ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 11 : บทที่11 พี่น้อง ( รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,765
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 183 ครั้ง
    27 ก.พ. 63

บทที่11 พี่น้อง

 

            ทางด้านหย่งฉี ภูตน้อยดูคล้ายทำตัวไม่ถูก ราวกับไม่รู้ว่าตนควรจะรู้สึกเช่นไร หรือทำตัวอย่างไรในยามนี้

            "เจ้านั่งทำหน้าตางุนงงเช่นนั้นมาสักหนึ่งเค่อได้แล้วกระมัง" หย่งฉีพูดปนหัวเราะ ขณะมองไปยังไป๋เฟิ่งอย่างเอ็นดู

            "ทีแรก คุณชายบอกจะให้ข้านอนกับคุณหนูเสี่ยวอิ๋งมิใช่หรือเจ้าคะ" ไป๋เฟิ่งถาม "คุณชายบอกถ้าใครทราบเข้าข้าจะเสียหาย แล้วเหตุใดคุณชายจึงพาข้ามานอนร่วมห้องกับคุณชายล่ะเจ้าคะ"

            คำถามของนางคล้ายตำหนิ แต่หย่งฉีทราบดีว่านางไม่ได้คิดตำหนิเขาแม้แต่น้อย เพราะแววตาใสซื่อของนางนั้น มองอย่างไรก็ไม่เห็นแววตำหนิแม้เพียงสักนิด

            "ก็จะทำเช่นไรได้ ข้านอนกับเจ้าอยู่ทุกคืน ห่างกันก็เหมือนอะไรบางอย่างขาดหายไป" หย่งฉีถอนหายใจ "หรือเจ้าไม่รู้สึกอะไร?"

            ไป๋เฟิ่งครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย

            "รู้สึกเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบ “ปกติข้าเองก็นอนกับคุณชายทุกคืน หากคุณชายไม่อยู่คงจะแปลก ๆ นะเจ้าคะ”

            หย่งฉียิ้มอย่างพอใจ เขาชอบไป๋เฟิ่งก็ตรงที่นางเป็นคนซื่อ ๆ เช่นนี้ รู้สึกอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่มีปิดบังหรือพูดไม่ตรงกับที่ใจคิด หย่งฉีสวมกอดหญิงสาวตรงหน้าอย่างรักใคร่ เดี๋ยวนี้ไป๋เฟิ่งรู้จักที่จะกอดตอบ บางครั้งยังใช้แก้มนุ่มแนบอกแกร่งของเขาด้วยท่าทีออดอ้อนอีกด้วย

            สตรี...ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเป็นภูต ยามออดอ้อนล้วนน่าเอ็นดูทั้งสิ้น

            “นอนกันเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะรีบพาเจ้าไปส่งคืนให้เสี่ยวอิ๋งแต่เช้ามืด”

            “เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งรับคำ

            หญิงสาวช่วยหย่งฉีถอดเสื้อตัวนอกออก จนเหลือเพียงเสื้อชั้นกลาง ในขณะที่หย่งฉีเองก็ช่วยนางปลดเสื้อตัวนอกออกเช่นกัน

            ดูอย่างไรก็เหมือนคู่สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานไม่มีผิด

            “เจ้าเคยถามข้าเรื่อง อุ่นเตียง’ แต่จำได้ว่าข้ายังไม่เคยบอกเจ้าใช่หรือไม่” หย่งฉีถามพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            “คุณชายบอกเพียงว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของชายหญิงเวลาอยู่บนเตียงเจ้าค่ะ”

            “อยากรู้หรือไม่ว่าเขาทำเช่นไร”

            “อยากเจ้าค่ะ” เสียงใสตอบ สีหน้าท่าทางอยากรู้อยากเห็นจนหย่งฉีต้องหัวเราะออกมาเบา ๆ

            “เกรงว่าถ้าทำจริง ข้าคงไม่ใช่สุภาพบุรุษอีกต่อไป” ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แค่ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ความเป็นสุภาพชนของข้าก็แทบไม่เหลือแล้ว”

            “เหตุใดล่ะเจ้าคะ”

            “เพราะมันเป็นสิ่งที่สามีภรรยากันเท่านั้นที่จะทำได้ ข้าพูดเช่นนี้เจ้าพอเข้าใจหรือไม่”

            ไป๋เฟิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานนางก็พยักหน้ารับด้วยท่าทีกระตือรือล้น

            “เข้าใจเจ้าค่ะ เข้าใจ” นางตอบ “เหมือนพวกหงส์เวลาจะสืบพันธุ์ใช่หรือไม่เจ้าคะ”

            หย่งฉีถึงกับสำลัก!

            สืบพันธุ์…นางใช้คำว่าสืบพันธุ์!!

