about love and other stories #minbob

ตอนที่ 2 : between reality and dreams (2/5)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    30 ก.ค. 62

Between reality and dreams (2/5)
Paring : Mino/Bobby
Rate : G
Summary : ก่อนวันที่วินเนอร์จะฉลองครบรอบสิบเอ็ดปีแค่สามวัน บ๊อบบี้ไม่ได้อยู่รอวันนั้น
Author's Note : พล็อตนับล้านต้องหาทางระบาย ไม่อิงความจริงใดๆทั้งสิ้นอีกแล้วนะคะออกตัวก่อน / พยายามจะเปลี่ยนวิธีเขียนใหม่ รอดมั่ยรอด แง่







"ฉันอยากให้นายอยู่ที่นี่"



พูดจบ กับตัวเขาที่กังวลจนหาจุดโฟกัสสายตาไม่ถูก จีวอนกลับตอบมาง่ายๆ

'พี่เมาเหรอ'

บ๊อบบี้คิมตัวจริงเสียงจริงก็อย่างนี้ เป็นปกติเขาคงขำ แต่ไม่ใช่ในเวลาแบบนี้

"นายน่ะ..."

แต่สุดท้ายเขาก็เก็บคำพูดไว้ก่อน ไม่มีประโยชน์เลย เขาดูโง่กว่าเดิม ดูบ้าด้วย, เจ้าเด็กนี่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลายเป็นเขาเองที่รู้สึกแย่จนพูดไม่ออก

'พี่จะโทรมาแฮปปี้เบิร์ธเดย์ผมไม่ใช่เหรอ'

"อือ สุขสันต์วันเกิด"

เปล่า ไม่เลย มันจริงแค่ครึ่งเดียว



'งั้นก็ ถ้าพี่ไม่มีอะไรแล้ว ผม---'

"นายทำเหมือนฉันเป็นคนแปลกหน้ามาครึ่งค่อนปีเพื่อจะพูดแค่นี้เหรอคิมจีวอน"

ไม่รู้แล้วว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด แต่สิ่งที่อีกคนกำลังจะทำอีกครั้งกลายเป็นน้ำมันราดบนกองไฟ ความคับข้องคลุ้งเต็มห้องเหมือนหมอกควัน

เขาหายใจไม่ออก แสบตาสาหัส

ถามต่อไปอีกว่ามันคืออะไรกัน สำลักควันจนเบ้หน้า



'ผมก็แค่อยากพัก'

"ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น, อย่าทำเป็นไม่รู้ได้มั้ย"

'แล้วพี่คิดว่าผมจะรู้อะไร'



ก็อาจเป็น---

แล้วมันอะไรล่ะ



โอเค ก็ได้ เขายอมแพ้ เขาคนเดียวจะทำอะไรได้

นอกจากถือสายนิ่งค้างไว้ รอเวลานับถอยหลังไม่กี่อึดใจว่าเมื่อไรที่คิมจีวอนจะบอกปัดและวางสายไปง่ายๆ จากนั้นก็จะเหมือนเดิม เหมือนเกือบปีที่ผ่านมา

ทุกอย่างฉีกออกจากกันด้วยความตั้งใจ ง่ายเหมือนฉีกเศษกระดาษ

ทิ้งเขาไว้กับความยุ่งเหยิง



แต่ช่วงเวลานั้นกลับนานกว่าที่คิด

เขายกโทรศัพท์ออกมามองหน้าจอ สายโทรออกนั้นยังอยู่ แต่ปลายสายเงียบกริบ ได้ยินแค่เสียงลมหายใจแผ่วๆ ถ้าตั้งใจฟังดีๆ

เขารอจนกระทั่งจีวอนพูด



'ผมมาที่นี่ ไม่เกี่ยวกับพี่ ไม่เกี่ยวเลยซักนิดเดียว'

เรื่องนั้นเขารู้ ทำไมจะไม่รู้ ไม่ต้องย้ำให้ฟังเขาก็รู้

'ขอโทษที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า'

ขอโทษ, ง่ายแค่นี้ เท่านี้เองเหรอ

"ฉันคิดว่าเรา--- สนิทกัน"

พูดไปแล้วก็ต้องกัดปากเพื่อยื้อตัวเองไว้ ในบรรยากาศแบบนี้ สถานการณ์อย่างนี้ จะพูดอะไรแต่ละคำ การรอฟังอะไรก็ตามแต่ละประโยค มันน่ากลัวขึ้นมาอย่างประหลาด หายใจให้สุดปอดก็ยากขึ้นด้วย

'หมายความว่าไง ผมก็เหมือนเดิม'

