ข้าน่ะหรือ นางร้าย

ตอนที่ 6 : บทที่ 5 | เรื่องราวในจวนราชครู (2) (RW)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62,251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5,046 ครั้ง
    18 มี.ค. 64

บทที่ 5

ในอีกฟากหนึ่งของจวนราชครู

“ว่าอย่างไรนะ ผิงหยู่ถูกขับออกจากจวนแล้วหรือ” หลังจากที่หลันเหม่ยอิงกลับเข้ามาในเรือนของตน หลังจากที่ส่งองค์ไท่จื่อกลับไปแล้ว ถิงถิง สาวใช้ประจำตัวนางที่นางสั่งให้จับตาดูสถานการณ์ในเรือนของหลันเหม่ยหลินหลังจากที่ตนเดินออกมาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

"ใช่แล้วเจ้าค่ะ" ถิงถิงเอ่ยขึ้นมา ก่อนที่แสดงสีหน้ากังวลออกมา "คุณหนูเจ้าขา เป็นไปได้หรือไม่ว่าคุณหนูใหญ่จะทราบ 'เรื่องนั้น' แล้ว"

“ไม่มีทางหรอก หากว่าเหม่ยหลินรู้เรื่องนั้นแล้ว นางคงไม่ทำเพียงแค่ขับผิงหยู่ออกจากจวนเฉยๆ แน่นอน” หลันเหม่ยอิงครุ่นคิดสักครู่ก่อนที่จะเอ่ยถามออกมา "ว่าแต่นางไม่ได้ประกาศเหตุผลเลยหรือว่าเพราะเหตุใดผิงหยู่จึงถูกขายออกไป"

"นางประกาศเจ้าค่ะ นางว่า...เอ่อ..." หลันเหม่ยอิงเมื่อเห็นว่าถิงถิงเอาแต่อึกอักจึงกล่าวเร่ง

"ว่าอย่างไรเล่า พูดมาเสียที"

"คุณหนูใหญ่บอกว่าที่นางขายผิงหยู่ออกไปเพราะว่านางเกิดชังหน้าผิงหยู่ขึ้นมาก็เท่านั้นเจ้าค่ะ"

"ว่าอย่างไรนะ แค่...ชังหน้าอย่างนั้นหรือ พี่สาวของข้าพูดเช่นนั้นจริงๆ หรือ"

"เจ้าค่ะ"

หลันเหม่ยอิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ นางเองก็ไม่แน่ใจว่าเหตุผลที่นางกล่าวมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ถ้าหากว่าหลินหลันรู้เรื่องที่ผิงหยู่เป็นคนของนางและมารดาที่ถูกส่งเข้าไปแล้ว เหตุใดนางจึงไม่ได้ประกาศมันออกมาเล่า

...หรือว่านางจะมีแผนอื่น...

"ถิงถิง ระหว่างนี้ส่งคนออกไปจับตาดูพี่สาวของข้าด้วย ข้าว่านางจะต้องมีแผนอื่นอีกแน่นอน"

"เจ้าค่ะ"

การที่ผิงหยู่ถูกขับออกไปเช่นนี้ทำให้แผนอื่นๆ ที่หลันเหม่ยอิงวางเอาไว้โดยที่มีผิงหยู่เป็นหมากตัวสำคัญคงจะต้อง เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด เพราะหากจะหาหมากตัวใหม่เข้าแทรกซึมเข้าไปในเรือนของหลันเหม่ยหลินก็คงจะต้องใช้เวลานานกว่าที่จะได้รับความไว้วางใจเท่าผิงหยู่ และตอนนี้ก็เหลือเวลาไม่มากพอที่จะทำเช่นนั้นแล้ว

เพราะว่าอีกไม่นานก็จะถึงพิธีปักปิ่นของหลันเหม่ยหลิน และก็คงจะใช้เวลาไม่นาน นางก็คงจะได้กลายเป็นไท่จื่อเฟย

ซึ่งหลันเหม่ยอิงคงไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน

"แล้วเรื่องของผิงหยู่เล่าเจ้าคะ จะให้บ่าวส่งคนไปช่วยนางหรือไม่เจ้าคะ" ถิงถิงทราบดีว่าหลันเหม่ยอิงถูกชะตากับผิงหยู่อย่างมาก และก็รู้อีกด้วยว่าที่ผิงหยู่นั้นเป็นสายให้หลันเหม่ยอิงและมารดา

ทั้งยังคอยช่วยเหลือแผนการของคนทั้งสองอีกด้วย

"ในเมื่อนางเป็นคนของเรา อย่างไรข้าก็ต้องช่วยเหลือนางอยู่แล้ว แต่..." หลันเหม่ยอิงแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะเอ่ยต่อ “หลังจากที่เราช่วยเหลือนางเรียบร้อยแล้ว ก็จัดการนางเสียนางรู้เรื่องของเรามากเกินไป”

ความจริงแล้วหลันเหม่ยอิงเองก็พอที่จะมองออกว่าผิงหยู่นั้นไว้ใจไม่ได้ การที่นางยินยอมที่จะช่วยเหลือนางและมารดามาโดยตลอดส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าจ้าวหมิงหมิงเคยช่วยเหลือมารดาของผิงหยู่เอาไว้ แต่อีกส่วนก็เป็นเพราะว่าทั้งคู่นั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่

"เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปจัดการให้เจ้าค่ะ"

"แล้วก็อย่าลืมหาหาทางป้ายความผิดทั้งหมดไปให้พี่สาวของข้าด้วยเล่า"

"เจ้าค่ะ คุณหนู" ถิงถิงรับคำก่อนที่จะเดินออกจากเรือนของหลันเหม่ยอิงเพื่อที่ไปจัดการตามที่หลันเหม่ยอิงสั่งในทันที

...เพียงเท่านี้ข้าก็จะได้กำจัดทั้งพยาน ทำลายชื่อเสียงของนังเหม่ยหลิน และยังสร้างชื่อให้ตนเองดูเป็นผู้มีเมตตาต่อบ่าวไพร่อีก...