            “คุณชาย เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งถามเมื่อเห็นสีหน้าเหมือนคนยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกของหย่งฉี

            องค์ชายห้ายิ้มเจื่อน แต่เอาเถอะ อย่างน้อยนางก็ไม่ได้ใช้คำว่า...ผสมพันธุ์ ไม่อย่างนั้นเขาคงรู้สึกอนาถใจยิ่งกว่านี้

            “ข้าไม่เป็นไร” ชายหนุ่มตอบตอบ “คำว่าอุ่นเตียง ก็มีความหมายคล้าย ๆ กับการ…สืบพันธุ์ของพวกหงส์นั่นแหละ”

            หย่งฉีรู้สึกกระดากเล็กน้อยเมื่อต้องเปรียบเทียบเรื่องบนเตียงของมนุษย์อย่างตนกับการผสมพันธุ์ของสัตว์

            “เราจะทำเช่นนั้นกันหรือเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งถาม

            “เจ้าอยากทำหรือไม่ล่ะ?” หย่งฉีถามด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม สีหน้าท่าทางดูไม่น่าไว้ใจอย่างที่ไป๋เฟิ่งไม่เคยเห็นมาก่อน

            ภูตสาวแก้มแดงระเรื่อ

            “จะทำได้อย่างไรเ เรายังไม่ใช่สามีภรรยากันเสียหน่อย”

            หย่งฉีหัวเราะเบา ๆ

            “นั่นสินะ” องค์ชายห้าถอนหายใจอีกครั้ง ท่าทางเสียดายไม่น้อยทีเดียว ไป๋เฟิ่งเห็นดังนั้นก็รีบไปกอดแขนเขาไว้ราวกับจะเอาอกเอาใจ

            “คุณชายอย่าได้อารมณ์เสีย” นางแนบแก้มนุ่มนิ่มลงบนท่อนแขนแข็งแกร่ง พร้อมกันช้อนสายตาขึ้นมองเขาอย่างออดอ้อน

            “ข้าไม่ได้อารมณ์เสีย” แค่ผิดหวังนิดหน่อยก็เท่านั้น

            “เช่นนั้นเราเข้านอนกันดีหรือไม่เจ้าคะ” ภูตสาวถาม

            “เอาสิ”

            ไป๋เฟิ่งเดินกอดแขนหย่งฉีไปที่เตียง องค์ชายห้าอดยิ้มไม่ได้กับท่าทางของนาง เดี๋ยวนี้รู้จักอ้อน อีกไม่นานคงรู้จักประจบ นางคิดจะทำให้เขาหลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยหรือไง

            ไป๋เฟิ่งนอนหนุนบนอกของหย่งฉี ทั้งยังเอื้อมมือมากอดเขาไว้อย่างเอาใจ เพื่อทดแทนที่นางปฏิเสธ เรื่องนั้น’ กับเขา

            “เดี๋ยวนี้ภูตน้อยแสนซื่อเริ่มจะร้ายกาจขึ้นใหญ่แล้วนะ” หย่งฉีเอ่ยยิ้ม ๆ

            “คุณชายไม่ชอบหรือเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งทำอย่างไม่มั่นใจ คิดจะชักมือออก หากหย่งฉีกลับจับมือนางไว้

            “ข้าพูดสักคำหรือว่าไม่ชอบ”

            “ก็คุณชาย…”

            “ข้าชอบทุกอย่างที่เจ้าทำ” หย่งฉีพูดแทรก แล้วจึงก้มลงประทับจุมพิตไป๋เฟิ่งผ่านเส้นผมหอมกรุ่นของนาง

            “ข้าก็ชอบทุกอย่างที่ท่านทำให้ข้าเช่นกันเจ้าค่ะ” นางกอดเขาแน่นขึ้น ทั้งยังเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้หย่งฉี

            แม้จะเห็นรอยยิ้มนั้นได้เพียงเลือนรางในความมืด แต่รอยยิ้มนั้นก็กระจ่างใสจนหย่งฉีสามารถมองได้อย่างไม่รู้สึกเบื่อ

            ในค่ำคืนมืดมิด ชายหนุ่มและหญิงสาวนอนอยู่เคียงข้างกันอย่างมีความสุข ตรงข้ามกับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนปีศาจที่กำลังพิโรธจัดจนแดนปีศาจแทบจะลุกเป็นไฟ!

 

            “มีแต่พวกไม่เอาไหน!!

            เยวี๋ยนหลี่จวินอาละวาดทำลายรูปสลักหินล้มระเนระนาด บรรดาปีศาจตนอื่น ๆ ต่างพากันหมอบกราบแทบพื้น เนื้อตัวสั่นเทา ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำพูดใดมาเพิ่มแรงโทสะให้เยวี๋ยนหลี่จินแม้แต่คำเดียว

            “ส่งทหารชั้นต่ำออกไป แม้พบตัวไป๋เฟิ่ง แต่ก็ทำร้ายนางจนบาดเจ็บสาหัส จนนางต้องหนีตายอย่างจนตรอกไปถึงแดนมนุษย์ พอดีส่งมือดีออกไปก็เงียบหาย แค่ภูตหงส์คนเดียว ไม่มีปัญญาจับมากันหรือยังไง!

