสงสัยและสนใจใคร่รู้ จนเขาต้องตีมือซน ๆ ของนาง เพื่อไม่ให้ล่วงเกินร่างกายเขามากไปกว่านี้ 

เลี้ยงผู้หญิงสักคนเป็นเรื่องที่เหนื่อยไม่น้อย แต่เชื่อเถอะ เลี้ยงภูตหงส์ขาวอย่างไป๋เฟิ่งนั้นเหนื่อยกว่ากันเยอะ! 

หย่งฉีก้าวลงในอ่างไม้ น้ำในอ่างอยู่ในความอุ่นระดับที่เขาชอบ ยามนี้มีเพียงไป๋เฟิ่งเท่านั้นที่ผสมน้ำอุ่นได้ถูกใจเขา เสี่ยวชุนจื่อจึงยกหน้าที่นี้ให้ไป๋เฟิ่งดูแล ทั้งยังสอนให้นางรู้จักถูกหลัง ขัดตัวให้องค์ชาย ราวกับคิดจะแกล้งผู้เป็นนายให้ได้ใกล้ชิดหญิงงามมากยิ่งขึ้น 

“ส่งแขนซ้ายมาเพคะ” ไป๋เฟิ่งยิ้มกว้าง ขณะแบมือขอแขนซ้ายจากหย่งฉี 

หย่งฉีส่งแขนให้นางอย่างว่าง่าย ไป๋เฟิ่งใช้ใยบวบขัดเบา ๆ ตามท่อนแขนแข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา 

“ถ้าหม่อมฉันทำแรงไป บอกได้นะเพคะ” ไป๋เฟิ่งว่า นางเองก็เคยทดลองเอาใยบวบนี้มาขัดตัว และพบว่ามันแสบผิวสุด ๆ ไม่รู้ว่าองค์ชายของนางทนกันได้อย่างไร 

“กำลังดี” หย่งฉีตอบเสียงเรียบ ไป๋เฟิ่งจึงขัดผิวให้องค์ชายต่อด้วยน้ำหนักมือเท่าเดิม 

ขัดแขนซ้ายเสร็จก็ย้ายไปแขนขวา แผ่นหลัง หน้าอก ยกเว้นเพียงขาเท่านั้น ที่หย่งฉีมักทำเอง ด้วยไม่อยากให้นางมาโดนอะไรที่ไม่ควรโดนเข้า 

หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ ไป๋เฟิ่งก็เตรียมผ้ามาเช็ดตัวให้หย่งฉี แล้วช่วยเขาสวมเสื้อผ้า เดี๋ยวนี้นางสวมเสื้อผ้าเก่งแล้ว แต่งตัวให้ตัวเองก็ได้ ช่วยหย่งฉีแต่งตัวก็ได้ ปรนนิบัติองค์ชายยามตื่นนอน นางก็ทำได้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนแล้วแต่ได้เสี่ยวชุนจื่อสอนให้ทั้งนั้น 

มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังไม่เคยเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ไป๋เฟิ่งเข้ามาอยู่ในวังหลวง นั่นคือ นางยังคงนอนเตียงเดียวกับองค์ชายห้าทุกคืน 

ทีแรก ส่วนชุนจื่อเตรียมเสื่อ หมอน และผ้าห่มมาปูให้ไป๋เฟิ่งนอนพื้น แต่กลับกลายเป็นว่าของเหล่านั้นไม่เคยถูกนำมาใช้ เพราะไป๋เฟิ่งมักปีนขึ้นไปนอนบนเตียงกับองค์ชายห้า ที่ดูเหมือนว่าจะเต็มอกเต็มใจให้นางมานอนด้วยเสียเหลือเกิน 

หลังจากที่กลับเข้ามาในห้อง ไป๋เฟิ่งก็คลานขึ้นเตียงเป็นอับดับแรก แล้วรอให้องค์ชายขึ้นมานอนบนเตียงตามนาง ตกกลางคืนยามที่อยู่กันสองต่อสองเช่นนี้ นางจะกลายเป็นหญิงงามสะคราญโฉม รูปกายนางสามารถล่อลวงบุรุษให้ติดกับได้โดยง่าย หย่งฉีไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าเหตุใด ราชาปีศาจจึงปรารถนาในตัวนางถึงขั้นออกตามล่าจนนางอกสั่นขวัญแขวนจนถึงทุกวันนี้ 

