[Fic B1A4] My Hyung Neighbor นี่ผมไงจะใครล่ะฮะพี่ [JinChan]

ตอนที่ 24 : Chapter 24 : Remember

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 83
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ต.ค. 59


Chapter 24 : Remember





แสงสว่างจ้าสีขาวแสบตาค่อยๆเล็ดรอดเข้ามาในรูม่านตาที่ค่อยๆขยายขึ้น ความเจ็บระบมจากศีรษะยังคงแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับมีคนเอาเสาเข็มบ้านมาทุบหัวอย่างแรง อยากจะลืมตาขึ้นให้เร็วที่สุดแต่กลับทำได้แค่ค่อยๆหรี่เปลือกตาขึ้นมาช้าๆเพื่อไล่ความมึนงงแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้น ภาพที่พร่ามัวตรงหน้าค่อยๆปรับจนชัดขึ้นทีละนิดจนเห็นสิ่งแรกที่ปรากฏชัดเต็มสายตา

ไม่ใช่สิ่งแรกสิต้องพูดว่าคนแรกต่างหาก

“กงชาน! กงชานฟื้นแล้ว” ผู้ชายผมแดงหน้าตาซีดเซียวดูเหมือนจะมีน้ำตาคลอเบ้าชะโงกดูเขาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยท่าทีตื่นเต้น ตาเล็กเรียวนั่นเบิกกว้างก่อนจะใช้แขนตัวเองเช็ดน้ำตาที่ใกล้จะไหลแล้วใช้อ้อมกอดแข็งแรงของตัวเองรัดเขาเสียแน่น ร่างสูงนั่งลงบนเตียงแล้วดึงเขามากอดด้วยความห่วงใยคล้ายกับเป็นห่วงนักหนาทั้งที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกดี ผู้ชายอีกสามคนรีบเข้ามาล้อมรอบเตียงด้วยความโล่งใจไม่ต่างกันแล้วจับมือกันด้วยความโล่งอก

“หมอฮะ เพื่อนผมฟื้นแล้วฮะหมอ” นั่นเป็นเสียงของคนที่ยืนอยู่ข้างๆคนตัวเล็กแก้มป่องกำลังพูดใส่ที่เรียกข้างเตียงด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น คนผมสีไวน์ยังคงกอดเขาไม่ยอมปล่อยแล้วเช็ดน้ำตาตัวเองเงียบๆจากด้านหลัง

“เด็กดีนายห้ามทำอย่างนี้อีกแล้วนะ ไม่เอาอีกแล้วนะกงชาน ฉันตกใจแทบบ้าตอนที่รู้ว่านายไปเจอกับอะไรมา” จินยองกุมมือเล็กไว้แล้วจุมพิตเปลือกตาบางขณะที่พูดด้วยกันเบาๆ

“ปล่อยปล่อยผม!” กงชานดิ้นแล้วดันร่างสูงโปร่งที่นั่งบนเตียงคนไข้ให้คลายอ้อมกอดและละริมฝีปากออกจากใบหน้าเขา ดวงตาสีนิลมองใบหน้าเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจแล้วเอามือกุมหัวที่พันผ้าก๊อซสีขาวซึ่งกำลังปวดระบมอยู่อย่างหัวเสีย จินยองสบตาเขาด้วยความมึนงงกับท่าทางนั้น

“ขอโทษนายเจ็บมากใช่มั้ย ฉันแค่ดีใจไปหน่อยน่ะ” จินยองยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วประสานมือของตัวเองเข้ากับมืออีกข้างที่เจาะสายน้ำเกลือไว้ แต่มือเล็กนั้นกลับกระเถิบออกแล้วแกะมือเขาออกอย่างไม่ไยดี

“ที่นี่ที่ไหน” กงชานถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงหากแต่ห้วน ถึงกระนั้นจินยองก็ไม่ได้นึกโกรธ

“นายอยู่ที่โรงพยาบาลในโซล พ่อแม่นายกำลังรีบจองไฟลท์บินกลับมา น่าจะถึงประมาณพรุ่งนี้ได้” แววตาอารีพูดกับเขา กงชานจิ๊ปากเงียบๆด้วยความปวดที่ยังไม่บรรเทาลงไปซักที ซานดึลพูดแทรกขึ้นมาบ้าง

“ตอนนี้พวกไอ้จุงฮีโดนจับไปสอบสวนที่โรงพักหมดแล้วนะ โดนโทษฐานทำร้ายร่างกายไปเต็มๆเลย ส่วนขวดโซจูที่นายฟาดมันไปตำรวจถือว่าเป็นการป้องกันตัว ^^

“จุงฮี?” ริมฝีปากแห้งปากทวนคำ ชินวูพยักหน้า

“ก็ไอ้คนที่มันเอาไม้ตีหัวนายไง นายก็ไม่รู้จักบอกพี่นะบาโรว่าเคยไปมีเรื่องอะไรกับไอ้ถ่อยอันธพาลพวกนั้นด้วย” ชินวูหันไปว่าน้องชาย ยังดีที่เรื่องทั้งหมดเขายังสามารถสะสางมันให้จบด้วยตัวเองได้ก่อนจะนำกงชานมารักษาในตัวเมือง

“ขอโทษฮะพี่ ผมไม่อยากให้พี่เดือดร้อนกับพวกผมไปด้วย” บาโรก้มหน้าสำนึกผิด เพราะเขาคนเดียวกงชานก็เลยต้องมารับเคราะห์เจ็บแทนแบบนี้ ไม่นึกมาก่อนเลยว่าเรื่องที่ทำท่าว่าจะจบตั้งนานแล้วกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตบานปลายขึ้นมาได้

“นายก็เหมือนกันซานดึล ช่วยกันปกปิดดีนัก ดีนะที่พวกฉันมาทันเวลาไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไปบ้าง” ชินดงอูส่ายหน้าให้ทั้งสองคนเหมือนผู้ใหญ่อบรมเด็ก ทั้งสองคนหน้าจ๋อยยอมรับคำว่าจากคนรุ่นพี่โดยดี

“นายหิวน้ำมั้ย หลับไปตั้งวันหนึ่งเต็มๆคงจะหิวแย่แล้วสิ อยากกินอะไรมั้ยเดี๋ยวฉันลงไปซื้อมาให้” จินยองถาม ดวงตาโตนั้นตวัดมองหน้าเขาพลางขมวดคิ้วแล้วขยับลำตัวที่นอนอยู่ออกห่าง

“นาย..เป็นใครน่ะ…?

!!!

สี่คนที่ยืนล้อมรอบเตียงเขาอยู่นิ่งงันไปพลางมองหน้ากันเลิ่กลั่กเมื่อได้ยินคำนั้นออกมาจากปากแล้ว แต่แน่นอนคนที่ทำหน้าไม่ถูกที่สุดก็คือจองจินยอง ใบหน้าหล่อชะงักค้างราวกับมีใครมาหยุดเวลาไว้ก่อนจะหัวเราะแบบฝืนๆออกมา

“มะ..ไม่เอาน่า ^^;; มุกละครหลังข่าวแบบนี้ฉันไม่ตลกนะไอ้ลูกหมา” มือขาวทำท่าจะเอื้อมมาบีบจมูกแต่กงชานก็กลับปัดทิ้งเสียแรงจนแก้วน้ำที่วางอยู่ใกล้โต๊ะเหวี่ยงลงมาแตกไปด้วย

“ฉันถามว่านายเป็นใคร! อย่ามาทำเป็นสนิทสนมกันแบบนี้ได้มั้ย ฉันไม่ชอบ!!!

กงชาน” จินยองมองดวงตาที่มีแววความสับสนแล้วพูดเสียงแผ่วอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ม่านน้ำตาเริ่มก่อตัวหนาอีกครั้งแต่ก็ถูกปาดทิ้งออกไปอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากสีส้มเม้มเข้าหากันพลางจะเขยิบเข้าใกล้คนที่ตัวเองรักแต่แขนบอบบางก็รวบรวมผลักเขาจนเซแทบตกลงจากเตียง

“พูดแล้วยังฟังไม่รู้เรื่องอีก นายปล่อยให้คนผมแดงแว้นๆแบบนี้เข้ามาเยี่ยมฉันได้ไงฮะชาบาโร เอานายนี่ออกไปจากเตียงฉันเดี๋ยวนี้ -*-” เสียงหวานหันไปดุคนตัวโตผมดำที่อึ้งไปไม่แพ้กันอย่างเอาเรื่อง ซานดึลและชินวูมองหน้ากันด้วยความเหวออย่างอัตโนมัติ

“นายหมายความว่ายังไง เมื่อกี้นายเรียกรุ่นพี่ว่าอะไรนะ”

“ฉันจะไปรู้จักกับคนพรรค์นี้มั้ยล่ะ! ตื่นขึ้นมาก็มาเกาะแกะฉันอย่างกับสนิทสนมมาแต่ชาติปางไหน ฉันเคยไปสนิทกับนายด้วยหรือไง” กงชานต่อว่าแล้วปรายตามองมาที่จินยองที่นั่งมองเขาด้วยแววตาเสียใจ ร่างเพรียวพลิกตัวหนีไปอีกฝั่งของเตียงแล้วมองเขาดูแววตารังเกียจเหมือนกับไม่รู้จักกัน ในแววตานั้นไม่มีร่องรอยแห่งความรักอยู่สักนิดเลยมันว่างเปล่าจนน่าใจหาย

“อะ..เอาอย่างนี้ นายจำได้ไหมว่าพวกฉันชื่ออะไร? ^___^;;” ซานดึลพยายามรวบรวมสติฝืนยิ้มแล้วชี้มาที่ตัวเอง

“ก็ซานดึลไง”

“แล้วฉันล่ะ” ชินวูถามบ้าง

“รุ่นพี่ชินวูประธานนักเรียนโซลฮวาอะคาเดมี่ แล้วนั่นก็น้องชายจอมป่วนของรุ่นพี่เพื่อนหน้ากระรอกผมที่ชื่อชาบาโร”

“อ่าฮะแล้วคนนี้ล่ะ” ชินวูจับไหล่จินยองแล้วบีบให้กำลังใจเพื่อนที่กำลังหน้าเสียแล้วถามกงชาน สายตาไม่เป็นมิตรถูกส่งมาให้ยามเมื่อมองหน้าเขาที่นั่งอยู่ปลายเตียงก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ผมไม่รู้จัก

” จินยองจ้องใบหน้าหวานนั้นนิ่งๆก่อนจะปล่อยให้น้ำตาตัวเองไหลออกมาอย่างไม่ปิดบัง ใช่แน่แล้วน้ำเสียงที่เย็นชา สายตาที่ว่างเปล่าแบบนั้น ดูก็รู้แล้วว่าคนรุ่นน้องไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ สิ่งที่เขากลัวที่สุดได้เกิดขึ้นจริงๆจนได้

กลัวว่ากงชานจะลืมความรู้สึกที่เกิดขึ้น กลัวว่าในความทรงจำที่คอยยึดเหนี่ยวความรักของพวกเขาเอาไว้จะไม่มีฮยองที่ชื่อจองจินยองอยู่ในนั้น หากลืมความทรงจำทั้งหมดแน่นอนความรู้สึกของกงชานย่อมไม่เหมือนเดิม

“นายพูดอย่างนี้ได้ยังไง นี่รุ่นพี่จินยองที่เป็น

“ฉันเป็นรุ่นพี่ของนายที่โรงเรียนน่ะ ^^” ดวงตาเรียวหยีแกล้งทำเป็นยิ้มแล้วพูดตัดหน้าบาโรขึ้นมาเสียก่อน ทุกคนหันมาจ้องหน้าเขาด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงไม่ยอมบอกไป

“ขอโทษด้วยนะที่ที่ฉันทำตัวสนิทสนมแบบนั้นกับนายไป ฉันแค่ได้ยินข่าวแล้วก็เป็นห่วงนายมากๆ” จินยองฝืนยกยิ้มแล้วก้มหัวขอโทษพลางลุกขึ้นยืนถอยห่างจากร่างบางที่นอนทำหน้าไม่พอใจระหว่างที่มองหน้าเขาอยู่ไม่เลิก

“ผมกับรุ่นพี่ก็ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกันเลยซักนิด ทีหลังก็อย่าทำอย่างนี้อีกแล้วกันฮะ =*=” กงชานย่นปากลง จินยองก้มหน้าซ่อนน้ำตาเอาไว้ใต้เงามืด ไม่อยากเห็นเลย..ใบหน้าที่เหมือนไม่รู้จักกันแบบนั้น ท่าทางที่ทำเหมือนรังเกียจเขาราวกับเชื้อโรค แววตาที่ไม่มีร่องรอยความรักที่เหลืออยู่ จินยองไม่สามารถทนได้หากต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั่น

แววตาสุกใสของคนตรงหน้าเคยจ้องมองมาที่เขาเพียงผู้เดียว แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่เรียกว่ารักและผูกพัน มีความชื่นชมและปฏิบัติกับเขาอย่างคนรักมาโดยตลอด แต่ในคราวนี้เมื่อความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับเขาหายไป ไม่มีฮยองหมาจิ้งจอกในร้านหนังสือ ไม่มีฮยองข้างบ้านที่ทำตัวติสท์ ไม่เหลือแม้แต่คนชื่อจองจินยองที่เคยเป็นแฟนกันมานานเกือบนับปี ก็แปลกอะไรที่ความรู้สึกดีๆที่มีให้เขาจะยังเหลืออยู่ในเมื่อความทรงจำต่างๆเกี่ยวกับเขาได้โดนลบเลือนหายไปหมดแล้ว

ตอนนี้เขากลายเป็นแค่คนที่ไม่เคยรู้จักกัน เรียกง่ายๆก็คือคนแปลกหน้าสำหรับกงชาน

“คนไข้ฟื้นแล้วเหรอครับ” คุณหมอในชุดกราวน์สีขาวสะอาดตาเดินเปิดประตูหน้าตายิ้มแย้มเข้ามาในขณะที่ทุกคนในห้องนี้กำลังตกอยู่ในสภาพยิ้มไม่ออก ชินวูมองหน้าจินยองและหน้าหมอสลับกันก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ

“หมอครับถ้าไม่เป็นการรบกวนพวกผมขอสอบถามเกี่ยวกับอาการคนไข้หน่อยครับ

 

“แล้วคืนนี้แกจะอยู่ที่นี่คอยเฝ้ากงชานจริงเหรอวะ?” ชินวูพาเพื่อนหลีกมาคุยที่บันไดหนีไฟพร้อมกับรุ่นน้องอีกสองคนที่ยืนเครียดเป็นกังวลไม่แพ้กันหลังจากได้คุยถึงเรื่องอาการกับหมอไปแล้ว

“พ่อแม่กงชานยังไม่กลับมา ฉันปล่อยให้ไอ้ลูกหมาอยู่คนเดียวไม่ได้” จินยองว่าเสียงเรียบ

“ให้ผมอยู่ให้ก็ได้นะฮะรุ่นพี่  อย่างน้อยกงชานมันก็ยังจำผม..

