ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 14 : บทที่14 ค้นพบ ( รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 216 ครั้ง
    11 มี.ค. 63

บทที่14 ค้นพบ

 

            ระหว่างเดินทางกลับ เฉียนหลงตัดสินพระทัยแวะที่พระราชวังฤดูร้อนเก่าที่ไม่ได้เสด็จมาเนิ่นนาน ก่อนการเสด็จกลับวังหลวง ทีแรกหย่งฉีคิดว่าหลิวเสี่ยวอิ๋งจะต้องตื่นเต้นดีใจไม่น้อย ทว่าน้องสาวของเขาเพียงแค่ยิ้มเจื่อน ๆ ผิดวิสัยคนชอบเที่ยว ชอบเล่นสนุกอย่างนางเป็นที่สุด

            “เจ้าเป็นอะไรไปหรือเปล่า” หย่งฉีถามหลิวเสี่ยวอิ๋งที่กำลังยืนใจลอยอยู่คนเดียว

            “ข้าหรือ? ข้า... เอ่อ...ข้าไม่ได้เป็นอะไร” หญิงสาวตอบพร้อมทั้งหัวเราะแห้ง ๆ กลบเกลื่อน ทำให้คำตอบของนางดูไม่น่าเชื่อมากขึ้นไปอีก แต่จะให้นางตอบอะไรได้ ในเมื่อตอนนี้นางเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนควรรู้สึกเช่นไร เมื่อคนที่นางหลงรักไม่ใข่มนุษย์ แต่เป็นครึ่งเซียน ครึ่งปีศาจ

            ครึ่งหนึ่งของเขาเป็นปีศาจ!

            “ตอนนี้ข้าเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายแล้ว” หลิวเสี่ยวอิ๋งพูดเสียงแผ่ว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้

            หย่งฉีมองน้องสาวอย่างประหลาดใจ คำพูดของนางไม่เคยกลับไปกลับมาเช่นนี้มาก่อน เมื่อเขาหันไปมองเยวี๋ยนหลี่เฉียง ก็เห็นองครักษ์ของตนกำลังมองมาที่น้องสาว

            ต้องมีเรื่องอะไรระหว่างสองคนนี้เป็นแน่!

            “เช่นนั้นเจ้ากับไป๋เฟิ่งก็รีบไปพักผ่อนเถิด ยามโหย่วค่อยลงมากินข้าวด้วยกัน”

            “เพคะ” หลิวเสี่ยวอิ๋งรับคำเสียงอ่อน แต่ก่อนที่นางจะเดินตามนางกำนัลไปยังห้องพักที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ นางก็หยุดสบตากับเยวี๋ยนหลี่เฉียงครู่หนึ่ง นางยิ้มให้เขาเล็กน้อย และกำลังจะเดินสวนไป หากไม่ใช่เพราะมืออุ่นจับมือของนางไว้

            ทั้งสองหยุดอยู่ข้าง ๆ กันโดยที่คนอื่นไม่ทันสังเกตว่าองครักษ์เหยียนกำลังจับมือองค์หญิงเพ่ยหลิงอยู่

            “ไว้คืนนี้ข้าจะไปหา” เยวี๋ยนหลี่เฉียงกระซิบ

            “อืม” หลิวเสี่ยวอิ๋งตอบสั้น ๆ

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงปล่อยมือจากหลิวเสี่ยวอิ๋ง แล้วปล่อยให้นางเดินไปพร้อมกับไป๋เฟิ่ง การกระทำดังกล่าวล้วนอยู่ในสายตาของหย่งฉี องค์ชายห้าลอบยิ้มเมื่อคิดว่าในที่สุดก็มีคนมาช่วยเขาจัดการกับหลิวเสี่ยวอิ๋งได้เสียที หลังจากที่เขาเป็นฝ่ายถูกนางแกล้งหยอก แกล้งล้อ อยู่ฝ่ายเดียวมานานกว่าสิบปี

            คนเรามันต้องมีใครสักคนที่สามารถควบคุมเราได้ และในกรณีของหลิวเสี่ยวอิ๋ง คงเป็นองครักษ์เหยียนที่สามารถทำได้

 

            เมื่อถึงยามโหย่ว ทุกคนก็ออกมารับประทานมื้อเย็นกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา บรรยากาศครึกครื้น รื่นเริง มีการแสดงจากนางรำหลายชุด ไป๋เฟิ่งเองก็เพลิดเพลินไม่น้อย นางเพิ่งทราบว่ามนุษย์เองก็สามารถร่ายรำได้งดงามไม่ต่างไปจากหงส์และภูต

ในการแสดงชุดหนึ่ง นางรำในชุดขาวเข้าแถวเรียงรายกันเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง ดูงดงามราวกับกำลังเฝ้ามองดูหงส์ขาวร่ายรำอย่างไรอย่างนั้น ไป๋เฟิ่งตั้งใจมองการแสดงทุกชุดอย่างชื่นชม ยามมนุษย์เบื้องหน้าขยับแขนนั้นช่างงดงามราวหงส์สยายปีก ทุกท่วงท่าเชิญชวนให้บังเกิดความรู้สึกหลงใหลเหมือนกับก่อนหน้านี้ ที่บรรดาภูตหงส์มากมายต่างพากันมาร่ายรำให้นางดู

            ช้าก่อน! นี่หมายความว่าอย่างไร!

            มีเพียงผู้เดียวที่ภูตหงส์จะร่ายรำถวาย และใครคนนั้นเป็นคนที่นางทราบมาว่าได้ยอมเสียสละ ทำลายกายหยาบของตน เพื่อมิให้ผู้ใดได้ดื่มกินเลือดเนื้อของตน จนนำไปสู่อำนาจยิ่งใหญ่ที่ยากจะต่อ

ใครคนนั้น คือจักรพรรดินีหงส์!

