ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 10 : บทที่10 หัวขโมย ( รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 184 ครั้ง
    26 ก.พ. 63

บทที่10 หัวขโมย

 

            ระหว่างที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น เด็กชายที่ขายพัดให้หลิวเสี่ยวอิ๋งก็วิ่งตามชายกลุ่มหนึ่งด้วยน้ำตานองหน้า มือเล็ก ๆ พยายามดึงเสื้อของชายเหล่านั้นอย่างวิงวอน แต่กลับถูกผลักลงบนพื้นอย่างไร้ซึ่งความปราณี

            “เจ้าหนู!” หลิวเสี่ยวอิ๋งร้องอย่างตกใจ รีบก้มลงประคองเด็กชายขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้น”

            “พี่สาว” เด็กชายร้องไห้โฮ “พวกเขาเอาเงินที่พี่สาวให้ข้าไป พวกเขาเอาไปหมดแล้ว”

            “ว่าไงนะ!” หลิวเสี่ยวอิ๋งหันไปหาชายกลุ่มดังกล่าว “สารเลวพวกเจ้าแย่งเงินเด็กตัวเล็ก ๆ ได้ยังไง!

            ชายสามสี่คนที่แย่งเงินเด็กชายขายพัดหันมามองตามเสียงหวานที่ตะโกนใส่พวกเขาอย่างเกรี้ยวกราด ครั้นเมื่อเห็นหลิวเสี่ยวอิ๋งในชุดสีฟ้าท่าทางเอาเรื่อง ชายเหล่านั้นก็พากันยิ้มยั่ว

            “แม่นางผู้นี้ ไม่ทราบว่าพวกเราทำอะไรให้ไม่พอใจอย่างนั้นหรือ” ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ย

            หลิวเสี่ยวอิ๋งมองตอบด้วยสายตารังเกียจ

            “ยังจะมีหน้ามาถาม พวกเจ้ามันต่ำช้า แย่งได้แม้แต่เงินของเด็ก!” นางตะคอก “คืนเงินมาเดี๋ยวนี้!

            “ถ้าเราไม่คืนล่ะ”

            “ข้าก็มีวิธีทำให้พวกเจ้าคืน” หลิวเสี่ยวอิ๋งพูดเสียงแข็ง ชายทั้งกลุ่มจึงพากันหัวเราะ

            “ข้าชักจะชอบแม่นางคนนี้แล้วสิ” ชายท่าทางกักขฬะก้าวเข้ามาหาหลิวเสี่ยวอิ๋ง แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยเรียกเหล่าองครักษ์ น้ำเสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งก็เอ่ยขึ้น

            “หากเข้าใกล้นางอีกเพียงก้าวเดียว เจ้าได้ตายอย่างทรมานแน่”

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงก้าวขึ้นมายืนขวางหน้าหลิวเสี่ยวอิ๋ง ท่าทางของเขาสงบนิ่ง ทว่านัยน์ตาฉายแววอำมหิต ราวกับจะสามารถฆ่าชายตรงหน้าได้โดยไม่รู้สึกผิดสักนิด

            เพียงแค่เห็นสายตาของเยวี๋ยนหลี่เฉียง กลุ่มชายกักขฬะก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่างอย่างน่าประหลาด แต่เพราะคิดว่าพวกตนมีคนมากกว่าย่อมได้เปรียบ จึงพยายามทำใจดีสู้เสือ

            “เจ้าคิดว่าจะสู้กับพวกเราได้อย่างนั้นหรือ” ชายทั้งกลุ่มพากันหัวเราะ “พวกเจ้าคงเพิ่งเคยมาแถวนี้สินะ จะบอกให้ ชาวบ้านแถวนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่กล้ายุ่งกับ...อุบ!

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงไม่รอให้ชายผู้นั้นพูดจนจบประโยคด้วยซ้ำ ก็ชกเข้าที่ท้องของชายผู้โชคร้าย จนคำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไป

            ทั้งหมดนิ่งเงียบกันไปชั่วอึดใจหนึ่ง ชายที่ถูกชกทรุดตัวลงบนพื้น พร้อมกระอักเอาเลือดสด ๆ ออกมาจากปาก คนที่เหลือต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ ยิ่งได้เห็นสายตาของเยวี๋ยนหลี่เฉียงที่มองมา ก็ยิ่งรู้ว่าเขาผู้นี้ไม่ใช่คนที่ควรต่อกรด้วยเลยสักนิด ทั้งหมดจึงตั้งใจจะวิ่งหนี ทว่าเยวี๋ยนหลี่เฉียงกลับมาขวางหน้าไว้

            “ข้าจำได้ว่าพวกเจ้ายังไม่ได้คืนเงินให้เด็กคนนั้น” เยวี๋ยนหลี่เฉียงพูดเสียงเย็น “จะคืนดี ๆ หรือจะให้ข้าต้องใช้กำลัง”

            “ข้า...ข้าไม่ได้เอาไป”

            ทันทีที่พูดจบ หมัดเยวี๋ยนหลี่เฉียงก็กระแทกเข้าที่ท้องของชายที่พูดอย่างแรง เยวี๋ยนหลี่เฉียงคว้าคอเสื้อของชายผู้นั้นไว้ เพื่อไม่ให้ร่างนั้นทรุดลง

            “เงินของเด็กอยู่ที่ไหน”

            “ยะ...อยู่ที่ที่เขา”

            มือแกร่งปล่อยร่างที่ร่อแร่เต็มทีลงบนพื้น แล้วหันไปหาคนที่ถูกชี้ว่าเป็นผู้ถือเงิน

            “ข้าน้อยยอมแล้วขอรับ ข้าน้อยยอมคืนเงินให้ท่านแล้ว อย่าทำอะไรข้าน้อยเลย” เขาคุกเข่าลงพร้อมทั้งส่งเงินให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงด้วยความหวาดกลัว

