Kuro kami เพลงรักเพลงใหม่ ให้นายวองโกเล่

ตอนที่ 3 : บทที่ 1 รีไรต์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 พ.ค. 59

ณ โกดังร้างแห่งหนึ่งบนเกาะกรีนแลนด์อันหนาวเหน็บ

                นับเป็นโชคดีที่ก่อนหน้านี้ การแสดงแสงสีและเสียงของเหล่าเด็กสาวแห่งวงคุโระคามินั้น ถูกจัดขึ้นในที่ร่มและมีการจำกัดอุณหภูมิกันด้วยเครื่องทำความอุ่นอย่างหรูเป็นของสมนาคุณพิเศษ แม้พวกเธอทั้ง 7 จะสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางแต่กลับไม่มีอุปสรรค์ต่อการแสดงแม้แต่น้อย ทว่า...

                “ก..ใกล้...ถ..ถึงรึยัง...ค..คะ”

                อากิระกล่าวถามเพื่อนพ้องด้วยอาการหนาวสั่น แม้เมืองที่เธอเคยอยู่จะมีหิมะตกบ้าง แต่นั่นเป็นเพราะเธออุดอู้อยู่เพียงในบ้าน จึงไม่อาจทนต่อความหนาวเย็นที่สาดซัดจนทั่วไขสันหลังเช่นนี้ได้นัก...

                “ต...ตามที่..ย...ยูกิ..นะ...หามา...น..น่าจะ..ใช่”

                และแน่นอน เด็กสาวผู้มาจากเมืองเขตร้อนเช่นซุซาคิเองก็มิอาจต้านทานต่อความหนาวของเกาะทางแถบขั้วโลกเหนือเช่นนี้ได้เช่นกัน ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอสั่นเช่นนี้กลับไม่ใช่เพียงความหนาวเย็น...

                “งั้น พวกเราเดินเข้าไปกันเถอะ... ซุซาคิ ถ้ากลัวขนาดนั้นจะเกาะแขนก็ได้”

                อินยองกล่าวพลางถอนหายใจเบาๆ สำหรับเธอผู้มีความสามารถในการทนความหนาวเย็นได้ดีกว่าความร้อนนั้น แม้ต้องย่ำอยู่กลางหิมะก็มิอาจทำให้เธอสะทกสะท้านได้... ทว่าสิ่งที่อินยองเสนอให้ซุซาคิกลับไม่ใช่การให้ความอบอุ่นแต่อย่างใด...

                “ม...ไม่เป็นร..ไร”

                ซุซาคิกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นต่อความหนาว ทว่าในน้ำเสียงกลับฉายแววหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าการอยู่กับอินยองจะทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ ทว่า เป็นเพราะเหล่าแมลงทั้งหลายต่างหลงใหลในอินยอง จึงเป็นเรื่องที่สยดสยองอย่างล้นเหลือ หากมีแมลงกรูเข้ามาทางที่พวกเธออยู่...

                “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณซุซาคิ ดิฉันได้ตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ เพราะงั้นสบายใจได้ ไม่มีแมลงสาบที่คุณกลัวหรอกค่ะ”

                ยูกินะเอ่ยออกมาด้วยความมั่นอกมั่นใจ สำหรับเธอที่อาศัยอยู่ในเมืองแถบเย็นนั้น การสวมเพียงผ้าพันคอผืนหนา ถุงมือหนา และเสื้อกันหนามตัวหนา (เยอะไปแล้วววววววว) ก็ทำให้สามารถอยู่ได้อย่างสบายอกสบายใจแล้ว...

                “ล...แล้วอีกย...อย่างล่ะ”

                ซุซาคิกล่าวถามพลางกัดฟันด้วยความหนาวเหน็บ

                “เอ...ก็ไม่แน่นะ”

                ชิโรอิที่ฟังบทสนทนาโพล่งออกมาด้วยรอยยิ้มขบขัน อากาศเพียงเท่านี้ ไม่อาจทำให้เธอสะทกสะท้านได้

                “ง...แง้”

                เมื่อได้ฟังคำกล่าวของชิโรอิ หยดน้ำตาสีใสจึงถูกประดับไว้บนใบหน้าของซุซาคิบางๆ พร้อมกับริมฝีปากที่เริ่มเบะออก

                “เดี๋ยวเถอะ ชิโรอิ!

