[Fic B1A4] My Hyung Neighbor นี่ผมไงจะใครล่ะฮะพี่ [JinChan]

ตอนที่ 20 : Chapter 20 : Beautiful Target

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ม.ค. 59

Chapter 20 : Beautiful Target




สวนสาธารณะในหมู่บ้านเล็กๆดูเงียบสงบสวยงามยามอยู่ในช่วงฤดูฝนตอนปลาย แสงแดดอ่อนส่องทะลุผ่านปุยเมฆสีขาวที่จับตัวกันแน่นพอประมาณ ทำให้บรรยากาศตอนกลางวันในช่วงวันหยุดแบบนี้ดูไม่ครึ้มฝนจนเกินไป ใบเมเปิ้ลที่ร่วงหล่นปลิวตามลมเหนือเย็นๆลงมามีสีส้มสวยเหมือนกับท้องฟ้าในตอนนี้ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติบ่งบอกว่าหมู่บ้านเล็กๆอย่างโพโรโร่วิลเลจกำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเพื่อเตรียมพร้อมสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว

จินยองนั่งเหยียดขายาวอยู่ริมทะเลสาบของพาร์ค หญ้าที่ขึ้นริมสระใหญ่ยังคงมีสีเขียวชะอุ่มดูไม่แห้งกรังเท่าไหร่ เหมาะสำหรับการที่จะนั่งนอนกลิ้งเกลือกไปมาแบบไม่ลำบากใจนัก เสียงหัวเราะสดใสร่าเริงเหมือนเด็กๆดังแว่วขึ้นมาจากด้านหลังที่ทำเป็นสวนปลูกดอกไม้เล็กๆประดับไว้ ทำให้รุ่นพี่ทอดสายตาหันไปมองด้วยความเพลิดเพลิน คนผมดำที่เป็นต้นเสียงหัวเราะกำลังวิ่งไล่ผีเสื้อที่เกาะตามดอกเดซี่อย่างสนุกสนาน บนลำคอสวยมีกล้องชั้นดีแขวนอยู่สำหรับถ่ายรูปสิ่งที่ไล่จับไปเรื่อยเปื่อย ไม่ใกล้ไม่ไกลมีรถมอเตอร์ไซคสีเขียวมินต์คันเดิมจอดอยู่ใต้ต้นเมเปิลใหญ่พร้อมกับผ้าปูพื้นลายสก๊อตซ์สีขาวสลับแดงที่รองรับอาหารหลากชนิดที่เตรียมมาจากบ้านวางแผ่หราอยู่บนพื้นหญ้า รอก็แต่เด็กน้อยกงชานหิวเริ่มหิวเมื่อไหร่เจ้าตัวก็คงจะบังคับเขาไปกินพร้อมกันเอง

มาปิ๊กนิกในเดือนตุลาคมแบบนี้ก็ไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว...ดีกว่ามาตอนฤดูร้อนที่มีแดดจ้าๆเผาแสบผิวอบอ้าวเหนียวเหนอะหนะ บรรยากาศที่เป็นอยู่ในตอนนี้จัดว่ากำลังดีเลยล่ะ...

คนผมแดงนั่งชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่งพลางล้วงเป้ใบเล็กที่พกติดตัวเพื่อหยิบสมุดแต่งเพลงลายจิ้งจอกออกมาแต่งเพลงตามงานอดิเรกที่ทำเป็นประจำ ลายมือหวัดอ่านยากตวัดใส่กระแผ่นกระดาษลงไปตามอารมณ์และความรู้สึกเบิกบานใจที่เป็นอยู่ในตอนนี้ และจะยิ่งแต่งได้ไหลลื่นมากขึ้นหากหันไปมองอีกคนที่กำลังเปลี่ยนอริยาบถจากวิ่งเล่นมาเป็นค่อยๆย่องถ่ายรูปผีเสื้อปีกสวยที่ตอมบนดอกทานตะวันสีเหลืองสดแทน เด็กคนนี้แหละที่ทำให้เพลงหลายเพลงที่แต่งในชีวิตวัยรุ่นของเขากลายเป็นเพลงของเจ้าตัวไปหมดซะทุกเพลง รวมถึงเพลงที่แต่งตอนนี้อยู่ก็เช่นกัน

