คัดลอกลิงก์เเล้ว

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

...ไม่รู้จะกล่าวอะไร อ่านเรื่องสั้นโลด!!!...

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 17 มิ.ย. 61 / 21:11

บันทึกเป็น Favorite


                เผ่าสวรรค์...หรือที่รู้จักกันในนามของเทวทูตและนางฟ้า คือเผ่าพันธุ์ที่รู้จักเพียงในนาม เป็นเพียงเผ่าพันธุ์ลึกลับที่ยากจะพบตัว และเป็นเผ่าที่สง่างาม อ่อนโยนและเที่ยงตรงที่สุด...

            [Male Talk]

            ตูม!!!

            เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมด้วยประกายแสงสีทองเกิดขึ้นที่บริเวณหลังบ้านของผม พาให้ตัวผมยอมละสายตาที่กำลังจับจ้องหนังสือเกี่ยวกับปกรณัมเล่มหนาในมือ และเดินออกไปยังจุดเกิดเหตุ

                “น...นี่มันอะไรกันเนี่ย...”

                ผมบ่นงึมงำเมื่อเดินไปยังจุดเกิดเหตุ ภาพที่อยู่เบื้องหน้าของผมคือหญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นในอาภรที่ขาวบริสุทธิ์...ซึ่งบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยขี้ดินจากแปลงผักส่วนหนึ่งที่ผมปลูกเอาไว้ เส้นผมสีเงินนั้นยุ่งเหยิงและเละเทะเช่นเดียวกับอาภรจนดูน่าใจหาย เรื่องแปลงผักตัวผมเองก็มักลืมรดน้ำบ่อยๆ ฉะนั้นมันจึงไม่สำคัญเท่าร่างที่กำลังหายใจรวยรินเช่นนี้หรอก

                “ทั้งที่ผมเคยกอดแค่ท่านแม่กับพี่สาวแท้ๆเชียว...”

                เอ่ยกับตนเองจบ ผมจึงช้อนร่างของเธอคนนั้นขึ้นมา ถึงตอนแรกผมจะคิดว่าร่างของเธอหนักตามประสา ทว่าสัมผัสที่ผมได้รับกลับช่างบางเบาราวกับขนนก...จนดูเหมือนจะแตกสลายลงหากผมปล่อยร่างของเธอลงไป...

++++++++++++++++++++++++++++++++

            นอกจากนี้ เผ่าสวรรค์ยังมีกฎเกณฑ์ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย เกี่ยวกับการพบกับมนุษย์เช่นเรา...

                [Female Talk]

            “เจ้ามันคนทรยศ!

            เสียงของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งเอ่ยพลางชี้หน้าตัวข้า

            “ไม่! ข้าไม่!!

            แม้ว่าข้าจะปฏิเสธสักแค่ไหน ใบหน้าเหี้ยมเกรียมนั้นกลับยังคงถลึงตาใส่ข้า

            “เจ้าไม่สมควรได้โบยบิน!!!

            คนผู้นั้นเอ่ยราวกับตัวข้าคือกาลกิณีของพงพันธุ์ ก่อนที่ดาบเล่มหนึ่งจะทำลายชีวิตของข้าลง...

            ฉัวะ!

                กรี๊ด!!!!!!!

                ข้ากรีดร้องเสียงดังลั่นพลางหยัดกายขึ้น ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังทำให้ข้าอยากกรีดร้องอีกรอบ ทว่าเมื่อสบกับดวงเนตรสีน้ำเงินของใครบางคนที่กำลังสบตากับข้าอยู่จึงทำให้ข้ารีบหุบปาก

                “อ๊ะ! ฟื้นแล้วหรือ”

                ชายหนุ่มผู้นั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม ก่อนจะปิดหนังสือเล่มหนาที่เจ้าตัวอ่านอยู่และเข้ามาใกล้ข้ามากขึ้น

                “ย...อย่าเข้ามาใกล้ข้านะคะ”