หญิงสาวหลับตาลง พยายามตั้งสติ ทว่าเมื่อดวงตาทั้งคู่ไม่เห็นภาพนางรำชาวมนุษย์เบื้องหน้า นางกลับได้เห็นภาพนิมิตของเหล่าภูตหงส์ขาวมากมายกำลังร่ายรำอยู่

ไป๋เฟิ่งเริ่มรู้สึกว่าศีรษะของตนกำลังหมุนคว้าง นางเห็นภาพนางรำชาวมนุษย์และภูตหงส์สลับกันไปมา จนต้องรีบลืมตาขึ้น ทว่าดวงตาของนางกลับยิ่งพร่ามัว ภาพที่เห็นเลือนรางขึ้นทุกขณะ หญิงสาวเริ่มไม่รับรู้ถึงสิ่งใดรอบกาย กระทั่งเสียงหนึ่งตะโกนขึ้น

            “ไฟไหม้!

            ประกายไฟปรากฏขึ้นจากด้านหลังของเฉียนหลง องค์ฮ่องเต้พยายามลุกหนี ทว่าเสาไม้ที่ติดไฟกลับหักโค่นลงมาขวางทางหนีของพระองค์ และขวางทางไม่ให้ใครเข้าไปช่วยเหลือพระองค์ได้

            “เสด็จพ่อ!” หย่งฉีเรียก ขณะพยายามหาทางวิ่งเข้าไปหาพระบิดา

            ไป๋เฟิ่งกลับมาได้สติอีกครั้ง นางหอบหายใจมองไปรอบ ๆ เปลวไฟสีแดงกำลังลุกลาม ทั้งนางรำ นางกำนัล ขันที ต่างพากันวิ่งวุ่น หนีเอาตัวรอด

            “เสด็จพ่อ!” หลัวเสี่ยวอิ๋งร้องอย่างตื่นตระหนก พยายามหาทางเข้าไปช่วยเฉียนหลงเช่นเดียวกับหย่งฉี แต่กลับมีชิ้นส่วนของเพดานที่ติดไฟตกลงมาใส่นางเสียก่อน

เยวี๋ยนหลี่เฉียงกระากไม้ที่ติดไฟพวกนั้นออก แล้วคว้าตัวหลิวเสี่ยวอิ๋งออกไปทันที

            “หย่งฉี!” เฉียนหลงเรียกทั้งที่ยังนั่งอยู่บนพื้น เนื่องจากขาข้างหนึ่งของพระองค์ได้รับบาดเจ็บ “หนีไปรีบไปเสีย!”

            “ไม่พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะพาเสด็จพ่อออกไปด้วย” หย่งฉียืนกราน

            “องค์ชาย” ไป๋เฟิ่งวิ่งมาหา

            “เจ้ารีบออกไปก่อน ข้าจะช่วยเสด็จพ่อ” หย่งฉีว่า

            “ไม่เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ช่วย” ไป๋เฟิ่งพูดอย่างหนักแน่น “หม่อมฉันช่วยได้”

            ไป๋เฟิ่งแปลงกายเป็นภูตสาวในชุดขนนกสีขาวไข่มุก นางเป็นเพียงภูต มีพลังไม่มากก็จริง แต่นางก็มีพลังมากพอที่จะช่วยจัดการกับเปลวไฟพวกนี้ได้

            ไป๋เฟิ่งสะบัดข้อมือผ่านเปลวไฟ ไฟที่ลุกไหม้ก็หายไปส่วนหนึ่ง ทำให้หย่งฉีสามารถฝ่าเข้าไปหาพระบิดา แล้วแบกพระองค์ไว้บนหลังได้สำเร็จ

            “ไปเพคะ” ไป๋เฟิ่งเรียก

ภูตสาวใช้พลังของตนเปิดทางที่เต็มไปด้วยเปลวไฟ นางยกมือขึ้นปัดไฟที่ร่วงลงมาจากเพดานครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อนำหย่งฉีและเฉียนหลงออกจากพระราชวังฤดูร้อนที่กำลังลุกเป็นไฟในขณะนี้

เยวี๋ยนหลี่เฉียงที่อยู่ด้านนอกมองกลับเข้าไปในพระราชวังที่ลุกไหม้ สัมผัสได้ถึงพลังภูตของไป๋เฟิ่ง และพลังของปีศาจอีกตนที่อยู่บริเวณนี้

แย่ล่ะมีปีศาจติดตามมาจนค้นพบไป๋เฟิ่งแล้ว!

            “เสี่ยวอิ๋ง เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะเข้าไปดูไป๋เฟิ่งกับองค์ชายห้า” เยวี๋ยนหลี่เฉียงพูด แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปในพระราชวังที่ไฟไหม้

            “ระวังตัวด้วยหลี่เฉียง!” หลิวเสี่ยวอิ๋งตะโกนไล่หลังไป

            ตอนที่เยวี๋ยนหลี่เฉียงวิ่งเข้าไป เขาก็เจอกับไป๋เฟิ่งและหย่งฉีที่กำลังแบกเฉียนหลงซึ่งหมดสติไว้บนหลัง ทั้งสองดูท่าทางตกใจไม่น้อย ที่เยวี๋ยนหลี่เฉียงเข้ามาเห็นตอนไป๋เฟิ่งใช้พลังภูตเข้าพอดี

            “ภูตไป๋เฟิ่งหยุดใช้พลังภูตของเจ้าเสีย หาไม่ ชาวปีศาจจะตามมาเจอเจ้า!” เยวี๋ยนหลี่เฉียงเตือน ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกันว่าเหตุใดยามนี้จึงคิดช่วยเหลือผู้ที่ตนมาเพื่อจับกุม

            “ท่านรู้?”