หลันเหม่ยอิงยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจว่าแผนของนางจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีบุคคลอื่นได้ยินในสิ่งที่พวกนางคุยกัน

 

 

 

“…บ่าวได้ยินมาเช่นนี้เจ้าค่ะ” เจียงอวี้รีบกลับมาที่เรือนของหลันเหม่ยหลิน และรายงานเรื่องที่ตนได้ยินสองนายบ่าวคุยกันทั้งหมด

ใช่แล้ว เรื่องที่หลินหลันใช้ให้เจียงอวี้ไปทำก็คือแอบฟังสองนายบ่าวคุยกัน เพราะว่านางค่อนข้างแน่ใจว่าหลันเหม่ยอิงเมื่อรู้เรื่องที่ผิงหยู่ถูกขายออกไปแล้ว หลันเหม่ยอิงจะต้องวางแผนใหม่อย่างแน่นอน

ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ เสียด้วย

หลินหลันยกยิ้มก่อนจะเอ่ยชมหลันเหม่ยอิงด้วยความ ‘จริงใจ’

“น้องสาวข้าคนนี้ ช่างเจ้าแผนการยิ่งนัก” วางแผนจะกำจัดทั้งพยานที่รับรู้แผนชั่วของตน และกำจัดพี่สาวเป็นศัตรูหัวใจไปในคราวเดียวกัน

หากว่าคนที่อยู่ในร่างนี้เป็นหลันเหม่ยหลินคนก่อนแผนนี้อาจจะสำเร็จก็เป็นได้ แต่ทว่าสำหรับหลินหลันคนนี้ไม่มีวันยอมให้แผนการสำเร็จได้หรอก

“เช่นนั้น คุณหนูจะทำอย่างไรต่อเจ้าคะ”

"เราก็แค่ปล่อยให้นางทำตามแผนของนางไป"

"แล้วเรื่องชื่อเสียงของคุณหนูเล่าเจ้าคะ"

"เรื่องนั้น..." หลินหลันถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนที่ที่จะหยุดคิดสักพักแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคนเท่านั้น "เราก็ต้องทำให้แน่ใจว่าหลันเหม่ยอิงจะต้องกลืนยาขมของตัวเองแทนน่ะสิ"

เมื่อพูดถึงตรงนี้หลินหลันก็รู้สึกได้ถึงความแค้นที่มาจากก้นบึ้งของจิตใจ ซึ่งคาดว่ามันน่าจะเป็นความรู้สึกที่ตกค้างอยู่ของหลันเหม่ยหลินคนเก่า

หลินหลันก็พอจะเข้าใจว่าหลันเหม่ยหลินคงจะแค้นหลันเหม่ยอิงมากเสียทีเดียว

…หลันเหม่ยหลินไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวหลินหลันคนนี้จะแก้แค้นให้เธอเอง...

เมื่อคิดดังนั้น ความรู้สึกคั่งแค้นที่อยู่ในจิตใจก็ดูเหมือนจะเบาบางลงไปมากจนกระทั่งความรู้สึกนั้นมันหายไป ราวกับว่าหลันเหม่ยหลินนั้นได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่หลินหลันส่งผ่านไปให้แล้ว

"เจียงอวี้เจ้าไปค้นดูข้าวของที่เหลืออยู่ของผิงหยู่ดูสิ ว่ามีสิ่งใดที่จะสามารถเชื่อมโยงไปหาหลันเหม่ยอิงหรืออนุจ้าวหรือไม่ และระวังอย่าให้ผู้ใดรู้เข้าล่ะ"

เจียงอวี้รับคำและรีบออกไปค้นข้าวของของผิงหยู่ตามคำสั่งของหลินหลันในทันที

โชคดีที่ผิงหยู่นั้นอาศัยอยู่ในห้องพักเพียงผู้เดียวและนางมักจะปิดประตูห้องอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อเข้ามาในห้องแล้วเจียงอวี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องระแวงว่าจะมีผู้ใดมาเห็น เพียงแค่ระวังไม่ให้มีเสียงดังกุกกักเสียจนน่าสงสัยก็เพียงพอแล้ว

ของส่วนตัวทุกอย่างของผิงหยู่จึงยังอยู่ครบถ้วนทุกอย่าง เพราะหลินหลันไม่อนุญาตให้ผิงหยู่นำสิ่งใดติดตัวออกจากจวนราชครูไปเลยแม้แต่น้อย

แต่ทว่า...

"ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเลยอย่างนั้นหรือ"

"เจ้าค่ะ"

"น่าแปลกเสียจริง" หลินหลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามต่อ "เช่นนั้นในห้องนางมีข้าวของมีค่าในห้องหรือไม่ ของที่เจ้าไม่เคยเห็นว่าข้ามอบให้นางน่ะ มีหรือไม่"

"ไม่มีเลยนะเจ้าคะ" เจียงอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยออกมา "ความจริงแล้วในห้องของผิงหยู่ไม่มีสิ่งของมีค่าใดๆ เลยนะเจ้าคะ"

น่าแปลกเสียจริง ความจริงแล้วตั้งแต่ผิงหยู่มาอยู่กับหลันเหม่ยหลินแล้วนางได้รับข้าวของเครื่องประดับเงินทองจากหลันเหม่ยหลินไปก็มาก ทั้งยังได้รับสิ่งของมีค่าจากหลันเหม่ยอิงอีกทางหนึ่งในทุกครั้งที่นางทำงานให้หลันเหม่ยอิงได้สำเร็จ

แต่ทว่าเหตุใดจึงไม่พบของมีค่าใดๆ ในเรือนของนางเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

เพราะว่าตอนที่นางโดนลากออกจากเรือนไปหลินหลันก็เห็นว่าผิงหยู่ไม่ได้พกสิ่งใดออกไปแม้แต่ชิ้นเดียว

หรือว่า...

“เจียงอวี้เจ้าทราบหรือไม่ว่ามารดาของผิงหยู่อาศัยอยู่ที่ใด”

 

 

 

หลังจากที่สั่งให้เจียงอวี้ลอบเข้าไปค้นหาของในบ้านของมารดาของผิงหยู่ ก็พบกับหีบที่บรรจุทรัพย์สินมีค่ามากมายทั้งเครื่องประดับ ทองคำ ตั๋วเงินมากมายอัดแน่อยู่ภายใน ซึ่งหีบนั่นซ่อนอย่างดีที่ใต้เตียงที่มารดาของผิงหยู่นอนอยู่

มารดาของผิงหยู่นั้นมีร่างกายที่อ่อนแอ แม้ว่าอายุนางจะยังไม่มากเท่าไหร่นัก แต่ทว่ากลับอ่อนเพลียได้ง่ายมาก ทำให้นางนอนหลับแทบจะตลอดเวลา

ผิงหยู่อาจจะคิดว่าการที่นำสมบัติต่างๆ มาซ่อนเอาไว้ที่ใต้เตียงของมารดานางจะปลอดภัยกว่าการที่เอาข้าวของพวกนี้เก็บเอาไว้ในจวนกระมัง

แต่ทว่านางคงจะลืมไปว่ามารดาของนางนั้นร่างกายอ่อนแออย่างมาก ทั้งยังเป็นคนที่นอนหลับอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น มารดาของผิงหยู่จึงไม่ได้รับรู้เลยว่าเจียงอวี้ที่มีวรยุทธค่อนข้างสูงนั้นได้หยิบเอาหีบสมบัติที่อยู่ใต้เตียงนั้นออกมาเรียบร้อยแล้ว

และทันทีที่หลินหลันเห็นสิ่งของที่อยู่ในหีบ ดวงตาก็ลุกวาวด้วยความโกรธ เพราะว่าเกินกว่าครึ่งไม่ใช่ของที่หลันเหม่ยหลินมอบให้ ทั้งยังไม่รู้ว่าของในหีบนี่ถูกนำไปขายแลกเงินมาเท่าไหร่แล้ว

…นี่บ่าวทรยศคนนั้น หักหลังหลันเหม่ยหลินไปมากเท่าใดกันถึงได้มีสมบัติมามากขนาดนี้...