อ้าว...ดันลืมหยิบกีตาร์ตรงใต้ต้นเมเปิลมาซะได้ แล้วจะเล่นยังไงล่ะวะ? -_-

คิดได้ดังนั้นร่างlสูงสันทัดของคนผมแดงจึงลุกขึ้นยืนปัดเศษหญ้าที่ติดกางเกงลวกๆ ขายาวทำท่าจะก้าวเดินขึ้นเนินหญ้าริมตลิ่งขึ้นไปเอากีตาร์โปร่งตัวเก่งมาเล่นลองเสียงเสียหน่อย แต่ร่างบอบบางของใครบางคนที่วิ่งมากระโดดเกาะขี่หลังเขาอย่างร่าเริงทำให้จินยองต้องเปลี่ยนใจกระทันหัน

"ทำอะไรอยู่เหรอพี่จินยอง ^^" ดวงตากลมยิ้มหวานขณะใช้ลำแขนน้อยคล้องต้นคอเขาไว้ จินยองเอามือประคองส่วนต้นขาของกงชานเอาไว้อัตโนมัติกันเด็กซนตกจากแผ่นหลังแกร่ง

"เล่นอย่างนี้เดี๋ยวก็ตกลงไปว่ายน้ำเป็นเพื่อนหงส์จนได้คนรุ่นพี่หันไปเตือนหน้าดุแต่เสียงขำ เด็กน้อยยิ้มใสพลางแนบแก้มนุ่มลงกับใบหน้าเขาระหว่างที่เอาคางเกยไหล่มองดูสิ่งที่ว่ายน้ำอยู่ในสระเป็นคู่

"นั่นมันห่านไม่ใช่เหรอ"

"หงส์"

"ห่านนนน ฮยองไม่เห็นเหรอว่าเท้ามันเป็นพังผืด"

"หงส์ก็เท้าเป็นพังผืดนะไอ้เด็กบ๊อง"

"เอ๊ะ หรือว่ามันจะเป็นเป็ดเสียงใสตะแคงหน้าหันมาพูดกับเขาพลางแอ๊คติ้งทำตาโต จินยองกระชับร่างบางให้แนบกับแผ่นหลังมากขึ้นพลางหัวเราะขำ

"เป็ดอะไรของนาย"

"ต้องใช่แน่ๆเลย มันคือลูกเป็ดขี้เหร่ที่แอบปลอมตัวเป็นห่านกงชานพูดล้อเล่นอย่างอารมณ์ดี จมูกเล็กน่ารักแตะลงกับผิวแก้มของจินยองตามประสาคนขี้อ้อน

"ฉันว่าฉันควรจะไปซื้อนิทานจากร้านหนังสือวิเศษมาอ่านให้นายฟังมากกว่านี้นะไอ้ลูกหมา...ลูกเป็ดขี้เหร่ที่ไหนปลอมตัวเป็นห่าน"

"ดีๆ คืนนี้ฮยองอ่านให้ผมฟังเหมือนเดิมนะ"

"นายอ่านหนังสือไม่เป็นหรือไง -_-"

"ฮ่ะๆ เมื่อเก้าปีก่อนฮยองก็พูดแบบนี้ สุดท้ายยังไงก็ต้องอ่านให้ผมฟังอยู่ดีนั่นแหละกงชานหัวเราะอย่างเป็นต่อจนจินยองนึกหมั่นไส้ในความอ้อล้อของไอ้ลูกหมาจอมซนที่เกาะหนึบติดหลัง ใบหน้าดูดีจึงเอี้ยวไปงับปลายจมูกโด่งที่ถูไถกับโครงหน้าด้านข้างไปเบาๆหนึ่งทีแล้วยิ้มแบบไว้ฟอร์มให้

"เล่นจมูกผมอีกละ ดั้งจะนูนเป็นสันเขื่อนอยู่แล้วเนี่ย ฮยองเล่นเดี๋ยวงับเดี๋ยวดึงเดี๋ยวดีดทุกวันเลยกงชานช้อนสายตาขึ้นจ้องตากับเจ้าของปากที่ยังงับอวัยวะบนหน้าเขาค้างไว้อย่างนั้นพลางทำหน้ามุ่ยขณะที่พูด จินยองเลิกคิ้วขึ้นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้พลางเขยิบงับให้เยอะขึ้นอีก

