[Fic B1A4] My Hyung Neighbor นี่ผมไงจะใครล่ะฮะพี่ [JinChan]

ตอนที่ 25 : Chapter 25 : White miracle

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 ก.ค. 59


Chapter end : White miracle


 


2 ปีผ่านไป

หิมะเริ่มโปรยปรายลงสู่พื้นถนนคนเดินสายยาวในกรุงโตเกียว ลมเย็นจากทางทิศเหนือหอบพัดนำเกล็ดปุยนุ่นสีขาวบริสุทธิ์มาโอบล้อมร่างโปร่งที่กำลังเดินฝ่าความเหน็บหนาวของอากาศภายในเดือนมีนาคม มือขาวทั้งสองข้างซุกลงกับกระเป๋าเสื้อสเว็ตเตอร์สีขาวมียี่ห้อที่ตัวเองสวมใส่อยู่เพื่อหาไออุ่นก่อนจะรีบสาวเท้าเดินไปตามถนนเพื่อกลับสู่ห้องพักของตัวเองด้วยความเร่งรีบ

เพียงแค่เลี้ยวซ้ายไปไม่กี่ช่วงตึกคนผมม่วงก็ก้าวฉับๆไปถึงบริเวณตึกหอพักนักศึกษาของทางมหาวิทยาลัย ปากสีส้มอ่อนพ่นควันที่เกิดจากความเย็นออกมาอังมือทั้งสองข้างเพื่อหวังจะบรรเทาความหนาวในตอนนี้ได้บ้าง มือที่ชาดิกตั้งท่าจะวางลงบนเครื่องกลหน้าประตูเพื่อสแกนนิ้วเข้าไปยังชั้นในของตึกหากแต่ได้ยินเสียงของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหอพักทักขึ้นมาเสียก่อน

“คุณจอง รูมเมทใหม่ของคุณย้ายเข้ามาแล้วนะ”

คิ้วหนากระดกขึ้นเล็กน้อย จองจินยองหยุดชะงักฝีเท้าก่อนจะเอี้ยวตัวหันมาคุยกับชายวัยกลางคนผู้ดูแลหอพักที่เขารู้จักคุ้นเคยมานานถึงสองปีด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพลางถอดเฮดโฟนสีดำเหลือบแดงที่มักจะใช้ครอบหูอยู่เป็นประจำออก

“เพิ่งย้ายเข้ามาเหรอครับ”

“มาตอนประมาณซักสิบโมงได้ สงสัยจะสวนกับคุณตอนที่ออกไปเรียนพอดี” ชายคนนั้นตอบพร้อมยิ้มกลับอย่างคนอัธยาศัยดี เท่าที่รู้จักกันมาจองจินยองก็เป็นนักศึกษาที่มีความประพฤติดีเรียบร้อย ไม่ค่อยจะออกนอกลู่นอกทางเท่าไหร่นักแม้อาจจะมีบางครั้งที่ดูโลกส่วนตัวสูงไปบ้างก็ตาม แต่ก็อาจเพราะความเป็นชาวต่างชาติจึงทำให้ยังไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมของบ้านเขาสักเท่าไหร่จึงต้องค่อยๆปรับตัวไปตามลำดับ

“แล้วเขาย้ายของเข้ามาเรียบร้อยแล้วหรือยังครับ ผมต้องไปช่วยยกอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า”

“โอ๊ยไม่ต้องหรอก รู้สึกว่าเขาจะเอาของมาแค่นิดเดียวเองมั้งครับ ผมมาช่วยขนตอนสายๆอยู่รอบสองรอบก็หมดแล้ว” เรอิโบกไม้โบมือแสดงท่าทางปฏิเสธเพราะกลัวว่านักศักษาผมม่วงคนนี้อาจจะไม่เข้าใจ จินยองพอจะสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้บ้างแต่ก็ไม่ได้เชี่ยวชาญจนถึงขั้นฟังแล้วเข้าใจในทุกคำพูดของเขาภายในครั้งเดียว

“เห็นเขาว่ามาจากเกาหลีเหมือนคุณด้วยนะ เป็นนักเรียนสอบชิงทุนมาแลกเปลี่ยนหรือเรียนต่อยังไงนี่แหละแต่ท่าทางก็ดูเป็นคนน่ารักช่างพูดช่างจาดี”

ประโยคนี้ทำให้จินยองหูผึ่งด้วยความสนใจ ตั้งแต่ย้ายมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่นเขาก็ไม่ค่อยได้พูดภาษาเกาหลีอีกเลยยกเว้นเวลาต้องการจะติดต่อกับทางบ้าน นักเรียนเกาหลีที่มาเรียนต่อที่นี่ก็มีอยู่น้อยนิด รูมเมทรุ่นพี่คนเก่าที่เพิ่งย้ายออกไปก็เป็นนักศึกษาชาวจีน พอเรียนจบปริญญาตรีแล้วก็เลยกลับไปยังประเทศตัวเองทำให้เขาต้องสุ่มหารูมเมทใหม่มาอยู่ด้วยอีกรอบ

มีรูมเมทเป็นคนประเทศเดียวกันก็ดีจะได้พอง้างปากพูดกับใครได้บ้าง พูดแต่ภาษาญี่ปุ่นมาตั้งสองปีอึดอัดจะแย่

“ดีใจล่ะสิ” เรอิมองตามปากหยักที่แอบอมยิ้มอย่างรู้ทัน “แต่ถ้าอยากรู้จักเขาคงต้องรอไปก่อนนะ เขาเพิ่งจะออกไปเรียนเมื่อชั่วโมงสองชั่วโมงนี่เอง หิมะก็ดันมาตกซะอีก คงจะกลับช้าหน่อยล่ะ”

จินยองมองออกไปหน้าประตูดูหิมะที่กำลังตกพลางพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้หลังจากพอจะจับใจความแปลคำพูดเหล่านั้นเป็นประโยคพอได้แล้ว ร่างสูงโค้งลงเอ่ยคำขอบคุณเป็นภาษาญี่ปุ่นสั้นๆก่อนจะสแกนนิ้วมือเข้าไปในตึกด้วยความรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในทันที แต่มาคิดอีกในแง่ก็ดีแล้ว เขายังมีงานบางอย่างที่ต้องสะสางและใช้สมาธิในการทำอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นต้องรีบทำก่อนที่รูมเมทจะกลับมาน่าจะเป็นการดีที่สุด

เสียงกุญแจไขห้องดังแกร๊กตามด้วยร่างสันทัดที่เดินเข้ามาถอดรองเท้า หมวกไหมพรม เสื้อโค้ตและผ้าพันคอไว้ที่ที่เสาแขวนหน้าประตู ตาเรียวเล็กกวาดสำรวจห้องตัวเองที่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีข้าวของเครื่องใช้ของเพื่อนใหม่เพิ่มเข้ามาบ้างเล็กน้อย ผ้าปูเตียงที่อยู่ข้างๆเตียงของเขาเป็นสีเขียวสบายตาถูกคลุมไว้อย่างลวกๆ บนโต๊ะทำงานมีหนังสือของภาควิศวกรรมปีหนึ่งที่วางเรียงกันอยู่สองสามเล่ม นอกเหนือจากนั้นก็เป็นพวกหนังสือการ์ตูนและหนังรักเศร้าๆวางระเกะระกะเต็มโต๊ะไปหมดเพราะยังไม่ได้จัดให้เข้าที่เข้าทางเสียทีเดียว

รูมเมทใหม่ของเขาเป็นรุ่นน้องปีหนึ่งเหรอเนี่ยไม่เห็นคุณเรอิจะบอก

พอมองไปนอกระเบียงห้องคนผมม่วงจึงเพิ่งสังเกตเห็นกระถางต้นไม้ที่ปลูกดอกกุหลาบและต้นไม้พันธุ์อื่นๆไว้เกือบสิบกระถาง แอบยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางนึกในใจว่านี่ตกลงมันเรียนวิศวะหรือคณะเกษตรกันแน่ดูท่าทางจะเป็นคนรักต้นไม้อยู่พอควร มือขาวนำเฮดโฟนมาครอบใส่หูไว้อย่างเดิมแล้วละสายตาจากข้าวของเครื่องใช้รูมเมทคนใหม่หันมาจดจ่อกับงานตัวเอง สมุดแต่งเพลงรูปหมาจิ้งจอกสีส้มเล่มใหม่ถูกหยิบออกจากลิ้นชักมาวางไว้บนเตียงพลางเปิดไปหน้าที่ตัวเองแต่งทิ้งเอาไว้ก่อนจะรวบรวมสมาธิอยู่พักใหญ่แล้วฮัมเป็นเพลงออกมา

If you come to me…If you come to me, If you come to me ถ้าคุณกลับมาหาผมจริงๆผมสามารถมอบทุกอย่างให้กับคุณได้”

ปากกาสีม่วงถูกลากเป็นโน้ตเพลงได้อย่างลื่นไหลในเวลาอันรวดเร็ว จินยองหยิบกีตาร์โปร่งที่วางเอาไว้บนโต๊ะแถวหัวเตียงมาเกาไปพลางๆเป็นทำนองที่แต่ง หิมะสีขาวที่โปรยปรายอยู่ข้างนอกหน้าต่างกระจกบานเลื่อนริมระเบียงทำให้หัวใจที่เหน็บหนาวของร่างสูงโปร่งสันทัดที่อยู่ในห้องหวนคิดถึงใครบางคน

ใครบางคนที่มีรอยยิ้มบริสุทธิ์และดวงตาใสๆคล้ายเกล็ดหิมะข้างนอกนั่น

ตั้งแต่ที่จินยองต้องย้ายมาเรียนต่อในประเทศญี่ปุ่นเขาก็ไม่ได้ติดต่อกับกงชานชิคอีกเลย นี่ก็จะครบสองปีอยู่แล้วแต่ข่าวคราวที่เขาได้รู้จากเพื่อนสนิทและพวกรุ่นน้องก็ไม่ได้มีอะไรคืบหน้ามากกว่าเดิม ทั้งๆที่สั่งชินวู บาโรและซานดึลเอาไว้แล้วแท้ๆว่าถ้ากงชานมีอาการดีขึ้นหรือเกิดอะไรก็ให้โทรมาบอกเขาทันที แต่สามคนนั้นก็ติดต่อกลับมาได้เพียงสามเดือนแรกเพื่อรายงานว่ายังไม่มีอะไรดีขึ้นก่อนที่จะค่อยเงียบหายไป แต่นั่นก็ทำให้จินยองสามารถเข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้น

กงชานไม่มีวันที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

แต่ถึงความทรงจำจะไม่ฟื้นหรือคนรุ่นน้องจะจำเขาได้หรือไม่ ยังไงเขาก็อยากที่จะรับรู้ความเป็นไปของคนตรงโน้นอยู่ดี เขาเป็นห่วง คิดถึง อยากเจอ อยากกลับไปหาแทบบ้า แต่ก็ยังมีธุระเรื่องการเรียนและอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการที่นี่ แอบโมโหไอ้สามคนนั้นอยู่เหมือนกันที่อยู่ดีๆก็ขาดการติดต่อไปซะเฉยๆ พวกนั้นไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าต่อให้จะผ่านไปนานซักกี่ปีหรืออยู่ห่างกันคนละซีกโลกเด็กน้อยที่ชื่อกงชานชิคก็ไม่มีวันที่จะหายไปจากใจของเขาได้ รวมถึงความรู้สึกที่มีให้ถึงสิบเอ็ดปีในตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม อาจจะเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำเพราะความคิดถึงที่สั่งสมอยู่ในใจมานาน แต่เพื่อนสนิทและรุ่นน้องคู่หูตัวแสบนั่นคงไม่อยากเห็นเขารู้สึกเจ็บปวดไปมากกว่านี้จึงได้แกล้งทำนิ่งไปเสีย

ยิ่งจินยองรับรู้เรื่องของกงชานมากขึ้นเท่าไหร่ การตัดใจก็ยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้นเท่านั้น

วันหิมะตกอย่างนี้ถ้าไอ้หมาน้อยเห็นก็คงจะคะยั้นคะยอให้เขาเล่านิทานเรื่องราชินีหิมะให้ฟังอีกตามเคย เขายังจำได้ดีว่าในวันที่ฝนตกเมื่อสองปีที่แล้วกงชานยังอ้อนให้เขาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังแทบตาย ทั้งๆที่เม็ดฝนกับหิมะมันก็ไม่ได้มีอะไรคล้ายคลึงกันเลยซักนิดเดียว แต่คนตาแป๋วก็ยังเอาหน้ามาไถกับตักกระพริบตาปิ๊งๆใส่พลางส่งเสียงอ้อนน่ารักจนเขาต้องใจอ่อนยอมเล่าให้ฟังไปตามระเบียบ

นั่นไงเผลอนึกถึงเรื่องเก่าๆอีกแล้ว บางทีพวกนั้นอาจจะทำถูกแล้วก็ได้ที่ไม่ยอมเล่าเรื่องกงชานให้เขาฟัง ถ้าความทรงจำของเขายังถูกตรึงไว้ด้วยความรู้สึกเหล่านี้ชีวิตของเขาคงไม่มีวันจะเดินต่อไปข้างหน้าได้ ซึ่งตอนนี้เขาเองก็ยังก้าวต่อไปไม่ถูกเช่นเดียวกัน ชีวิตที่ไม่มีกงชานอยู่ด้วยมันช่างว่างเปล่ามองดูไร้จุดหมาย

I can’t stop thinking about you girl everyday…” เสียงใสฮัมออกมาเป็นเพลงที่แต่งแล้วเริ่มจดโน้ตลงไปในสมุดอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะอารมณ์เศร้าที่กำลังก่อตัวและบรรยากาศเหงาๆที่ชวนให้คิดถึงอดีตทำให้จินยองสามารถแต่งเพลงในท่อนหลักเสร็จไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบคนผมม่วงก็ยังรู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่างอยู่ มีบางท่อนที่ขาดหายไปและเขาก็ไม่รู้ว่าจะแต่งยังไงหรือเอาไปแทรกตรงไหนดี

พรุ่งนี้ก็วันไวท์เดย์แล้วสินะ แต่งให้เสร็จเสียตั้งแต่วันนี้น่าจะดีกว่า เพลงเศร้าๆกับวันแห่งความรักที่บริสุทธิ์มันไม่ใช่ของคู่กันหรอกเขารู้ดี