            “ฝ่าบาทต้องการให้กระหม่อมส่งคนของเราไปตามหาภูตไป๋เฟิ่งในแดนมนุษย์หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ปีศาจตนหนึ่งเอ่ยถามกล้า ๆ กลัว ๆ

            “พวกหน้าโง่!” เยวี๋ยนหลี่จวินใช้หลังมือตบสมุนของตนกระเด็นไปไกลหลายจั้ง “หากทำเช่นนั้นแล้วชาวสวรรค์จะไม่ฉวยโอกาสเปิดสงครามกับเรา ข้าส่งพวกเจ้าออกไปนานแล้ว!

            ไม่ใช่ปีศาจทุกตนที่จะสามารถผนึกพลังปีศาจของตนไว้ เพื่อให้กลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเดินดินได้อย่างที่เยวี๋ยนหลี่เฉียงทำ หากส่งพวกปีศาจเข้าไปในแดนมนุษย์ คงหนีไม่พ้นต้องทำสงครามกับชาวสวรรค์ ซึ่งแดนปีศาจไม่พร้อม...จนกว่าเขาจะได้ภูตไป๋เฟิ่งมาไว้ในกำมือ!

            “พวกเจ้าออกไปให้หมด ยกเว้นจงเฟิ่งอิ่ง!” เยวี๋ยนหลี่จวินตวาดไล่

            บรรดาปีศาจทั้งหมดต่างพากันหนีจากพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิที่กำลังพิโรธ ยกเว้นจงเฟิ่งอิ่ง ผู้เป็นแม่ทัพปีศาจที่ยังรั้งอยู่

            “เจ้าคิดว่าเยวี๋ยนหลี่เฉียงจะทรยศข้าหรือไม่” เยวี๋ยนหลี่จวินถาม

            “กระหม่อมไม่กล้าพูด” จงเฟิ่งอิ่งค้อมศีรษะลง

            “ข้าสั่งให้พูด เจ้าก็พูด!

            “ทูลฝ่าบาท เดิมทีหลิวเหว่ยอ๋องก็หาใช่ปีศาจเต็มตัว หากแต่เป็นครึ่งเซียนครึ่งปีศาจ กระหม่อมคิดว่ามีโอกาสที่หลิวเหว่ยอ๋องจะคิดทรยศฝ่าบาทโดยการพาภูตไป๋เฟิ่งไปส่งให้แดนสวรรค์ เพื่อให้ได้เป็นเซียนเต็มตัวก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”

            “แต่เยวี๋ยนหลี่เฉียงยังไม่รู้ความลับเรื่องเกี่ยวกับภูตไป๋เฟิ่ง”

            “ก็ยังไม่แน่หรอกพ่ะย่ะค่ะ บางทีอาจมีชาวสวรรค์บางคนบอกความลับนี้แก่หลิวเหว่ยอ๋องแล้วก็เป็นได้”

            “เจ้าหมายถึงมหาเทพเหวินเต๋อ?” เยวี๋ยนหลี่จินถาม พลางส่ายหน้าช้า ๆ “นี่เป็นความลับสวรรค์ ขนาดเทพเสวี่ยฮวา แม่ของเยวี๋ยนหลี่เฉียงถูกข้าทรมานจนตาย นางยังไม่ยอมปริปากพูดเรื่องนี้ แล้วมหาเทพเหวินเต๋อมีหรือจะยอมปริปาก”

            เยวี๋ยนหลี่จวินได้แต่คิดอย่างคับแค้นใจ หากแม้มิใช่เพราะอดีตจักรพรรดิปีศาจผู้เป็นบิดาของเขารักโอรสครึ่งปีศาจอย่างเยวี๋ยนหลี่เฉียง ป่านนี้คงไม่มีหลิวเหว่ยอ๋องอยู่บนโลกนี้แล้ว!

            “ฝ่าบาทอย่าเสียงดังไปพ่ะย่ะค่ะ เกรงว่าจะมีใครได้ยินแล้วเอาไปทูลให้หลิวเหว่ยอ๋องทราบ” จงเฟิ่งอิ่งเตือน

            “ใครกล้าทำ ข้าจะสับมันเป็นหมื่น ๆ ชิ้น!” เยวี๋ยนหลี่จวินพูดเสียงดังอย่างไม่เกรงกลัว

            “ยามนั้น เทพเสวี่ยฮวาพยายามทุกอย่างเพื่อหาทางบอกหลิวเหว่ยอ๋องว่า พญาหงส์จักรพรรดินีลงมาเกิดเป็นภูตไป๋เฟิ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่าหลิวเหว่ยอ๋องจะรู้เรื่องนี้แล้ว” จงเฟิ่งอิ่งออกความเห็น