และดูจากปริมาณข้าวของที่ผิงหยู่ได้รับมาจากหลันเหม่ยอิง หลินหลันก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา เพราะว่าจากเรื่องราวในซีรีส์หลันเหม่ยอิงและมารดา อาศัยอยู่ในจวนราชครูอย่างยากจนอัตคัด ไม่คล้ายบุตรีของขุนนางชั้นผู้ใหญ่สักเท่าไหร่ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่ใช่ผ้าชั้นดี เพียงแค่เสื้อผ้าระดับกลางทั่วๆ ไปเท่านั้น เครื่องประดับทรัพย์สินเงินทองก็มีเพียงแค่พอประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น

แต่ดูจากเสื้อผ้าชั้นดีที่นางสวมใส่ตอนที่เข้ามาเยี่ยมนางพร้อมไท่จื่อเมื่อครู่ และจากปริมาณของสมบัติที่อยู่ในกล่องสมบัติที่ผิงหยู่ได้รับจากหลันเหม่ยอิง หากสามารถนำทรัพย์สินมาแจกจ่ายให้บ่าวไพร่ได้มากขนาดนี้ จะเรียกว่ารวยอู้ฟู่ก็คงไม่ผิดนัก

ในตอนแรกหลินหลันคาดว่าเสื้อผ้าและทรัพย์สินต่างๆ เหล่านั้น อาจจะเป็นของที่เว่ยเทียนหลงมอบให้แทนใจ แต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง หลันเหม่ยอิงคงจะไม่ยินยอมมอบให้แก่บ่าวโดยง่ายอย่างแน่นอน

หรือถ้าจะบอกว่าเป็นสินเดิมมารดานางก็คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะว่าบ้านเดิมของจ้าวหมิงหมิงนั้นไม่ใช่ตระกูลที่ร่ำรวยอะไร สินเดิมของนางก็คงจะมีไม่มากเท่าไหร่นัก

แล้วของพวกนี้มันมาจากที่ไหนกันนะ

"คุณหนูเจ้าคะ..." เจียงอวี้ทำท่าจะเอ่ยอะไรออกมาอีก หลินหลันพอจะรู้ว่าเจียงอวี้ต้องการที่จะเอ่ยถึงเรื่องใด จึงได้บอกกล่าวออกมาในทันที

"ว่าอย่างไร..."

"คุณหนูรู้เรื่องที่ผิงหยู่...เป็นคนของคุณหนูรองอยู่แล้วหรือเจ้าคะ"

เหตุที่ทำให้เจียงอวี้เอ่ยถามเช่นนั้นก็เป็นเพราะว่าตอนที่เจียงอวี้เล่าเรื่องที่หลันเหม่ยอิงคุยกับถิงถิงในเรือนของนางนั้น มีเรื่องที่บอกว่าผิงหยู่เป็นคนของสองแม่ลูกคู่นั้นอยู่ด้วย

แต่ว่าตอนที่หลินหลันได้ยินกลับดูไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย

ทั้งเมื่อเห็นปริมาณทรัพย์สินในหีบที่นางไปขนมาจากบ้านของมารดาผิงหยู่แล้ว เจียงอวี้จึงได้มั่นใจว่ามันเป็นเรื่องจริง เพราะว่าของส่วนใหญ่ในนั้นเจียงอวี้ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งนางยังจับสังเกตสายตาของหลินหลันเมื่อมองไปยังกองสมบัติพวกนั้นได้อีกด้วย ว่ามันดูโกรธแค้นมากเพียงใด

หลินหลันเมื่อเห็นว่าเจียงอวี้ถามเช่นนั้น ก็สะดุ้งเล็กน้อย นางไม่คิดว่าเจียงอวี้จะช่างสังเกตมากถึงเพียงนี้ จะให้นางโกหกไปว่านางเองก็เพิ่งทราบเรื่องก็เกรงว่าเจียงอวี้จะไม่เชื่อตน แต่ถ้าจะให้พูดความจริงไปว่าเป็นวิญญาณจากโลกอื่นเข้ามาสิงร่างของหลันเหม่ยหลินและรู้เรื่องราวทั้งมาจากซีรีส์

เกรงว่าคงจะโดนกล่าวหาว่าวิปลาส แล้วก็คงจะมีหมอผีเข้ามาจัดการนางเป็นแน่

หลินหลันไพล่นึกถึงคลิปหมอผีที่พยายามจะไล่ผีที่เธอเคยเห็นในชาติก่อน

ทั้งเฆี่ยนตี ทั้งโดนสาดน้ำที่ไม่รู้ว่าสะอาดหรือไม่ แล้วบางคนก็ถูกสาดด้วยข้าวสารเสก

ไม่รู้ว่าการไล่ผีที่นี่เป็นอย่างไร แต่หลินหลันไม่อยากที่จะเสี่ยง

"ข้าก็เพิ่งรู้เรื่องนี้ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก" หลินหลันตอบเจียงอวี้ไปแบบอ้อมๆ โดยไม่ได้บอกที่มาว่านางรู้มาจากที่ใด เจียงอวี้เมื่ออ่านสีหน้าของหลินหลันในตอนนี้แล้วก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่ความต่อ เพียงแต่เปลี่ยนเรื่องไปเท่านั้น

"ถ้าเช่นนั้นนี่ก็คือสาเหตุที่คุณหนูขายผิงหยู่ออกไปใช่หรือไม่เจ้าคะ" เจียงอวี้เอ่ยถามนายสาว

"ใช่"

ความจริงเรื่องนี้เจียงอวี้ก็รู้สึกสงสัยเรื่องที่ผิงหยู่นั้นดูจะมีเงินเหลือใช้มากมายกว่าบ่าวคนอื่นๆ แต่ก็คิดว่าคงจะได้รางวัลพิเศษจากหลันเหม่ยหลิน ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเงินที่ได้มาจากการขายข่าวของนายสาวให้แก่หลันเหม่ยอิงเสียได้

เมื่อเจียงอวี้เห็นหลินหลันเงียบไม่พูดอะไรต่อ เจียงอวี้ก็ตีความไปเองว่าหลินหลันคงจะเสียใจมากที่ถูกบ่าวคนสนิทหักหลัง เพราะผิงหยู่เป็นบ่าวที่หลันเหม่ยหลินสนิทที่สุด ด้วยผิงหยู่เป็นบ่าวช่างพูดจามากกว่าเจียงอวี้ที่พูดไม่เก่งเอาเสียเลย

แต่ทว่าตอนนี้วิญญาณที่อยู่ในร่างนี้คือหลินหลันไม่ใช่หลันเหม่ยหลิน ดังนั้นการที่รู้ว่าผิงหยู่ทรยศไม่ได้ทำให้หลินหลันรู้สึกอะไรมากไปกว่าการโกรธแค้นแทนเจ้าของร่างเดิม

