Fill me by your star (nielong / เนียลอง)

ตอนที่ 2 : CHAPTER 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    17 ก.พ. 61

CHAPTER 1



วันนี้ยังคงเหมือนเดิม..


ซองอูที่ยืนรอรถไฟฟ้าใต้ดินในสถานีเดิม

ซองอูที่ออกจากคอนโดของตัวเองก่อนเวลาเรียนประมาณ 1 ชั่วโมง

ซองอูที่สวมเสื้อแขนยาวที่ปิดไปถึงข้อมือเพื่อปกปิดรอยกรีดแสนน่าเกลียด

และซองอูที่เหมือนกับคนปกติ..


รถไฟฟ้าคันยาววิ่งผ่านไปด้วยความเร็ว พัดให้ผมของเขาปลิวสะบัดไปตามแรงลม ก่อนที่มันจะค่อยๆชะลอลงและจอดในที่สุด ผู้คนต่างกรูเข้าไปยืนออบริเวณประตูทางเข้า


องซองอูเบื่อกับเช้าวันธรรมดาแบบนี้ มันเป็นเวลาที่นักศึกษาอย่างเขาและคนหลายๆวัยต่างออกไปข้างนอก ทั้งทำงาน ทั้งเรียน ผู้คนเบียดเสียดกันแน่นไปหมดจนหายใจไม่ออก


ความจริงแล้ว โดยปกติเขาจะเลือกนั่งแท็กซี่เสียมากกว่า แต่ตระหนักได้ว่าบัตร Easy Past ของรถไฟฟ้าที่ทำไว้แพงใกล้จะหมดอายุเต็มทีและเงินเขาก็ไม่ได้เยอะขนาดที่จะสามารถเมินมันไปได้..


ก็คงต้องโทษความงกที่ติดมาจากการอาศัยอยู่คนเดียวน่ะนะ..


องซองอูเกลียดสถานที่ที่มีคนเยอะ ในขณะที่ลังเลว่าจะก้าวเข้าไปดีมั้ยฝูงชนก็เบียดจนจำใจต้องเดินเข้าไป กลิ่นเหงือและกลิ่นน้ำหอมที่ปะปนกัน ความเบียดเสียดของผู้คนที่อัดแน่นทำให้เขาเวียนหัว..


“แม่ง..”


เขาสบถออกมาเบาๆ พยายามเดินเลี่ยงผู้คนแต่มันก็ไม่เป็นผลเมื่อมีช่องว่างเพียงน้อยนิด เบนหน้าหนีไปทางไหนก็ไม่รอดอยู่ดี ซองอูหลับตาลง พยายามจะทำใจให้สงบ บังคับให้มือตัวเองไม่สั่น สะดุ้งทุกครั้งเมื่อมีคนมาโดนตัวจนมากเกินไป


นี่มันแย่มาก แย่มากๆ


คนเยอะเกินจนไม่มีที่เกาะ เขาเอนไหวไปตามแรงกระชากเมื่อรถไฟออกตัวและเบรกตัวทุกครั้ง


ขาสองข้างพยายามยืนให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อาการสั่นและคลื่นไส้ก็โจมตีเป็นระรอกจนคุมตัวแทบไม่ไหว และจังหวะที่รถไฟออกตัวอีกครั้ง ตัวของเขาก็เซไปข้างหลังอย่างแรงจนประทะกับใครบางคน


“ข ขอโทษครับ”


อาการวิงเวียนเข้าโจมตีทันทีที่เขาพูดจบ มือของเขาสั่น อยากอ้วกออกมาให้หมด ยิ่งบวกกับแรงเหวี่ยงเมื่อครู่และผู้คนที่เบียดกันไปเบียดกันมาทำให้ซองอูแทบทนไม่ไหว ชายหนุ่มพยายามกัดฟันทน แต่พอเขาพยายามที่จะบังคับตัวเองให้ยืนตัวตรง อาการคลื่นไส้และวิงเวียนก็แล่นปรี่ขึ้นมาอีกครั้ง ร่างโปร่งบางเอนไปทางเดิม จนอีกฝ่ายที่กลายร่างเป็นเบาะรองร้องออกมาเสียงดัง


“เห้ย! คุณ!”



