[Fic B1A4] My Hyung Neighbor นี่ผมไงจะใครล่ะฮะพี่ [JinChan]

ตอนที่ 6 : Chapter 6 : Wonderful tonight

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 ก.พ. 60


Chapter 6 : Wonderful tonight




“เมียงดงหรอ” เท้าทั้งสองของหนุ่มน้อยผมดำร่างบางหยุดชะงักก่อนมองซึมซับบรรยากาศรอบๆตัว คนผมแดงที่มาด้วยเดินนำหน้าลิ่วๆไปอย่างไม่นึกจะรอคอย แต่แล้วก็ต้องหันมาทำเสียงแข็งใส่รุ่นน้องจนได้

“นายจะยืนซึมซับบรรยากาศอยู่ตรงนั้นอีกนานมั้ยฮะ -_-*

“ฮะ ^^

“อ๊า ให้ตายสิ! ฉันไม่น่าใจเอาะ...หลวมตัวพานายมาด้วยเลยจริงๆ” จินยองยืนเท้าสะเอวเอามือจับหว่างคิ้วไม่ให้ชนกันอย่างสุดจะทน

“แค่พูดคำว่าใจอ่อนมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรไม่ใช่เหรอฮะรุ่นพี่” คนเป็นรุ่นน้องพูดขึ้นอย่างรู้ทัน ตัวยังคงไม่ขยับไปไหนอยู่เหมือนเดิม ชิลไปหรือเปล่าไอ้ลูกหมา ผมมาทำงานนะโว้ยยยย -*-

“นายคิดว่าอากาศที่เมียงดงมันเหมือนนิวซีแลนด์หรือไง ไอ้ท่าทางรักธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ของนายมันทำให้ฉันหมั่นไส้เป็นบ้า!” รุ่นพี่จอมขี้เก๊กค่อนขอดพลางเดินก้าวฉับๆกลับมาที่เดิมตรงที่รุ่นน้องผมดำกำลังเงยหน้าหลับตาพริ้มกางแขนพร้อมแบมือทั้งสองข้างออกราวกับรักในสายลมและแสงแดดเต็มประดา เสียงดังของจินยองทำให้กงชานต้องลืมตาขึ้นมามองหน้าคนที่โวยวายอย่างขำๆ

“มาทำงานวันแรกอย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิ” คนโดนขำกลอกตาไปมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไรจนเผลอทำคิ้วขมวดโดยไม่รู้ตัว

“ฉันมาทำงานที่นี่เป็นร้อยๆรอบแล้ว แต่ไม่เคยมีวันไหนรู้สึกลางไม่ดีเท่านี้มาก่อนเลยก่อนจะมาเจอนาย” จินยองเป่าผมบนหน้าผากเล่นอย่างเซ็งๆ  

“สะพายกีตาร์ไว้แบบนั้นพี่หนักหรือเปล่าฮะ” กงชานมองเคสกีตาร์ที่สะพายอยู่ด้านหลังของจินยองอย่างกังวล อารมณ์บูดทำหน้าบู้บี้แบบนี้เพราะเหนื่อยหรือเปล่านะฮยอง

” จินยองไม่ได้ตอบอะไร มันจะเพิ่งมาหนักอะไรตอนนี้ล่ะฟะ ผมก็สะพายมาอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้ารู้ว่าฉันทำอาชีพเปิดหมวกมากี่ปีแล้วนายจะหนาวกงชานชิค :P

“ทำอย่างนี้เบาขึ้นมั้ย” คนที่เป็นห่วงเดินเข้ามาแย่งสายสะพายข้างหนึ่งไปคล้องกับไหล่ตัวเองหน้าตาเฉย ร่างบางของรุ่นน้องผมดำกับร่างสูงสมส่วนของรุ่นพี่เลยเบียดแนบชิดกันไปโดยปริยาย

“ฉันบอกนายตอนไหนฮะว่าฉันหนักอ่ะ =0=;;” จินยองพยายามเอาตัวออกห่างจากสายสะพายอีกข้างหนึ่งที่ตอนนี้โดนอีกคนจับจองไปแล้ว แต่ระยะห่างระหว่างสายสะพายทั้งสองข้างคงจะแคบเกินไปไหล่ของทั้งสองก็เลยต้องแนบติดกัน

“ดูแค่หน้ามู่ทู่ของพี่ก็รู้แล้วว่ากำลังเมื่อย ยังจะมาเถียงผมอีก แบ่งกันสะพายคนละข้างนี่แหละดีแล้ว” กงชานหันหน้ามาพูดกับคนข้างๆ

“พี่ต้องไปเล่นตรงไหนฮะ จะได้เดินไปถูก”

“พูดอย่างกับว่าเคยมาหลายครั้งแล้วอย่างนั้นแหละ” จินยองนึกขำกับประโยคของรุ่นน้องที่ยืนอยู่ข้างๆที่พูดเหมือนรู้จักเส้นทางนี้ดี

“อืม ผมเคยมา” มาตามหาพี่คนหนึ่งทุกปี แต่ก็ไม่เคยเจอซักที ป่านนี้พี่เขาจะเป็นยังไงบ้างนะ? คงจะโตแล้วเป็นพี่ชายเท่ๆของใครอีกหลายคนเลยแหละ เพราะฮยองคนนั้นเขาทั้งอัธยาศัยดีแล้วก็อบอุ่นสุดๆ

“ทางแยกหน้าร้านขายไอศครีมตรงนั้น” จินยองชี้ไปข้างหน้าซึ่งเป็นแยกจตุรัสกว้างๆกลางเมียงดง เดาได้เลยว่าถ้าใครมายืนร้องเพลงเล่นกีตาร์เปิดหมวกอยู่ตรงนั้นคงจะเด่นน่าดู ยิ่งถ้ามีผมสีแดงไวน์องุ่นแบบพี่จินยองด้วยล่ะก็

“นายมองฉันแบบนี้กำลังหาเรื่องแกล้งฉันอีกล่ะสิ” จินยองทำตาขวางใส่กงชานเมื่อเห็นว่าเขากำลังมองตัวเองพร้อมกับรอยยิ้มใสซื่อแบบนั้นอีกแล้ว จะยิ้มน่ารักอะไรนักหนาฟะไอ้เด็กนี่!