หลันเหม่ยหลินไปทำอะไรให้นาง ทั้งดูแล เอาใจใส่ จะใช้ความทุบตีสักครั้งยังไม่มี แม้ว่าหลันเหม่ยหลินจะร้ายกาจกับบุคคลอื่นเพียงใด แต่กับผิงหยู่นั้น หลันเหม่ยหลินดีกับนางยิ่ง แต่ผิงหยู่กับเห็นแก่บุญคุณฉาบฉวยเพียงครั้งเดียวของหลันเหม่ยอิง แล้วมาทำร้ายหลันเหม่ยหลินครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อคิดถึงตรงนี้ น้ำตาก็พานจะไหล ความเจ็บปวดทุกข์ทนทรมาน แล้วความเศร้าใจถาโถมของหลันเหม่ยหลินก็ถาโถมเข้ามา ทำให้ร่างของหลินหลันสั่นอย่างความคุมไม่ได้

…หลันเหม่ยหลิน ก่อนตายเจ้าถูกผู้คนหักหลังมามากเท่าไหร่กัน...

ฝ่ายเจียงอวี้เมื่อเห็นว่านายสาวน้ำตาปริ่มจะไหลก็เข้าใจว่านางกำลังเสียใจที่ถูกสาวใช้คนสนิทอีกคนหนึ่งหักหลัง จึงรีบกล่าวปลอบใจ

“คุณหนูเจ้าขา คุณหนูอย่าเสียใจไปเลยนะเจ้าคะ อย่างน้อยคุณหนูก็ยังเหลือบ่าว บ่าวจะไม่มีวันทรยศคุณหนูเลยเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าร้องไห้อีกเลยนะเจ้าคะ”

ได้ยินดังนั้นหลินหลันก็พลันได้สติ มือข้างหนึ่งยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไม่รู้ว่าไหลออกมาตอนไหน

...ดูเหมือนว่าความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมจะยังมีอิทธิพลต่อร่างกายนี้อยู่สินะ หลันเหม่ยหลินคงจะต้องเจ็บปวดมากทีเดียวถ้าต้องรู้ว่าคนสนิทของคนทำร้ายตนมามากเท่าใด...

เพราะเหตุนี้หลินหลันจึงตัดสินใจวางเฉยเรื่องที่ผิงหยู่จะถูกสั่งฆ่าโดยที่ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือใดๆ

ถือเสียว่ามันก็เป็นไปตามเวรกรรมที่ผิงหยู่ก่อเอาไว้ต่อเจ้าของร่างนี้ก็แล้วกัน แม้ว่าจะรู้สึกใจหายไปบ้างก็เถิด

แต่หลินหลันก็แอบรู้สึกสงสารมารดาของผิงหยู่ที่กำลังป่วยอยู่ไม่น้อย เพราะว่านอกจากผิงหยู่แล้วก็มีเพียงน้องชายที่ไม่เอาไหนของผิงหยู่เท่านั้นที่คอยดูแลมารดาของผิงหยู่ได้

หลินหลันเลยคิดว่าหลังจากที่ผิงหยู่ตายไป นางจะให้เงินก้อนหนึ่งกับครอบครัวของผิงหยู่ เพื่อเอาไว้ใช้รักษามารดาต่อไป คล้ายกับเป็นเงินประกันในยุคสมัยที่หลินหลันจากมาแล้วกันนะ

หลินหลันสะบัดหัวเพื่อที่จะหยุดคิดเรื่องของผิงหยู่ แล้วตัดสินใจสั่งให้เจียงอวี้ไปนำสมุด พู่กัน และโต๊ะเขียนหนังสือมาให้นางเพื่อที่นางจะได้จดบันทึกว่าของในหีบนี้มีสิ่งใดบ้าง

ระหว่างที่รอเจียงอวี้ไปยกของที่นางสั่งมาให้ หลินหลันก็หยิบข้าวของต่างๆ ภายในหีบ ออกมาเพื่อจำแนกตามของมันประเภท

ในหีบมีนี้มีตั้งแต่เงิน ทอง ไปจนถึงเครื่องประดับต่างๆ ทั้งปิ่น สร้อย ต่างหู ล้วนแต่เป็นของมีราคาที่สาวใช้ แม้จะเป็นสาวใช้ในจวนขุนนางใหญ่ก็ไม่น่าจะมีได้

ก็ไม่แปลกว่าเพราะเหตุใดผิงหยู่จึงไม่กล้านำมันออกไปขายแลกเงิน เพราะถ้าทำเช่นนั้นอาจจะถูกสงสัยว่าเป็นขโมยก็เป็นได้

ระหว่างที่หลินหลันกำลังจัดแยกและประเมินข้าวของในหีบด้วยสายตาอยู่นั้น สายตาของหลินหลันก็ไปสะดุดกับปิ่นทองชิ้นหนึ่ง

มันเป็นปิ่นทองเรียบๆ ธรรมดาอันหนึ่ง แต่หลินหลันกลับรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูด ทำให้หลินหลันเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วของหลินหลันสัมผัสกับตัวปิ่น...

“โอ๊ยยย” ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายนิ้วทำให้หลินหลันรีบปล่อยมือที่กำลังจับตัวปิ่นอยู่ในทันที

ในระหว่างที่กำลังจะหยิบปิ่นขึ้นมา หลินหลันไม่ระวังทำให้ปลายนิ้วไปเกี่ยวโดนของแหลมบางอย่าง ซึ่งในคราแรกหลินหลันเดาว่าน่าจะเป็นต่างหูที่วางอยู่ใกล้กับตัวปิ่นนั้น ซึ่งมันก็คงจะคมน่าดูเพราะหลินหลันสังเกตเห็นว่ามีคราบเลือดของตนเองติดอยู่ที่ปิ่นนั้นด้วย

แต่เมื่อหลินหลันยกมือข้างที่สัมผัสกับปิ่นขึ้นมาดูกลับไม่พบรอยแผลใดๆ ที่จะทำให้มีเลือดออกมาได้เลย

...แล้วนั้นมีรอยเลือดจากไหนกันนะ...

หลินหลันก้มลงเพื่อที่จะหยิบปิ่นทองอันเดิมที่วางอยู่ในหีบนั้นขึ้นมาสำรวจดูอีกครั้ง แต่ก็พบว่า...ปิ่นทองเรียบๆ ชิ้นนั้นได้หายไปแล้ว เหลือแต่เพียงปิ่นทองรูปดอกบัวบานที่งดงามที่สุดที่หลินหลันเคยเห็นวางอยู่ในหีบเท่านั้น

หลินหลันรู้สึกแปลกใจอย่างมาก นางลองค้นหาเครื่องประดับที่เหลืออยู่ในหีบแล้วแต่ก็ไม่มีปิ่นทองอันอื่นเลยแม้แต่น้อย

…หรือว่าในโลกนี้มันมีเวทมนตร์ด้วย? ...

