ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 3 : บทที่3 หลับนอนตอนกลางคืน ( รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,053
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 204 ครั้ง
    18 ก.พ. 63

บทที่หลับนอนตอนกลางคืน

 

            เมื่อรัตติกาลมาเยือน หย่งฉีก็ต้องปวดหัวอีกครั้ง เพราะไม่รู้ว่าควรจะให้ไป๋เฟิ่งไปพักที่ใดจึงจะเหมาะ

            เดิมที เสี่ยวชุนจื่อจะให้ไป๋เฟิ่งไปนอนรวมห้องเดียวกับเขาหรือขันทีคนอื่น ๆ แต่องค์ชายห้าก็ปฏิเสธอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด สตรีไม่รู้เรื่องรู้ความเช่นไป๋เฟิ่ง หากปล่อยให้ไปนอนกับเหล่าขันที มีหวังความแตกตั้งแต่ก้าวแรกที่นางก้าวเข้าไปในห้องพักเป็นแน่ อีกทั้งนางยังเป็นหญิง จะให้ไปนอนรวมกับขันทีมากมายไม่รู้กี่คนได้อย่างไร

            ในที่สุด หย่งฉีก็ตัดสินใจให้ไป๋เฟิ่งนอนห้องเดียวกับเขา

องค์ชายถอนหายใจหนที่ร้อยเห็นจะได้ แต่อย่างไรก็คงจะดีกว่าให้นางไปนอนรวมกับพวกขันทีทั้งหลาย เรื่องนอนห้องเดียวกันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เมื่อเทียบกับหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้

เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ก็คือ การสอนให้นางอาบน้ำชำระร่างกายต่างหาก!

            หย่งฉีกับไป๋เฟิ่งอยู่ในห้องอาบน้ำด้วยกันตามลำพัง องค์ชายห้ามีสีหน้าเคร่งเครียด ทั้งยังหน้าแดงไม่ต่างไปจากตอนที่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นาง ในขณะที่ภูตน้อยวิ่งอย่างดีใจไปยังอ่างไม้ขนาดใหญ่ที่มีน้ำอุ่นอยู่ มือบางทั้งสองข้างจุ่มลงไปในน้ำ แล้วก็ต้องรีบดึงมือขึ้น เพราะไม่เคยสัมผัสน้ำร้อนเช่นนี้มาก่อน

            “องค์ชาย เหตุใดน้ำจึงร้อนเช่นนี้เพคะ” ไป๋เฟิ่งถาม หย่งฉีที่กำลังเครียดจัดจึงหันมามองนาง

            “เพราะอากาศหนาวเย็น จึงต้องทำให้อุ่น หากลงไปแช่ในน้ำเย็นแล้วจะไม่สบายเอาได้” หย่งฉีอธิบาย ขณะเดินเข้ามาใกล้

            “มนุษย์ก็ชอบแช่น้ำหรือเพคะ” ไป๋เฟิ่งถาม

            “เป็นการทำความสะอาดร่างกาย”

            “อ้อ” ไป๋เฟิ่งพยักหน้ารับ “แล้วหม่อมฉันต้องทำความสะอาดร่างกายด้วยหรือไม่เพคะ”

            คำถามของไป๋เฟิ่งทำเอาหย่งฉีหนักใจไม่น้อย เรื่องนี้แหละที่ทำให้เขาเครียดจนอยากจะกดศีรษะของตัวเองลงไปในอ่างน้ำให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

            “มนุษย์ทุกคนต้องทำความสะอาดร่างกาย” ชายหนุ่มตอบเสียงต่ำ

            “เช่นนั้นหม่อมฉันก็ต้องลงไปแช่น้ำในนี้” ไป๋เฟิ่งพูดด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้น

            ในที่สุด นางก็จะได้ลงไปเล่นน้ำดังเช่นยามที่เป็นภูตหงส์แล้ว

            “อืม” หย่งฉีส่งเสียงตอบรับในลำคอ

            “หม่อมฉันลงไปได้เลยหรือไม่เพคะ” ไป๋เฟิ่งถามอย่างไร้เดียงสา ส่วนหย่งฉีก็มีสีหน้าหนักใจยิ่งกว่าเดิมหลายเท่ายิ่งนัก