“ฮ่าๆ เปล่าฮะรุ่นพี่” กงชานปลดสายสะพายออกจากไหล่เมื่อได้เดินมาถึงจุดที่จินยองชี้

“แค่จะบอกว่าโชคดีกับการทำงานนะ ^^

“มันก็ต้องแหงอยู่แล้ว” จินยองถอดสายเคสกีตาร์ออกบ้าง หรือว่ามันจะหนักจริงๆวะ พอถอดออกแล้วถึงรู้สึกสบายขึ้นเยอะเลย

“เห็นด้วยกับผมแล้วใช่มั้ยล่ะว่ามันหนัก” กงชานแกล้งเอียงหน้าเข้าไปถามจินยองใกล้ๆแบบไม่ทันตั้งตัวเล่นเอาคนถูกถามผงะด้วยความตกใจ

เดาผิดแล้วยังจะมาพูดมั่วอีก” นายมันเด็กต่างดาวต่างดาวชัดๆกงชานชิค ทำไมถึงได้รู้เรื่องที่ผมคิดไปหมดทุกอย่างเลยวะ

“แล้วก็ขอร้องล่ะ ช่วยเอาหน้าใสๆของนายออกไปไกลๆได้มั้ย ถามอะไรเป็นต้องยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉันทุกทีเลย =_=*

“ขอบคุณฮะ ^^

“นายจะมาขอบคุณฉันทำกระดิ่งแมวอะไร”

“ขอบคุณที่พี่ชมผมว่าหน้าใส” กงชานยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นจินยองเอามือจับหว่างคิ้วตัวเองอีกรอบหลังจากได้ยินคำตอบของเขา คงจะคิดในใจอยู่อีกล่ะสิว่า ฉันไม่น่าหลุดปากชมไอ้เด็กนี่เล้ยยย

“ตาพี่มีคาริสม่า ผมก็เลยชอบมอง” รุ่นน้องผมดำขยายความ ตอนที่พูดก็ยังไม่วายจะจ้องหน้ารุ่นพี่พร้อมกระพริบตาใสแจ๋วปริบๆใส่จนคนถูกมองหน้าเริ่มเปลี่ยนสีอีกครั้ง

ตานายก็มีคาริสม่านะกงชานชิคแต่ทำไมฉันถึงไม่อยากมองมันเลยล่ะ อาจจะเป็นเพราะฉันกล้วหรือเปล่า? กลัวที่จะสูญเสียการควบคุมบางอย่างในตัวเองไป

“แล้วอีกอย่างเวลาที่พี่ทำหน้าตะลึงมันดูดีกว่าทำหน้าบูดเป็นตูดจิ้งจอกตั้งเยอะ” ประโยคสุดท้ายนี้เองที่ทำให้จินยองกลับมาทำหน้ามู่ทู่คิ้วขมวดอีกครั้ง

“นายจะไปไหนก็ไป ฉันจะทำงานแล้ว” จินยองหยิบกีตาร์ที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมาลองเสียง ปรับตั้งจูนสายอะไรต่ออะไรนิดหน่อย กงชานมองไปยังร้านไอติมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักก่อนจะหันกลับมามองรุ่นพี่อีกที เวลาทำงานจินยองจะดูจริงจังขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบเท่าทำให้เขาอดที่จะระบายยิ้มออกมาไม่ได้เวลาที่มองรุ่นพี่ผมแดงคนนี้หมกมุ่นอยู่กับงานที่ตัวเองรัก

มันดูดีไปอีกแบบจริงๆนะฮะพี่จินยอง

“ผมไปนั่งดูอยู่ตรงโน้นนะฮะ” กงชานชี้ไปที่หน้าร้านไอติมซึ่งมีม้านั่งเล็กๆตั้งอยู่หน้าร้าน จินยองตวัดตามองแป๊บเดียวแล้วพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้แล้ว

“ตั้งใจทำงานนะรุ่นพี่ ^^” คนร่างบางยิ้มละไมให้อีกครั้งแล้วเดินไปนั่งรอที่ม้านั่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้นัก รุ่นพี่ผมแดงแอบชำเลืองมองดูว่ารุ่นน้องไปนั่งตรงโน้นจริงอย่างที่พูดหรือเปล่า พอเหลือบไปเห็นคนตาแป๋วที่นั่งชูสองนิ้วยิ้มยิงฟันขาวให้ก็รีบหันกลับมาแทบไม่ทัน เฮอะ! หวังว่าคงจะไม่ชิ่งแอบกลับไปก่อนหรอกนะ

ทางด้านกงชานเองก็กำลังนั่งมองรุ่นพี่ผมแดงที่กำลังทำงานอย่างเพลิดเพลิน ความจริงจินยองก็ดูเป็นคนปกติทั่วไป แต่ที่เขาไม่เข้าใจก็คือทำไมเวลาอยู่ต่อหน้าคนที่โรงเรียนรุ่นพี่คนนี้ต้องทำตัวอินดี้ไม่แคร์สายตาใครด้วย ราวกับว่าเขาตั้งใจทำตัวให้แปลกเพราะไม่อยากให้ใครเข้ามาสุงสิงหรือสนใจตัวเองมากนัก ทั้งๆที่ตัวจินยองเองก็ดูเหมือนจะต้องการความเอาใจใส่อยู่ไม่น้อย ไม่มีใครหรอกที่อยากอยู่คนเดียวบนโลก

 แต่ก็เพราะไอ้การที่ทำตัวแปลกของจินยองนี่แหละที่ทำให้กงชานอยากรู้จักกับเขามากขึ้นกว่าเดิม อยากถามคำถามเยอะแยะ อยากอ้อน อยากก่อกวน อยากแกล้งให้ฟอร์มหลุด อยากอยู่ใกล้ๆ อยากเห็นทุกสีหน้าไม่ว่าจะเป็นหน้าบึ้งหรือหน้าเวลาหลุดยิ้ม เพราะไม่ว่าจะทำสีหน้าแบบไหนจินยองก็คือจินยองฮยองผู้ลึกลับของเขา

ไม่ดีเลยกงชานชิคมาชื่นชมรุ่นพี่อีกคนในสถานที่ที่เคยเจอกับฮยองไอดอลตอนเด็กอย่างนี้นายมันนิสัยแย่จัง

สายตาที่เคยยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอกลับดูหม่นขึ้นมาเมื่อหวนคิดถึงความหลังในวัยเด็ก ร้านหนังสือร้านนั้นยังคงตั้งอยู่ที่เดิมตรงหัวมุมถนนถัดไป กระจกร้านยังคงถูกเช็ดจนใสดูโดดเด่นสะดุดตา แม้แต่โปสเตอร์โพโรโร่และผองเพื่อนก็ยังคงติดอยู่ที่เก่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเกือบสิบปีแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปตอนนี้คือคนที่เขาอยู่เลือกที่จะอยู่ด้วยในสถานที่เดิมรุ่นพี่ผมแดงที่ยืนดีดกีตาร์อยู่ตรงนั้น คนที่เขาเพิ่งรู้จักได้ไม่กี่วันแต่กลับรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด

พี่จินยองฮะรู้มั้ยเพราะไอ้ความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวผมนี่แหละ ถึงได้ทำให้พี่กลายเป็นคนประหลาดอย่างที่ใครๆว่าจริงๆ  พี่ทำมันได้ยังไงกันนะ?