                ข้ารีบเอ่ยห้ามอีกฝ่าย ก่อนจะพยายามขยับบางสิ่งที่เคยมีอยู่บนแผ่นหลัง และชะงักร่าง...กลับมานั่งนิ่งก้มหน้าบดบังสีหน้าจากคนแปลกหน้าที่ข้าไม่เคยรู้จัก

                “ไม่ให้เข้าใกล้ไม่ได้นะ...คุณเองก็มีบาดแผลที่หลังนี่”

                ชายผู้นั้นเอื้อนเอ่ย พลางยื่นมือมาหา แผลที่กลางหลังงั้นหรือ...

                “อย่าแตะต้องนะคะ!

                ข้าแผดเสียงร้อง ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายจับอย่างถือวิสาสะ หยดน้ำตาอุ่นร่วงหล่นลงสู่อาภรของตัวข้าเองที่เคยส่งให้ตัวข้าสูงสง่า หากบัดนี้กลับทำให้ข้ารู้สึกอัปยศอดสู...ในตัวข้าเอง...

                “อืม...ผมไม่รู้นะครับ ว่าคุณจะผ่านอะไรมาบ้าง แต่ถ้าคุณยังไม่ทำแผล...แผ่นหลังของคุณจะดูแย่นะ”

                ชายหนุ่มผู้นั้นเอ่ยกับข้า พลางชี้ไปยังแผ่นหลังของตัวข้าเอง สีหน้าของเขาดูขัดกับคำพูดอันดูเข้มแข็ง จากใบหน้าแดงก่ำที่เพียรพยายามหลบเลี่ยงสายตา

                “แต่...ถ้าข้าทำแบบนั้น...ฮึก...ข้าจะไม่อาจเรียกตัวเองด้วยคำพูดอันสวยหรู ว่าข้าเคยเป็น...”

                นางฟ้าใช่ไหม”

                !!!

                เขาถามข้า ดวงเนตรสีฟ้านั้นทอประกายสงบเยือกเย็น

                “หนังสือที่ผมอ่าน บอกว่า นางฟ้านั้นจะมีเส้นผมสีเงิน และดวงเนตรสีทองน่ะ”

                เขากลับเช่นนั้น ก่อนจะเดินออกไปหาบางสิ่ง ปล่อยให้ข้ามองตามร่างนั้นไปด้วยความรู้สึกอันสับสนยิ่ง...

++++++++++++++++++++++++++++++++

                แม้จะเพียงครั้งเดียว แต่ภาพของเส้นผมสีเงิน และดวงเนตรสีทองของเผ่าสวรรค์ยังทำให้ทุกผู้ที่พบแทบลืมหายใจ

            “คุณชื่ออะไรหรือคะ”

                “ผมหรือ”

                ข้าเอ่ยถามใครบางคนที่ข้าพบเป็นคนแรกและคนเดียวในยามนี้ ตั้งแต่นั้นน่าแปลกที่ความคิดของข้ากลับห่วงหาศักดิ์ศรีแค่เพียงน้อยนิด เมื่อนั้นบาดแผลบนแผ่นหลังของข้าจึงไร้ซึ่งความเจ็บปวดไปอย่างรวดเร็ว หลงเหลือเพียงรอยตัดราบเรียบที่สร้างความรู้สึกเย็นเยียบ...ต่ออิสรภาพที่ข้าเสียไป

                “ค่ะ”

                ข้าเอ่ยตอบเขา ตัวข้านั้นได้แนะนำไปนานแล้วว่า มาเรีย ทว่าทุกครั้งที่ข้าเอ่ยถามเขากลับไม่อยู่ในสถานการณ์ที่ตอบข้าได้เสียที...

                “คุณชื่ออะไรหรือค---”

                “ขอโทษนะ! ผมต้องไปทำอาหารเช้าก่อนนะ”

                “ค่ะ”

                หรือ

                “คุณชื่ออะไรหรือคะ”

                “เอ่อ...ผมกำลังจะไปเข้าห้องน้ำ...”