ท่อนขาเรียวในเครื่องแบบนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกันก้าวมาหยุดที่เตียงพลางเอียงคอมองคนที่นอนคว่ำตรงหน้าอย่างพิจารณา คนผมม่วงคงกำลังคร่ำเคร่งกับการแต่งเพลงอยู่จึงไม่รู้ว่ารูมเมทของเขาได้กลับมาแล้ว ร่างบางของผู้มาใหม่คุกเข่าลงใกล้ๆก่อนจะหมอบลงกับฟูกเตียงในระดับสายตาเดียวกัน ดวงตาสีดำเพ่งความสนใจไปที่มือขาวซึ่งกำลังเขียนเนื้อเพลงยุกยิกแล้วก็ลบออกเมื่อไม่ได้ดั่งใจซักที

“รุ่นพี่กำลังแต่งเพลงอยู่เหรอฮะ?” แล้วเจ้าตัวก็เป็นฝ่ายถามออกไปก่อนด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังไม่รับรู้ถึงการมาของเขา จินยองเลื่อนมือถอดเฮดโฟนออกจากหูเมื่อได้ยินเสียงทักดังขึ้น หัวใจเกิดเต้นเร็วขึ้นมากระทันหันเพราะจำได้ว่าเป็นเสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานและคิดถึงมากที่สุด...เสียงหวานๆแสนคุ้นชินที่คอยปลุกเขาให้ลุกจากเตียงทุกเช้า

ดวงตาเรียวเหลือบช้อนมองหน้าใสที่หมอบอยู่ใกล้ๆก่อนจะเบิกกว้างด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เหมือนช่วงเวลาที่เดินอยู่ในขณะนี้กำลังหยุดหมุน ภาพคนตรงหน้าที่เห็นในตอนนี้มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด จมูกโด่ง คิ้วสวย ริมฝีปากสีชมพูกุหลาบบางๆ ผมดำสนิทที่ยังถูกซอยสวยอยู่ในทรงเดิมเหมือนในความทรงจำ อากัปกริยาดูเหมือนเด็กน้อยขี้สงสัยที่เจ้าตัวใช้ดวงตากลมโตสีดำเพ่งมองจ้องมาที่หน้ากระดาษของเขาด้วยความสนใจก่อนที่เอ่ยเสียงใสขึ้นมาอีกรอบ

“ทำไมเนื้อเพลงถึงเศร้าจัง” ผู้มาใหม่จ้องหน้าเขาพลางทำหน้าหงอยเศร้าหลังจากที่ได้อ่านเนื้อเพลงและเมโลดี้คร่าวๆมาได้ซักพักใหญ่แล้ว ดวงตาของจินยองยังคงจ้องไปที่คนตรงหน้าโดยไม่มีท่าทีว่าจะกระพริบ นี่ฝันไปเหรอ

“กงชาน” มือขาวแปะลงที่แก้มรุ่นน้องทั้งสองข้างเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไปจริงๆ ตาสีดำขลับกระพริบปริบๆอย่างมึนงงก่อนจะจับมือของรุ่นพี่ที่แปะอยู่ทั้งสองข้างไปครอบกับปากเล็กของตัวเองแล้วค่อยๆเป่าลมอุ่นๆออกมา

“มือพี่เย็นจัง จับแก้มทีหนึ่งผมแทบสะดุ้งแน่ะ” เสียงนั้นยังคงพูดแจ้วๆต่อไปโดยไม่ได้สนใจกับสีหน้าของรูมเมทรุ่นพี่ซักนิดเดียว หัวใจจินยองเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อยิ่งมองหน้ารุ่นน้องชัดๆจนแน่ใจแล้ว เป็นกงชานจริงๆกงชานชิคที่เขาคิดถึงและเฝ้ารอมานานตอนนี้ได้อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

คนผมดำเงยหน้าขึ้นมาแย้มปากยิ้มให้เมื่อมือที่เป่าได้อุ่นขึ้นบ้างแล้วก่อนจะเอ่ยประโยคถัดไปที่ทำให้หัวใจจินยองแทบจะหยุดเต้นทันทีทั้งที่เคยเต้นแรงมาก่อนหน้านี้ได้ไม่นาน

“รุ่นพี่รู้จักชื่อผมแล้วเหรอฮะ?

!!!

“ผมกงชานชิคฮะรุ่นพี่” รอยยิ้มใสปรากฎขึ้นบนปากบาง “เรียกชานว่าชานชิคเฉยๆก็ได้ แต่เมื่อกี้ได้ยินพี่เรียกผมว่ากงชาน..เคยรู้จักผมมาก่อนแล้วเหรอฮะ” คิ้วบางบนหน้าใสวิ่งชนเข้าหากันหลังจากพูดเสร็จ ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบอยู่พักใหญ่ ไม่มีใครพูดอะไรต่อจากนั้น แววตาของจินยองสลดวูบพร้อมปิดตาลงเพื่อซ่อนเงาร่องรอยของความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าของตัวเองให้ลึกลงไปข้างใน                                            

ทุกอย่างยังเหมือนเดิมกงชานจำเขาไม่ได้ นี่คงเป็นสาเหตุที่พวกนั้นไม่ยอมติดต่อเขากลับมา ก็เพราะว่ามันเจ็บแบบนี้นี่เอง..เจ็บยิ่งกว่าเมื่อสองปีที่แล้วเป็นร้อยเท่า ความทรงจำที่เคยมีความหมายผูกพันเขาทั้งสองคนเข้าไว้แนบแน่นด้วยกันกลับถูกทำลายด้วยเหตุการณ์ในวันนั้นเพียงวันเดียว นี่พระเจ้าเล่นตลกอะไรกับเขากันแน่ เอาคนที่รักและคิดถึงที่สุดกลับมาให้แต่กลับทำร้ายเขาอย่างเจ็บปวดสาหัส เหมือนมีอะไรมาบีบอยู่ข้างในหัวใจจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ...ลำคอก็เหมือนมีอะไรมาจุกจนรู้สึกเจ็บปวดร้าวไปหมด อยากร้องไห้...

ร้องไห้ให้กับความรักและความทรงจำดีๆที่ไม่มีวันจะหวนกลับคืนมาเหมือนเดิม อยู่แค่เพียงตรงหน้านี้เองแต่แค่จะคว้ามากอดก็ยังทำไม่ได้ เพราะความรู้สึกและความทรงจำของกงชานชิคที่มีให้เขาในตอนนี้มันไม่เหลืออะไรแล้ว ในสายตาของคนที่เขารักที่สุดตัวเขาเองเป็นเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่เจ้าตัวไม่เคยมีความผูกพันอะไรด้วยเลย

“อ๋ออออผมจำได้แล้ว พี่คือรุ่นพี่ผมแดงที่โรงพยาบาลวันนั้น” กงชานโพล่งขึ้นมาหลังจากพยายามพิจารณาโครงหน้าของรูมเมทคนใหม่อยู่นาน

“ย้อมผมสีม่วงอย่างนี้ดูแปลกตาไปเยอะเลย แต่ก็ยังเท่อยู่เหมือนเดิมนะฮะ ^^” คนตรงหน้าชมพลางหัวเราะ รุ่นพี่พยักหน้ารับคำชมแกนๆ ม่านน้ำตาใสเริ่มก่อตัวรื้นขึ้นหน่วงเต็มขอบตาจนร้อนผ่าวแต่จินยองก็ยังฝืนยิ้มพูดต่อไป

“อืม ฉันเอง ดีใจนะที่นายจำฉันได้” ดีแล้วจำเขาได้เท่านี้ก็พอใจแล้ว อย่างน้อยในความทรงจำของกงชานก็ยังมีภาพเขาติดเหลืออยู่บ้าง แม้ว่ามันจะเป็นส่วนน้อยที่ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดของทุกช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันก็ตาม

“รุ่นพี่” กงชานชิคขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อได้เห็นสีหน้าเศร้าที่แดงก่ำและหยาดน้ำใสๆที่ค่อยๆไหลรินออกมาออกมาจากนัยน์ตาอีกฝ่าย จินยองรีบก้มหน้าซ่อนความเศร้าในแววตาของตัวเองเอาไว้ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ทันแล้ว

“กำลังเศร้าเรื่องอะไรอยู่เหรอฮะ” คนรุ่นน้องพยายามยิ้มให้พลางใช้หลังมือตัวเองป้ายหยดน้ำพวกนั้นให้ออกไปจากแก้ม จินยองพยายามจะถอยหน้าออกห่างแต่มือเล็กอุ่นๆของกงชานก็ยังจับโครงหน้าเขาไว้แล้วพยายามซับน้ำตาให้เหมือนเดิม

“เปล่าหรอก ฉันก็แค่อินกับเพลงที่แต่งมากไปหน่อย” จินยองสะบัดหน้าออกจากมือนุ่มได้สำเร็จพลางรีบหาข้อแก้ตัวได้อย่างรวดเร็ว อย่าสิกงชานนายอย่าทำอย่างนี้

“นายไม่ต้องใส่ใจหรอก เวลาแต่งเพลงมันก็มีอินเนอร์บ้างเป็นธรรมดา ก็แค่อารมณ์ศิลปินน่ะแป๊บเดียวก็หาย” แขนยาวปาดน้ำตาออกจากหน้าตัวเองลวกๆพลางพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ กงชานเอียงคอมองดูคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจก่อนที่ร่างโปร่งบางจะค่อยๆยันตัวเองขึ้นมาบนเตียงเดียวกันแล้วนอนคว่ำลงข้างๆ มือของรุ่นน้องฉวยหยิบเอาสมุดแต่งเพลงไปดู

“ยังแต่งไม่เสร็จเลยนี่ฮะ”

“นี่มันเตียงฉันนะ” จินยองหันไปดุ คงดูไม่ดีเท่าไหร่นักที่คนรู้จักกันได้ไม่นานจะขึ้นมานอนเล่นบนเตียงด้วยกันเหมือนแต่ก่อน

“นอนไม่ได้เหรอ?” รุ่นน้องผมดำหันมาทำปากงุ้มตาละห้อยใส่ ก็เลยกลายเป็นจินยองที่ต้องเงียบไป

ขี้อ้อนอยู่เหมือนเดิม แถมยังชอบทำตามใจตัวเองเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด นิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยนของกงชานชิคก็คือเรื่องนี้เองสินะ

“ก็ตามใจนายแล้วกัน” ส่วนเขาก็ต้องใจอ่อนให้ไอ้หมาน้อยเหมือนเคย ให้ตายสิ

คนผมดำบนเตียงยิ้มกว้างดีใจเหมือนได้รับกระดูกเป็นของขวัญก่อนจะพลิกตัวนอนหงายแล้วชูสมุดให้สูงเหมาะกับระดับสายตาตัวเองแล้วนอนอ่านอย่างสบายอารมณ์ ริมฝีปากบางจิ้มลิ้มขยับฮัมเพลงที่เขาแต่งผิดๆถูกๆพลางพลิกลำตัวบางไปมาบนเตียงเขาเหมือนเด็กๆ จินยองเผลอมองคนข้างๆแล้วก็อดที่จะเผลอยิ้มออกมาไม่ได้ ดูเข้าขนาดกับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกยังอ้อนทำตัวน่ารักซะขนาดนี้ แล้วในระหว่างที่เขาไม่อยู่คงไม่เที่ยวอ้อนใครต่อใครไปเยอะแล้วหรือไง

“ให้ผมช่วยแต่งให้เอามั้ย ผมแต่งเพลงเก่งนะ” คนรุ่นน้องหันมาพรีเซนต์ตัวเองทำให้รุ่นพี่ผมม่วงที่แอบอมยิ้มอยู่เผลอขำออกมาหลังจากตกอยู่ในความเศร้ามาได้ซักพักใหญ่

“ใครบอกนายฮึไอ้ลูกหมะ

"???"

สรรพนามเก่าเกือบถูกเรียกออกไปแต่จินยองก็ยังยั้งปากตัวเองเอาไว้ทัน ส่งผลให้หน้ารุ่นน้องผมดำตอนนี้มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมดระหว่างที่มุ่นคิ้วสวยเข้าหากัน ตายล่ะวาเผลอเรียกไปแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเป็นใครก็ต้องเกลียดเข้าไส้แหงๆ อย่างนี้โอกาสจะเริ่มสานความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้งก็ยิ่งเป็นไปได้ยากเข้าไปใหญ่ หมาจิ้งจอกโง่เอ๊ย…-_-*

“ลูก...แมวเหรอฮะ” กงชานถาม ซึ่งคำตอบคือ...ผิด ผิดอย่างไม่น่าให้อภัยเลยแหละ หาความใกล้เคียงกันแทบไม่เจอเลยทีเดียว -*-

“มีแต่คนบอกว่าผมเหมือนลูกแมวเพราะผมอ้อนเก่ง” เจ้าตัวหัวเราะออกมาเบาๆพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี อย่างกงชานเนี่ยนะเหมือนลูกแมว ใครมันอุตริตั้งให้วะเนี่ยไม่ได้แมทช์กับหน้าตาท่าทางของแฟนผมเลย -_-**

“แสดงว่าเมื่อก่อนพี่ก็ต้องสนิทกับผมระดับหนึ่งเลยใช่มั้ยฮะถึงได้รู้ฉายานี้ของผม” กงชานหันมาถาม

“ก็ไม่รู้สิ” แค่รู้จักกันมาสิบสองปี บ้านอยู่ใกล้กัน เรียนโรงเรียนเดียวกันแล้วนายก็ชอบหาเรื่องอ้อนเข้ามาในบ้านฉันบ่อยๆทุกวันก็เท่านั้นเอง บางวันก็นอนนับดาวบนเตียงเดียวกันในห้อง ออกไปเดทปิคนิคกันที่พาร์ค จูบกันแทบทุกวันก็คงไม่สนิทเท่าไหร่หรอกมั้งครับฮึ =_=

“รุ่นพี่ฮงบินก็ชอบเรียกผมว่าไอ้ลูกแมวน้อย” กงชานยิ้มกว้างยามเมื่อพูดชื่อใครคนนั้นที่ยกขึ้นมาเปรียบเทียบ ส่งผลให้จินยองหันขวับไปมองอย่างขุ่นๆไม่พอใจเมื่อเห็นเรียวปากบางที่เมื่อก่อนเขาเคยได้ครอบครองทุกวันยังคงพูดชื่นชมใครอีกคนเจื้อยแจ้วไม่ยอมหยุด

 “ฉายาน่ารักดีนะฮะว่ามั้ย ยิ่งตอนที่พี่เขาเอามือลูบหัวเกาคางให้ผมระหว่างที่ติวหนังสือให้ไปด้วยเนี่ยนะยิ่งดูน่ารักอบอุ่นสุดๆไปเลย” ฮะ! วะ..ว่าไงนะ!!!

