ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 12 : บทที่12 พลังหงส์ที่ซ่อนเร้น [ รีไรท์ ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,639
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 190 ครั้ง
    29 ก.พ. 63

บทที่12 พลังหงส์ที่ซ่อนเร้น

 

            ภายในรถม้า เยี่ยลี่จูกำลังวางท่าเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ข่มไป๋เฟิ่ง ทั้งยังอวดวิชา ท่องคำกลอนชมธรรมชาติไปตลอดทาง เพราะรู้ว่าไป๋เฟิ่งแต่งกลอนไม่เป็น เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ออก ทว่าภูตน้อยกลับไม่ได้รู้สึกถึงการถูกข่มแต่อย่างใด นางยังคงดื่มชาหอม ๆ ที่เฉียนหลงพระราชทานให้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

            “ดูท่าทางเจ้าสิ ทำราวกับว่าไม่เคยดื่มชาดี ๆ อย่างนั้นแหละ” เยี่ยลี่จูยิ้มเยาะที่มุมปากอย่างดูถูก

            ไป๋เฟิ่งยิ้มตอบ “ชาดีเช่นนี้ ข้าไม่เคยดื่มมาก่อนจริง ๆ แล้วเจ้าเล่า เคยดื่มชาชนิดนี้หรือไม่?”

            เยี่ยลี่จูนิ่งชะงักไป ฮ่องเต้เฉียนหลงเป็นนักดื่มชา ชาของพระองค์ล้วนเป็นของหายาก จะชงให้ดีก็ยิ่งยาก บางครั้งต้องใช้น้ำค้างมาชง บางครั้งต้องน้ำจากน้ำพุร้อนเท่านั้น เรียกได้ว่าแม้มีเงิน ก็ใช่ว่าจะมีให้ดื่ม

            และแน่นอนว่านางไม่เคยดื่ม!

            “เจ้าไม่เคยดื่มหรือ?” ไป๋เฟิ่งถาม เมื่อเห็นว่าเยี่ยลี่จูไม่ยอมตอบ

            “ทำไมข้าจะไม่เคยดื่ม!” เยี่ยลี่จูโกหก “ข้าย่อมต้องเคยดื่มแน่!

            “อ้อ” ไป๋เฟิ่งพยักหน้า “เห็นเจ้านิ่งไป ข้าก็นึกว่าเจ้าไม่เคยดื่ม จึงคิดจะแบ่งให้”

            “เฮอะ!” เยี่ยลี่จูแค่นหัวเราะ “ข้าเป็นใคร แล้วเจ้าเป็นใคร คนอย่างข้าไม่จำเป็นต้องขอแบ่งปันอะไรจากเจ้าหรอก ชาดีกว่านี้ ข้าก็เคยดื่มมาแล้ว!

            “จริงหรือ” ไป๋เฟิ่งถาม นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น “เป็นชาแบบไหนกัน ชื่อว่าอะไร ต้องชงอย่างไร บอกข้าหน่อยสิ ข้าจะได้เรียนนายท่านว่ายังมีชาที่ดีกว่านี้ นายท่านจะต้องชอบแน่ ๆ”

            จากแววตาของไป๋เฟิ่ง ดูอย่างไรก็รู้แน่ว่านางเชื่อที่เยี่ยลี่จูพูดอย่างหมดใจ แต่ที่ทำให้เยี่ยลี่จูถึงกับยิ้มไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออกก็คือ การที่ไป๋เฟิ่งต้องการจะบอกนายท่านนี่แหละ

            กล้ายกตนว่ามีชาดีเหนือฮ่องเต้ ไม่เท่ากับเป็นการหมิ่นเบื้องสูงหรือ

            “ข้า...ทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วย!” เยี่ยลี่จูพูดด้วยน้ำเสียงที่ติดจะสั่นน้อย ๆ “คิดว่าตัวเองเป็นคนโปรดของคุณชายห้าแล้วข้าต้องบอกเจ้าทุกเรื่องหรือไง”

            “ข้าไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนโปรดของคุณชายห้านะ” ไป๋เฟิ่งปฏิเสธตาใส “แต่คุณชายห้าก็โปรดข้าจริง ๆ นั่นแหละ”

            “นี่เจ้า...เจ้า!” เยี่ยลี่จูคิดคำต่อว่าไป๋เฟิ่งไม่ออก 

            จะมีใครในโลกพูดจาน่าหมั่นไส้ได้ด้วยดวงตาใสซื่อเช่นนาง 

            จะมีใครที่ทำให้เยี่ยลี่จูจะกรีดร้องใส่หน้าได้เท่าไป๋เฟิ่ง!

            “ข้าทำไมหรือ?” คนไม่รู้ตัวว่าถูกโกรธถาม

            “เจ้ามันหญิงแพศยา ไร้ยางอาย!