            “เป็นไปไม่ได้” เยวี๋ยนหลี่จวินปฏิเสธ “หากเยวี๋ยนหลี่เฉียงรู้เรื่องนี้ ก็ต้องรู้เรื่องที่เทพเสวี่ยฮวาถูกข้าทรมานจนตาย แล้วก็คงจะบุกมาฆ่าข้าไปแล้ว

            “เช่นนั้น เป็นไปได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ว่าหลิวเหว่ยอ๋องจะตกหลุมรักภูตไป๋เฟิ่ง จึงไม่ยอมพานางกลับมาหาฝ่าบาท”

            “ก็เป็นไปได้” เยวี๋ยนหลี่จวินครุ่นคิด “ภูตไป๋เฟิ่งรูปร่างหน้าตางดงามสะคราญโฉม แต่โดยปกติเยวี๋ยนหลี่เฉียงก็แยกแยะระหว่างหน้าที่กับความต้องการส่วนตัวได้”

            “วีรบุรุษยากผ่านด่านหญิงงาม หลิวเหว่ยอ๋องเองก็เป็นบุรุษคนหนึ่ง” จงเฟิ่งอิ่งกล่าว “กระหม่อมยินดีรับหน้าที่ไปตามหาหลิวเหว่ยอ๋องและภูตไป๋เฟิ่งในแดนมนุษย์พ่ะย่ะค่ะ”

            “เจ้าผนึกพลังปีศาจไม่ได้อย่างเยวี๋ยนหลี่เฉียง หากก้าวล้ำเข้าไปในแดนมนุษย์ สวรรค์ย่อมต้องรู้”

            “แม้กระหม่อมจะผนึกพลังปีศาจไว้ไม่ได้ แต่ฝ่าบาททรงช่วยได้”

            เยวี๋ยนหลี่จวินมองจงเฟิ่งอิ่งคล้ายพยายามจะอ่านใจ

            “บอกข้ามาจงเฟิ่งอิ่ง แท้จริงแล้วเจ้าประสงค์สิ่งใด” เยวี๋ยนหลี่จวินถามเสียงเย็น “หรือว่าเจ้าเองก็ปรารถนาจะได้พลังของพญาหงส์ที่ซ่อนอยู่ในร่างของภูตไป๋เฟิ่ง”

            จงเฟิ่งอิ่งรีบคุกเข่าพร้อมประสานมือขึ้นทันที

            “ฝ่าบาท กระหม่อมมิกล้า”

            “เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใด”

            “กำจัดหลิวเหว่ยอ๋อง!

            เยวี๋ยนหลี่จวินยิ่งไปเมื่อได้ยินถึงความต้องการของแม่ทัพแดนปีศาจ

            “เจ้ากับน้องข้ามีความแค้นใดต่อกัน?”

            “หลิวเหว่ยอ๋องทำให้ภรรยาของข้าต้องตาย” จงเฟิ่งอิ่งพูดอย่างเจ็บแค้น “ข้าไม่รู้ว่าเขาล่อลวงภรรยาข้าอย่างไร นางจึงได้หลงใหลในตัวเขา พร่ำเพ้อถึงแต่เขา สุดท้ายข้าก็ต้องลงมือฆ่านังแพศยานั่น เพื่อไม่ให้นางส่งเสียงร่ำร้องเรียกหาหลิวเหว่ยอ๋องได้อีกต่อไป เขาทำให้ข้าต้องฆ่าฮูหยินที่อยู่กินกันมาถึงสามร้อยปี ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของเขาทั้งสิ้น!

            ที่ผ่านมา เยวี๋ยนหลี่จวินทราบเพียงว่าจงเฟิ่งอิ่งฆ่าภรรยาของตนเพราะมีเรื่องขัดใจกัน แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวพันกับเยวี๋ยนหลี่เฉียง

            ในที่สุด มุมปากของเยวี๋ยนหลี่จวินก็ยกโค้งเป็นรอนยิ้ม

            “เช่นนั้น เจ้ากับข้าก็มีศัตรูคนเดียวกัน” เยวี่ยนหลี่จวินว่า “เทพเสวี่ยฮวาทำให้บิดาข้าลุ่มหลงจนหลงลืมมารดาข้า ยามที่นางมีโอรสก็ยิ่งรักเพียงโอรสของนาง หากมิใช่เพราะเยวี๋ยนหลี่เฉียงเป็นครึ่งเซียนครึ่งปีศาจ ป่านนี้บิดาข้าคงแต่งตั้งไอ้ลูกสนมนั่นเป็นรัชทายาท ให้มันครองแดนปีศาจไปแล้ว!”