"แน่ะ ทำไมเป็นคนอย่างนี้เนี่ยฮยอง แกล้งผมทำไม ทำตัวนิสัยไม่ดีเลยนะคนบนหลังเขาโวยวายพลางใช้มือเล็กตีลงที่ไหล่กว้างเบาๆดังแปะ หน้าผากมนของคนรุ่นพี่และรุ่นน้องผมดำชนกันจนแนบชิดทันทีที่จินยองยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วงับให้เข้าไปใกล้อีกระดับ

"พี่จินยองงงง ฮ่ะๆ ปล่อยได้แล้ว ><แล้วหมาหน้อยกับหมาจิ้งจอกที่แกล้งก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน แต่เหมือนคนที่ขี่หลังอยู่จะออกอาการเขินซะมากกว่าเลยโอบรัดซุกหน้าลงกับต้นคอเขามากขึ้นกว่าเดิม จินยองจึงปล่อยจมูกน่ารักจิ้มลิ้มให้เป็นอิสระพลางเดินแบกร่างบางลัดเลาะเนินตลิ่งไปด้านหน้าเรื่อยๆ

"ฮยองนี่เก่งเรื่องใช้ปากจังเนอะจู่ๆคนรุ่นน้องที่ซบหน้าอยู่ก็พูดจาล่อแหลมขึ้นมา จินยองจึงหันไปทำเสียงดุเตือนตามประสาคนอายุมากกว่า

"พูดอะไรของนาย"

"ผิวปากเก่ง ร้องเพลงเพราะ เล่านิทานสนุก"

เป็นซะงั้นไป ผมยังไม่ได้คิดอกุศลอะไรเลยนะ เปล่าเล้ย! -_-* (หราาาา)

"แล้วก็...ตรวจการบ้านฉีดวัคซีนชาร์ตแบตทำโทษเด็กพูดไม่เพราะให้ของขวัญกับรับวิตามินก็เก่งด้วยเหมือนกัน ^^"

"นั่นไง กะแล้วว่านายต้องไม่พูดแค่นี้ เอาเวลาไปจำหนังสือสอบดีกว่าไปจินยองหันไปมองคนตาแป๋วข้างหลังแล้วขำออกมาเล็กน้อย

"ผมว่าฮยองคาดหวังอยากให้ผมพูดมากกว่าก็เลยเดาถูก ^^"

"ฮ่ะๆ ฉันเนี่ยนะคาดหวังอยากให้นายชมคนผมแดงพูดกลั้วหัวเราะกับความคิดของไอ้หมาน้อย

"ช่ายยยยในใจฮยองมันบอกว่า...ชมฉันเร็วสิกงชาน พูดมาขนาดนี้แล้วนายจะไม่ชมฉันหน่อยหรอออ~ ^^" เสียงเล็กเสียงน้อยที่พากย์อยู่ข้างหลังทำให้จินยองเผลอตัวหลุดขำออกมาอีกรอบ

"มั่ว ฉันยังไม่เคยคิดแบบที่นายว่าเลยซักครั้ง"

"อ๋อเหรอฮะ ^^"

"เออ มีแต่นายนั่นแหละเอาไปคิดเป็นตุเป็นตะอยู่คนเดียว"

"แล้วนี่ฮยองจะเดินไปไหนเนี่ย จะวนครบรอบสระอยู่แล้วพอเห็นว่าเดาไม่ถูกเด็กน้อยก็เลยเปลี่ยนหาเรื่องใหม่ทักไปซะเฉยๆ

"ตอนแรกก็ว่าจะเดินไปหยิบกีตาร์ ดันมีลูกหมามาเกาะหลังซะก่อนก็เลยต้องพามันเดินเล่นคนรุ่นพี่พูดแขวะคนที่หัวเราะคิกคักไม่รู้ร้อนรู้หนาว

"เป็นการเดินเล่นที่สบายมากๆเลยล่ะ"

แหงดิ ตัวเองนั่งอยู่บนหลังเฉยๆไม่ต้องทำอะไรนี่ครับ -__-;;