            “แพศยา ไร้ยางอาย?” ไป๋เฟิ่งมีสีหน้างุนงงกว่าเดิม “แปลว่าอะไรกัน”

            “เจ้าอย่ามาเสแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาต่อหน้าข้า”

            “ก็ข้าไม่เข้าใจ” ไป๋เฟิ่งพูดอย่างอ่อนใจ “ถ้าเจ้าไม่บอก แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร”

            “จะรู้หรือไม่รู้ก็เรื่องของเจ้า”

            “เช่นนั้นข้าจะไปถามคุณชายห้า”

            “นี่เจ้าขู่ข้าเหรอ!

            “ข้าจะขู่เจ้าทำไม”

            “เจ้าพยายามจะข่มข้า”

            “ทำไมข้าต้องข่มเจ้า”

            เยี่ยลี่จูต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่จะไม่ร้องกรี๊ดใส่ไป๋เฟิ่ง นางเริ่มไม่แน่ใจว่าไป๋เฟิ่งโง่หรือซื่อบื้อ หรือว่าแกล้งทำเป็นไร้เดียงสากันได้

            “ได้ข้าจะบอกเจ้า” เยี่ยลี่จูกัดฟันพูด “คำว่าหญิงแพศยาหมายถึงผู้หญิงแสนดี ส่วนไร้ยางอายหมายถึงสตรีที่มีความมั่นใจ”

            “ที่แท้เจ้าชมข้าหรอกหรือ” ไป๋เฟิ่งยิ้มดีใจ “ทีแรกข้าก็นึกว่าเจ้าด่าว่าข้าเสียอีก

            “...”

            “ข้าน่ะไม่ใช่ทั้งหญิงแพศยาและหญิงไร้ยางอาย เพราะข้าไม่ใช่คนแสนดีที่มีความมั่นใจขนาดนั้น เพราะฉะนั้น ข้าขอยกให้เจ้าเป็นหญิงแพศยาไร้ยางอายแทนข้าก็แล้วกันนะ เยี่ยลี่จู”

            เยี่ยลี่จูมีสีหน้าแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่ไป๋เฟิ่งเคยเห็น นางหลับตาลงคล้ายพยายามระงับโทสะ ยามเมื่อลืมตาขึ้นแล้วเห็นไป๋เฟิ่งกำลังมองมา นางก็ไม่รู้ว่าควรจะทำสีหน้าเช่นไรตอบไป๋เฟิ่ง

            เยี่ยลี่จูได้แต่กัดฟันยิ้ม ไม่กล้าพูดจาด่าว่าอะไรไป๋เฟิ่งอีกเลย

 

            เมื่อมาถึงจุดพัก ทั้งหมดเข้าพักกันที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ไป๋เฟิ่งก้าวลงจากรถม้าด้วยสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ในขณะที่เยี่ยลี่จูหน้าเปลี่ยนสีไปมา คล้ายพยายามควบคุมตนเอง หลิวเสี่ยวอิ๋งหัวเราะเบา ๆ ขณะเดินมากระซิบหย่งฉี

            “เชื่อที่ข้าพูดหรือยังล่ะ” นางถาม “พี่สะใภ้ของข้าตบหน้าเยี่ยลี่จูด้วยความใสซื่อมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว”

            หย่งฉีถึงกับหัวเราะตาม เห็นจะจริงอย่างที่หลิวเสี่ยวอิ๋งว่า ความไม่เรื่องรู้ความของไป๋เฟิ่งนั้น แม้จะถูกผู้อื่นจิกกัดอย่างไร นางก็ไม่โกรธไม่เคือง เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต่อว่า ทำให้คนที่คิดว่านางนั่นแหละ ที่ต้องลำบากเอง

            เมื่อไป๋เฟิ่งเห็นหย่งฉีก็รีบเดินมาหาอย่างดีใจ

            “คุณชาย ข้างนอกลมแรงไหมเจ้าคะ” หญิงสาวถามด้วยความเป็นห่วง

            “ไม่หรอก ลมพัดสบายกำลังดี” หย่งฉีตอบ ขณะยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างลืมตัว

            เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของเฉียนหลงและบรรดาขุนนางที่ตามเสด็จ เพียงเท่านี้ทุกคนก็พอจะเดาได้แล้วว่าตำแหน่งพระชายาขององค์ชายห้าจะเป็นของใคร

            “ชาที่ข้าให้ถูกใจเจ้าหรือไม่” เฉียนหลงเดินเข้ามาถาม

            “เรียนนายท่าน ชาของนายท่านเป็นชาที่ดีที่สุดที่ข้าเคยกินเลยเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งตอบจากใจจริง เฉียนหลงยิ้มอย่างพอใจ นึกเอ็นดูหญิงสาวดวงตาใสซื่อผู้นี้ไม่น้อย

            “ที่บ้านข้ายังมีชาดี ๆ อีกเยอะ ถ้าเจ้าชอบ ไว้กลับไปปักกิ่งก็มาดื่มน้ำชาที่บ้านข้าได้” เฉียนหลงว่า “ท่านย่าของหย่งฉีเองก็คงอยากพบเจ้าเช่นกัน”