เยวี๋ยนหลี่เฉียงรับเงินมาโดยไม่พูดอะไร เขาเดินกลับไปหาหลิวเสี่ยวอิ๋งที่นั่งคุกเข่าอยู่กับเด็กชายขายพัด

“นี่ขอรับคุณหนู”

“ขอบใจ” หลิวเสี่ยวอิ๋งพูดเสียงค่อย แล้วรับเงินมาส่งคืนให้เด็กชายขายพัด

“น้องชาย นี่เงินของเจ้า” หลิวเสี่ยวอิ๋งวางเงินลงบนมือเล็ก ๆ ของเด็กน้อย

“ขอบคุณขอรับพี่สาว” เด็กชายรับเงินมาด้วยท่าทางหวาดหวั่น “พี่สาว ข้าขอแค่สามสิบอีแปะก็พอขอรับ เงินเยอะไป เดี๋ยวคนอื่นก็มาแย่งอีก ข้า...ข้าสู้พวกเขาไม่ได้”

หลิวเสี่ยวอิ๋งนิ่งไปเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นคนกลัวว่าตนจะมีเงินมากจนเกินไป สายตาที่มองไปยังเด็กชายนั้นเต็มไปด้วยความเวทนา แต่ในที่สุดหลิวเสี่ยวอิ๋งก็ยิ้มอย่างใจดี

“ไม่ต้องกลัว ถ้าใครกล้ามาแย่งเงินเจ้าอีก พี่ชายเหยียนผู้นี้จะจัดการให้” หลิวเสี่ยวอิ๋งยิ้ม ขณะหันไปมองเยวี๋ยนหลี่เฉียง “จริงไหมเหยียนหลี่เฉียง”

“ขอรับคุณหนู” เยวี๋ยนหลี่เฉียงรับคำ

ถ้าเยวี๋ยนหลี่เฉียงไม่ได้เข้าใจผิดไป เขาคิดว่าสายตาที่หลิวเสี่ยวอิ๋งมองมาที่เขานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม นางยิ้มให้เขาอย่างที่ไม่เคยยิ้มมาก่อน และรอยยิ้มนั้นก็สดใสเสียจนเยวี๋ยนหลี่เฉียงอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบ

นับว่าการ สะบัดมือเบา ๆ’ เพียงไม่กี่ครั้งของเขาช่างคุ้มค่ายิ่งนัก

 

เมื่อถึงยามโหย่ว ( ประมาณ 17.00 - 18.59 น. ) เฉียนหลงและผู้ติดตามก็เข้าพักที่จวนของผู้ตรวจการที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี บุรุษพักที่เรือนฝั่งตะวันตก สตรีพักที่เรือนฝั่งตะวันออก ไป๋เฟิ่งนอนห้องเดียวกับลิวเสี่ยวอิ๋ง ในขณะที่เยี่ยลี่จูนอนแยกอีกห้องตามลำพัง ต่างฝ่ายต่างสบายใจที่เป็นเช่นนี้ ทั้งสามทยอยกันไปอาบน้ำ โดยหลิวเสี่ยวอิ๋งที่ควรไปอาบเป็นคนแรก กลับไปเป็นคนสุดท้าย เหตุเพราะมัวแต่ชื่นชมพัดที่ตนซื้อมาอยู่

            “พี่สะใภ้ ท่านดูสิ อาจิ่วของข้ามีฝีมือในการวาดภาพยิ่งนัก” หลิวเสี่ยวอิ๋งอวดพัดที่ได้มากับไป๋เฟิ่งด้วยความตื่นเต้น

อาจิ่ว คือชื่อของเด็กชายขายพัด นางให้คนไปสืบว่าเด็กน้อยผู้นั้นเป็นใครมาจากไหน จึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว เขาเป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ที่วัดเล็ก ๆ และวาดภาพแลกเงินเล็กน้อย นางจึงขออนุญาตเฉียนหลงพาเด็กน้อยที่น่าสงสารคนนั้นไปด้วย หวังเสียเห็นองค์หญิงเพ่ยหลิงเมตตาเด็กน้อยผู้นั้น จึงปรึกษากับบิดาในการรับเด็กคนนั้นมาอุปการะ

“หากมีอาจารย์ที่ดีช่วยชี้แนะ ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องเติบโตมาเป็นผู้ที่มีฝีมือวาดภาพเป็นเลิศไม่แพ้ผู้ใดแน่

“ข้าก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ พัดเหล่านี้ลวดลายงดงามจริง ๆ” ไป๋เฟิ่งรับพัดแต่ละเล่มมาดูด้วยความชื่นชมไม่ต่างไปจากหลิวเสี่ยวอิ๋ง “หากข้าวาดภาพเช่นนี้ได้บ้างก็จะดี”

“กลับบ้านเราแล้วท่านลองฝึกดูสิ”

“เจ้าค่ะ แต่ก่อนอื่นเลย ข้าคงต้องฝึกเขียนชื่อตัวเองให้สวยก่อน คุณชายห้าเคยสอนข้าเขียนชื่อตัวเองแล้ว แต่ข้ายังเขียนได้ไม่ค่อยสวยนัก”

“เขียนให้ข้าดูหน่อย”

หลิวเสี่ยวอิ๋งจูงมือไป๋เฟิ่งไปยังโต๊ะที่มีกระดาษ พู่กัน และแท่นฝนหมึกที่ผู้ตรวจการเตรียมไว้ให้ สีหน้าท่าทางของนางเต็มไปด้วยแววเอ็นดู ขณะฝนหมึกเพื่อให้ภูตหงส์ขาวได้ใช้เขียนหนังสือ