                “...”

                เป็นต้น ซึ่งยามนี้ถือว่าสบโอกาสที่เขาจะว่าง เมื่อนั้นเขาจึงหันมามองหน้าข้าก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่ง...และบางสิ่งก็ถูกเอื้อนเอ่ยออกมา...

                ชู...นั่นคือชื่อของผม...”

                เขากล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยนยิ่งดังที่ทำอยู่เป็นประจำ ซึ่ง...สถานที่ที่ข้าจากมานั้นไม่อาจพบได้แม้เพียงสักครั้ง...

++++++++++++++++++++++++++++++++

                ถึงจะดูน่าแปลกไปสักหน่อย ทว่านางฟ้ากลับรักที่จะไขว่คว้าท้องฟ้าและปุยเมฆที่พวกตนอาศัยอยู่มากกว่าผู้อยู่บนผืนแผ่นดินดังเช่นพวกเรา...

            [Male Shu Talk]

                วันนี้ก็เกือบจะครบ 2 เดือนแล้วที่นางฟ้าไร้ปีกนาม มาเรีย มาอยู่กับผม เธอเป็นหญิงสาวที่ดูสุภาพเรียบร้อยดุจผ้าที่พับเอาไว้ แม้ในสัปดาห์แรกจะไม่เคยกล่าวกับผมเกินความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย...

                “ท้องฟ้าวันนี้สวยจังค่ะ”

                มาเรียเอ่ยกับผมพลางเดินออกมานั่นที่สวนหน้าบ้าน สายลมอ่อนพัดพาเส้นผมสีเงินให้ปลิวไปตามสายลม กลิ่นหอมของดอกไม้พาให้รู้สึกเขินอายว่าความจริงมันมาจากดอกไม้จริงๆหรือคนเบื้องหน้ากันแน่...

                “ชู เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

                มาเรียหันมาเอ่ยถามผมด้วยสีหน้าฉงนสงสัย เมื่อนั้นผมจึงหลบสายตาจากตัวเธอเพื่อซ่อนสีแดงจากความเขินอาย

                “ม...ไม่อะไรหรอก”

                ผมเอ่ยตอบเธอเช่นนั้นก่อนจะล้มกายลงนั่งเคียงข้างอีกฝ่ายและเฝ้ามอง สายตาของเธอยามมองอาทิตย์อัสดงนั้นเต็มไปด้วยความโหยหา แม้ว่าจะซ่อนมันเท่าไหร่ก็ตาม เราสองคนต่างเงียบเสียงและปล่อยให้ท่วงทำนองแห่งสายลมช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดนั้น...

                “...เมื่อก่อนข้าน่ะ...”

                และในที่สุดเธอก็เปิดปาก ผมมองไปยังเสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอและ...

                “...มีปีกสีขาว 2 ปีกที่จะโบยบินไปยังท้องฟ้า ได้ล้อเล่นกับปุยเมฆและได้อาบซึ่งแสงตะวัน...”

                น้ำตาเม็ดโตของเธอทอประกายล้อท้องฟ้าสีส้ม ราวกับจันทราที่รับแสงตะวันมาถักทอแสงของตน

                “แต่ว่าตอนนี้...ข้าคงได้แค่ฝันแล้วล่ะค่ะ”

                เธอเอ่ยพลางใช้มือของตนซับน้ำตาบนดวงหน้าผุดผ่องของตนเอง และมันทำให้ผมรู้สึกบางอย่าง...

                “คุณอยากจะโบยบินอีกครั้งสินะ...”