            เยี่ยฮุ่ยหมิ่นได้ยินดังนั้นก็หันไปมองบุตรีของตนที่ดูเหมือนจะตกใจไม่น้อย เฉียนหลงรับสั่งเช่นนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าพระองค์พอพระทัยในตัวหญิงสาวผู้นี้ ทั้งยังไม่ขัดข้อง หากองค์ชายห้าจะแต่งไป๋เฟิ่งคนนี้เป็นชายา แล้วองค์ชายห้าเองก็ดูเหมือนจะโปรดไป๋เฟิ่งไม่น้อย องค์หญิงเพ่ยหลิงก็เข้ากับนางได้ดี ลับหลังฮ่องเต้ เขายังได้ยินองค์หญิงเรียกไป๋เฟิ่งว่าพี่สะใภ้ทุกคำ ตรงกันข้ามกับลูกสาวของเขาที่หย่งฉีแทบไม่เคยสนใจ ทั้งยังเข้ากับคนรอบกายหย่งฉีไม่ได้

            เช่นนี้แล้ว ยังจะหวังอะไรได้อีก

 

            เมื่อเข้ามาในโรงเตี๊ยม หย่งฉีก็รู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้องมายังกลุ่มของตน องค์ชายห้าขมวดคิ้วพลางมองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่พบใครน่าสงสัย นอกจากบรรดาแขกทั้งหลายที่เข้ามาดื่มกินในโรงเตี๊ยม

            “มีอะไรหรือ?” เฉียนหลงถาม เมื่อเห็นอาหารผิดปกติของโอรส

            “ข้ารู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องมองเราอยู่ขอรับท่านพ่อ” หย่งฉีตอบทั้งที่ดวงตายังคงกวาดมองไปรอบ ๆ

            เฉียนหลงนิ่งไปเล็กน้อย ในพระทัยค่อนข้างจะเชื่อว่าหย่งฉีไม่ได้คิดไปเอง เหวินเต๋อสอนให้องค์ชายห้ารู้จักระแวดระวังภัยมาตั้งแต่ยังเล็ก หากมีสิ่งใดผิดปกติ หย่งฉีย่อมต้องรู้

            “เจ้าอาจจะคิดมากไป” เฉียนหลงกล่าว แต่กลับมองหย่งฉีด้วยสายพระเนตรที่บอกให้รู้ว่าพระองค์เชื่อ แต่ต้องทรงวางเฉย เพื่อไม่ให้ศัตรูรู้ตัว

            “ข้าก็คิดเช่นนั้นขอรับ” หย่งฉีตอบ และวางเฉยดังเช่นที่พระบิดาทรงกระทำ

            หย่งฉีส่งสัญญาณบางอย่างให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงและองครักษ์คนอื่นโดยที่ไม่มีใครสังเกต องค์ชายห้าเดินมานั่งฝั่งขวาของพระบิดา ในขณะที่ฝั่งซ้ายตกเป็นของเยวี๋ยนหลี่เฉียงที่ตามเสด็จในฐานะหัวหน้าองครักษ์

            เสี่ยวเอ้อของร้านเดินมารับรายการอาหารที่โต๊ะ ทุกอย่างดูเป็นปกติเรียบร้อยดีทุกประการ แต่ที่ทุกคนผิดสังเกตไปก็คือ ฮ่องเต้และองค์ชายห้าต่างพูดคุยกันน้อยลง น้ำเสียงที่ใช้ก็ราบเรียบ ต่างจากปกติ แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้คณะผู้ร่วมเดินทางสามารถรับรู้ได้ว่า มีบางอย่างผิดปกติ

            จู่ ๆ ประตูหน้าต่างทุกบานของโรงเตี๊ยมก็ถูกปิดเสียงดังปังปังปังนับครั้งไม่ถ้วน แขกในโรงเตี๊ยมจำนวนมากกว่าสามในสี่ลุกขึ้นยืน ทว่ากลับไม่ได้มีทีท่าตื่นตกใจ แขกเหล่านั้นหันมามองทุกคนที่โต๊ะของเฉียนหลงด้วยแววตาดุดัน พร้อมทั้งชักอาวุธออกมา!

            หย่งฉีและเยวี๋ยนหลี่เฉียงที่กำลังคอยให้คนร้ายแสดงตัว ลุกขึ้นยืนเอาตัวบังเฉียนหลงคนละฝั่ง ทั้งสองชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อมต่อสู้ บรรดาองครักษ์พากันเผยกายออกมา ทั้งหมดตรงเข้าล้อมโต๊ะของเฉียนหลงไว้เพื่อถวายอารักขา

            “ใครฆ่าเฉียนหลงได้ ผู้นั้นจะได้รับรางวัลห้าแสนตำลึง!