เหมือนเดิมตรงไหน เขานึกเถียง แต่ก็ป่วยการจะพูดอีกแล้ว

แล้วจากตรงนั้น จีวอนก็เงียบไปอีก เสียงถอนใจดังลอดออกมาชัดเจนเต็มสองหู

'ผมแค่มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย จริงๆ ก็ไม่หน่อย, ขอโทษอีกครั้งแล้วกัน พี่สบายดีใช่มั้ย'

ก็ดี, มั้งนะ

ทดความลังเลไว้ในใจ เขาถูกลากจูงออกไปจากความไม่ปกติ หัวปั่นกับอาการไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่เปิดโอกาสให้ซักถาม เผลอแวบเดียวบทสนทนาก็สิ้นสุด

'ผมมีอะไรต้องทำ แค่นี้ได้มั้ย ขอบคุณมากที่ไม่ลืมวันเกิด'

ไม่ลืมหรอก ใครจะลืม, แต่ว่า เดี๋ยวก่อน นี่มันก็เหมือนวนกลับไปจุดเดิมและไม่มีอะไรเพิ่มเติมมาซักนิดไม่ใช่เหรอ

'เท่านี้นะครับ---'

"เดี๋ยวสิ"

ถ้าให้มองในแง่ลบ นี่อาจเป็นการรับสายครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายก็ได้

ถ้าอย่างนั้น

"ถ้าฉันโทรไป ถ้านายว่าง ก็ช่วยรับสายหน่อยได้มั้ย"

แหงอยู่แล้ว

จีวอนบอกว่าได้ ในข้อแม้ว่าถ้าว่าง



เขารู้ตั้งแต่คำนั้นแล้วว่ามันจะไม่เกิดขึ้นหรอก








ช่วงทัวร์คอนเสิร์ตผ่านไปแล้ว เขาวางแผนจะกลับบ้าน แต่ด้วยอะไรซักอย่าง

ล่วงเข้าวันที่สองของวันหยุด เขาก็ยังเอกเขนกอยู่หอพักที่ไม่มีใครเลยเว้นพี่ผู้จัดการซึ่งก็จงใจให้เวลาส่วนตัวกับเขาเต็มที่ นอนแข่งกับจโยนี่ที่แก่ขึ้นจนไม่เล่นซุกซนเหมือนแต่ก่อน

ลูบหัวแมวเพลินๆ เขาก็หลับ งัวเงียตลอดวัน แคนวาสผืนใหม่ที่เตรียมไว้วาดภาพก็ยังรออยู่ตรงนั้น สิ่งที่เขาซับซาบรู้สึกได้ ก่อนจะได้ทันตั้งตัว โลกห้อมล้อมรอบข้างก็เหมือนจะจืดจางไร้สีสัน แต่ละวันยืดยาวเหมือนจะไม่สิ้นสุด อากาศรายรอบถ้าไม่ร้อนระอุจนเดือดปุดก็เย็นเยียบจับแข็ง

การจัดการตัวเองขั้นต้น วิธีพื้นฐาน วิธีการแบบเด็กๆ

เขาเก็บทุกอย่างที่จะสื่อถึงอีกคนซึ่งอยู่ห่างอีกฟากโลกไว้จนมิดชิด เก็บออกไม่ให้เหลือ

แต่หลังจากทำทั้งหมดนั้นแล้ว เขาก็ยังติดค้างอยู่ที่นี่ตรงนี้อยู่ดี



ในวันที่สี่ คังซึงยูนกลับมาก่อนพร้อมของฝากเต็มไม้เต็มมือ ปลุกเขาที่กำลังนอนกลางวันด้วยการปล่อยลูกตัวเองวิ่งพล่านในห้องเขา กระโดดขึ้นเตียงมาเลียหน้าเหยียบหัวพัลวัน

ไม่อยากตื่นก็ต้องตื่น

"ปลุกดีๆ ไม่ได้หรือไง"

"อย่าบอกนะว่านายเอาแต่นอนอยู่ห้อง"

พูดกันไปคนละเรื่อง กับสายตาแฝงความเป็นห่วง แต่เขาก็ไม่ได้ตอบ

"กินข้าวมั้ย แม่ฉันทำมาเผื่อ"

เขาหิว แม้จะขี้เกียจขยับตัวแต่ก็ยอมลุกออกไปกินข้าวแต่โดยดี กับข้าวง่ายๆ ที่ชวนให้นึกถึงที่บ้านขึ้นมาบ้าง

หลายวันมานี้ทำไมเขาเอาแต่อยู่ที่นี่กันเนี่ย

"นี่ มิโน"

เงยหน้ามองโดยที่ของกินยังเต็มปาก แต่คนทักวางช้อน ถอนใจจนไหล่ตก

"ว่าไงล่ะ"