            “เจ้าต้องถอดเสื้อผ้าออกให้หมดก่อน ถึงจะลงแช่ในน้ำได้” ว่าแล้วองค์ชายห้าก็หันหลังให้ไป๋เฟิ่ง ทันทีที่นางเห็นร่างสูงหันหลังให้ นางก็รู้ว่าสามารถถอดเสื้อผ้าได้ จึงเริ่มปลดชุดขันทีที่สวมใส่อยู่ออกจากกาย แล้วก้าวขึ้นบันไดเตี้ย ๆ ลงไปในอ่างไม้

            หย่งฉีได้ยินเสียงไป๋เฟิ่งก้าวลงน้ำก็ใจเต้นแรง ภาพเรือนร่างของนางยังติดตรึงอยู่ในสองตาของเขา ชายหนุ่มหลับตาลง พยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยสอนไป๋เฟิ่งว่าการอาบน้ำต้องทำอย่างไรบ้าง ไป๋เฟิ่งทำตามที่เขาสอนทุกอย่าง นางรู้สึกอุ่นสบายในน้ำอุ่นนี้ จนแทบไม่อยากจะลุกขึ้นจากน้ำ

            หลังจากที่คิดว่าไป๋เฟิ่งน่าจะอาบน้ำเสร็จแล้ว หย่งฉีก็สั่งให้นางขึ้นจากน้ำ ไป๋เฟิ่งแม้เสียดายที่ต้องลุกจากน้ำอุ่นที่ชื่นชอบ แต่นางก็เชื่อฟังที่หย่งฉีบอกว่า มนุษย์ไม่ควรแช่น้ำนานเกินไป เพราะอาจทำให้ไม่สบาย

            “เจ้าใช้ผ้าที่วางอยู่เช็ดน้ำออกจากตัวให้เรียบร้อยเสีย” หย่งฉีพูดโดยไม่หันมามองไป๋เฟิ่ง

            “เพคะ” เสียงใส ๆ ตอบรับ แล้วทำตามอย่างว่าง่าย

            “พอตัวแห้งแล้วก็ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่วางอยู่” หย่งฉีบอก

            เดิมทีเสื้อผ้าชุดนั้นเป็นของเขา น้ำที่เตรียมไว้ในอ่างก็เตรียมไว้ให้เขา แต่องค์ชายห้ากลับยอมให้ไป๋เฟิ่งได้อาบน้ำนั้นก่อน และให้นางสวมเสื้อผ้าของเขา ยอมเป็นฝ่ายที่ต้องอาบน้ำต่อจากนาง ทั้งที่เกิดมาทั้งชีวิต เขายังไม่เคยต้องใช้น้ำต่อจากผู้ใดมาก่อน

            “เสร็จหรือยัง” เขาถาม

            “เสร็จแล้วเพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบ หย่งฉีจึงค่อย ๆ หันกลับไปหานาง

            ไป๋เฟิ่งที่อยู่ในชุดของเขาอย่างไม่เรียบร้อย เหตุเพราะยังไม่คุ้นเคยกับการสวมเสื้อผ้าเช่นนี้ ผมที่ยังเปียกอยู่ถูกปล่อยยาวสยายถึงบั้นเอว นางส่งยิ้มไร้เดียงสาให้องค์ชายห้าที่ถอนหายใจออกมาไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันนี้

            “อยู่เฉย ๆ” หย่งฉีพูดขณะช่วยนางเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง แล้วจึงพานางไปนั่งเพื่อเช็ดผมให้

            “องค์ชายจะทำความสะอาดร่างกายเลยไหมเพคะ” ไป๋เฟิ่งถามขณะที่หย่งฉียังเช็ดผมให้นางอยู่

            “อืม” หย่งฉีตอบ พร้อมกับวางมือจากผมที่เริ่มหมาดของนาง แล้วหันไปหยิบหวีมาหวีผมให้สตรีตรงหน้า

            สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ ต่างจากเลี้ยงเด็กตรงไหน!?

            “เจ้าสวมหมวก แล้วไปรอข้าที่ห้อง” หย่งฉีว่า ไป๋เฟิ่งเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย

            “แล้วหม่อมฉันไม่ต้องอยู่รอองค์ชาย เหมือนที่องค์ชายอยู่รอหม่อมฉันหรือเพคะ”

            หย่งฉีหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามอดกลั้นต่อความไร้เดียงสาจนน่าโมโหนี้

            “ไม่ต้อง” ชายหนุ่มตอบเสียงเข้ม “เจ้ากลับไปรอข้าที่ห้อง แล้วอย่าได้ให้ผู้ใดรู้ว่าเจ้ามาอาบน้ำกับข้า”