“บาโร!” ซานดึลหันไปกระทุ้งศอกใส่แฟนตัวเองที่เกือบหลุดพูดจาทำร้ายจิตใจคนรุ่นพี่ออกมา ชินวูมองหน้าจินยองที่เศร้าจนแทบเรียกได้ว่าเกือบจะร้องไห้แล้วตบไหล่เพื่อนเบาๆ

“จินยอง แกอย่าคิดมากไปเลย หมอบอกว่ากงชานอาจจะไม่เป็นแบบนี้ตลอดไปก็ได้ ยังมีโอกาสจำเรื่องของแกได้อยู่ห้าสิบห้าสิบนะ อย่าเพิ่งทำหน้าหมดหวังดิวะ"

“แต่ก็ยังมีโอกาสที่เรื่องของฉันกับกงชานจะถูกลืมตลอดไป” จินยองล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบสายสร้อยกระพรวนที่ขาดออกมากุมหน้าแล้วเช็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมาไม่หยุด หากแต่ไม่มีเสียงทุ้มสะอื้นหลุดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกคนรู้ดีว่าจินยองเป็นคนไม่ชอบให้คนอื่นเห็นว่าอ่อนแอแค่นี้คนผมแดงก็กลั้นความเศร้าภายในจิตใจที่มีได้มากพอแล้วถึงได้ยอมปล่อยแค่น้ำตาให้ไหลออกมาชะโลมใบหน้าไม่ขาดสาย

“เป็นเพราะฉัน ฉันไม่เคยทำให้กงชานมีความสุขได้เลย กงชานฮึก คิดถึงฉันอยู่ตลอดเวลา”

 

“เป็นธรรมดาของอาการได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองน่ะครับ คนไข้จะมีความสับสนและอารมณ์แปรปรวนแบบนี้ไปซักพัก ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ต่อความรู้สึกเขาให้มากๆ บางรายถึงกับเปลี่ยนบุคลิกเป็นคนละคนไปเลยก็มี”

เสียงหมอบอกกับคนทั้งสี่คนที่เข้ามาปรึกษาหมอในห้องพักอย่างนิ่งสุขุมหลังจากที่ได้รับฟังคำถามไปแล้ว ซานดึลกับบาโรมองหน้ากันเลิ่กลั่กอย่างไม่รู้จะทำยังไง เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าบุคลิกของกงชานดูเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา ไม่ร่าเริง ไม่สดใส ดูมีแต่อารมณ์ฉุนเฉียว

“แล้วเพื่อนผมจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานมั้ยครับ” บาโรถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล หมอชายวัยกลางคนขยับแว่นตาพลางถอนหายใจราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่ยากเกินจะอธิบาย

“หมอไม่สามารถสรุปให้แน่นอนได้ แต่ในกรณีของคุณกงชานชิคยังถือว่าเป็นเคสที่ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนจนถึงขั้นรุนแรงมาก ความจำอาจจะค่อยๆฟื้นตัวช้าๆทีละส่วน ถือว่ายังดีที่คนไข้ยังจำเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองและคนรอบข้างได้ในบางส่วน เลยไม่มีผลกระทบอะไรต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ยังสามารถไปเรียนหนังสือได้ตามปกติหากแผลที่ศีรษะหายดีแล้วครับ”

“แต่ผมไม่เข้าใจ ทำไมกงชานถึงจำเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนผมไม่ได้เลยซักอย่างแค่คนเดียว แต่พอเป็นคนอื่นก็ยังจำได้หมด” ชินวูยิงคำถามใส่ จินยองเอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่พูดไม่จากับใครมาได้ซักพักแล้ว คงจะยังช็อคและทำใจไม่ได้กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นแหง

“ในกรณีเกิดขึ้นบ่อยนะครับ  มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ลืมเฉพาะเหตุการณ์บางช่วง หรืออาจเป็นเรื่องอะไรซักอย่างในชีวิตเพียงเรื่องเดียว สันนิษฐานว่ามาจากการที่ผู้ป่วยกำลังคิดหนักหรือมีความเครียดในเรื่องนั้นมากระหว่างที่สมองได้รับการกระทบกระเทือน ความทรงจำที่กำลังคิดอยู่ในขณะนั้นจึงหล่นหายไปในขณะที่ความทรงจำอื่นยังถูกเก็บไว้อยู่ เรื่องที่ลืมอาจสามารถเชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์ในอดีตที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านั้นก็ได้ เหมือนหยดน้ำที่กระจายเป็นวงกว้าง”

“สมมติว่าคุณมีลูกบอลทั้งหมดอยู่สี่ลูก อีกสามลูกถูกเก็บไว้ในกล่องในขณะที่อีกลูกหนึ่งถูกหยิบเอามาแยกไว้ต่างหากนอกกล่อง ถึงคุณจะเตะลูกบอลทั้งสี่ลูกพร้อมกัน แต่ลูกบอลที่จะได้รับความกระทบกระเทือนมากที่สุดย่อมเป็นลูกบอลลูกเดียวที่คุณนำออกมาไว้ข้างนอกอีกสามลูกที่อยู่ในกล่องอาจได้รับความกระทบกระเทือนบ้างเล็กน้อยแต่ก็คงไม่โดนเตะออกนอกทิศทางไปไกลเหมือนอีกลูก อธิบายอย่างนี้พอเห็นภาพหรือเปล่าครับ” คุณหมอโชว์ยางลบสี่ก้อนขึ้นมาพลางพยายามอธิบายอย่างใจเย็น

“กงชานคงกำลังคิดถึงเรื่องรุ่นพี่ตอนที่โดนทำร้าย” ซานดึลปะติดปะต่อแล้วพูดพึมพำ จินยองล้วงกระเป๋ากางเกงที่มีสร้อยกระพรวนที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุนำมาลูบปลอบใจตัวเองแล้วหลับตาลง คนผมแดงตัดสินใจขยับปากยอมเอ่ยถามเป็นคำถามแรก

“พอจะมีวิธีแก้ที่ทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมบ้างไหม แบบที่จะไม่เป็นอันตรายต่อคนไข้ถ้าเกิดว่าทำลงไปน่ะครับ” ริมฝีปากสีส้มขยับด้วยเสียงแผ่วเบาพร้อมจ้องหมอด้วยแววตาร้องขอที่มีความหวัง คุณหมอถอนหายใจแล้วกุมมือตัวเองทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ

“โดยปกติหมอได้อธิบายไปแล้วว่าความทรงจำของคนไข้จะค่อยๆกลับคืนสู่สภาวะปกติเอง อาจใช้เวลาซักเดือนหรือสองเดือนเป็นอย่างต่ำ แต่ก็เป็นไปได้ที่ความทรงจำนั้นจะถูกกดทับหรือลบหายไปจากสมองเลยก็ได้ สิ่งหนึ่งที่หมอกำลังพยายามจะบอกคุณหากต้องอยากทำให้ระบบประสาทความทรงจำของคนไข้ฟื้นตัวได้โดยเร็วนั่นก็คือการช่วยกระตุ้น

“กระตุ้นเหรอครับ?” จินยองขมวดคิ้ว

“เหมือนถ้าคุณเตะลูกบอลที่ว่านั้นออกไปนอกทาง คุณก็ต้องพยายามเลี้ยงมันให้กลับมายังทิศทางเดิมให้ได้ ค่อยๆเลี้ยงเพื่อเป็นการรื้อฟื้นทีละนิดแต่อย่าเร่งเร้าคนไข้มากจนเกินไป เพราะความทรงจำนั้นอาจได้รับการกระทบกระเทือนมากกว่าเดิมจนไม่มีเหลือให้คุณได้รื้อฟื้นอีกแล้ว” เสียงหมออธิบายอย่างจริงจัง

“หมอหมายความว่าเราต้องพยายามเล่าให้กงชานฟังทีละนิด ค่อยๆป้อนความทรงจำทีละส่วนเข้าไปอย่างช้าๆอย่างนั้นใช่ไหม” ชินวูถามทวนอีกรอบ

“ถูกต้องครับ มีอีกวิธีคือการใช้ไฟฟ้ากระตุ้นซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลเพิ่ม และหมอเองก็ไม่รับประกันผลร้อยเปอร์เซนต์ว่าคนไข้จะกลับมาจำได้เหมือนเดิมหรือเปล่า”

“หมอเสียใจด้วยนะครับที่สามารถให้คำปรึกษาได้เพียงเท่านี้”

ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับหมอ”

 

“ฉันไม่เคยทำให้กงชานมีความสุข กงชานนึกถึงเรื่องที่ฉันไปเรียนญี่ปุ่นอยู่ตลอดเวลาก็เลยเป็นแบบนี้ ฉันมันแย่” เสียงทุ้มของจินยองเริ่มสั่นเครือพลางกำหมัดต่อยกำแพงเพื่อระบายอารมณ์ที่กำลังประทุอยู่จนเลือดไหลซึมออกมาตามข้อนิ้ว บาโรกับชินวูรีบถลามาช่วยรั้งเหนี่ยวเอาไว้สุดแรง

“รุ่นพี่อย่าโทษตัวเองแบบนั้น เราทุกคนมีส่วนทำให้กงชานเป็นแบบนี้ คิดว่าทำแบบนี้กงชานมันจะสบายใจหรือไง” บาโรเตือนสติ

“กงชานจำฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ!!! นายไม่เห็นสายตาที่กงชานมองฉันเหรอ ฉันไม่ใช่คนที่กงชานรัก กงชาน..ฮึก กงชานไม่รู้จักฉันแล้ว” พอได้เห็นใบหน้าของจินยองเต็มสองตาทุกคนก็รู้ว่าทำไมคนผมสีไวน์จึงได้เครียดนักหนา น้ำตาไหลนองหน้าที่ซีดเผือดราวกับคนไร้วิญญาณทั้งที่เพิ่งรู้ข่าวมาไม่ถึงวัน ถ้ามีอาวุธอยู่ในมือทั้งบาโร ชินวูและซานดึลคงจะคิดว่าจินยองอาจจะคิดสั้นไปแล้วก็ได้

“แกห้ามคิดแบบนั้นเด็ดขาด หมอก็บอกแกแล้วไงว่ายังมีโอกาสห้าสิบเปอร์เซนต์ทั้งคู่ ทำไมแกไม่เอาความหวังของแกไปทุ่มกับห้าสิบเปอร์เซนต์ที่กงชานจะจำแกได้ล่ะวะ” ชินวูที่มีแรงมากกว่ายั้งหมัดที่กำลังจะปะทะกำแพงอีกรอบหนึ่งได้ทันแล้วจับไหล่เพื่อนสนิทยันไว้

“เพราะฉันมีเวลาอยู่ดูแลกงชานได้อีกไม่นานน่ะสิ” คำตอบของจินยองที่เงยดวงตายาวรีสิ้นแรงหมดหวังขึ้นมามองหน้าเขานั้นทำให้ทุกคนถึงกับเงียบพูดไม่ออก ชินวูผ่อนแรงที่จับไหล่ลงพร้อมถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม

“แล้วสรุปแกจะเอายังไงเรื่องไปเรียนต่อญี่ปุ่นไฟลท์แกบินวันนี้ตอนเย็นนี่” จินยองเม้มริมฝีปากจนสันกรามขึ้นแล้วตอบอย่างไม่ลังเล

“ฉันจะไม่ไปแล้ว

“เฮ้ย! แกทำแบบนั้นไม่ได้ แกตกลงกับพ่อแม่แกเอาไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าจะไปเรียนต่อที่โน่น ไม่งั้นฉันว่าแกโดนเชือดตายไม่ก็โดนลากคอกลับญี่ปุ่นแน่ถ้าแกยังดันทุรังจะอยู่ที่นี่ต่อ” ถ้าไม่ติดว่ากำลังอยู่ในภาวะการณ์เศร้าโศกแบบนี้ชินวูจะเบิ๊ดกะโหลกเรียกสติเพื่อนหัวแดงของตัวเองให้กลับมาแรงๆซักที แต่เสียงและแววตาของจินยองดูท่าทางจะเอาจริง

“เลื่อนไฟลท์ก็ได้นี่ฮะรุ่นพี่ ยังไงมหาลัยที่โน่นก็ยังไม่เปิดเทอมไม่ใช่เหรอ แค่พ่อแม่ของรุ่นพี่เรียกตัวกลับไปก่อนก็โทรไปบอกท่านแล้วชี้แจงเหตุผลให้ฟังก็ได้นี่ฮะ” ซานดึลพยายามจะแนะแนวทางที่ดูประนีประนอมที่สุดให้ แต่จินยองกลับส่ายหน้า