เท่าที่หลินหลันจำได้ ในโลกของซีรีส์เรื่อง ‘พิภพรัก เพลิงสวรรค์’ กล่าวถึงแค่ว่าในโลกนี้มีกำลังภายในเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีเรื่องของเวทมนตร์ใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่ถ้าหากไม่ใช่เวทมนตร์ เช่นนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องของพวกกลไกภายในของตัวปิ่นอย่างนั้นหรือ

หลินหลันยกปิ่นขึ้นมาดูใกล้ๆ เพื่อที่จะหาว่ามันมีข้อต่อหรือว่าสวิตช์สำหรับกลไกตรงไหนหรือไม่ ก่อนที่หลินหลันจะสังเกตเห็นอักษรจีนที่สลักนูนตัวเล็กๆ เอาไว้ที่กลีบหนึ่งของดอกบัว

เหลียน?

เหลียนอย่างนั้นหรือ เหลียนฮวาภาษาจีนแปลว่าดอกบัวไม่ใช่หรือ แต่ว่าเหตุใดจึงต้องสลักคำว่าเหลียนเอาไว้บนกลีบดอกด้วยเล่า

อนุจ้าวมาจากสกุลจ้าว หากจะสลักชื่อสกุลเดิมของนางก็น่าจะสลักว่าจ้าวมากกว่า ส่วนหลันเหม่ยอิง ก็เป็นคนสกุลหลัน

และหลินหลันก็ค่อนข้างจะแน่ใจว่าหากว่าปิ่นชิ้นนี้เป็นของสองแม่ลูกนั่นจริงๆ พวกนางไม่มีทางยกให้ผิงหยู่อย่างแน่นอน เพราะปิ่นที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้เช่นนี้ ทั้งยังออกมางดงามไม่มีที่ติอีกด้วย น่าจะมีราคาสูงมาก

ทั้งการสลักชื่อแบบนูนลงไปเช่นนี้น่าจะเป็นการสั่งทำพิเศษ

และความพิเศษของปิ่นทองชิ้นนี้ หลินหลันแอบเห็นว่าตัวปิ่นนั้นแอบเปลี่ยนสีไปเป็นสีอมชมพูเมื่อต้องกับแสงแดด

ถ้าเช่นนั้นปิ่นชิ้นนี้ ผิงหยู่เอามาจากที่ใดกัน

ระหว่างที่หลินหลันกำลังนั่งค้นหาชื่อคนรอบตัวของหลันเหม่ยหลินมีผู้ใดสกุลเหลียนบ้าง เจียงอวี้ก็เข้ามาพร้อมกับโต๊ะหนังสือที่หลินหลันสั่งไปพอดี หลินหลันจึงเอ่ยปากถามเจียงอวี้เรื่องที่นางกำลังสงสัยอยู่ในทันที

“สกุลเหลียนอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

“ใช่ เจ้าพอจะนึกออกหรือไม่”

“หากบ่าวจำไม่ผิดบ่าวเคยได้ยินคนในจวนแอบพูดกันว่ามารดาของคุณหนูเป็นคนสกุลเหลียนนี่เจ้าคะ”

เมื่อพูดจบเจียงอวี้ก็ทำตาโตเมื่อนึกขึ้นได้ว่าราชครูหลันสั่งห้ามทุกคนในจวนเอ่ยถึงเหลียนซื่ออวิ๋นต่อหน้าหลันเหม่ยหลินโดยเด็ดขาดมิเช่นนั้นจะต้องถูกโบย จึงรีบบอกกล่าวแก่หลินหลันในทันที

“คุณหนูอย่าเอาเรื่องที่บ่าวเอ่ยถึงฮูหยินแล้วก็เรื่องที่คนในจวนยังพูดถึงฮูหยินอยู่ไปบอกนายท่านนะเจ้าคะ”

“อือ ข้าเข้าใจแล้ว”

หลินหลันตอบรับเบาๆ ขณะที่นางกำลังคิดถึงเรื่องราวที่รับรู้มาอยู่

หลินหลันอยากตบหน้าผากให้กับความโง่เขลาของนางเอง นางลืมไปเสียสนิทว่ามารดาของหลันเหม่ยหลินมีชื่อว่าเหลียนซื่ออวิ๋น

หากว่ามารดาของหลันเหม่ยหลินเป็นคนสกุลเหลียน เช่นนั้นแสดงว่าปิ่นชิ้นนี้จะต้องเป็นของนางสินะ

ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสินเดิมของฮูหยินเสียด้วย

ซึ่งหากว่าหลินหลันจำไม่ผิด สินเดิมของฮูหยินก็คงจะถูกเก็บเอาไว้ที่ห้องสมบัติของจวนใช่หรือไม่

ผิงหยู่เป็นเพียงสาวใช้คงจะไม่สามารถเข้าออกห้องเก็บสมบัติของจวนได้โดยอิสระโดยไม่ได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนาย จนสามารถขโมยทรัพย์สินออกมาได้

เช่นนั้นก็แสดงว่าผิงหยู่จะต้องได้รับมันมาจากทางอื่น

ดวงตาของหลินหลันลุกวาวด้วยความโกรธ

หึ สองแม่ลูกน่าตายนั่นช่างกล้าเสียจริง

...นอกจากจะแย่งคู่หมั้นของหลันเหม่ยหลินแล้ว ยังจะมายักยอกสินเดิมมารดานางไปอีกหรือ รังแกกันเกินไปแล้ว...

 

 

 

 

หลินหลันลองมานั่งคิดๆ ดู ถึงความเป็นไปได้ต่างๆ หากว่าสินเดิมของฮูหยินถูกเก็บอยู่ในห้องเก็บสมบัติของจวน ซึ่งโดยปกติแล้วกุญแจดอกนั้นจะเก็บไว้กับฮูหยินของจวน แต่ในเมื่อฮูหยินเหลียนมารดาของนางตายไปแล้ว กุญแจห้องเก็บสมบัติก็ควรที่จะอยู่กับพ่อบ้านหลิว

แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ว่ากุญแจอาจจะอยู่ที่อนุจ้าว หากว่าราชครูหลันเป็นผู้มอบอำนาจให้นางทำ

แม้ว่านางจะเป็นเพียงอนุ แต่ว่าในตอนนี้นอกจากเด็กสาวสองคนที่ยังไม่ออกเรือนแล้วก็มีเพียงอนุจ้าวที่เป็นสตรีเพียงคนเดียวที่ในจวน ดังนั้นเรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว

"เจียงอวี้ ตอนนี้ใครเป็นผู้ดูแลกุญแจห้องเก็บสมบัติของจวนอย่างนั้นหรือ" เจียงอวี้ทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบออกมาเสียงเบา

"เรื่องนี้เองบ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ เพราะโดยปกติแล้วเวลาคุณหนูจะเบิกของอะไรออกมาใช้ก็มักจะให้ผิงหยู่ไปจัดการให้เจ้าค่ะ คุณหนูลองถามนายท่านดูสิเจ้าคะ นายท่านต้องรู้แน่นอนเจ้าค่ะ"