ไป๋เฟิ่งลงนั่ง หยิบพู่กันจุ่มลงในน้ำหมึก แล้วจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษเพื่อเขียนชื่อตัวเองตามที่หย่งฉีเคยสอน

“นี่เจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งส่งกระดาษที่เขียนชื่อตัวเองให้หลิวเสี่ยวอิ๋งดู

ทันทีที่เห็นข้อความในกระดาษ หลิวเสี่ยวอิ๋งก็กลั้นยิ้มไม่อยู่ นางเงยหน้าขึ้นมองไป๋เฟิ่งที่กำลังส่งยิ้มมาให้นางด้วยท่าทางใสซื่อ

ดูเหมือนว่าภูตหงส์ขาวจะถูกพี่ชายของนางหลอกเอาเสียแล้ว เพราะคำที่นางเขียนไม่ได้อ่านว่า ไป๋เฟิ่ง’ ที่หมายถึงหงส์ขาว แต่อ่านว่า เหม่ยเฟิ่ง’ ที่หมายถึงหงส์ที่งดงามต่างหาก

พี่ห้าของนางช่างร้ายกาจนัก!

“พี่ห้าสอนท่านเขียนชื่อแบบนี้หรือ” หลิวเสี่ยวอิ๋งถามด้วยน้ำเสียงล้อเลียน 

“เจ้าค่ะ นอกจากชื่อข้าแล้ว ข้ายังเขียนชื่อคุณชายห้าได้ด้วยเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งตอบ แล้วเขียนชื่อของหย่งฉีลงบนกระดาษให้หลิวเสี่ยวอิ๋งดู

“ข้าว่าท่านเขียนเกือบจะสวยแล้ว ฝึกเขียนบ่อย ๆ อีกไม่นานก็คงจะสวย”

ไป๋เฟิ่งยิ้มรับอย่างภาคภูมิใต

“อ้อ จริงสิ” หลิวเสี่ยวอิ๋งร้องขึ้นราวกับเพิ่งนึกอะไรออก นางวิ่งไปที่เตียง หยิบพัดเล่มหนึ่งแล้ววิ่งกลับมาหาไป๋เฟิ่ง “พัดเล่มนี้เป็นลายหงส์ ข้าให้ท่านแล้วกัน ท่านจะเขียนชื่อท่านลงไปก็ได้นะ”

            “ขอบคุณคุณหนูเจ้าค่ะ” ไป๋เฟิ่งท่าทางดีใจราวกับเด็กเล็ก ๆ ขณะรับพัดจากหลิวเสี่ยวอิ๋ง

            “บอกแล้วไงว่าเวลาเราอยู่กันตามลำพัง ให้เรียกข้าว่าเสี่ยวอิ๋ง”

            “เสี่ยวอิ๋ง” ไป๋เฟิ่งเรียกพร้อมด้วยรอยยิ้ม

            “ต่อไปหากพี่สะใภ้แต่งกับพี่ห้าแล้ว เมตตาเสี่ยวอิ๋งด้วยนะเจ้าคะ” หลิวเสี่ยวอิ๋งพูดเสียงล้อ พร้อมทั้งยอบกายให้ไป๋เฟิ่งด้วยท่าทางขี้เล่น ทำเอาไป๋เฟิ่งหัวเราะใหญ่

            “ข้าไปอาบน้ำล่ะ ถ้าพี่สะใภ้ง่วงก็นอนได้เลย ไม่ต้องรอข้า” หลิวเสี่ยวอิ๋งว่า

            “ข้ายังไม่ง่วงเจ้าค่ะ ให้ข้าไปรอเป็นเพื่อนท่านดีหรือไม่”

            “ไม่เป็นไร ข้าไปได้ ท่านไม่ต้องห่วง” หลิวเสี่ยวอิ๋งดันตัวไป๋เฟิ่งไปนั่งลงบนเตียง “พี่สะใภ้ที่ไหนต้องมารอน้อง สามี’ อาบน้ำ”

            “เสี่ยวอิ๋ง!” ไป๋เฟิ่งเรียก แก้มเป็นสีแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “คุณชายห้ายังไม่ใช่สามีของข้าเสียหน่อย”

            “ตอนนี้ยัง” หลิวเสี่ยวอิ๋งพูดอย่างอารมณ์ดี ขณะคว้าเสื้อผ้าของตนเดินไปยังห้องอาบน้ำ แต่ก็ยังไม่วายชะโงกหน้าใส ๆ ออกมาเอ่ยวาจาหยอกล้อไป๋เฟิ่ง “แต่อีกไม่นานก็คงได้เป็น”

            ว่าแล้วหลิวเสี่ยวอิ๋งก็หัวเราะเสียงใส แล้วหายเข้าไปในห้องอาบน้ำ ทิ้งให้ พี่สะใภั’ ได้แต่นั่งหน้าแดงอยู่บนเตียงคนเดียว

 

            ระหว่างรอหลิวเสี่ยวอิ๋งอาบน้ำ ไป๋เฟิ่งก็เดินมาคัดชื่อตัวเองลงบนกระดาษ ที่หน้าต่างมีเสียงดังกุกกัก หญิงสาวจึงวางพู่กันลง แล้วเดินไปดูว่าเป็นเสียงของอะไร