            “เพคะ” ไป๋เฟิ่งรับคำอย่างว่าง่าย แล้วเดินออกจากห้องอาบน้ำไป

            หย่งฉีถอนหายใจ แล้วจึงถอดเสื้อผ้าออกจากกาย เพื่ออาบน้ำชำระล้างร่างกายบ้าง ไม่ได้นึกรังเกียจที่ต้องใช้น้ำต่อจากไป๋เฟิ่ง เพราะดูท่าทางร่างกายนางก็สะอาดสะอ้าน ไม่ได้ไปทำตัวเลอะเทอะที่ไหนแต่อย่างใด

            องค์ชายห้าใช้เวลาอาบน้ำอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งน้ำที่เคยอุ่นเริ่มจะไม่อุ่นเสียแล้ว ร่างสูงสง่าจึงลุกจากอ่างน้ำ แล้วหยิบผ้าผืนเดียวกับที่ไป๋เฟิ่งใช้เมื่อครู่ มาซับน้ำออกจากกาย

            “องค์ชายเพคะ”

            จู่ ๆ ไป๋เฟิ่งก็กลับเข้ามาในห้องอาบน้ำเอาดื้อ ๆ หย่งฉีถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงนาง ดีว่าเขาหันหลังอยู่ นางจึงไม่ต้องเห็นอะไรที่ไม่ควรจะเห็นของเขา!

            หย่งฉีถอนหายใจแรง ๆ อย่างสุดจะทน วันนี้เขาต้องถอนหายใจเพราะผู้หญิงคนนี้สักพันหนได้แล้วกระมัง

            “มีอะไร” หย่งฉีถามเสียงห้วน ขณะตวัดผ้าพันรอบเอว ก่อนจะหันมาหา ตัวยุ่ง’ ที่ยืนยิ้มตาใสอยู่

            “หืม?” ไป๋เฟิ่งส่งเสียงในลำคออย่างสงสัย ขณะมองตามร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของบุรุษเพศ นางกวาดตามองทั่วร่างของหย่งฉีที่ยังหลงเหลือหยดน้ำเกาะอยู่ จนเขาต้องกระแอมออกมา

            “ทำไมร่างกายขององค์ชายไม่เหมือนกับหม่อมฉัน ร่างกายมนุษย์เป็นเช่นนี้หรอกหรือเพคะ” หญิงสาวถามเสียงซื่อ

            ให้ตายเถอะ! แค่เรื่องความแตกต่างของร่างบุรุษกับสตรีนางก็ยังไม่รู้!

            “หงส์ตัวผู้กับตัวเมียมีร่างกายเหมือนกันหรือไม่” หย่งฉีถามกลับ

            “เหมือนเพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบพลางครุ่นคิด “แต่จะว่าไป ก็มีส่วนที่ต่างอยู่บ้าง”

            “นั่นแหละ มนุษย์ก็เช่นกัน แต่เราแตกต่างจากหงส์ตรงที่ร่างกายบุรุษกับสตรีมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน สตรีมีรูปร่างเช่นเจ้า บุรุษมีรูปร่างเช่นข้า”

            “อ้อ” ไป๋เฟิ่งพยักหน้ารับ แล้วนึกไปถึงรูปร่างของจักรพรรดิปีศาจ ผู้เป็นหนึ่งในบุรุษไม่กี่คนที่นางเคยพบ จักรพรรดิปีศาจเองก็มีรูปร่างสูงใหญ่เช่นองค์ชายห้า แต่นางก็ไม่เคยเห็นจักรพรรดิปีศาจเปลือยกายมาก่อน จึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ภายใต้อาภรณ์งดงามนั้น บุรุษมีรูปรกายเช่นนี้

คงเป็นรูปลักษณ์เฉพาะที่สร้างความแตกต่างระหว่างบุรุษและสตรีกระมัง

            “ตกลงว่าเจ้ากลับเข้ามาทำอะไร” หย่งฉีถาม

“หม่อมฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ ตัวหม่อมฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว แล้วองค์ชายล่ะเพคะ” ไป๋เฟิ่งถาม นางจำได้ว่าเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหลังทำความสะอาดร่างกายอยู่เพียงชุดเดียว และนางก็สวมใส่แล้ว องค์ชายห้าจึงไม่น่ามีชุดสำหรับเปลี่ยน

            หย่งฉีเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เขามอบเสื้อของเขาให้นางสวม ลืมนึกไปเสียสนิทว่าในนี้มีชุดที่ถูกเตรียมไว้เพียงชุดเดียว