“ฮงบินนี่ใคร -_-*” จินยองพยายามข่มเสียงเรียบเอาไว้ทั้งที่ร่างกายอยากจะลุกขึ้นมาเขย่าตัวถามคนตาแป๋วที่นอนหงายอยู่ข้างๆให้มันรู้เรื่องไปทีเดียวเลยก็ตาม

“รุ่นพี่ที่โรงเรียนน่ะฮะ น่าจะรุ่นเดียวกับรุ่นพี่นะเพราะพี่เขาก็เรียนอยู่รุ่นเดียวกับพี่ชินวูแต่คนละห้องกัน พี่เขาชอบมาเล่นกับผมบ่อยๆตอนช่วงพักกลางวันตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลเมื่อสองปีก่อนมาแล้วก็สอนการบ้านให้ด้วย รุ่นพี่เขาสอนวิชาภาษาอังกฤษเก่งมากเลยนะฮะ ผมก็เลยได้มีโอกาสมาสอบชิงทุนเรียนที่นี่ ^^

“เหรอ ก็ดีนี่” หึ! ทีแต่ก่อนเขาสอนให้ไม่เห็นจะเคยชมอย่างนี้ซักครั้ง มีเจ้าของคนใหม่ก็คงลืมเจ้าของเก่าอย่างเขาไปหมดแล้วสินะ ลืมเรื่องที่คิดจะเริ่มต้นจีบใหม่ไปได้เลย อยากจะเป็นลูกแมวของไอ้ฮงบินอะไรนั่นก็เชิญเป็นไปเหอะผมไม่สนใจหรอก ลูกหมาอะไรเนรคุณชะมัด -*-

"ฮะ นิสัยดี ขี้เล่น พูดเก่ง แถมหน้าตาก็เท่น่ารักด้วย ตากลมกลมๆโตๆเหมือนมีตายิ้ม คิ้วหนาเป็นชินจัง ผมก็สีดำสนิทดูเป็นธรรมชาติมากเลย พี่เขาเป็นคนเฟรนด์ลี่มั้งฮะก็เลยสนิทกันได้ไว ตอนเล่นด้วยกันที่โรงเรียนก็สนุกดี"

"อืม" พอแล้วผมไม่อยากฟัง

"เรื่องที่มาเรียนต่อที่นี่พี่ฮงบินเป็นคนแนะนำผมเองแหละ ถ้าไม่มีพี่เขาคอยแนะนำผมคงแย่แน่ๆ เพราะผมน่ะ...อยากมาเรียนต่อที่นี่มากๆเลย"

แววตาของกงชานดูเป็นประกายสดใสยามที่พูดถึงเรื่องรุ่นพี่คนนี้ทำให้จินยองแอบขมวดคิ้วทำหน้าไม่พอใจอยู่คนเดียวด้วยความรู้สึกน้อยใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย ปกติเมื่อก่อนที่กงชานทำแววตาแบบนี้ก็จะมีแต่เวลาที่พูดถึงเขาหรือไม่ก็ฮยองหมาจิ้งจอกในวัยเด็กเท่านั้น แต่ตอนนี้ความทรงจำและความรู้สึกเก่าๆที่ว่าคงโดนลบไปหมดแล้ว...ห่างกันไปก็ตั้งหลายปี การจะมีไอดอลคนใหม่หรือใครซักคนเข้ามาแทนที่มันก็คงจะไม่แปลก

แต่ลักษณะหน้าตานิสัยของไอ้ฮงบินอะไรนั่นที่พูดมาแต่ละอย่างก็ไม่เห็นจะมีส่วนไหนที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับเขาซักนิด น่ารัก คุยเก่ง ขี้เล่น อบอุ่น ยิ้มสวย ตาโต คิ้วหนา ผมดำ? เหอะ! ตุ๊ดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผู้ชายอะไรแม้แต่ฟอร์มก็ไม่มีเปิดเผยกันเกินไปหน่อยมั้ง

“รุ่นพี่ฮะ ผมว่ามันเพิ่มเนื้อร้องตรงนี้ได้นะ” กงชานเปลี่ยนเรื่องพูดไปซะเฉยๆพลางชี้ไปที่โน้ตเพลงกลางหน้ากระดาษ แต่ก็ดี...เพราะถ้ายังพูดถึงฮงบินต่อจินยองอาจจะเปลี่ยนใจลุกออกจากห้องแล้วขึ้นเครื่องบินกลับเกาหลีไปอัดหน้าใครบางคนที่มันบังอาจเข้ามาแทนที่เขาในใจของอีกคนแทน

“ตรงไหน”

“นี่ไง ตรงหลังท่อนฮุครอบที่สอง ทำให้มันเป็นท่อนทำนองโดดๆที่มีความหมายปังๆไปเลยดีมั้ยฮะ”

“ถ้างั้นนายจะแต่งว่ายังไง” จินยองข่มอารมณ์จากเรื่องเมื่อกี้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงปกติสุด พอเจอคำถามนี้เข้าไปรุ่นน้องก็เลยนิ่งคิดไปพักใหญ่ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง

ในหัวใจที่กำลังรอคอยคุณดวงนี้ มันมีดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานด้วยความรัก ใช่แล้วล่ะ I'm falling in love with you ^^” ตาใสยิ้มให้อีกฝ่ายระหว่างที่ฮัมเป็นทำนองออกมา คงจะคิดถึงเรื่องไอ้รุ่นพี่ฮงบินเมื่อกี้อยู่สิท่าถึงได้แต่งออกมาคล่องปรื๋อเชียว เหอะ!

“เพราะใช่มั้ยฮะ ทำไมถึงทำหน้าคิดหนักจัง” จะชมตัวเองก็ไม่ชมซะทีเดียวดันแขวะรุ่นพี่ข้างๆไปด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนจินยองคงจะดีดมะกอกทำโทษใส่หน้าผากไอ้ลูกหมาไปแล้วเรียบร้อย แต่ตอนนี้อะไรๆมันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คนผมม่วงก็เลยทำได้แค่ลอบถอนหายใจเย้ยหยันตัวเองปนความหมั่นไส้ไอ้คนที่แฟนเขาพูดถึงไม่ขาดปากเงียบๆ

“ก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ต้องเพิ่มท่อนที่ฉันแต่งเข้าไปด้วย”

“รุ่นพี่ก็ร้องมาสิ”

ความรักมักจะเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ เวลาที่ผมคิดถึงคุณผมก็อยากจะเห็นหน้าคุณ เฝ้ามองหาแต่คุณ..” จินยองเว้นระยะร้องเล็กน้อยเพราะอีกมือหนึ่งได้แย่งสมุดแต่งเพลงออกมาจากมือคนผมดำแล้วจดเนื้อที่กำลังร้องลงไปด้วยในเวลาเดียวกัน                                                                                      

            “กลิ่นกายของคุณยังคงอยู่ มันทำให้ผมคิดถึงคุณมากขึ้น คุณอยู่ที่ไหนกัน..

            “โห คนอะไรจำได้แม้กระทั่งกลิ่น ไม่เวอร์ไปหน่อยเหรอฮะ คิคิ” กงชานขำพรืดพลางพูดแซวรุ่นพี่ผมม่วงที่กำลังนอนจดเพลงอยู่ข้างๆ ตาเรียวเหลือบมองคนหัวเราะก่อนจะ...

โป๊ก!

“ก็ใครกันที่เมื่อก่อนชอบมาทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นสบู่ฉันนักน่ะฮึ! -*-” คราวนี้จินยองเลยไม่ทนใช้มือเขกหัวสั่งสอนไอ้ลูกหมาตัวดีที่นอนข้างๆไปหนึ่งลูกใหญ่ๆแบบยั้งมือ เจ้าตัวร้องโอดโอยพอเป็นพิธีก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามต่อ

“คระ..ใครล่ะฮะ =_=;;” เออลืม มันจำเราไม่ได้นี่หว่า โวะ!

“ช่างมันเหอะ! นายจะรู้ไปทำไมล่ะ” จินยองปิดกระแทกสมุดแต่งเพลงลงอย่างหัวเสีย ไอ้ลูกหมาชานชิค คงมีแต่เขาคนเดียวสินะที่ยังจำเรื่องพวกนี้ได้อยู่ ตอนนี้ในความทรงจำกงชานคงมีเรื่องคนอื่นเข้ามาแทนที่เรื่องเขาหมดแล้วจริงๆ ไม่มีที่ว่างเหลือให้ฮยองที่ชื่อจองจินยองอีกแล้ว...เขาไม่ใช่คนที่กงชานรู้สึกรักและอยากผูกพันด้วยเหมือนเดิม เป็นได้ก็แค่รุ่นพี่ร่วมห้องที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานผมเป็นได้มากสุดก็แค่นั้น

“พี่อารมณ์เสียเรื่องอะไรเนี่ย” กงชานมองรุ่นพี่ที่ทำท่าทางฮึดฮัดด้วยความสงสัย เห็นทำหน้าตึงตั้งแต่เขาขึ้นมานอนเล่นบนเตียงแล้ว สงสัยจะเป็นคนถือตัวล่ะมั้ง... ดวงตาเรียวยาวตวัดหันมาค้อนขวับดุๆก่อนจะพูดเสียงแข็งอย่างอดกลั้น

“กลับไปนอนเตียงนายเลยไป เพลงก็แต่งเสร็จแล้วจะมานอนแช่ทำเบื๊อกอะไรอีกล่ะ”

“อ้าว เมื่อกี้ยังบอกว่าตามใจผมอยู่เลยนี่ฮะ”

“ฉันจะนอนแล้ว เกะกะ” คนผมม่วงว่าอย่างหงุดหงิด มือรีบฉวยผ้าห่มมาคลุมตัวเองแล้วนอนหันหลังให้คนที่เป็นตัวต้นเหตุพลางใช้เท้ายันร่างบางให้ออกไปจากเตียงเบาๆ

“เดี๋ยวสิ พี่จะนอนแล้วเหรอ” กงชานลุกขึ้นนั่งเอามือเขย่าคนในห่อผ้าห่มนวมไปมาทำให้จินยองต้องเปิดผ้าห่มออกพร้อมทำเสียงเข้มหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่อย่างไม่สบอารมณ์

“อะไรของนายอีกล่ะทีนี้ -*-”

“ผมยังไม่ทันได้รู้จักชื่อพี่เลย รุ่นพี่ชื่ออะไรฮะ?” โว้ยยย! ยิ่งถามยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม แม้แต่ชื่อเขาก็ไม่เหลือติดอยู่ในเศษเสี้ยวความทรงจำเลยดูสิ!

“จองจินยอง! พอใจนายหรือยัง” ตวาดใส่ทำหน้าเข้มยิ่งกว่าเดิมเสร็จก็ยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวไว้เหมือนเดิม แต่ก็ยังไม่วายจะโดนคนก่อกวนดึงออกไปอีกจนได้

“พี่จินยอง ผมมีอะไรจะบอก”

“จะบอกอะไรก็บอกมา ฉันจะได้นอน =*=” รุ่นพี่เริ่มทำน้ำเสียงไม่พอใจเพราะของยังขึ้นไม่หาย กงชานทำหน้าหงอยก่อนจะหยิบถุงของที่เพิ่งซื้อมาตรงปลายเตียงขึ้นมาไว้ข้างๆ มือรุ่นน้องใช้หยิบลิปบาล์มออกจากถุงแล้วยื่นให้รูมเมทคนใหม่อย่างเอาใจ

“ปากพี่แตกน่ะฮะ ออกไปข้างนอกหนาวๆหิมะตกเมื่อกี้ไม่ทาลิปได้ยังไง” แค่เนี้ย?

“จะทาทำไมฉันจะนอนอยู่แล้ว เป็นผู้ชายต้องแคร์เรื่องแบบนี้ด้วยรึไงกัน”

“พี่ไม่แคร์แต่ผมแคร์นี่นา ถ้าขี้เกียจทาเดี๋ยวผมทาให้ก็ได้นะ” กงชานยังคงดึงดันยื่นตลับลิปบาล์มอีกอันให้ในขณะที่อีกอันก็ใช้ทาปากของตัวเองไปพลางๆ

“ไม่เอา”

“ทานะ”

“บอกว่าไม่ต้อง”

“ทาเถอะฮะ ปากพี่แดงไปหมดแล้ว”

“เอ๊ะ! ฉันจะนอน อย่ามายุ่งได้มั้ย”

“ทำไมพี่ดื้ออย่างนี้นะ ชอบทำอะไรที่ตรงข้ามกับความคิดตลอดเลยเหรอ”

“ก็บอกว่า...หืม? เมื่อกี้นายว่างะ..” ปากสีชมพูชุ่มชื้นของรุ่นน้องรีบชิงทาบประกบลงมาก่อนที่คนพูดจะทันได้ฉุกคิดอะไร แขนบางเกาะเกี่ยวที่เอวแล้วพลิกตัวรุ่นพี่ให้ขึ้นไปนอนบนร่างตัวเองพลางกดสัมผัสละมุนให้ทั่วริมฝีปาก จินยองหลับตาลงเผลอตอบรับสัมผัสนั้นไปเบาๆแบบที่ทำเป็นประจำด้วยความคุ้นเคย แต่พอนึกได้คนปากแข็งก็รีบดันตัวรุ่นน้องให้ออกห่างทันที

“ทำบ้าอะไรของนายเนี่ยกงชานชิค!” คนผมม่วงรีบดันตัวเองให้ออกจากร่างบางที่นอนกระพริบตาปิ๊งๆไม่รู้เรื่องรู้ราวใส่ หน้าเรียวเข้มของรุ่นพี่เริ่มมีสีแดงเรื่อขึ้นมาเรื่อยๆด้วยความรู้สึกหลายอย่างที่ตีกันอยู่ข้างใน ทั้งสับสนแล้วก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

“ก็อย่างที่บอกทาลิปให้รุ่นพี่ไง *__*

“ทาลิปบ้านนายต้องใช้ปากคนอื่นทาให้หรือไง! ออกไปไกลๆเลยนะ ขืนนายยังมาทำรุ่มร่ามอีกฉันจะ..

“แล้วทีตรวจการบ้านที่บ้านรุ่นพี่ทำไมถึงได้ใช้ปากตรวจได้ล่ะฮะ ^^

!!!