                มิซาโกะส่งเสียงดุชิโรอิที่กำลังยิ้มอย่างสนุกสนาน สำหรับคนที่ผ่านร้อน(?)มามากจนทำให้สัมผัสที่มีต่ออุณหภูมิในอากาศผิดเพี้ยนเช่นเธอแล้ว ความหนาวนี้ไม่อาจทำสิ่งใดต่อเธอได้

                “แหะๆ ล้อเล่นจ้า..”

                ชิโรอิแย้มรอยยิ้มขี้แกล้งก่อนจะวิ่งไปหลบหลังอินยอง พลางชี้ไปยังมิซาโกะ

                “ดูสิ อินยอง ภูเขาไฟเดินได้ล่ะ”

                เธอกล่าว ก่อนจะแลบลิ้นใส่มิซาโกะอย่างน่าหมั่นไส้ ทว่า...

                “ทุกคน...เงียบก่อน”

                อุทาอุที่เงียบมานาน กล่าวห้ามการกระทำของพวกเธอทั้งหก พร้อมกับกระชับผ้าพันคอสีชาที่อยู่รอบลำคอนั้น ก่อนจะเดินออกไปด้านหน้าของขบวนทัพ(เหรอ...)

                “...”

                สิ่งที่พวกเธอทั้งหมดเห็นมีเพียงโกดังสีทึมอันอับชื้น และเต็มไปด้วยถุงกระสอบมากมายที่เต็มไปด้วยรอยรั่วและ..

                “แหงะ น..นี่มัน..ปลาร้า..ชัดๆ”

                ซุซาคิกล่าวออกมาด้วยเสียงอู้อี้ นิ้วเรียวนั้นบีบจมูกตัวเองแน่น

                “แล้วไหง เธอชอบกินส้มตำ”

                ชิโรอิกล่าวถาม ก่อนจะมองไปยังกระสอบด้วยอารมณ์หลากหลาย เหล่าปลามากหน้าหลายตาที่ล้นทะลักออกมาจากกระสอบส่งกลิ่นเน่าเหม็นอบอวนอย่างเต็มที่ ชวนให้รู้สึกอยากคายของเก่าออกมาเสียตรงนั้น

                “ถ...ถึงชั้นจะช...ชอบส้มตำก็จริง...ต..แต่...ก็ไม่ค..เคยใส่..ปลาร้านะ”

                ซุซาคิกล่าวโต้ด้วยคิ้วขมวดมุ่น

                “ม...มีกลิ่นล..เลือด”

                อากิระพึงพำออกมาเบาๆ ทว่าบรรยากาศสนุกสนานพลันเงียบลงทันใด

                “แน่ใจนะ อากิระ”

                มิซาโกะมองหน้าอากิระ ก่อนจะถามออกมา ทว่าคนที่ตอบกลับไม่ใช่อากิระ

                “มีกลิ่นเลือดจริงค่ะ ดิฉันยืนยันได้”

                ยูกินะกล่าวตอบแทนอากิระด้วยน้ำเสียงจริงจัง

                “แย่แน่งานนี้”

                อินยองพึมพำออกมาเบาๆ ทันใดนั้น!!!

                ตูม!!!!!’

                เสียงระเบิดดังสนั่นมาพร้อมกับม่านควันที่กลืนกินพวกเธอทั้งเจ็ด กองทับปลาเน่าแต่กระจายสร้างกลิ่นเหม็นให้อบอวลยิ่งขึ้นจนแทบทนไม่ไหว อุทาอุรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่มาแตะแผ่นหลังของตนเองจึงใช้ปืนสั้นที่พกไว้ข้างเอวขวาขึ้นมาเตรียมยิง ทว่า...

                “หยุดก่อน ท่าน”

                น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือขาวซีดเย็นเยียบคุ้นตา ทำให้อุทาอุยอมลดปืนที่ปลดไกลง

                “อย่าเรียกฉันว่าท่านนะ อินยอง”

                อุทาอุกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแกมบ่นเบาๆ

                “ขอโทษที”

                อินยองกล่าวรับเบาๆ

                “เฮ้!!! ทุกคน!! ตายยัง!!!