                ผมกล่าวออกไปเช่นนั้น ก่อนจะหยัดกายขึ้น มาเรียเงยหน้ามองผม หากสิ่งที่ผมส่งกลับมีเพียงรอยยิ้มอ่อนโยน ผมยื่นมือให้เธอ เมื่อนั้นเธอจึงจับมือของผมและหยัดกายขึ้นตาม ดวงตะวันบัดนี้ได้ลาลับขอบฟ้า หลงเหลือเพียงราตรีอันเป็นนิรันดร์

                “ราตรีสวัสดิ์นะครับ มาเรีย เดี๋ยวผมกลับมานะครับ”

                ผมเอ่ยกับเธอเช่นนั้น แม้ว่าเธอจะมีสีหน้างงงวย หากกลับพยักหน้ารับและเดินกลับเข้าไปภายในบ้านของผมอย่างว่างาย...

                “หึ อุตส่าห์ออกมาตั้งไกลแล้วนะ...”

                ผมบ่นงึมงำ ก่อนจะก้าวเดินไปทางสวนหลังบ้าน...

++++++++++++++++++++++++++++++++

            หากมีความจริงข้อหนึ่งกล่าวไว้ว่า...พวกเขาจะไม่ยอมสละปีกให้ผู้ใดจนวันตาย...

                [Female Maria Talk]

                “อืม...”

                ข้าพลิกกายอยู่บนเตียงนอนของชูที่เจ้าตัวให้ยืมมาตลอด  ถึงแม้ว่าเมื่อคืนชูจะทำตัวน่าสงสัยก็ตาม แต่เขาคงไม่ทำร้ายข้าหรอก...ก็เขาคอยดูแลข้ามาตลอดนี่นา เมื่อนั้นจึงพลิกกายอีกครั้ง พลันสัมผัสถึงบางอย่างบนแผ่นหลัง...

                พรวด!!!

            ข้าผุดลุกขึ้นโดยเร็ว สัมผัสที่แผ่นหลังนั้นช่างน่าคิดถึงยิ่งนัก ข้าใช้มือทั้งสองคลำไปด้านหลัง... สัมผัสของขนนกที่เคยลูบไล้มาตลอดชีวิตจนกระทั่งถูกตัดออกเมื่อสองเดือนก่อนทำให้ข้ายกมือปิดปากตัวเองแน่น

                “อ๊ะ! มาเรีย อรุณสวัสดิ์นะ”

                จู่ๆ ชูก็เปิดประตูเข้ามา ทำเอาข้าทำตัวไม่ถูก ความรู้สึกมากมายประดังเข้ามา ทั้งยินดีและสับสน ทั้งๆที่ปีกของพวกเราไม่สามารถงอกออกมาใหม่ดังเช่นสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดบนโลกได้แท้ๆ ทว่าก่อนที่จะได้กล่าวอันใด แผ่นหลังของเขากลับเข้าสู่สายตาของข้า

                “หลังของชู!

                “ฮะ ฮะ ฮะ ไม่มีอะไรหรอก เมื่อวานสะดุดล้มแล้วเอาหลังลงน่ะ”

                ชูเอ่ยเช่นนั้น ก่อนจะมองข้าด้วยสายตาลุกวาว

                “ว้าว มาเรีย ปีกเจ้ากลับมาแล้วนี่”

                เขาเอ่ยเช่นนั้น ก่อนจะเดินเจ้ามาดูปีกของข้า ไม่รู้ว่าทำไมข้ากลับรู้สึกแปลกประหลาดในคำกล่าวเหล่านั้น...ไหนจะรอยเลือดบนแผ่นหลังของเขาอีก...มันดูราวกับ...

                “มาเรีย...ผมมีบางอย่างต้องบอกกับคุณนะ”

                ทว่าก่อนที่ข้าจะเอ่ยถาม เขากลับกล่าวออกมาเช่นนั้นด้วยสีหน้าจริงจัง พลางดึงมือของข้าให้เดินตามร่างของเขา หมายความว่าอะไรกัน

                “ตอนนี้ที่นี่ไม่ปลอดภัย กรุณาหนีไปนะ”

                เขาเอ่ยเช่นนั้นกับข้า ความรู้สึกสับสนที่มีอยู่ยิ่งเพิ่มพูน ทว่าก่อนที่ข้าจะทันถามสิ่งใดต่อเขา บัดนี้เรากลับมาอยู่ที่สวนหลังบ้านที่เขาพบตัวข้าเสียแล้ว