“ไม่ต้องบอกแหละดีแล้ว ฉันจะให้ที่บ้านรู้ไม่ได้ ถ้าบอกไปตอนนี้อาจจะโดนลากตัวไปญี่ปุ่นเร็วกว่าเดิม” จินยองทรุดลงนั่งชันเข่ากับขอบบันไดหนีไฟแล้วลูบแผลถลอกเลือดออกซิบที่มือของตัวเอง เพิ่งรู้สึกถึงความเจ็บปวดก็ตอนที่หยุดอยู่เฉยๆนั่นแหละ

“ยังไงพ่อแม่แกก็ต้องรู้เรื่องนี้ไม่ช้าก็เร็ว เดี๋ยวพ่อแม่กงชานก็จะกลับมาวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว แกไม่จำเป็นต้องทิ้งอนาคตทั้งหมดของตัวเองเพื่อดูแลใครคนหนึ่งขนาดนี้ก็ได้นะเว้ยจินยอง”

“กงชานไม่ใช่ใครคนหนึ่ง กงชานคืออนาคตทั้งหมดของฉัน ถ้าฉันทิ้งกงชานก็เท่ากับฉันทิ้งความฝันและอนาคตของตัวเอง พวกแกไม่มีทางเข้าใจหรอก” จินยองซบหน้าลงไปกับมือที่กุมสร้อยข้อมือใครอีกคนอยู่เสียแน่น ภาพสุดท้ายที่ได้เห็นรุ่นน้องผมดำนอนจมกองเลือดอยู่แต่พยายามเอื้อมมือไขว่ค้าเพื่อแตะสร้อยข้อมือที่เขาให้แม้ตัวเองจะหมดสติไปแล้วทำให้จินยองถึงกับทรุดอยู่ตรงนั้น  หากไม่ได้รถพยาบาลมารับร่างไปเสียก่อนถ้าให้แบกขี่หลังวิ่งไปโรงพยาบาลได้จินยองก็จะยอมทำ

กงชานรักเขาคิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เขากลับทิ้งรุ่นน้องให้เจอกับเคราะห์ร้ายคนเดียวเพราะความเมามายของตัวเอง ถ้าเพียงแต่เขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับกงชาน ได้ไปเดินเล่นที่ริมหาดพร้อมกัน เรื่องแย่น่าเศร้าแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น

เรื่องทั้งหมดจินยองไม่ขอโทษใครนอกจากจะบอกว่ามันเป็นความผิดที่มาจากตัวเขาเอง

จินยอง” ชินวูรู้ว่าเพื่อนกำลังคิดอะไรอยู่ “ถึงแกจะบอกว่าอนาคตแกมีไว้เพื่อกงชาน แต่ยังไงซะคนที่เหมาะสมจะตัดสินอนาคตตัวแกที่สุดก็คือตัวเองนะ” ชินวูนั่งลงข้างเพื่อน

“ฉันเลือกของฉันแล้ว..” จินยองยังคงจ้องสร้อยกระพรวนเส้นนั้นอยู่ราวกับว่ามันเป็นตัวแทนของใครอีกคน บาโรพูดโพล่งขึ้นมานิ่งๆ

“ผมจะไม่พยายามเหนี่ยวรั้งให้รุ่นพี่เปลี่ยนใจหรอก แต่ผมจะบอกว่าความรักกับความทรงจำมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แน่นอนล่ะ เรามีความรักที่ดีก็เพราะมีความทรงจำที่สวยงาม แต่สุดท้ายแล้วความรักก็ยังคงเป็นเรื่องของความรู้สึกภายในหัวใจอยู่ดี

“ถ้ารุ่นพี่คิดว่ากงชานรักพี่เพียงเพราะความทรงจำในอดีต นั่นแปลว่ากงชานอาจมีโอกาสกลับมาหายแค่ห้าสิบเปอร์เซนต์ แต่ถ้ารุ่นพี่คิดว่ากงชานรักรุ่นพี่เพราะตัวตนของรุ่นพี่ในปัจจุบัน มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่เราจะสร้างความรู้สึกที่สวยงามแบบนั้นขึ้นมาใหม่” บาโรบอกเพียงแค่นั้น ซานดึลอ้าปากค้างทันที

“นายพูดดีๆมีสาระกับเขาก็เป็นนี่บาร์บิก้อน -0-;;

“ฉันดูเท่ใช่ไหมล่ะ” บาโรยักไหล่ จินยองยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางลุกขึ้นยืนตบไหล่น้องชายของแฟนตัวเองเบาๆ

“ขอบใจนายมากนะที่ยอมกินปลาตามที่ฉันแนะนำ ^^ เห็นผลได้ทันตาจริงๆ”

“พี่จินยอง!! เออๆผมยอมให้รุ่นพี่วันหนึ่งก็ได้ เห็นแก่ไอ้กงชานมัน” บาโรโบกมือไล่เป็นเชิงทำให้ขำหลังจากที่ทุกคนพอจะยิ้มและหัวเราะออกมาได้แล้ว “เดี๋ยวผมมาเยี่ยมกงชานพรุ่งนี้จะเอาชุดที่บ้านรุ่นพี่มาเปลี่ยนให้แล้วกัน”

“อืมขอบใจ พวกนายกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวมืดแล้วจะขับรถกลับบ้านกันลำบาก”

“ไม่ต้องห่วงพวกฉันหรอก ฉันไม่ได้ขับรถกระฉึกกระฉักแบบแกนะไอ้จินยอง แต่ถ้าบอกมาตรงๆว่าอยากกลับไปดูแลแฟนสองคนเร็วๆพวกฉันก็จะเห็นใจรีบกลับให้ -.,-” ชินวูยักคิ้วกวนประสาท จินยองดันหัวเพื่อนออกไปแล้วเดินก้าวฉับๆขึ้นบันไดหนีไฟเพื่อกลับเข้าห้องคนป่วยอีกรอบโดยไม่ลา แต่ก็ยังไม่วายจะตะโกนไล่หลังออกมาอย่างไว้ฟอร์มอยู่ดี

“เออ! ฉันจะกลับไปดูแลแฟนฉัน พวกแกจะไปไหนก็ไปเหอะไป๊!

“เห็นมั้ยไอ้หัวแดงมันยอมรับแล้ว กลับกันเหอะพวกเรา~” เสียงตะโกนส่งท้ายก่อนที่ประตูบันไดหนีไฟจะปิดยังคงดังเล็ดรอดออกมาก่อนจะหายไป จินยองยิ้มกับตัวเองแล้วขำออกมาเป็นครั้งแรกในรอบวันที่กงชานเข้าโรงพยาบาลมีเพื่อนดีที่คอยสนับสนุนเราในทุกเรื่อง ชีวิตก็มีกำลังใจเสมอแบบนี้นี่เอง

มือขาวเอื้อมมือบิดลูกบิดปะตูแล้วปิดลงอย่างเบามือที่สุด ร่างเพรียวบางที่ยังนั่งเอาผ้าห่มคลุมตักตัวเองเหมือนเด็กน้อยที่กำลังหนาวสะดุ้งขึ้นพอหันมามองทางเขา ดวงตากลมสีดำหรี่ลงแล้วเบ้ปากกระเถิบไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเตียงขณะที่ยังจ้องร่างสูงผมแดงที่เดินดุ่มๆเข้ามาหยิบรีโมตแอร์ตรงโต๊ะหัวเตียงไปได้หน้าตาเฉย

“หนาวเหรอ? ปรับซักยี่สิบเจ็ดองศาเป็นไง”

“คนอื่นหายไปไหนแล้ว! -^-” คนเสียงหวานห้วนชะโงกมองประตูห้องด้วยความสงสัย จินยองกดเพิ่มอุณหภูมิแล้วหัวเราะออกมาดังหึๆ

“กลับกันไปหมดแล้ว คืนนี้ฉันเป็นเวรอยู่เฝ้านาย”

“อะไรเนี่ย! ทิ้งเราไว้กับคนไม่รู้จักสุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไง ผมไม่เชื่อหรอก รุ่นพี่พูดโกหก” กงชานตะโกนเถียงแล้วทำปากโค้งมองมาทางเขาด้วยสายตาไม่ไว้ใจ จินยองวางรีโมตแอร์ไว้ที่เดิมแล้วพูดแค่สั้นๆ

“ดึกแล้ว นายควรจะไปอาบน้ำซะ”

“มันเรื่องของผม รุ่นพี่ไม่ต้องมายุ่ง จะกลับบ้านหรือไปอยู่ที่ไหนก็ไป!” กงชานคว้าหมอนสีขาวใบโตที่ตัวเองใช้หนุนเมื่อกี้ขว้างไปทางจินยองดังตุ้บด้วยความหงุดหงิด ถือสิทธิ์อะไรมาสั่งโน่นสั่งนี่กับเขาทั้งที่ไม่เคยรู้จักกัน แต่แล้วดวงตาคมเรียวยาวที่ตวัดมามองเขาด้วยแววตาเดาอารมณ์ไม่ถูกทำให้คนที่ขว้างชักเริ่มกลัว ริมฝีปากหยักสีส้มอ่อนกระตุกยิ้มแล้วค่อยๆก้มลงเก็บหมอนที่นอนแอ้งแม้งจูบพื้นเพื่อนำไปคืนเด็กน้อยจอมเอาแต่ใจบนเตียง

“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่านายจะยอมอาบน้ำนอน”

“ผมไม่อาบ รุ่นพี่ชักจะอวดดีทำเป็นสนิทสนมกับผมเกินไปแล้วนะ! อ๊ะเอาก้นออกไปจากเตียงผมเดี๋ยวนี้ บอกแล้วไงว่าห้ามนั่ง” กงชานกระเถิบร่นไปทางหัวเตียงด้วยความตกใจเมื่อเห็นจินยองนั่งลงกับเตียงเขาด้วยสายตากรุ้มกริ่มแล้วดันกดหมอนใบใหญ่ใส่เขาจนลงไปนอนราบกับเตียง

“ดื้อเหมือนเคย

“ปล่อยยย!! จะทำอะไรน่ะ ><” ดวงตากลมโตโผล่ออกมาพ้นหมอนที่กดทับใบหน้าและลำตัวจนบู้บี้อยู่พลางดิ้นดุ๊กไปมา หมอนคือตัวคั่นกลางระหว่างร่างเขากับจินยอง ถ้าไม่มีหมอนนี่แล้วก็อี๋~ อีตาผมแว้นโรคจิต!!!

“นายขว้างหมอนใส่ฉันอย่างนี้เป็นเด็กไม่ดีเลยนะรู้มั้ย จะไปอาบเองดีๆหรือให้ฉันอุ้มนายไปส่งถึงในห้องน้ำ ^^” จินยองดันลำตัวเล็กบางลงไปนอนราบได้อย่างง่ายดาย ศีรษะเล็กที่พันผ้าก๊อซขาวไว้ไม่ถูกกระทบกระเทือนกับหัวเตียงแข็งๆแน่นอนเพราะคนรุ่นพี่ได้เอามือรองไว้ก่อนหน้าแล้ว

“โรตจิต ผมจะฟ้องเพื่อนผมว่ารุ่นพี่ทำอะไรกับผมไว้บ้างในวันนี้ เอาโลชั่นกลิ่นพีชมาก็พอเดี๋ยวผมทาตัวเอง =^=

“ซักแห้งอย่างนั้นเหรอ? หึ” จินยองก้มลงมองกระดุมเชือกตรงหน้าอกที่ผูกไว้หลวมๆแล้วกระตุกยิ้ม “แค่ฉันกระตุกนี่ออกแล้วเช็ดตัวให้นายจะไปทำอะไรฉันได้”

“หยุดคิดบ้าๆแบบนั้นเลยนะ บ้านช่องไม่มีให้กลับหรือไงถึงมาสิงสถิตนอนที่โรงพยาบาลห้องผู้ป่วยแบบนี้”

“ปกตินอนกับแฟนที่บ้าน แต่คืนนี้แฟนฉันคงไม่ให้ฉันนอนด้วย” จินยองตอบหน้าตาเฉย กงชานยอมเอาหน้าที่เหลืออกมาจากหลังหมอนที่กำบังแล้วค้อนขวับใส่

“มีแฟนอยู่แล้วยังจะมาทำรุ่มร่ามกับคนอื่นแบบนี้อีก รุ่นพี่ก็รีบกลับไปง้อแฟนรุ่นพี่ซะสิเขาจะได้ให้นอนด้วย”

“ฉันก็” กำลังง้ออยู่นี่ไง

…?