            “ที่ห้องข้ายังมีชุดอีก”

            “อยู่ไหนเพคะ” ไป๋เฟิ่งถาม “หม่อมจะไปเอามาให้”

            หย่งฉีลังเล ไม่แน่ใจว่าจะไว้ใจนางได้หรือไม่ แต่จะให้เขาออกไปสภาพนี้ก็กระไรอยู่ องค์ชายห้าจึงบอกไป๋เฟิ่งว่าชุดเก็บอยู่ที่ใด แล้วสั่งให้นางไปนำมาให้

            เมื่อทราบว่าชุดอยู่ที่ใดแล้ว ร่างเล็กบางก็วิ่งหายไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งกลับมาพร้อมชุดใหม่ที่เหมือนกันกับชุดที่นางสวมอยู่

            “หม่อมฉันช่วย” ไป๋เฟิ่งช่วยหย่งฉีสวมเสื้อ องค์ชายห้าถึงกับต้องกลั้นหัวเราะ

            ตัวเองยังสวมชุดเองแทบไม่ได้ ต้องให้เขาช่วย แต่กลับอยากช่วยเขาสวมเสื้อผ้าเสียอย่างนั้น

            ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หย่งฉีจึงยอมให้นางช่วยสวมเสื้อผ้าให้ ไป๋เฟิ่งดีใจใหญ่ที่ได้ช่วยเขา นางรู้สึกราวกับได้ตอบแทนที่องค์ชายห้าช่วยสวมเสื้อผ้าให้นางตั้งหลายครั้งในวันนี้

เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าครึ่งตัวบนเสร็จ ไป๋เฟิ่งก็กำลังจะช่วยหย่งฉี ถอด’ ผ้าที่พันรอบเอวออก หากเป็นนางกำนัลที่เคยมาช่วยเขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หย่งฉีก็คงไม่คิดอะไรมาก แต่นี่เป็นไป๋เฟิ่ง สตรีแสนซื่อที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย แค่เห็นร่างกายท่อนบนของเขาที่แตกต่างกับนาง นางยังสงสัย หากได้เห็น ‘อย่างอื่น’ คงต้องอธิบายกันอีกยาวเป็นแน่

“เจ้าออกไปได้แล้ว ที่เหลือข้าจะจัดการเอง” หย่งฉีพูดเสียงเรียบ

“แต่องค์ชายอย่างแต่งตัวไม่เสร็จเลยนี่เพคะ”

“ข้าบอกแล้วไง ว่าจะจัดการที่เหลือต่อเอง เจ้ากลับไปรอข้าที่ห้องได้แล้ว”

ไป๋เฟิ่งดูเหมือนไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่นางก็ไม่อยากขัดคำสั่งองค์ชาย จึงยอมออกจากห้องอาบน้ำไป ทิ้งให้หย่งฉีอยู่ตามลำพัง เพื่อสวมเสื้อผ้าต่อจนเสร็จ

หย่งฉีเดินกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง ไป๋เฟิ่งนั่งอยู่บนเตียงของเขา นางถอดหมวกขันทีออกแล้ว ผมที่ยาวสยายของนางก็เริ่มจะแห้ง ใบหน้าของนางเกลี้ยงเกลาราวรูปสลักโดยฝีมือเทพสวรรค์ ยิ่งยามที่นางยิ้มอย่างดีใจที่ได้เห็นเขากลับเข้ามาในห้อง ใบหน้านั้นก็ยิ่งงดงามชวนหลงใหลยิ่งนัก

ดูเหมือนว่าเรื่องปวดหัวคืนนี้ขององค์ชายห้าจะยังไม่จบลงง่าย ๆ เสียแล้ว

หย่งฉีพยายามสงบจิตใจ ขณะเดินไปที่เตียง ชายหนุ่มยืนลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนจะลงนั่งข้าง ๆ ไป๋เฟิ่ง โดยทิ้งระยะห่างจากนางพอสมควร

“ปกติแล้ว มนุษย์นอนกันอย่างไรหรือเพคะ” ไป๋เฟิ่งถามขึ้น สีหน้าท่าทางดูตื่นเต้นที่จะเรียนรู้การนอนแบบมนุษย์ “ตอนนี้หม่อมฉันเริ่มรู้สึกง่วงแล้ว เลยอยากรู้ว่าการเป็นมนุษย์ต้องนอนเช่นไร”