“องค์ชาย มานอนสิเพคะ” ไป๋เฟิ่งใช้มือตบ ๆ ลงไปบนเตียงขณะเรียกหย่งฉีให้มานอน 

นางช่างไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่าความอดทนที่เขาเฝ้าอดทนต่อนางมาเป็นเดือนใกล้จะพังทลายลงไปทุกทีแล้ว! 

“กิริยาเช่นนั้น เขาเอาไว้ใช้เรียกชายบำเรอ” หย่งฉีพูดเสียงดุ “และข้าหาใช่ชายบำเรอของเจ้า” 

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ต้องไม่ใช่แน่นอนเพคะ องค์ชายเป็นนายเหนือเกล้าของหม่อมฉัน จะมองเป็นอื่นได้อย่างไร” ไป๋เฟิ่งรีบอธิบาย 

หย่งฉีลงนั่งบนเตียง ไป๋เฟิ่งจัดการจับตัวเขาให้เอนกายลงนอน โดยไม่ลืมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้ ที่สำคัญ เดี๋ยวนี้นางเลิกหนุนหมอนไปแล้ว ไม่นอนหนุนแขนก็หนุอกของเขานี่แหละ จนบางทีหย่งฉีก็นึกอยากจะโยนตำแหน่งสุภาพบุรุษอันดับหนึ่งแห่งต้าชิงทิ้งไป แล้วมานอนกอดก่ายนางให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสีย! 

อยู่กับไป๋เฟิ่ง มีแต่ต้องใช้ความอดทน และหย่งฉีไม่รู้ว่าตัวเขาจะสามารถทนนอนอยู่ข้าง ๆ นางเฉย ๆ ไปได้อีกนานแค่ไหน 

 

เยวี๋ยนหลี่เฉียงลอบเข้าตำหนักนั้น ตำหนักนี้ เพื่อเสาะหาโฉมสะคราญอย่างภูตไป๋เฟิ่ง วังหลวงแห่งนี้เป็นสถานที่เดียวที่เขายังไม่อาจบุกเข้ามาค้นได้ เนื่องด้วยไม่สามารถใช้พลังปีศาจ เพราะอาจเป็นที่เพ่งเล็งของสวรรค์ ยามนี้เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาไม่ต่างไปจากไป๋เฟิ่ง อาจแตกต่างกันบ้างตรงที่ว่า อย่างน้อยเขาก็พอจะรู้เรื่องรู้ความมากกว่านางที่เป็นเพียงภูตหงซื่อ ๆ ตนหนึ่ง 

เยวี๋ยนหลีเฉียงลักลอบมาจนถึงตำหนักขององค์ชายห้า เขายังจำได้ องค์ชายผู้นี้มองเขาด้วยแววตาไม่ไว้วางใจ และตัวเขาเองก็รู้สึกได้ว่า องค์ชายห้ามีบางอย่างที่แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไป 

แต่สิ่งนั้นคืออะไรกัน? 

เยวี๋ยนหลี่เฉียงหลี่ตาลเล็กน้อย แล้วตัดสินใจกระโดดข้ามกำแพงตำหนักขององค์ชายห้า เพื่อเข้าไปดูให้เห็นกับตาว่า ภูตไป๋เฟิ่งซุกซ่อนอยู่ในตำหนักนั้นหรือไม่ และองค์ชายห้าผู้นี้มีอะไรที่แตกต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไปกันแน่! 