เอเวรี่เด๊ย์ อีเหย่ อีเย อีเหย่ อีเย~เอเวรี่เด๊ย์  อีเหย่ อีเย อีเหย่ อีเย้~”

เสียงนุ่มมีเสน่ห์ที่คลอกับกีตาร์ดังมาจากทางแยกใจกลางเมียงดง ยามจินยองร้องเพลงดูราวกับว่าเขาได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เหมือนกับว่าเขาจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่แห่งนี้ ผู้ชายที่รักในเสียงเพลงและมีแต่ผู้คนบนท้องถนนให้ความสนใจ ไม่ใช่เด็กนักเรียนเกรดสิบสองที่ทำตัวประหลาดจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้เหมือนในไม่กี่ชั่วโมงที่เพิ่งผ่านมา แบบไหนกันนะคือตัวตนที่แท้จริงของพี่นี่แหละคือสิ่งที่กงชานอยากจะรู้

ปากหยักสีส้มอ่อนของจินยองยิ้มแย้มให้กับผู้คนบนที่รายล้อมอย่างเป็นมิตร เสียงร้องไพเราะและท่วงทำนองของดนตรีที่เล่นดูสนุกสนานจนเรียกผู้คนที่เดินผ่านไปมาเข้ามารายล้อมนักดนตรีเปิดหมวกผมแดงคนนี้อย่างง่ายดาย แววตาของคนเล่นดนตรีดูมีความสุขมากกว่าทุกครั้งที่รุ่นน้องผมดำเคยเห็น ผมอยากให้เวลาพี่อยู่กับผมแล้วมีความสุขแบบนี้บ้างจัง...อ๊า! นี่กงชานชิคคิดอะไรอยู่เนี่ย >< บ้าๆๆๆ

จินยองเล่นกีตาร์เปิดหมวกอยู่นานจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความมืดเริ่มปกคลุมทั่วเมียงดง แต่ก็ยังมีแสงไฟหลากสีจากร้านค้าที่คอยช่วยแต่งเติมให้บรรยากาศดูคึกคักยามราตรีเสมอ อยู่ในเมืองหลวงก็มีแต่แสงไฟนี่แหละที่ทำให้เมืองใหญ่ๆไร้ชีวิตชีวาแบบนี้ดูสวยงามขึ้นมาได้ นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาไม่ได้กลับมาที่นี่

ร่างโปร่งเก็บกีตาร์ใส่เข้าเคสเหมือนเดิมเมื่อเห็นว่าถึงเวลาสมควรแล้ว ตั้งทุ่มกว่าๆแล้วนี่นะการบ้านอะไรก็ยังไม่ได้ทำซักอย่าง ดีหน่อยที่วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกอาจารย์ก็เลยยังให้ไม่เยอะเท่าไหร่ สะพายเคสใส่หลังเสร็จตาเรียวคมก็หันไปมองหารุ่นน้องที่ควรจะนั่งรออยู่ตรงม้านั่งที่เคยบอกกันไว้ แต่กลับเจอแต่ความว่างเปล่า

ไอ้หมาน้อยมันหายไปไหนวะเนี่ย

รุ่นพี่รีบเดินสาวเท้าเข้าไปดูตรงนั้นใกล้ๆเพื่อความแน่ใจ มองเข้าไปในร้านไอศครีมก็ไม่มีแม้แต่เงาของรุ่นน้องใบหน้าขาวเลยเปลี่ยนสีเป็นซีดเผือดกว่าเดิม จินยองเริ่มกัดริมฝีปากด้วยความกังวล

หรือว่าจะกลับบ้านไปแล้ว?

ไม่น่าใช่ คนอะเลิร์ทอย่างเจ้าเด็กแบ๊วนี่ถ้าจะไปจริงๆก็ต้องเดินมาบอกก่อนแล้ว แต่จะแน่ใจได้อย่างไรในเมื่อเขาเพิ่งรู้จักกับกงชานไม่กี่วัน จะมารู้ลึกไปยันนิสัยใจคอของเจ้าตัวได้ยังไงกันล่ะ

จินยองคิดด้วยความว้าวุ่นใจ หลงทางหรือเปล่า? ไม่หรอกมั้ง ก็เขาเคยบอกเองนี่ว่าเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่ที่นี่มันก็กว้างใหญ่เอาการอยู่ไม่ใช่เหรอ ดึกๆอย่างนี้คนก็ยิ่งเยอะมากขึ้นทุกทีด้วย อ๊ากกก ทำไงดีวะเนี่ย! เบอร์ติดต่อก็ไม่มี ถ้าเขาจะกลับไปดูที่บ้านแต่ปรากฎว่ากงชานยังไม่ได้กลับไปล่ะจะทำยังไง

“กงชาน!” จินยองเริ่มตะโกนเรียกชื่อรุ่นน้องพลางเดินออกตามหาไปยังซอยต่างๆ จะหายไปไหนได้นะ ตัวก็ออกจะสูงผอมเพรียวสะดุดตาขนาดนั้น แต่พออยู่รวมๆกับคนที่เดินขวักไขว่ไปมาแล้วอะไรๆก็ดูกลืนหายไปกับสายตาเสียหมด

“กงชานชิค!” จินยองเอามือป้องปากเรียกอีกครั้ง สายตาเริ่มฉายแววกังวลออกมาได้เด่นชัด นายอย่าหายไปอย่างนี้สิฉันใจคอไม่ดีนะ

“กงชาน!

คนรุ่นพี่ยังตะโกนเรียกอย่างไม่ลดละ แต่เสียงตอบรับยังคงเงียบกริบ ไม่มีใครตอบขานชื่อที่เขาเรียกซักคนเดียว พลันสายตาก็ดันมองไปทางหนึ่งพอดี

“กงชะ

 ปากที่เคยตะโกนเรียกก็ต้องหยุดกระทันหันเมื่อเห็นร่างบอบบางคุ้นตากำลังยืนอ่านหนังสืออยู่ในร้านที่มีกระจกใสรอบด้าน หนุ่มน้อยผมดำคนนั้นดูเด่นชัดในสายตามากเสียจนจินยองต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะวิ่งเข้าไปหาตัวต้นเหตุที่ทำให้ว้าวุ่นใจถึงในร้าน

“ไอ้ลูกหมากงชานชิค! -*- เมื่อเข้าไปในร้านแล้วคนผมแดงก็พูดเสียงดังลั่น ดีที่ในร้านตอนนี้ไม่ค่อยมีคนมากนักเลยไม่มีใครมองจินยองอย่างคาดโทษเท่าไหร่ที่ส่งเสียงดังรบกวน ดวงตาสีดำขลับใสแจ๋วของรุ่นน้องเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่อ่านก่อนจะระบายยิ้มด้วยความโล่งใจไม่แพ้กัน

“ยังมีมนต์ขลังเหมือนเดิมเลยสินะ” คนโดนว่าเก็บหนังสือขึ้นวางบนชั้นเหมือนเดิม

“มนต์ขลังบ้าอะไรของนาย ฉันตามหานายซะทั่วแต่นายดันมาหลบยืนอ่านหนังสือสบายใจเฉิบอย่างนี้เนี่ยนะ!” จินยองต่อว่าทันที

“ผมหลงทางน่ะฮะ” มือกงชานเอื้อมมือไปเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาจากใบหน้าจินยองอย่างเบามือ คงจะวิ่งมาเหนื่อยเลยสินะรุ่นพี่