            “ข้ารู้!” เยวี๋ยนหลี่เฉียงใช้พลังเซียนของตนปัดท่อนไม้ที่กำลังจะตกลงมา “แม่ข้าเป็นเซียน นามเทพเสวี่ยฮวา ข้ารู้เรื่องเจ้ามาแต่แรก ตอนนี้ขอให้เจ้าเชื่อข้า ผนึกพลังภูตของเจ้าไว้ก่อน ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงใช้ชื่อมารดามาอ้างเพื่อให้ไป๋เฟิ่งเกิดความเชื่อใจ ไป๋เฟิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางเคยได้ยินเรื่องเซียนชั้นสูงแห่งเหมันต์ฤดูนามเทพเสวี่ยฮวามาบ้าง จึงยอมพยักหน้ารับ

            “เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งรับคำ แล้วรีบผนึกพลังภูตจนกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา

            “ไปจากที่นี่”

เยวี๋ยนหลี่เฉียงช่วยพาเฉียนหลง หย่งฉี และไป๋เฟิ่ง ออกมาจากกองเพลิงได้สำเร็จ ทันทีที่เหล่าขุนนางเห็นองค์ชายห้าแบกฮ่องเต้ไว้บนหลังแล้ววิ่งฝ่ากองไฟออกมา ต่างก็พาวิ่งกรูกันเข้ามาหา โดยเฉพาะหมอหลวงเยี่ยที่เข้าถึงองค์ฮ่องเต้เป็นคนแรก

“เสด็จพ่อได้รับบาดเจ็บที่ขา” หย่งฉีรีบบอก ขณะที่เยี่ยฮุ่ยหมิ่นจับชีพจรของพระบิดา หมอหลวงอาวุโสรีบตรวจดูขาของฮ่องเต้ และพบรอยฟกช้ำขนาดใหญ่กับผิวบางส่วนที่ถูกไฟลวก

“ลี่จู เอายามาให้พ่อ”

“เจ้าค่ะ” เยี่ยลี่จูไม่รอชา รีบนำกล่องไม้ที่บรรจุยาหลายขนาดไว้มาให้ผู้เป็นพ่อทันที

“ทุกท่านออกไปก่อน ฝ่าบาทจะได้หายใจได้สะดวก” เยี่ยฮุ่ยหมิ่นว่า แล้วจัดการใส่ยา ทำแผลให้เฉียนหลงอย่างเร่งรีบ

ครู่หนึ่ง เฉียนหลงก็ลืมตาขึ้น พระองค์มองไปยังไป๋เฟิ่ง ก่อนหน้าที่จะพระองค์จะสิ้นพระสติ พระองค์เห็นไป๋เฟิ่งที่ดูเหมือนไม่ใช่ไป๋เฟิ่ง ไม่ใช่หญิงสาวท่าทางเปราะบางอ่อนแอ แต่เป็นหญิงสาวที่งามสง่าในชุดแปลกตา ทั้งยังมีพลังบางอย่างที่เหนือไปจากมนุษย์

“เสด็จพ่อ เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” หย่งฉีถามด้วยความเป็นห่วง

“ข้าไม่เป็นไร” เฉียนหลงพยายามลุกขึ้นนั่ง มองบ่าวไพร่ที่กำลังช่วยกันดับไฟ “รู้สาเหตุของไฟไหม้หรือยัง”

“ยังพ่ะย่ะค่ะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงเป็นผู้ตอบ “ตอนนี้กระหม่อมกำลังให้คนตรวจสอบอยู่”

“ได้ความว่าอย่างไร ให้รีบมาบอกข้า”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“กลับวัง” เฉียนหลงพยายามลุกขึ้นยืน โดยมีหลงฉีกับหลิวเสี่ยวอิ๋งช่วยประคอง

พระองค์สงสัยว่านี่อาจเป็นการลอบวางเพลิงเพื่อปลงพระชนม์พระองค์ หากความจริงนั้น เป็นการลอบวางเพลิงเพื่อเล่นงานเยวี๋ยนหลี่เฉียงและไป๋เฟิ่ง

จงเฟิ่งอิ่งมาถึงแล้ว!

 

เมื่อกลับมาถึงวังหลวง หย่งฉีก็ตามไปส่งเฉียนหลงที่ตำหนัก องค์ชายห้าให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงไปส่งหลิวเสี่ยวอิ๋ง และให้ทั้งสองช่วยกันจัดการเรื่องชุดเสื้อผ้าให้ไป๋เฟิ่งได้กลับเป็นขันทีอีกครั้ง

พระอาการของเฉียนหลงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ที่น่าแปลก็คือพระองค์ทรงนิ่งขรึม ไม่พูดไม่จาราวกับครุ่นคิดสิ่งใด แม้ผู้อื่นจะไม่ทราบสาเหตุ แต่หย่งฉีทราบดีว่าเสด็จพ่อของเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ เรื่องไป๋เฟิ่ง...”

“นางเป็นอะไร” เฉียนหลงถามแทรกขึ้น “จะว่าเป็นปีศาจก็ไม่น่าใช่ ดูงามสง่าเกินไป หรือนางจะเป็นเซียน”

“หาไม่พ่ะย่ะค่ะ นางเป็นภูตหงส์” หย่งฉีตอบ

“ภูตหงส์?” เฉียนหลงทวน “อย่าบอกนะว่านางคือหงส์ตัวที่เจ้าเคยช่วยไว้”

“ไม่ผิดพ่ะย่ะค่ะ นางคือหงส์ตัวที่หม่อมฉันเคยช่วยไว้ นางหนีจากการตามล่าของจักรพรรดิปีศาจหม่อมฉันจึงให้นางปลอมเป็นขันทีเสี่ยวไป๋จื่อ คอยรับใช้อยู่ในตำหนัก”

“มิน่า” เฉียนหลงพยักหน้า “แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับนางเป็นเช่นไร”

“ทูลเสด็จพ่อตามตรง หม่อมฉันรักนาง และนางเองก็คิดแบบเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ”

“ในเมื่อเจ้ารักนาง ข้าเองก็ไม่อยากจะคัดค้านอะไร แต่นางหาใช่มนุษย์ จะอยู่ร่วมกับเจ้าได้หรือ?”