คังแดเนียลมองคนแปลกหน้าที่เอนตัวพิงอกเขาอย่างตกใจ ตัวอีกฝ่ายสั่นและเกร็งจนน่ากลัว เสียงลมหายใจดังหอบถี่เหมือนกับคนขาดออกซิเจน


และด้วยความเป็นคนดีหรืออะไรไม่ทราบ เขาจึงเอื้อมมือโอบคนตรงหน้าอย่างถือวิสาสะเพื่อจะพาเจ้าตัวออกไปจากบริเวณแออัด

พยายามส่งเสียงร้องขอทางและเบียดเสียดผู้คนมุ่งหน้าไปยังประตูทางออก และเมื่อถึงสถานีถัดไปเขาก็ไม่รีรอที่จะพาอีกฝ่ายออกไปทันที


คนในอ้อมแขนเขาเกร็งจนแทบเดินไม่ไหว ชายหนุ่มค่อยๆพาอีกฝ่ายไปยังที่นั่งว่าง ก่อนจะจับให้เจ้าตัวนั่งลงเอนพิงไปกับม้านั่งยาว


“อึก.. ฮึก”


เสียงเหมือนหายใจไม่ออกทำให้เขาเป็นกังวล อีกฝ่ายก้มหน้าลงต่ำจนคางแทบชิดอก ขยำมือลงบนสาบเสื้อจนมันยับยู่ยี่


“คุณ คุณได้ยินผมมั้ย ยังมีสติอยู่มั้ย”


แดเนียลเอื้อมมือ พยายามแกะมือที่จิกเกร็งทั้งสองข้างของอีกฝ่ายออกและนวดเบาๆลงบนฝ่ามือ


เจ้าตัวพยักหน้ารับทั้งๆที่ยังก้มหน้า เสียงลมหายใจหอบถี่และดังอึกอักจนเขากลัว ตัดสินใจถอดกระเป๋าสะพายของอีกฝ่ายออก นำไปวางไว้ใกล้ๆ และค่อยๆจับเจ้าตัวนอนลง


“ใจเย็นๆนะคุณ หายใจเข้า หายใจออก”


เอาจริงๆเขาก็ไม่รู้หรอกว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่ดูจากสิ่งที่เจ้าตัวเป็นอยู่มันก็พอเดาได้..

แต่ที่น่าประหลาดใจมากกว่าคือ..


ทำไมเขาต้องมาช่วยคนแปลกหน้าขนาดนี้กันนะ..


ชายหนุ่มเลือกที่จะปัดข้อข้องใจออก ณ จุดๆนี้ชีวิตของคนๆนึงย่อมสำคัญกว่าความสงสัยในหัวของเขาอยู่แล้ว


“ย ยา.. อึก ช ช่องแรก”


ปากสั่นๆของเจ้าตัวพยายามเปล่งออกมาเป็นประโยคอย่างยากลำบาก

ความสนใจถูกเบนไปทางกระเป๋าทันที เขาถือวิสาสะค้นกระเป๋าเป้อีกฝ่าย หยิบถุงกระดาษที่บรรจุยาหลากลายชนิดขึ้นมาจนนึกทึ่งในใจว่าคนๆนึงต้องกินยาเยอะขนาดนี้เลยหรอ..


ตัดสินใจยื่นให้อีกฝ่ายทั้งหมดเพราะไม่รู้ต้องหยิบตัวไหน

คนที่นอนหอบหายใจพามืออันสั่นเทาของตนเองเข้าไปในถุง ค้นๆออกมาก่อนจะหยิบขึ้นมาแผงนึง

แดเนียลรีบแย่งแผงยาในมืออีกฝ่ายมาทันที แกะออกมาเม็ดนึงก่อนจะเอาเข้าปากเจ้าตัว

ยัดใส่ปากเสร็จก็หันไปหยิบน้ำในกระเป๋าตัวเองแต่คนตรงหน้าก็กลืนลงไปเสร็จสรรพจึงทำได้แค่เพียงวางขวดน้ำไว้ใกล้ตัว


แต่ดูเหมือนเจ้ายาที่กินไปมันยังไม่ออกฤทธิ์ในทันทีเมื่ออีกฝ่ายยังคงมีอาการแบบเดิมอยู่

เจ้าของกลุ่มผมสีดำหลับตาแน่น เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันในขณะที่ริมฝีปากอ้าออกมาเพื่อพยายามนำออกซิเจนเข้าปาก ทั้งแขนขาและมือต่างจิกเกร็ง ทุกอย่างล้วนทรมาณจนเขาเบ้หน้าแทน


คังแดเนียลปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวบนสามตัวแรกออกเพื่อให้คนที่นอนเกร็งอยู่หายใจได้คล่องขึ้น บีบๆนวดๆลงบนแขนและขารวมถึงฝ่ามือ


“คุณ ได้ยินมั้ย ยังอยู่ใช่มั้ย”


เขาถามแบบนี้เป็นพักๆ และทุกครั้งก็ได้รับการตอบกลับมาเป็นการพยักหน้า


และไม่นานนัก.. ร่างกายอันสั่นเกร็งก็ค่อยๆคลายลง


แต่มือของอีกฝ่ายยังคงเย็นเฉียบ เย็นแค่เพียงปลายนิ้วเหมือนกับเลือดไม่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงได้

เจ้าตัวค่อยๆดึงแขนออกมาจากการเกาะกุมของเขา ยกมือขึ้นมาคลึงมือตัวเองขณะผ่อนลมหายใจและสูดเข้ายาวๆ


“คุณอยากนั่งมั้ย”


คังแดเนียลถาม ซึ่งคนตรงหน้าเขาก็ทำเพียงพยักหน้าตอบเหมือนเดิม


ชายหนุ่มยันตัวเองลุกขึ้นยืนจากท่าคุกเข่า ค่อยๆดุนหลังอีกฝ่ายให้นั่งเอนพิงไปกับเก้าอี้


เจ้าของกลุ่มผมสีดำถอนหายใจเสียยาวเหยียด แดเนียลหย่อนก้นนั่งลงข้างๆ

และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้สำรวจใบหน้าของคนที่เขาให้ความช่วยเหลืออย่างะละเอียด..

คงอาจเป็นเพราะเหตุการ์ณเมื่อครู่มันวุ่นวายเกินกว่าจะใส่ใจอย่างอื่น


ใบหน้าคมคายเรียบเนียน

ดวงตากลมทว่ามีชั้นเดียวตามแบบฉบับของคนชาวเชียส่วนมาก

ริมฝีปากบางได้รูป

และที่เด่นชัดที่สุดคือตำหนิใต้ตาของอีกฝ่ายที่มีถึงสามจุด..


..เหมือนกับกลุ่มดาวอย่างไรอย่างนั้น..


เขาหวนไปนึกถึงตำหนิใต้ตาของตัวเอง ไม่วายเผลอยกมือขึ้นมาแตะมันเบาๆขณะลอบสำรวจคนตรงหน้าไปด้วย

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัว ลูกแก้วกลมสีดำสนิทตวัดสายตามองมาทางเขา ภายในนั้นสะท้อนภาพของคังแดเนียล และนั่นทำให้เขารู้สึกเขินอย่างแปลกประหลาด


ไม่เข้าใจว่าตัวเองจะเขินเพื่ออะไรกัน..


“เอ่อ..”


และก็ตอบกลับได้เพียงแค่นี้ ก่อนจะยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยของตัวเองอย่างประหม่า


ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะประหม่าทำไม ทำตัวเหมือนกับกำลังจะสารภาพรักเสียอย่างนั้น..


เจ้าของดวงดาวสามดวงเลิกคิ้วขึ้นเหมือนสงสัยท่าทางที่เขาแสดงออกมา แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากยิ้มให้บางๆ


“ขอบคุณมากนะครับ”


ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้ อวดฟันสวยที่เรียงกันอย่างน่ารัก แต่ทว่ารอยยิ้มนั้นยังติดความอ่อนเพลียอยู่


หลังจากกล่าวจบก็ก้มหัวขอบคุณให้เขาทันที


คังแดเนียลอดไม่ได้ที่จะก้มหัวกลับ พอเงยหน้ากลายเป็นว่า หลังหัวของอีกฝ่ายกระแทกหน้าผากเขาเต็มๆ

สิ่งที่เขาสนใจกลับไม่ใช่อาการเจ็บแปล๊บเบาๆที่วิ่งเข้ามาทักทายบริเวณใบหน้า แต่กลับเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆจากกลุ่มผมสีดำสนิทที่โชยเข้ามาจนนึกสงสัยถึงยี่ห้อยาสระผมที่อีกฝ่ายใช้


เจ้าตัวดูตกใจไม่น้อย ดวงตากลมเบิกโตขึ้นก่อนจะกล่าวขอโทษเขาออกมารัวๆ


“ไม่เป็นไรครับๆ”


