ช่วยด้วย.....ผมต้องแต่งงานกับผู้ชาย (END) จบแล้วจร้า(ตีพิมพ์กับ สนพ.the y)

ตอนที่ 8 : แผนการพิสูจน์หัวใจ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 มิ.ย. 63

บทที่ 5

คณะศิลปกรรมศาสตร์


     “วันนี้กินอะไรดีวะ” ผมหันไปถามไอ้คัตเตอร์ที่กำลังยุ่งกับการเก็บกล้องถ่ายรูปอันแสนรักของมันอยู่

     “กินอะไรก็ได้ แต่อย่ามากินกูก็พอ 55”

     “มึงจะกวนกูเพื่อ รีบไปกันเถอะว่ะ โรงอาหารคนจะเต็มเอา”

     “เออๆ ๆ”

     “เดี๋ยวก่อนสิ พวกนายจะไปกินข้าวกันหรอ เราขอไปด้วยคนสิ” ชายหนุ่ม ท่าทางซื่อๆ สวมแว่นตาหนาเตอะ เดินมายังพวกเขา ผมหันไปมองหน้าผู้ชายคนนั้นด้วยความประหลาดใจ

     “เออ..ได้สิ ไปกันหลายๆ คนจะได้ไม่เหงา” ผมตอบกลับไป

     “จริงหรอเราดีใจจัง เราชื่อว่าออกัสนะ พวกนายละ”

     “อ่อ เราชื่อ คีตะนะ ส่วนไอ้นี่ ชื่อว่า คัตเตอร์”

     “เป็นแฟนมัน 55”

     “จริงหรอ”

     “มึงก็อย่าไปแกล้งมันสิ มันคือเพื่อนกูเองแหละ มันชอบกวนตีน”

     “กูแค่พูดเล่นเองป่ะ ไม่เห็นต้องด่ากูเลย”

     “อ่อ..คิดว่าเป็นจริงๆ ซะอีก ยินดีที่ได้รู้จักนะ เพื่อนใหม่”



โรงอาหารคณะศิลปกรรมศาสตร์

     “เดี๋ยวกูเฝ้าโต๊ะให้ก่อนละกัน พวกมึงจะไปซื้ออะไรก็ไปซื้อเถอะ”

     “เออๆ ไปกันเถอะออกัส” ผมนั่งก้มหน้ากดโทรศัพท์มือถือไปพลางๆ เพื่อรอมัน 2 คนซื้อข้าวเสร็จ จานข้าวผัดผัก 1 จานกับน้ำเปล่า 1ขวด มาวางลงตรงที่หน้าของผม

     “ทำไมพวกมึงไปเร็วกันจังว่ะ” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองพวกมัน มันทำให้ผมตกใจอย่างมาก ภาพที่ผมเห็นอยู่ข้างหน้าของผม มันคือไอ้ลาเต้ ยืนจ้องหน้ามองมาทางผมอยู่

     “มึงมาได้ไงว่ะเนี่ย” มันนั่งลงตรงหน้า ของผม ก่อนจะวางจานข้าวของมันลง

     “กูก็เดินมาไง”

      “กูรู้ว่ามึงเดินมา แต่มึงมาทำอะไรที่คณะกู” ไอ้หมอนี่มันตอบกวนประสาทผมชะมัด

     “กูมาโรงอาหาร กูคงจะมานั่งเล่นมั่ง ก็ต้องมากินข้าวสิ” ผมรู้สึกไม่พอใจที่มันพูดแบบนี้กับผม มันจะคุยดีๆ กับผมเป็นไหมเนี่ย

     “แล้วที่คณะมึงไม่มีที่กินข้าวหรอไงว่ะ ถึงต้องมาถึงคณะกู”

     “มี แต่กูอยากมากินข้าวกับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้ากูมากกว่า” มันพูดอะไรของมึงว่ะ รู้สึกเสียวชะมัด คำตอบของมันแต่ละประโยค มันไม่น่าทำให้ผมถามมันต่อไปได้

     “เออๆ ๆ รีบกินแล้วรีบไปคณะมึงซะ” มันจ้องหน้าผม พร้อมกับเขยิบจานข้าวมาใกล้ๆ หน้าผม

     “กูไม่กิน มึงซื้ออะไรมาให้กู มีแต่ผัก กูไม่ชอบกินมึงเอาไปกินเถอะ” ผมเลื่อนจานข้าวไปหามัน