“ทูลเสด็จพ่อ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา หม่อมฉันเชื่อว่านางสามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ธรรมดาได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ

“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็คงไม่มีอะไรจะค้านเจ้า ห่วงก็แต่ไทเฮา” เฉียนหลงถอนหายใจ “แต่เอาเถิด เท่าที่ข้าเห็นไป๋เฟิ่งมา นางก็เป็นเด็กใสซื่อ น่ารักน่าเอ็นดู ลองให้นางเข้าหาไทเฮาเสียหน่อย ไม่แน่ว่าอาจจะโปรดนางก็ได้”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ หม่อมฉันจะหาโอกาสพาไป๋เฟิ่งไปเข้าเฝ้าไทเฮาโดยเร็วที่สุด” หย่งฉีรับคำ

“ดี” เฉียนหลงพยักหน้า “แล้วนี่นางไปไหนแล้ว”

“หม่อมฉันให้องครักษ์เหยียนกับเสี่ยวอิ๋งจัดการให้นางปลอมเป็นขันที แล้วส่งกลับไปที่ตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“เรื่องปีศาจที่ตามล่านางอยู่ จะทำอย่างไร”

“เรื่องนี้คงต้องปรึกษากับองครักษ์เหยียน”

“องครักษ์เหยียนรึ? เจ้าแน่ใจใช่ไหมว่าชายผู้นี้ไว้ใจได้”

“ทีแรกหม่อมฉันเองก็ไม่ไว้ใจ แต่เมื่ออยู่กันไป หม่อมฉันกลับคิดว่าองครักษ์เหยียนผู้นี้หาใช่คนเลวร้าย อีกทั้งมารดาของเขายังเป็นเซียน”

อะไรนะ!

“ทูลเสด็จพ่อ ตอนที่ทรงสิ้นพระสติ องครักษ์เหยียนคือผู้ที่มาช่วยพวกเราออกจากกองเพลิง โดยใช้พลังเซียนช่วย เขาเอ่ยถึงมารดานามเทพเสวี่ยฮวา หม่อมฉันถามไป๋เฟิ่งแล้ว นางเองบอกว่ามีเซียนชั้นสูงนามเทพเสวี่ยฮวาจริง ๆ” หย่งฉีตอบ “หม่อมฉันคิดว่า บางทีเขาอาจช่วยรับเรามือกับปีศาจที่ตามล่าไป๋เฟิ่งได้พ่ะย่ะค่ะ

“หากเป็นเช่นนั้นก็ดี” เฉียนหลงถอนหายใจอีกครั้งอย่างคลายกังวล “พรุ่งนี้พาไป๋เฟิ่งกับองครักษ์เหยียนมาพบข้าด้วย ข้าต้องขอบใจที่พวกเขามีส่วนช่วยข้าไว้”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

เฉียนหลงพยักหน้า ในพระทัยเป็นห่วงโอรสของตนยิ่งนัก ยามนี้รอบกายหย่งฉีมีทั้งภูต เซียน และปีศาจ ไม่รู้ว่านี่เป็นลิขิตสวรรค์ที่หรืออย่างไร ที่นำพาให้มนุษย์ธรรมดาอย่างหย่งฉีต้องพบเจอเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนี้ หากใช่ พระองค์ก็ภาวนาให้เหล่าบรรพชนโปรดคุ้มครอง อย่าให้เกิดอันตรายใด ๆ แก่ลูกคนนี้เลย

เพราะเขาเป็นลูกที่พระองค์ทรงรักมากที่สุดในบรรดาลูกทุกคน

 

ในขณะเดียวกันที่ตำหนักองค์ชายห้า จงเฟิ่งอิ่งซ่อนกายอยู่ภายใต้เงามืดของตำหนัก ไม่เคยคิดเลยว่าการตามหาเยวี๋ยนหลี่เฉียงจะง่ายดายเช่นนี้ ทั้งที่เขาเพิ่งเข้ามาในแดนมนุษย์ไม่นาน แต่กลับได้เห็นเยวี๋ยนหลี่เฉียงขี่ม้าอยู่กับเหล่ามนุษย์ ทีแรกเขาไม่ทราบหลิวเหว่ยอ๋องผู้นี้กำลังทำอะไรอยู่ เหตุใดจึงไม่ตามหาภูตไป๋เฟิ่ง แต่เมื่อได้ติดตามคณะเดินทางดังกล่าว จงเฟิ่งอิ่งก็พบว่า ผู้ที่เยวี๋ยนหลี่เฉียงติดตามอยู่เป็นถึงฮ่องเต้ของชาวมนุษย์ อีกทั้งยังมีภูตไป๋เฟิ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมเดินทาง เมื่อทุกคนไปถึงตำหนักฤดูร้อนเก่า เขาจึงตัดสินใจทำลายผนึกพลังปีศาจที่เยวี๋ยนหลี่จวินทำไว้ให้ เพื่อกำจัดหลิวเหว่ยอ๋องในร่างมนุษย์ แต่คิดไม่ถึงว่าชายผู้นั้นกลับใช้พลังเซียนเพื่อเอาตัวรอด ทั้งยังสามารถช่วยเหลือคนอื่นออกมาได้อีก

จงเฟิ่งอิ่งที่บัดนี้กลับเป็นปีศาจเต็มตัว ไม่สามารถอยู่ในแดนมนุษย์ได้นาน เขาต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจับตัวภูตไป๋เฟิ่งไปส่งให้จักรพรรดิปีศาจหรือฆ่าเยวี๋ยนหลี่เฉียงที่นี่

เขาต้องได้สักอย่างและไม่สนว่าจะเป็นอะไร!