            “คุณชายห้า!” ไป๋เฟิ่งร้องอย่างตกใจ เมื่อเปิดหน้าต่างออกมาแล้วเจอเข้ากับหย่งฉี

            “อย่าเสียงดัง เดี๋ยวคนก็ได้แห่กันมาทั้งจวนหรอก” หย่งฉีปราม ขณะกระโดดเข้ามาในห้อง

            “คุณชายมาทำอะไรเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งถาม ยามนี้เขาสมควรอยู่ที่เรือนตะวันตกกับบิดาของเขาและบุรุษคนอื่น ๆ มิใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงมาโผล่ที่ห้องของนางกับหลิวเสี่ยวอิ๋งได้

            “ก็มาหาเจ้าน่ะสิ” หย่งฉีตอบอย่างอารมณ์ดี “เมื่อครู่ข้าเข้าห้องผิด ไปเข้าห้องของเยี่ยลี่จู ดีว่านางไม่อยู่ ข้าเห็นสัมภาระถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ห้องของเจ้ากับเสี่ยวอิ๋ง เล่นเอาหัวใจจะวาย”

            เล่าจบเขาก็หัวเราะต่อ ไป๋เฟิ่งได้แต่เอียงคอมองอย่างสงสัย

            “คืนนี้คุณชายจะมาค้างที่นี่หรือเจ้าคะ” นางถาม พร้อมกับมองไปยังเตียงของตนและหลิวเสี่ยวอิ๋ง “เตียงนี้เล็กนิดเดียว เกรงว่าจะนอนกันสามคนไม่ได้”

            หย่งฉีหัวเราะออกมาอีกครั้ง

            “ใครว่าข้าจะนอนที่นี่ล่ะ” องค์ชายห้ายิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าจะมาขโมยเจ้าไปจากเสี่ยวอิ๋งต่างหาก”

            “ขโมย?”

            หย่งฉีไม่ตอบอะไร เขาเหลือบไปเห็นกระดาษกับพู่กันที่อยู่บนโต๊ะ จึงได้เดินเข้าไปดู เมื่อเห็นว่าไป๋เฟิ่งกำลังฝึกเขียนชื่อตัวเองตามที่เขาสอน องค์ชายห้าก็รู้สึกอุ่น ๆ ที่สองข้างแก้มขึ้นมา

            “เจ้า...คัดอักษรอยู่” หย่งฉียิ้มเจื่อน “เสี่ยวอิ๋งเห็นเจ้าเขียนชื่อหรือยัง”

            “เห็นแล้วเจ้าค่ะ”

            หย่งฉีแทบสำลัก!

            ป่านนี้หลิวเสี่ยวอิ๋งคงรู้แล้วว่าเขาสอนไป๋เฟิ่งเขียนชื่อตัวเองว่าอย่างไร ฟ้าไม่รู้ ดินไม่รู้ แต่คนรู้ดันเป็นหลิวเสี่ยวอิ๋ง สตรีที่ช่างแกล้ง ช่างล้อที่สุดในแผ่นดินต้าชิง มีหวังเขาคงไม่แคล้ว ต้องโดนนางล้อไปอีกนาน ดีไม่ดี นางจะเก็บเอาเรื่องนี้ไปล้อให้ลูกหลานในอนาคตของเขาฟังเสียด้วยซ้ำ

            “คุณชายเป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งถามเมื่อเห็นสีหน้าของหย่งฉี

            “ไม่มีอะไร” หย่งฉีตอบ พยายามไม่สนใจเรื่องที่หลิวเสี่ยวอิ๋งรู้ความลับของเขา

            ชายหนุ่มลงนั่ง แล้วหยิบพู่กันมาเขียนข้อความใส่ลงในกระดาษแผ่นที่เหลือ ไป๋เฟิ่งอ่านไม่ออกว่าเขาเขียนว่าอะไรบ้าง รู้เพียงแค่ว่ารอยยิ้มขององค์ชายห้าหลังจากเขียนข้อความลงบนกระดาษเสร็จ ช่างดูเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก

            “เราไปกันเถอะ” หย่งฉีคว้าข้อมือไป๋เฟิ่ง

            “คุณชาย! ถ้าคนมาเห็นล่ะเจ้าคะ”

            “ข้าหาใช่โจรกระจอกที่จะให้ผู้ใดจับได้ง่าย ๆ”

            “แต่...”

            “ไม่มีแต่”

            ว่าแล้วหย่งฉีก็อุ้มไป๋เฟิ่งขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะกระโจนออกจากหน้าต่างด้วยวิชาตัวเบาที่เป็นเลิศเหนือผู้ใดในแผ่นดิน แล้วกลับไปยังเรือนตะวันตก โดยที่ไป๋เฟิ่งไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธหรือคัดค้านใด ๆ ทั้งสิ้น

            แน่นอนว่าวิชาที่มหาเทพเหวินเต๋อเป็นผู้สอนนั้นย่อมไม่ใช่วิชาธรรมดาสามัญ ต่อให้องครักษ์เก่งกาจ หูตาว่องไวเพียงใดก็มิอาจรู้ว่า องค์ชายห้าบุกมาขโมยหญิงงามจากห้องขององค์หญิงเพ่ยหลิง แล้วพากลับไปยังห้องของตนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

            หลิวเสี่ยวอิ๋งเดินกลับเข้ามาในห้องหลังอาบน้ำเสร็จ ทว่ากลับไม่พบคนที่นางเรียกว่าพี่สะใภ้ หญิงสาวขมวดคิ้วน้อย ๆ ขณะครุ่นคิดว่าไป๋เฟิ่งหายไปไหน พลันสายตาเหลือบไปเห็นกองกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ

            หลิวเสี่ยวอิ๋งเดินมาดูที่โต๊ะ กระดาษมากมายถูกคัดอักษรเป็นคำว่าเหม่ยเฟิ่ง คาดว่าก่อนหน้านี้พี่สะใภ้คงฝึกคัดอักษรอยู่ หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จึงได้เห็นกระดาษอีกแผ่นที่เขียนข้อความด้วยลายมือที่นางรู้ดีว่าเป็นลายมือของใคร

 

            พี่ชายมาขโมยพี่สะใภ้ของเจ้าไปก่อน ใกล้เช้าจะมาพามาส่งคืน ถ้าเจ้าเหงา ข้าอนุญาตให้เรียกองครักษ์ของข้ามาอยู่คุยเป็นเพื่อนได้

 

            "หัวขโมยตัวร้าย" หลิวเสี่ยวอิ๋งร้องออกมาอย่างหมั่นไส้ ขณะอ่านจดหมายที่หย่งฉีทิ้งไว้ แต่เมื่ออ่านทวนดี ๆ หญิงสาวก็ต้องขมวดคิ้ว

            ข้าอนุญาตให้เรียกองครักษ์ของข้ามาอยู่คุยเป็นเพื่อนได้?

            ใครอยากคุยกับองครักษ์บ้านั่นกัน!

            หลิวเสี่ยวอิ๋งกลอกตาไปมาก่อนจะเดินกลับไปที่เตียง นางเก็บข้าวของที่วางกอง ๆ กันไว้ ทั้งพัดที่ซื้อมา ขนม ข้าวของอื่น ๆ รวมไปถึงถุงใส่เงินที่ได้มาจากองครักษ์เหยียน

            มือบางเอื้อมไปหยิบถุงผ้าสีดำที่ไม่มีลวดลายใด ๆ นอกจากตราประจำตัวของทหารองครักษ์ พลางนึกไปถึงเจ้าของ เขาเอาเงินที่ติดตัวมาให้นางใช้ทั้งถุงแบบนี้ แล้วเขามีเงินเหลือติดตัวอยู่บ้างหรือเปล่านะ

            ว่าแล้วหลิวเสี่ยวอิ๋งก็เดินไปรื้อห่อผ้าที่ใส่สัมภาระของตน เมื่อเจอถุงผ้าปักที่ใส่เงินของตนแล้ว หญิงสาวก็หยิบเงินออกมาจำนวนหนึ่ง แล้วใส่กลับลงไปในกระเป๋าเงินของชายผู้นั้น จากนั้นจึงเดินไปยังหน้าต่างห้อง

            ถ้าพี่ห้าบอกว่าเรียกเขามาได้ แสดงว่าเขาต้องอยู่แถวนี้

            หลิวเสี่ยวอิ๋งเอื้อมมือไปเปิดหน้าต่าง ๆ ช้า ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตื่นเต้น ก็แค่จะคืนเงินที่ยืมมาให้องครักษ์คนหนึ่งเท่านั้น มีอะไรให้ตื่นเต้นกัน

            “เหยียนหลี่เฉียง” เสียงหวานเอ่ยออกไป เบาเสียจนแทบเป็นเสียงกระซิบ

            “ขอรับคุณหนู

            “ว้าย!

            หลิวเสี่ยวอิ๋งหวีดร้องออกมาเบา ๆ ขณะผงะถอยหลังด้วยความตกใจ มือปล่อยถึงเงินที่ถืออยู่ร่วงลงบนพื้นจนเงินในถุงกระจายไปทั่ว เมื่อจู่ ๆ องครักษ์ที่นางเอ่ยเรียกก็กระโดดลงมาจากไหนไม่รู้ แล้วมายืนอยู่ที่ริมหน้าต่างห้องพักของนางในระยะประชิด ชนิดที่เรียกได้ว่าใบหน้าเกือบจะชนเข้ากับหน้าของนางอยู่แล้ว

            “ให้ตายสิเจ้าเป็นปีศาจหรือไง ถึงได้โผล่พรวดมาได้ราวกับหายตัวมา” หลิวเสี่ยวอิ๋งบ่น มือข้างหนึ่งตบลงบนอกข้างที่มีหัวใจของตนเบา ๆ ราวกับจะปลอบตัวเองให้หายตกใจ

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงอมยิ้มนิด ๆ ถ้าเขาตอบไปว่า ใช่ ข้าคือหลิวเหว่ยอ๋องแห่งแดนปีศาจ นางจะเป็นลมล้มลงไปตอนนี้เลยหรือเปล่านะ

            “คุณหนูเรียกข้ามา มีอะไรหรือขอรับ” เขาถามเสียงเรียบ ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดในน้ำเสียง

            “เฮ้อ” หลิวเสี่ยวอิ๋งถอนหายใจมองเงินที่เกลื่อนอยู่บนพื้น แล้วจึงก้มลงค่อย ๆ เก็บเงินใส่ถุง “รอประเดี๋ยว ข้าแค่จะคืนเงินที่ข้ายืมมา”

            แต่เยวี๋ยนหลี่เฉียงกลับไม่รอ และไม่ขออนุญาต เขากระโดดเข้ามาในห้องของหลิวเสี่ยวอิ๋ง หญิงสาวไม่ทันตั้งตัว เห็นเขากระโดดเข้ามาก็ใจจนล้มกระแทกพื้น

            “เจ้าจะเข้ามาทำอะไร!