 

หย่งฉีลืมตาขึ้น เมื่อรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวจากภายนอก เขาฝึกวรยุทธ์กับบรรดาอาจารย์ที่เป็นยอดฝีมือมาตั้งแต่เด็ก ทุกสัมผัสล้วนว่องไว การเคลื่อนไหวที่อยู่ในระยะที่เรียกได้ว่า ใกล้ตัว’ เช่นนี้ จึงเป็นไม่ได้เลยที่หย่งฉีจะไม่รู้สึก 

“ไป๋เฟิ่ง” หย่งฉีกระซิบเรียก 

“เพคะ” ไป๋เฟิ่งงัวเงียตอบ ทั้งที่ยังไม่ลืมตา 

ลุกก่อน มีคนบุกเข้ามา” 

ไป๋เฟิ่งลืมตามองหย่งฉี ก่อนจะยกศีรษะที่นอนซบอยู่บนอกแกร่งขึ้น แล้วลุกขึ้นมานั่ง 

“รออยู่ตรงนี้” หย่งฉีสั่งเสียงค่อย แล้วหยิบกระบี่ที่ซ่อนไว้หัวเตียงมาถือไว้ในมือ 

ประตูห้องมีการเคลื่อนไหวจากการพยายามสะเดาะกลอนของใครบางคนที่อยู่ด้านนอก  ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก หย่งฉีก็ไม่รอช้า กระโจนเข้าใส่คู่ต่อสู้ เยวี๋ยนหลี่เฉียงคิดอยู่แล้วว่าหย่งฉีจะต้องรับรู้ได้ถึงการมาของเขา จึงได้เตรียมการโต้ตอบหย่งฉีได้ทัน 

เยวี๋ยนหลี่เฉียงในชุดดำ ปิดหน้าปิดตา ไม่ได้ใช้พลังปีศาจ ใช้เพียงวรยุทธ์ที่มีประมือกับหย่งฉี อยากรู้นักว่า องค์ชายห้าผู้นี้จะมีฝีมือสักเท่าไหร่ 

กระบี่ของหย่งฉีและเยวี๋ยนหลี่เฉียงฟาดฟันกันนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งสองใช้กระบวนท่าเดียวกันในการงัดกระบี่ในมือของอีกฝ่าย เป็นเหตุให้กระบี่ของทั้งสองหลุดมือ แต่กระนั้นทั้งองค์ชายห้าและอ๋องปีศาจก็ยังคงต่อสู้กันด้วยมือเปล่า วิชาหมัดมวยของคู่ไม่มีใครเป็นรองใคร สู้กันอยู่หลายกระบวนท่า จากเสียงที่ดังไม่มาก ก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ 

“คนร้ายมีคนร้ายบุกมาทำร้ายองค์ชาย!” เสียงเสี่ยวชุนจื่อตะโกนขึ้น 

ทั้งองครักษ์และขันทีหลายคนวิ่งกรูกันเข้ามาในตำหนักบรรทมขององค์ชายห้า เยวี๋ยนหลี่เฉียงเห็นท่าไม่ดี จึงฟาดฝ่ามือใส่หน้าอกของหย่ฉี ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่หย่งฉีเองก็ฟาดฝ่ามือใส่เขาเช่นกัน! 

ทั้งสองเซถอยหลังไปคนละทาง ต่างฝ่ายต่างล้มลงกับพื้น! 

“องค์ชายห้า! ไป๋เฟิ่งและเสี่ยวชุนจื่อประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน 

ไป๋เฟิ่งวิ่งลงจากเตียงมาประคองหยี่งฉี ในขณะที่เสี่ยวชุนจื่อ วิ่งมาขวางหน้าองค์ชายของเขาไว้ พร้อมตั้งท่าต่อสู้เพื่อปกป้ององค์ชาย แม้จะไม่รู้วรยุทธ์ก็ตาม 

เยวี๋ยนหลี่เฉียงมองผ่านเสี่ยวชุนจื่อไปยังไป๋เฟิ่ง แม้จะในห้องจะมืด แต่ก็ยังสามารถมองเห็นใบหน้ากระจ่างใสนั้นได้ชัดเต็มสองตา ไหนจะยังเสียงหวานที่ตื่นตระหนกนั่นอีก เห็นชัดว่าผู้ที่วิ่งเข้ามาประคององค์ชายห้าต้องเป็นสตรีอย่างแน่นอน 