“นี่เรานั่งอยู่นี่เรียกว่าเตียง ใช้สำหรับนอน” หย่งฉีตอบ

“นอนบนนี้เลยหรือเพคะ” ไป๋เฟิ่งถามพร้อมกับทิ้งตัวลงนอน

หย่งฉีหัวเราะเบา ๆ ก่อนขยับขึ้นไปบนเตียง แล้วลงหนุนบนหมอนให้นางดู

“นอนแบบนี้” หย่งฉีว่า

ไป๋เฟิ่งคลานตามไปนอนข้าง ๆ หย่งฉี แต่เพราะความที่องค์ชายห้านอนคนเดียวมาตลอด จึงมีหมอนแค่ใบเดียว ไป๋เฟิ่งพยายามมองหาหมอนแบบที่องค์ชายหนุนอยู่ เมื่อไม่พบ นางจึงลงนอนหนุนหมอนใบเดียวกับเขา

หย่งฉีสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าหนักใจ

“ไป๋เฟิ่ง”

“เพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบ พลางลุกขึ้นนั่งตาม

“ปกติแล้ว มนุษย์ชายหญิงจะไม่นอนร่วมกันหากไม่ใช่สามีภรรยา หาไม่ ฝ่ายหญิงจะเสียหาย เสียชื่อเสียงเอาได้” หย่งฉีว่า

“แล้วฝ่ายชายไม่เสียหายหรือเพคะ”

“ไม่”

“ทำไมล่ะเพคะ” ไป๋เฟิ่งถามอย่างไม่เข้าใจ

“มันเป็นเรื่องของธรรมเนียม” หย่งฉีอธิบาย “การที่เจ้าจะนอนกับข้านั้น เจ้าย่อมเสียหาย ดังนั้น ข้าจะลงไปนอนพื้น ส่วนเจ้าก็นอนบนเตียงของข้าไป”

“องค์ชาย” ไป๋เฟิ่งรีบคว้าแขนหย่งฉีไว้ ก่อนที่เขาจะลงจากเตียง “หม่อมฉันว่า บนเตียงนี้ดูแล้วนอนสบายกว่าบนพื้น องค์ชายเป็นผู้มีพระคุณ เป็นนายเหนือเกล้าของหม่อมฉัน องค์ชายนอนบนเตียงเถอะเพคะ หม่อมฉันจะลงไปนอนพื้นเอง”

“ไม่ได้!” หย่งฉีปฏิเสธ “เจ้าเป็นหญิง ข้าเป็นชาย หากข้าให้เจ้าลงไปนอนพื้นที่ทั้งแข็งทั้งเย็นเช่นนั้น ข้ายังจะเรียกตัวเองว่าเป็นสุภาพบุรุษได้อย่างไร”

“แต่หม่อมฉันก็ไม่อยากให้องค์ชายลงไปนอนบนพื้น” ไป๋เฟิ่งพูดเสียงเศร้า แต่ไม่นานนัก นางก็เปลี่ยนมาเป็นยิ้ม “ที่จริง เรานอนบนเตียงด้วยกันก็ได้นะเพคะ”

“ข้าบอกแล้วไง ว่าเจ้าจะเสียหาย”

ไป๋เฟิ่งส่ายหน้า

“หม่อมฉันจะเสียหายได้อย่างไรเพคะ ในเมื่อไม่มีใครรู้ว่าหม่อมฉันนอนกับองค์ชาย”

“...” ภูตน้อย นี่เจ้าซื่อจริงหรือแกล้งซื่อเพื่อล่อลวงข้า!

“ที่สำคัญ หม่อมฉันเองก็ไม่ใช่มนุษย์จริง ๆ เรื่องธรรมเนียมที่องค์ชายว่า หม่อมฉันเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ มองข้ามไปบ้าง ก็คงไม่เป็นอะไร หากวันหนึ่ง หม่อมฉันกลับไปดูแลฝูงหงส์ พวกหงส์ก็คงไม่คิดว่าหม่อมฉันเสียหาย” ไป๋เฟิ่งพูดยิ้ม ๆ หย่งฉีถึงกับหัวเราะในลำคอ

ที่แท้นางก็มีมุมเจ้าเล่ห์อยู่เหมือนกัน

“ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้น ข้าก็ว่าตามเจ้าแล้วกัน”

“เช่นนั้นก็นอนเถอะเพคะ” ไป๋เฟิ่งจับไหล่ทั้งข้างของหย่งฉี แล้วออกแรงดันเบา ๆ ให้เขาลงนอนบนเตียง

ยามนี้ ไป๋เฟิ่งคล่อมอยู่บนร่างของหย่งฉี สองมือจับอยู่บนไหล่ของเขา ใบหน้านั้นก็อยู่ใกล้เขาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบของนางกำลังแย้มยิ้มด้วยความยินดี ทำเอาหัวใจขององค์ชายห้าสั่นไหว

รู้ทั้งรู้ว่านางไม่มีเจตนายั่วยวนเป็นแน่ แต่เหตุใด ร่างกายจึงร้อนระอุเช่นนี้!