คังแดเนียลตอบแค่นั้นพร้อมส่งยิ้มตาหยีไปให้ โบกมือน้อยๆเชิงบอกอีกฝ่ายว่าไม่ต้องใส่ใจ แต่คนตรงหน้าก็ยังไม่วายขอโทษอีกคำเป็นการส่งท้าย


“คุณดีขึ้นแล้วใช่มั้ย”


“ครับ แต่คงต้องนั่งพักอีกซักนิด”


“ให้ผมนั่งอยู่เป็นเพื่อนมั้ย”


คนโดนถามเลิกคิ้วขึ้น เขาจึงตัดสินใจรีบเปลี่ยนคำถามทันที


“ชื่ออะไรหรอครับ”


“ซองอูครับ องซองอู ไม่ใช่กง ไม่ใช่ฮง แต่องนะครับ”


ซองอูพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเล็กๆ ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มขึ้นอีกครั้งจนกลุ่มดาวสามดวงนั้นขยับตาม และนั่นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะวาดรอยยิ้มตามไปด้วย


“นามสกุลแปลกดีนะครับ เอ่อ ผมไม่ได้ว่านะ หมายถึงแปลกดี คือ ไม่เคยได้ยิน”


เขาโบกมือไปมาขณะอธิบาย แสดงท่าทีเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ


“ครับ ก็มีแต่คนพูดอย่างนั้น”


นอกจากไม่ว่าแล้วยังพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ


“ว่าแต่ คุณน่ะ ถามชื่อผมแล้วไม่คิดจะบอกชื่อตัวเองหน่อยหรอ”


องซองอูเลิกคิ้วขึ้นมองคนตรงหน้า คนโดนเตือนหน้าเจื่อนลงทันที จนเขาต้องบอกว่าแค่หยอกเล่น รอยยิ้มที่กว้างจนแก้มดันตาให้เป็นรูปสระอิจึงกลับมาอีกครั้ง


“ผมแดเนียลครับ คังแดเนียล”


“ชื่อคุณก็แปลกไม่ต่างนามสกุลผมหรอก” เขาล้อ “มีคนเกาหลีซักกี่คนกันใช้ชื่อต่างชาติ หรือว่าคุณจะมีเชื้อ?”


“โห ตาตี่หน้าตี๋อย่างผมเนี่ยนะ” กลั้วหัวเราะในลำคอก่อนจะโบกมือหยอยๆ “เคยไปอยู่แคนาดาน่ะครับ แต่ไม่กี่เดือน”


“โฮ่”

องซองอูทำตาโต ร้องออกมาด้วยความชื่นชม


“แสดงว่าคุณต้องเก่งภาษาอังกฤษสุดๆเลยน่ะสิ ดีจัง ผมนี่อย่างกาก”


คนโดนชมเกาท้ายทอยแก้เขิน ยิ้มจนแก้มแทบปริ


“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”


ก่อนจะหัวเราะแหะๆให้ แต่พอเสียงหัวเราะเขาเงียบลง ก็ไม่มีใครต่อสนทนาอีก


องซองอูก็ดูไม่ได้สนใจอะไรนัก ผิดกับเขาที่ลอบมองอีกฝ่ายเป็นพักๆเผื่อเจ้าตัวจะพูดอะไร

แต่คนโดนแอบมองก็ทำเพียงจัดเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองให้เรียบร้อยพร้อมกับเก็บของให้เข้าที่เข้าทาง


แดเนียลเม้มริมฝีปาก ก่อนจะตัดสินใจถามออกไป


“คุณอายุเท่าไหร่หรอ?”


อีกฝ่ายหันมามองเขาแค่ครู่เดียว เลิกคิ้วขึ้นแล้วหันไปสนใจกระเป๋าเป้ในมือต่อ


“20 ครับ คุณล่ะ”


เขาทำตาโตอย่างตกใจ


“คุณอายุมากกว่าผมหรอ ไม่อยากจะเชื่อ ผม 19 ล่ะ”


ซองอูหัวเราะเบาๆ รูดซิปปิดกระเป๋า หันกลับมามองเขาทั้งตัวพร้อมกับเป้บนตัก


“โถ่ แค่ปีเดียวเอง”


“งั้นผมต้องเรียกว่าฮยองน่ะสิ ซองอูฮยอง~”


อีกฝ่ายหัวเราะหนักกว่าเก่า


“ ฮื่อ คงงั้นแหละ ว่าแต่นายเรียนมหาลัยไหนล่ะ”