เยวี๋ยนหลี่เฉียงไม่มีเวลาคิดว่าองค์ชายห้าพาสตรีนางใดมาร่วมหลับนอน เสียงฝีเท้าของผู้คนนับสิบชีวิตกำลังกรูกันเข้ามา ร่างสูงจึงพุ่งเข้ากระแทกหน้าต่างห้องนอนของหย่งฉี แล้วหนีออกไปอย่างรวดเร็ว หย่งฉีทำท่าจะลุกตามไป แต่กลับถูกไป๋เฟิ่งและเสี่ยวชุนจื่อห้ามไว้ อีกทั้งไป๋เฟิ่งยังกอดแขนเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยอีกด้วย 

เสียงฝีเท้าชององครักษ์และขันทีคนอื่น ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หย่งฉีหันไปมองไป๋เฟิ่งที่ยามนี้ไม่ได้อยู่ในชุดขันที ผมยาวสยาย รูปร่างสตรีชัดเจน จึงรีบพานางกลับไปที่เตียง แล้วเอาผ้าห่มคลุมตัวนางไว้ 

“องค์ชายห้า!” หนึ่งในองครักษ์ที่วิ่งเข้ามาถวายคำนับ “คนร้ายอยู่ที่ใดพ่ะย่ะค่ะ” 

“หนีออกไปทางหน้าต่างแล้ว” หย่งฉีตอบ องครักษ์คนดังกล่าวคำนับเขา ก่อนจะหันไปสั่งคนอื่น ๆ 

“ไป! 

ขันทีและองครักษ์นับสิบคนติดตามคนร้ายออกไปทางหน้าต่าง ในขณะที่องครักษ์อีกจำนวนหนึ่งเข้าล้อมตำหนักองค์ชายห้าไว้เพื่อถวายอารักขา ขันทีบางส่วนแยกไปค้นตามตำหนักเพื่อตรวจดูว่ายังมีคนร้ายซุกซ่อนอยู่อีกหรือไม่ แต่ย่งฉีกลับไม่คาดหวังว่าคนของตนจะจับคนร้ายได้ จากที่ได้ต่อสู้กันเมื่อครู่ เขาก็รู้แล้วว่าฝีมือของคนร้ายไม่ธรรมดา อีกทั้งทุกกระบวนท่าที่ใช้ต่อสู้ ยังเหมือนกับกระบวนท่าที่เขาใช้ ราวกับเป็นศิษย์ร่วมสำนัก! 

ไม่ผิดแน่ คนร้ายผู้นี้จะต้องมีอาจารย์คนเดียวกันกับเขา! 

 

*ตัดแขนเสื้อ เป็นสำนวนจีน มีความหมายว่า รักเพศเดียวกัน มีที่มาจากฮ่องเต้ฮั่นไอตี้ ผู้มีความชมชอบในบุรุษได้ร่วมหลับนอนกับต่งเสียน ชายคนรักของพระองค์ แต่เมื่อเวลาเช้า ต่งเสียนกลับนอนหลับทับแขนเสื้อของฮ่องเต้ไว้ พระองค์จึงสั่งให้ขันทีนำกรรไกรมาตัดแขนเสื้อออก เพราะไม่ต้องการปลุกต่งเสียนให้ตื่น 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 142 ครั้ง

1,945 ความคิดเห็น

  1. #1844 0123456789bbua (@0123456789bbua) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:54
    มาต่อออ
    #1844
    2
  2. #269 Alizzez (@SnowyFoxes) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 18:24
    มีความเป็นห่วงงง คริคริ (ปีศาจมาถึงเเล้วหรอ ไวจิ๊งงง ให้เขาได้จู๋จี๋กันกว่านี้อีกนิดสิ)
    #269
    2
    • #269-1 荩赢 จิ้นอิ๋ง (@praepailin_na) (จากตอนที่ 4)
      21 มีนาคม 2562 / 18:33
      ปีศาจมาก็จู่จี๋ได้ อร๊ายยยย ( มางานหนังสือวันไหนคะ จิได้ไปหา ทักหลังไมค์เฟสบุ๊คมาได้นะ )
      #269-1