“ช่างเถอะ! -_- ตอนนี้แฟนฉันเป็นพวกหัวแข็งแถมยังดื้อเป็นเด็กไม่ดีเอามากๆด้วย ง้อไปก็คงไม่มีประโยชน์” จินยองว่าเหน็บแนมใส่โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้ตัวเลยซักนิดว่ากำลังพูดถึงตัวเอง กงชานย่นปากแล้วดันหมอนที่คั่นกลางระหว่างตัวให้ออกไปพ้นๆด้วยความหงุดหงิด

“รุ่นพี่ต้องไปทำอะไรไม่ดีกับเขาไว้แน่ๆเขาถึงไม่ยอมให้อภัย ออกไปจากตัวผมได้แล้ว! ยอมไปอาบก็ได้ทำไมต้องบังคับกันด้วยนะ” เสียงเด็กน้อยที่บ่นงุ้งงิ้งทำให้จินยองยิ้มขำอารมณ์ดี เขารู้สิน่าว่าต้องทำวิธีไหนลูกหมาน้อยของเขาถึงจะยอมเชื่อฟัง นิสัยจริงๆของกงชานเองก็ไม่ใช่เด็กดื้ออะไรซะหน่อย บังคับนิดเดียวก็ปฏิเสธคนอื่นไม่เป็นแล้ว

ใบหน้าหวานยู่ใส่เขาเมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบหมาจิ้งจอกที่แพรวพราวไปทั่วทั้งหน้า ทำไมเขาถึงจำไม่ได้เลยนะว่าเคยรู้จักกับคนคนนี้ กลิ่นหอมเลม่อนอ่อนๆที่คาดว่าน่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมของคนที่นอนคร่อมทับเขาอยู่โชยมายามเมื่อได้อยู่ในท่าทางที่สัมผัสกันชิดใกล้ชวนให้ฉุกนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ดวงตากลมแป๋วนั้นหรี่ลงพลางผงกหัวขึ้นมาจ้องหน้าเขานิ่งๆทำให้จองจินยองถึงกับอยู่เฉยทำอะไรไม่ถูก มือบางเล็กเกลี่ยกลุ่มผมสีไวน์แดงหนามือที่ระหน้าผากออกไปแล้วจ้องเขาด้วยท่าทีไม่วางตา คิ้วบางสวยขมวดมุ่นราวกับจะนึกเค้นอะไรบางอย่างที่ติดอยู่ในความทรงจำอันเลือนราง เสียงของตัวเองที่พูดกับใครบางคนในวันวานดังแว่วขึ้นแทรกจนทำให้ใบหน้าใสหยุดค้างนิ่งไปทั้งที่อยู่กับคนแปลกหน้าที่ไม่ไว้ใจในระยะประชิดแค่ฝ่ามือบัง

 

“นี่ๆไม่เอา ไม่เล่นอย่างนี้แล้ว

“คิก พอเปิดคิ้วอย่างนี้แล้วดูเหมือนเป็นคนละคนกันเลย ฮยองนี่ก็แอบคิ้วสาหร่ายเหมือนกันนะ~

 

ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแล่นมาที่ก้านสมองยามเมื่อนึกถึงหน้าคนคนนั้นที่อยู่ในเงามืด ทั้งที่จำได้ว่าแต่ก่อนอยู่ใกล้ชิดกับคนคนนั้นแท้ๆ แต่ทำไมกลับมองไม่เห็นหน้าเขา เพราะอะไรกัน

“กงชาน เป็นอะไรหรือเปล่า?” จินยองมองด้วยความตกใจเมื่อเห็นมือสวยยกขึ้นกุมขมับตัวเองด้วยใบหน้าเหยเกคล้ายเจ็บปวดจนแทบร้องไห้ พอจะโน้มหน้าเข้าไปดูแขนบอบบางก็ผลักเขาออกพร้อมตะโกนใส่เหมือนเคย

“ออกไปก่อน!” กงชานไม่รู้หรอกว่าเขาได้พูดอะไรไปบ้าง เขารู้เพียงแค่ว่ายามเมื่ออยู่ใกล้กับผู้ชายคนนี้แล้วมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างไม่รู้สาเหตุ ยิ่งเห็นหน้ายิ่งรู้สึกไม่อยากจะเข้าใกล้

“ฉันไปตามหมอให้เอามั้ย” จินยองยังคงไม่ยอมไปไหนไกลจากเตียงเพราะความเป็นห่วง

“ไม่ต้อง!!! รุ่นพี่อย่ามาให้ผมเห็นหน้าก็พอ” เสียงเล็กตวาดใส่เขา จองจินยองมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาขมขื่นแล้วค่อยๆถอยห่าง กงชานยังคงมองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจราวกับว่ารังเกียจเขานักหนา เส้นอารมณ์ของคนรุ่นน้องตอนนี้ดูแปรปรวนจนหน้าตกใจ

“งั้นก็ได้นายคงอยากพักผ่อนแล้วใช่ไหม” เสียงทุ้มมีแววเจือความเศร้าแต่ก็ยังฝืนยิ้มอบอุ่นให้ กงชานเม้มปากนิ่งเงียบไม่ยอมตอบอะไร

“ฉันปิดไฟละนะ นายก็นอนซะล่ะ ฉันจะไม่กวนนายอีก” จินยองถือว่านั่นเป็นการไม่ปฎิเสธพลางยื่นมือไปสับสวิตช์ลงจนทั้งห้องมืดตึ๊ดตื๋อ ร่างสูงก้าวยาวๆมานอนบนโซฟาซึ่งต้องใช้เป็นที่ซุกหัวนอนในคืนนี้พลางเหยียดกายลง คนบนเตียงเองก็เริ่มทอดตัวลงด้วยความเหนื่อยล้าเช่นกัน อาการปวดตุบๆยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะๆแต่ก็ไม่เท่ากับเมื่อกี้แล้ว

“ระ..รุ่นพี่”

“หืม?

“ยังอยู่มั้ย?” จินยองที่นอนหงายบนโซฟานอนพลิกตัวกลับมาคนบนเตียงที่กำลังหันหน้ามาทางตัวเองเช่นกัน

“อยากได้อะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงอบอุ่นในความมืดถาม ดวงตาสุกใสเป็นประกายเอาผ้าห่มโรงพยาบาลคลุมตัวแล้วโผล่เฉพาะส่วนหน้าออกมาเหมือนดักแด้ตัวน้อยเวลาพูดคุยกับเขา

“เปล่า ผมแค่ไม่ชอบอยู่ในห้องมืดๆแบบนี้เลย” กงชานบอกเสียงหงอย

“งั้นจะให้ฉันเปิดไฟให้อย่างนี้น่ะเหรอ”

“อย่านะ…! ผมไม่อยากเห็นหน้ารุ่นพี่” เสียงหวานรีบร้องห้าม จินยองหยุดมือที่กำลังเอื้อมไปเปิดสวิตซ์ไว้ได้ คนผมแดงฝืนขำกับคำพูดนั้นทั้งที่จริงแล้วข้างในเหมือนโดนมีดแทงไปไม่รู้ต่อกี่เล่ม

“งั้นจะให้ฉันอยู่ดูแลนายแบบไม่ต้องเห็นหน้าไปทั้งคืนอย่างนี้หรือไง”

“ก็ให้คนอื่นมาดูแลผมสิ ผมก็ไม่ได้อยากได้คนแว้นๆมาเป็นคนดูแลผมซะหน่อย” ถึงจะเห็นใบหน้าสวยเพียงแค่ครึ่งหน้าเพราะโดนผ้าห่มบังอยู่ในความมืด แต่จินยองก็จินตนาการออกว่าริมฝีปากสีชมพูใสของเจ้าตัวคงต้องกำลังงุ้มลงอยู่ชัวร์เวลาที่เถียงคอเป็นเอ็นกับเขา

“ถ้าอย่างนั้นคงไม่มีความจำเป็นที่นายต้องชวนคนแว้นๆอย่างฉันคุยเวลาอยู่ในที่มืดเงียบๆแบบนี้แก้เหงาก็ได้หรอกมั้ง ฉันเองก็จะได้นอนพักสายตาด้วย” จินยองว่าอย่างรู้ทันพลางทำท่าจะปิดตาลง เขารู้ว่าแฟนเขาเป็นโรคไม่ชอบอยู่ในที่มืดๆ ถึงได้ต้องหาสารพัดดวงดาวพระจันทร์เรืองแสงมาติดประดับไว้รอบห้องให้สว่างอย่างนั้น ริมฝีปากบางรีบพูดชิงตัดหน้าเสียก่อน

“อย่าเพิ่งหลับสิ! รุ่นพี่เองก็ยังไม่ง่วงไม่ใช่หรือไง -^-

“ฉันปรับอุณหภูมิให้แล้วนายยังหนาวอยู่อีกเหรอ…?” จู่จินยองก็เปลี่ยนเรื่องพูดไปเสียอย่างนั้นเมื่อเห็นกงชานยังคงซุกผ้าห่มไม่เลิก หัวเล็กในผ้าห่มพยักหน้าหงึกหงัก

“นิดหน่อย แอร์โรงพยาบาลเหมือนจะเย็นไปนิดนึง แสบคอไปหมดแล้วด้วย”

“ปิดตาซะ แล้วเดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง รวมถึงเรื่องที่นายกลัวความมืดอะไรนั่นด้วย” เสียงของคนผมแดงที่เปลี่ยนเป็นลุกขึ้นนั่งบนโซฟาบอกง่ายๆ กงชานเหล่มองเงาตะคุ่มที่ลุกขึ้นยืนตรงอย่างไม่ค่อยไว้ใจ จินยองเบนเสี้ยวหน้าหันไปมองข้างหลังอย่างรู้ทัน

“ถ้าไม่อยากเห็นหน้าแว้นๆของฉันให้รำคาญสายตาฉันไม่แนะนำให้นายแอบมองฉันแบบนั้นนะ

“ชิ -^- ปิดก็ได้ ใครจะไปไว้ใจปล่อยให้คนแปลกหน้าเดินร่อนไปทั่วห้องกันล่ะ รีบจัดการให้ผมเร็วๆเข้าแล้วกัน” กงชานรีบหันหน้าไปทางอื่นเมื่อถูกจับได้ จินยองหัวเราะน้อยๆแล้วเดินไปที่ม่านริมระเบียงแล้วเปิด จากนั้นจึงเดินกลับไปที่โซฟาตัวเองเพื่อหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมา

“นายพลิกตัวหันไปอีกทางสิ” จินยองบอกให้ร่างเล็กหันไปในด้าที่ตรงกันข้ามกับโซฟา กงชานที่ปิดตาอยู่ค่อยๆคลำหัวเตียงสะเปะสะปะแล้วลุกขึ้นยันร่างตัวเองแล้วนั่งหันไปอีกทางตามที่บอก

“จัดการเสร็จแล้วเหรอ ลืมตาได้แล้วหรือยัง”

“อืม อย่าหันกลับมามองข้างหลังนะ” จินยองบอกเพียงแค่นั้น ดวงตากลมโตจึงค่อยๆกระพริบถี่ขึ้นเมื่อมองสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า ใบหน้าสวยเป็นประกายด้วยรอยยิ้มหวานที่ผุดขึ้นมาเพราะความตื่นเต้นทันทีเมื่อเห็นแสงหลากสีจากไฟตึกในกรุงโซลกระพริบระยิบระยับผ่านบานประตูกระจกใสๆที่ถูกเปิดผ้าม่านออก ท้องฟ้ายามค่ำคืนข้างนอกดูกว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตาเมื่อเห็นจุดเล็กๆบนผืนดินข้างล่างนับพันดวงที่กำลังฉายส่องแสงตัดกับความมืดที่ปกคลุมได้สวยงามเช่นนี้ สัมผัสอบอุ่นเหมือนได้กินนมร้อนๆก่อนนอนเริ่มปกคลุมจากไหล่ไล่ลงมาที่ตัวเขาจนมิดเท้าที่นั่งขัดสมาธิอยู่พร้อมกับเตียงผู้ป่วยที่ไหวยวบลงไปเพราะมีคนมานั่งโอบซ้อนเขาจากทางด้านหลังพร้อมผ้าห่มนวมผืนหนาของตัวเอง

“นะ..นี่!! จะทำอะไรน่ะ” กงชานสะดุ้งแต่ผ้าห่มนวมก็กลับคลุมตัวเขาพร้อมกับอ้อมแขนใครบางคนที่กอดรอบเอวอยู่เสียมิดจนไม่อาจกระดุกกระดิกได้

“อย่าหันหน้ากลับมาสิ” เสียงทุ้มนั้นบอกเขานิ่งๆ

“ก็รุ่นพี่

“ฉันไม่รู้ว่านายจะเข้าโรงพยาบาลก็เลยไม่ได้เตรียมดาวเรืองแสงจากในบ้านนายมาให้ อย่างนี้พอใช้แทนดาวได้หรือเปล่า” จินยองพูดแทรกขึ้นมาโดยไม่ยอมให้คนรุ่นน้องพูดให้จบ กงชานย่นคิ้วแล้วหันกลับไปมองวิวทิวทัศน์กรุงโซลข้างนอกบานประตูแล้วก็พยักหน้าให้อย่างเสียไม่ได้ทั้งที่ในใจแอบชอบความคิดนี้อยู่เหมือนกัน

“อะ..อืม ก็ดูสวยไปอีกแบบ ว่าแต่..รุ่นพี่รู้ได้ยังไงว่าที่ในห้องผมมีดาวเรืองแสงอยู่ที่ห้อง” กงชานสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่พ่นรดต้นคอของตัวเองอยู่ มือหนากระชับอ้อมกอดที่คลุมผ้านวมอีกชั้นหนึ่งให้เขาพลางดึงลำตัวเขาให้ขึ้นมานั่งซ้อนบนตัก แต่แปลกทำไมครั้งนี้เขาไม่ค่อยรู้สึกต่อต้านเท่าครั้งก่อน

“แฟนฉันก็ติดดาวเรืองแสงไว้ในห้องเหมือนกัน เขาเป็นพวกไม่ชอบความมืดแบบนายนี่แหละ”

“เรื่องอะไรเอาผมไปเปรียบเทียบกับแฟนรุ่นพี่เนี่ย! -*- ผมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรุ่นพี่ซักหน่อย” เด็กน้อยบนตักเขาเริ่มอยู่ไม่สุข จินยองหัวเราะมาจากทางด้านหลังเบาๆ

“ทำไมล่ะ ผิดหวังเหรอที่ฉันพูดถึงแฟน ^___^

“รำคาญต่างหากล่ะ มีแฟนแล้วก็ยังมาเกาะแกะคนอื่นอยู่ได้ แล้วเรื่องอะไรมากอดผมแบบนี้ฮะ!?” มือน้อยตีลงบนแขนที่เขาใช้โอบรัดรอบเอวบางดังแปะ จินยองเอาคางเกยบนหัวเล็กหอมกลิ่นแชมพูอย่างอารมณ์ดีเพื่อไม่ให้กงชานชิคได้เห็นหน้าเขาให้หงุดหงิดแล้วยิ้มกับตัวเองเงียบๆ

“ฉันอุตส่าห์สละผ้าห่มนวมให้นายแก้หนาวตั้งผืนหนึ่งเลยนะ แล้วฉันจะเอาอะไรห่มตัวเองล่ะถ้ากลับไปนอนที่ตัวเอง”

“เรียกให้พยาบาลเอามาให้เพิ่มก็ได้ หาข้ออ้างไม่ยอมนอนบนโซฟาชัดๆ!