     “ถ้ามึงไม่กินกูจะตะโกนบอกคนในโรงอาหารว่ามึงเป็นคู่หมั้นกู แล้วก็กำลังจะแต่งงานกันเดือนหน้า” มันใช้วิธีแบบนี้กับผมอีกแล้ว คิดหรอว่าผมจะยอม ผมทำเป็นไม่สนใจกับสิ่งที่มันพูด

     “กูรู้ว่ามึงไม่กล้าหรอก” ผมพูดท้าทายมัน ดูสิมันจะกล้าทำไหม

     “งั้นได้...” มันยืนลุกขึ้นออกจากโต๊ะ

               นี่มันจะทำจริงๆ หรอว่ะเนี่ย “เออ..กูกินก็ได้ว่ะ มึงนั่งลงเถอะ กูยอมแล้ว” ผมหยิบจานข้าวกลับมากิน อย่างจำใจ ผมยอมมันอีกจนได้ โอ๊ยคีตะ ผมจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างมันไปถึงเมื่อไร มันมองยิ้มมาที่ผมด้วยความสะใจ

               อย่าให้ถึงทีผมมั่งละกัน แม่งจะทำให้แสบเลยคอยดูสิ ไอ้ลาเต้ ไอ้คนบ้าอำนาจ โรคจิต ไอ้คนนิสัยไม่ดี เรียนคณะสัตวแพทย์ยังปากหมาอีก ไอ้...ไม่รู้จะหาคำอะไรมาด่ามันแล้ว

     “มึงด่าอะไรกูในใจอยู่ใช่ไหม”

     “เปล๊า...” มันรู้ได้ไงว่ะเนี่ย ว่าผมด่ามัน ผมเบี่ยงหน้าหนีมันทันที ก่อนจะก้มหน้าก้มกินข้าวต่อไป


     “คัตเตอร์ คนนั้นใครหรอที่นั่งอยู่กับคีตะ”

     “อ่อ มันคือ..” คงบอกความจริงมันไม่ได้สินะ “อ่อ มันคือ เพื่อนคีตะอ่ะ มันเรียนอยู่คณะสัตวแพทย์ ปกติมันจะมากินข้าวเที่ยงที่นี้” มันจะเชื่อเราเปล่าว่ะเนี่ย

     “อ่อ แบบนี้เอง” มันเชื่อเราด้วยแฮะ สงสัยคงจะซื่อจริง

     “ไง กูมา เป็น ก.ข.ค พวกมึงหรือเปล่า”

     “ก.ข.ค ห่าไร รีบมานั่งกินข้าวเถอะ เดียวบ่ายมีเรียน”

               ทำไมผมรู้สึกคุ้นๆ หน้าเพื่อนไอ้คีตะที่ใส่แว่นด้วยนะ แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก ผมคงคิดมากไปเองแหละมั่ง มีคนหน้าเหมือนกันเยอะแยะไป ลาเต้ได้แต่สงสัยอยู่แบบนั้น



     “เพื่อนกู มีคนซื้อข้าวมาให้กินด้วยแฮะ” คัตเตอร์มันมากระซิบที่ข้างหูของผม

     “มึงถามกูไหมว่ากูดีใจหรือเปล่า” ผมกระซิบมันกลับไป

     “เอาน่ายอมๆ มันไปก่อน เดี๋ยวแต่งงานกันไปมันก็ยอมมึงเอง55”

     “ไอ้คัตเตอร์” ผมมองมันด้วยสายตาอาฆาตแค้น

     “อุ๊ย กูไม่แกล้งมึงแล้ว กินข้าวไปเถอะ”        

               ไอ้เพื่อนตัวดีของผม มันกวนประสาทผมอีกแล้ว ผมต้องบ้าตายแน่ๆ นี่มันเป็นเพื่อนผมจริงๆ ไหมเนี่ย ทำไมชอบกวนประสาทผมเหมือนไอ้ลาเต้มันจริงๆ ผมนั่งตักข้าวเข้าปากไป พลางมองหน้าไอ้ลาเต้เป็นระยะๆ มันสบตามองมาที่ผม ผมก็หลบสายตามันแล้วทำเป็นไม่สนใจ

     “นี่เราจะเข้าเรียนวิชาอื่นแล้วนะ รีบไปกันเถอะ คีตะ คัตเตอร์”