ใช้ผิงหยู่ให้จัดการให้เช่นนั้นหรือ...อย่างนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าผิงหยู่จะแอบหยิบปิ่นนั้นออกมาเอง โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องเลย

แต่อย่างไรหากว่าหลินหลันจะสืบเรื่องนี้ต่อ ก็คงต้องรอให้ราชครูหลันกลับมาเสียก่อน ค่อยสอบถามราชครูหลันเพิ่มเติมอีกที่หนึ่ง

หลังจากนั้นหลินหลันจึงก้มหน้าก้มตาจดบันทึกทรัพย์สินที่พบในหีบนั้นต่อไป

 

 

 

กว่าหลินหลันจะจดบันทึกทรัพย์สินในหีบของผิงหยู่เสร็จ ก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี หลินหลันบอกกับเจียงอวี้ว่าไม่ต้องเตรียมสำรับอาหารเย็นให้นางทานในห้องเพราะว่านางจะออกไปทานพร้อมกับราชครูหลันที่เรือนใหญ่แทน และแจ้งให้เจียงอวี้ไปบอกคนที่เรือนนั้นเอาไว้ล่วงหน้าด้วย เพื่อให้พวกเขาจัดที่นั่งเอาไว้ให้เธอเพิ่มเติม

และเมื่อหลินหลันเดินเข้าไปในห้องทานอาหาร ก็พบว่าราชครูหลัน อนุจ้าว หลันเหม่ยอิง ก็นั่งอยู่ที่โต๊ะกันอย่างพร้อมหน้า

นอกจากนี้ยังมีแขกไม่ได้รับเชิญอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือ...

องค์ไท่จื่อ

"อ้าว หลินเออร์ มาพอดีเลย พ่อกำลังจะให้คนไปแจ้งกับลูกพอดีเลยว่าวันนี้องค์ไท่จื่อเสด็จมาทานอาหารกับเราด้วย" ราชครูหลันเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหลินหลันก้าวเท้าเข้าไปในห้องอาหาร

ก่อนที่จะสังเกตสีหน้าของบุตรสาวด้วยความกังวลใจว่านางยังรู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้เห็นหน้าของหรือไม่ แต่เมื่อไม่เห็นว่าบุตรสาวดูจะเจ็บปวดเมื่อเจอกับองค์ไท่จื่อก็สบายใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เท่านั้น

ทางด้านหลินหลันก็มองเว่ยเทียนหลงด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้

...เมื่อครู่ไท่จื่อกลับไปแล้วไม่ใช่หรืออย่างไรกัน...

แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้หลินหลันแสดงสีหน้าแบบไหนออกไปตอนที่กำลังมองหน้าเว่ยเทียนหลง ทำให้เว่ยเทียนหลงเลิกคิ้วมองนางอย่างกวน...ประสาท

นี่องค์ไท่จื่อเพิ่งจะกวน...ประสาทนางหรืออย่างไรกัน

หลินหลันรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างนอบน้อมออกมาราวกับนางไม่เห็นสีหน้าเช่นนั้นขององค์ไท่จื่อ ก่อนที่ก้มลงทำความเคารพ

"ถวายพระพรองค์ไท่จื่อเพคะ"

"ไม่เป็นไรยืนขึ้นเถิด"

"ขอบพระทัยเพคะ" หลินหลันยืดตัวขึ้นก่อนที่จะมองไปยังที่นั่งที่ยังว่างอยู่ในตอนนี้มีอยู่เพียงที่เดียวนั่นก็คือที่นั่งข้างไท่จื่อเท่านั้น

ในเมื่อเลือกไม่ได้ หลินหลันก็ไม่อยากจะสร้างความวุ่นวายกับแค่การเลือกที่นั่ง นางจึงเดินไปนั่งลงตรงที่นั่งข้างองค์ไท่จื่อโดยไม่ได้ปริปากบ่นอะไรออกมา

เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้วหลินหลันก็หันไปพูดกับองค์ไท่จื่อ

"น่าแปลกใจเสียจริงหม่อมฉันนึกว่าพระองค์กลับไปแล้ว ไม่คาดว่าพระองค์จะเสด็จมาที่จวนนี้อีกครั้งนะเพคะ"

ถึงแม้ว่าสีหน้าและท่าทางของหลินหลันจะดูอ่อนโยนและนอบน้อมเช่นเดิม และริมฝีปากของนางก็ยังคงแย้มยิ้มแต่ทว่าสายตาของนางกลับมองพระองค์ด้วยสายตากึ่งรำคาญ ราวกับจะบอกกับพระองค์ว่า 'ท่านจะย้อนกลับมาทำไมอีก หากกลับไปแล้วก็กลับไปเลยสิ'

เมื่อเห็นการกระทำที่ดูจะไล่พระองค์อย่างโจ่งแจ้ง มุมปากของเว่ยเทียนหลงก็กระตุกไปเล็กน้อยก่อนที่พระองค์จะตอบกลับหลินหลันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"พอดีว่าพี่มีเรื่องที่จะต้องหารือกับท่านอาจารย์ที่ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้พี่ก็เลยตามมาหารือกับท่านอาจารย์ต่อที่จวน และก็เลยถือโอกาสมาทานอาหารที่นี่เลย หลินเออร์คงไม่ว่าอะไรพี่ใช่หรือไม่"

"หม่อมฉันจะไปว่าอะไรพระองค์ได้เล่าเพคะ หม่อมฉันดีใจเสียมากกว่าเพคะ ที่พระองค์เสด็จมาที่นี่ถึงสองคราในวันเดียว" แม้ว่าองค์ไท่จื่อจะพูดจากวนบาทาเพียงใด หลินหลันก็ยังคงแสดงสีหน้าและท่าทางอันนอบน้อม แม้ว่าภายในใจจะรังเกียจไท่จื่อผู้นี้เพียงใดก็ตาม

ทางด้านเว่ยเทียนหลงแม้จะรับรู้ได้ถึงความประชดประชันในประโยคนั้น แต่ก็ไม่ได้ถือสาหาความอันใด แต่กลับยิ้มแย้มราวกับขบขันในท่าทีของหลินหลันในตอนนี้เสียมากกว่า

เพราะท่าทางเช่นนี้ของนางน่ามองกว่าการที่คอยส่งสายตาน่าขนลุกให้เขาตลอดเวลาเช่นแต่ก่อนไม่

ราชครูหลันเมื่อรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาดระหว่างหลินหลันและเว่ยเทียนหลง จึงรีบตัดบทเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ

"อ่าา เรามาเริ่มทานอาหารกันเถอะ หลินเออร์ลูกเพิ่งฟื้นต้องทานให้เยอะๆนะ พ่อได้ยินจากพวกบ่าวว่าตั้งแต่ลูกตื่นมาก็รับสำรับไปเพียงน้อยนิดเท่านั้น"

"เจ้าค่ะ ท่านพ่อ"