ไป๋เฟิ่งทิ้งกายลงนอนหนุนหมอนใบเดียวกับหย่งฉี ศีรษะแนบชิดติดกันราวสามีภรรยาที่เพิ่งเข้าหอคืนแรก

“หนาวไหม” หย่งฉีถามเสียงนุ่ม พยายามเบนความสนใจไปยังเรื่องอื่น

“หนาวเพคะ แต่องค์ชายตัวอุ่น หม่อมฉันนอนข้าง ๆ ก็อุ่น”

ดูนางตอบเข้า สตรีหนอสตรี!

หย่งฉีลุกขึ้นหยิบผ้าห่มขึ้นคลุมร่างเขากับไป๋เฟิ่งไว้

“นี่เรียกว่าผ้าห่ม เอาไว้ใช้ห่มตอนนอน ป้องกันความหนาว” เขาอธิบาย

“ดีจริง ห่มแล้วอุ่นขึ้นจริง ๆ ด้วยเพคะ” ไป๋เฟิ่งท่าทางดีใจใหญ่ แม้ว่าดวงตาคู่งามของนางเริ่มปรือปรอยเต็มทีแล้วก็ตาม

“นอนเถอะ”

“เพคะ”

หย่งฉีเอื้อมไปดับตะเกียงที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียง แล้วลงนอนข้างร่างเล็ก ไม่นานนัก คนข้างกายเขาก็มีลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าหัวถึงหมอนไม่เท่าไหร่ก็หลับเสียแล้ว

“เด็กโง่” หย่งฉีพึมพำด้วยความเอ็นดู มือแกร่งยกขึ้นไล้ผิวแก้มเนียนของนางโดยไม่รู้ตัว

มือขององค์ชายห้าหยุดชะงัก เมื่อคิดว่าเขากำลังล่วงเกินนางอยู่

หย่งฉีหันกลับมานอน พยายามข่มตาให้หลับ แต่ยังไม่ทันจะหลับ ศีรษะของไป๋เฟิ่งก็เลื่อนจากหมอนมานอนหนุนอยู่บนอกของเขา!

องค์ชายห้าแทบไม่กล้าขยับตัว!

เมื่อศีรษะเล็ก ๆ นั่นลงมานอนอยู่บนอกเขาได้ไม่นาน มือบางก็เริ่มตามมากอดอยู่ที่เอวของเขา ยิ่งอากาศหนาวขึ้นเท่าไหร่ ไป๋เฟิ่งก็ยิ่งเบียดกายเข้ามาหาไออุ่นจากตัวหย่งฉีมากขึ้นเท่านั้น 

ให้ตายเถอะอสวรรค์ กลิ่นกายนางหอมละมุนยิ่งนัก!

ร่างนุ่มที่บดเบียดเข้ามา ทำเอาสติของคนถูกกอดแทบจะกระเจิดกระเจิง องค์ชายห้าพยายามข่มใจนอน ในขณะที่อีกฝ่ายกระชับอ้อมกอดเข้าหาเขามากขึ้นเรื่อย ๆ เขาเป็นบุรุษเต็มตัว ยามนี้มีหญิงงามน่าปรารถนานอนร่วมเตียงอยู่ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ร่างกายนางเป็นอย่างไร สวรรค์ก็ให้เขาเห็นมาแล้วเต็มสองตา แม้ไม่ได้มีเจตนาจะมอง แต่ก็มองไปแล้ว สิ่งที่มิได้เจตนาจะสัมผัส แต่ก็สัมผัสไปแล้ว ที่ผ่านมา หย่งฉีระวังตัวเรื่องผู้หญิงมาตลอด เหตุเพราะสตรีจำนวนไม่น้อยพยายามเข้าหาเขา เพื่อให้เขาเป็นบันไดสู่อำนาจ หากเขาพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว อาจได้ชายาโดยไม่รู้ตัว แต่กับไป๋เฟิ่ง คนที่ไม่ได้คิดจะมาเป็นชายาของเขา กลับทำให้เขาหวั่นไหวจนแทบจะหมดความอดทนกับนางอยู่หลายครั้งหลายหน