            สิ้นเสียงนั้น ทุกคนก็พุ่งเข้าหาเฉียนหลง ทั้งหย่งฉีและบรรดาองครักษ์ต่างต่อสู้ถวายชีวิต หลิวเสี่ยวอิ๋งวิ่งมาอยู่ข้างกายเฉียนหลงเมื่อเห็นว่าทั้งหย่งฉีและเยวี๋ยนหลี่ต่อสู้กับคนร้ายจนออกห่างกายพระบิดา นางพร้อมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องฮ่องเต้ หากมีใครฉวยโอกาสเข้าถึงตัวพระองค์ในยามนี้

            จำนวนคนร้ายมีไม่น้อยเลย ทั้งชั้นบน ชั้นล่าง มากมายเต็มไปหมด ทั้งยังปะปนอยู่กับชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใด ฝ่ายทหารองครักษ์จึงเสียเปรียบที่ต้องระวังความปลอดภัยของคนเหล่านั้น

            อาวุธมากมายพุ่งมาจากทุกทิศ ทุกทาง เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและเสียงจากการต่อสู้ดังไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม เยี่ยลี่จูมุดลงไปซ่อนใต้โต๊ะ ยกสองมือขึ้นปิดหูไว้ ขุนนางคนอื่น ๆ ต่างกันมาอยู่ข้างกายเฉียนหลง ไป๋เฟิ่งก็เช่นกัน แม้นางไม่ใช่ข้าราชบริพานที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้ แต่นางรู้ว่าหย่งฉีรักพระบิดามาก หากเฉียนหลงเป็นอะไรไป หย่งฉีต้องเสียใจอย่างที่สุด และนางไม่ปรารถนาให้หย่งฉีต้องเสียใจแม้แต่น้อย

            ระหว่างที่ทุกคนกำลังต่อสู้กันอยู่นั้น เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็ทำจี้หยกขาวสลักลายเสวี่ยฮวา(เกร็ดหิมะ)ที่แม่ของเขามอบให้ตก จี้นั้นกระเด็ดมาทางไป๋เฟิ่ง หญิงสาวก้มตัวลงเก็บ และทันทีที่ปลายนิ้วของไป๋เฟิ่งสัมผัสกับจี้หยกขาวชิ้นนั้น ไป๋เฟิ่งก็เห็นภาพตนสวมชุดพญาหงส์สีขาว มีเครื่องประดับศีรษะรูปหงส์ขาวเหลือบทองในชั่วพริบตา ภูตสาวนิ่งชะงัก กระทั่งได้ยินเสียงหลิวเสี่ยวอิ๋งตะโกน

            “เสด็จพ่อระวัง!” หลิวเสี่ยวอิ๋งหมุนกายมาขวางธนูที่พุ่งเข้ามาหาเฉียนหลง

            ไป๋เฟิ่งได้สติ นางกำจี้หยกขาวของเยวี๋ยนหลี่เฉียงขึ้นมา แล้วลุกขึ้นยืนขวางหน้าเฉียนหลงกับหลิวเสี่ยวอิ๋ง!

            ธนูที่พุ่งเข้ามาแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะถึงตัวไป๋เฟิ่ง!

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงชะงักงันเมื่อหันมามองไป๋เฟิ่ง คนธรรมดาอาจมองไม่เห็น แต่เขามองเห็น รัศมีสีขาวเปล่งกระกายทั่วร่างของหญิงสาว พร้อมสัมผัสแห่งพลังเวทขั้นสูง พลังที่ไม่ใช่เพียงพลังของภูต แต่เป็นพลังของเซียนระดับจักรพรรดินี!

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงมีเวลาให้สงสัยไม่มาก ศัตรูมีเยอะเกินกว่าที่เขาจะนิ่งเฉยอยู่ ชายหนุ่มนึกรำคาญแมลงหวี่แมลงวันพวกเหลือเกิน เขาตวัดกระบี่คร่าชีวิตคนร้ายทีเดียวถึงหกคน จนเฉียนหลงที่มองดูอยู่ถึงกับขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ

            องค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรการกวัดแกว่งกระบี่ขององครักษ์เหยียน สลับกับองค์ชายห้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นขึ้ด้วยความสงสัย เหตุใดเพลงกระบี่ขององครักษ์เหยียนจึงเหมือนกับเพลงกระบี่ของหย่งฉีราวกับเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์

            พระทัยของฮ่องเต้เริ่มไม่สงบเสียแล้วเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ในเหตุการณ์ที่มีคนร้ายบุกเข้าตำหนักองค์ชายห้านั้น โอรสของพระองค์เล่าว่า คนร้ายอาจมีอาจารย์คนเดียวกับเขา

            หรือจะเป็นองครักษ์เหยียนผู้นี้?

            หากเป็นเช่นนั้นไม่เท่ากับว่าเขาส่งมารไปอยู่ข้างกายลูกหรอกหรือ!