^^

 “..ดะ..เดี๋ยวนะ นาย…O_o” ร่างรุ่นพี่ปากดีที่นอนทับอยู่ข้างบนแข็งทื่อไปทันที คนข้างล่างเลยได้ใจผงกหัวขึ้นมอบสัมผัสหวานให้อีกรอบ กลีบปากบางยื่นดูดดึงริมฝีปากหยักเป็นจังหวะไม่รุกล้ำมากอย่างยั่วยวนพลางกระหวัดร่างสูงของรุ่นพี่ในผ้าห่มมากอดก่ายจนผ้าห่มพันห่อร่างทั้งคู่เป็นหนึ่งเดียวกัน กงชานตักตวงสัมผัสคุ้นเคยจากปากคนรุ่นพี่และแบ่งความสุขให้อีกฝ่ายจนพอใจแล้วจึงปล่อยริมฝีปากละมุนคู่นั้นให้เป็นอิสระ

“ผมยังหวานอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่าฮะฮยอง” ยิ้มสดใสและเสียงหวานถามขึ้นเมื่อเห็นฮยองตรงหน้ายังนอนนิ่งเงียบทำอะไรไม่ถูกเหมือนเดิม จินยองมองหน้ากงชานที่ห่างกันเพียงไม่ถึงคืบพลางพยายามจะปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆในหัวให้เร็วที่สุด ก่อนที่ไอ้ลูกหมาจะรุกเขาหนักมากกว่านี้

“นายจำได้หมดเลยนี่! แล้วทำไมพวกชินวูกับบาโรถึง

“ผมเริ่มจำได้ตั้งแต่พักรักษาตัวในเดือนแรกๆแล้ว แต่ตอนนั้นพี่ก็ไปเรียนต่อเรียบร้อยแล้วล่ะก็เลยไม่ได้เจอกันซะตั้งนาน”

“แล้วไอ้พวกนั้น…?

“อ๋อ ผมเป็นคนบอกไม่ให้พี่ชินวูกับเพื่อนๆบอกฮยองเรื่องนี้เองแหละ อยากมาเจอด้วยตัวเองเลยทีเดียวมากกว่า อุตส่าห์ฝึกติวภาษาอังกฤษกับภาษาญี่ปุ่นอยู่ตั้งนานกว่าจะสอบชิงทุนมาเรียนที่นี่ได้ พี่ใจร้ายมากเลยนะ ทิ้งลูกหมาตัวนี้ไว้ได้ยังไงตั้งสองปีโดยไม่บอกลากันซักคำ”

“นาย...ก็ถ้านายจำได้ตั้งแต่ต้นแล้วจะมาหลอกฉันทำไมฮะ!

“ก็ตอนที่รู้ความจริงว่าผมเป็นเด็กที่ร้านหนังสือคนนั้นรุ่นพี่ยังแกล้งทำเป็นจำเรื่องของเราไม่ได้เลยนี่ฮะ งานนี้ผมขอเอาคืนหน่อยแล้วกัน ^___^” พูดจบไอ้หมาน้อยก็ยิ้มใสซื่อให้ทั้งที่ความจริงตัวเองเพิ่งจะทำความผิดฉกรรจ์ไปหมาดๆ เท่านั้นแหละ...จินยองเลยสะบัดหน้าตัวเองแรงๆเพื่อลบสัมผัสยั่วยวนของคนเจ้าแผนการให้ออกไปจากความคิด พร้อมพยามจะดันร่างตัวเองออกทันทีที่ฟังจบประโยค

“เด็กนิสัยไม่ดี ออกไปเลยกงชานชิค! ฉันเกลียดนายแล้ว”

“อะไรกันเนี่ยฮยอง โกรธผมเหรอ”

“เออ! กลับไปนอนเตียงนายได้แล้ว เล่นอย่างนี้สนุกนักหรือไง ฉัน..ฮึก..ฉันคิดว่านายบ้าเอ๊ย!...” เสียงว่าขาดช่วงเป็นระยะเพราะกำลังสะอึกสะอื้นทั้งๆที่พยายามจะกลั้นจนถึงที่สุดเพราะไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าใครบางคน หยดน้ำตาไหลกลิ้งผ่านโครงหน้าหล่อเหลาลงมาทำให้รุ่นน้องผมดำรีบผละออกดูหน้าแดงชื้นน้ำตาของอีกฝ่าย

“ฮยองอย่าขี้แงสิ ร้องไห้ทำไม ไม่สบายเหรอ”  กงชานตกใจเมื่อจู่ๆรุ่นพี่ก็ร้องไห้อย่างหนักขึ้นมา ปกติจินยองเป็นคนเจ้าน้ำตาซะเมื่อไหร่กันล่ะ นอกจากว่าจะเจอเรื่องที่สะเทือนใจหรือกระทบจิตใจอย่างรุนแรงจริงๆ หรือไม่ก็ต้องเป็นวันที่คนรุ่นพี่ไม่สบายอารมณ์อ่อนไหวง่ายเป็นพิเศษอย่างวันนั้น

“ตกใจเหรอพี่จินยอง ผมอยู่ตรงนี้แล้วไง ไม่ร้องนะ” คนผมดำดึงรุ่นพี่มากอดไว้เมื่อเห็นจินยองยังน้ำตาไหลไม่หยุด เสียงทุ้มพยายามกลั้นแรงสะอื้นและแรงจุกที่อยู่แถวลำคอไม่ให้เล็ดรอดออกมา ทำตัวอ่อนแอต่อหน้าไอ้หมาน้อยอย่างนี้หน้าอายชะมัด

“ฉันร้องก็เพราะนายนั่นแหละไอ้ลูกหมา ฮึก..นายแกล้งฉันอย่างนี้ทำไม ฉันคิดว่านายจะไม่กลับมาแล้ว”

“ผมขอโทษ” กงชานรีบพูดเมื่อเห็นจินยองยังคงสะอื้นอย่างหนัก “พี่หยุดร้องได้แล้วนะ ผมไม่ไปไหนแล้ว นี่กงชานนี่คนเดิมของฮยองไง ^0^” มือนุ่มใช้เกลี่ยน้ำตาให้พร้อมทำม่าแอคโย่ใส่กลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง

“ฉันรอ ฮึก..นายทุกวันทั้งที่รู้ว่ามีโอกาสริบหรี่ ภาวนาทุกคืนให้เราได้เจอกันอีกครั้ง ฮึก! แต่พอได้เจอนายจริงๆนายก็กลับจำฉันไม่ได้ นายทำเหมือนกับไม่รู้จักฉัน” ภาพกงชานที่มีแววตาว่างเปล่ายามที่มองเขาตอนอยู่ในโรงพยาบาลเมื่อสองปีก่อนทำให้คนผมม่วงอยากร้องไห้หนักกว่าเดิม กงชานลูบศีรษะของรุ่นพี่เป็นการปลอบโยนพลางแนบแก้มนุ่มลงไปสัมผัสอย่างออดอ้อน สงสัยเขาจะเล่นแรงเกินไปล่ะมั้งเนี่ย เพราะสิ่งที่จินยองกลัวมากที่สุดไม่เคยเปลี่ยนมาตั้งแต่ที่รู้จักกันก็คือการที่ความผูกพันที่ตัวเองมีให้ใครซักคนจะถูกลบลืมหายไปจากใจของอีกคน

“โอ๋ก็ผมบอกแล้วไงฮะว่าตอนนี้ผมจำได้หมดแล้ว จะให้ผมร้องเพลง Sweet girl ให้ฟังด้วยก็ได้นะฮยอง”

“ไม่ต้องมาพูดดีเลย ฉันไม่อยากคุยกับนาย จะไปไหนก็ไปเลยเด็กดื้อ!” จินยองปาดน้ำตาตัวเองออกแล้วพลิกตัวนอนหันหลังให้กงชานอีกทาง แต่ไอ้ลูกหมาจอมตื๊อก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

“พี่จินยองงงง~ ผมขอโทษษษ” กงชานส่งเสียงหวานเรียกพลางใช้มือบางเขย่าร่างสูงที่นอนอยู่รัวๆ เหอะ! ทีอย่างนี้ล่ะทำเป็นอ้อน อย่าหวังเลยว่าผมจะใจอ่อนให้

“พี่อย่าร้องไห้นานนะฮะ เดี๋ยวหน้าแก่เป็นคุณปู่มีตีนกาก่อนวัยอันควรไม่รู้นะเออ ทีนี้ล่ะก็ไม่หล่อไม่เท่แถมเจอกันอีกทีก็ไม่มีใครจำได้แล้วจริงๆด้วย ^^” อะไรนะ!? ผมน่ะเหรอแก่?

“กงชาน! นายรีบออกไปจากเตียงฉันเดี๋ยวนี้เลยไป!” หมอนที่หนุนอยู่ถูกขว้างแหวกอากาศพุ่งเข้าใส่ลำตัวรุ่นน้องเต็มแรง หน็อย! มาพูดคำว่าแก่ทั้งๆที่ผมเพิ่งจะอายุ 22 เนี่ยนะ! อย่าหวังเลยว่าจะให้อภัยง่ายๆ

“โอ๊ย มันเจ็บนะฮะพี่จินยอง ใช้กำลังอย่างนี้แสดงว่าโกรธมากชัวร์ กลัวแก่เหรอฮะเนี่ย ^^;;” เออผมมันอายุเยอะขึ้นเลขสองแล้วนี่จะยังวัยรุ่นใสๆเหมือนเมื่อก่อนได้ไงล่ะ! =*=

“ถ้าไม่อยากได้แก่ๆเป็นคุณปู่นายก็ไปเปลี่ยนรูมเมทเป็นคนใหม่ซะสิจะรออะไรล่ะ จะเอาให้ตาโตผมดำอบอุ่นเท่สมาร์ทเต่งตึงแบบไอ้ฮงบินอะไรนั่นก็ได้ อยู่ข้างบ้านฉันมานานแถมยังต้องมาอยู่ห้องเดียวกันอีกนายคงจะเบื่อขี้หน้าฉันแย่แล้วมั้งกงชานชิค!

จินยองต่อว่าด้วยน้ำเสียงขุ่นๆเพราะอารมณ์ยังค้างจากเรื่องเมื่อกี้ แถมไอ้หัวคิ้วไม่รักดีก็เหมือนจะวิ่งมาพันยุ่งด้วยความไม่พอใจอีกครั้งทำให้กงชานเอียงคอมองคนตรงหน้าด้วยความสงสัย ที่เห็นหงุดหงิดฟึดฟัดเมื่อกี้เป็นเพราะเรื่องนี้หรือเปล่านะ ขอพิสูจน์ซะหน่อยจะเป็นอะไรไปล่ะ

"ก็พี่ฮงบินเขาน่ารักจริงๆนี่ฮะ แถมมือเขาก็อุ๊นอุ่นเหมือนแก้วใส่คาปูชิโน่ร้อนที่ฮยองเคยชงให้ผมกินเลย เสียงเขานุ่มด้วยนะเวลาที่อธิบายสอนการบ้านให้ฟัง เวลาฟังทีนึงแทบเคลิ้มตามตั้งหลายรอบแน่ะฮยองรู้มั้ย ซังนัมจาอบอุ่นละมุนสุดๆ"

…!!!

^___^”            

“เออ! ถ้าฮยองคนใหม่ของนายมันดีขนาดนั้นก็บินกลับเกาหลีไปซบมือมันเลยไป เชิญไปฟังเสียงซังนัมจาของมันให้เคลิ้มตามสบายแล้วแต่นายเหอะ ไม่ต้องมาอยู่ที่นี่ให้มันลำบากใจนายหรอก ฉันมันก็แค่รุ่นพี่ที่เคยเจอกันตอนเด็กในร้านหนังสือเก่าๆจะไปสู้อะไรมันได้ สอนการบ้านทีไรนายก็ไม่เคยจะฟัง หน้าตาก็ไม่ตรงสเป็คนายซักอย่าง ไม่ได้ขี้เล่นคุยเก่งช่างเอาใจนายแบบไอ้นั่นนี่”

"..."

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันจะอบอุ่นพูดคำหวานๆอะไรใส่นายบ้าง แต่ฉันอยากให้นายเข้าใจว่าไม่ว่าจะเป็นแต่ก่อนหรือแม้แต่ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้เป็นคนอย่างที่นายชอบหรือคาดหวัง ฉันพูดไม่เก่ง แสดงออกไม่ค่อยเป็น ขี้เก๊ก แต่นี่แหละก็คือตัวตนของฉัน ที่ผ่านมานายอาจจะชอบหรือไม่ชอบฉันเองก็ได้ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร เรื่องตอนเด็กๆตอนนั้นนายไม่จำเป็นต้องเก็บเอามาผูกพันก็ได้ถ้ามันจะฝืนหัวใจกับความชอบของนายในตอนนี้”

พูดจบตาเรียวก็กลับมาดูขึงขังอีกรอบ โดนว่าประชดแดกดันกลับมาเป็นชุดอย่างนี้สงสัยจะเป็นอย่างที่คิดจริงๆ จินยองฮยองกำลังหึงเขา...หึงมากซะด้วย สังเกตได้จากหัวคิ้วของคนรุ่นพี่ที่วิ่งมาพันกันอยู่บนหน้าผากเสียยุ่ง ปากสีส้มถูกฟันขาวขบกัดเอาไว้เพื่อสะกดอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านขึ้นมา น้ำเสียงน้อยใจบวกกับแววตาที่ดูหงุดหงิดทำให้กงชานชิครับรู้ถึงอารมณ์ของคนผมม่วงในตอนนี้ได้ไม่ยาก อาการแบบนี้ร้อยทั้งร้อยก็ต้องบอกว่าหึงชัวร์

ปกติแต่ก่อนเวลาที่จินยองหวงเขาก็จะแค่เงียบขรึมไม่พูดด้วยจนกว่าเขาจะเข้ามาอ้อนเอง แต่ในเวลานี้คนรุ่นพี่กลับเปลี่ยนเป็นพูดประชดออกมาตรงๆแนวน้อยใจได้อย่างไม่เก๊กฟอร์มเยอะเท่าเมื่อก่อนอีก แสดงว่าครั้งนี้คงจะหึงมากกว่าครั้งก่อนๆเป็นพิเศษ ทำไมถึงทำตัวน่ารักไม่เคยเปลี่ยนเลยนะฮยอง ^^

 “ฉันพูดจบแล้ว ยังไม่ลงไปจากเตียงฉันอีก อ้อ! ลืมไป นายไม่ใช่ลูกหมาฉันแล้วนี่นะ ทำไมต้องมาเชื่อฟังฉันด้วยล่ะจริงมั้ย” ตาเรียวรียังฉายแววไม่พอใจอยู่ลึกๆทำให้กงชานถึงกับอมยิ้มออกมา

"ฮยอง~ กลัวว่าผมจะไปเป็นลูกแมวของพี่ฮงบินเหรอฮะ ^^

“ฉันก็เห็นอยู่แล้วล่ะว่านายอยากเป็นลูกแมวของมันนั่นแค่ไหน เขาเกาคางลูบหัวให้หน่อยก็ทำเคลิ้ม ชอบคนคุยเก่งเฟรนด์ลี่ตาโตผมสีธรรมชาติก็ไปหาเอานอกห้องโน่น ที่นี่มันมีแต่ฮยองข้างบ้านคนเก่าขี้เก๊กปากหนักพูดจาไม่ค่อยเข้าหูนาย นับหนึ่งถึงสามในใจฉันหวังว่านายจะขึ้นเครื่องกลับเกาหลีหรือไม่ก็เช็คเอาท์ย้ายไปห้องอื่นเรียบร้อยแล้วนะกงชานชิค”