“หลงทางแล้วเกี่ยวอะไรกับการมายืนชิลอ่านหนังสือของนายด้วยฮึ? ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยได้มั้ย -*-” จินยองจับมือบางนุ่มของรุ่นน้องออกจากซอกคอของตัวเอง แม้จะยังอารมณ์เสียค้างอยู่แต่ก็อดโล่งใจไม่ได้เมื่อได้มาเจอกับคนที่ตัวเองเดินตามหาเสียตั้งนาน

“ผมเลือกมาอ่านที่ร้านนี้เพราะมันมีมนต์วิเศษ”

“ผมไปเดินหาซื้อของกินให้รุ่นพี่นะฮะ กลัวว่าถ้ารุ่นพี่เลิกงานก็คงจะดึกแล้ว เดินหลายซอยเพลินหน่อยก็เลยหลงหาทางกลับมาที่เดิมไม่ถูก” ตาใสยิ้มให้พร้อมกับชูกล่องซูชิให้ดู

“แต่ก็ได้เจ้านี่มากล่องนึงก็ถือว่าคุ้มนะฮะ ถึงผมจะหลงทางก็เถอะ ผมเองก็ไม่ค่อยได้เดินผ่านตรงละแวกนี้ด้วยก็เลยยังไม่ค่อยชินทาง”

“นายช่วยรวบรัดตัดตอนหน่อยได้หรือเปล่า -_-* ข้ามไปตอนที่นายซื้อซูชิเสร็จแล้วอ่ะ” คนฟังยังคงใจร้อนอยู่ กงชานก็เลยหลุดขำออกมา

“ฮะๆ พอผมหลงทางผมก็เลยเดินมาร้านนี้ มีฮยองคนหนึ่งเคยบอกว่าถ้าไม่มีใครหาเราเจอก็ให้มาอ่านหนังสือที่ร้านนี้ให้ครบสิบนาที แต่ห้ามดูนาฬิกาว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว"

“ผมก็เลยถอดนาฬิกาข้อมือมาใส่กระเป๋าแทนนี่ไง” กงชานตบตรงกระเป๋าเสื้อยูนิฟอร์มประกอบ “ไม่รู้ว่ามันเกินสิบนาทีมั้ย แต่ในที่สุดพี่ก็หาผมเจอ ผมก็เลยบอกว่าร้านนี้ยังมีมนต์ขลังเหมือนที่ฮยองคนนั้นบอกเหมือนเดิมเลย” กงชานมองไปรอบๆร้านพร้อมระบายยิ้มอย่างมีความสุข แต่จู่ๆคนผมแดงก็ดึงรุ่นน้องเข้าไปกอดเสียแน่น

“อืมไม่ต้องพูดอะไรแล้ว นายปลอดภัยก็ดีแล้วกงชาน” ร่างคนผมแดงที่ดึงคนตรงหน้าไปกอดนั้นหัวใจเต้นเร็วจนสัมผัสได้ กงชานได้แต่ยืนนิ่งอึ้งอย่างมึนงงก่อนจะกดคางลงตรงไหล่รุ่นพี่แล้วพูดออกมา

“พี่วิ่งมาใช่มั้ยฮะ หัวใจพี่เต้นแรงมากเลย”

“อืม” จินยองตอบสั้นๆแล้วเอามือลูบหัวคนในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน “ฉันกลัวจะหานายไม่เจอ”

คนผมดำขำทั้งๆที่อยู่ในอ้อมกอดแน่นของรุ่นพี่ ทำไมอยู่ๆหมาจิ้งจอกห้าวเป้งก็เกิดเชื่องขึ้นมาได้ล่ะเนี่ย

“ผมอยู่ตรงนี้แล้วไงฮะ ถึงผมจะหลงทางผมก็ไม่หายไปไหนหรอก ผมสัญญาแล้วว่าผมจะมากินข้าวกับรุ่นพี่ทุกวัน ^^” ร่างผอมบางผละออกจากรุ่นพี่ผมแดงก่อนจะชูกล่องซูชิที่ซื้อมาอีกรอบ

“ไปกินตรงโน้นกันเถอะ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะคิดว่าเราเป็นพี่น้องที่เพิ่งพลัดพรากกันมาหลายสิบปียิ่งพี่กอดผมซะแน่นอย่างนี้ฟีลลิ่งมันยิ่งเหมือนเข้าไปกันใหญ่” กงชานหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินนำจินยองไปตรงเก้าอี้ข้างนอกร้านก่อน คนผมแดงมองตามหลังรุ่นน้องก่อนจะถามตัวเองเบาๆในใจ

นายใช่คนที่ฉันคิดหรือเปล่ากงชานชิค

…………

19.45 .

แม้แต่ม้านั่งที่หน้าร้านหนังสือก็ยังมีผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาประปราย อาจเป็นเพราะในตรอกนี้ไม่ค่อยมีของที่น่าสนใจขายหรืออะไรก็ตาม แต่มันก็ทำให้คนสองคนสามารถนั่งกินซูชิกันได้อย่างสบายใจมากขึ้น

จินยองยังคงจ้องมองรุ่นน้องที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่วางตา ท่าทางขี้อ้อนดูร่าเริงแจ่มใสเสมอของกงชานทำให้เขานึกถึงใครคนหนึ่งเมื่อยามเยาว์วัย….ใช่หรือเปล่านะ? หรือว่าแค่บังเอิญชีวิตจริงมันจะเวอร์เหมือนในละครขนาดนั้นเชียวเหรอครับ

กงชานเงยหน้าขึ้นสบตาจินยองที่มองอยู่อย่างสงสัยพลางใช้ตะเกียบคีบข้าวห่อสาหร่ายส่งให้ ทำไมตั้งแต่เลิกงานถึงได้ดูแปลกๆ

“รุ่นพี่ไม่หิวเหรอฮะ ทำไมเอาแต่จ้องผมอย่างนั้นล่ะ” ข้าวห่อสาหร่ายยังคงจ่อตรงปากคนข้างหน้า แต่ครั้งนี้จินยองกลับไม่ผลักมันออกหรือเล่นตัวเหมือนเคย ปากยื่นมางับอาหารที่รุ่นน้องคีบให้เข้าปากอย่างว่าง่าย

“พะ..พี่ฮะ ยังไม่ได้จิ้มซอสโชยุเลยนะ พี่กินมันเข้าไปได้ยังไงกัน O_o” กงชานถามด้วยความประหลาดใจ เกิดอะไรขึ้นกับพี่จินยองหรือเปล่า ปกติแค่จะนั่งกินด้วยยังผลักไสแทบตาย ทำไมคราวนี้กลับกินง่ายๆซะอย่างนั้น

“ฉันกินได้” เสียงรุ่นพี่ตอบ กงชานได้แต่มองพิจารณาอาการของคนตรงหน้าด้วยความสงสัยก่อนจะคีบอาหารเข้าปากตัวเองบ้าง

“ฮึก O_O^” เย้ย! วาซาบินี่นา มัวแต่มองหน้าพี่จินยองจนไม่ได้มองเลยว่าที่จิ้มไปเมื่อกี้น่ะมันเป็นวาซาบิสีเขียวเต็มๆคำ