 

            การต่อสู้ดำเนินต่อไปอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด ฝ่ายองครักษ์ก็สามารถเอาชนะคนร้ายได้ทั้งหมดโดยไม่มีใครเป็นอะไร ในขณะที่คนร้ายบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน

            ไป๋เฟิ่งยังคงยืนนิ่งอยู่ในจุดเดิม ใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์และความรู้สึกใด ๆ นางดูเหมือนรูปสลักที่แข็งทื่อ ดวงตาเลื่อนลอย จนดูราวกับว่า ดวงวิญญาณของนางได้ถูกกระชากออกจากร่างไปแล้ว

            "พี่สะ... เอ่อ ไป๋เฟิ่ง เป็นอะไรหรือเปล่า" หลิวเสี่ยวอิ๋งถามอย่างเป็นห่วงขณะจับไป๋เฟิ่งหมุนกายไปมาเพื่อดูว่านางได้รับบาดเจ็บหรือไม่

            ทว่าไป๋เฟิ่งที่ถูกหมุนตัวมายังคงนิ่ง

            "เยี่ยฮุ่ยหมิ่น เจ้ามาดูอาการให้ไป๋เฟิ่งหน่อย" แม้แต่เฉียนหลงก็ยังเป็นห่วงนาง ภาพที่นางลุกขึ้นยืนเอาตัวบังธนูให้พระองค์กับหลิวเสี่ยวอิ๋งยังติดอยู่ในพระเนตร

            "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" เยี่ยฮุ่ยหมิ่นรับคำ ยามนี้คงไม่จำเป็นต้องปิดบังฐานะของเฉียนหลงอีกต่อไป

            เยี่ยฮุ่ยหมิ่นจับชีพจรของไป๋เฟิ่งและพบว่าชีพจรของนางเต้นรัวเร็ว ซึ่งน่าจะมีผลมาจากความตกใจในเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

            "ไป๋เฟิ่ง" หย่งฉีวิ่งเข้ามาหา เมื่อเห็นท่าทีที่ผิดปกติของนาง กอปรกับเห็นเยี่ยฮุ่ยหมิ่นเข้ามาดูอาการให้นาง เขาก็ยิ่งเป็นห่วง

            ไป๋เฟิ่งพลันได้สติอีกครั้ง นางสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อมองไปรอบตัวแล้วเห็นทุกคนกำลังมองมาด้วยความเป็นห่วงก็ให้รู้สึกผิดยิ่งนัก

            "ขอประทานอภัยที่ทำให้ฝ่าบาททรงเป็นกังวล หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ" ไป๋เฟิ่งเอ่ยเสียงแผ่ว หัวใจที่เต้นแรงทำให้นางรู้สึกเหนื่อยไม่น้อย น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงฟังดูอ่อนระโหย จนเฉียนหลงนึกเวทนา

            “เยี่ยฮุ่ยหมิ่น นางเป็นอย่างไรบ้าง”

            "ทูลฝ่าบาท แม่นางไป๋เฟิ่งหาได้เป็นอะไร เพียงแค่ตกใจเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ" เยี่ยฮุ่ยหมิ่นตอบ แล้วปล่อยมือที่จับชีพจรของไป๋เฟิ่งอยู่

            เฉียนหลงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขณะมองหญิงสาวที่ท่าทางอ่อนล้า ทีแรกพระองค์จินตนาการไปว่าเมื่อไป๋เฟิ่งหันกลับมา นางอาจมีธนูปักอยู่กลางอก แต่กลับไม่ใช่ ไม่มีธนูอยู่บนร่างกายนาง แต่กลับมาเศษซากของธนูที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ กระจายอยู่บนพื้น

            หรือจะมีใครช่วยนางไว้?

            หากเป็นเช่นนั้นก็คงไม่แปลกที่ไป๋เฟิ่งจะมีอาการคล้ายคนตกใจสุดขีด สตรีเปราะบางเช่นนางกล้าเอาชีวิตเข้าขวางกั้นพระองค์จากความตาย แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็นับเป็นสตรีที่ใจกล้าทีเดียว

            สมแล้ว ที่หย่งฉีมอบหัวใจให้นาง

            "องครักษ์เหยียน" ไป๋เฟิ่งเรียก "นี่ของท่านเจ้าค่ะ”

            หญิงสาวส่งจี้หยกขาวคืนให้เยวี๋ยนหลี่เฉียง ทันทีที่เขารับจี้หยกคืน สัมผัสพลังเซียนที่เยวี๋ยนหลี่เฉียงสัมผัสได้เมื่อคู่ก็หายไป ชายหนุ่มจับจ้องที่ดวงตาใสวาวของไป๋เฟิ่ง ดวงตาของนางกลับมาเป็นปกติแล้ว หาใช่ดวงตาเลื่อนลอยเช่นเมื่อครู่

            เฉียนหลงมององครักษ์เหยียนอย่างระแวดระวัง ไม่แน่พระทัยในตัวองครักษ์ผู้นี้เท่าใดนัก แต่เท่าที่ทอดพระเนตร องครักษ์เหยียนกับหย่งฉีก็ต่อสู้เข้าขากันได้ดีราวกับเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย ไม่สิ สองคนนั้นดูราวกับเป็นพี่เป็นน้องกันเลยต่างหาก!