“เอาเถอะน่าช่วยๆกันแบบนี้ก็ดีแล้ว” จินยองสรุปง่ายๆแล้วกอดร่างบางนุ่มหอมในอ้อมแขนอย่างมีความสุขพลางหลับตาลง ขอแค่นี้ก็พอแล้วพอสำหรับเขานักหนาแล้วในช่วงเวลาแบบนี้ ได้อยู่ใกล้ๆกับคนที่ตัวเองรักก็พอเสียงกงชานฮึดฮัด

“คนเจ้าเล่ห์ -^-

“แล้วทำแบบนี้อุ่นสบายขึ้นกว่าห่มผ้าห่มสองชั้นไหมล่ะ” จินยองว่ายิ้มๆ  กงชานหน้าแก้มขึ้นสีแดงปลั่งแล้วจิกตาก้มลงมองตักอย่างจนใจ มันก็อุ่นสบายจริงๆแหละ แถมมีความรู้สึกประหลาดแล่นไปทั่วร่างอีกต่างหาก เหมือนก็เคยมีใครทำแบบนี้ให้เขาอยู่บ่อยๆเหมือนกัน

“ก็โอเค้!” เสียงหวานตอบขึ้นอย่างไม่เต็มใจนักเพราะเดาได้ว่าถ้าชมไปตามตรงคนที่นั่งกอดเขาอยู่ด้านหลังคงต้องแอบอมยิ้มแก้มปริชัวร์

“พรุ่งนี้นายอยากกินเมนูอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” จินยองเปลี่ยนเรื่องถามเมื่อเห็นเด็กน้อยกงชานไม่ขยับยุกยิกเล่นตัวเหมือนเมื่อกี้แล้ว ถ้าเจ้าตัวรู้ความจริงว่าเมื่อก่อนตัวเองเคยทำตัวอ้อนอ้อล้อกับเขาไว้สารพัดคงจะอกแตกตายเป็นแน่คนเรานี่สามารถเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เชียวเหรอ

“ไม่อยากกิน กินกับข้าวโรงพยาบาลก็ได้ผมไม่ใช่คนเรื่องมากซะหน่อย” กงชานตอบห้วนๆ

“ช็อคโกแลตมูสดีมั้ย?

“นายน่าจะกินได้มากกว่าอาหารชืดๆพวกนั้นนะ อย่างน้อยก็กินพอแตะลิ้นเอาให้เจริญอาหารมากกว่านี้ ฉันเห็นเมื่อเย็นนายกินกับข้าวโรงพยาบาลได้ไม่เยอะเลย”

“ถ้าหมออนุญาตก็คงได้มั้ง -_-;;” ปากชมพูฉ่ำตอบอ้อมแอ้ม รู้ได้ยังไงว่าเราชอบกินเมนูนี้

“เดี๋ยวจะแอบเอามาให้กิน เจ้านี้อร่อยมากเลยนะ” ชื่อเจ้าจองจินยองนี่แหละ เหอะๆ =.,=

“เราเคยรู้จักกันมาก่อนจริงๆเหรอรุ่นพี่” คิ้วบางสวยขวมเป็นปมพร้อมถามเขาจริงจัง ยิ่งอยู่กับจินยองแบบนี้ไปนานๆเขายิ่งมีความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้น จินยองเหลือบตามองต่ำแล้วก็เห็นใบหน้าหวานมีความสับสนอยู่จริงแล้วจึงตัดสินใจบอกไปแค่ว่า

“อืม ฉันเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนของนาย”

“หระ..เหรอฮะ?” กงชานมุ่นคิ้วเข้าหากัน ถ้าอย่างนั้นความรู้สึกประหลาดๆที่ชอบก่อตัวขึ้นเวลาที่อยู่ใกล้รุ่นพี่หน้าแว้นคนนี้มันคืออะไรกันล่ะ

“ให้ฉันเล่าเรื่องผีในโรงพยาบาลให้ฟังเอามั้ย” จินยองถาม ปกติกงชานเป็นพวกนอนไม่ค่อยหลับถ้าไม่มีอะไรให้ทำก่อนนอน ถ้าไม่นับดาว ดูหนัง ก็ต้องหาเรื่องมาเล่าให้ฟังซักเรื่อง

“เล่าแล้วมันเกิดประโยชน์ตรงไหนกันล่ะ! -^- อยากทำให้ผมกลัวมากขึ้นหรอไง” กงชานถองศอกกลับไปโดนหน้าท้องแข็งๆด้านหลัง

“หรือไม่ก็ฟังนิทานเอามั้ย? นายจะได้รีบหลับพักผ่อน ตรวจความดันพรุ่งนี้จะได้ไม่มีอะไรผิดปกติไง”

“ปัญญาอ่อนไร้สาระ ทำไมผมต้องอยากฟังเรื่องอะไรพวกนั้นด้วย” คนอายุน้อยกว่าหันไปว่าอย่างหงุดหงิดพอโดนเซ้าซี้มากๆเข้า จินยองคลายอ้อมกอดให้หลวมมากขึ้นพร้อมกับทำหน้าสลดเหมือนเสียใจกับอะไรบางอย่างเมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นแล้ว จริงสินะกงชานไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิมคนนั้นอีกแล้ว เขาไม่ควรจะไปถามอะไรมากให้รุ่นน้องหงุดหงิดรำคาญ ดวงตาแป๋วเหล่มองเงาสายตาแห่งความเศร้าสร้อยจากด้านหลังแล้วก็ถอนหายใจ

“แต่..จะเล่าก็ได้ ไม่เอาเรื่องผีนะ ผมไม่ชอบ -_-*” ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่าที่อ้อมกอนั้นดูกระชับแน่นเหมือนมีกำลังใจขึ้นมาทันตาพอเขาบอกไปแบบนั้นแล้ว ถึงจะฟังดูทั้งสั้นทั้งห้วนก็เถอะ

“นานมาแล้วมีเด็กชายและเด็กหญิงคู่หนึ่ง พวกเขาเป็นเพื่อนรักกัน ทั้งคู่มีมิตรภาพและความผูกพันที่เติบโตงดงามบานสะพรั่งเหมือนกับดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ” จินยองเริ่มเล่า

“ความรักและมิตรภาพของพวกเขาเหมือนมีมนต์วิเศษ ต้นถั่วของเด็กชายและดอกกุหลาบของเด็กผู้หญิงจึงได้โน้มตัวพันกิ่งเข้าหากันอย่างแนบแน่น ไม่มีใครพรากคนทั้งสองออกจากกันได้ จนกระทั่งวันหนึ่งในฤดูหนาวที่ราชินีหิมะได้เอาตัวเด็กผู้ชายจากเด็กผู้หญิงไปอยู่ในที่ไกลแสนไกล”

” ทำไมมันถึงได้

“นับตั้งแต่วันนั้นเด็กหญิงก็ไม่ได้เจอคนที่เธอรักอีกเลย เธอได้แต่เฝ้ารอและไปยืนตะโกนเรียกเด็กชายในที่เดิมที่เคยอยู่ด้วยกันทุกคืน ต้นถั่วและดอกกุหลาบของพวกเขาได้เหี่ยวเฉาลงไปเรื่อยๆ คล้ายว่าความผูกพันเหล่านั้นที่เคยมีกำลังจะหมดลงไป…” จินยองพยายามกลั้นแรงจุกจากลำคอระหว่างที่เล่าถึงตอนนี้ พลางเงยหน้าขึ้นเพื่อให้หยาดน้ำตาทั้งหมดไหลย้อนกลับลงไป

ทำไมชีวิตของพวกเขาต้องโดนพรากจากกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนนิทานเรื่องนี้ด้วย เขารักนิทานเรื่องนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามันค่อยๆบ่อนทำลายชีวิตของเขาเองช้าๆเช่นกัน

“แล้ว..ยังไงต่อ เด็กผู้ชายคนนั้นไม่มีใครตามไปช่วยเลยเหรอ” เสียงหวานที่นั่งบนตักเขาท้วงขึ้นมา คนเล่านิทานจึงต้องทำหน้าที่ต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แม้จะเป็นการทรมานตัวเองก็ตาม

“มีสิ เด็กผู้หญิงคนนั้นเธอกล้าหาญมากๆ เธอฟันฝ่าพายุหิมะที่เหน็บหนาวเพื่อที่จะเดินทางไปช่วยเด็กชายคนที่เธอรักเพื่อเด็กผู้ชายคนนั้นเธอยอมทำได้ทุกอย่าง ความกล้าหาญของเธอช่างน่ายกย่องที่ยอมทำเพื่อความรักที่บริสุทธิ์ของตัวเองได้มากขนาดนั้น

 

ถึงพี่จะจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมเองก็ไม่ได้คาดหวังให้ฮยองจำเรื่องราวในอดีตได้หรอก เพราะตอนนี้ผมรักตัวตนในปัจจุบันของฮยองไปแล้ว ถึงความทรงจำในอดีตของพี่จะไม่เหลือเลยผมก็ไม่แคร์ ผมรักฮยอง...ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต รักตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าจองจินยองคือใครด้วยซ้ำ ถึงฮยองจะทำตัวเท่หรือเพี้ยนติสท์แตกลืมโลกยังไงผมก็ยังรักฮยองอยู่ดี"

"..."

เรามาสร้างเวลาปัจจุบันร่วมกันเถอะนะฮะพี่จินยอง ฮึกให้โอกาสกับเวลาปัจจุบันของเรา อย่าให้มันต้องจบลงไม่สวยแบบในอดีตอีกเลย...ผมขอร้อง

 

ใครคนหนึ่งเคยบอกเขาเอาไว้เช่นนั้นตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มต้นคบกัน จินยองยังจำคำพูดของกงชานชิคได้ทุกประโยค น้ำเสียง แววตา ท่าทางที่แสดงออกอย่างไม่ปิดบังว่าเจ้าตัวยังคงรักและรอคอยมาโดยตลอดเก้าปีที่ผ่านมา ช่างเป็นการกระทำที่กล้าหาญเหมือนอย่างเด็กผู้หญิงในนิทานที่เล่าอยู่ไม่มีผิด

ฉันกำลังให้โอกาสของพวกเราอยู่นี่ไงกงชาน นายอย่าเพิ่งลืมมันไปหมดได้มั้ยเด็กดี

“จนในที่สุดความพยายามของเธอก็สัมฤทธิ์ผล เธอเดินมาเจอวังของราชินีหิมะตั้งตระหง่านอยู่กลางหิมะที่โหมกระหน่ำ เด็กหญิงเธอเดินเข้าไปอย่างไม่ท้อถอยแม้ในวังนั้นจะเงียบและเย็นยะเยือกจนพ่นควันขาวออกมาจากปาก แต่เธอก็บอกกับตัวเองว่าเธอต้องนำเด็กชายกลับไปอยู่ด้วยกันให้ได้ แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของเธอก็ตาม”

“เด็กผู้ชายคนที่เธอรักนั้นนั่งเหมือนคนไร้วิญญาณอยู่ในห้องแช่แข็ง หัวใจของเขาได้ถูกความเย็นชาจากความเหน็บหนาวเกาะกินจนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เธอพยายามร้องเรียกเพื่อให้เขาคืนสติ กอดเขาร้องไห้จนน้ำตาไหลออกมาหยดแล้วหยดเล่าพลางรื้อฟื้นเล่าเรื่องความทรงจำอันแสนอบอุ่นอ่อนหวานที่เขาและหล่อนเคยทำด้วยกันในอดีตจนถึงเช้าวันถัดมา

“นายรู้หรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นในเช้าวันถัดมา

“ฮื่มมม” เสียงใสครางฮืมพลางพิงหลังกับอกเขาแล้วซุกหน้าลงกับไหล่กว้างอย่างหมดแรง จินยองเลิกคิ้วขึ้นพลางก้มลงกระซิบข้างหูเล็กเบาๆเพราะกลัวไอ้หมาน้อยจะตื่น

“นายง่วงแล้วเหรอ”

” ดวงตากลมบล๊อกที่ถูกปิดลงด้วยหนังตาบางกับจมูกโด่งสวยเล็กที่ซุกหน้าลงในผ้าห่มที่เขากอดคลุมตัวให้ทำให้จินยองยิ้มอย่างเอ็นดู วงแขนแข็งค่อยๆยกหัวเล็กและลำตัวบางออกจากตักอย่างระมัดระวังเหมือนอุ้มซูชิห่อน้อยๆให้นอนลงกับเตียง จินยองจัดท่าทางนอนที่ดูน่าสบายให้กับเด็กน้อยกงชานที่หลับปุ๋ยคาอ้อมกอดเขาไปแล้วเรียบร้อยด้วยความทะนุถนอม มุมปากกระดกยิ้มขำลูกหมาน้อยอารมณ์บูดที่สิ้นท่าพลางพูดเบาๆ