"หนักจังวะรุ่นพี่ผมแดงพูดบ่นกับตัวเองเบาๆอย่างไม่ได้คิดอะไรพลางขยับตัวหมาน้อยให้กระชับแนบแผ่นหลังมากขึ้น แต่พอพูดจบกลับได้รับสัมผัสจากมือบางที่ตีเผียะลงบนไหล่สองรอบตามด้วยเสียงโวยวายของคนที่เอาเปรียบเขาอยู่ด้านหลังทันที

"หยาบคายที่สุด ปล่อยผมก็ได้นะถ้าหนักนักล่ะก็ -^-"

"ก็นายเป็นคนวิ่งมาขี่หลังฉันเองนะกงชานจินยองหัวเราะใส่คนหน้ายู่ที่เริ่มทำเสียงไม่สบอารมณ์

"อ๋อ นี่หาว่าผมทำตัวอ้อล้อกระโดดเกาะหลังฮยองก่อนว่างั้นเหอะ"

"อืมฮึ ^^"

"พี่จินยองคนนิสัยไม่ดี -_-^ ปล่อยผมดะโอ๊ะนี่ปล่อยจริงเหรอเนี่ย ยังพูดไม่ทันจบเลยนะคนหน้าหวานเซแท่ดๆลงบนพื้นหญ้าด้วยท่าทางไม่มั่นคงเท่าไหร่เพราะถูกปล่อยกลางอากาศไม่ทันตั้งตัว จินยองยักไหล่เดินผิวปากด้วยท่าทางชิลๆไปหยิบกีตาร์ที่บนเนินหญ้าใต้ต้นเมเปิลแล้วเดินกลับมาที่เดิมพร้อมขวดอะไรบางอย่างที่มีสีเหลือง ตาเรียวสวยมองคนรุ่นน้องอย่างขำๆพร้อมส่งขวดที่ว่านั่นให้

"อ่ะ ทาซะ เมื่อเช้าก่อนจะมาฉันเห็นนะว่านายแค่เปลี่ยนชุดเฉยๆมือขาวโยนขวดที่ว่าให้กงชานรับ

โลชั่นกันแดดกลิ่นพีชงั้นหรอ!!!

"เมื่อกี้ก็วิ่งเล่นตากแดดตัวดำเป็นจาจางมยอนแล้ว รีบทาตอนนี้แหละเผื่อฟื้นบำรุงได้ทัน"

"พี่จินยองว่าผมดำเหรอเนี่ย T^T" กงชานว่าเสียงแหว

"อ้าว เมื่อกี้นายไม่เห็นเหรอตอนที่นายขี่หลังฉัน แขนนายคล้ำแล้วก็แห้งกว่าแขนฉันตั้งเยอะแน่ะ ^__^" จินยองยิ้มกวนประสาท

“คละ..คล้ำงั้นเหรอพูดอะไรของฮยองน่ะหยุดพูดไปเลย -*-” เมื่อกี้ก็ว่าเขาตัวหนักแล้วยังจะมีหน้าว่าเขาตัวดำอีกเหรอเนี่ย!

“เอรู้สึกเหมือนจะได้กลิ่นคนไม่อาบน้ำโชยตุๆมาทางนี้ด้วยนะเนี่ย ฮะ..ฮัดชิ่ว สงสัยที่ตัวไม่ขาวเป็นเพราะไม่ชอบอาบน้ำแน่เลย” จินยองแกล้งยกมือถูจมูกแล้วทำท่าจามออกมา ปากสีส้มเหยียดมุมยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆตอนที่เหลือบมองรุ่นน้องตรงหน้าขมวดคิ้วทำหน้าบึ้งไม่พอใจ

“พี่จินยองล้อเล่นอย่างนี้ไม่สนุกเลยนะ ผมไม่ตลกกับฮยองเลยรู้ไว้ด้วย!” ริมฝีปากสีชมพูเริ่มเบะออก แต่คนรุ่นพี่ก็ยังพูดน้ำเสียงกวนต่อไปพลางส่งโลชั่นในเป้อีกขวดมาให้