“ฮึก” รุ่นน้องผมดำสะอึกเพราะความเผ็ดจนตัวโยน น้ำตาไหลลงมาเปรอะหน้าเต็มไปหมด จินยองเหลือบตาขึ้นมองเมื่อไม่ได้ยินเสียงคุยจ้อเหมือนเดิม กงชานยิ้มแหยๆให้รุ่นพี่ทั้งที่แก้มป่องจากซูชิที่ยังไม่ได้กลืน ร่างบางยังคงสะอึกไม่หยุดจนจินยองต้องจับไหล่เอาไว้

“ไงล่ะ มัวแต่สนใจเรื่องของคนอื่นดีนัก” คนผมแดงใช้มือควานหาน้ำในกระเป๋านักเรียนส่งให้รุ่นน้องดื่ม แต่แล้วก็ดันบังเอิญไปเห็นบางอย่างจนมือที่ค้นหาน้ำอยู่ในกระเป๋าต้องชะงัก

“นายทำอะไรน่ะ?” จินยองถาม ร่างของกงชานยังคงสะอึกอยู่แต่น้ำตาที่ไหลอยู่เต็มหน้าเมื่อกี้กลับไม่มีแล้ว

“ฮึก! กินน้ำตาตัว..ฮึก! เองไงฮะ” กงชานยังคงสะอึกไม่หยุด จินยองอยากจะขำกับท่าทางแบบนั้นแต่กลับทำไม่ได้ เสียงแผ่วเบาเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากอย่างยากเย็น

“นายบ้าไปแล้วหรือไง ใครสั่งใครสอนให้นายทำอย่างนี้ฮะเด็กโง่” ตาที่จ้องไปยังรุ่นน้องดูจริงจังสื่อความหมายมากมายจนประมวลออกมาไม่ถูก แต่กงชานคงไม่ทันสังเกตเห็น เมื่อกลืนข้าวลงคอได้แล้วจึงค่อยตอบคำถามของรุ่นพี่

“หมาจิ้งจอก ฮึก! สอนผมมา ^^” เหมือนว่าคนผมดำจะดูมีความสุขเหลือเกินเวลาที่ได้พูดถึงเรื่องนี้ หัวใจของจินยองเต้นแรงขึ้นและแรงขึ้นเรื่อยๆจนไม่รู้ว่าจะหยุดได้ยังไง

“แต่ไม่ใช่ฮยองหรอกนะ ตอนนั้นหมาจิ้งจอกตัวนั้นน่ะยังเด็กมากๆอยู่เลย เขาก็คือฮยองที่สอนผมเรื่องร้านหนังสือนั่นแหละ”

ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ นั่นแหละฉันเอง ฮยองหมาจิ้งจอกที่นายชอบพูดถึงนักหนาชื่อว่า จองจินยองยังไงล่ะไอ้หมาน้อย

“สอนอะไรโง่ๆ” แม้จะเป็นตัวเองในวัยเด็กแต่จินยองก็ยังอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้พอเห็นคนรุ่นน้องพูดถึงมากๆเข้า

“คนสะอึกก็ต้องกินน้ำเยอะๆสิ กินน้ำตาตัวเองมันจะช่วยอะไรได้เหอะ! ทฤษฎีแบบไหนกันล่ะเนี่ย -^- มืออุ่นของคนรุ่นพี่กำลังจะชักน้ำที่ยื่นให้กลับ แต่กลับโดนมือของรุ่นน้องคว้าไว้ทันเสียก่อน

“ไม่เห็นต้องหงุดหงิดขนาดนั้นเลยนี่” กงชานบอกคนตรงหน้าเสียงหวาน กำลังน้อยใจผมอยู่งั้นเหรอฮะ ทำไมถึงได้ทำตัวน่ารักอย่างนี้นะพี่จินยอง

“ดูท่านายคงจะนับถือฮยองคนนั้นมากเลยสินะ เห็นพูดถึงได้ทั้งวี่ทั้งวัน” นั่นไงใช่จริงๆด้วย

“ผมอยากกินน้ำอ่ะ ขอผมกินหน่อยได้มั้ยฮะ” คนผมดำมองน้ำที่อยู่ในมือคนตรงข้ามพลางพูดเสียงอ้อน คนผมแดงมองค้อนตาขวางแต่ก็ต้องยอมจำนนอีกตามเคย

“ก็ตามใจนายสิ ฉันก็คิดว่านายอยากจะเป็นเด็กดีเชื่อฟังฮยองไอดอลของนายซะอีกก็เลยจะเก็บ” พอจบประโยคขวดน้ำก็แทบจะลอยมาอยู่ตรงหน้า ดีที่กงชานรับไว้ทันไม่งั้นคงได้ลอยไปโดนหัวคนข้างหลังแน่

“เพลงนั้นพี่แต่งเองเหรอฮะ” กงชานเปลี่ยนเรื่องคุยพลางกระดกขวดน้ำขึ้นดื่ม

“เพลงไหน?

เอเวรี่เด๊ย์ อีเหย่ อีเย อีเหย่ อีเย~” กงชานร้องออกมาพลางทำท่าดีดกีตาร์เลียนแบบจนจินยองหลุดขำออกมาอีกจนได้

“ฮ่ะๆ ฉันก็แต่งเองทุกเพลงที่เล่นเปิดหมวกนั่นแหละ” ปากสี้สมเคี้ยวข้าวไปด้วยระหว่างที่อธิบายให้รุ่นน้องฟัง

“หา! แต่งเองทุกเพลงเลย?” กงชานทำหน้าตกใจแบบโอเวอร์แอ๊คติ้งพลางโน้มตัวเข้ามาใกล้หน้าจินยองแต่รุ่นพี่พอจะเดาออกก็เลยดันหน้าใสกลับที่ไปได้ทัน

“เออ จะยื่นหน้าเข้ามาใกล้อะไรกันนักกันหนานะเด็กคนนี้” กงชานหัวเราะแล้วหย่อนตัวลงนั่งที่เดิมของตัวเอง

“ก็ผมตกใจอ่ะ ที่พี่เล่นเปิดหมวกนั่นมันก็เกือบสิบเพลงแล้วนะ” จินยองตัดรำคาญโดยใช้ตะเกียบคีบซูชิหน้ากุ้งยัดเข้าปากรุ่นน้องไปคำหนึ่งจะพูดอะไรเพิ่มเติม

“กินไปซะจะได้ไม่ต้องถามมาก” คนผมแดงมองแก้มป่องของรุ่นน้องที่เคี้ยวข้าวเต็มคำตุ้ยๆแล้วก็อดขำไม่ได้ กงชานทำหน้าหงอยเมื่อไม่ได้ยินคำตอบตามที่ต้องการทำให้จินยองต้องตัดสินใจพูดขึ้นมาอีกรอบ

“เพลงทุกเพลงที่ฉันเล่นเปิดหมวกมาทั้งชีวิตก็แต่งเองทั้งนั้นแหละ ฉันไม่ชอบร้องเพลงของใคร”