“แล้วเมื่อไหร่นายจะฟังเรื่องนี้จบซักทีล่ะฮึ? กงชานชิค” ใบหน้าหล่อเหลาบอกในขณะที่โน้มลงเพื่อฝากรอยประทับบนกลีบปากบางนุ่มสีชมพูระเรื่อของคนตรงหน้าอย่างเคยทุกคืน แต่ก็ชะงักห้ามตัวเองหยุดไว้เพียงเท่านั้น

“หลับฝันดีนะ เด็กดีของฮยอง” ปากหยักสีส้มกดลงบนหน้าผากเนียนหอมแทนแล้วผละออกพร้อมกับน้ำในตาแห่งความอ่อนแอที่ไหลออกมาอีกครั้งระหว่างที่ทอดมองร่างคนรักที่ไม่อาจไขว่คว้าได้ตรงหน้า

..ถึงในฝันนั้นมันจะไม่มีฉันอยู่แล้วก็ตาม แค่นายมีความสุขก็พอแล้วนี่..ใช่มั้ย ^^

ร่างสูงโปร่งเดินทอดน่องลงจากเตียงกลับมายังโซฟาแล้วทิ้งตัวนอนลงโดยไร้ซึ่งผ้าห่มคลุมกาย สักพักพอเหลือบเห็นคนบนเตียงพลิกตัวกระสับกระส่ายจินยองจึงหยิบหมอนที่ตัวเองหนุนนอนอยู่นำมาสอดไว้กับลำแขนบางที่ดูท่ากำลังไขว่คว้าหาอะไรกอดอย่างรู้ทัน

เคยนอนหนุนแขนเขาทุกคืน มีลำตัวเขาให้ได้กอดก่ายเหมือนหมอนข้างมีเหรอจะชินกับเตียงแคบๆที่แทบไม่มีอะไรเลยอย่างในโรงพยาบาลนี่ ^^

จินยองทอดกายนอนบนโซฟาแข็งที่ว่างเปล่าปราศจากเครื่องนอนซักชิ้นอีกครั้งแล้วหันหน้ามาดูร่างเพรียวบางที่นอนกอดหมอนที่เขาเอาไปให้เป็นครั้งสุดท้าย จังหวะลมหายใจที่สม่ำเสมอเหมือนดักแด้น้อยที่หลับปุ๋ยถูกห่อในผ้าทำให้จินยองคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าคนบนเตียงคงจะหลับสบายดี มือขาวหนารองแทนหมอนของตัวเองที่เสียไปพลางเริ่มปิดตาลงบ้างท่ามกลางความมืดและแสงสว่างจากไฟตึกระยิบระยับในกรุงโซล

แค่ได้อยู่กับนายแบบนี้ฮยองก็ไม่ต้องการอะไรแล้วกงชาน

 

“ความดันปกติ ชีพจรปกติ ไม่มีไข้ คาดว่าอีกสองวันก็น่าจะกลับบ้านได้แล้วนะครับ” คุณหมอคนเดิมพูดพร้อมรอยยิ้มขณะที่เอาหูสเต็ทโตสโคปมาคล้องไว้ที่คอ กงชานนั่งเอาหลังพิงเตียงหน้าเบ้รอฟังอาการอยู่อย่างไม่ตั้งใจนัก ส่วนจินยองพอได้ฟังอาการจากหมอก็เอาแต่ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

“อีกตั้งสองวันเลยเหรอ? ออกวันนี้เลยได้ไหม -^-” คนไข้หน้าหวานท้วง คุณหมอหัวเราะแล้วส่งแฟ้มเอกสารให้กับนางพยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ

“สุขภาพรวมๆทั้งหมดจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติดีครับ แต่ที่ต้องรออีกสองวันก็เพื่อรอเฝ้าดูอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง” นายแพทย์อธิบายให้คนที่ทำหน้ามุ่ยฟัง จินยองหันไปสบตาเจ้าตัวแล้วพูดอย่างรู้ทัน

“ไม่อยากให้ฉันอยู่ดูแลจนถึงขนาดอยากหนีกลับบ้านเร็วๆเลยหรือไง ^^

“หึ! ทำไมป่านนี้พวกนั้นยังไม่มากันอีกนะ” คนที่กงชานหมายถึงคือบาโร ซานดึลและชินวูที่บอกว่าจะมาเยี่ยมเขาแต่เช้าแต่จนบ่ายแก่ขนาดนี้ก็ยังไม่ยอมโผล่หน้ามาซักที

“ฉันว่านายควรจะกินข้าวกลางวันซะก่อนเดี๋ยวพวกนั้นก็คงจะเดินทางมาถึงพอดี” จินยองว่าพลางพยักเพยิดไปที่ชามอาหารกลางวันของกงชานที่ไม่พร่องไปเลยแม้แต่น้อย วันที่สองที่อยู่โรงพยาบาลคนรุ่นน้องเอาแต่ดื้อเลือกจะกินโน่นกินนี่จนไม่ยอมแตะต้องอาหารอะไรเลย

“มุกหลอกเด็กอย่างนี้เก็บไว้หลอกแฟนรุ่นพี่คนเดียวเถอะ ผมไม่กินข้าวแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่พวกนั้นจะมาหรือไม่มาด้วย” ปากบางเชิดขึ้นแล้วสะบัดหน้าพรืดหันไปทางอื่นเพื่อจะได้ไม่ต้องมองเห็นหน้าเขาให้หงุดหงิด คุณหมอยิ้มให้กำลังใจก่อนจะพูดตัดบทเพื่อหลีกออกจากวงสนทนา

“หมอขอตัวก่อนนะครับ มีเคสผ่าตัดตอนบ่ายสองโมงรออยู่”

แล้วทั้งห้องก็กลับมาเหลือแค่หมาน้อยตัวป่วนที่นั่งกอดอกทำท่าปั้นปึ่งกับฮยองผมแดงที่ยืนหัวโด่จ้องเด็กน้อยตัวแสบอย่างเอาเรื่อง กงชานเหล่ตาหันมามองจินยองที่ยืนจ้องค้ำหัวเขาก่อนจะเอ่ยถามเสียงห้วนออกมา

“มองอะไรฮะ!

“มองลูกหมาหัวโตไม่ยอมกินข้าว ^__^

“อะ..อะไรนะ! นี่รุ่นพี่ว่าใครเป็นลูกหมาไม่ทราบ =*=” กงชานว่าเสียงแหวพร้อมทำท่าจะเขวี้ยงหมอนไปอีกแต่ก็จำภาพเหตุการณ์ที่คนรุ่นพี่คว้าได้แล้วเอามาแนบกดตัวเขานอนลงเสียอยู่หมัดเมื่อวานได้ก็เลยหยุดการกระทำไว้แค่นั้น

“ก็นายไงจะใครล่ะ นอกจากหัวโตไม่ยอมกินข้าวแล้วก็ยังมอมแมมไม่ยอมอาบน้ำด้วย เมื่อคืนนายก็ซักแห้งให้ฉันปิดไฟนอนเลยไม่ใช่หรือไง” จินยองยักคิ้วส่งผลให้กงชานชิคกัดฟันกรอด

“ก็ไหนรุ่นพี่บอกว่าจะเอาช็อคโกแลตมูสมาให้ผมกินไง -^-

“อ้อออที่แท้ก็รอของจากฉันอยู่เหรอเนี่ย ขอบคุณที่บอกให้รู้นะ ^^

“คระ..ใครบอก! ผมก็แค่เบื่ออาหารจืดๆที่โรงพยาบาลต่างหากล่ะ วันๆก็ได้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมไม่เห็นได้ออกไปไหนเลย” กงชานมองไปยังตึกที่เรียงรายด้านนอกระเบียง มันคือภาพวิวทิวทัศน์ภาพเดียวกับเมื่อคืนแต่พอเป็นเวลากลางวันอย่างนี้ตัวตึกก็เลยมีแต่สีกระดำกระด่างไม่สวยอย่างที่เคยเห็น

“เด็กน้อยที่แสนหวาน ฉันอยากโบยบินไปกับนายเหมือนผีเสื้อ~

“ใครใช้ให้รุ่นพี่ร้องเพลงดีดกีตาร์เพลงประหลาดๆแบบนี้ในห้องผมกันเนี่ย T^T* หยุดดีดเดี๋ยวนี้เลยนะ!!!” กงชานโวยวายพลางหันไปจ้องร่างโปร่งผมแดงที่กำลังหยิบกีตาร์ขึ้นมาดีดเสียงไม่ดังจนเกินไปอย่างสนุกสนานคล้ายอยากจะกวนอารมณ์เขา ดวงตาของจินยองหันมาสบตาดุดันของเขาแว้บหนึ่งก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นแล้วดีดสายต่อไปอย่างไม่สนใจ

“เอวรี่เด๊ย์~~อีเหย่~อีเย อีเหย่ อีเย~~~

“บอกให้หยุดไงฟังไม่รู้เรื่องเหรอ หนวกหูจะตายอยู่แล้ว T_T^

I can love you everyday วันนี้คุณอยากทำอะไร อยากออกไปดูหนังกับผมมั้ย เพียงแค่คุณเดินตามผมมา~~~ ^^

“เพลงอะไรของรุ่นพี่เนี่ย ฟังไม่ได้มีความเพราะซักกะเพลงเลย ว่าแต่อันนี้เป็นแค่เนื้อเพลงหรือว่าชวนจริง” กงชานเอามือปิดหูแล้วงุ้มปากลงระหว่างที่ถาม จินยองระบายยิ้มออกมาน้อยๆระหว่างที่เดินถือกีตาร์เข้ามานั่งใกล้ๆที่ปลายเตียง คำถามของกงชานตอนนี้ฟังดูเหมือนครั้งแรกที่ได้ฟังเพลงนี้ไม่มีผิด

“นายคิดว่าไงล่ะ..^^” จินยองเองก็จงใจตอบแบบเดิมเหมือนกัน ดวงตาหวานเหวี่ยงค้อนขวับวงใหญ่ใส่เขาทันที

“ก็แค่เนื้อเพลงน่ะสิ คนมีแฟนแล้วอย่างรุ่นพี่ต้องมาชวนผมไปดูหนังทำไมกัน -^-*

ก็เพราะว่านายคือแฟนฉันน่ะสิลูกหมาบ๊องเอ๊ย ^___^

“อย่าว่าแต่นายเลย ฉันเองก็อยู่เฝ้านายในห้องแคบๆนี่จนเบื่อแล้วเหมือนกัน” จินยองย้อนแล้วพยักหน้ารับ

“นั่นไง รุ่นพี่ก็รีบกลับไปหาแฟนรุ่นพี่ที่บ้านซะสิ -*- จะมานั่งร้องเพลงเนื้อประหลาดๆให้หนวกหูในห้องผมอย่างนี้ทำไม” กงชานเถียงทันควัน

“เพราะนายกินข้าวไม่หมด ฉันก็เลยไม่ได้หายตัวไปซักทีไง” จินยองวางกีตาร์ลงบนโซฟาที่ใช้นอนเมื่อคืนพลางยื่นชามข้าวต้มที่แทบขึ้นอืดให้จ่อปาก “ดูสิเนี่ย คุณกุ้งน่าสงสารจะตาย รอจนขึ้นอืดจะกลายเป็นโจ๊กกุ้งแล้วยังไม่มีใครยอมกินเลย~

“ฮ่ะๆ รุ่นพี่นี่เพี้ยนขนานแท้เลยนะเนี่ย คนอะไรคิดแทนกุ้งก็ได้ด้วย ^^” จินยองช้อนสายตาเจ้าเล่ห์ขึ้นมองใบหน้าสวยหวานที่ยิ้มหัวเราะร่าอย่างเผลอตัว

“สงสารคุณกุ้งใช่ไหมล่าาา~~บอกมาซะดีๆเถอะลูกหมาหัวโตตัวดำปิ๊ดปี๋มอมแมมตัวเหม็นฉึ่ง” คนผมสีไวน์ยิ้มยียวน กงชานแทบจะหุบยิ้มไม่ทันเมื่อได้ฟังคำยาวเหยียดที่ใช้เรียกแทนชื่อเขาไปแล้ว

“เหม็นหรอ? มีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์ว่าผมแบบนี้ -^-* เคยแอบมาดมตัวผมด้วยหรือไง”

“บ่อยจะตายเมื่อก่อน”

“หะ..ฮะ!? O_O^”  กงชานเอามือแคะหูแล้วหันมามองขวับ จินยองที่เผลอหลุดพูดไปเสหันมองไปทางอื่นแล้วแก้ตัวไปตามน้ำ

“หมายถึงเมื่อก่อนฉันก็ว่านายตัวดำเหม็นฉึ่งบ่อยแบบนี้แหละ -_-;;

“อ้อ เมื่อกี้รุ่นพี่พูดว่าถ้าผมกินข้าวหมดนี่รุ่นพี่จะยอมหายตัวไปใช่ไหม” กงชานจับข้อมือเขาไว้แล้วถามอย่างกระตือรือร้น

“สนใจข้อตกลงนี้ด้วยหรือไง” จินยองยกชามข้าวต้มกุ้งมาไว้ในมือพร้อมช้อนแล้วนั่งลงยิ้มตาหยีข้างๆ คงอยากจะให้เขาหายไปจากห้องนี้ใจจะขาดแล้วแหละถึงยอมเป็นฝ่ายรั้งเขาไว้ก่อน

“ก็ถ้าหายไปจริงๆผมก็จะยอมทำนะ” กงชานมองข้าวต้มเละๆในมืออย่างสะอิดสะเอียน จินยองยิ้มขำ คงจำไม่ได้ล่ะสิว่าแต่ก่อนตอนที่ไม่สบายตัวเองก็กินโจ๊กกุ้งเละๆแบบนี้แทบทุกวันเหมือนกัน ^^

“ก็ได้แต่ว่าจะหายไปกี่ชั่วโมงฉันก็ไม่รับประกันนะ เพราะยังไงฉันก็จะกลับมาดูแลนายใหม่เหมือนเดิม และคืนนี้ฉันก็จะอยู่เฝ้านายเหมือนกับเมื่อคืน”

“ได้ไงเนี่ย -0-;; หายไปแล้วก็หายไปให้ตลอดเลยสิ!