“คิดจะทำอะไร จงเฟิ่งอิ่ง” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยถามขึ้นจากด้านหลัง

“หลิวเหว่ยอ๋อง” จงเฟิ่งอิ่งหันไปมอง เห็นเยวี๋ยนหลี่เฉียงยืนอยู่ข้างหลัง ท่าทางสงบนิ่ง ดูไม่ออกเลยสักนิดว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่

“ข้าควรจะถามคำถามนั้นกับท่านมากกว่า” จงเฟิ่งอิ่งยิ้มที่มุมปาก “เหตุใดท่านจึงไม่นำตัวภูตไป๋เฟิ่งไปส่งให้พี่ชายท่าน”

“ภูตไป๋เฟิ่งมีคนรักอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ

จงเฟิ่งอิ่งหัวเราะ

“เหตุผลเพียงเท่านั้นน่ะหรือที่ทำให้ท่านเปลี่ยนใจ ไม่ยอมจับตัวนางไปให้จักรพรรดิปีศาจ” จงเฟิ่งอิ่งถาม “ท่านกล้าพูดหรือไม่ ว่ามิใช่เพราะสตรีชาวมนุษย์ที่ท่านช่วยเหลือไว้วันนี้ ที่ทำให้ท่านไม่ยอมจากแดนมนุษย์ไปเสียที”

“เรื่องของข้า ให้คนอย่างเจ้าสอดได้ตั้งแต่เมื่อไหร่” เยวี๋ยนหลี่เฉียงยังคงถามอย่างใจเย็น “กลับไปเสีย ยามนี้เจ้ามาในฐานะปีศาจ หากไม่อยากให้ชาวสวรรค์เปิดฉากสงครามกับเรา ก็จงเร่งกลับไปยังแดนปีศาจเสีย”

“ข้าจะกลับก็ต่อเมื่อได้ตัวภูตไป๋เฟิ่งหรือหัวของเจ้ากลับไปเท่านั้น!” จงเฟิ่งอิ่งกางกรงเล็บแหลมคม

“ข้าจำไม่ได้ว่าเราเคยมีความต่อกัน”

“ช่างน่าขำนักที่เจ้าจำไม่ได้!” จงเฟิ่งอิ่งพูดอย่างโกรธแค้น “เรื่องที่เจ้าทำให้ภรรยาข้าลุ่มหลงจนข้าต้องฆ่านางแพศยานั่น เจ้าลืมไปแล้วหรือ!

“อ้อ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงพยักหน้ารับ “ข้าแน่ใจว่าไม่เคยยุ่งกับภรรยาของเจ้า สาเหตุที่นางตายก็เพราะเจ้าลงมือฆ่านางด้วยตัวเอง เหตุใดจึงโทษว่าเป็นความผิดข้า”

“ป่วยการจะพูด วันนี้ข้าจะให้เจ้าลิ้มรสกรงเล็บของข้า!

ทันทีที่พูดจบ กรงเล็บคมกริบดุจใบมีดของจงเฟิ่งอิ่งก็พุ่งมาหาเยวี๋ยนหลี่เฉียง เขาเพียงแค่เบี่ยงกายหลบเล็กน้อย ชายผ้าแทบไม่ขยับเสียด้วยซ้ำ ก็สามารถหลบพ้นจากกรงเล็บของปีศาจอย่างจงเฟิ่งอิ่งได้ แม่ทัพปีศาจหันกลับมาด้วยสายตาอาฆาตแค้น เตรียมจะพุ่งเข้าใส่เยวี๋ยนหลี่เฉียงอีกหน

ทว่ากระบี่ของหย่งฉีกลับพุ่งเข้ามาหาจงเฟิ่งอิ่งโดยไม่ทันตัว!

“เจ้า!” จงเฟิ่งอิ่งทรุดกายลงแทบพื้น ไม่น่าเชื่อว่าอาวุธของมนุษย์ผู้นี้จะสามารถแทงทะลุร่างของตนได้

“เข้ามาในตำหนักข้าโดยพละการ แล้วยังคิดจะทำร้ายคนของข้าอีก เจ้าใจกล้ามากไปหน่อยแล้ว” หย่งฉีพูดด้วยน้ำเสียงยั่วโทสะอีกฝ่าย

“เป็นแค่มนุษย์ คิดจะลองดีกับข้าเรอะ!” จงเฟิ่งอิ่งหันกรงเล็บมาหาหย่งฉี

องค์ชายห้ากระชากกระบี่ออกจากร่างของจงเฟิ่งอิ่ง แล้วตวัดกระบี่ตัดมือของจงเฟิ่งอิ่งจนขาดกระเด็น แม่ทัพปีศาจอ้าปากคล้ายจะส่งเสียงร้อง แต่กลับไม่มีเสียงอันใดให้ได้ยิน หย่งฉีหันไปมองเยวี๋ยนหลี่เฉียง เห็นชายหนุ่มขยับมือคล้ายกำลังใช้พลังที่หย่งฉีมองไม่เห็นปิดกั้นเสียงร้องของปีศาจตรงหน้า

“ข้าจะนำมันกลับไปยังแดนปีศาจ เจ้าอยู่ที่นี่ ดูแลภูตไป๋เฟิ่งกับเสี่ยวอิ๋งให้ดี” เยวี๋ยนหลี่เฉียงพูด พลันร่างสูงของเขาและปีศาจตรงหน้าอันตรธานหายไป

ไป๋เฟิ่งวิ่งออกมาจากที่ซ่อน

“องค์ชาย เป็นอะไรหรือเปล่าเพคะ” นางถามด้วยความเป็นห่วง

“ข้าไม่เป็นอะไร” หย่งฉีตอบขณะหันมาหาไป๋เฟิ่งในชุดขันที “เจ้ารู้จักมันหรือไม่”

“รู้จักเพคะ” ไป๋เฟิ่งตอบ “นั่นจงเฟิ่งอิ่ง แม่ทัพปีศาจ”

“งั้นรึ?” หย่งฉีครุ่นคิด “แสดงว่าพวกปีศาจรู้แล้วว่าเจ้าอยู่ที่นี่”

ไป๋เฟิ่งมีสีหน้าไม่สบายใจ “พวกมันอาจกลับมาอีก หม่อมฉันต้องไปจากที่นี่”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องไปไหนทั้งนั้น เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่า ข้าจัดการกับมันได้”

“แต่...”