แต่ถึงกระนั้น หย่งฉีก็ไม่อาจปฏิเสธว่า ส่วนหนึ่งในใจเขากำลังรู้สึกดีอย่างน่าประหลาดกับอ้อมกอดของเด็กโง่คนนี้

ริมฝีปากหยักเริ่มคลี่ยิ้มจาง ๆ ในใจอยากจะโยนความเป็นสุภาพชนทิ้ง สลัดความเป็นสุภาพบุรุษอันดับหนึ่งแห่งต้าชิงออกไป แล้วหันมานอนกอดก่ายนางให้มันรู้แล้วรู้รอดเสีย แต่ในเมื่อไม่อาจทำได้ องค์ชายห้าจึงทำเพียงเสี้ยวหนึ่งที่ใจปรารถนา

แขนแข็งแกร่งข้างหนึ่งโอบกอดร่างนุ่มไว้หลวม ๆ

แม้อากาศภายนอกจะหนาวเย็น แต่ภายใต้ผ้าห่มที่มีร่างสองร่างนอนโอบกอดกันอยู่ อบอุ่นยิ่งนัก

 

ตกดึกคืนนั้น เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็ออกมาเดินอยู่ตามลำพังบนถนนเล็ก ๆ สายหนึ่งของปักกิ่ง 

หลิวเหว่ยอ๋องแห่งแดนปีศาจ บัดนี้อยู่ในร่างมนุษย์ เขาเป็นชายรูปร่างสูงสง่า อกผาย ไหล่กว้าง สมเป็นบุรุษ ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาราวรูปสลัก แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจ แต่สายเลือดครึ่งหนึ่งของเขานั้นเป็นเซียนจากทางฝั่งมารดา เดิมทีเขาจึงแทบไม่มีสิ่งใดเหมือนปีศาจตนอื่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสีผิว เขา หรือแม้กระทั่งกรงเล็บ การปลอมเป็นมนุษย์ของเยวี๋ยนหลี่เฉียงจึงไม่มีสิ่งใดต้องเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่เขาเคยเป็น

ร่างสูงเดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อนนัก ช่วงกลางวันเขาจับพลังภูตของไป๋เฟิ่งได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่เพียงชั่วพริบตา พลังนั้นก็หายไป เห็นได้ชัดว่ายามนี้ นางสะกดพลังภูตไว้ เพื่อให้ตนกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเดินดิน แต่ภูตที่ใช้ชีวิตอยู่กับฝูงหงส์มาทั้งชีวิต จะใช้ชีวิตอยู่ในปักกิ่งได้อย่างไร นางไม่รู้จักธรรมเนียมมนุษย์ ไม่รู้จักวิธีการใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ด้วยซ้ำ

เช่นนั้น เหตุใดเขาจึงยังหาตัวนางไม่พบ!

เยวี๋ยนหลี่เฉียงขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด วันนี้ทั้งวัน เขาตระเวนทั่วปักกิ่ง หากไป๋เฟิ่งเป็นสตรีที่พี่ชายของเขาหมายปอง นางย่อมมิใช่สตรีรูปร่างหน้าตาธรรมดาที่จะเดินตามถนนได้โดยไม่มีคนสนใจ การที่วันนี้ทั้งวัน ทั่วทั้งปักกิ่งไม่มีเรื่องราวอันใดเกิดขึ้น ย่อมหมายความว่าสตรีผู้นั้นไม่ได้มาเดินเล่นอยู่ตามท้องถนน

เช่นนั้น นางอยู่ที่ใดกัน?

สองเท้าของเยวี๋ยนหลี่เฉียงหยุดชะงัก นัยน์ตาคมทอดมองไปเบื้องหน้า กำแพงสูงตั้งตระหง่านโอบล้อมสถานที่อันเป็นที่ประทับของโอรสสวรรค์

วังต้องห้าม!

เป็นไปได้หรือไม่ว่าภูตไป๋เฟิ่งอยู่ในสถานที่แห่งนั้น สถานที่เดียวที่เขายังไม่ได้เข้าไปค้นหา

ดวงตาของเยวี๋ยนหลี่เฉียงเยือกเย็นลง ในขณะที่ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นอย่างน่ากลัว

 

ไป๋เฟิ่งสะดุ้งสุดตัว!