“กลิ่นสตรอเบอร์รี่ก็หอมดีนะ สรรพคุณก็ดีด้วย SPF 30 ป้องกันรังสียูวีถึงแปดสิบเปอร์เซนต์ ช่วยฟื้นฟูดูแลผิวแห้งกร้านและแตกแห้งจากอากาศเย็น สนใจเปล่า? ^^

เด็กน้อยผมดำตรงหน้าเขาเบ้ปากกำโลชั่นในมือแน่นแล้วขว้างมาทางพื้นหญ้าข้างๆเขาอย่างแรงด้วยความโมโหพร้อมยกแขนขึ้นเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมา

"ไม่ทา เอาไปทาเองเลยไป ตัวเองขาวนักนี่"

"แน่นอน ขาวแล้วก็ตัวหอมกว่านายด้วย ยี้~เด็กอะไรไม่อาบน้ำตัวดำปิ๊ดปี๋เหม็นฉึ่งๆ"

จินยองว่าล้อเลียนดัดนิสัยคนผมดำตรงหน้าที่ชอบซักแห้งไม่ดูแลผิวตัวเองบ่อยๆเพื่อให้คนรุ่นน้องได้คิด แต่ดูเหมือนจะดัดผิดวิธีไปหน่อยร่างบางถึงได้สะอื้นน้ำตาคลอออกมาพลางเดินหันหลังกลับไปอีกทางทันที

"กงชานจินยองออกแนวตกใจเล็กน้อยพลางวิ่งเหยาะๆดึงแขนอีกคนไว้ หมาน้อยที่อารมณ์ไม่ดีเป็นทุนเดิมสลัดแขนเขาออกแล้วเดินจ้ำๆต่อไป

"นี่...ทาก่อนสิ แขนนายแห้งแตกหมดแล้วนะจินยองหวังดีเดินตามสะกิดไหล่บางยิกๆมาเรื่อยๆพลางยื่นขวดโลชั่นให้

"ไม่!"

"ดื้ออย่างนี้ไม่น่ารักเลย"

"ก็ไม่ได้อยากน่ารักหรอก! ตัวดำอย่างนี้ก็ไม่มีใครมองว่าน่ารักอยู่แล้ว"

"นี่น้อยใจที่ฉันบอกว่านายดำเหรอ ^^;;" จินยองพยายามกลั้นเสียงขำพลางเดินตามคนรุ่นน้องต่อไปเรื่อยๆ

"ตัวเหม็นฉึ่งไม่ใช่หรือไง เดินตามมาทำไมล่ะ ชอบคนขาวๆก็ไปเดินตามจีบเขาสิ!กงชานสะบัดมืออุ่นออกอีกพลางสูดน้ำมูกฟึดๆ จินยองมองร่างบางที่เสียงสั่นเครือด้วยความเอ็นดูปนขำพลางล็อคเอวเล็กไว้ก่อนจะทำอะไรบางอย่าง

"ปล่อยบอกว่าไม่ทาไง อ๊ะ...อย่านะ ไม่ทาาากงชานดิ้นขลุกขลักเบิกตาโตทันทีเมื่อเห็นจินยองเปิดฝาโลชั่นบีบใส่มือพลางละเลงทาบนแขนเล็กให้

"อยู่เฉยๆสิ เดี๋ยวทาให้จินยองพยายามจะใช้วิธีเอาน้ำเย็นเข้าลูบเมื่อเห็นว่าวิธีเดิมไม่ได้ผล แต่ไอ้ลูกหมาจอมดื้อก็ไม่ให้ความร่วมมืออยู่ดี

“ไม่เอาปล่อยนะ บอกว่าไม่ทาไงเล่าพี่จินยอง อื้ออย่ามาเข้าใกล้ผม!

“ทำไมวันนี้นายถึงได้ดื้ออย่างนี้นะ ไม่ทาเดี๋ยวก็ตัวดำสกปรกเป็นลูกหมามอมแมมหรอก”

"ฮึก...ทำไมต้องบังคับกันด้วย ผมดำมากนักเหรอฮยองถึงได้พยายามยัดเยียดให้อยู่นั่นแหละริมฝีปากสีชมพูสั่นระริกพร้อมรับน้ำตาที่หยดติ๋งลงมาจากดวงตาตัวเองด้วยความเคยชินพร้อมกลืนลงคอไป จินยองยิ่งมองก็ยิ่งตลกคนตรงหน้า...ทีเรื่องอื่นล่ะเชื่อฟังจัง พอเป็นเรื่องอาบน้ำทาโลชั่นทำไมถึงได้สอนยากสอนเย็นนักนะ...