            นัยน์ตาของเยวี๋ยนหลี่จวินฉายแววเคียดแค้นชิงชังอย่างไม่คิดปิดบังอีกต่อไป ที่ผ่านมาที่เขาฝืนใจทำดีต่อเยวี๋ยนหลี่เฉียงก็เพราะอนุชาผู้นั้นยังมีประโยชน์กับตน ทั้งฝีมือการต่อสู้และความเฉลียวฉลาด และในขณะเดียวกันเยวี๋ยนหลี่จวินก็คิดเสมอว่า หากยึดครองแดนสวรรค์ แดนมนุษย์ และแดนนรกภูมิได้เมื่อไหร่ คนแรกที่เขาจะกำจัดก็คือเยวี๋ยนหลี่เฉียง

            เยวี๋ยนหลี่จวินไม่เอื้อนเอ่ยคำใด มือหยาบกร้านกางออกคล้ายกรงเล็บพญาเหยี่ยว จงเฟิ่งอิ่งเจ็บปวดคล้ายร่างกำลังถูกฉีกกระชาก กลุ่มควันสีดำทะมึนที่ถูกดึงจากร่างรวมกลุ่มกันเป็นรูปงูดำ แล้วจึงเลื้อยไปพันรอบแขนของจงเฟิ่งอิ่ง และการเป็นรอยสักรูปงูสีดำสนิท

            “ข้าผนึกพลังเจ้าไว้ในรอยสักนั่น หากแม้เจ้าต้องการกลับมาใช้พลังปีศาจ จงกรีดที่รอยสักนั่น”

            จงเฟิ่งอิ่งมองรอยสักรูปงูดำบนแขนของตนด้วยความพอใจ เขาทราบดีว่าเยวี๋ยนหลี่จวินต้องใช้พลังมากทีเดียวในการผนึกพลังปีศาจของเขา แต่เยวี๋ยนหลี่จวินก็ยังทำ

            ดูเหมือนจักรพรรดิปีศาจจะเกลียดชังน้องชายร่วมสายเลือดผู้นี้มากทีเดียว!

            “ยามนี้เจ้ากับเยวี๋ยนหลี่เฉียงต่างก็เป็นมนุษย์ ไม่มีพลังปีศาจ เจ้าไม่เสียเปรียบเยวี๋ยนหลี่เฉียงในการต่อสู้อีกต่อไป จงฆ่ามัน แล้วนำภูตไป๋เฟิ่งมาให้ข้า!

            “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!

 

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงที่กำลังนอนหลับลืมตาขึ้น

            แม้จะอยู่ห่างไกลจากแดนปีศาจอย่างไม่อาจวัดระยะทาง แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าเยวี๋ยนหลี่จวินเพิ่งใช้พลังมหาศาลในแดนปีศาจ เยวี๋ยนหลี่เฉียงขมวดคิ้วน้อย ๆ ขณะลุกเตียงมายืนที่ริมหน้าต่าง

            ดวงจันทร์ที่เคยสดใสกลับหมองคล้ำราวกับกำลังเตือนภัย เยวี๋ยนหลี่เฉียงสังหรณ์ใจว่าสิ่งที่ผู้เป็นพี่กำลังทำ อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตน

            ตั้งแต่เล็กจนโต เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็รู้สึกมาตลอดว่าเยวี๋ยนหลี่จวินนั้นไว้ใจไม่ได้ เขาสงสัยว่าการตายของผู้เป็นแม่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับพี่ชาย ทำให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงไปยอมละทิ้งแดนปีศาจไปไหน และแสร้งทำเป็นจงรักภักดีต่อจักรพรรดิปีศาจ เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจระหว่างที่เขากำลังสืบเรื่องการตายของเทพเสวี่ยฮวาอย่างลับ ๆ

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงกุมจี้หยกขาวสลักลายเสวี่ยฮวาที่ไว้ในมือ นี่เป็นของชิ้นสุดท้ายที่แม่ของเขามอบไว้ให้ก่อนตาย เขารู้ว่ามันต้องมีความหมายบางอย่าง หรือความสำคัญบางประการ เพียงแต่เขายังไม่พบคำตอบเท่านั้น

            แต่เขาจะหาคำตอบนั้นมาให้ได้!

 

            เมื่อถึงยามอิ๋น ( ประมาณ 03.00 - 04.59 น ) หลิวเสี่ยวอิ๋งก็ถูกปลุกให้ตื่นโดยพี่ชาย เมื่อหย่งฉีพาไป๋เฟิ่งที่ยังหลับสนิทมาส่ง

            ทีคนรักของตนไม่ยอมปลุก อุ้มมาทั้งที่ยังหลับ แต่กลับมาปลุกน้อง มันน่านัก!

            “ไม่ปลุกพี่สะใภ้ แต่ปลุกข้าแทน พี่ชายของข้าช่างรักข้าเสียจริง” หลิวเสี่ยวอิ๋งอดไม่ได้ที่จะประชด

            “น้องสาวคนดีของข้าอย่าได้น้อยใจไป ก่อนหน้านี้พี่ชายรักเจ้าที่สุดในบรรดาน้อง ยามนี้ขอแบ่งความรักมาให้พี่สะใภ้บ้างสักหน่อยเถิด” หย่งฉีตอบเสียงค่อยอย่างอารมณ์ดี ขณะวางไป๋เฟิ่งลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล

            “ว่าแต่เจ้าเถอะเสี่ยวอิ๋ง เมื่อคืนได้เรียกองครักษ์ของข้ามาคุยเป็นเพื่อนหรือไม่” ผู้เป็นพี่ถาม

            ยังจะมีหน้ามาถาม!