หลินหลันยิ้มให้ราชครูหลันที่พยายามจะเปลี่ยนบรรยากาศอันมาคุด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะก้มหน้าทานอาหารตรงหน้าของตนอย่างเงียบๆ

แต่ทว่าขณะที่หลินหลันกำลังจะขยับตะเกียบไปคีบขาหมูน้ำแดงมากิน ก็ถูกตะเกียบอีกคู่หนึ่งสกัดเอาไว้

"เจ้าเพิ่งจะฟื้นไม่ควรจะทานอาหารมันๆ อย่างขาหมู" ตำหนิเสร็จเว่ยเทียนหลงก็คีบปลานึ่งมาวางใส่ชามของหลินหลัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองหลินหลันด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย “ทานปลานี่เสียสิ จะได้บำรุงกำลัง"

หากว่าเว่ยเทียนหลงปฏิบัติเช่นนี้กับหลันเหม่ยหลินตัวจริง เป็นไปได้ว่าหลันเหม่ยหลินอาจจะรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเขา

เพียงแต่ตอนนี้วิญญาณที่อยู่ในร่างนี้ คือ หลินหลันนางร้ายสาวจากยุคปัจจุบันที่เคยถูกผู้ชายหยอดคำหวานใส่ไม่รู้กี่ครั้งกี่ครา แค่ตักกับข้าวแล้วยิ้มหวานให้แบบนี้ใช่ว่าหลินหลันจะไม่เคยเจอ

ที่สำคัญ...

หลินหลันมองปลานึ่งในชามข้าวของตนเองอย่างหงุดหงิด

ชาติก่อน หลินหลันต้องรักษาหุ่นทำให้ไม่สามารถกินอะไรตามใจปากได้ อย่างเช่นขาหมูที่มีความมันสูงอย่างนี้เป็นข้อห้ามเด็ดขาด

เมื่อมาอยู่ในร่างของหลันเหม่ยหลิน หลินหลันคิดว่านางจะได้ทานอะไรที่นางไม่สามารถทานได้ในตอนที่ยังเป็นหลินหลันในชาติก่อน แต่กลับต้องมาถูกสกัดดาวรุ่งโดยองค์ไท่จื่ออีก

อีกอย่างตะเกียบที่เขาใช้คีบปลามาให้หลินหลันก็ไม่แน่ใจว่าเขาเอาเข้าปากไปหรือยัง หลินหลันไม่อยากที่จะกินน้ำลายของเขาเข้าไปหรอกนะ

แม้ว่าหลินหลันจะคิดเช่นนั้น แต่กลับแย้มยิ้มตอบเว่ยเทียนหลงไปอย่านอบน้อมว่า

"ขอบพระทัยเพคะองค์ไท่จื่อ เพียงแต่ว่าก่อนที่หม่อมฉันจะฟื้นขึ้นมา หม่อมฉันฝันว่ามีปลาตัวใหญ่มาช่วยหม่อมฉันขึ้นมาจากน้ำ เมื่อเห็นปลาในจานนี้ก็ทำให้ไม่ใคร่อยากทานสักเท่าไหร่เพคะ หม่อมฉันต้องขออภัยจริงๆ เพคะ เนื้อปลาชิ้นนี้หม่อมฉันคงจะต้องยกให้พระองค์ทานเสียแล้วเพคะ"

แล้วหลินหลันก็คีบเอาปลาชิ้นนั้นโดยติดข้าวที่อยู่รอบเนื้อปลานั้นไปเล็กน้อย คืนใส่ชามของเว่ยเทียนหลงก่อนจะแกล้งทำตะเกียบหล่นพื้น บ่าวที่อยู่รับใช้บริเวณนั้นจึงหยิบตะเกียบคู่ใหม่มาให้นาง

ราชครูหลันเห็นพฤติกรรมเสียมารยาทของบุตรสาว จึงตั้งใจจะกล่าวขออภัยต่อองค์ไท่จื่อ

แต่เว่ยเทียนหลงกลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

"หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก เจ้ากินไปต่อเถิด"

“เพคะไท่จื่อ”

เมื่อได้ยินคำกล่าวอ้างของหลินหลัน แม้ว่าจะรู้ว่ามันเป็นข้ออ้างที่ไม่อยากจะกินของที่เขาตักให้แต่เว่ยเทียนหลงกลับไม่รู้สึกโกรธ แต่รู้สึกขบขันในข้ออ้างที่ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ของหลินหลันเพียงเท่านั้น

หลินหลันเองเมื่อเห็นว่าเว่ยเทียนหลงยอมรามือโดยง่าย ไม่ถือสาที่นางเสียมารยาท ทั้งยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลาเช่นนี้ มันน่ารำคาญ จนอยากจะทำให้รอยยิ้มพวกนั้นหายไปเสียจริง

...อ่าา ไท่จื่อพระองค์นี้ช่างเป็นคนเสแสร้งที่น่ารำคาญเสียจริง...

"ว่าแต่เจ้าฝันเห็นปลาตัวยักษ์มาช่วยอย่างนั้นหรือ" หลินหลันสะดุ้งเมื่อเว่ยเทียนหลงดูจะใส่ใจในเรื่องโกหกของนางขึ้นมา แต่ก็พยายามรักษาสีหน้าให้ดูยิ้มแย้มดังเดิม

"เพคะ"

"ถ้าอย่างนั้นเจ้าจำได้หรือไม่ว่าปลาตัวนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร"

"หน้าตาของปลาตัวนั้นหรือเพคะ จำ...จำได้สิเพคะ" สมองของหลินหลันทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะหาคำตอบให้ได้ ก่อนที่เธอจะนึกออก "เป็นปลาตัวใหญ่ตาโตตัวสีส้มมีลายขาวส้มคาดตลอดตัวเจ้าค่ะ"

...ขออนุญาตใช้ตัวละครปลาน้อยจากหนังแอนิเมชันชื่อดังในโลกก่อนด้วยนะคะ หวังว่าทางต้นสังกัดจะไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ที่นางเอาตัวการ์ตูนมาเผยแพร่ในยุคโบราณแบบนี้นะ...

"เป็นปลาที่ฟังดูน่าประหลาดเสียจริง" เว่ยเทียนหลงแสดงสีหน้าประหลาดใจ "พี่ไม่คิดว่าในน้ำเจ้าจะมองเห็นหน้าพี่เป็นเช่นนั้นได้"

"อะไรนะเจ้าคะ" หลินหลันมองหน้าเว่ยเทียนหลงอย่างตกใจ แต่เว่ยเทียนหลงกลับไม่ยอมตอบคำถามของนางทั้งยังหันไปคีบเนื้อขาหมูแบบไม่ติดมันมาเลยสักนิดมาวางใส่ชามข้าวให้นางแทน

"หากว่าเจ้าอยากกินขาหมูก็กินแค่นี้ก็พอ เอาไว้หายสนิทแล้วค่อยกินตามปกติ" เว่ยเทียนหลงวางผักต้มสุกลงบนชามข้าวของหลินหลัน "แล้วเวลาที่เจ้ากินพยายามเลี่ยงเนื้อชิ้นมันหากว่าเจ้าไม่อยาก...ตัวใหญ่จนต้องตัวชุดใหม่ทั้งหมด"

หลินหลันที่กำลังจะถามถึงเรื่องที่เขาพูดเมื่อครูแต่เมื่อได้ยินประโยคแสลงใจก็ตาวาวด้วยความโกรธ

องค์ไท่จื่อเพื่อจะบอกว่านางอ้วนอย่างนั้นหรือ

...อยากจะรู้เสียจริงหากนางตบปากไท่จื่อตอนนี้มีความผิดหรือไม่...