พอรู้อายุ สรรพนามที่ใช้ก็ถูกเปลี่ยนไปด้วย ความเกรงอกเกรงใจก็เริ่มลดลงพร้อมกับความคุ้นเคยที่ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น


“ผมเรียนมอ B น่ะ”


“ฉันเรียนมอ A ว่าแต่นายเรียนกี่โมงกัน มอ B มันต้องเปลี่ยนสายอีกรอบไม่ใช่หรอ ไม่รีบรึไง”


คังแดเนียลส่ายหน้าปฏิเสธ


“ผมออกก่อนเวลาน่ะ ไม่รีบหรอก ว่าแต่ผม ฮยองก็ด้วยแหละ ถึงมอ A จะอีกไม่กี่สถานีก็เถอะ”


“ฉันก็ออกก่อนเวลาเหมือนนายหรอก” พูดจบก็หยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเพื่อดูเวลา

“แต่ก็ควรไปได้แล้วแหละมั้ง.. ขอบใจละกันที่เตือน และขอบใจสำหรับความช่วยเหลือด้วยนะ ถ้าฉันไม่ได้นายคงแย่แน่ๆ”


พูดจบก็ฉีกรอยยิ้มกว้าง


คังแดเนียลนึกอยากตบปากตัวเองขึ้น ความเห็นแก่ตัวบอกเขาว่าอยากรั้งอีกฝ่ายไว้ให้คุยกันต่ออีกซักนิด


“เอ่อ งั้นผมไปส่งที่มหาลัย”


คนเป็นพี่เลิกคิ้วขึ้นขณะเหวี่ยงเป้มาสะพายหลัง


“หือ ไม่ต้องหรอก”


“มันก็ทางผ่านผมแหละครับ”


“แค่ผ่านสถานีเถอะ นายจะเดินไปเดินมาให้เสียเวลาทำไม”


“เผื่อว่าพี่จะเป็นอีก ผมจะได่ช่วยไง”


“ฉันกินยาไปแล้ว เผื่อนายจะลืม”


คังแดเนียลทำเป็นไม่สนใจคำท้วง เขาเดินอ้อมหลังอีกฝ่ายก่อนจะยกฝ่ามือดันให้เดินไปข้างหน้าเบาๆ


องซองอูแอบกลอกตากับความดื้อด้านของอีกฝ่าย เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงชั่วโมงแต่กลับทำเหมือนคุ้นเคยดีกันเสียอย่างนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาค่อนข้างรู้สึกสบายใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้


นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขารู้สึกดีกับการพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้า..


โชคดีจริงๆที่วันนี้ได้พบกับคังแดเนียล..


รถไฟอีกขบวนเข้ามาจอดเทียบ เขาและแดเนียลหลีกทางให้คนออกเพื่อไม่ให้เกะกะขวางทาง ก่อนจะเดินเข้าไปในตู้โดยสาร


ถึงแม้จะเปลี่ยนขบวนแต่ความแออัดกลับยังเหมือนเดิม..

องซองอูเบ้หน้าเล็กน้อย ถึงเขาจะกินยาแล้วแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าภายในเวลาที่ยาออกฤทธิ์อาการเขาจะหายขาด คิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากันอีกครั้ง


และดูเหมือนเด็กคนนึงจะสังเกตุเสียด้วย


“ฮยองเป็นอะไรอ่ะ”


“ปล่าว ฉันแค่ไม่ชอบที่ที่คนเยอะเฉยๆ..”


เขาตอบเสียงแผ่ว


“อย่าบอกนะที่เป็นแบบเมื่อกี้เพราะเบียดกับคนในรถไฟน่ะ?”


คังแดเนียลขมวดคิ้วขณะจ้องอีกฝ่ายอย่างคาดคั้นคำตอบ คนเป็นพี่ก็ได้แต่พยักหน้าตอบเบาๆอย่างไม่เต็มใจนัก


“ไอกู- แล้วทำไมพี่ไม่บอกผมเล่า จะได้พาขึ้นแท็กซี่”


“ไม่ละ บัตรรถไฟฉันมันจะหมดอายุอยู่แล้ว จำนวนเที่ยวเหลือเพียบเลย”


“ย๊าห์!” ชายหนุ่มรุ่นน้องร้อง “มันใช่เวลางกมั้ยล่ะ! เอางี้ เดี๋ยวเราสองคนเดินไปตรงประตูฝั่งนู้นละกัน ฝั่งที่ไม่ได้เปิดน่ะ”