            “ข้าจะเข้ามาช่วยคุณหนูเก็บเงินที่ตกอยู่บนพื้น”

            ร่างสูงลงนั่งชันเข่าข้าง ๆ หลิวเสี่ยวอิ๋ง มือแกร่งเอื้อมมาเก็บเงินที่กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้น หลิวเสี่ยวอิ๋งจึงปล่อยให้เขาเก็บต่อไป เมื่อเก็บครบแล้ว นางก็ยื่นถุงเงินสีดำใบเดิมให้เขาใส่เงินลงไปในนั้น

            “คืนให้เจ้า” หลิวเสี่ยวอิ๋งดึงเชือกผูกปากถุงจนเรียบร้อย แล้วส่งคืนให้เจ้าของ “ขอบใจที่ให้ข้ายืม”

            “หามิได้ขอรับ” มืออุ่นเอื้อมมารับถุงเงิน ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับมือนุ่มของอีกโดยตั้งใจ

            หลิวเสี่ยวอิ๋งชักมือกลับ พวงแก้มเป็นสีชมพูระเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            “แล้วนี่เจ้าต้องเฝ้ายามถึงเมื่อไหร่” นางถาม

            “ยามไฮ่ ( ประมาณ 21.00 - 22.59 น. ) ขอรับ”

            “อืม” หญิงสาวพยักหน้ารับ “แต่จะว่าไป ที่จวนผู้ตรวจการนี้ก็มีเวรยามหนาแน่น องครักษ์เงาของท่านพ่อก็มีออกมาก เหตุใดพี่ห้าจึงต้องให้เจ้ามาเฝ้ายามด้วย”

            “ความจริงแล้ว คุณชายห้าไม่ได้ให้ข้ามาเฝ้ายามหรอกขอรับ”

            “อ้าว แล้วเจ้ามาเฝ้ายามทำไม”

            “ข้าหาได้มาเฝ้ายาม”

            “เช่นนั้นเจ้ามาทำอะไรกันล่ะ

            มุมปากของเยวี๋ยนหลี่เฉียงขยับคล้ายจะยิ้มแต่กลับไม่ยิ้ม

            “คุณชายห้าบอกให้ข้ามารออยู่แถวนี้ เผื่อคุณหนูเหงา แล้วคิดอยากจะเรียกให้ข้าเข้ามาคุยเป็นเพื่อนขอรับ”

            “ว่าไงนะ!

            หลิวเสี่ยวอิ๋งมองไปยังองครักษ์เหยียน แม้ใบหน้าเขาจะดูเหมือนไม่ได้ยิ้ม แต่นางเห็น...แววตาของ

เขากำลังยิ้ม!

            องครักษ์บ้า!

            พี่ห้าก็บ้าพอกัน!

            หลิวเสี่ยวอิ๋งทั้งโกรธ ทั้งอาย ขณะมองไปยังเยวี๋ยนหลี่เฉียง อีกฝ่ายมีสีหน้าเรียบเฉยเมื่อมองตอบ แต่เมื่อดวงตาคู่นั้นกลับมองลึกเข้ามาในดวงตาของนาง หญิงสาวทำหน้าไม่ถูก จึงได้กระแอมออกมาเบา ๆ

            “หมดธุระแล้ว เจ้าก็กลับไปสิ” นางเอ่ยไล่ ขณะลุกขึ้นยืน

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงลุกขึ้นตาม เมื่อยืนเต็มความสูงเช่นนั้น หลิวเสี่ยวอิ๋งสูงเพียงช่วงไหล่ของเขาเท่านั้น หรือหากจะว่ากันตามจริง ศีรษะของนางยังอยู่ต่ำกว่าไหล่ของเขาเล็กน้อย ทำให้นางต้องเงยหน้าขึ้นพูดกับเขา

            “ยังไม่ออกไปอีก” เสียงหวานไล่ซ้ำ

            “หามิได้ คุณชายห้าสั่งมาว่าให้ข้าอยู่คุยกับคุณหนูจนถึงยามไฮ่”

            “เอ๊ะ!” หลิวเสี่ยวอิ๋งร้องอย่างขัด ในขณะที่อีกฝ่ายคล้ายจะยิ้ม

            จู่ ๆ เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็เดินไปที่หน้าต่าง หลิวเสี่ยวอิ๋งลอบถอนหายใจ แต่แล้วกลับต้องตกใจอีกครั้ง เมื่อองครักษ์ผู้นั้นไม่ได้หมายจะออกไปจากห้อง แต่เดินไปเพื่อปิดหน้าต่างต่างหาก!

            “นี่เจ้าคิดจะทำอะไร!” หลิวเสี่ยวอิ๋งก้าวถอยหลังหนี

            “ก็แค่จะคุยเป็นเพื่อนคุณหนู แต่ถ้าเปิดหน้าต่างทิ้งไว้แล้วใครมาเห็นเข้าแล้วจะไม่งาม” 

            “ต่อให้ไม่มีใครมาเห็นมันก็ไม่งาม!

            “ไม่มีใครเห็นแล้วจะไม่งามได้อย่างไร”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งเดินไปนั่งที่โต๊ะอย่างหงุดหงิด แล้วรินน้ำชาดื่ม เยวี๋ยนหลี่เฉียงเจอผู้หญิงมานับร้อยนับพัน มีหรือจะดูไม่ออกว่านางทำหงุดหงิดกลบเกลื่อนอาการเขินอายของตน

            ร่างสูงเดินตามมานั่งด้วย พลางรินน้ำชาให้ตนเอง หลิวเสี่ยวอิ๋งมองค้อนเขา ก่อนจะแสร้งทำเป็นสนใจถ้วยชาในมือ

            “ปกติคุณหนูชอบดื่มชาหรือ?”

            “ใครบ้างไม่ชอบดื่มชา”

            “นั่นสินะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงพยักหน้ารับ “แต่ดื่มคนเดียวคงไม่สู้มีเพื่อนดื่ม จากนี้ไปให้ข้ามาดื่มชาเป็นเพื่อนคุณหนูทุกคืนดีหรือไม่”

            “ขอบคุณท่านองครักษ์ที่หวังดี แต่ข้าดื่มคนเดียวได้”

            “คุณหนูอย่าได้เกรงใจ ข้าเต็มใจมาดื่มชาเป็นเพื่อนคุณหนูอยู่แล้ว”

            “ใครอยากดื่มกับเจ้ากัน!