"นายไม่ชอบทาโลชั่นเหรอจินยองถามเสียงนุ่มพลางตะแคงมองหน้าหวาน มือยังคงทาเนื้อครีมบนแขนบางที่ยังดิ้นนิดๆอยู่

“ไม่ชอบเกลียดที่สุดเลยไม่ชอบทั้งกลิ่นพีชแล้วก็กลิ่นสตรอเบอร์รี่อะไรของฮยองด้วย”

“ใช่เหรอแต่ทำไมฉันรู้สึกว่าก่อนนอนทุกคืนมีใครบางคนทาโลชั่นกลิ่นนี้ทุกครั้งเลย ^^” รุ่นพี่ผมแดงเลิกคิ้วขึ้นยิ้มๆเป็นเชิงคำถาม

“นี่แอบมาดมตัวผมด้วยเหรอ โรคจิตที่สุดเลยฮยอง!

“แล้วไหนเมื่อกี้บอกว่าไม่ชอบทาโลชั่นไง” จินยองค่อยๆต้อนจนคนในอ้อมแขนเริ่มจนมุม น้ำตาเม็ดเล็กไหลกลิ้งผ่านแก้มนุ่มออกมาเป็นระยะระหว่างที่พูดตอบคำถามรุ่นพี่

"เปล่าที่จริงก็ทา"

"ถ้างั้นร้องไห้ทำไมฮึ"

"..."

"ว่าไงเรา ร้องไห้ทำไมไอ้ลูกหมาจินยองคลี่ยิ้มพูดเสียงอ่อนลงเมื่อเห็นคนในอ้อมแขนไม่ยอมตอบ ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆระหว่างที่จ้องตาเขาแล้วพูดเสียงอุบอิบ

"เมื่อเช้าผมก็แค่ดีใจมากไปหน่อยที่ฮยองชวนมาเที่ยว ก็เลย...รีบเปลี่ยนชุด ผมกลัวว่าฮยองจะเปลี่ยนใจไม่ไปถ้าผมอาบน้ำแต่งตัวช้ากงชานค่อยๆเล่าออกมา จินยองจึงถือโอกาสที่เด็กน้อยเผลอเกลี่ยเนื้อครีมหอมๆให้ทั่วเขนไม่ให้เป็นรอยปื้นพลางฟังคนที่เล่าไปด้วย

"ไม่ได้ตั้งใจซักแห้งซะหน่อย ฮยองมาว่าผมตัวเหม็นทำไม แถมยังล้อว่าผมดำอีกปากบางงุ้มลงทำหน้าเศร้าพลางสูดน้ำมูกอีกฟืดใหญ่ จินยองไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือเอ็นดูคนตรงหน้าดีที่ดันแคร์เรื่องอยากไปเที่ยวกับเขาเสียจนไม่ได้อาบน้ำแบบนี้

"นายก็เลยเสียใจที่ฉันบอกว่านายผิวดำตัวเหม็นตอนที่ให้ทาโลชั่น แล้วก็เลยพาลหงุดหงิดไม่อยากทามัน เพราะจริงๆที่นายไม่ได้อาบน้ำวันนี้ก็เพราะอยากมาเที่ยวกับฉันเร็วๆใช่มั้ย"

"ฮึก T^Tร่างบางพยักหน้าหงึกหงักพร้อมสะอื้นหนักอีก จินยองระบายหัวเราะพลางกระชับอ้อมกอดเด็กขี้แย มืออบอุ่นเช็ดหยาดน้ำตาใสที่ไหลมาตามแก้มนุ่มอย่างอ่อนโยน

"ฮ่าๆ ไม่ต้องร้องๆ ทีหลังไม่ต้องรีบ...ยังไงฉันก็รอนายรู้มั้ยจินยองใช้นิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาพลางจ้องดวงตาใสที่สั่นระริกไปด้วยหยาดน้ำ

"แต่ฮยองว่าผมดำ..."