องซองอูพยักหน้าอย่างจนใจ เขาร้องขอทางกับคนภายในห้องโดยสารที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่ พอไปถึงประตูเขาก็พิงหลังไปกับมันทันที


ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมา เมื่อครู่ตอนเบียดกับฝูงชนนี่เอาเขามึนหัวไม่น้อย ก่อนจะผินสายตามองไปยังอีกฝ่ายที่เพิ่งพ้นมาจากผู้คน


เจ้าของดวงดาวสามดวงสะดุ้งทันทีเมื่อแขนทั้งสองข้างของอีกฝ่ายกักตัวเขาไว้กับประตูรถไฟที่ถูกปิดสนิท คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน มองคนที่ยิ้มตาหยีอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว


“ผมทำแบบนี้คนอื่นจะได้ไม่ต้องมาเบียดฮยองไง”


ได้ยินดังนั้นเขาก็เริ่มสังเกตุอย่างอื่นนอกจากคนตรงหน้า ก่อนจะพบว่าเป็นไปตามที่อีกฝ่ายพูด


เขาหันกลับมามองคู่สนทานาเหมือนเดิม ฉีกรอยยิ้มให้บางๆ ก่อนจะกล่าวขอบคุณ


“ขอบใจอีกรอบ นายนี่นิสัยดีจริงๆ”


และถ้าเขาตาไม่ฝาดล่ะก็ รู้สึกเหมือนจะเห็นริ้วสีแดงจางๆปรากฎอยู่บนแก้มกลมของคนตรงหน้า แต่มันก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว


“ขอบคุณที่ชมครับ”


เบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ ซึ่งมันเรียกเสียงหัวเราะจากคังแดเนียลได้ดีเลยทีเดียว


และถ้าองซองอูสังเกตุอีกซักนิด..

เขาจะพบว่าตัวเองนั้นไม่ได้รังเกียจกลิ่นน้ำหอม สัมผัส และความใกล้ชิดอย่างสุดวิสัยที่อีกฝ่ายมอบให้แม้แต่น้อย..


วันนี้ขององซองอูเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ..


….


นี่เป็นครั้งแรกของคังแดเนียลที่ได้ย่างกรายเข้ามาในมหาลัยนี้ ความจริงเขาเดินผ่านหลายต่อหลายรอบแต่ไม่ได้สนใจอะไรนัก แค่รับรู้ว่ามันมีอยู่ เหตุผลนึงก็คงเพราะเขาไม่มีเพื่อนหรือคนรู้จักคนใดเรียนอยู่ที่นี่


“ความจริงนายไม่จำเป็นต้องเดินมาส่งถึงในนี้ก็ได้”


องซองอูกล่าวออกมาขณะเหลือบมองรุ่นน้องต่างมหาลัยที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสองชั่วโมงดีอย่างเกรงใจ


“โคตรเกรงใจเลยอ่ะ”


“โห” อีกฝ่ายร้องขึ้นมา “เกรงใจทำไม ผมเต็มใจเถอะ”


“เอาเข้าจริงเราก็เพิ่งรู้จักกันเองนะ”


“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ครับ”


เขาผ่อนลมหายใจ “ตามใจนายเลยละกัน”


ซึ่งนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างจนแก้มกลมดันตาที่ตี่อยู่แล้วให้หรี่ยิ่งขึ้นจนเป็นสระอิ


“พี่เรียนคณะอะไรอ่ะ”


“จิตวิทยาน่ะ”


“โห” แดเนียลทำปากเป็นรูปตัวโอ ในตามีประกรายวิ้งวับอย่างสนอกสนใจ จู่ๆเขาก็รู้สึกว่าคนตรงหน้ามีภาพซ้อนทับเป็นสุนัขขนฟูตัวยักษ์แสนเชื่อง “โคตรเจ๋งเลยอ่ะ”


“จริงดิ?” คิ้วเลิกขึ้นในขณะที่ริมฝีปากก็ยกเป็นรอยยิ้มที่แสดงความขบขัน “มันเจ๋งตรงไหนกัน”


“ไม่รู้สิ ผมว่าเจ๋งอ่ะ”


เจ้าตัวส่ายหัวดิ๊กอย่าวไม่รู้เหตุผล แต่ก็ยังคงยืนยันคำเดิม


“นายเรียนคณะอะไรล่ะ”