“โห งั้นที่พี่จดอะไรยุกยิกๆตอนเช้านั่นก็กำลังแต่งเพลงใช่มั้ยฮะ” จินยองพยักหน้าแทนคำตอบ

“ถ้านายไม่มาก่อกวนฉันป่านนี้เพลงนั้นก็แต่งเสร็จไปแล้ว” รุ่นพี่ผมแดงมองอย่างคาดโทษจนกงชานต้องหัวเราะออกมา

“ไม่น่าล่ะพี่ถึงได้เสกคาถาผู้พิทักษ์ใส่ผมต่อหน้าคนทั้งโรงอาหาร เพราะผมมารบกวนสมาธิในการทำงานของพี่นี่เอง ^^

“นายไม่ใช่ผู้คุมวิญญาณจะมาเดือดร้อนทำไมล่ะ” จินยองขำเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปในเมื่อเช้า แกล้งทำเป็นคนเพี้ยนนี่มันยากจริงๆนะเหวย -.,-

“ว่าแต่พี่ย้อมผมแดงแบบนี้ไม่โดนพวกคณะกรรมการนักเรียนจับส่งเข้าห้องปกครองเอาเหรอ ผมเห็นพี่นั่งเรียนใกล้ๆพี่ชินวูด้วยนี่นา”

“ใคร...? อ่อ ไอ้แว่นหน้าหมีนั่นน่ะนะ? -_-^

“ฮ่ะๆ ผมล่ะเสียใจแทนพี่ชินวูจริงๆเลย” กงชานพยายามกลั้นขำ “พี่เขาเป็นถึงประธานนักเรียนแต่ดันโดนเด็กที่เพิ่งเข้ามาใหม่อย่างพี่มาว่าหน้าเหมือนหมีนี่มันน่าเจ็บใจจริงๆนะ” 

จินยองเป็นคนแรกที่ปฏิเสธความหล่อและมองข้ามความเพอร์เฟ็คต์ของชินวูไปอย่างสิ้นเชิง คนอะไรพิลึกจริงๆ แล้วคนแบบไหนกันนะถึงจะเอาชนะใจพี่ได้พี่จินยอง

“อ้าว มันเป็นประธานนักเรียนหรอกเหรอ” จินยองดูไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรตอนที่ถามคำถามนั้นออกมาแม้แต่นิดเดียว

“อือฮึ ผมถึงได้ประหลาดใจอยู่นี่ไงว่าทำไมพี่ถึงได้เล็ดรอดเงื้อมือของพวกคณะกรรมการนักเรียนมาได้” จินยองมองหน้ากงชานที่ดูเหมือนตอนนี้จะมีแต่เครื่องหมายคำถามอยู่เต็มหน้าแล้วก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มตรงมุมปากที่ดูเจ้าเล่ห์ก่อนที่หน้าเนียนจะโน้มมากระซิบเสียงเบาข้างหูรุ่นน้อง

“ฉันเส้นใหญ่” แล้วคนผมแดงก็ยิ้มออกมาอีกรอบปล่อยให้คนผมดำร้องครวญด้วยความอยากรู้แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเอียงคอไปมาอย่างขัดใจ

“อย่าตอบเล่นๆสิฮะ ผมถามจริงจังนะ (‘^‘)” เสียงกระเง้ากระงอดของคนรุ่นน้องทำให้จินยองต้องละมืออกจากตะเกียบแล้วจ้องหน้าคนถามอีกครั้ง

“ฉันเส้นใหญ่จริงๆ ไม่เชื่อก็ไปถามไอ้หมีนั่นดูได้เลย มันก็คงรับคำสั่งมาจากอาจารย์ฝ่ายปกครองมาอีกทีนั่นแหละ”

“ถ้าพี่เส้นใหญ่จริงแล้วทำไมต้องมาซื้อบ้านอยู่ที่โพโรโร่วิลเลจอยู่คนเดียวด้วยล่ะ”

….” คนผมแดงเงียบไป มือที่จับตะเกียบยังคงค้างอยู่ท่าเดิมจนกงชานต้องรีบพูดก่อนที่คนตรงหน้าจะรู้สึกไม่ดีไปกว่านี้

“เอ่อ..พี่ฮะ ผมขอโทะ..

“พ่อแม่ฉันเป็นทูต ทำงานอยู่ที่ต่างประเทศทั้งคู่” จู่ๆคนผมแดงก็พูดออกมา

“พ่อแม่ฉันย้ายไปทำงานที่โน่นที่นี่ทุกปี แต่ละปีย้ายไปประเทศไม่เคยจะซ้ำกันเลยซักครั้ง ตอนเด็กๆฉันเองก็ต้องย้ายตามพ่อแม่ไปตลอด” น้ำเสียงของรุ่นพี่ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าในตอนนี้เขารู้สึกยังไงกันแน่ กงชานได้แต่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ปล่อยให้จินยองได้พูดในสิ่งที่เขาอยากพูดต่อไป พี่คงเก็บมันมานานแล้วสินะเล่ามันมาเถอะฮะ ผมจะรอฟัง

“ฉันอยู่เกาหลีไม่เคยเกินหนึ่งปีก็ต้องย้ายไปเรียนที่อื่น นั่นคือสิ่งที่ฉันเกลียดที่สุด แต่ฉันก็ใช้ชีวิตอย่างนี้มาได้หลายปีแล้วล่ะ”

“ฉันไม่เคยผูกพันกับใครได้นาน เพราะฉันรู้ว่าอีกไม่นานฉันก็ต้องจากพวกเขาไปอยู่ดี” จินยองยิ้มอย่างขมขื่นระหว่างที่เล่าเรื่อง กงชานมองหน้ารุ่นพี่ผมแดงซึ่งตอนนี้ดูกลับมาเป็นคนเข้าใจได้ยากอีกครั้งอย่างวิเคราะห์

“พี่ถึงได้เลือกทำตัวเพี้ยนๆเพื่อไม่ให้ใครมาเข้าใกล้พี่ใช่มั้ย?” คำถามของกงชานทำให้จินยองสบตาคนเป็นรุ่นน้องนิ่งๆอยู่พักหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบก่อนที่คนเล่าจะตัดสินใจเล่าต่อ

“ฉันอยากเรียนมัธยมปีสุดท้ายที่เกาหลี อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นครั้งสุดท้ายอย่างเต็มที่ในบ้านเกิดตัวเอง ไม่ใช่อยู่ในที่ๆไม่มีใครรู้จักเราแบบที่เคยเป็นมา ตอนเด็กๆฉันแทบจะไม่มีเพื่อนสนิทซักคนเลยนะนายรู้มั้ย”

“ตอนแรกพ่อแม่ฉันค้านแทบตายเลยล่ะ แต่ฉันก็ยังยืนยันจะอยู่ต่อให้ได้ มันคือความฝันของฉันเลยนะได้ทำงานที่เรารักอยู่ในที่ๆเราคุ้นเคยเนี่ย” พอพูดถึงเรื่องนี้จินยองก็กลับมายิ้มได้อีกครั้ง ตาเรียวยาวดูมีแววสดใสขึ้นมาเล็กน้อย