“ถ้านายเป็นฉัน นายก็คงทำแบบนั้นไม่ได้เหมือนกัน ก็ยังดีกว่าให้ฉันโผล่มาอยู่ในห้องนี้ไม่ยอมไปไหนให้นายเห็นตำตาทุกนาทีแบบนี้นะ นายว่าจริงหรือเปล่า?” จินยองคลี่ยิ้มแล้วเท้าแขนลงกับเตียง กงชานที่นั่งอยู่ถอยกระเถิบห่างไปทางขวาเพื่อหลีกรุ่นพี่หน้าแว้นที่พยายามคุกคามตัวเองอยู่ จินยองถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทีรังเกียจนั่นเล็กน้อยก่อนจะตักข้าวต้มกุ้งใส่ช้อนแล้วยื่นจ่อริมฝีผากอวบอิ่มของอีกคน

“กินซะ หนึ่งคำเพื่อแลกกับหนึ่งชั่วโมงที่ฉันหายไปก็ได้แต่อย่าไม่กินอะไรแบบนี้อีกเลย อย่างน้อยถึงนายไม่พอใจอะไรฉันนายก็ควรจะกินให้มากๆเข้าไว้” จินยองพูดประโยคเดิมกับที่เคยบอกกงชานตอนที่เขาไม่สบาย ดวงตากลมแป๋วมองข้าวต้มในช้อนอย่างชั่งใจก่อนจะเลยมองมาที่นาฬิกาข้อมือของเขา คิ้วสวยขมวดคิดหนักอีกครั้งเมื่อเห็นเข็มยาวและเข็มสั้นหยุดชี้ที่เวลาห้าทุ่มห้าสิบเก้านาทีโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ

“ทำไมยังใส่นาฬิกาที่ตายแล้วอยู่ล่ะ ไม่รู้จักเอาไปเปลี่ยนถ่านซะบ้าง หรือว่าใส่เท่ๆเป็นเครื่องประดับไปงั้นๆ” จินยองมองตามดวงตาที่จ้องเขม็งไปที่ข้อมือเขาแล้วยิ้มให้ขืนๆคล้ายกับเย้ยหยันตัวเอง

“ฉันแค่อยากหยุดเวลาให้เป็นของขวัญวันเกิดใครบางคนน่ะ หยุดเพื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกันนานๆในโลกของเรามากขึ้นอย่างน้อยเวลาก็หยุดไปแล้วจริงๆในความรู้สึกของพวกเรา”

เสียงของจินยองสั่นเครือแต่ก็พยายามไม่แสดงอาการผิดปกติในสายตาแต่อย่างใด กงชานมองข้อมือเขาอย่างไม่ลดละพร้อมทวนคำช้าๆเหมือนต้องการจะนึกอะไรบางอย่างให้ออก หากแต่บางอย่างนั้นดูเหมือนยิ่งขุดคุ้ยเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดจนระบมไปทั่วก้านสมอง

“หยุดเวลา…?

“หยุดในโลกของเรา…?

จู่ๆสัมผัสอบอุ่นจากริมฝีปากที่ประทับมอบให้กันอย่างดูดดื่มในคืนนั้นก็ฉายวาบเข้ามาในความทรงจำอย่างรวดเร็ว มือปริศนาที่ประสานกันไว้กับมือเขาไม่ยอมปล่อย ใบหน้าในเงามืดที่แนบชิดคอยมอบความสุขผ่านความหวานให้เขาภายใต้แสงดาวระยิบระยับดูไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความรู้สึกอิ่มเอมในช่วงเวลานั้นที่มอบถ่ายทอดให้แก่กันและกันมันช่างล่องลอยเหมือนมีผีเสื้อนับล้านกระพือปีกอยู่ภายในจิตใจ ริมฝีปากสีกุหลาบชมพูเม้มเข้าหากันแล้วมองหน้าจินยองด้วยใบหน้าซีดเซียวหลังจากตกอยู่ในห้วงภวังค์ประหลาดนั้นอยู่นาน ใครกันน่ะใครที่เป็นเจ้าของเงาปริศนาในความทรงจำอันนั้น

“กินซะสิมันไม่ร้อนแล้วล่ะ นายเล่นปล่อยไว้ซะหลายชั่วโมงจนมันเซ็งหมดแล้ว” จินยองยื่นช้อนให้อีกครั้ง กงชานมองหน้าจินยองด้วยแววตาที่สั่นระริกด้วยความสับสน เขาไม่ชอบเลยไม่อยากจะเห็นหน้าผู้ชายคนนี้ให้รู้สึกทรมานติดอยู่กับวังวนบ้าๆอย่างนี้อีกต่อไปแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว พอกันที

หงับ!

ปากบางยอมกินข้าวต้มมือเขาอย่างไม่อิดออดอีกต่อไปพลางเช็ดน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้สาเหตุ จินยองมองสีหน้าคนรุ่นน้องด้วยความตกใจแล้วทำท่าจะเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้ กงชานจับให้หยุดแล้วพูดกับเขาเสียงสั่น

“หนึ่งคำต่อหนึ่งชั่วโมงใช่มั้ย ผมยอมกินไปคำหนึ่งแล้วนี่ไง”

“กงชาน เป็นอะไร?” จินยองถามด้วความไม่เข้าใจเมื่ออารมณ์รุ่นน้องดูขึ้นๆลงๆไม่อยู่กับร่องกับรอย ร่างบางสะอื้นตัวโยนแล้วผลักเขาออก

“รุ่นพี่รีบออกไปซะ หนึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นก็ได้ ตอนนี้ผมอยากอยู่คนเดียว” กงชานเช็ดน้ำตาป้อยๆแล้วยกผ้าห่มคลุมตัวนอนตะแคงหันหลังไม่ยอมหน้าเขาอีก จินยองได้แต่มองจ้องแผ่นหลังบางที่สะอึกสะอื้นดูน่าสงสาร ใจจริงแล้วอยากดึงเข้ามากอด อยากพูดให้กำลังใจ อยาเป็นคนที่เช็ดน้ำตาให้ ทำให้อารมณ์ของคนตรงหน้าดีขึ้นเหมือนอย่างที่เคยทำ แต่เขาก็รู้ดีว่าทุกอย่างมันไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว

เขาไม่ใช่คนที่สำคัญในชีวิตกงชานจนสามารถทำอะไรแบบนั้นให้ได้มันไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้วจองจินยอง นายควรรู้ตัวเอง

“หนึ่งชั่วโมง” คนผมแดงพูดเปรยขึ้นมาแล้ววางช้อนลงกับชามข้าวต้ม กงชานยังนอนร้องไห้หันหลังให้เขาอยู่ดี

“แค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น แล้วฉันจะกลับมาดูแลนาย” เสียงเลื่อนเก้าอี้ข้างเตียงดังขึ้นซักพักตามด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินจากไปทีละก้าวพร้อมกับบานประตูห้องผู้ป่วยที่ปิดลง ทำให้กงชานค่อยๆเหลียวหลังหันมามองเพื่อตรวจสอบว่าคนรุ่นพี่เดินออกไปแน่แล้วจริงๆ ดวงตาบ้องแบ๊วที่สั่นระริกไปด้วยน้ำสีใสสลดลงแล้วร้องไห้โฮคนเดียวอีกครั้ง ทำไมต้องเกิดความรู้สึกแปลกๆแบบนี้ขึ้นกับเขาเวลาอยู่ใกล้รุ่นพี่คนนั้น บางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลายามเมื่อได้จ้องมองลงไปในดวงตาเรียวยาวคู่นั้น

อยากอยู่ใกล้เขาเพื่อให้แน่ใจและชัดเจนต่อความรู้สึกว่าสิ่งนั้นที่ติดอยู่มันคืออะไรกันแน่ แต่ก็เจ็บปวดไม่ชอบความคิดสับสนที่ตีกันวุ่นในหัวของตัวเอง อยากอยู่ให้ห่างไกลเพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดทรมานจนต้องไล่ตะเพิดออกไปแบบนั้น ทั้งที่จริงก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเขาซักนิด

กงชานชิคกำลังสับสนมากเกินไป แต่ไม่เป็นไรอีกหนึ่งชั่วโมงเขาก็คงกลับมา

 

จินยองเดินเอามือยันกำแพงลงทางบันไดหนีไฟอย่างช้าๆเพื่อเดินออกมาให้ห่างไกลจากคนที่ไล่เขาเมื่อกี้ รู้สึกหมดเรี่ยวแรงเกินกว่าจะเดินต่อไปคนเดียวไหวทั้งที่ร่างกายเขาก็ไม่ได้เจ็บป่วยมีความสมบูรณ์แข็งแรงดีทุกอย่าง แต่เป็นเพราะความรู้สึกในหัวใจที่กำลังโดนกรีดแทงจากภาพของคนรักตัวเองที่ได้เห็นเต็มสองตา

เขาควรจะทำยังไง ในเมื่อกงชานไม่ต้องการจะเห็นหน้าเขาแล้ว รังเกียจจนร้องไห้ออกมาแบบนั้นเขาจะไปกล้าทนฝืนอยู่ให้กงชานเจ็บปวดมากกว่าเดิมได้อย่างไรนอกจากทำใจฝืนเดินออกมา ทั้งที่ในความรู้สึกเขาแล้วยังอยากดูแลคนคนนี้ให้ดีที่สุดไปตลอดชีวิตเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยให้ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุดก็ดี

นาฬิกาที่เม็ดก้านมะยมถูกปลดยังคงชี้ที่ตัวเลขเท่าเดิม จินยองเอาหลังพิงกำแพงแล้วล้วงสร้อยข้อมือกระพรวนในกระเปาในกางเกงขึ้นมาเทียบแล้วปลดปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาอย่างไม่ฝืนทนอีกต่อไปเมื่อได้อยู่กับตัวเองคนเดียว หรือนี่มันถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะปล่อยให้เวลาได้หมุนตามโลกของความเป็นจริง เวลาของเขากับกงชานกำลังจะหมดลงแล้วจริงๆใช่มั้ย

“คุณชายจอง” เสียงขรึมที่เรียกทำให้จินยองรีบเงยหน้าไปตามต้นเสียงที่เรียก ดวงตาเรียวรีที่ปล่อยให้น้ำตาของตัวเองไหลพรั่งพรูเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นชายใส่ชุดสูทดำสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ขาทั้งสองข้างสั่งให้เขารีบก้าวหนีให้พ้นแต่หากพอจะหันหลังกลับไปก็กลับเจออีกหลายคนที่กำลังปิดล้อมเขาอยู่

บ้าจริง!

“ผมตามหาตัวคุณชายตั้งนาน คุณพ่อคุณชายมีเรื่องจะพูดด้วยน่ะครับ”

หาฉันเจอได้ยังไง”

“คุณชายควรคุยกับคุณพ่อก่อน ตอนนี้ท่านถือสายรอจากประเทศญี่ปุ่น” บอดี้การ์ดชุดสูทดำที่มีไรหนวดสีเข้มส่งโทรศัพท์มือถือที่กำลังต่อสายวิดิโอคอลหาพ่อเขามาให้ จากนั้นซักพักใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ดูคลับคล้ายเขาหากแต่แต่งตัวมีภูมิฐานก็ปรากฎในหน้าจอ

“พ่อ

(แกคิดว่าแกทำอะไรของแกอยู่จองจินยอง!) เสียงเข้มตวาดแทรกมาทันทีโดยไม่ต้องรอให้เขาพูดอะไรไปมากกว่านี้ (ปิดโทรศัพท์มือถือจงใจจะหนีพ่อกับแม่หรือไง ทำไมแกถึงได้เหลวไหลแบบนี้หา!)

“พ่อครับ ผมมีความจำเป็นต้องอยู่ที่เกาหลีต่อ” จินยองคุมเสียงให้ดูนิ่งใจเย็นมากที่สุด

(แกตกลงกับพ่อแม่แล้วไงว่าถ้าแกเรียนจบเกรดสิบสองเมื่อไหร่แกต้องบินมาเรียนต่อที่นี่ ฉันยอมให้แกกลับไปเรียนที่นั่นก็นับว่าบุญโขเท่าไหร่แล้ว แล้วนี่แกยัง)

“ได้โปรดครับพ่อ ผมยังไม่อยากกลับไปตอนนี้ ผมยังกลับไปที่นั่นไม่ได้จริงๆ”

(ด้วยเหตุผลที่ว่าแฟนแกป่วยอยู่น่ะเหรอ!) ตาของพ่อดูเขียวปั้ดขึ้นมาทันทีพร้อมกับตวาดเสียงดังลั่น (แกกลับมาเรียนที่เกาหลีเพราะเด็กคนนั้น แล้วแกยังจะดื้อด้านดึงดันอยู่ต่อก็เพราะเด็กคนนั้นอีกเนี่ยนะ ใช้อะไรของแกคิดฮะจินยอง!)