“เจ้ามีทั้งข้า ทั้งองครักษ์เหยียนที่เป็นเซียน...”

“องครักษ์เหยียนเป็นปีศาจเพคะ” ไป๋เฟิ่งพูดแทรกขึ้นที่หย่งฉีจะพูดจบ “หม่อมฉันได้ยินจงเฟิ่งอิ่งเรียกองครักษ์เหยียนว่าหลิวเหว่ยอ๋อง นามนี้เป็นนามของอนุชาแห่งจักรพรรดิปีศาจ

“เช่นนั้น เหตุใดเขาจึงช่วยเรา” หย่งฉีพูดอย่างไม่เข้าใจ “หากองครักษ์เหยียนเป็นน้องชายของจักรพรรดิปีศาจจริง มีโอกาสมากมายที่เขาจะจับเจ้ากลับไป เหตุใดจึงไม่ทำ”

“หม่อมฉันไม่ทราบ” ไป๋เฟิ่งเองก็ไม่เข้าใจเช่นเดียวกับหย่งฉี “บางที...เขาอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้นะเพคะ”

“เปลี่ยนไปหรือ?”

“ครั้งที่แรกที่พบองครักษ์เหยียน หม่อมฉันรู้สึกได้ถึงไอสังหารที่รุนแรง เพียงแค่สบตา หม่อมฉันก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง แตกต่างจากยามนี้ที่แม้อยู่ใกล้เพียงใด ก็สัมผัสไม่ได้ถึงไอสังหารจากกายเขา”

“หรือจะเป็นเพราะเสี่ยวอิ๋ง” หย่งฉีตั้งข้อสันนิษฐาน “ข้าเองก็รู้สึกว่าองครักษ์เหยียนเริ่มเปลี่ยนไปหลังจากช่วยชีวิตเสี่ยวอิ๋งไว้”

“อาจเป็นไปได้เพคะ”

“คงต้องรอให้เขากลับมาก่อน เราจึงจะรู้ความจริง”

ไป๋เฟิ่งพยักหน้ารับ สีหน้าของนางยังคงเหลือเค้าความกังวลอยู่หลายส่วน หย่งฉีกอดนางเบา ๆ ก่อนจุมพิตที่หน้าผากเนียนราวหยกชั้นเลิศของนาง

“อยู่กับข้า ไม่มีอะไรที่เจ้าต้องกลัว” องค์ชายห้าปลอบ

“เพคะ” ไป๋เฟิ่งกอดหย่งฉี แล้วซบหน้าลงบนอกกว้าง

ไป๋เองมิได้กลัวว่าอันตรายจะเกิดขึ้นกับตน นางห่วงเพียงหย่งฉีที่อาจต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้าย โดยมีสาเหตุมาจากนาง ซึ่งเป็นสิ่งที่นางยอมไม่ได้

พวกปีศาจต้องกลับมาอีกแน่ โดยเฉพาะจงเฟิ่งอิ่งที่ถูกหย่งฉีทำร้าย ไป๋เฟิ่งไม่แน่ใจว่าพลังภูตของตนมีมากเท่าใด พอจะสู้กับจงเฟิ่งอิ่งได้หรือไม่ แต่ต่อให้ต้องใช้พลังทั้งหมดที่มี นางก็จะทำ เพื่อไม่ให้ปีศาจตนนั้นกลับมายังตำหนักขององค์ชายห้าได้อีก!

 

เยวี๋ยนหลี่เฉียงพาจงเฟิ่งอิ่งกลับมายังแดนปีศาจ เขาเหวี่ยงร่างซึ่งแทบไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้านลงพื้นหน้าบัลลังก์ผู้เป็นพี่ สีหน้าและแววตาเยือกเย็นเช่นที่เคยเป็น ทว่ากลับทำให้บรรดาปีศาจที่อยู่รอบข้างต่างพากันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

“เป็นท่านที่ส่งจงเฟิ่งอิ่งไปยังแดนมนุษย์ในร่างปีศาจ หรือว่าเป็นมันเองที่โง่งมบุกไปหาข้าถึงที่นั่น” เยวี๋ยนหลี่เฉียงถามเสียงเย็น

เยวี๋ยนหลี่จวินมองจงเฟิ่งอิ่งที่มือที่ถูกตัดขาดไปข้างหนึ่ง ทั้งยังมีบาดแผลฉกรรจ์จากการต่อสู้ ก็เข้าใจผิดไปว่าแม่ทัพปีศาจถูกเยวี๋ยนหลี่เฉียงทำร้าย จักรพรรดิปีศาจจึงหันกลับมามองอนุชาด้วยความโกรธเกรี้ยว

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เหตุใดจึงได้ทำร้ายพวกพ้องของตน!” เยวี๋ยนหลี่จวินถามเสียงดัง “ต่อให้จงเฟิ่งอิ่งทำผิดฐานที่บุกเข้าไปยังแดนมนุษย์ทั้งที่มีพลังปีศาจ แต่ก็ไม่สมควรที่จะถูกเจ้าทำร้ายสาหัสถึงเพียงนี้ อย่างไรเสีย เขาก็เป็นถึงแม่ทัพแห่งแดนปีศาจ!

“เกรงว่าเสด็จพี่จะเข้าพระทัยผิดไปแล้ว ข้าหาได้ทำร้ายจงเฟิ่งอิ่งแม้แต่น้อย” เยวี๋ยนหลี่เฉียงยิ้มเย็น “เป็นคนของท่านต่างหากที่พยายามเอาชีวิตข้าทั้งที่ไร้ความสามารถ สู้ไม่ได้แม้กระทั่งมนุษย์ธรรมดาเดินดินด้วยซ้ำ”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“แม่ทัพแห่งแดนปีศาจที่ท่านภาคภูมิใจหนักหนา พ่ายแพ้ต่อมนุษย์ธรรมดา ทั้งยังถูกมนุษย์ผู้นั้นตัดมือขาด คนเช่นนี้น่ะหรือที่สมควรแก่การเป็นแม่ทัพ!