            “ก็คุณหนูไง”

            “เหยียนหลี่เฉียง!” หลิวเสี่ยวอิ๋งเรียกอย่างหมดความอดทน องครักษ์บ้านี่กวนประสาทนางได้ทุกคำพูดจริง ๆ

            “หลี่เฉียง” เขาว่า

            “อะไร!

            “ต่อไปให้เรียกข้าว่าหลี่เฉียง”

            นับแต่เกิดมา เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็เป็นองค์ชายของแดนปีศาจ ผู้ที่สามารถเรียกชื่อเขาโดยตรงนั้นแทบไม่มี ยิ่งยามที่เขาเป็นหลิวเหว่ยอ๋องแล้ว คนที่สามารถเรียกชื่อเขาตรง ๆ ได้ มีเพียงจักรพรรดิปีศาจเท่านั้น แต่มาวันนี้ เขากลับยอมให้สตรีชาวมนุษย์คนหนึ่งเรียกชื่อของตน

            แต่ไม่รู้ว่านางจะยอมเรียกหรือเปล่า

            “แล้วข้าต้องให้เจ้าเรียกข้าว่าเสี่ยวอิ๋งด้วยไหม” หลิวเสี่ยวอิ๋งถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

            “ได้!” เยวี๋ยนหลี่เฉียงตอบรับทันที “ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวอิ๋ง”

            “เจ้านี่มัน!” หลิวเสี่ยววางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างขัดใจ ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาใช้บริภาษองครักษ์สมควรตายผู้นี้ดี

            “เรื่องเมื่อกลางวัน เจ้าตกใจหรือเปล่า” เยวี๋ยนหลี่เฉียงถามด้วยท่าทางสนิทสนมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            “เรื่องผู้ชายกลุ่มนั้นน่ะหรือ”

            “อืม”

            “ข้าว่าข้าโกรธมากกว่า” นางตอบพลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวัน “แต่ก็ต้องขอบใจเจ้าที่ช่วยข้า”

            “เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งหน้าบึ้งลง

            “จริงสินะ ข้าลืมไปว่าเจ้าเป็นองครักษ์ เจ้าก็แค่ทำหน้าที่ของเจ้าไม่ให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ไหนเลยจะมาเป็นห่วงเป็นใยข้ากัน”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งลุกจากโต๊ะน้ำชา คำพูดแง่งอนของนางทำให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ หลิวเสี่ยวอิ๋งได้ยินเข้าจึงหันขวับกลับมามองเขาตาขวาง

            “เจ้ากล้าหัวเราะข้าหรือ!

            “ข้าหรือจะกล้า”

            “ก็ข้าได้ยินนี่”

            “เจ้าคงหูแว่วไปล่ะมั้ง”

            “เจ้า!

            หลิวเสี่ยวอิ๋งหมุนตัว ตั้งใจจะเดินไปที่ประตูเพื่อหนีองครักษ์ผู้นี้ แต่ก้าวไปได้ไม่เท่าไหร่แข็งของนางก็ถูกมือแกร่งรั้งไว้ เพียงแค่เขาออกแรงเบา ๆ นางก็ปลิวมาปะทะกับแผงอกกำยำของเยวี๋ยนหลี่เฉียงแล้ว

            “เจ้า...เจ้าจะทำอะไร” นางถามเสี่ยงสั่น

            “กลัวหรือ?”

            แล้วเขาคิดว่าตนน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่าน่ากลัวหรือ ชายผู้นี้ หากสบโอกาสถึงเนื้อถึงตัวนางได้เมื่อใด เขาไม่เคยลังเลที่จะฉวยไว้เลยสักครั้ง

            หลิวเสี่ยวอิ๋งไม่ตอบอะไร หากแววตาของนางนั้นสั่นระริก ยามนี้นางอยู่ในห้องที่ถูกปิดสนิทกับเยวี๋ยนหลี่เฉียงเพียงสองต่อสอง หากเขาคิดไม่ดีขึ้นมา อย่างไรนางก็คงสู้เขาไม่ได้แน่

            “ข้ามีอะไรให้น่ากลัวกัน” เยวี๋ยนหลี่เฉียงถาม ขณะใช้มือเชยคางนางขึ้นมา

            “เจ้าก็น่ากลัวไปหมดนั่นแหละ” แม้ใจจะกลัว แต่ก็ยังฝืนแสดงน้ำเสียงไม่พอใจออกมา “ทั้งแววตา สีหน้า น้ำเสียง ใครเห็นเจ้าแล้วไม่กลัวบ้าง”

            “เจ้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้นหรือ”

            “ข้าไม่...” คำพูดของหลิวเสี่ยวอิ๋งถูกกลืนหายไปเมื่อถูกเขาสบตาตรง ๆ แม้ยามนี้แววตาของเยวี๋ยนหลี่เฉียงจะไม่ได้ดุดันเยือกเย็นเช่นที่ผ่านมา แต่มันก็ทำให้นางใจเต้นแรงได้

            “เจ้าใจเต้นแรง” เยวี๋ยนหลี่เฉียงพูดยิ้ม ๆ ยามนี้อกนุ่มของนางแนบสนิทอยู่บนอกแกร่งของเขา นางใจเต้นแรงเพียงใด มีหรือที่เขาจะไม่รู้

            หลิวเสี่ยวอิ๋งเบิกตากว้างเมื่อนึกถึงได้ว่ากายของตนเบียดเสียดกายของอีกฝ่ายขนาดนั้น นางจึงพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการของเยวี๋ยนหลี่เฉียง แต่ก็ดูเหมือนว่ายิ่งนางพยายามดิ้นมากเท่าไร เขาก็ยิ่งกอดนางแนบแน่นมากขึ้นเท่านั้น

            “ปล่อยข้าสิ!