                “ม...หมายความว่าอย่างไรหรือคะ”

                ข้าถามออกไปเมื่อสบโอกาส ทว่าไม่ทันที่อีกฝ่ายจะหันมา ท้องฟ้าพลันเปลี่ยนสี พร้อมกับสายฟ้าที่สาดซัดลงมาราวกับพายุ ข้าได้ยินเสียงชูกัดฟันกรอด เขารีบผลักข้าให้ห่างจากตัวของเขา ก่อนที่สายฟ้าสว่างจ้าจะสาดลงบนร่างของเขา

                เปรี้ยง!!!!

            !

                ชูไม่แม้แต่จะร้องออกมา เขาใช้เพียงมือข้างเดียวในการรับสายฟ้าเอาไว้ น่าแปลกมากที่มนุษย์ธรรมดาจะรับสายฟ้าเช่นนั้นได้...แม้แต่เผ่าสวรรค์เช่นข้าเองยังพ่ายแพ้ต่อมัน...แต่ชูกลับ...

                “หึ!

                ข้าคิดว่าข้าคงได้ยินไม่ผิดนัก  นั่น...ชูกำลังหัวเราอยู่งั้นหรือ?

                “พวกเจ้าเป็นแค่เทวทูตเต่าล้านปีหรืออย่างไรนะ...”

                เสียงของชูยามนี้ช่างต่างออกไปจากที่ข้าเคยได้ยิน เส้นผมที่เคยมีสีดำสนิทดุจขนกาพลันกลับกลายเป็นสีเงินยวงทอประกาย นัยน์เนตรสีฟ้าบัดนี้กลับฉายสีทองอร่าม เช่นเดียวกับปีกทั้ง 6 ที่กางออกกว้าง...

                !!!

++++++++++++++++++++++++++++++++

                เพราะเมื่อสละปีกแล้วก็เท่ากับการสละพลังของตน

            [Shu(?) Talk]

                นี่ก็นานแล้วที่ตัวผมได้กางปีกออกมา มันช่างยาวนานนับตั้งแต่ยามเมื่อตัวผมได้ออกมาจากที่แห่งนั้น ที่ซึ่งตัวผมแสนจะเกลียดชัง

                “เหอะ! คิดว่าพลังของข้าจะลดลงอย่างนั้นหรือ!

                ผมแผดเสียงตะโกนขึ้นไปบนท้องฟ้า เทวทูตเองก็มีการแบ่งระดับชั้นเช่นเดียวกัน ดังเช่นมาเรียที่ถูกเนรเทศมาโดยไม่ทราบสาเหตุนั้นเป็นเทวทูตปีก 2 ปีก หากยิ่งใหญ่ดังเหล่าชนชั้นสูงและทหารเองก็คือเหล่าเทวทูต 4 ปีก หากต่อจากนั้นจักเป็นชนชั้นราชวงค์และผู้ปกครองอื่นๆ...

                สายฟ้าที่สาดใส่นั้นหยุดลง พร้อมกับร่างของเหล่าทหาร 4 ปีกมากมายที่กรูกันเข้ามา พวกเขาต่างถือดาบและโล่มากมายเข้ารุกราน ผมรู้สึกหัวเสียยิ่ง

                “ชู...”

                แว่วเสียงของมาเรียเอ่ยพึมพำ เมื่อนั้นผมจึงหันไปมองเธอ หญิงสาวผู้นั้นปิดปากของตนเองแน่น บางที...เธอคงหาที่มาของรอยแผลกลางแผ่นหลังของผมพบแล้วล่ะนะ

                “มาเรีย ผมขอให้คุณหลบให้ดีๆ และอย่าได้เสียใจไป เพราะมันก็แค่ปีกคู่หนึ่ง”

                รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผมเมื่อเห็นว่าเธอพยักหน้า เมื่อนั้นสงครามหมาหมู่ผมจึงเกิดขึ้น...