            “ท่านเป็นพี่ข้า แต่กลับส่งบุรุษมาหาข้าถึงห้อง ข้าอยากจะตีทั้งท่าน ทั้งองครักษ์ของท่านจริง ๆ!” หลิวเสี่ยวอิ๋งต่อว่า แต่หย่งฉีกลับหัวเราะ

            “เสี่ยวอิ๋ง ข้าถามจริง ๆ นะ เจ้าชอบองครักษ์เหยียนหรือเปล่า”

            “พูดอะไรของท่าน!” หลิวเสี่ยวอิ๋งถามเสียงสูง ทว่าอาการหน้าแดงของนางนั้นเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับหย่งฉี

            “รู้อะไรไหม เจ้าหน้าแดงทุกครั้งที่อยู่ใกล้องครักษ์เหยียน” หย่งฉียิ้ม

            “พี่ห้าล้อข้าเล่นแล้ว”

            “นอกจากเวลาอยู่ใกล้เขา เวลาพูดถึงเขา เจ้าก็หน้าแดงด้วย”

            “ไม่จริง!” หลิวเสี่ยวอิ๋งปฏิเสธ แม้ว่าจะรู้สึกร้อนที่สองข้างแก้มก็ตาม

            “ถ้าเจ้าว่าไม่ก็ไม่” หย่งฉีพูดอย่างอารมณ์ดี “แต่ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ อย่าลืมบอกข้าให้รู้บ้างล่ะ”

            “พี่ห้า!

            หย่งฉีหัวเราะร่วนขณะเดินกลับไปที่หน้าต่าง

            “ข้าไปล่ะ ฝากไป๋เฟิ่งด้วย”

            “ฮึ!

 

            เมื่อถึงยามเฉิน ( ประมาณ 07.00 - 08.59 น. ) ทุกคนก็มาร่วมรับประทานอาหารที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมไว้ให้ หลิวเสี่ยวอิ๋งแทบไม่พูดไม่จาเมื่อทราบว่าหย่งฉีเรียกให้องครักษ์เหยียนมาร่วมโต๊ะด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างนางกับองครักษ์ผู้นั้นเกินเลยถึงขั้นจูบ และนางไม่รู้ว่าควรรู้สึกเช่นไรกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้

            “เอ้า กินเยอะ ๆ” หย่งฉีคีบอาหารให้หลิวเสี่ยวอิ๋ง “มัวแต่นั่งเหม่ออะไรอยู่”

            “ข้าไม่ได้เหม่อเสียหน่อย” หลิวเสี่ยวอิ๋งเถียง หางตามองเห็นว่าองครักษ์เหยียนกำลังมองมาที่นาง

            “แต่ข้าเห็นเจ้านั่งเขี่ยข้าวมาสักพักแล้วนะ”

            “อาหารไม่ถูกปากหรือขอรับคุณหนู” ผู้ตรวจการถามอย่างไม่สบายใจ

            “ท่านผู้ตรวจการอย่าได้กังวล อาหารเหล่านี้รสชาติดี” หลิวเสี่ยวอิ๋งยิ้มให้ผู้ตรวจการหนุ่มวัยประมาณยี่แปดปีเห็นจะได้  ผู้ตรวจการมองรอยยิ้มสดใสนั้นแล้วนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย หากไม่ใช่เพราะเขาแต่งงานมีภรรยาแล้ว อีกทั้งยังมีอนุภรรยาอีกถึงสี่คน เขาคงต้องหาทางเชื่อมวาสนากับองค์หญิงเพ่ยหลิงผู้นี้เป็นแน่

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงเห็นสายตาที่ผู้ตรวจการมองหลิวเสี่ยวอิ๋งแล้วเข้าใจเป็นอย่างดี เขามองผู้ตรวจการด้วยสายตาเยือกเย็นเป็นเชิงปราม ผู้ตรวจการเห็นสายตาขององครักษ์ที่มองมายังตนก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งกาย หรือว่าสายตาที่เขาใช้มององค์หญิงเมื่อครู่จะดูไม่เหมาะสม องครักษ์ผู้นี้จึงได้มองเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเช่นนั้น!