            เฉียนหลงถอนใจอีกครั้ง บางทีพระองค์อาจจะคิดมากไป หากองครักษ์เหยียนผู้นั้นเป็นร้ายที่ลอบเข้าไปทำร้ายหย่งฉีถึงในตำหนักหย่งฉีจริง ป่านนี้คงฉวยโอกาสเล่นงานหย่งไปนานแล้ว และถ้าชายผู้นี้ไว้ใจไม่ได้ หย่งฉีคงไม่มีวันพาเขามาร่วมเดินทางลงใต้ด้วยเป็นแน่

 

            คนร้ายทั้งหมดที่รอดชีวิตถูกส่งตัวไปขึ้นศาลเพื่อเค้นความจริง ทุกคนถูกส่งมาจากพรรคจิ้งจอกแดงที่ประมุขพรรคเป็นบิดาของพระสนมคนหนึ่งที่ตรอมใจตายในวังหลวง หลังโอรสที่เพิ่งคลอดได้ไม่กี่วันต้องตาย ความที่ต้องสูญเสียทั้งลูกและหลาน ทำให้ผู้เป็นพ่อโกรธแค้นเฉียนหลง กล่าวหาว่าเป็นเพราะพระองค์ดูแลลูกสาวของตนไม่ดี จึงคิดจะล้างแค้นแทนลูกและหลาน

            พรรคจิ้งจอกแดงถูกทางการบุกเข้าทำลาย และถูกประการทั้งหมด หลังเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายขึ้น ฐานะของเฉียนหลงก็ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อ พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จกลับวังหลวง รอเวลาให้คนลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วค่อยเสด็จลงใต้เพื่อดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของราษฎรต่อไป

            คืนนั้น ทั้งหมดเข้าพักกันที่จวนนายอำเภอที่วางกำลังอารักขาอย่างแน่นหนา หญิงชายพักเรือนคนละหลัง หากหย่งฉีก็ยังลอบมาไป๋เฟิ่งได้อีกตามเคย

            "ท่านนี่นะ เกิดเข้าห้องผิดไปเข้าห้องเยี่ยลี่จูอีกจะทำเช่นไร" หลิวเสี่ยวอิ๋งเอ็ดพี่ชายเบา ๆ

            "ข้าก็จะบอกนางไปตรง ๆ ว่าเข้าห้องผิด" หย่งฉีหัวเราะ "เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าให้องครักษ์เหยียนมาดูลาดเลาให้ก่อนแล้ว"

            "เขาอีกแล้ว" หลิวเสี่ยวย่นจมูก "เดี๋ยวนี้พวกท่านสนิทกันแล้วหรือ"

            “ก็ไม่เชิง”

            “เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ท่านก็เรียกหา เรียกใช้แต่องครักษ์เหยียน”

            “ก็ถ้าเจ้าจะเรียกใช้บ้าง ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร” หย่งฉียิ้ม “หรือว่ากลัวเขาจะเหนื่อยที่ข้าใช้งานเยอะเกินไป”

            “พี่ห้า!

            หย่งฉีหัวเราะร่วน ไม่มีครั้งไหนที่พูดถึงองครักษ์เหยียนแล้วหลิวเสี่ยวอิ๋งไม่หน้าแดง ดูอย่างไรก็รู้แน่ชัดว่านางมีใจให้องครักษ์เหยียน แต่ไม่รู้ว่านางยอมรับในความรู้สึกของตัวเองหรือยัง

            เมื่อนึกถึงองครักษ์เหยียนขึ้นมา หย่งฉีก็อดไม่ได้ที่จะนึกเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตอนนั้นเขาและองครักษ์เหยียนต่อสู้ร่วมกันได้เป็นอย่างดี เพลงกระบี่ที่ใช้ก็เป็นวิชาเดียวกัน ราวกับเป็นศิษย์พี่ ศิษย์น้องร่วมสำนัก

            ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง เช่นนั้นหรือ?

            ยังไม่ทันที่หย่งฉีจะได้คิดอะไรต่อ ไป๋เฟิ่งที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็เดินออกมาจากห้องอาบน้ำ ท่าทางของนางดูทั้งเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียเสียจนหย่งฉีนึกเป็นห่วง

            “เฟิ่งเอ๋อร์ของข้า เจ้าไม่เป็นอะไรแน่นะ ให้หมอหลวงเยี่ยตรวจดูอีกสักรอบดีหรือไม่” หย่งฉีถาม ขณะเดินเข้าไปประคองนาง

            “หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะองค์ชาย”

            “หน้าซีดถึงเพียงนี้ ยังว่าไม่เป็นอะไรอีกหรือ”

            ไป๋เฟิ่งยิ้มให้หย่งฉี นางเองก็ไม่เข้าใจว่ายามนี้ตนเป็นอะไร นางรู้เพียงแค่ว่า นางรู้สึกเหนื่อย...เหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยราวกับเพิ่งใช้เรี่ยวแรงมหาศาล ทั้งที่นางไม่ได้ทำอะไรเลย

            “คงเพราะวันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากน่ะเพคะ” หญิงสาวกล่าวเสียงอ่อน

            “เช่นนั้นท่านกับพี่ห้าก็รีบไปพักผ่อนเถิด หากพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้นก็ให้หมอหลวงเยี่ยตรวจดูอีกที” หลิวเสี่ยวอิ๋งดันไหล่พี่สะใภ้ไปหาพี่ชายเบา ๆ

            “ให้หม่อมฉันกับองค์ชายห้าไปพัก?” ไป๋เฟิ่งทวน “องค์ชายมารับหม่อมฉันเช่นเมื่อคืนที่ผ่านมาหรือเพคะ”

            “ใช่” หย่งฉียิ้ม ก่อนจะอุ้มไป๋เฟิ่งขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด

            “องค์ชาย!” ไป๋เฟิ่งรู้สึกขวยเขินไม่น้อยที่หย่งฉีทำเช่นนี้ต่อหน้าหลิวเสี่ยวอิ๋ง

            “องค์ชายห้า!