เยวี๋ยนหลี่จวินมองไปยังเยวี๋ยนหลี่เฉียงสลับกับจงเฟิ่งอิ่ง เห็นคนของตนหลบสายตาก็รู้ได้ทันทีว่าคำพูดของเยวี๋ยนหลี่เฉียงเป็นความจริง

มนุษย์ผู้นั้นเป็นใครกัน เหตุใดจึงสามารถเล่นงานแม่ทัพปีศาจได้ถึงเพียงนี้!

“ไม่ทราบว่าเสด็จพี่ทรงทราบหรือไม่ ว่าคนของท่านหมายจะเอาชีวิตข้า” เยวี๋ยนหลี่เฉียงยังคงถามด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นเช่นเดิม ดวงตาที่ใช้จ้องมองไปยังผู้เป็นพี่นั้น ทำให้คนมองแทบไม่กล้าสบตา หากแม้มิใช่เพราะมีตำแหน่งจักรพรรดิปีศาจค้ำคออยู่ เยวี๋ยนหลี่จวินก็ไม่แน่ใจว่า เขาจะกล้ามองตอบสายตาเช่นนี้ของผู้เป็นน้องหรือไม่

“หรือว่าแท้จริงแล้ว เป็นท่านเองที่ต้องการชีวิตข้า”

“เจ้าพูดเรื่องบ้าอะไรกัน!” เยวี๋ยนหลี่จวินถามเสียงดัง “เจ้าเป็นน้องแท้ ๆ ของข้า ข้าจะต้องชีวิตของเจ้าไปไย”

“นั่นสินะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก พิรุธของเยวี๋ยนหลี่จวินชัดเพียงนี้ มีหรือที่เขาจะดูไม่ออก

“หลี่เฉียง” เยวี๋ยนหลี่จวินเรียกขานนามของอนุชาอย่างที่ไม่ได้เรียกบ่อยนัก “ข้าไม่รู้ว่าจงเฟิ่งอิ่งมีความแค้นอันใดกับเจ้าจึงหมายเอาชีวิต แต่ตัวข้านั้นไม่มี เราพี่น้องเติบโตมาด้วยกัน ทะเลาะกันเพียงสักครั้งก็ยังไม่เคย แล้วเหตุใดข้าจึงจะต้องเอาชีวิตของเจ้าด้วยเล่า”

บรรดาปีศาจตนอื่น ๆ ต่างพากันลอบสบตากัน คนอย่างเยวี๋ยนหลี่จวิน ไม่เคยยอมลงให้ผู้ใด เขามีแต่โทสะและความพิโรธให้แก่ผู้อื่น แต่ยามนี้กลับพยายามอธิบายกับเยวี๋ยนหลี่เฉียงอย่างใจเย็น น้ำเสียงที่ใช้ก็อ่อนกว่าปกติ หากไม่ใช่เพราะเขารักอนุชาผู้นี้มาก ก็ตีความได้เพียงอย่างเดียว

เยวี๋ยนหลี่จวินเกรงกลัวอำนาจของเยวี๋ยนหลี่เฉียง!

“หากเสด็จพี่ยืนยันเช่นนั้น ข้าก็ไม่ติดใจอะไร” เยวี๋ยนหลี่เฉียงตอบ ทั้งที่ในใจหาได้เชื่อในคำกล่าวของเยวี๋ยนหลี่จวินแม้แต่น้อย “เช่นนั้น จงเฟิ่งอิ่งที่พยายามเอาชีวิตข้า ท่านจะจัดการเยี่ยงไร”

“ข้า...”

“ข้าคือหลิวเหว่ยอ๋องแห่งแดนปีศาจ ยามนี้มีผู้คิดคดทรยศ พยายามสังหารข้า ตามกฎแล้ว ไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นใคร จะใช่หรือไม่ใช่แม่ทัพปีศาจ โทษของมันคือประหาร!

“ฝ่าบาท!” จงเฟิ่งอิ่งร้องเรียก ขณะพยายามตะกายไปเบื้องหน้าเยวี๋ยนหลี่จวิน “จะทรงปล่อยให้หลิวเหว่ยอ๋องประหารกระหม่อมไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!

เยวี๋ยนหลี่จวินอึกอัก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากพูดอะไร เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็ใช้กระบี่พาดมาที่คอของจงเฟิ่งอิ่ง แม่ทัพปีศาจเริ่มลนลาน บรรดาปีศาจทั้งหลายต่างพากันมองด้วยความสังเวช

“ฝ่าบาท กระหม่อมทำงานให้ตั้งเท่าไหร่ จะทรงปล่อยให้กระหม่อมตายเช่นนี้ไม่ได้!

คราวนี้เยวี๋ยนหลี่จวินเริ่มภาวนาให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงรีบ ๆ ตัดคอจงเฟิ่งอิ่งไปซะ ก่อนที่จงเฟิ่งอิ่งจะเปิดปากพูดอะไรออกมาได้

“หรือฝ่าบาททรงลืมเรื่องเทพเสวี่ยฮวาไปแล้ว” จงเฟิ่งอิ่งถาม เมื่อแน่ใจแล้วว่าองค์จักรพรรดิไม่คิดจะช่วยเหลือตนเป็นแน่ “ทรงลืมไปแล้วหรือ กระหม่อมคือผู้ที่ช่วยฝ่าบาทจับตัวเทพเสวี่ยฮวามาทรมานจนตาย!