“พอดีว่าพ่อแม่ฉันดันสนิทกับผอ.ที่โซลฮวาอะคาเดมี่ก็เลยไม่ใช่เรื่องยากที่จะฝากฉันเข้าไปเรียน ฉันเป็นคนหาที่อยู่เองด้วยนะฉันชอบชื่อหมู่บ้านนี้ก็เลยเลือกซื้อเอาไว้หลังหนึ่ง” จินยองอมยิ้มเล็กน้อยยามเมื่อพูดถึงหมู่บ้านที่เขาเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ หมู่บ้านที่ทำให้เขาเจอกงชานชิคหมาน้อยในความทรงจำวัยเด็กโดยบังเอิญ เหมาะเลยที่จะเป็นสถานที่สำหรับเก็บความทรงจำดีๆเอาไว้

“โพโรโร่วิลเลจน่ะเหรอฮะ” กงชานนึกไม่ออกว่าชื่อหมู่บ้านประหลาดแบบนี้มันจะดึงดูดคนให้สนใจยังไง แต่ก็ดีแล้วล่ะที่จินยองเข้ามาในหมู่บ้านนี้ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ขอบคุณนะฮะพี่จินยองที่เลือกอยู่ที่นี่

“ฉันชอบ ชื่อมันดูติงต๊องดี” เหมือนรุ่นพี่จะรู้ถึงความคิดของรุ่นน้องก็เลยพูดย้ำอีกครั้ง

“พ่อแม่ส่งเงินให้ฉันทุกเดือนเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน แต่ฉันก็อยากหารายได้เป็นของตัวเองบ้างก็เลยกลับมาเล่นดนตรีที่นี่อีกครั้งหนึ่ง” จินยองเอามือเท้าคางตาเหม่อมองไปที่ทางแยกของเมียงดง เมื่อหลายปีที่แล้วเขาเคยมาเล่นดนตรีที่นี่ก่อนจะต้องย้ายตามพ่อแม่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นเสียหลายปี แต่ตอนนี้ที่เขาได้กลับมาทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิมโดยเฉพาะรุ่นน้องผมดำหน้าหวานใสเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาที่นั่งอยู่ข้างๆเขา ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอกันที่นี่อีกครั้ง

นายยังจำฉันได้อยู่อีกเหรอกงชาน ฉันดีใจนะที่ได้อยู่ในความทรงจำและโลกใบเล็กๆของนายมาตลอดเก้าปี นายยังเป็นเด็กดีของฉันเสมอหมาน้อยนายไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ

ดวงตาเรียวคมตวัดจ้องมองดูตาโตใสแจ๋วของคนข้างๆพลางอมยิ้ม จริงสินะไอ้หมาน้อยในตอนนั้นมีดวงตาที่ไม่เหมือนใคร ตาข้างขวามีสองชั้นแต่ตาข้างซ้ายกลับมีข้างเดียว รอยยิ้ม จมูก ริมฝีปาก สีผมดำสนิทเก้าปีที่ผ่านมานี้มีอะไรในตัวนายที่เปลี่ยนไปบ้างนะกงชานชิค

“รุ่นพี่ยิ้มเพราะมองหน้าผมเหรอฮะ ^^” กงชานแกล้งตะแคงหน้าตามจินยองที่กำลังจ้องตัวเองอยู่พลางจ้องกลับบ้าง ทำเอาคนข้างๆกลับมาหน้าตึงอีกครั้งอย่างรักษาฟอร์ม

“หน้านายมันมีเศษข้าวติดอยู่ต่างหากเล่าฉันก็เลยยิ้ม” คนผมแดงแกล้งปัดเศษข้าวล่องหนตรงแถวๆมุมปากรุ่นน้องทิ้งไปทำให้กงชานแอบเอามือลูบแก้มตัวเองเพื่อเช็คอีกทีไม่ได้ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่นาหลอกผมไม่สำเร็จหรอกฮะรุ่นพี่

“ตั้งแต่นี้พี่ยิ้มให้บ่อยๆสิ ปากของพี่มันดูดีเวลาเหยียดตรง” กงชานแกล้งจับมุมปากรุ่นพี่ให้ยกขึ้น ส่งผลให้จินยองโวยวายเอามือปัดป้องมือบางเป็นการใหญ่

“ทำไม? ถ้าฉันจะทำปากงุ้มปากจู๋ปากเบะแล้วมันจะเป็นยังไงห๊ะ! -_-*

“มันก็จะดูน่ารักแต่ไม่เท่ไง :P” กงชานแกล้งทำปากตามจินยอง

นายโรคจิตป่ะเนี่ยมาเที่ยวสังเกตปากชาวบ้านเขาไปทั่วแบบนี้”

“ใครบอกว่าผมสังเกตไปทั่ว ผมก็มองแค่ปากรุ่นพี่คนเดียวนี่แหละ ^^

“นั่นไง! นายโรคจิตจริงๆด้วย” จินยองรีบดันตัวออกห่างจากคนข้างๆอย่างไวจนกงชานต้องระเบิดหัวเราะออกมา

“ก็ผมคุยอยู่กับรุ่นพี่แค่สองคนจะให้ไปสังเกตปากใครล่ะฮะ คิดไปถึงไหนแล้วเนี่ยพี่จินยอง” กงชานแกล้งแซวรุ่นพี่ที่เริ่มกลับมาทำตัวผวาเป็นกระต่ายอีกครั้ง

“พี่ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำตัวประหลาดอีกแล้วนะฮะ อย่างน้อยตอนนี้พี่ก็ทำตัวปกติได้เวลาที่อยู่กับผม”

“แต่ถึงนี่จะเป็นตัวตนของรุ่นพี่จริงๆ ยังไงผมก็ชอบมันอยู่ดี” จินยองนิ่งไปกับประโยคของรุ่นน้องที่พูดออกมา ถึงฉันจะเป็นจองจินยองแบบเพี้ยนๆนายก็ยังอยากอยู่ข้างฉันเหมือนเดิมอีกเหรอกงชาน

“ผมอยากผูกพันกับรุ่นพี่จริงๆ ถึงจะมีเวลาแค่ไม่กี่เดือนก็ตาม การที่พี่เล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังถือว่าพี่เองก็เริ่มมีความรู้สึกอยากจะผูกพันกับผมแล้วนะ”

“พี่มีความผูกพันกับใครคนหนึ่งโดยที่ไม่ต้องรู้สึกเจ็บได้นะฮะพี่จินยอง ถ้าพี่เกิดผูกพันกับผมแล้วผมสัญญาว่าความผูกพันนั้นยังไงก็จะยังเป็นความผูกพันตลอดไป”

…!