เขากินต่อ ทำเป็นถามไถ่แกนๆ ไม่ใส่ใจแม้ข้าวจะจุกที่คอกะทันหัน เคี้ยวด้วยความลำบาก เขากินอะไรอยู่

ดื่มน้ำตามก็แล้ว คอก็ยังตีบตัน ในอกก็เจ็บตื้อ



"ฉันว่าเราควรพักกันซักครึ่งปี นายว่าไง"

มันอาจจะดูสมเหตุสมผล ซึงฮุนฮยองกำลังจะออกโซโล่อีกครั้ง คนที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ด้วย จินอูฮยองก็มีถ่ายละคร แต่ว่านะ

เรื่องที่คังซึงยูนคิดจะพูดตอนแรกไม่ใช่เรื่องนี้หรอก, มันไม่ปกติเอาซะเลย คนแบบนี้น่ะเหรอจะพูดคำว่าพัก

แต่เขาก็ไม่ได้ขัด

"ถ้าคนอื่นโอเคฉันก็โอเค"

ซึงยูนยังลอบมองเขาสลับกับของกินไม่เลิก ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูดอยู่นานหลายนาที

ข้าวหมดถ้วย ท้องเต็มแน่น หมดเวลาลังเลแล้ว เขาเก็บล้างและจะกลับเข้าห้อง แต่ก่อนหน้านั้น จะให้โอกาสอีกหนก็ได้

"อยากพูดอะไร"

จริงๆ นะ, จะพูดออกมาก็ได้ มันคงไม่แย่นักหรอก

แล้วเพื่อนเขาก็หายใจเข้าลึกและผ่อนออกยืดยาวหนึ่งครั้งเป็นการเกริ่น



"บ๊อบบี้น่ะ, นายได้คุยกันหรือยัง"

"คุยแล้ว"

บทสนทนาสั้นๆ ที่จับความหมายไม่ได้ นับว่าคุยกันแล้วก็คงได้แหละมั้ง

"จะถามแค่นี้น่ะเหรอ"

เขายิ้ม แต่ยิ้มก็คลายลงฉับพลัน รู้แล้วว่าคิดผิดมหันต์

"ฉัน... ฉันคิดมาตลอดว่าพวกนายสองคน..."



ชอบกัน

รักกัน

รู้สึกอะไรกันซักอย่าง

ไม่รู้สิ เขาก็เดาคำที่หายไปจากปากคังซึงยูนไม่ออก แต่อาจจะเป็นอะไรทำนองนี้

ดีที่ซึงยูนไม่อยู่รอ หรือก็คือไม่คาดคั้น ลีดเดอร์ของวงกลับห้องตัวเองไปแล้ว เขาเองยังนั่งอยู่ที่เดิมตรงนี้



ใครบอกกันว่ามันไม่แย่






หลังจากการพล่านหาโทรศัพท์จนหัวหมุน ก็เจอว่ามันม้วนพันอยู่กับผ้าห่ม

เขากดโทร กดผิดกดถูก เบอร์ที่ลบไปแล้วแต่ยังจำได้ การโทรข้ามประเทศอย่างที่ไม่นึกจะทำกับใครบ่อยนัก

อย่างที่คิด จีวอนไม่รับ แต่เขาก็โทรอีก อาจจะห้าหรือหกครั้ง ทุกครั้งรอจนสายตัด

มันจริงที่ว่า ถ้าว่าง ของจีวอน แปลความว่าไม่ว่างอย่างจงใจ

ก็รู้อยู่แล้วแท้ๆ ควรจะยอมรับแต่ก็ยังไม่ ด้วยความรู้สึกหมดหนทาง เขาเดินจนแทบจะวิ่งไปเคาะห้องของเพื่อนคนเดียวที่อยู่หอด้วยกันตอนนี้, ซึงยูนเปิดประตู ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากเขาก็โพล่งไปก่อน

"ถ้านายโทรไปมันจะรับมั้ย"

"อะไรนะ"

เขาไม่ได้พูดซ้ำ เพราะเมื่อพูดออกไปแล้วความรู้สึกแย่ๆ ก็ผุดตามมา

ทำไมต้องทำขนาดนี้

แต่ซึงยูนรั้งเขาไว้ บอกให้เข้ามาก่อน, เขาทำตาม เดินเลื่อนลอยไปทรุดลงปลายเตียง ยกสองมือปิดหน้าที่ซึมเหงื่อ

"ฉันว่า..." เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าคนพูด นี่มันบ้าสิ้นดี แม้คำแนะนำที่ได้จะถูก "มันก็ห้าสิบห้าสิบ นายควรถามไอค่อน ไม่สิ, คุยกับดงฮยอกน่าจะดีสุด"

"ช่างเถอะ"

อย่างนั้นแหละ ช่างมันเถอะ

"ช่างมันได้ยังไง"

ทำไมจะไม่ได้, เขาเถียง อย่างนี้ก็ดีแล้ว

ใช่เขาเหรอที่ฉีกจนขาด เขาไม่รู้อะไรเลย เหตุผลห่วยๆ ซักข้อก็ไม่มี จะให้เขาทำยังไง

"น้องมันคงมีเหตุผลของมัน นายควรถามให้รู้เรื่องสิ"

"ฉันถามแล้ว"

"แล้ว?"