“ผมทิ้งกงชานให้เผชิญกับปัญหาอยู่คนเดียวไม่ได้” ดวงตาของจินยองแดงก่ำ “ชีวิตของผม ผมอยากตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง”

(มันชักจะมากไปแล้วนะ แกเคยตกลงอะไรกับฉันไว้แกก็ต้องทำตามนั้น ไอ้บ้านโกโรโกโสหลังนั้นฉันก็โอนขายให้กับคนอื่นไปเรียบร้อยแล้วแกจะอยู่ที่นั่นยังไงแกลองคิดซิ)

“พ่อขายไปแล้วเหรอ พ่อขายทำไม! พ่อไม่มีทางรู้หรอกว่ามันสำคัญสำหรับผมแค่ไหน” เสียงของจินยองเริ่มดังขึ้นจนก้องไปทั่วชั้น รอยยิ้มของผู้เป็นพ่อเหยียดออกแล้วส่ายหัว

(แกควรจะบินมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อค่ำวานแล้ว ฉันให้เวลาแกสนุกเถลไถลกับชีวิตไร้สาระของแกมามากพอ กะแล้วไม่มีผิดว่าถ้าฉันอนุญาตให้แกกลับมาเรียนที่นี่แกต้องเล่นตุกติกเข้าจนได้) จินยองขบสันกรามแน่นบ้านหลังเดิมที่เขารัก บ้านหลังเล็กที่มีรุ่นน้องข้างบ้านและความทรงจำอันหอมหวานของพวกเขาสองคนบรรจุรวมไว้อยู่ ตอนนี้มันไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไปแล้ว เป็นเพราะชีวิตบ้าๆที่ไม่สามารถกำหนดได้ของเขาแท้ๆ

“แกรีบบอกลาเพื่อนๆแกแล้วบินกลับมาซะ ฉันจองไฟลท์ให้แกบินกลับห้าโมงเย็นนี้ กลับมาทำหน้าที่ของแกให้เสร็จสิ้นตามที่ตกลงกันไว้ ถ้าแกยังบิดพลิ้วไม่ยอมกลับมาอีกฉันจะไปลากคอแกกลับมาด้วยตัวเอง)

“ผมรู้ว่าผมตกลงไว้กับพ่อแบบนั้น ผมควรจะทำตามอย่างไม่มีข้อแม้ แต่ในตอนนี้ เวลานี้” เสียงของจินยองขาดห้วง นั่นไม่ได้เป็นเพราะสัญญาณเชื่อมต่อไม่ดี แต่เป็นเพราะน้ำตาของคนผมแดงกำลังหลั่งรินออกมาระหว่างที่พูด “ขอแค่ให้ผมได้อยู่กับคนที่ตัวเองรัก ขอแค่ให้ผมได้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ ผม..ฮึก ผมแค่อยากดูแลเขาให้ดีที่สุดเพื่อชดเชยเวลาสิบปีที่เราควรจะได้เจอกันให้คุ้มค่า ได้โปรดอย่าทำลายความสุขของผมด้วยวิธีการแบบนี้อีกเลย

()

“นอกจากครอบครัว เสียงเพลง ภาษา ผมก็รักกงชานยิ่งกว่าอะไรในชีวิตทั้งหมดที่ผมเคยมี เขาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตผมที่นี่ เพราะฉะนั้นผมขอร้อง” จินยองยกแขนเสื้อป้ายน้ำตาแล้วคุมโทนเสียงไม่ให้สั่นสุดความสามารถ แต่ก็ดูเหมือนความฟอร์มจัดในครั้งนี้ของเขาจะไม่เป็นผลแม้แต่น้อย

(แกมันหัวดื้อเหมือนแม่แก) ชายผมสองสีในหน้าจอโทรศัพท์ส่ายหัวอย่างปลงตก (นอกจากไปคาดคั้นสืบมาจากเพื่อนแกแล้วฉันก็รู้จักกับหมอที่โรงพยาบาลนั้นด้วย ก็เลยให้ลูกน้องมาตามหาแกที่นี่ได้ถูกที่ไงล่ะ) จินยองนิ่งเครียดเพราะไม่รู้ว่าพ่อของตนพยายามจะบอกอะไรกับเขากันแน่

(แกบอกว่าแกอยากดูแลเขาให้ดีที่สุดใช่ไหม)

(ฉันถามแกก็ตอบสิ! มัวแต่นิ่งเงียบปากหนักอมสโตนเฮนจ์ไว้อยู่ได้ -*-)

“คระ..ครับพ่อ” จินยองตอบเสียงตะกุกตะกักพลางย่นคิ้วเข้าหากันเมื่อได้เห็นเส้นอารมณ์ที่แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ของพ่อแล้ว พ่อเขาคิดจะทำอะไรกันแน่?

(ถ้าฉันยื่นข้อเสนอนี้ให้แก แกต้องสัญญาว่าจะกลับมาญี่ปุ่นพร้อมกับลูกน้องที่ฉันส่งไป แต่ถ้าไม่ก็อย่างที่บอกว่าฉันจะไปลากตัวแกกลับมาเอง ต่อให้แกจะพยายามหลบซ่อนฉันอยู่ตรงซอกไหนของประเทศเกาหลีฉันก็จะไปลากแกกลับญี่ปุ่นมาให้เร็วที่สุด ไม่มีทางที่แกจะได้อยู่ที่นั่นตลอดไปเข้าใจที่ฉันพูดใช่มั้ย)

(แกจะตกลงรับข้อเสนอของฉันหรือเปล่าล่ะไอ้ลูกชาย) ชายสูงวัยในหน้าจอถามซ้ำพร้อมกระตุกยิ้มเหมือนเวลาที่ลูกชายตัวเองทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ไม่มีผิด จินยองนิ่งคิดตัดสินใจอยู่พักใหญ่ก่อนที่ฟันขาวที่กัดริมฝีปากหยักอยู่จะคลายลงแล้วถอนหายใจพร้อมกับน้ำตาที่ไหล

“ถ้ามันจะเกิดผลดีต่อกงชานที่สุดผมก็จะยอมทำ

(ใจกล้าดี ข้อตกลงของฉันก็คือให้แกกลับมาเที่ยวไฟลท์ห้าโมงเย็นนี้ ฉันจะให้หมอโรคสมองเพื่อนฉันที่เก่งที่สุดในโรงพยาบาลที่แฟนแกอยู่ช่วยรักษาให้อย่างสุดความสามารถ แต่แกก็ต้องทำใจนะว่าบางอย่างมันก็มีโอกาสหายยาก แฟนแกอาจจะจำแกได้เหมือนเดิมหรือว่าจำไม่ได้มันก็สุดแท้แต่เวรกรรม)

จริงเหรอครับ กงชานจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม ขอบคุณครับพ่อ ขอบคุณมาก” จินยองรำล่ำระลักด้วยความดีใจจนเกือบจะมีรอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้าที่เซียดเหี่ยวเฉาราวกับคนไร้วิญญาณ หากแต่เสียงผู้เป็นพ่อก็ได้ขัดขึ้นมาเสียก่อน

(แต่)

…?

(แกต้องห้ามกลับเกาหลีตลอดสี่ปีที่ยังเรียนไม่จบ รอให้แกทำหน้าที่แล้วก็รับผิดชอบในส่วนของเรื่องงานกับการเรียนแกให้มันเสร็จซะก่อน ห้ามกลับเกาหลีไปเจอแฟนแกสี่ปีเพื่อแลกกับการที่แกจะมั่นใจว่าแฟนแกจะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด แกจะยอมหรือเปล่าล่ะ…?)

…!!!” สี่ปี เพื่อแลกกับความปลอดภัยและความสุขของกงชานอย่างนั้นเหรอ

(ถ้าแกยอมรับข้อเสนอนี่ได้ ฉันจะได้รีบคุยกับหมอที่เป็นเพื่อนฉันตอนนี้ให้เลย แต่ถ้าไม่ตกลงแกก็รีบวางสายไปให้พ้นหูพ้นตาฉันซะ ฉันไม่อยากจะคอลมองหน้าแกให้เสียอารมณ์”

” แม้ว่าความสุขของกงชานที่จะได้มานั้นต้องแลกกับความทุกข์ทรมานของเขานานถึงสี่ปีและความทรงจำเกี่ยวกับเขาที่ไม่รู้ว่าจะนำกลับมาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้น่ะเหรอ

(ว่าไงจินยอง)

“ครับพ่อ

()

“ผมยอมทำตามข้อตกลงนั้นครับ” เสียงเบาหวิวแต่แฝงความไปด้วยความหนักแน่นหลุดออกมาจากปากร่างสูงโปร่งผมแดงที่เม้มปากหยักเข้าหากันแน่นพร้อมน้ำตาที่เอ่อคลอค้างอยู่ที่เบ้าตาร้อนผ่าว ไม่ยอมให้ไหลออกมาอาบแก้มให้ตัวเองถูกมองว่าอ่อนแอเลยซักหยดเดียว พ่อของจินยองยิ้มอย่างพอใจ

(ก็ดี ออกจากโรงพยาบาลตอนนี้พร้อมกับลูกน้องของฉันซะ เสื้อผ้าข้าวของแกฉันสั่งให้คนไปเก็บออกมาหมดแล้ว กลับมาเจอกันที่ญี่ปุ่นก็แล้วกัน ฉันจะติดต่อเพื่อนฉันให้)

(อย่าลืมทำตามข้อตกลงของแกก็แล้วกัน)

หน้าจอโทรศัพท์ที่เคยมีรูปบิดาเคลื่อนไหวอยู่ถูกตัดวางสายไปเมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อย จินยองนิ่งค้างอยู่ที่เดิมปล่อยให้ความรู้สึกหนักอึ้งที่ต้องแบกรับทั้งหมดไหลผ่านร่างกายไปช้าๆ สิ่งหนึ่งที่ถูกขับออกมาตั้งแต่สายถูกตัดไปก็คือหยดน้ำตาและเสียงสะอื้นทุ้มห้าวที่ปล่อยออกมาระหว่างที่นั่งฟุบเข่าก้มหน้าลงกับกำแพงอย่างหมดแรง ความเข้มแข็งทั้งหมดที่เขาพยายามสร้างขึ้นมาได้พังทลายไปต่อหน้าต่อตาเพียงแค่เพราะข้อตกลงที่เขาตัดสินใจเลือกไปแล้วและต้องทำมันให้ได้ มันเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว เขาได้เลือกทางที่จะทำให้กงชานมีความสุขในชีวิตมากที่สุด

มือขาวใหญ่หยิบสร้อยกระพรวนที่ขาดแล้วขึ้นมาแตะจูบเบาๆพร้อมกับร้องไห้เหมือนคนที่กำลังร่ำลาสิ่งที่ตัวเองรักเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตายาวรีมองของสิ่งนั้นด้วยภาพที่พร่าเลือนจากม่านตาด้วยความโหยหาก่อนจะเอ่ยกับของสิ่งนั้นที่เป็นเสมือนตัวแทนของคนอีกคนเบาๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูซีดเซียวคุกเข่าฟุบหน้าลงอย่างยอมแพ้ต่อโชคชะตาอีกสี่ปีของตัวเองเพื่อความสุขของกงชาน มีเหรอที่เขาจะทำให้ไม่ได้

ครั้งนี้ถ้าฮยองหายไปนานเกินกว่าหนึ่งชั่วโมงตามที่นายบอกนายจะไม่โกรธฉันใช่มั้ยเด็กดี

 

PS. ง่ะ T^T บอกแล้วไม่ดราม่า (?) หลังจากอัพตอนนี้เสร็จไปแล้วเราจะมาอัพตอนต่อไปถี่หน่อยนะคะ แบบวันต่อวันเลยงี้เพราะว่าตอนที่เหลือสองตอนได้แต่งเผื่อไว้นานแล้วค่ะ จะได้เคลียร์เรื่องนี้ให้จบไป แล้วเราจะได้ไปแต่งฟิคใหม่ที่ค้างไว้อีกเรื่อง ^^ จบไปแล้วอีกตอนสำหรับชีวิตอันสุดแสนรันทดของคู่รักข้างบ้าน เรื่องทำร้ายเมนนี่ถนัดแต่ทำร้ายบุคคลเหนือเมนเองก็ถนัดเช่นกัน 55555 T_T พี่จินยองผู้เสียสละ พี่จินยองผู้แสนดีของเหล่าบาน่า โอ๊ยพ่อคุณ~ ตอนเขียนก็ไม่ได้อยากให้พระเอกอย่างนี้นะแต่มันก็เป็นไปแล้วทำไงได้ สี่ปีที่ไม่ได้เจอไอ้ลูกหมาเลยฮยองของเราจะเหี่ยวเฉาตายหรือไปแอบควงสาวญี่ปุ่นหรือเปล่า หมาน้อยชานชิคจะกลับมาจำเจ้าของของตัวเองได้หรือไม่ ชีวิตของเมมเบอรีกสามคนจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ติดตามได้ในตอนหน้าค่ะ! วู้ฮู้ววว~~ //มีความระริกระรี้เมื่อใกล้จบ ^[++]^

คัมแบคซะที บาน่ารอจนเหี่ยวหมดแล้ว T^T //ขอนอกประเด็น


T
B

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #67 น้ำตาลเทียม (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 14:26
    เมื่อไหร่นิทานจะจบบบบบ เสียใจฮยองหายไปนานกว่า1 ชม.จริงๆก๊งจะเสียใจไหมอะ โอยฮยองรักก๊งมากนะ อยากให้ก๊งรู้ คนอ่านอินแทนเลย สงสาร
    #67
    0
  2. #39 Rainyzheza (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 15:25
    ดราม่าาาาาาาา ฮือออออ

    กงชานมาจำพี่จินยองไม่ได้เฉย โง้ยย อึดอัดแทนๆ

    พี่จินยองก็จะไปเรียนที่นู่นตั้ง4ปี

    พี่จินยองไม่ได้จีบสาวแน่นอน แต่ทางนี้อ่ะจะยังรอใช่มั้ย

    ยังไงก็ต้องรอนะ กงชานต้องกลับมาจำให้ได้นะ

    กลับมาฟังนิทานให้จบด้วย ฮืออออออ ไปอ่านต่อดีก่าาา

    #39
    0