"แล้วเจ้าก็ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ตะเกียบนี้เป็นตะเกียบใหม่พี่เพิ่งจะให้คนไปหยิบมาให้เมื่อครู่นี้เอง" พูดจบเว่ยเทียนหลงก็วางตะเกียบที่ใช้คีบอาหารให้หลินหลันลงตรงที่วางตะเกียบข้างๆ ที่วางตะเกียบที่เขาใช้ปกติ แล้วหันมายักคิ้วให้หลินหลันอย่างกวน...

หลินหลันก้มหน้าก้มตากินอย่างหงุดหงิดท่าทางของเว่ยเทียนหลง โดยไม่พูดอะไรต่อไปเลย

ราชครูหลันเมื่อเห็นว่าบรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเริ่มที่จะมาคุขึ้นมาอีกครั้งก็คร้านที่จะห้ามปรามแล้ว ด้วยเห็นว่าองค์ไท่จื่อไม่ถือสาท่าทางที่ดูจะเสียมารยาทของหลินหลัน

แต่หลันเหม่ยอิงกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น

หลันเหม่ยอิงที่เห็นว่าเว่ยเทียนหลงเอาแต่สนใจหลันเหม่ยหลินไม่สนใจตนแม้แต่น้อย ก็กำมือแน่นและมองหลินหลันอย่างโกรธแค้น

...ตำแหน่งไท่จื่อเฟยจะต้องเป็นของข้า ข้าจะไม่ยอมให้นังเหม่ยหลินมาแย่งไปเป็นอันขาด...

หากว่าหลินหลันบังเอิญได้ยินความคิดของหลันเหม่ยอิงก็คงจะตอบกลับไปว่า

'ถ้าอยากได้นักก็เอาไปเถิด ข้าไม่อยากได้!!!'

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5.046K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,787 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1780 Kittiyass (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มีนาคม 2564 / 17:07
    " จึงหยิบตะเกียบใหม่คู่ " อ่านงงอยู่ตั้งนาน555
    #1,780
    0
  2. #1734 jibzaa2712 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 11:27
    พระเอกสายซึน
    #1,734
    0
  3. #1727 Sriploy Ktn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 08:03
    มอหออ ห้ามกินขาหมู

    เกลียดตรงรู้ทัน ทั้งคะเกียบ ทั้งปลา
    #1,727
    0
  4. #1724 awaaaaaa (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 16:01
    ไม่เอาไท่จื่อ แอนตี้ค่ะ!!!
    #1,724
    0
  5. #1696 MiNoR~* (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 11:55
    เอิ่ม ไท่จื่อ แกไปรักกับนางเอกเถอะ มากวนทีนไรนักหนา แกเปนคนทำน้องตายนะเว้ย ไม่อินอ่ะ
    #1,696
    0
  6. #1694 kikijajakiki (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 11:23
    เป็นลูกเมียน้อย ทำไมถึงคิดว่าจะได้แต่งเป็นเมียเองล่ะ
    #1,694
    0
  7. #1671 01-ST (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 02:32
    เอิ่บ สมองมีปัญหาเหรอนางเอก เขามาก่อนแกอีก แกนั่นแหละที่แย่งเขามาอิเวง
    #1,671
    0
  8. #1652 reyya555 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 14:24
    พระเอกเอ็นดูน้องหนักมาก
    #1,652
    0
  9. #1649 DeWhisper (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 10:23
    ใครแย่งใครกันแน่
    #1,649
    0
  10. #1563 ButterTown (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 19:53
    รีไรท์ละเนื้อเรื่องกระชับขึ้นมากเลยค่ะ แถมเหมือนจะใบ้ปมต่างๆเยอะขึ้นด้วย สู้ๆนะคะ
    #1,563
    1
    • #1563-1 เผยหลิง(จากตอนที่ 6)
      21 พฤษภาคม 2563 / 22:18
      ขอบคุณค่ะ
      #1563-1
  11. #1527 THEEEFERN (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 00:31
    รออ่านต่อค่ะ กำลังสนุกเลย
    #1,527
    0
  12. #1515 Puchcha1234 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 14:55
    อยากอ่านตอนต่อไป ต้องทำยังไงคะ มีเล่มขายหรือยัง
    #1,515
    1
    • #1515-1 เผยหลิง(จากตอนที่ 6)
      28 เมษายน 2563 / 17:45
      ยังไม่มีเล่มขายค่ะ
      #1515-1
  13. #1477 Airzaa1810 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 21:51
    น้องสงสัยน้องเจียง
    #1,477
    0
  14. #1148 ตีฟอง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 23:18
    คงไม่ได้เป็นคนของไท่จื่อหรอกนะ
    #1,148
    0
  15. #1075 bleachy_aoi (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 08:57
    สนุก รอมาอัพเรื่อยๆนะ
    #1,075
    0
  16. #758 Xialyu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 13:57
    ใครหนอออออออออ
    #758
    0
  17. #688 Bee_Bee_1225 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 03:53
    เจียงอววี้ เป็นคนของใครรรรร
    #688
    0
  18. #680 PuiPui--r (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 01:26
    ขอให้เป็นคนที่พ่อส่งมาคุ้มครองอย่าเป็นคนของอิไท่จื่อนะ ไม่โอเค
    #680
    0
  19. #560 peangploy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 12:33
    ขออย่าเป็นคนของอิไท่จื่อก็พอ
    #560
    0
  20. #131 tidaratok (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 22:27
    เจียงอวี้อาจเป็นคนของไท่จื่อป่าวอ่ะ

    มโนเราเยอะ
    #131
    0
  21. #29 -GigGiw- (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 14:28
    เจียงอวี้เป็นสายลับด้วยป่างเนี่ย ~
    #29
    1
    • #29-1 -GigGiw-(จากตอนที่ 6)
      22 กรกฎาคม 2562 / 14:29
      เปล่า*
      #29-1
  22. #28 Saminmime (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 23:05

    รออ่านนะคะมาอัพช้าดีกว่าม่มาอัพเลย
    #28
    0
  23. #27 Poison_M.KS. (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 16:31
    รอจ้าาาาาา
    #27
    0
  24. #26 068981 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 16:14

    เอ๋! บ่าวเป็นคนของใครนะ รอจ้า....

    #26
    0
  25. #25 oohsehunn13 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 16:13
    รอนะคะะ
    #25
    0