            ผู้ตรวจการหนุ่มเลือกที่จะหลบสายตาเยวี๋ยนหลี่เฉียง หย่งฉียังคงแกล้งหยอกล้อกับหลิวเสี่ยวอิ๋งไปเรื่อย เรียกเสียงหัวเราะจากเฉียนหลงและคนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี เยวี๋ยนหลี่เฉียงมองสองพี่น้องต่างสายเลือดพูดคุยกันด้วยความสนิทสนมแล้วอดนึกถึงตนกับเยวี๋ยนหลี่จวินไม่ได้

            ตั้งแต่เล็กจนโต ทั้งเยวี๋ยนหลี่เฉียงและเยวี๋ยนหลี่จวินต่างไม่เคยมีช่วงเวลาดี ๆ ดังเช่นพี่น้องทั่วไปเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเกิดจากมารดาคนละคน เยวี๋ยนหลี่จวินเกิดจากจักรพรรดินี ในขณะที่แม่ของเขาเป็นเซียนชั้นสูงนามเทพเสวี่ยฮวา ใคร ๆ ต่างรู้ดีว่า จักรพรรดิปีศาจรักเพียงเทพเสวี่ยฮวา เหตุที่แต่งตั้งนางเป็นจักรพรรดินีไม่ได้ ก็เพราะเทพเสวี่ยฮวาไม่ใช่ปีศาจ

            ทั้งเยวี๋ยนหลี่เฉียงและเยวี๋ยนหลี่จวินต่างเติบโตมาอย่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน หากจะเรียกว่าเป็นพี่น้องกันเพียงในนามก็คงไม่ผิด แต่มหาเทพเหวินเต๋อผู้เป็นอาจารย์ของเขาเคยบอกไว้ว่า สักวันเขาจะพบเจอกับผู้ไม่ใช่พี่น้องร่วมสายโลหิต แต่จะผูกพันกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ ๆ อย่างเยวี๋ยนหลี่จวิน

            ผูกพันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ ๆ อย่างนั้นหรือ?

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงจำได้ว่าเขาเคยหัวเราะให้กับเรื่องนี้หลายครั้ง ชีวิตนี้มีเพียงสามคนที่เขารู้สึกผูกพันด้วย คนหนึ่งเทพเสวี่ยฮวาผู้เป็นมารดา อีกคนคืออดีตจักรพรรดิปีศาจผู้เป็นบิดา และคนสุดท้ายคือมหาเทพเหวินเต๋อ และเขาไม่คิดว่าตนต้องการใครอื่นนอกเหนือจากนี้

            แต่บางที...ก็อาจจะยกเว้นบางคน

 

            กระทั่งรับประทานมื้อเช้าเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เฉียนหลงและคณะผู้ตามเสด็จจึงออกจากจวนผู้ตรวจการ แล้วออกเดินทางลงใต้ต่อ วันนี้เฉียนหลงเลือกที่จะขี่ม้าไปกับคนอื่น ๆ หลิวเสี่ยวอิ๋งจึงออกมาขี่ม้าตามหลังเฉียนหลง นางขี่ม้าได้ดีจนแม้แต่บุรุษบางคนยังอาย หย่งฉีนึกเป็นห่วงไป๋เฟิ่งที่อยู่ตามลำพังในรถม้ากับเยี่ยลี่จู เขาพยายามมากระซิบหลิวเสี่ยวอิ๋งให้กลับไปอยู่ในรถม้าเป็นเพื่อนไป๋เฟิ่ง ทว่าหลิวเสี่ยวอิ๋งกลับหัวเราะ

            “พี่ห้า แทนที่ท่านจะห่วงพี่สะใภ้ ข้าว่าท่านห่วงเยี่ยลี่จูจะดีกว่า”

            “เจ้าหมายความว่ายังไง” หย่งฉีขมวดคิ้ว

            “พี่สะใภ้น่ะรับมือกับเยี่ยลี่จูได้อย่างที่ท่านนึกไม่ถึงเชียวล่ะ” หลิวเสี๋ยวอิ๋งยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าไม่เชื่อ ตอนถึงจุดพัก ท่านลองดูก็แล้วกันว่า คนที่ลงมาจากรถม้า ใครคือคนที่ยิ้ม และใครคือคนที่ยิ้มไม่ออก”

            หย่งฉีไม่เข้าใจที่หลิวเสี่ยวอิ๋งพูดนัก แต่เขาก็รู้ดีว่าหลิวเสี่ยวอิ๋งชอบไป๋เฟิ่ง นางไม่มีทางทิ้งไป๋เฟิ่งไว้ตามลำพังกับเยี่ยลี่จู หากไม่มั่นใจว่าไป๋เฟิ่งจะรับมือกับเยี่ยลี่จูได้

            ในเมื่อน้องสาวของเขายังเชื่อมั่นในตัวไป๋เฟิ่ง เขาเองก็ควรจะเชื่อในตัวนางเช่นกัน

            คุยกันอยู่ไม่นาน หลิวเสี่ยวอิ๋งก็ควบม้าไปข้างหน้าข้าง ๆ เฉียนหลง คุยประจบให้พระองค์อารมณ์ดีอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงถอยหลังออกมาเพื่อให้หย่งฉีและขุนนางคนอื่นได้เข้าไปคุยเรื่องที่เป็นงานเป็นการแทน