     “อ้าวหรอ งั้นลาเต้ พวกกูไปเรียนก่อนนะโว๊ย” ลาเต้ พยักหน้าตอบรับ

     “ลาเต้มึงไม่ต้องห่วงมันนะ เดี๋ยว กูดูแลมันเอง หายห่วงได้ จะไม่ให้มีใครมายุ่งกับมันเด็ดขาด 555” ไอ้คัตเตอร์ มันเล่นผมอีกแล้ว ตอนนี้รู้สึกอยากต่อยปากมันมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

     “หึ เดี๋ยวมึงจะโดนกูฆ่า”

     “แฮร่ๆ แกล้งนิดแกล้งหน่อยเอง”

     “ไปเถอะพวกนาย”

               ลาเต้มองตามเพื่อนคีตะที่ใส่แว่นไป ทำไมรู้สึกคุ้นๆ จัง คนนี้มันชื่อว่าอะไรวะ ลืมถามไปเลย



ตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์

     “งั้น เราขอกลับก่อนนะ ต้องมีเรียนพิเศษต่อ”

      “ขยันจริงนะมึงอ่ะ”

     “ไม่เท่าไรหรอก ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ บาย”

     “เอ่อ..บาย” ผม ยกมือร่ำลามัน

     “มึงว่าไอ้ออกัส มันแปลกๆ ไหมว่ะ คีตะ” ไอ้คัตเตอร์มันเดิน มากอดไหล่ผม

     “แปลกยังไงวะ”

     “กูสังเกตว่ามันชอบมองมึง ตั้งแต่ที่นั่งกินข้าวแล้วก็ตอนที่นั่งเรียน มันจ้องมองมึงตลอดเลยว่ะ”

     “มึงคิดมากไปเองหรือเปล่าว่ะ มันก็คงมองทุกคนแหละ”

     “งั้นหรอว่ะ กูคงคิดมากไปเองแหละ กลับบ้านกันเถอะว่ะ” ผมกับมันทั้งสองคนเดินคุยเล่นกัน ลงบันไดเพื่อไปข้างล่างตึก

     “ไปกินเค้กหน้ามอกันป่ะ กูได้ข่าวว่าลูกเจ้าของร้านนี้สวย”

     “จริงหรอว่ะ งั้นรีบไปกัน” แววตาของผมเปล่งเป็นประกาย นานๆ ทีจะได้เห็นของสวยงามสักที วันๆ ผมเห็นแต่หน้าไอ้ลาเต้ มันทั้งวัน

     “ทำตัวดี๊ด๊าเลยนะมึง มึงลืมไปแล้วหรอ ว่ามึงมีคู่หมั้นแล้ว อย่าไปร่านให้มาก”

     “ไอ้คัตเตอร์...มึงจะไม่กวนกูมันจะเป็นไรไหมว่ะ พูดถึงมันอีกแหละ เดี๋ยวมันก็มาหรอก ตอนนี้กูรู้สึกหนาวๆ ยังไงไม่รู้ว่ะ” ตอนนี้ผมรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เหมือนผมจะได้เจอกับมันจริงๆ

     “มึงไม่ต้องกลัวมามันจะมาหาหรอก มันยืนรอมึงหน้าตึกอยู่นั้นน่ะ” ไอ้คัตเตอร์ มันชี้ไปทางที่ไอ้ลาเต้ยืนอยู่ กับรถคู่ใจของมัน อะไรวะเนี่ย ผมจะเจอมันทั้งเช้า,กลางวัน,เย็น เลยหรอว่ะ ทำตัวเหมือนยาไปได้ ต้องเจอก่อนจะกินข้าว

     “กูจะทำไงดีว่ะ กูไม่อยากกลับบ้านกับมัน” ผมหันไปกระซิบถามไอ้คัตเตอร์

     “มึงต้องทำตามที่กูบอก มึงบอกไม่ว่าง มึงมีธุระ”

     “เอ่อๆ” ผมเดินไปหามัน ด้วยใบหน้าที่เซ็งสุดๆ

     “กูมารับมึงกลับบ้าน”

     “เออ..พอดีกูไม่ว่าง มึงกลับไปก่อนเลย”

     “มึงจะไปไหน” ผมจะบอกไปดีไหมวะ ไปร้านเค้กมันก็ต้องไปกับผมแน่ๆ

     “เอ่อ...กูจะไป” ผมหันไปมองหน้าไอ้คัตเตอร์ “เอาไงดีว่ะ”