คนรุ่นพี่นอนกระแทกตัวลงเตียงหันหลังไปอีกทางด้วยความโมโห แต่ได้ยินอย่างนั้นแล้วไอ้ลูกหมาน้อยก็ไม่ได้ทำตามที่บอก ร่างบางค่อยๆคลานกระดึ๊บขึ้นมานอนข้างๆคนที่นอนตะแคงหันหลังให้ หัวทุยใช้ดุนแผ่นหลังกว้างของจินยองสองสามทีพลางฝังจมูกเย็นลงหยอกล้อสูดกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเย็นๆจากต้นคอแกร่งแบบที่ชอบทำ แขนยาวนุ่มนิ่มสอดลงไปใต้ลำตัวออกแรงทั้งหมดดึงให้คนขี้น้อยใจเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดพลางวางคางมนเกยไว้ที่ไหล่อย่างออดอ้อน

"ถึงมือพี่ฮงบินเขาจะอุ่นแต่ก็สู้อ้อมกอดกับตักนุ่มๆของฮยองไม่ได้หรอก เสียงฮยองที่ร้องเพลงให้ผมฟังเพราะนุ่มกว่านั้นตั้งหลายเท่า ฮยองรู้มั้ยว่าตอนฮยองไม่อยู่ผมคิดถึงมันมากแค่ไหน"

“ไม่ต้องมายุ่ง! บอกว่าให้กลับไปหาเจ้านายใหม่ของนายไง นายไม่ต้องมาฝืนใจอยู่กับคนเก่าๆเรื่องเก่าๆหรอก ปล่อย!” คนผมม่วงยังคงหันหลังให้พลางพยายามแกะท่อนแขนบางออกอย่างดื้อดึง จนกงชานต้องออกแรงกอดก่ายร่างสูงพลางซุกหน้าลงให้มากกว่าเดิม

"ฟังผมก่อนนน ผมไม่ได้ชอบรุ่นพี่ที่คุยเก่ง พูดจาตลก ตาโตหรือผมดำอย่างนั้นซะหน่อยนี่ฮะ"

"..."

"ผมน่ะชอบฮยองข้างบ้านที่ตาหยีเท่ๆ ย้อมผมสีแสบตาจนผมมองเห็นเขาเป็นคนแรกเสมอถึงจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ชอบฮยองคนที่ทำหน้าเฉยๆใส่คนรอบข้างแต่แอบอมยิ้มเวลาที่มองผมแค่คนเดียว นอนขี้เซา ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น แต่เวลาง่วงทีนี่ไม่ต่างจากคนเมาเลย คนอะไรไม่รู้...ชอบของน่ารัก หน้าตาก็เท่ แต่นิสัยแมนขี้เก๊กเป็นบ้า ทำทุกอย่างตรงข้ามกับความคิดตลอด"

"..."

"เวลาที่เขาป้อนข้าว ลูบหัว ทำอาหารให้กิน อนุญาตให้ผมหนุนตักได้เป็นเวลานานๆผมก็ชอบสุดๆ คิดถึงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ฮยองชอบนอนกอดผมจนกว่าผมจะหลับแล้วก็วางคางอุ่นๆไว้บนหัวผมแบบนี้..." ว่าพลางเอาคางมนย้ายมากดลงที่หัวสีม่วงสวยประกอบให้ดูเป็นตัวอย่าง แอบดีใจอยู่นิดๆเมื่อสังเกตเห็นว่าจินยองเลิกล้มความตั้งใจที่จะแกะแขนที่เขาใช้กอดอยู่ออกแล้วตั้งใจฟังที่ตัวเองพูดมากขึ้น

"ผมชอบที่ฮยองคนนั้นทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่จริงๆแล้วใส่ใจมาก ชอบเวลาที่ฮยองปากแข็งแต่ก็สารภาพบอกทุกอย่างออกมาทางสายตาหมด...ยิ่งเวลาที่เขาเขินหรืออายกับลูกอ้อนตื้นๆของผมเนี่ยนะ เขาก็จะทำแกล้งทำเก๊กกลบเกลื่อนมากกว่าเดิม ฮยองคนนั้นไม่รู้หรอกว่ายิ่งทำอย่างนั้นตัวเองจะยิ่งน่ารักมากขึ้น จนผมต้องอ้อนทำตัวอ้อล้อใส่บ่อยๆให้ฟอร์มเขาหลุด"

เสียงใสยังคงเล่าต่อไปเรื่อยๆระหว่างที่ยังโอบกอดคนตรงหน้าไว้อย่างนั้น แอบหัวเราะเล็กน้อยยามเมื่อคิดถึงความหลังซึ่งคนรุ่นพี่เองก็แอบขำอยู่เช่นกัน แต่ก็ยังคงใจแข็งนอนหันหลังให้เช่นเดิม

"แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...เขาขี้อายจนต้องคิดหาคำอื่นมาใช้แทนคำว่าจูบได้ทุกครั้งที่เราจูบกัน แต่นั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง...อยากรู้ว่าวันนี้ฮยองจะพูดคำว่าอะไรนะ...ถ้าผมจูบฮยองเป็นสิบๆครั้งต่อวันฮยองจะคิดหาคำอื่นมาพูดทันหรือเปล่า"

"..."

"แต่ก็ท่าจะยาก เพราะถึงผมจะอยากทำแค่ไหนแต่เขาก็เป็นคนฟอร์มเยอะอยู่วันยังค่ำ ฮยองจะแอบบอกรักแล้วก็จุ๊บหน้าผากผมตอนที่ผมหลับไปแล้วเท่านั้น มีบ้างที่จูบกันจริงจังแต่ก็เป็นเพราะผมเริ่มก่อนแทบทุกวัน ถ้าฮยองจูบผมก่อนเมื่อไหร่แสดงว่าอารมณ์พาไปหรือไม่ก็มีเหตุจำเป็นจริงๆ" ร่างของคนในวงแขนเล็กสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่พูดประโยคนี้ยังไม่ทันจบ คงนึกไม่ถึงล่ะสิท่าว่าเขาจะรู้เรื่องพวกนี้ด้วย...

"ฮยองคนนี้เป็นคนมีน้ำใจ ให้ผมติดรถไปโรงเรียนด้วยกันทุกเช้า แบ่งโยเกิร์ตให้ผมกินทั้งที่ตัวเองก็ยังกินข้าวเช้าไม่อิ่ม เล่านิทานให้ผมฟังก่อนนอนแม้ว่าตัวเองจะง่วงมากแค่ไหนก็ตาม เขาไม่เคยนึกรังเกียจผมตอนที่ผมไม่สบาย คอยเช็ดน้ำมูก รอกินยาพร้อมกัน เช็ดน้ำตาให้ด้วยวิธีแปลกๆเวลาที่ผมร้องไห้ มีวิธีขู่ให้ผมอาบน้ำก่อนทุกครั้งเพราะไม่อยากให้ผมเป็นหวัด เขาเคยซื้อกำไลสวยๆอันหนึ่งให้ผม ถึงตอนนี้มันจะขาดเพราะเรื่องวันนั้นไปแล้ว แต่ผมก็ยังจำได้เสมอว่าเจ้าของของผมคือใคร"

"..."

“ลูกหมาน่ะมันเปลี่ยนเป็นลูกแมวไม่ได้หรอกนะฮะ ผมเป็นหมาน้อยของพี่จินยองแค่คนเดียวแล้วก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนใจไปหาเจ้าของใหม่อีกแล้ว ฮยองคือเจ้านายคนแรกและคนเดียวของผมมาตลอดเวลาสิบสองปี...ไม่มีใครที่ผมรักแล้วก็ผูกพันได้เท่าฮยองอีกแล้วล่ะฮะ เชื่อผมสิ ^0^

“ไม่หันมาพูดกันหน่อยเหรอ”

“ไม่”

“เราไม่ได้เจอกันตั้งนานนะ พี่ไม่คิดถึงผมบ้างหรือไง ผมน่ะคิดถึงฮยองจนแทบบ้าเลยนะ ตอนที่ผมนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทุกวันจะมีใบหน้ากับเสียงของใครบางคนที่คอยวนเวียนอยู่ในหัวของผมเสมอเวลาที่หลับตาลง มันทรมานมากแค่ไหนรู้ไหมที่นึกไม่ออกว่าคนที่ตัวเองคิดถึงอยู่ทุกวันเขาเป็นใคร แล้วตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหนแล้ว

” จริงๆเขาเองก็ผิดที่ทิ้งกงชานมาเรียนต่อที่นี่ตามลำพังในช่วงเวลาแบบนั้น แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาไม่อยากให้คนรุ่นน้องต้องมารับรู้เรื่องการจากลาของคนที่เคยผูกพันกันมาหลายปี หากจำทุกอย่างได้กงชานอาจจะเจ็บปวดมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นเขาจึงเลือกที่จะยอมรับความเจ็บปวดนั้นไว้กับตัวเอง

“วันที่ผมนึกออกว่าคนคนนั้นคือจินยองฮยองผมกลับเสียใจมากกว่าเดิมที่ตัวเองทำอะไรไม่ดีใส่รุ่นพี่ไปตั้งหลายอย่างตอนแรก แล้วก็คงคิดว่าเขาก็คงเสียใจผิดหวังในตัวผมไม่แพ้กัน หลายครั้งที่ผมเผลอมองไปที่บ้านข้างๆแล้วก็พบว่ามันว่างเปล่ารุ่นพี่ไม่ได้อยู่ข้างๆผมอีกแล้ว ผมจำได้หมดว่าผมเคยสัญญาอะไรกับฮยองเอาไว้ ความทรงจำทุกอย่างถึงมันจะเคยออกจากสมองไปครั้งหนึ่งแล้วแต่มันก็ยังคงฝังลึกอยู่ในนี้ตลอดเลยนะ” กงชานซบหน้าลงกับแผ่นหลังทำให้ได้ยินเสียงหัวใจดวงน้อยที่กำลังเต้นถี่ยามเมื่อได้โอบกอดคนรุ่นพี่เช่นเดิมอีกครั้ง จินยองยังคงนิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรต่อไป

"แล้วฮยองยังจะไล่ผมกลับไปที่เดิมที่ไม่มีฮยองอยู่อีกหรอ ทำไมถึงใจร้ายกับผมจังล่ะฮะ” หน้าใสซุกลงกับแผ่นหลังกว้างอย่างงอนง้อพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นตาม คนผมม่วงยังคงวางหน้าเฉยนิ่งเงียบจนกงชานต้องส่งเสียงหวานเรียกอีกครั้ง

"พี่จินยอง"

"..."

"พี่จองจินยองเปิดปลากระป๋องด้วยมือเปล่า~"

"จะเรียกทำไมนักหนา" เสียงห้าวดุห้วนๆทำตาขวางใส่

"คิดถึงผมบ้างมั้ยฮะ ไม่เห็นตอบผมเลย จินยองฮยองสุดเท่ ฮยองคนเก่ง ฮยองสุดติสท์ ฮยองที่หยุดเวลาได้ ฮยองที่ตรวจการบ้านเก่งที่สุดในโลกกกก~"

กงชานซุกแก้มลงกับกรอบหน้าเรียวพร้อมส่งสายตาบ้องแบ๊วไปให้ จินยองหันหน้าบึ้งตึงของตัวเองไปมองไอ้ลูกหมาตัวดีที่กำลังอ้อนตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาอย่างพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกตัวเอง

“อืม คิดถึงมาก”

“จริงนะฮยอง ^^

“แต่อยากจะส่งนายกลับประเทศก็ตอนที่มาหลอกฉันแล้วก็บอกว่าฉันหน้าเหี่ยวนี่แหละ -_-*

“ผมขอโทษษษษ แค่อยากให้พี่หยุดร้องไห้เฉยๆก็เลยพูดหยอกๆ ไม่โกรธผมนะ *0*” ผมอยากร้องหนักกว่าเดิมอีกครับตอนได้ยินคำนั้น -*-

“อย่าทำหน้างอสิฮยอง ดูสิว่าผมซื้ออะไรมา ทาแด๊นนนน~” กงชานหยิบถุงอันเดิมที่ถูกถีบไปอยู่ตรงปลายเตียงขึ้นมา

“ดาวเรืองแสงไง ให้ฮยองเป็นพระจันทร์ดวงใหญ่ๆแล้วไว้ช่วยกันติดในห้องดีมั้ยฮะ” จมูกเล็กโน้มมาดุนหน้าอีกฝ่ายก่อนจะยื่นริมฝีปากสีหวานไปจุ๊บคนขี้น้อยใจหนึ่งทีหวังจะให้คนรุ่นพี่ยกโทษให้ แต่ก็เปล่า

“นายเห็นว่าฉันอายุกี่ขวบกันถึงได้เอาของพวกนี้มาล่อ อยากติดก็ติดไปคนเดียวเถอะ จะมารื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆทำไมฉันเองก็อุตส่าห์ตั้งใจจะลืมมันให้หมดเหมือนกัน เรื่องของเราแต่ก่อนน่ะมันไร้สาระชะมัด ฉันไม่อยากจะจำให้มันเปลืองพื้นที่สมองอีกแล้ว” หึๆ แกล้งโกรธนานๆกลับคืนซะบ้างจะได้รู้สึก

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ ความทรงจำพวกนั้นมันมีความหมายกับผมมากเลยนะ ผมไม่ได้ตั้งใจจะลืมมันซะหน่อย ผ่านไปแค่สองปีรุ่นพี่คงไม่ได้คิดจะทิ้งลืมมันไปให้หมดอย่างที่พูดหรอกใช่มั้ยฮะ” เสียงของกงชานชิคเริ่มสั่นเครือเล็กน้อยพอๆกับนัยน์ตาใสแจ๋วที่มีเงาของรุ่นพี่อีกคนเต้นระริกอยู่ข้างใน

“นายพูดผิดแล้วสำหรับฉันมันคือตั้งสองปีต่างหาก” จินยองหันมามองหน้าอีกคนที่ซีดเจื่อนลงไปถนัดตา “นายคิดว่าจะมีใครคนหนึ่งที่อดทนรอนายได้นานขนาดนั้นเลยหรือไง”

“ก็จินยองฮยองของผมไง รุ่นพี่ยังไม่ลืมผมไปจริงๆหรอก ไม่งั้นรุ่นพี่จะยังแต่งเพลงให้ผมแบบนี้เหรอฮะ” เสียงของกงชานเริ่มไม่มั่นใจพอเห็นจินยองพูดจาตัดเยื่อใยแบบนั้นเข้า มือบางรีบหยิบสมุดแต่งเพลงบนเตียงขึ้นมาชูเป็นหลักฐานพลางพยายามจะฝืนยิ้มอย่างผู้ชนะที่หาหลักฐานได้ จินยองปรายสายตาดูพลางเล่นละครแค่นยิ้ม

“แล้วใครบอกว่าฉันแต่งเพลงนี้ให้นายงั้นเหรอกงชานชิค

…!