            เมื่อหลิวเสี่ยวอิ๋งถอยมาอยู่เบื้องหลัง เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็ควบม้าขึ้นมาอยู่เคียงข้างนาง หลิวเสี่ยวอิ๋งมองเห็นหางตาแต่ไม่แน่ใจ จึงต้องหันไปมองชัด ๆ ทันทีที่เห็นว่าเป็นเยวี๋ยนหลี่เฉียง นางก็ไม่พูดอะไร จะควบม้าหนีไปทางอื่นก็เกรงจะเป็นที่ผิดสังเกตของคนอื่น ตัวเยวี๋ยนหลี่เฉียงเองก็ไม่ได้เหลียวมามองนาง สายตาของเขาจับจ้องไปข้างหน้าราวกับมีสิ่งใดให้ครุ่นคิด หญิงสาวจึงลอบมองเขาโดยการเหลือบมองหางตาหลายต่อหลายครั้ง และพบว่าสายตาขององครักษ์หนุ่มจับจ้องไปที่หย่งฉี

            หรือว่าจะเป็นการคอยระวังภัยให้หย่งฉีในฐานะองครักษ์?

            ไม่นานนัก เยวี๋ยนหลี่เฉียงที่รู้สึกตัวว่ากำลังถูกมองอยู่ก็หันมามองหลิวเสี่ยวอิ๋ง

            “คุณหนูมีอะไรกับข้าหรือ?” เยวี๋ยนหลี่เฉียงถาม

            “เจ้ามองพี่ข้าทำไม” หลิวเสี่ยวอิ๋งถาม

            “แล้วท่านล่ะ ลอบมองข้าด้วยเหตุอันใด”

            “ใครมองเจ้ากัน!

            “ถ้าท่านไม่มองข้า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังมองคุณชาย”

            “ข้า... ข้า...” หลิวเสี่ยวอิ๋งคิดคำตอบไม่ออก “ข้าไม่อยากคุยกับเจ้าแล้ว น่าเบื่อ!

            ว่าแล้วหลิวเสี่ยวอิ๋งก็ควบม้าไปข้างหน้าโดยไม่กล้าเหลียวมองเยวี๋ยนหลี่เฉียงอีก ชายหนุ่มได้แต่หัวเราะในลำคอเบา ๆ ขณะมองตามหลิวเสี่ยวอิ๋งควบม้าไปหาพี่ชายของนาง

            “องครักษ์เหยียน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียก เมื่อเยวี๋ยนหลี่เฉียงหันไปมองก็พบกับเยี่ยจิน พี่ชายของเยี่ยลี่จูนั่นเอง

            “คุณชายเยี่ย” เยวี๋ยนหลี่เฉียงเรียกตอบ “มีอะไรกับข้าหรือ?”

            “เจ้าเป็นองครักษ์ของคุณชายห้า คุณหนูเสี่ยวอิ๋งถือได้ว่าเป็นนายคนหนึ่ง จงอย่าได้คิดอะไรเกินเลยกับนาง” เยี่ยจินกล่าวเสียงเรียบ

            เพียงเท่านี้เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็พอจะมองออกแล้วว่าเยี่ยจินต้องมีใจให้หลิวเสี่ยวอิ๋งอย่างแน่นอน พี่น้องสกุลเยี่ยช่างเหมือนกันนัก คนพี่ชอบองค์หญิงเพ่ยหลิง คนน้องชอบองค์ชายห้า!

            “แล้วเจ้าอาศัยอะไรมาสั่งข้า” เยวี๋ยนหลี่เฉียงถามกลับอย่างไม่กลัวเกรง

            คนผู้นี้มีอะไรให้เขากลัวกัน

            เยี่ยจินดูเหมือนต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวที่จะปั้นสีหน้าให้เป็นปกติ

            “ข้าก็แค่เตือนให้เจ้ารู้ถึงฐานะของตัวเองกับฐานะของนาง”

            “ไม่ใช่เพราะเจ้ามีใจให้นางหรอกหรือ?” เยวี๋ยนหลี่เฉียงกระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

            “เจ้า!

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงลดเสียงลงเรียกได้ว่าเป็นเสียงกระซิบ

            “หากจะสู้กัน ก็สู้กันอย่างลูกผู้ชายเถิด ข้ากับเจ้าฐานะเสมอกัน เจ้าเป็นขุนนางราชสำนัก ส่วนข้าเป็นราชองครักษ์ ดังนั้น อย่าได้เอาเรื่องฐานะมาขู่ข้าเลย”

            “...”

            “หากเป็นเรื่องอื่น ข้าคร้านจะสู้รบกับเจ้าให้เวลา แต่หากเป็นเรื่องของเสี่ยวอิ๋ง...ข้าสู้ไม่ถอยแน่!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 183 ครั้ง

1,946 ความคิดเห็น

  1. #1854 Sweetsmile2557 (@Sweetsmile2557) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:22

    อย่ามาขวางทางรักของข้า....หลี่เฉียงกล่าวไว้ 5555

    #1854
    0
  2. #816 alphaa (@iamalpha) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 11:23
    สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ ของให้คุณพ่อดีขึ้นเรื่อยๆนะคะ
    #816
    0