     “พวกกูจะไปร้านหนังสือว่ะ” ร้านหนังสือมันคิดได้ไงว่ะเนี่ย เกิดมาตั้งแต่เล็กยันโต ผมไม่เคยเข้าร้านหนังสือเลยสักครั้ง มันคงจะเชื่อแหละ

     “เอ่อใช่ พวกกูจะไปร้านหนังสือ มาทำงาน”ในเมื่อไอ้คัตเตอร์ มันพูดมาแบนนี้ ผมคงต้องตามน้ำไป

     “หรอ...งั้นกูไปด้วย” ไอ้นี่มันขี้ตื๊อชะมัด

     “ไม่ดีกว่ามั่ง พวกกูต้องมีธุระไปทำที่อื่นด้วย ใช่ไหมคัตเตอร์”

     “เออช่าย..ต้องไปกินเค้กที่มีลูกเจ้าของร้านที่สวยๆ อีก”

     “ใช่..เฮ้ย...ไอ้คัตเตอร์มึงจะไปบอกมันทำไมว่ะ” ผม หันไปต่อว่ามัน

     “กูขอโทษกูดันเผลอหลุดปากพูดไป” นี่มันจะมาช่วยผมจริงๆ ใช่ไหม ไอ้เพื่อนเวร ทำอะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง

     “อืม...คงไม่ได้จะไปร้านหนังสือตั้งแต่แรกแล้วสินะ” ไอ้คีตะ เอ๊ย..จะมาหลอกผมงั้นหรอ ใครจะไปเชื่อหน้าอย่างมันนี่นะ จะเข้าร้านหนังสือ

     “เอ่อ กูจะไปร้านเค้กพอใจมึงยัง งั้นมึงก็กลับบ้านมึงไปซะ กูไม่ได้อยากให้มึงไปจบนะ” ผมพูดตรงขนาดนี้แล้วมันคงจะเข้าใจผมนะ ว่าไม่อยากให้มันไป

     “คีตะ มึงพูดกับมันแรงไปเปล่า”

     “ก็กูพูดเรื่องจริงนิ”

     “ถ้ามึงไม่อยากให้กูไปด้วย งั้นกูกลับก่อนก็ได้” ลาเต้ทำสีหน้าเศร้าใจ

               นี่ผมด่ามันแรงไปจริงๆ หรอว่ะเนี่ย ทำสีหน้าเศร้าซะ ทำเอาตอนนี้ผมโคตรรู้สึกผิดยังไงไม่รู้ แต่อย่าใจอ่อนไปคีตะ มันแค่หลอกผมเท่านั้น  ใจแข็งไว้สิ


     “เออ..กูให้ไปก็ได้ว่ะ” นั้นไงใจอ่อนจนได้ ตอบตกลงไปอีกแล้ว รู้สึกเบื่อตัวเองชะมัด ที่เวลามีคนมาทำหน้าเศร้าแบบนี้ทีไร ไม่เคยปฏิเสธลงสักคน

               ลาเต้เงยหน้าขึ้นมายิ้มเล็กๆ แผนนี้ใช้ได้ผลด้วยแฮะ ไม่เสียแรงที่มิริน บอกว่าให้ทำหน้าเศร้าๆ เมื่อโดนมันปฏิเสธ แล้วมันจะได้สงสารแล้วยอมผมไปเอง 555++



     “มึงจะยืนดีใจตรงนั้นอีกนานป่ะ กูหิวแล้วเร็ว”ผมที่กำลังนั่งรอมันอยู่ในรถ ต้องตะโกนถามมัน ที่ยืนทำหน้ามีความสุขอยู่ข้างนอกรถ

     “เฮ้อ เพื่อนเราใจอ่อนจนได้ แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่า ปากกับใจไม่ตรงกับใจ อยากให้เขาไปตั้งแต่แรกก็บอกกูมาเถอะ คนรักกันก็แบบนี้แหละ ไม่สามารถปฏิเสธได้ 555”

     “ไอ้คัตเตอร์ มึงตาย...”



     คราวนี้มีเรื่องอะไรให้ทำสนุกๆ แล้วสินะ (ชายนิรนาม)



(ตื๊อเท่านั้นที่ครองที่โลก)

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น