            “ได้ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”

            “อะไร!

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงไม่ตอบด้วยคำพูด แต่กลับตอบด้วยการกระทำ ร่างสูงโน้มตัวลงประทับริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากช่างพูด นับตั้งแต่ที่ได้จูบนางครั้งแรกเมื่อหลายวันก่อน เขาก็เฝ้าแต่รู้สึกคิดถึงความหอมหวานที่เก็บเกี่ยวได้บนริมฝีปากงาม 

            สัมผัสของเยวี๋ยนหลี่เฉียงในวันนี้นั้นแตกต่างจากคราวก่อนโดยสิ้นเชิง ครั้งนั้นหลิวเสี่ยวอิ๋งมีแผลที่ปาก เขาจึงทำได้เพียงแค่บดคลึงหยอกเย้ากลีบปากนุ่มแผ่วเบา ราวผีเสื้อหยอกเหย้าบุปผางาม ทว่าวันนี้นางไม่ได้เป็นอะไร เขาจึงไม่มีอะไรให้ต้องห่วง ชายหนุ่มรุกล้ำริมฝีปากของนางอย่างเอาแต่ใจ ไม่ว่าหลิวเสี่ยวอิ๋งจะดิ้นรนอย่างไรเขาก็ไม่ยอมหยุด จนกระทั่งร่างเล็กหมดแรงดิ้น เพราะถูกเขาเล่นงานหนักหน่วงจนแทบจะล้มพับอยู่ในอ้อมกอดของเขา เยวี๋ยนหลี่เฉียงจึงยอมละริมฝีปากออกมาอย่างแสนเสียดาย

            นี่เขาแค่จูบ ร่างกายนางยังไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนี้ หากเขาทำมากกว่านี้เล่า จะเป็นอย่างไร

            ว่าแล้วเยวี๋ยนหลี่เฉียงก็อุ้มร่างเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน นางหวีดร้องออกมาเบา ๆ รู้ตัวดีไม่ว่าสมควรส่งเสียงใด ๆ ออกไป หาไม่แล้ว เขาคงได้ใช้ปากของตัวเองปิดปากนางอย่างที่เคยทำเป็นแน่

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงวางหลิวเสี่ยวอิ๋งลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล จากนั้นจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้นางอย่างที่ไม่เคยทำให้ผู้ใดมาก่อน

            “ใกล้ยามไฮ่แล้ว ข้าคงต้องไปก่อน หาไม่ คุณชายห้าคงได้บุกเข้ามาตัดคอข้าที่นี่เป็นแน่

            หลิวเสี่ยวอิ๋งยังคงพูดอะไรไม่ออก กระทั่งจะสบตาเขาก็ยังไม่กล้า

            “คืนพรุ่งนี้ เราค่อยดื่มน้ำชากันใหม่นะ เสี่ยวอิ๋งของข้า”

            ร่างสูงก้มลงจุมพิตหน้าผาก แล้วทะยานออกจากห้องของหลิวเสี่ยวอิ๋งไป โดยไม่ลืมปิดหน้าต่างให้ตามเดิม หญิงสาวมุดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม สัมผัสอุ่นร้อนยังติดตรึงอยู่ที่ริมฝีปาก จนนางรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวราวเลือดสูบฉีดไปทั่วทั้งร่าง

            องครักษ์บ้านั่น ร้ายกาจนัก!

            มือเล็ก ๆ ทุบลงบนเตียงด้วยความเจ็บใจ วันนี้นางเจอหัวขโมยถึงสองคน คนแรกคือหย่งฉีที่มาขโมยไป๋เฟิ่งไปจากห้องของนาง และอีกคน...คือองครักษ์เหยียนที่เข้ามาขโมยจุมพิตของนางไปอย่างหน้าไม่อาย

            นางเกลียดหัวขโมยพวกนี้ยิ่งนัก!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 184 ครั้ง

1,945 ความคิดเห็น

  1. #1916 FerniieRoongrat (@FerniieRoongrat) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 23:50
    งุ้ยยยยยย น่ารัก
    #1916
    0
  2. #1853 Sweetsmile2557 (@Sweetsmile2557) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:59

    อู้ย...อิจฉาจัง อิอิ

    #1853
    0
  3. #1852 PearJs (@PearJs) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:02
    สงสาร55 ปล.ชอบคู่หลี่เฉียงมักๆๆ
    #1852
    0
  4. #1851 0123456789bbua (@0123456789bbua) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:51
    เสี่ยวอิ๋งน่าสงสารจังเลยยย
    #1851
    0
  5. #722 Brave-loyal (@Brave-loyal) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 18:01
    เขายิ้มให้กันละ
    #722
    1
  6. #721 เงารางเลือน (@toey1405) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 17:53
    จ้าหวานจ้าาาา ท่านอ๋องเขาร้ายยยย
    #721
    1
  7. #720 Alizzez (@SnowyFoxes) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 17:40
    เริ่มเปิดใจเเล้วววววว ว๊ายยยยย 55555555 เขาจะได้กันในอีกไม่ช้าาาาาา //ฟินมากกกกกกก
    #720
    1
  8. #719 Peak25451234 (@Peak25451234) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 17:40
    คิดถึงน้องไป๋แงงงงงง
    #719
    1