“พรุ่งนี้นายก็รู้นี่ว่ามันเป็นวันไวท์เดย์ ฉันอุตส่าห์รีบกลับหอมาแต่งเพลงนี้ให้สาวญี่ปุ่นในคลาสเดียวกันกะจะร้องสารภาพความในใจให้เขาพรุ่งนี้ แต่ก็ดันมาเจอแขกไม่ได้รับเชิญมาขัดขวางถ่วงเวลาแต่งเพลงอยู่ในห้องซะก่อน” จินยองกระตุกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเหวอ

“มะ..ไม่จริงอ่ะ นี่มันชีวิตผมกับฮยองชัดๆ อย่ามาพูดหลอกผมซะให้ยากเลย ผมไม่เชื่อหรอก” เด็กน้อยส่ายหน้าหวือแล้วเริ่มเบ้ปากพอได้ฟังคำจากอีกฝ่ายแล้ว มือบางกอดสมุดลายจิ้งจอกเล่มนั้นแนบกับอกไว้แน่นราวกับเชื่อมั่นว่ามันเป็นของตัวเอง

“อย่าเข้าข้างตัวเองไปหน่อยนักเลย ชีวิตใครมันก็คล้ายๆกันหมดนั่นแหละ คำว่า Wait ในเนื้อเพลงก็คือรอให้เขาหันหลับมามองฉันบ้างต่างหาก นายอย่ามาทำเป็นรู้จักฉันดีไปหน่อยเลย” จินยองค่อยๆลุกขึ้นนั่งคุยกับคนหน้าหวานบนเตียงบ้างเมื่อเห็นว่าตนเองกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ ลูกหมาน้อยของเขาทำปากเบะแล้วย่นจมูกมากขึ้นเรื่อยๆเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคนตรงหน้าเริ่มเชื่อเอนเอียงมาทางเขากว่า 80% แล้ว

“ไม่เชื่อ หยุดโกหกผมได้แล้วฮยอง”

“ฉันเคยล้อเล่นด้วยเหรอ ช็อคโกแลตมูสที่ทำให้เขาฉันยังแช่อยู่ในตู้เย็นอยู่เลย พรุ่งนี้ก็กะจะเอาไปให้พร้อมเพลงที่แต่งนี่แหละ”

…!!!

“อ้อลืมไปเลย ของโปรดนายเหมือนกันนี่เนอะ ^^ อยากลองชิมมั้ยล่ะเดี๋ยวฉันแบ่งให้ซักสองสามอันก็ได้ สาวญี่ปุ่นตัวบางร่างเล็กคงกินไม่จุเท่าลูกหมาที่กินแหกหม้อแหกไหหรอก” จินยองมองหน้าใสที่เริ่มบูดบึ้งทำปากเบะด้วยความขำแต่ก็ตีหน้าเข้มถือไพ่เหนือกว่าต่อไป

“แล้วอีกอย่างเขาไม่ค่อยนิยมกินของหวานที่สีดำๆเท่าไหร่ เพราะที่นี่เขาถือว่าคนสวยก็คือคนที่มีผิวขาวเหมือนหิมะ เป็นค่านิยมของคนที่นี่น่ะนายเข้าใจใช่มั้ย..."

T^T

“เอาล่ะ ส่งสมุดแต่งเพลงฉันคืนมาได้แล้ว ฉันจะได้

“ไม่ให้! เพลงที่ฮยองแต่งมันต้องเป็นของผมคนเดียว ผมไม่ยอมให้ฮยองไปแต่งให้คนอื่นหรอก TOT” เสียงเล็กโวยวายลั่นโพล่งขึ้นมาพลางสะบัดหน้าเพื่อจะเอาสมุดที่ถืออยู่ลุกจากเตียงวิ่งหนีไป แต่รุ่นพี่ผมม่วงก็คว้าแขนบอบบางเอาไว้ทัน

“จะเอาไปไหน นี่มันสมุดของฉัน ^^” ร่างบางเริ่มดิ้นขลุกขลักพลางพยายามจะลุกหนีออกจากเตียงไปอีก

“ฮยองขี้โกหก ไหนบอกว่าไม่ชอบคนขาวเอวบางร่างเล็กไง! บอกว่าจะแต่งเพลงให้ผมคนเดียวทั้งชีวิตด้วย มาเรียนที่ญี่ปุ่นแค่สองปีก็เปลี่ยนไปขนาดนี้แล้วเหรอ”

“ส่งมาได้แล้ว ฉันจะได้เอาไปแต่งต่อให้จบ” จินยองกอดรัดลำตัวเพรียวบางที่ดิ้นยุกยิกให้หยุดนิ่งอย่างขำๆ ไอ้หมาน้อยก็ยังเป็นหมาน้อยวันยังค่ำ ถ้ากงชานรู้ว่าสิ่งที่จินยองกลัวที่สุดคืออะไร จินยองก็ย่อมรู้เช่นกันว่าจุดอ่อนที่ไอ้ลูกหมาของเขากลัวมากที่สุดก็คือการถูกมองว่าเป็นเด็กไม่ดีและถูกแทนที่ด้วยใครอีกคน

“ก็บอกว่าไม่ให้ไง! อยากได้ก็ไปซื้อซีดีเพลงโหลๆตามท้องตลาดมาให้เขาฟังแทน แต่เพลงที่ฮยองแต่งผมจะไม่มีวันให้ฮยองเอาไปร้องให้คนอื่นฟังเด็ดขาด” เด็กน้อยตัวยุ่งยังพยายามดิ้นรนกอดสมุดเล่มนั้นไว้กับอกแน่นต่อไปจนจินยองต้องรวบรวมแรงทั้งหมดกดร่างบางให้จมไปกับฟูกนุ่มไปด้วยกัน มือแกร่งใช้ล็อคเอวเพรียวบางไม่ให้ดินพลิกตัวไปมาหลบเขาอีก

“เอามานี่

“ฝันไปเถอะ! ถ้าฮยองหวงนักผมจะกินสมุดทั้งเล่มนี่ไปเลย ปล่อยผมสิ! ปล่อยนะ!!!” หมาน้อยจอมยุ่งเริ่มดิ้นโยเยไม่อยู่เฉยทั้งที่อยู่ในอ้อมกอดแข็งแรงพลางทำท่าจะฉีกกระดาษยัดเข้าปากตัวเองให้ได้

“กงชานชิคนั่นมันสมุดของฉันนะ อย่าทำอย่างนั้น”

“ไม่สน! สมุดของฮยองแต่ฮยองจะเอาไปแต่งเพลงให้คนอื่นนี่! ให้ตายยังไงก็ไม่ให้”

“ส่งมาซะดีๆตัวยุ่ง” จินยองขำเมื่อเห็นเด็กน้อยดูหวงกับสิ่งที่เขาเคยทำให้อย่างน่ารัก มือขาวอบอบอุ่นจับประคองใบหน้าสวยไว้ให้อยู่นิ่งๆเพื่อจะได้ไม่ต้องดิ้นหนีเขาไปมาอีก

“ฮึกเพลงนี้เป็นของผม เพลงที่ฮยองแต่งทุกเพลงเป็นของผมคนเดียวนะ…T^T” พอได้เห็นใบหน้าใสชัดๆเต็มตาเพียงคืบจินยองจึงรู้ทันทีว่าทำไมกงชานถึงได้พยายามจะหลบไม่ให้เขาเห็นหน้านัก จมูกแดงคุ้นตาคล้ายตอนเด็กพร้อมทำเสียงฟึดๆสะอึกสะอื้นอย่างน่าสาร น้ำตาที่ไหลกลิ้งผ่านแก้มนุ่มทำให้จินยองต้องหุบยิ้มลงเมื่อเห็นว่าลูกหมาน้อยของเขากำลังร้องไห้

“เป็นของผมคนเดียว ฮึกฮยองแต่งให้ผมคนเดียว” เสียงใสยังพูดวนอยู่อย่างนั้นแข่งกับดวงตาใสแจ๋วที่มีน้ำตาไหลรินเป็นระยะ ปากบางชมพูใสยังคงรับหยดน้ำตามากินกลั้นสะอึกจนคนรุ่นพี่ใจอ่อนยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำตาให้เด็กน้อยช่างเอาแต่ใจของตัวเองยิ้มๆพลางกดริมฝีปากลงซับน้ำตาแถวแก้มนวลเบาๆอย่างที่แต่ก่อนเคยทำ

“อืม เพลงนี้เป็นของนาย ฉันแต่งให้นายคนเดียว หยุดร้องได้แล้วเด็กดี ^__^” สัมผัสอบอุ่นที่คุ้นชินทำให้ดวงตากลมใสกระพริบปริบๆแล้วซบหน้าลงปล่อยโฮกับไหล่เขาอย่างโล่งใจว่าพี่จินยองคนเดิมของเขากลับมาแล้ว จินยองเอานิ้วโป้งลูบน้ำตาที่เออคลอค้างอยู่ให้อย่างอ่อนโยนพลางจับหน้าหวานซุกลงกับไหล่เพื่อจะกระซิบพูดกับคนขี้แงที่ยังสะอื้นอยู่ในอ้อมกอด

“รู้หรือยังว่าการที่โดนใครหลอกให้หวงซักคนมันน่าเจ็บใจแค่ไหน”

“นี่ฮยองหลอกผมเหรอ T^T

“นายเองก็หลอกฉันเหมือนกันนั่นแหละ นี่ยังไม่นับรวมคิดดอกเบี้ยทบต้นกับการที่นายลืมฉันไปตอนนั้นเลยนะ” จินยองมองใบหน้าหวานที่กระเง้ากระงอดใส่เขานิ่งๆ คนผมดำสูดน้ำมูกฟึดๆหลบสายตาแล้วหาเรื่องเถียงเขาอีกจนได้

“ผมไม่ได้ตั้งใจลืมนี่ -^- ฮยองบอกว่าไม่อยากติดดาวในห้องแถมยังตั้งใจจะลืมเรื่องของเราให้หมดนี่มันน่าเจ็บใจกว่านะ”

“ก็ฉันไม่ได้อยากติดตอนนี้จริงๆนี่นา อันนั้นเอาไว้ทำทีหลังก็ได้ไม่เห็นสำคัญเลย” จินยองลอยหน้าลอยตาพูดพลางมองใบหน้าหวานใสที่หุบยิ้มลงเมื่อเขาพูดประโยคเมื่อกี้ออกไป

“อ้าว ถ้างั้น...ฮยองอยากทำอะไรล่ะฮะ” กงชานมองดาวในมือด้วยความเสียดาย ดวงหน้าใสเจื่อนลงทันตาเห็นเมื่อคนผมม่วงยังคงทำหน้างอพูดเสียงแข็งใส่อยู่ไม่เลิก ทำไมพี่จินยองยังไม่หายโกรธเขาอีกนะ...

หมาน้อยไม่ได้รู้เลยว่ามันเป็นเพียงการแสดงหลอกๆของคนรุ่นพี่ ถึงเวลาที่จินยองจะเอาคืนบ้างแล้วหมาจิ้งจอกหยุดคิดทำหน้าตาเจ้าเล่ห์พลางรั้งคนผมดำให้เข้ามาใกล้ระยะหายใจรดกัน มุมปากกระตุกยิ้มกรุ้มกริ่มพร้อมเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นคนละคนได้อย่างรวดเร็วราวกับสลับร่างเมื่อจ้องใบหน้าสวยบ้องแบ๊วนั่นนานเข้า จู่ๆคำพูดของชินวูที่เคยถามเขาตอนไปทะเลด้วยกันเมื่อสองปีก่อนก็ลอยเข้ามาในหัวอย่างสกัดไว้ไม่อยู่ทั้งๆที่พยายามจะไม่คิดแล้ว

 ถามจริงเหอะว่ะไปนอนห้องเดียวทุกวันอย่างนี้มัวแต่ทำอะไรกันอยู่ฮึไอ้หัวแดง

ไอ้บ้าชินวูจริงๆมันก็แอบพูดถูกเหมือนกันนะครับว่ามั้ยทำไมผมถึงเพิ่งมารู้สึกอะไรแบบนี้เอาในตอนนี้วะเนี่ย คงต้องเป็นเพราะความคิดถึงกับความหวงบ้าๆนั่นแน่ๆ กงชานกำลังจะทำให้ผมบ้าขึ้นทุกวัน

“เมื่อกี้นายว่าฉันแก่ ฉันก็เลยอยากหาวิธีชะลอความแก่ดู”

“เอ๋..? ยังไงเหรอฮะพี่จินยอง”

“นายจะช่วยฉันหรือไง” ตาคมสวยเจ้าเล่ห์เหลือบมองเสื้อสีขาวตัวบางที่เลิกขึ้นจากการแย่งชิงสมุดเมื่อกี้จนเผยให้เห็นเอวคอดบางและเนื้อขาวเนียนข้างในอย่างอดใจไม่ไหว นัยน์ตาเรียวยาวละออกจากเรือนร่างคนที่ตัวเองนอนทับมาทอดมองใบหน้าหวานคุ้นเคยที่เคยได้อยู่ใกล้ชิดกันทุกวันด้วยความคิดถึงจนแทบเอ่อล้นเมื่อได้กลับมาอยู่ในบรรยากาศเดิมๆแบบนี้ด้วยกัน กงชานรีบพยักหน้ารับปากอย่างกระตือรือร้นเพราะยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

“ถ้ามันจะทำให้รุ่นพี่หายโกรธผมก็จะยอมทำ ผมยอมตามใจฮยองทุกอย่างเลย ฮยองอย่าโกรธผมนะฮะ *0*

หึในที่สุดหมาน้อยก็ต้องตกหลุมพรางของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์จนได้ เสร็จจองจินยองล่ะงานนี้

“ว่าแต่...ฮยองมีวิธียังไงเหรอฮะ?”