ร่างบางลุกขึ้นมานั่งหายใจหอบ นางสัมผัสได้ บางสิ่งที่อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา ทั้งไอสังหาร ความเยือกเย็น และความอำมหิต!

“เป็นอะไร” หย่งฉีตื่นขึ้นเมื่อไป๋เฟิ่งสะดุ้ง ยิ่งได้เห็นนางลุกขึ้นมานั่งหายใจหอบ เขาก็ยิ่งเป็นห่วง

“ฝันร้ายหรือ” หย่งฉีถามเสียงนุ่มพร้อมทั้งลูบศีรษะนางอย่างปลอบประโลม

“พวกปีศาจ” ไป๋เฟิ่งเสียงสั่น “พวกมันตามหม่อมฉันมา”

“พวกปีศาจหรือ?” หย่งฉีขมวดคิ้ว “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“หม่อมฉันสัมผัสได้ ไอสังหารรุนแรงเช่นนี้ พวกมันต้องอยู่ไม่ไกลแน่

“เช่นนั้น เราควรทำอย่างไร”

“หม่อมฉันจะไปจากที่นี่” ไป๋เฟิ่งทำท่าจะลงจากเตียง แต่หย่งฉีกลับคว้าแขนนางไว้

“แล้วเจ้าจะไปที่ใด”

“ยังไม่ทราบเพคะ แต่หม่อมฉันต้องไป หากหม่อมฉันยังอยู่ องค์ชายอาจจะเดือดร้อนได้”

“ไป๋เฟิ่ง เจ้าใจเย็นก่อน” หย่งฉีพยายามปลอบ “เจ้าบอกเองมิใช่หรือ ว่ายามนี้เจ้าเป็นเพียงมนุษย์ พวกปีศาจจับพลังภูตของเจ้าไม่ได้ แล้วพวกมันจะตามหาเจ้าเจอได้อย่างไร”

“หม่อมฉันไม่แน่ใจ”

“เจ้าอาจจะแค่คิดมากไป”

“แต่...”

“ไม่ต้องกลัว” หย่งฉีโน้มตัวไป๋เฟิ่งเข้ามากอดแนบอก

ศีรษะของไป๋เฟิ่งซุกซบที่กับอกแกร่งของหย่งฉี ในขณะที่สองมือของนางยกขึ้นกอดเขาอย่างไม่รู้ตัว

“แม้ข้าจะเป็นเพียงมนุษย์ แต่ข้าก็หาใช่คนกระจอก ข้าปกป้องเจ้าได้”

“...”

“อยู่กับข้า ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”

“เพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบ รู้สึกอบอุ่นในใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ในขณะที่หย่งฉีเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงรั้งไป๋เฟิ่งไว้ ทั้งที่นางอาจจะนำพาอันตรายมาสู่เขาก็ได้

“นอนเถอะ ข้าอยู่กับเจ้า ไม่มีสิ่งใดต้องกลัว”

หย่งฉีและไป๋เฟิ่งทิ้งตัวลงนอนตามเดิม ไป๋เฟิ่งนอนซุกซบอยู่ที่แผงอกแกร่งขององค์ชายห้า แขนเรียวบางกอดเขาไว้แน่นราวกับต้องการที่พึ่ง ในขณะที่องค์ชายเองก็กอดนางตอบ คล้ายจะสร้างความมั่นใจให้นางรู้ว่าเขาสามารถปกป้องนางใด

และนั่น ก็ทำให้ไป๋เฟิ่งรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 204 ครั้ง

1,946 ความคิดเห็น

  1. #1886 Mimme_mk (@Mimme_mk) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 18:18
    มันเป็นเขินมากๆเลยอบอุ่นมากเพคะองค์ชาย
    #1886
    0
  2. #203 Alizzez (@SnowyFoxes) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 21:01
    หนู...หนูไป๋เฟิ่งจ๊ะ
    หนูจะดูผู้ชัยอาบน้ำมะดั้ยนะ!!!!
    หนู๊~~~

    องค์ชายปวดหัวอีกเเน่ๆ
    (รักเรื่องนี้ค่ะ!!!!!!)
    #203
    2
    • #203-1 Alizzez (@SnowyFoxes) (จากตอนที่ 3)
      17 มีนาคม 2562 / 21:01
      รักคนเขียนด้วยยยย <3
      #203-1
    • #203-2 荩赢 จิ้นอิ๋ง (@praepailin_na) (จากตอนที่ 3)
      17 มีนาคม 2562 / 21:02
      รักรีดเหมือนกันจ้าาา จุ๊บๆ
      #203-2