ทุกคนต่างเงียบกริบทันทีที่ได้ยินชื่อเทพเสวี่ยฮวา เยวี๋ยนหลี่เฉียงยังคงยืนอย่างสงบ แววตาไม่แสดงอารมณ์ดุจเดิม แต่กลับเป็นเยวี๋ยนหลี่จวินที่มีโทสะรุนแรง

“เจ้า!” เยวี๋ยนหลี่จวินขว้างจอกเหล้าที่อยู่ใกล้มือแตกกระจาย “กล้าดีอย่างไรมาใส่ความข้า คิดจะยั่วยุให้ข้ากับอนุชาแตกคอกันใช่หรือไม่!

            “หึ” จงเฟิ่งอิ่งหัวเราะในลำคอ “ที่แท้เจ้ามันก็เก่งแต่ปาก พออยู่ต่อหน้าเยวี๋ยนหลี่เฉียงก็กลายเป็นสุนัขขี้ขลาด ไม่กล้ายอมรับความจริงว่าตนทำอะไรไว้กับเทพเสวี่ยฮวาบ้าง”

            “หลี่เฉียง เจ้าอย่าได้ฟังที่ไอ้สวะตนนี้พูด ข้าหาได้เคยทำร้ายเทพเสวี่ยแม้เพียงปลายเล็บ” เยวี๋ยนหลี่จวินพยายามแก้ต่างให้ตนเอง แต่เยวี๋ยนหลี่เฉียงกลับไม่เชื่อคำเขาแม้แต่น้อย

            “ที่ข้าเข้าไปยังแดนมนุษย์ได้แต่แรกก็เพราะได้พี่ชายของเจ้าช่วยผนึกพลังปีศาจให้ เยวี๋ยนหลี่จวินต้องการให้ข้าฆ่าเจ้าเสีย!

            เยวี๋ยนหลี่จวินฟาดกรงเล็บเข้าใส่จงเฟิ่งอิ่ง เพื่อหวังปลิดชีพ ทว่าเยวี๋ยนหลี่เฉียงกลับใช้กระบี่ของตนสกัดพลังจากกรงเล็บของเยวี๋ยนหลี่จวินไว้

            “ข้ายังอยากฟังเรื่องของท่านแม่ข้าต่อ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงพูดเสียงเรียบ ทำเอาจักรพรรดิแห่งแดนปีศาจถึงกับมือสั่น

            ดูเหมือนเยวี๋ยนหลี่เฉียงจะเชื่อที่จงเฟิ่งอิ่งพูด!

            “เจ้าเชื่อคำพูดของไอ้เศษสวะนี่มากกว่าข้าที่เป็นพี่แท้ ๆ ของเจ้าเรอะ!

            “ข้ายังไม่ได้พูดสักคำว่าเชื่อ เสด็จพี่จะร้อนตัวไปไย” เยวี๋ยนหลี่เฉียงถาม ไม่มีทีท่าว่าโมโหเลยสักนิด “ข้าเพียงแค่อยากฟังว่าสุนัขรับใช้ของท่านจะให้ร้ายท่านอย่างไรบ้าง”

            “นี่เจ้า...”

            “พูดต่อสิ ข้ารอฟังอยู่” เยวี๋ยนหลี่เฉียงหันกลับมาพูดกับจงเฟิ่งอิ่ง

            “เจ้าเคยได้ยินเรื่องจักรพรรดินีแห่งแดนหงส์บ้างหรือไม่” จงเฟิ่งอิ่งถาม มุมปากยกยิ้มขึ้น ก่อนจะเล่าทุกอย่างอย่างคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย “ว่ากันว่าใครที่ได้กินเนื้อของพญาหงส์จักรพรรดินี ผู้บำเพ็ญภาวนามานานถึงสามหมื่นปี จะสามารถบรรลุซึ่งพลังอำนาจยิ่งใหญ่ ทั้งเหล่าเทพและปีศาจต่างก็ต้องการซึ่งพลังอำนาจนี้ แต่แล้วจู่ ๆ องค์จักรพรรดินีกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ว่ากันว่านางทำลายกายหยาบของตนจนสิ้น เพื่อมิให้ผู้ใดได้กินเนื้อของนาง แต่ดวงจิตแห่งพญาหงส์มิอาจถูกทำลาย และดวงจิตนั้นได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่อีกครา”

            “พูดจาไร้สาระ ทหารเอาตัวจงเฟิ่งอิ่งไปตัดหัว!” เยวี๋ยนหลี่จวินสั่งการเสียงดัง 

ทหารปีศาจจำนวนหนึ่งตรงเข้ามาหาจงเฟิ่งอิ่ง แต่ขยับได้เพียงก้าวเดียวก็ถูกเยวี๋ยนหลี่เฉียงตวัดปลายกระบี่ใส่ จนล้มกระเด็นไปตาม ๆ กัน

“ข้าบอกแล้วไงว่า อยากฟังเจ้าสุนัขรับใช้นี่พูดให้จบ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงว่า

“แต่ข้าไม่อยากฟัง ข้าเป็นจักรพรรดิแห่งแดนปีศาจ เป็นพี่แท้ ๆ ของเจ้า เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้าเรอะ!” เยวี๋ยนหลี่จวินพยายามใช้อำนาจและความเป็นพี่เข้าข่ม แต่ดูเหมือนว่าเยวี๋ยนหลี่เฉียงจะไม่นึกกลัวเลยสักนิด

“นอกจากข้าจะกล้าขัดคำสั่งท่านแล้ว ข้ายังกล้าฆ่าท่านอีกด้วย หากค้นพบความจริงว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่ข้า!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 216 ครั้ง

1,945 ความคิดเห็น

  1. #1864 qxmxi_ (@qxmxi_) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 21:31
    แตกเป็นแตกปังไม่ไหว!!!
    #1864
    0
  2. วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 21:09
    ใกล้เเตกหักเเย้วววว
    #1863
    0
  3. #1183 ตัวเตียว (@primmonsty09) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 17:32
    ตอนนี้ไม่รู้จะขำหรือสงสารยัยลี่จก่อนดี
    #1183
    1