“วิธีนี้ไง เดี๋ยวสอนให้” จินยองเชยคางลูกหมาขี้สงสัยขึ้นมาพร้อมโน้มใบหน้าทาบทับชิมริมฝีปากสีสวยแบบดูดดื่มโดยไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัวทัน ปากหยักสวยบดขยี้ริมฝีปากนุ่มหวานช้าๆจนขึ้นสีแดงน่ากัดให้สมกับที่ห่างกันไปถึงสองปีจนร่างเล็กข้างใต้เริ่มหอบหายใจถี่ขึ้น หากแต่คนรุ่นพี่ก็ยอมละริมฝีปากออกจากกันเพียงชั่วครู่แล้วถ่ายทอดลมหายใจของตัวเองให้คนรุ่นน้องอย่างดื่มด่ำจนมือเล็กที่ทุบไหล่ท้วงเขาเริ่มอ่อนแรงลงแล้วโอนอ่อนตามโดยดี

มือขาวที่โอบเอวเล็กอยู่เริ่มไหลลูบคลำแขนเนียนแล้วควานล้วงเข้าไปในสาบเสื้อกดสัมผัสขยี้หยอกกับติ่งไตสีหวานของอีกฝ่ายจนเจ้าตัวเผลอครางอื้ออึงเสียงหวิวในลำคอออกมา ริมฝีปากเล็กนุ่มละมุนนั้นถูกครอบครองเบียดบังไปเสียมิดพร้อมกับลิ้นร้อนที่ถูกสอดเข้าไปในโพรงปากหวาน นิ้วเท้าเรียวทั้งสองข้างของกงชานจิกลงกับผ้าปูที่นอนด้วยอาการตกใจอยู่เพียงครู่ แล้วจึงค่อยสงบลงเพราะสัมผัสบางเบาที่ลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างบางใต้ร่มผ้าหมือนกับเป็นการปลุกเร้าอารมณ์และปลอบประโลมให้สบายใจขึ้นไปในตัว ตราบจนเข็มขัดและเสื้อตัวในถูกคนรุ่นพี่ดึงถอดหลุดลุ่ยออกมาจนเปิดให้เห็นไหล่บางขาวที่กำลังห่อตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา

ห่างไปตั้งสองปี....รู้บ้างมั้ยว่าคนทางนี้เขาคิดถึงนายแค่ไหนฮึกงชานชิค...วันนี้แหละที่เขาจะทำให้คนตรงหน้าได้รับรู้ความในใจที่อัดอั้นมาตั้งแต่วันที่จากกัน อยากยั่วหมาจิ้งจอกให้หึงนักก็ต้องเจอบทเรียนสั่งสอนแบบนี้แหละหมาน้อย

จินยองละมือออกจากเนื้อเนียนที่ถูกปิดบังอยู่ใต้เสื้อตัวบาง แล้วเอื้อมไปกระตุกสเว๊ตเตอร์ตัวบางของกงชานออกระหว่างที่ยังป้อนสัมผัสหวานอย่างแนบชิดให้เรื่อยๆไม่หยุดหย่อน ปากสีส้มอ่อนถอนออกพอให้รุ่นน้องได้หายใจทันพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะโยนเสื้อผ้าที่ถอดเสร็จไว้ข้างเตียง ตอนนี้จึงเผยให้เห็นหน้าอกเปล่าเปลือยและเอวคอดบางของเด็กน้อยที่สะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ หน้ารุ่นน้องกลายเป็นสีชมพูใสเมื่อได้รับสัมผัสเร่าร้อนที่ไม่เคยได้รับมาก่อนบวกกับสบสายตาแปลกๆของฮยองที่นอนคร่อมแนบทับตัวเองอยู่ข้างบน

“ตกลงพี่จะทำอะไรกันแน่ฮะ” ดวงตาบ้องแบ๊วกระพริบปริบๆส่งคำถามไปให้ เห็นอย่างนี้แล้วจินยองยิ่งอยากฟัดคนตรงหน้าเสียทีเดียวให้จบให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่ก็ต้องอดใจค่อยๆละเลียดชิมทีละส่วนก่อน

“เห็นว่านายอยากติดดาวในห้อง แต่ก่อนจะติดนายจำได้มั้ยว่าฉันเคยบอกว่าจะติดดาวพวกนี้อีกทีเมื่อไหร่”

“อะเอ่อ (.///.)” ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ วันนั้นที่จินยองเล่านิทานให้เขาฟังในวันเกิดของเขาที่ร้านหนังสือตอนนั้น คนรุ่นพี่เคยบอกว่าอยากติดดาวบนผนังห้องให้กับแต่ตอนนี้มันมีซะที่ไหนเล่า!

“แล้วถอดเสื้อผมทำไมฮะ ไหนบอกว่าจะหาวิธีชะลอความแก่ไง” มะ..ไม่เป็นไรน่าชานชิค บางที่พี่จินยองอาจจะเคยบอกตอนอื่นแต่นายจำไม่ได้ก็ได้นะ ><

“ก็กินเด็กน้อยนี่แหละวิธีชะลอความแก่ของฉัน ^^

“ฮะ? อะ..อะไรนะ”

"นายไม่รู้เหรอว่าการกินเด็กจะทำให้เป็นอมตะน่ะ” หมาจิ้งจอกผมม่วงยักคิ้วพูดเสียงมีเลศนัยน์

"มะ..ไม่รู้ อ๊ะ...พี่จินยอง -///-" หน้าใสส่ายน้อยๆในอ้อมกอดอย่างเขินอายเมื่อคนรุ่นพี่เลยไปแนบริมฝีปากกับแก้มตัวเองเสียฟอดใหญ่ ก่อนจะไล้จมูกต่ำลงมาแถวส่วนล่างของใบหน้าแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม

"ก็เดี๋ยวจะสอนให้รู้ตอนนี้แหละ พร้อมจะเรียนกันหรือยังล่ะกงชาน" จินยองกดจูบดึงกลีบปากหวานอีกครั้งก่อนจะผละออกมองหน้ากงชานที่กำลังพยายามปรับตัวกับอารมณ์ของฮยองตรงหน้าสุดฤทธิ์ ทีแต่ก่อนทำตัวอ่อยอ้อล้อแทบตายล่ะไม่เคยจะคิดจะลงมือทำอะไรแบบนี้

“แต่ผมหนาวนะฮะ แล้ววันนี้หิมะก็ตกด้วย” เป็นครั้งแรกที่จินยองเห็นใบหน้ากงชานขึ้นสีแดงเรื่ออย่างชัดเจน ไอ้หมาน้อยกำลังเขินเพราะไม่มีสิ่งปกปิดร่างกายท่อนบนในขณะที่จินยองก็ดูรุกหนักเต็มที่

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวนายก็อุ่นขึ้นเอง ฉันรับรูมเมทใหม่ไม่โหดหรอก” เสียงนุ่มน่าฟังของจินยองก้มลงกระซิบแผ่วที่ข้างหูก่อนจะเลื่อนมือลงไปปลดเข็มขัดและกางเกงของคนข้างล่างออกอย่างเบามือ หน้าหวานของกงชานยิ่งแดงก่ำเข้าไปใหญ่แต่ก็ไม่ได้ห้ามหรือขัดขืนอะไร...งั้นแปลว่าตกลงแล้วกัน

"เมื่อกี้นายเล่าว่าไอ้ฮงบินนั่นมันทำอะไรนะ...เกาคางให้นายงั้นเหรอ?" พอกางเกงร่นจากหน้าขาเรียวลงไปจนสุดเสียงนุ่มก็ถามคนตาใสที่นอนกระพริบตารอโดนลงโทษอย่างเอาเรื่อง

"กะ...เกาไม่กี่ครั้งเอง พี่เขาบอกว่าผมบ้องแบ๊วดีก็เลย...อื๊อออ มันจั๊กจี้นะฮยอง" ยังไม่ทันสารภาพบาปจบริมฝีปากคนรุ่นพี่ก็กดลงบนคางมนเสียก่อน

"ทับรอยมันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาเกาคางแฟนชาวบ้านเขามั่วซั่ว"

"-///- ก็ฮยองอยากหายไปไหนมาตั้งสองปีล่ะ"

"นี่โทษฉันเหรอ ตรงไหนอีกที่มันทำรุ่มร่ามกับนาย" ตาใสกลอกไปมายิ้มๆระหว่างที่นึก หัวทุยที่ปกคลุมด้วยเส้นผมนุ่มหอมผงกขึ้นมาเล็กน้อยพลางจับมือจินยองมาลูบกลางศีรษะ

"ตรงนี้ๆ พี่ฮงบินชอบขยี้หัวผมตอนที่บาโรกับซานดึลไม่อยู่" ปากสีส้มหยักสวยย้ายไปกดจูบลงที่หน้าผากแทนทำให้กงชานยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างชอบใจที่ยั่วฮยองได้สำเร็จ

"ขยี้ผมด้วยเหรอ ปล่อยให้มันทำอย่างนี้ไงมันถึงได้ใจมาเกาคางนาย นี่มันทำอะไรนายตรงไหนอีกมั้ยบอกฉันมาตามตรง" ใบหน้าของจินยองที่โน้มเข้ามาถามทำให้กงชานชิคยิ้มขำน้อยๆก่อนจะชี้มาที่ริมฝีปากบางสีหวานของตัวเอง ปากเล็กคลี่ยิ้มละไมให้บางๆกับหน้าจริงจังของฮยอง

"นี่มันทำตรงนี้ด้วยเหรอ!" จินยองย่นคิ้วโกรธ

"เปล่า แต่อยากให้ฮยองทับรอยตัวเองบ้าง" หมาน้อยหัวเราะออกมาทำให้จินยองส่ายหน้าให้กับความเหลี่ยมเยอะของแฟนตัวเอง

"ถ้าเป็นรอยตัวเองงั้นฉันต้องทับหนักๆ เพราะฉันทำซ้ำที่เดิมมานานเป็นปีไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว" มืออุ่นประคองโครงหน้าหวานขึ้นมาจูบขยี้สัมผัสอ่อนหวานอย่างรุ่มร้อนลงบนริมฝีปากนุ่มนิ่มนั่น ในขณะที่มืออีกข้างก็ลูบคลำช้อนบีบทรวดทรงส่วนโค้งเว้าข้างท้ายของร่างบางที่มีเสน่ห์เย้ายวนได้ที่ส่งผลให้กงชานผละริมฝีปากออกมาแล้วถามเบาๆ

“ฮยองเป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

“อย่างไหน”

“ก็ดูไม่ขี้อายเหมือนแต่ก่อน” เสียงใสถามอุบอิบในขณะที่ตาเรียวสวยโน้มเข้ามาจ้องดวงตาตัวเองใกล้ๆจนเห็นเงาของเด็กน้อยหน้าหวานที่สะท้อนออกมา หมาจิ้งจอกคลี่ยิ้มให้หมาน้อยที่กำลังหลบสายตาเขาอีกครั้ง

“ก็เพิ่งเป็นเมื่อกี้นี้เอง”

“ทำไมถึงเปลี่ยนได้ง่ายจังล่ะฮะ”

“หึง"

"หึงเหรอ?"

"แล้วอีกอย่าง... นายลองได้เห็นหน้าตัวเองระหว่างที่ทนคิดถึงใครมานานเป็นปีอย่างฉันบ้างสิ" เหตุผลสั้นๆห้วนๆแค่สองข้อแต่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้หัวใจคนผมดำเต้นแรงได้ขนาดนี้ จินยองโน้มใบหน้าดูดีลงมาใกล้พลางยกยิ้มมุมปาก

"ไหนตอนแรกบอกจะช่วยฉันไงล่ะฮึ?” มือบางใช้ลูบแก้มใสและริมฝีปากหยักสีชมพูน่าสัมผัส ดวงตาใสแจ๋วช่างอ้อนที่ช้อนขึ้นมามองทำให้เจ้าตัวดูน่ารักบ้องแบ๊วขึ้นมาเป็นเท่าตัว

“แล้วก็ชอบมาว่าแต่ผมทำตัวอ้อล้อ…" กงชานฉุดจินยองให้ลงมาอยู่ในระดับเดียวกันที่ใกล้ยิ่งกว่าเดิม

"ยอมให้หมาจิ้งจอกตัวนี้กินแค่คนเดียวนะ” กงชานชิคหลบตาต่ำยิ้มเขินกับประโยคสุดท้ายก่อนจะจัดแจงถอดเสื้อผ้าของจินยองออกบ้างอย่างรู้งานทำให้รุ่นพี่อยากขย้ำคนตรงหน้าเสียยิ่งกว่าเดิม

"ยั่วอย่างนี้งั้นกินแล้วนะ..."


*****เออะ -__-^ ฉึบฉับๆ ฉาก Cut NC ค่ะ TwT****** 

- คิดกันมาก่อนมั้ยว่าฟิคเรื่องนี้จะมี NC 55555 TT หาลิงค์ NC ที่โดนตัดได้ในไบโอทวิตเรา >> @pangrum_brownie ได้เลยค่ะ เป็นไฟล์กูเกิลด๊อคส์เด่นหรามาก หรือถ้าหาไม่เจอหรือไม่เล่นทวิตก็พิมพ์ E-mail เม้นบอกในคอมเม้นด้านล่างได้เลยเดี๋ยวส่งให้ค่ะ ^^

- *คำเตือน* เราเองก็จัดเรท NC ไม่ถูกอ่ะ T_T เอาเป็นว่าถ้าใครต้องการอ่านก็อ่านไปเลย ไม่เป็นการดับฝันบาน่าเด็กน้อยใช่ไหม NC ค่อนข้างยาวค่ะ เพราะจะเขียนแค่เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว เรื่องอื่นจะใสๆแล้ว //หราาา TwT

- คนที่ไม่ชอบอ่านก็สามารถข้ามไปได้เลย ไม่มีผลต่อการดำเนินเรื่องเท่าไหร่ แค่แต่งให้ฟิคได้มีอรรถรสครบเท่านั้นเองค่ะ เรื่องนี้เราทำความเข้าใจกันได้...555 รู้แค่ว่าไอ้หมาน้อยเป็นของฮยองแล้วก็พอ

- NC นี้เป็นการเขียนครั้งแรกของเราค่ะ T_T ถ้าเห็นตรงไหนไม่ดีก็ติมาได้เลยเราจะได้เก็บเอาไปปรับปรุงพัฒนาต่อ หรือถ้าโอเคแล้วก็บอกกันเป็นนัยน์ๆหน่อยก็ได้ จะได้รู้สึกโล่งนิดนึง ตอนจะเอาลงนี่คิดหนักมากว่าควรลงดีมั้ย (.///.) เพราะไม่รู้รี้ดชอบแนวไหน