“ดังนั้นไม่ต้องกลัวที่จะรู้สึกผูกพันกับใครนะฮะพี่จินยอง” เสียงหวานละมุนฟังดูมั่นคงบวกกับนิ้วก้อยเล็กๆของรุ่นน้องที่ใช้เกี่ยวก้อยกับนิ้วตัวเองเหมือนเด็กๆทำให้จินยองค่อยๆพยักหน้ารับพร้อมระบายยิ้มออกมา

“นายกี่ขวบแล้วกงชานชิค” ถามแก้เขินไปงั้นแหละ หน้าแทบจะแดงขึ้นสีเข้มคล้ายสีผมอยู่แล้ว

“สิบเจ็ดขวบฮะรุ่นพี่” ถึงจะเด็กแต่หมาน้อยตัวนี้ก็ซื่อสัตย์พร้อมรักษาสัญญาเสมอนะ

“นายนี่หน่อมแน้มไม่เปลี่ยนจริงๆเลยให้ตายสิ” จินยองส่ายหน้าอย่างระอา กงชานขมวดคิ้วพูดอย่างกับว่าเคยเจอกันมาก่อนแล้วอย่างนั้นแหละแต่คนผมดำก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ได้แต่ปล่อยให้ความสงสัยนั้นผ่านเลยไป

“กลับบ้านกัน ดึกแล้ว” คนรุ่นพี่ประเดิมลุกขึ้นยืนก่อนพลางมองกลับไปยังรุ่นน้องที่ยังคงนั่งแช่อยู่ที่เดิมแต่เอื้อมมือมาให้ดึงตัวเองลุกขึ้นหน้าตาเฉย

“อ๊าจิ๊!..นายนี่มัน..” จินยองจิ๊ปากด้วยความขัดใจแต่มือหนาก็ส่งให้รุ่นน้องคว้าไว้อยู่ดี กงชานยิ้มอย่างคนขี้เล่นก่อนจะฉุดมือรุ่นพี่ไว้แล้วออกแรงดึงตัวเองลุกขึ้นยืนจนร่างจินยองแทบจะปลิวตามไปด้วย แขนบางโอบกอดรอบคอเขาจนหน้าแทบจะชิดกันทำให้คนรุ่นพี่แอบลอบมองริมฝีปากสีชมพูฉ่ำเล็กน้อย

ตกม้าตายก็เพราะไอ้ลูกไม้ขี้อ้อนของมันทุกทีสิน่าจองจินยอง

“กลับบ้าน กลับบ้าน กลับบ้าน~” กงชานฮัมเป็นเพลงอย่างมีความสุขก่อนจะใช้แขนดันไหล่ของรุ่นพี่ให้เดินต๊อกแต๊กๆไปข้างหน้า ทีอย่างนี้ล่ะเกิดมีแรงเยอะขึ้นมาเชียวนะไอ้หมาน้อย แต่คนที่ถูกดันอยู่ข้างหน้าเองก็ดูเหมือนจะอารมณ์ดีมีความสุขอยู่มากเช่นกันถึงได้แอบอมยิ้มไม่เลิกซักที

กงชานวันนี้นายได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดของฉันแล้วนะ ฉันเล่าให้นายฟังหมดทุกอย่าง ทั้งชีวิตฉัน ความลับฉัน ความรู้สึกฉัน มีแต่นายคนเดียวเท่านั้นที่รู้ แต่เรื่องของเราในตอนนั้นฉันขอเก็บมันไว้คนเดียวจะดีกว่า ถ้านายรู้เมื่อไหร่ตอนที่เราจากกันนายอาจจะเจ็บปวดมากกว่านี้ก็ได้

นายเข้าใจผิดนะไอ้หมาน้อยที่ว่าความผูกพันจะไม่ทำให้ใครเจ็บปวด ถ้าเวลาเก้าปีไม่สามารถทำให้นายลืมตัวฉันในวัยเด็กตอนนั้นได้ ฉันไม่อยากจะคาดเดาเลยว่านายจะเป็นยังไงถ้าเราต้องจากกันอีกครั้งหนึ่งทั้งๆที่อุตส่าห์ได้พบกันอีกครั้งแล้ว

 ปล่อยให้ฉันเป็นแค่รุ่นพี่ที่โรงเรียนกับพี่ข้างบ้านแค่นั้นเถอะนะ ส่วนฮยองตอนเด็กที่นายรักคนนั้นนายก็เก็บมันเป็นความทรงจำที่ดีต่อไป ความผูกพันที่เพิ่มขึ้นถึงเก้าปีนั้นมันมากเกิน มีแต่จะทำให้เราเจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิมเปล่าๆ ฉันทนเห็นนายอยู่ในสภาพเดียวกันกับฉันไม่ได้หรอกกงชาน

ปล่อยให้คนที่รู้เรื่องทุกอย่างแบบฉันเจ็บปวดมากกว่าเดิมอยู่คนเดียวก็พอ

*******************************

          PS. ทีเซอร์สวีทเกิร์ลคลอดเมื่อวานแล้วนะเหล่า BANAs ทั้งหลาย >< เป็นไงกันมั่ง พอให้หายคิดถึงเด็กเลือดกันไปบ้างหรือเปล่า แต่สำหรับเรา...ไม่! ยังคิดถึงอยู่ทุกวัน 555 #เป็นมนุษย์ย่อมไม่มีคำว่าพออยู่ในสารระบบ แถมเมื่อวานยังมีการปล่อยภาพลับของโปสการ์ดมาทั้งหมดแล้วด้วยนิ แซ่บบ่ -.,- บอกเลยแซ่บมวกกก เดี๋ยวนี้เด็กเลือดเขาเล่นใหญ่กันจริงไรจริงจน BANA อย่างเราแทบปรับตัวไม่ทัน ขอบคุณที่ติดตามและเม้นให้นะคะ มันช่วยให้เรามีกำลังใจในการเขียนตอนต่อๆไปเยอะเลย บางทีเห็นแต่ยอดวิวขึ้นแต่ไม่มีเม้นเราก็แป่ว ฮืออออ ติชมกันได้ค่ะว่าอยากให้ปรับแก้ตรงไหน รับฟังทุกความคิดเห็นขอแค่ไม่มีคำหยาบพอ สำหรับวันนี้มาปล่อยตอนเดียวให้พอหอมปากหอมคอกันไปก่อน ลาก่อยยยย เราจะหายไปแอบแต่งต่อเงียบๆ อิอิ สวีททททเกิร์ล




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #74 Mr-V (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 10:38
    อ่านช้าเมนช้าอิอิ
    ขอโทษนะคะไรท์
    หื่อออ นี่พี่หัวแดงแกจะจากไปอีกเหรอ เศร้า ชานดูสดใสตลอดเลยอะอยากหยิกแก้ม น่ารักกก
    #74
    0
  2. #48 น้ำตาลเทียม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 16:56
    น่ารักมาทั้งตอนเลย มาใจหายตรงประโยคที่จินยองคิดเนี่ยแหละ 🙁 อยากรู้เลยว่าก๊งจะรู้เมื่อไหร่ว่าพี่ชายคนนั้นคือพี่ชายข้างบ้านนั่นแหละ
    #48
    0
  3. #6 little benzbenz (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2558 / 19:28
    คู่นี้แอบมุ้งมิ้ง
    #6
    0