ซองอูถามกลับด้วยคำถามเดียวกันเหมือนตามมารยาท แต่ความจริงเขาก็อยากรู้ว่าบุคลิกอย่างคนตรงหน้านั้นจะเรียนอะไร


“ผมหรอ ผมเรียนบริหารน่ะ พอดีต้องสานต่อกิจการพ่อ ผมก็คิดว่ามันไม่ได้เสียหายอะไรเลยมาเรียน”


เพิ่มคำอธิบายยาวเหยียดเองโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ


ร่างโปร่งยิ้มรับ แต่รอยยิ้มเขาก็ค่อยๆเจื่อนลงเมื่อได้ยินคำถามต่อไป


“แล้วทำไมพี่มาเรียนจิตวิทยาล่ะ?”


“อ่า..”


และก็เงียบไปชั่วครู่ และเพราะความเงียบทำให้เขาได้สังเกตุสีหน้าและท่าทางของอีกฝ่าย มือบางเกร็งและสั่นเล็กน้อย ขณะที่ริมฝีปากที่เมื่อครู่ยังแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มตอนนี้กลับเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง


“เอ่อ- ถ้าพี่ไม่อยากตอบ..”


“อ่าห้ะ..”


และก็ไม่มีการต่อบทสนทนาใดๆอีก พวกเขาต่างเงียบขณะขายังก้าวเดินตรงไปยังจุดหมาย คังแดเนียลตาล่อกแล่กไปมาอย่างประหม่า อยากยกมือขึ้นมาชกหน้าตัวเองข้อหาทำเสียบรรยากาศทั้งๆที่ความจริงมันก็ไม่ใช่ความผิดเขา


“ผ ผมขอโทษนะ”


องซองอูเลิกคิ้วขึ้น เบนสายตามองอีกฝ่ายที่ทำหน้าตาหางลู่หูตก เขายิ้มให้ ตบบ่ากว้างเบาๆ


“มันไม่ใช่ความผิดนายเลยซักนิด จะขอโทษทำไม”


ซึ่งจบประโยค อีกฝ่ายก็กลับมาหูตั้งหางกระดิกเหมือนเดิม


“ความจริงที่เรียนก็เพราะ.. ฉันอยากให้คำปรึกษาแก่ปัญหาของทุกคน ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่แค่ไหน ไม่อยากให้พวกเขาจมปรักกับปัญหาหรืออดีต”


..เหมือนกับฉัน


“พี่โคตรหล่อเลยอ่ะ”


เขาหัวเราะรับคำ ยักคิ้วหลิ่วตาให้ เสยผมในท่าที่คิดว่าหล่อที่สุด


“ก็ใช่ไง เพิ่งรู้หรอ”


เจ้าสุนัขตัวยักษ์ตรงหน้ากลับไม่ได้เบ้ปากหรือยู่หน้าด้วยความหมั่นไส้ เขายิ้มกว้าง หัวเราะร่า และพยักหน้าหงึกหงักเสริมคำพูดอันแสนหลงตัวเอง


และนั่นก็ทำให้ซองอูส่งเสียงหัวเราะออกมา


ไม่เหมือนกับการแสร้งหัวเราะให้กับมุขตลกของเพื่อน แต่หัวเราะเพราะอารมณ์ของเขาจริงๆ


ท้องฟ้าในวันนี้สดใสกว่าทุกวัน..


คุยกัเพลินจนมาถึงหน้าตึกคณะของคนเป็นรุ่นพี่ ความจริงระยะทางที่ผ่านมาเรียกได้ว่าไกลพอสมควร แต่แดเนียลกลับรู้สึกว่ามันสั้นเหลือเกิน


ชายหนุ่มยังอยากคุยกับอีกฝ่ายต่อ ความรู้สึกเหมือนเจอคนที่ถูกชะตา พูดคุยถูกคอ ไปด้วยกันได้ อะไรประมาณนั้น


“เอ่อ- ซองอูฮยอง”


“ว่า?”