            จู่ ๆ ประตูห้องของหลิวเสี่ยวอิ๋งก็ถูกเยี่ยลี่จูเปิดออกโดยพละการ หญิงสาวเบิกตากว้างเมื่อเห็นหย่งฉีกำลังอุ้มไป๋เฟิ่งอยู่ ริมฝีปากของนางสั่นเทาขณะมองดูบุรุษที่ตนหลงรักมาหลายปีใกล้ชิดกับหญิงสาวคนอื่น

            “ไร้มารยาท!” หลิวเสี่ยวอิ๋งต่อว่าเสียงดังด้วยความโมโห “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้กล้าเปิดประตูห้องข้าโดยพละการเช่นนี้!

            คราวนี้เยี่ยลี่จูถึงกับหน้าเสีย แม้ที่ผ่านมานางกับองค์หญิงเพ่ยหลิงจะไม่ค่อยลงรอยกันนัก แต่องค์หญิงก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงอำนาจใส่นางเช่นนี้มาก่อน

            “ขอ...ขอประทานอภัยเพคะองค์หญิง” เยี่ยลี่จูคุกเข่า “หม่อมฉันได้ยินเสียงผู้ชายจึงเปิดประตูเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง”

            “เจ้าน่ะหรือเป็นห่วงข้า” หลิวเสี่ยวอิ๋งอยากจะหัวเราะ หากเยี่ยลี่จูเป็นห่วงนาง โลกนี้คงไม่มีใครคิดร้ายกับนางอีกแล้วกระมัง “คนอย่างเจ้ามีหรือจะจำเสียงพี่ห้าไม่ได้ เจ้าเพียงแค่จะเข้ามาดูว่าพี่ห้ามาทำอะไรในห้องข้าเสียมากกว่า”

            “หม่อมฉันมิกล้า”

            “กล้าหรือไม่กล้าก็เห็นกันอยู่”

            เยี่ยลี่จูมองไปยังหย่งฉี ทั้งที่นางเข้ามาอยู่ตรงนี้แล้วแท้ ๆ เขาก็ยังไม่คิดจะวางไป๋เฟิ่งลง อีกทั้งสายตาที่เขาใช้มองมาที่นางนั้นเย็นชาราวกับไม่ใช่องค์ชายห้าผู้พระทัยดีที่นางเคยรู้จัก

            “พี่ห้า ท่านกับพี่สะใภ้ไปเถอะ ข้าจะจัดการทางนี้เอง” หลิวเสี่ยวอิ๋งพูดทั้งที่สายตายังจับจ้องไปที่เยี่ยลี่จู

            “หมายความว่าอย่างไรเพคะ องค์ชายห้าจะพาไป๋เฟิ่งไปไหน” เยี่ยลี่จูถามขึ้น

            “เรื่องนี้ให้เจ้าสอดได้หรือ!” หลิวเสี่ยวอิ๋งถามเสียงแข็ง

            เยี่ยลี่จูมองไปยังหย่งฉี องค์ชายห้าเพียงแค่หมุนตัวแล้วพาไป๋เฟิ่งกระโดดออกไปทางหน้าต่างโดยไม่เหลี่ยวหลังกับมามองนางอีก

            หลิวเสี่ยวอิ๋งเดินมาหาเยี่ยลี่จูช้า ๆ ที่ผ่านมานางไม่เคยใช้อำนาจความเป็นองค์หญิงข่มใครมาก่อน แต่วันนี้หญิงสกุลเยี่ยทำเกินไปแล้วจริง ๆ ถึงขั้นกล้าเปิดประตูห้องนางโดยพละการ หากปล่อยไว้ สักวันเยี่ยลี่จูขึ้นได้ขึ้นมาเหยียบหัวนางเป็นแน่

            “องค์หญิง สองคนนั้นไปที่ใดเพคะ” เยี่ยลี่จูถามเสียงสั่น ทั้งที่ในใจพอจะเดาได้ว่าหย่งฉีจะพาไป๋เฟิ่งไปที่ใด หรือไปทำอะไร

            “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า กลับห้องไปเสีย” หลิวเสี่ยวอิ๋งว่า “แล้วก็อย่าได้คิดเอาเรื่องนี้ไปพูดให้พี่สะใภ้ข้าเสียหาย ไม่เช่นนั้น จะหาว่าข้ากับพี่ห้าใจร้ายไม่ได้”