                เสียงของชิโรอิดังตัดผ่านม่านควัน ทำให้เหล่าเพื่อนพ้องพากันสำลักน้ำลายในความอัปมงคลของปากเพื่อน

                “แค่กๆ ยังไม่ตายโว้ย!!!

                มิซาโกะกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใจตัดผ่านม่านควันเช่นเดียวกัน...

                “ร...รอสักครู่..นะ”

                ซุซาคิดกล่าวออกมาเบาๆราวเสียงกระซิบ ก่อนที่ม่านควนที่บดบังการมองเห็นจะหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

                “ช่วยได้เยอะเลย ซุซาคิ”

                มิซาโกะเอ่ยชมอีกฝ่าย ก่อนจะหันมาหยุดสนใจยังร่างที่ยืนนิ่งอยู่เพียงลำพัง และเรียกให้สายตาอื่นหันมามองเช่นกัน

                “เป็นอะไร...รึเปล่า อากิระ”

                อุทาอุกล่าวถามอากิระที่ยังคงยืนนิ่งอย่างเหม่อลอย โดยมีชิโรอิแอบเข้าไปสะกิดเบาๆ

                “อ๊ะ! ม...ไม่เป็นร..ไรค่ะ”

                อากิระสะดุ้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบอุทาอุด้วยน้ำเสียงสั่นจากความหนาวตามปกติ

                “ทุกคนคะ ดิฉันเจอจดหมายในกองปลาด้วยล่ะค่ะ”

                ยูกินะร้องเรียกทุกคน ก่อนจะโชว์จดหมายสีน้ำตาลเปียกๆในมือพลางโบกไปมา

                “เอ่อ...อย่าสะบัดนักจะดีกว่านะ”

                ชิโรอิกล่าว ก่อนจะเริ่มอุดจมูกของตนเองเช่นเดียวกันพรรคพวก

                “ขอโทษค่ะ...ฝากด้วยนะคะ”

                ยูกินะก้มตัวอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะส่งจดหมายไปยังอินยอง

                “เอาล่ะค่ะ ชิโรอิ สนใจมาร่วมวงข้าวกับดิฉันมั้ยคะ”

                เมื่อส่งจดหมายไปแล้ว ยูกินะจึงหันมากล่าวกับชิโรอิ

                “เห...น่าสนนะ”

                ชิโรอิกล่าวพึมพำเบาๆ ทว่ากลับมิอาจรอดพ้นหูของยูกินะ

                “ไม่ต้องห่วงนะคะ ในปลาพวกนี้ ยังมีปลาสดอยู่ด้วยนะคะ”

                ยูกินะกล่าวกับชิโรอิด้วยน้ำเสียงสดใส

                “จริง!? เย้!!! ไม่ต้องกินไอ้นั่นแล้ว!!!

                ชิโรอิกล่าวด้วยความสดใสเมื่อได้ฟังยูกินะกล่าว ก่อนจะพากันวิ่งเข้าไปยังดงปลาด้วยความรื่นเริง ราวกับมีหูและหางสุนัขงอกออกมา...

               

                “ไม่มีกับดัก”

                อินยองกล่าวกับทุกท่าน หลังจากที่ชิโรอิและยูกินะเดินกลับมา

                “งั้นเปิดดู...เลยนะ”

                อุทาอุที่รับจดหมายมาจากอินยองกล่าวกับทุกคนสั้นๆ ก่อนจะเปิดซองจดหมายออกเมื่อทั้งหกสาวพยักหน้ารับ...

///////จบตอนแล้วจ้า การรีไรต์นี่มันมันส์ดีจริงๆ เนื่องจากมีเนื้อเรื่องเดิมอยู่แล้วเลยง่ายขึ้นนี่เอง! เพราะฉะนั้น พบกันตอนหน้าจ้า!!! (เรื่องราวของเหล้าชายหนุ่มใกล้จะมาในไม่ช้า...)////////


8 ความคิดเห็น