“ถ้าแบบว่า.. ผมจะขอ เอ่อ เบอร์โทรศัพท์หรือ ID Kakao ของพี่หน่อยได้มั้ยอ่ะ”


หนุ่มรุ่นพี่ทำสีหน้าแปลกใจ แต่แค่ชั่วครู่เท่านั้นก็กลับมายิ้มกว้าง


“แน่นอนสิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”


คังแดเนียลฉีกรอยยิ้มกว้างตอบ กว้างจนแทบจะเห็นฟันครบทุกซี่ เขาไม่รีรอที่จะปลดล็อคสมาร์ทโฟนของตัวเองและยื่นให้อีกฝ่ายทันที


องซองอูรับมา กดยุกยิกลงบนโทรศัพท์มือถือของเขา ไม่นานนักก็ยื่นคืนให้


“เอ้า เรียบร้อย นี่ครับเบอร์โทรศัพท์และ ID ของอปป้า”


เขาแกล้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเหมือนคนตรงหน้าเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่กำลังเขินอาย แดเนียลหัวเราะร่า เขาเก็บมือถือเข้ากระเป๋าอย่างอารมณ์ดี


“แล้วก็- ถ้าผมขอไปมหาลัยกับพี่แบบนี้บ่อยๆได้มั้ย?”


ครั้งนี้เจ้าของกลุ่มดาวสามดวงไม่ได้ตอบตกลงในทันที ทำเพียงมองหน้าและเลิกคิ้วขึ้น ซึ่งมันทำให้เขาประหม่า


“แค่แค่ตอนที่พี่ขึ้นรถไฟไง แบบคนมันเยอะเดี๋ยวอาการกำเริบอีก ผมจะได้-”


มือไม้ที่จู่ๆก็ดูเกะกะขึ้นมาทันทีปัดป่ายไปมาขณะพยายามอธิบายเพิ่ม


“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนายจะประหม่าไปทำไม” หัวเราะเบาๆ “ไอได้ก็ได้มันก็ได้หรอก แต่ว่านายรู้เวลาเรียนฉันรึไง”


“อ่า..”

จ๋อยสนิท


“เดี๋ยวจะถ่ายตารางส่งไปให้ละกัน”


พูดพลางตบกระเป๋ากางเกงของตัวเองที่ใส่โทรศัพท์มือถืออยู่พร้อมรอยยิ้มขบขัน

คังแดเนียลยิ้มตาม ยิ้มอีกแล้ว ยิ้มบ่อยมาก ยิ้มจนปวดแก้มไปหมด ครั้งนี้ปวดแก้มสุดเพราะเป็นยิ้มที่กว้างที่สุด แต่เขาก็ยังคงยิ้ม


“ครับ”


ก่อนจะรับคำด้วยน้ำเสียงทุ้มที่เจือความสดใสไว้เต็มเปี่ยม..


วันนี้ของแดเนียลเริ่มเปลี่ยนไปช้าๆ..


และทุกๆวันของทั้งสองคนก็เริ่มเปลี่ยนไป..


To Be Continue..


..................................

เขาสู่เทศกาลแล้วค่าาาา ไรนะ วาเลนไทน์หรอ ตรุษจีนหรอ มั่ยชั่ย เทศการสอบปลายภาคคคคคค ดองค้างไว้นานมากกว่าจะได้โอกาสและอารมณ์มาแต่งต่อ เอาจริงๆคือบับ สมองตื้อมากอ่ะ กัดฟันแต่งให้จบและไปปลดปล่อยกับเอ็นซีของเรื่องเรื่องสั้นอีกเรื่อง 5555555555555555555 ไม่ได้โฆษณาจีๆ เน้นตัวดำอะไรไม่มี๊ อ่านจบแล้ว ชอบไม่ชอบจะชอบไม่ชอบก็ลองอ่านต่ออีกซักนิ้ดดดด ละก็มาพูดคุยติเตียนที่แท็ก #กลุ่มดาวของแดน ในทวิตเตอร์ได้นะจร้ะ เม้นให้น้องด้วยจะเป็นพระคุณมาก สารภาพตามตรงว่าชอบอ่านคอมเม้นมากอ่ะ มีอารมณ์ร่วมกับคอมเม้นทุกคอมเม้นของคนอ่าน เปงกำลังจัยที่ดีจีๆนะ55555555555 บรัยค่า และพบกันใหม่ในตอนหน้า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #7 MaiNatkamon (@MaiNatkamon) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 20:37
    มันดีมากกกกกก อยากอ่านต่อแล้วค่า
    #7
    0
  2. #5 Psdreal (@Choky_Key) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:46
    โชฮวาฮับนีดาาาาาาา
    แง่ๆๆ ชอบมากเลยค่ะ ละมุนแต่ไม่เร่งรีบ น่ารักด้วย
    สู้ๆนะคะไรท์ รีดตอนก็จะตายแล้ว ไฟนอลอิสคัมมิง
    #5
    0