            เยี่ยลี่จูเม้มริมฝีปากกลั้นน้ำตาแห่งความโกรธไว้

            “ทูลลาเพคะ”

            ร่างบางถวายคำนับอย่างเสียไม่ได้ แล้วจึงรีบเดินกลับห้องของนางไป นางเกลียดไป๋เฟิ่งนัก หญิงผู้นั้นมีดีอะไร องค์ชายห้าถึงยอมทำผิดธรรมเนียม ยอมทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษเพียงเพื่อให้หญิงแพศยานั่นได้มาอยู่ในอ้อมกอด

            ยิ่งคิด เยี่ยลี่จูก็ยิ่งเจ็บใจ นางมีอะไรด้อยไปกว่าไป๋เฟิ่ง เหตุใดคนเช่นนางจึงต้องมาพ่ายแพ้ให้สตรีโง่งมคนนั้นด้วย

            เหตุใดกัน...

 

            หย่งฉีลูบศีรษะไป๋เฟิ่งที่หลับสนิทแผ่วเบา เขาเป็นห่วงนางยิ่งนัก ที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินนางพูดว่าเหนื่อยแม้แต่คำเดียว แต่วันนี้นางกลับพูดว่าเหนื่อย อีกทั้งยังดูอ่อนเพลียคล้ายคนไม่สบาย พอหัวถึงหมอนก็หลับทันที จะว่านางตกใจในเหตุการณ์ต่อสู้เพียงอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะครั้งแรกที่ได้พบกัน นางก็เพิ่งจะหนีตายมาจากเหล่าปีศาจ ทั้งยังบาดเจ็บสาหัส แต่กระนั้นนางก็ยังดูไม่เหนื่อยล้าเท่านี้

            องค์ชายห้าเอื้อมมือไปจับมือข้างหนึ่งของไป๋เฟิ่งขึ้นมา มือของนางเย็นเฉียบจนน่าตกใจ เขาจึงบีบมือนางเบา ๆ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้มือนุ่ม แล้วไปหยิบเตาอุ่นมือมาวางไว้ใกล้ ๆ

            ในขณะเดียวกัน ไป๋เฟิ่งที่หลับใหลก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน นางฝันเห็นตัวเองสวมชุดสีขาวเป็นประกายดั่งไข่มุก มีเครื่องประดับศีรษะรูปหงส์ ห้อมล้อมด้วยภูตหงส์มากมาย

            แต่เหตุใดนางจึงอยู่ ณ ที่ตรงนั้น เหตุใดนางจึงดูสูงศักดิ์ราวกับว่าตนอยู่เหนือภูตหงส์ทั้งปวง

            ยิ่งมอง ไป๋เฟิ่งก็ยิ่งไม่แน่ใจว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้าเป็นใคร ใช่นางหรือเปล่า หากใช่ เหตุใดนางจึงจำไม่ได้ว่าตนเคยสวมชุดเช่นนั้น หรือแม้กระทั่งว่าเคยถูกรายล้อมด้วยภูตหงส์นับไม่ถ้วน

            แต่แล้วจู่ ๆ สตรีชุดขาวในความฝันก็ลุกขึ้นยืน แล้วหันมาหาไป๋เฟิ่ง คล้ายกำลังประสานสายตาซึ่งกันและกัน และในยามนั้นเองที่ไป๋เฟิ่งรู้สึกราวกับมีพลังมหาศาลโอบล้อมร่างของตน!

            “ไป๋เฟิ่งไป๋เฟิ่ง!” หย่งฉีเรียกอย่างตกใจ เมื่อร่างของไป๋เฟิ่งส่องประกายระยับราวกับมีเกล็ดอัญมณีจำนวนมากประดับกาย!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 190 ครั้ง

1,946 ความคิดเห็น

  1. #1868 fadiana (@fadiana) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 15:20
    555 เหนื่อยกับความซื่อของนางง
    #1868
    0
  2. #1857 หมี (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:21

    อยากให้น้องเก็บความใสซื่อไว้

    เสียดาย แต่สักวันน้องก็ต้องแมรี่ซู

    #1857
    0
  3. #1856 0123456789bbua (@0123456789bbua) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:02
    น้องไป๋ปังมาก ไม่ไหวแล้วจ้ะแม่!!
    #1856
    0
  4. #1855 qxmxi_ (@qxmxi_) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:36
    กรี๊ดดดดดดดดนางพญาแบบปังไม่ไหวเลยค่ะ????????????
    #1855
    0
  5. #956 ไอติมกะทิ (@starfly) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 18:35
    ขอบคุณที่มาคลายเครียดคะ
    #956
    1
  6. #955 kung8327 (@kung8327) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 18:32
    สู้ๆนะค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #955
    1
  7. #953 alphaa (@iamalpha) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 18:23
    ยังไม่ได้อ่านน้า เม้นให้ก่อนเลย เป็นกำลังใจให้น้า ขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ
    #953
    1
  8. #952 mewmew8361 (@mewmew8361) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 18:22
    สู้ๆนะคะไรท์
    #952
    1