เขาไม่ได้ตอบ เพราะไม่มีอะไรให้ตอบ, ถ้าให้เรียงลำดับเป็นขั้นเป็นตอนหนึ่งสองสามสี่ มันคงเหมือนภาพตัดปะไร้ระเบียบที่เจาะจงร้อยเรียงไม่ได้

"มันบอกว่าไม่ได้เกลียดฉัน"

"ก็แหงอยู่แล้ว"

แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรไปมากกว่านั้นด้วย



โอเค มันจบแค่ตรงนั้น

เขาลุกพรวดเดินหนีออกมาทันทีไม่อยู่รอให้ซักถามหรือต่อเรื่องราวอะไรอีก

กลับมาอยู่คนเดียวในห้อง กับแมวหนึ่งตัว กับของๆ อีกคนที่เขารู้ว่าอยู่ตรงไหนแม้จะมองไม่เห็นด้วยตา ก็ในเมื่อเขาเก็บมันเข้าไปเอง



' we are just lonely souls lost
between reality and dreams. '



ประโยคนี้อีกแล้ว

เขาเซฟเอาไว้ จึงกดลบทิ้ง แต่ก็ยังจำได้ขึ้นใจ มันวนอยู่ในหัว







อีกครั้งที่เขาติดอยู่ที่นี่

มองเห็นอนาคตตัวเองยืดยาวไกลออกไปในอนาคต อีกครั้งที่เขารู้สึกถึง ความหมาย

เขาคิดถึงคำอื่น แต่ไม่มี ---อีกครั้งที่เขารู้สึกถึงความหมายที่อีกคนมีต่อตัวเขาเอง

มันนานเกินไปที่เราใช้เวลาเพื่อรู้จักกัน เพลงที่เราแต่ง หนังที่เราดู เรื่องที่เราคุยกัน ความคิดเขาขยายออก มองเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยไม่ต้องพยายามเพื่อเคลื่อนเข้าชิดใกล้

มันปลดวางและแบตัวเองออกตรงหน้าให้เขาเห็นเสมอ สิ่งที่ไม่เคยได้รับจากใครอื่น ไม่เคยไม่ว่าที่ไหน เมื่อเราฟูกฟักสิ่งที่ร่วมแบ่งปัน



เขากดโทรออกอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่สายจะตัดก็เป็นอันต้องโยนโทรศัพท์ไปส่งๆ ให้ไกลมือไกลสายตา

ถ้าแค่ยืดเวลาออกไปได้อีกหน่อย



เคยมีคนบอกว่า ลาก่อนคือเวลาที่ยาวนานที่สุดในชีวิต

แต่เปล่า แท้จริงมันคือช่วงเวลานี้

ตอนที่ไม่มีคำลา ไม่มีอะไรผูกมัดติดค้าง ไม่มีสัญญา








สุดท้ายเขากดส่งข้อความ

แม้รู้ว่าไม่มีใครอ่าน



'มันจริงเสมอ ไม่ว่าต่อหน้าหรือในฝัน'







tbc.


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

32 ความคิดเห็น

  1. #6 Doziido (@doziido) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 00:38

    ไหนว่าไม่ดราม่าคะ หลอกกันมาฆ่านะเนี่ย

    #6
    0
  2. #5 McDonan (@McDonan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 00:32
    *สูดน้ำมูกหนึ่งฟืด* ช่วงแรกที่คุยกัน ยิ่งอ่านยิ่งซึม หงอยเป็นหมาเลย อิมแพคกับเรามากเพราะดันคิดว่าถ้าที่ทุกวันนี้เค้าห่างกั—- ไม่ไหวฮะ จะตายเอา ตอนที่คุยกับยูกหมาเสร็จคือเจ็บที่ใจแล้ว แปลบๆเลย พอถึงท้ายตอนเหมือนไปโดนปุ่มน็อค น้ำตาเอ่อมาเลย ความน่ากลัวคือเราคิดตามแล้วอินมาก มันแบบ... *เบะปากร้อง* แง
    #5
    0
  3. #3 ปลาย (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 23:34

    นั่งกินข้าวไปอ่านไป กินต่อไม่ลง

    #3
    0