***** อ่านในไบโอทวิตจบก็อ่านข้างล่างต่อได้เลยค่ะ หรือถ้าใครไม่อ่านข้ามมาตรงนี้เลยก็ได้ ^^ *****


“สุขสันต์วันไวท์เดย์นะฮะ” ว่าพลางกดสัมผัสลงบนริมฝีปากคนตรงหน้าเนิ่นนานแต่อ่อนหวานละมุนกว่าทุกครั้ง จินยองเม้มปากนุ่มเป็นการตอบรับเบาๆแล้วยันตัวขึ้นไปหอมบนหน้าผากมนของกงชานบ้าง

“นายเป็นของขวัญที่ดีที่สุดของฉัน ขอบคุณที่กลับมานะกงชาน” มือเรียวเกลี่ยเส้นผมสีดำนุ่มอย่างทะนุถนอมพลางซบหน้าลงไปใกล้อย่างหวงแหน

“ผมไม่หลงทางไปไหนแล้วล่ะ เพราะเจ้าของที่แสนดีของผมอยู่ตรงหน้าแล้ว” ร่างสูงเพรียวของรุ่นน้องเบียดเข้าหารุ่นพี่ก่อนจะหลับตาพริ้มลงทำให้จินยองต้องกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางหอมแก้มใสด้วยความรักเอ็นดู

“เจ้าของอะไร”

“ก็ทั้งตัวแล้วก็หัวใจของผมเลย ผมรักพี่นะฮะพี่จินยอง” แม้จะหลับตาอยู่แต่กงชานก็รู้สึกได้ว่าหน้าของตัวเองกำลังร้อนผ่าวอีกแล้ว วันนี้เป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ มีเรื่องให้เขินได้ทั้งวัน

“เด็กดี..ฉันก็รักนาย”

“ผมรักฮยองมากกว่า”

“ฉันรักนายที่สุด”

“ผมรักจองจินยองฮยองมากที่สุดในโลก”

“ฉันรักกงชานชิคมากที่สุดในจักรวาลกาแล็กซี่มิลค์กี้เวย์”

“ง่ะฮยองจะมาแข่งบอกรักกับผมทำไมเนี่ย”

"ก็อยากให้นายรู้นี่ว่าฉันก็รักนายมากเหมือนกัน" ริมฝีปากจินยองห่อกลมแล้วเป่าลมใส่หน้าผากกงชานเล่นเบาๆ จมูกโด่งของรุ่นน้องดันคางเรียวอีกฝ่ายแล้วซุกหน้าตัวเองลงไปกับซอกคออุ่น

"ฮยองช่วยหยุดเวลาตอนนี้ไว้ได้หรือเปล่าฮะ" ดวงตาหวานสีดำช้อนขึ้นมองหน้าคนรักที่หายใจรดสัมผัสแนบชิดใกล้อยู่ไม่ห่าง

"ไม่ได้หรอก"

"หืมมม? ทำไมล่ะ รุ่นพี่ไม่ได้พกนาฬิกาไว้กับตัวเหรอ" กงชานออกแนวประหลาดใจกับคำตอบของจินยองในครั้งนี้

"ก็ฉันบอกแล้วไงว่าจะชดใช้ให้ ถ้านายชอบช่วงเวลาแบบนี้ฉันก็จะทำให้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องหยุดเวลาค้างเอาไว้ก็ได้ ดีมั้ย?" จมูกโด่งกดลงบนแก้มใสที่ขึ้นสีแดงเหมือนโดนเลือดสาดพร้อมระบายยิ้มที่มุมปาก

"บ้า =///= ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง" ร่างน้อยหดเล็กลงปล่อยให้คนรุ่นพี่รั้งเอวบางให้เข้ามากอดใกล้ๆได้ตามใจ

"ทำให้แฟน...ไม่เหนื่อยหรอกครับกงชานชิค" เสียงทุ้มนุ่มตอบอย่างขำๆเมื่อเห็นหน้าใสกลายเป็นสีชมพูหลังจากได้ฟังคำตอบจากเขา

"พูดอย่างนั้นไม่อายปากได้ยังไงกันเนี่ยพี่จินยอง...บ้าที่สุดเลย"

"เอ ไม่ใช่สิ...ตอนนี้เราไม่ใช่แฟนกันแล้วนี่นะ" ตาเรียวรีเหลือบมองร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเองและกงชานที่นอนกอดกันระหว่างที่ทำหน้าครุ่นคิดหยอกๆ ทำให้มือน้อยตีแผ่นหลังกว้างของเขาด้วยความเขินจนแทบอยากซุกลงไปใต้ผ้าห่ม

"หยุดมองได้แล้วฮยอง >///<"

"มองภรรยานี่ผิดตรงไหน ออกจะน่ารักน่าขย้ำ"

"เอ๊ะ...ชักพูดเก่งเกินไปแล้วนะฮะเดี๋ยวนี้" กงชานแย่งผ้าห่มมาปกปิดคลุมตัวมากกว่าเดิมแต่จินยองก็ดึงส่วนที่ดึงไปกลับมาทำให้ร่างบางกลับมานอนปะทะหน้าคลอเคลียกันไม่ต่างจากตอนแรก

"ฝึกไว้ไง จะเขินทำไมฮึ? ^^" จินยองดุนจมูกของอีกฝ่ายพลางจ้องดวงตาโตจริงจัง ปากล่างเผยอออกแตะกลืนริมฝีปากนุ่มด้านบนของอีกคนจนเสียงใสร้องฮืมน่ารักเพราะความอาย ยิ่งนึกถึงช่วงเวลาเมื่อกี้ระหว่างเขากับรุ่นพี่ก็เผลอใจเต้นแรงกระหน่ำอย่างควบคุมไม่ได้

"คิดทะลึ่งอะไรอยู่หรือเปล่า ใจเต้นแรงเชียว" คนผมม่วงประเมินจากการมองหน้าแดงๆของหมาน้อยแล้วก็พอจะเดาออก กงชานกลอกตาสวยไปมาแล้วก็ซุกหน้าลงกับอกเขาเป็นการบรรเทาความเขินที่พุ่งสูงปรี๊ดขึ้นมากระทันหัน

"เคยทำอย่างนี้กับคนอื่นบ่อยล่ะสิระหว่างที่ผมไม่อยู่"

"หืม? ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ" จินยองกระเถิบตัวขึ้นกอดหมาน้อยจอมซนให้แน่นกว่าเดิม กงชานช้อนตาใสแจ๋วขึ้นมองเขาแล้วงุ้มปากลง

"ก็...ดูช่ำชองเหมือนเคยชิน -^-"

"ฮ่ะๆ เพิ่งเคยทำกับนายครั้งแรกคนเดียวนี่แหละ ทำไม? ฉันดูเก่งมากเลยเหรอ ^^" จินยองขำคนที่ทำหน้ามู่ทู่ยู่ปากอย่างน่ารัก

"จะเชื่อได้มากแค่ไหนกันเนี่ยฮะ" กงชานพูดงึมงำ จินยองจูบหน้าผากชื้นเหงื่อแล้วพูดอย่างอ่อนโยน

"แต่ที่รู้ๆคนแถวนี้ก็ยังเก็บไว้รอฉันคนเดียวตั้งสองปีได้เลยนี่นา" จินยองรั้งเอวบางเข้ามากอดแนบเนื้อจนกงชานผงกหัวขึ้นมาเอ็ดเบาๆ

"แหงสิฮะ ผมอยากเป็นแค่ของคนที่ผมรักคนเดียวนี่"

"ฮยองก็ทำกับนายคนแรก คนเดียว...แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายนะ" จินยองยิ้มเจ้าเล่ห์พลางมองตาสีดำแป๋วที่ชักเขินอายขึ้นมากทุกที ริมฝีปากอมชมพูชุ่มฉ่ำที่เขาได้ครอบครองไม่รู้ต่อกี่ครั้งเอื้อนเอ่ยถามเสียงหวาน

"วันพรุ่งนี้ฮยองจะกลับมาขี้อายชอบเก๊กใส่ผมเหมือนเดิมมั้ย"

"คงงั้นมั้ง" คนผมม่วงกลั้วหัวเราะ "เกิดติดใจฉันเวอร์ชั่นหมาจิ้งจอกหื่นขึ้นมาแล้วสิท่า"

"ผมชอบหมดแหละ ขอแค่คนตรงหน้าเป็นฮยองที่ชื่อจองจินยอง...รุ่นพี่ในร้านหนังสือที่ให้ผมนั่งตักนุ่มๆแล้วเล่านิทานให้ฟังคนนั้น"

"ฉันก็รักเด็กน้อยขี้อ้อนในร้านหนังสือที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งจนจมูกแดงเป็นกวางเรนเดียร์เหมือนกัน"

"ขี้มูกผมไม่ได้โป่งซะหน่อย ฮยองอย่ามั่วสิฮะ"

"โป่งไม่โป่งยังไงก็รักนายมากที่สุดในจักรวาลกาแล็กซี่มิลค์กี้เวย์ไปแล้วนี่"

"...พี่จินยอง -///-"

ตาสีดำขลับช้อนขึ้นมองตาเรียวสวยที่กำลังจ้องลงมาที่ตัวเองอยู่เช่นกันพลางทำหน้าแดงอีก

“ชอบล่ะสิคำนี้”

“มากๆเลย” หน้าใสคลอเคลียกับหน้าอีกฝ่ายอย่างออดอ้อนทำให้หน้าจินยองเริ่มมีสีแดงระเรื่อตามไปอีกคน ปากบางสีชมพูหาวหวอดๆทำให้รุ่นพี่ต้องลูบหัวนุ่มพลางกระชับร่างบางให้อุ่นสบายในอ้อมแขนมากยิ่งกว่าเดิม

“หลับซะเด็กดี เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยตื่นไปเรียนพร้อมกัน” จินยองทาบริมฝีปากหยักลงกับปากบางสีหวานอีกครั้งพลางสบสายตาหวานที่เริ่มจะปรือๆของคนตรงหน้าเนิ่นนาน ปากเล็กยิ้มละไมให้เขาก่อนจะซุกหน้าและลำตัวบางเข้ามาใกล้แล้วโอบกอดเขาไว้เบาๆเช่นกัน

“ฮยองอย่าปล่อยผมนะ”

“ไม่ปล่อยแล้วกงชานชิคฉันไม่มีวันปล่อยนายไปไหนอีกแล้ว”

ร่างสูงโปร่งใต้ผ้านวมทั้งสองค่อยๆขยับเข้าหาอีกฝ่ายเรื่อยๆจนแนบชิดก่อนจะผล็อยหลับไปพร้อมกันในที่สุด จินยองยังกอดรั้งกงชานชิคไว้ในอ้อมกอดอย่างนั้น ในขณะที่กงชานเองก็หลับไปพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสุขที่ฉายอยู่บนใบหน้ายามเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของคนที่เขารักอย่างสบายใจ ต้นถั่วและดอกกุหลาบที่ปลูกไว้ตรงริมระเบียงข้างนอกค่อยๆโน้มกิ่งพันเข้าหากันอย่างแนบแน่นเฉกเช่นเดียวกับความผูกพันอันงดงามของทั้งสองที่มีให้กันตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ข้างนอกนั่นหิมะสีขาวยังคงโปรยปรายลงมาปกคลุมพื้นถนน แต่ไม่มีราชินีหิมะองค์ใดที่จะพรากคนทั้งสองออกจากกันได้อีกแล้ว พวกเขาคือหนึ่งเดียวและเป็นของกันและกัน แม้อากาศข้างนอกจะหนาวเย็นสักเท่าไหร่แต่หัวใจของจินยองและกงชานที่ผูกพันกันแนบแน่นไม่มีวันเปลี่ยนจะยังคงอบอุ่นอยู่เสมอ

Like a snow coverd road

My love will blanket you , I believe in you

Someday a snow will melt

Like a future coming true , believe in me…


PS. บอกแล้วว่าจะอัพรัว อยากเคลียร์เรื่องนี้ให้จบไปจะได้แต่งเรื่องใหม่ได้อย่างลื่นไหลและสบายใจ TwT ตอนนี้ยังไม่จบนะคะ ยังมีตอนสั้นๆถัดไปตอนหน้าเป็นบทสรุปของเรื่องนี้อีกค่ะ แต่จะไม่ลงวันนี้ ^^ มีอะไรก็เม้นติชมกันด้านล่างได้นะคะ อยากรู้ฟี้ดแบคของรี้ดและทัศนคติที่มีต่อฟิคเรื่องนี้ 5555 ขอบคุณที่ติดตามให้กำลังใจกันมาตลอดนะคะ ทุกเม้น ทุกยอดวิว ทุกเฟบ เป็นกำลังใจที่สำคัญต่อเรามาก พูดมากเนอะ ค่อยเก็บไว้พูดในตอนถัดไปบ้างดีกว่า เจอกันตอนหน้าค่ะ~ ^^

แต่ละรูปฉ.เรท 18 ^^;; 5555 แนบให้เข้ากับบทเฉยๆ เซ๊กซี่นัมจาาาา

  


T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #68 น้ำตาลเทียม (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 14:54
    ฟินใจเหลือเกินนน หมาป่ากลายร่างอย่างสมบูรณ์แบบแล้วในตอนท้ายยย ขอบคุณไรท์ที่ตั้งใจแต่งฟิคดีๆมาให้อ่านกันนะคะ
    #68
    0
  2. #41 rainyzheza (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 14:08
    ฮืออออ จบแล้ว แฮปปี้แอนด์ดิ้งมากอ่ะ
    เป็นฟิคที่ผูกพันมากจริงๆ เกือบ1ปีกับพี่ชายผมแดงข้างบ้าน
    อ่านจบแล้วอิ่มมาก อิ่มทุกหยดทุกบรรทัดเวลาอ่าน
    อิ่มทั้งดราม่า ความสุข สนุก ลุ้น ตื่นเต้น
    และที่สุดคือ เอ็นซี คือมาแบบจุใจ จินชานอิ่มสุดๆอ่ะ 
    พี่จินยองรุกได้แบบ.. อ้ากกก เลือดกำเดาไหล 55555
    ชอบมากอ่ะ ฮืออออ จะรออ่านตอนพิเศษนะ
    มาถึงตอนจบไม่รู้จะเม้นอะไรเลย มันตื้นตัน 
    รู้สึกรักในตัวจินชานในเรื่องนี้มากๆ รักในความรักและผูกพันของทั้งสองคนมาก
    ยังไงท้ายนี้ก็ขอบคุณที่หนูแต่งมาจนจบไม่ทิ้งกันนะคะ 
    และเดี๋ยวเค้าจะไปปูเสื่อรอที่ฟิค พี่จินดาโยเน้ออ จุ้ฟๆๆ
    #41
    0
  3. #40 rainyzheza (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 14:00
    ฮืออออออ จบแล้วทจบแบบอิ่มมาก อิ่มที่สุด
    #40
    0