++++++++++++++++++++++++++++++++

            สำหรับเทวทูต ปีกที่ใกล้เคียงกับผู้นำและอำนาจสูงสุดคือ 8 ปีก หาก 8 ปีกจะมีได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น

            การต่อสู้จบลงในเวลาไม่นานนัก ปีกทั้ง 8 แม้จะเหลือเพียง 6 หากอำนาจของ 8 ปีกนั้นมิได้หายไปไหน หนังสือที่ผมอ่านมันก็แค่ตำนานปรัมปราของเหล่ามนุษย์ และผู้ที่ผมแบ่งปีกให้ก็กำลังยืนอยู่ข้างกายผม...

                “ท...ท่านชู ท่านคือ...ใครหรือคะ”

                มาเรียเอ่ยคำถามที่ผมเลือกจะหลีกเลี่ยงเนื่องจากยังนึกชื่อปลอมไม่ออก ทว่ายามนี้ตัวผมคงต้องตอบไปตามความจริง

                “ผมเชื่อว่าคุณต้องถาม ชื่อจริงของผมคือ ชูริเอล อาร์ แองเจล่า ดิ เดรสทีน ผมคิดว่าคุณคงรู้จักชื่อของผมนะครับ”

                “...ท...ท่านชูริเอล!!!

                มาเรียเบิกตากว้าง ก่อนจะก้มลงคำนับผมอย่างรวดเร็ว สำหรับเผ่าสวรรค์ นามของ น้องชายเจ้าแห่งเผ่าสวรรค์ซึ่งว่ากันว่าเป็น ผู้ทรยศ ย่อมได้รับการกล่าวขานเป็นธรรมดา

                “แต่ว่าท่าน---!

                “เรียนผมว่า ชูเหมือนเดิมเถอะ”          

                ผมเอ่ยบอกเธอเช่นนั้น ก่อนจะกล่าวต่อ

                “แล้วที่จริงผมไม่ใช้ผู้ทรยศ แต่เป็นขุนนาง 4 ปีกเหล่านั้นที่ป้ายความผิดให้ผมต่างหาก!

                ผมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย มาเรียถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะแย้มรอยยิ้มออกมา

                “แต่ดีแล้วนะคะ ที่ชูมิใช่ผู้ทรยศ”

                มาเรียว่า ก่อนที่เธอจะขยับปีกทั้งสองของเธอและมองมายังผม

                “เธอต้องการไขว่คว้าท้องฟ้ามิใช่หรือ ผมได้ให้คุณไปแล้ว คุณไปเถอะ”

                ผมเอ่ยเช่นนั้น ก่อนจะลุกออกจากเก้าอี้ หากเธอกลับจับมือของผมเอาไว้...

                “ข้า...ไม่สิ ฉันขออยู่ที่นี่จะได้ไหมคะ”

                “ไม่เสียดายที่ได้กลับไปหรือ”

                ผมเอ่ยถามต่อการตัดสินใจของเธอ เธอส่ายหน้าก่อนจะแย้มรอยยิ้มออกมา

                “ไม่ค่ะ เพราะ...สำหรับฉัน คนที่อ่อนโยนและใจดีเช่นนี้มีเพียงคุณค่ะ! ได้โปรดให้ฉันอยู่ด้วยเถอะค่ะ!

                ผมมองดวงตาสีทองหนักแน่นของเธออย่างชั่งใจ...ก่อนจะพยักหน้ารับและลูบหัวของเธอ

                “ได้สิ”

++++++++++++++++++++++++++++++++

...แม้จะเสียอิสรภาพที่จะไขว่คว้าท้องฟ้า แต่ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างนั้น...ย่อมพร้อมจะพาเราโบยบิน...

Angel Tale + ลำนำนางฟ้า   จบ

//ตัดจบ!!!! เรื่องราวต่อจากนั้นมโนเอาเลยจ้า //บายยยยยยยยยยยยยยยยยย

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ paper hearts จากทั้งหมด 10 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น