"ผิวสีแทนก็น่ารักได้นี่"

"นะ..นี่สรุปว่าผมดำจริงๆใช่มั้ยเสียงหวานว่าสั่นๆแนวตัดพ้อพลางสะอึกอีก จินยองลูบหัวนุ่มให้แนบชิดจมูกทำให้ได้กลิ่นแชมพูเด็กที่ส่งกลิ่นหอมชวนให้ซุกหน้าเข้าไปใกล้ๆ

"ใครไปพูดอะไรให้คิดมากอีกล่ะคนรุ่นพี่เดาสถานการณ์ ลำพังแค่เขาพูดเรื่องนี้คนเดียวคงไม่ทำให้คนมีความมั่นใจแบบกงชานเก็บมาคิดมากได้ขนาดนี้

"เพื่อนที่โรงเรียน ฮึก...ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอก แต่พอฮยองพูดอีกคนผมก็ชักไม่แน่ใจแล้วกงชานก้มลงมองผิวของตัวเองแล้วน้ำตาคลอ จินยองปฏิเสธไม่ได้ว่าไอ้ลูกหมาของเขามีผิวที่ออกแนวไปทางสีแทนเกินกว่าคนเกาหลีไปนิด แต่รวมๆแล้วก็ไม่ได้ถึงกับคล้ำจนดูสกปรกน่าเกลียดแบบนั้นเสียหน่อย

"เพื่อนคนไหนทำไมปากเสียจัง ให้ฉันช่วยจัดการให้เอามั้ย ^^" จินยองพูดเอาใจ

"ไม่ต้องเลย ฮยองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันนั่นแหละ ผมไม่ได้เป็นคนลืมอะไรง่ายๆนะมือเล็กพยายามจะแกะท่อนแขนที่โอบเอวออก แต่หมาจิ้งจอกก็ไม่ได้ปล่อยให้หมาน้อยหลุดไปง่ายๆ

"นี่...ฉันมีความลับจะบอกด้วยล่ะจินยองว่ายิ้มๆ ตาหยีกลายเป็นรูปสระอิยามเมื่อเมื่อวางคางเรียวลงบนไหล่บางของอีกคน

"ไม่ได้อยากรู้ซะหน่อยกงชานพูดหน้าบึ้ง ลองคนรุ่นพี่บอกแบบนี้ทีไรแสดงว่าต้องมีเรื่องมาหลอกล่อเขาอีกตามเคย

"แต่ฉันอยากเล่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยนะ"

"มันก็เรื่องของฮยอง"

"ฉันไม่ชอบคนผิวขาวหรอก ^___^" คนพูดหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อยพลางลูบหัวจูบบนผมนุ่มหอมสีดำขลับเบาๆ เด็กน้อยนิ่งไปได้ซักพักก็เริ่มหาเรื่องเถียงอีก

"ไม่เชื่อ ไม่อย่างนั้นฮยองจะมาว่าผมดำทำไม"

"ฉันเป็นห่วง...อยากอยู่ใกล้ๆนาย ก็เลยอยากให้นายทาโลชั่นตัวหอมๆแล้วก็หัดดูแลผิวตัวเองซะบ้าง"

"แล้วนี่ผมตัวเหม็นหรือไงฮะฮยอง -*-"

"เปล่า แต่จะหอมมากกว่านี้ถ้าทาครีมตอนกลางวันด้วย ไม่ใช่ทาเฉพาะก่อนนอน ผิวนายก็จะไม่แตกเป็นขุยๆ หน้าหนาวเวลาผิวแตกแล้วเจ็บนะบอกไว้ก่อน~" จินยองเอานิ้วจิ้มลงไปที่แขนบางระหว่างที่พยายามสอนวิธีดูแลสุขภาพผิวเบื้องต้นให้เด็กดื้อไปด้วย กงชานห่อไล่ให้เล็กลงตามความกระชับของอ้อมแขนที่กอดรัดเอาไว้

“แล้วนี่ฮยองทาหรือยัง” ประโยคหลังที่พูดเสียงอ่อยออกมาเบาๆทำให้จินยองถึงกับหลุดยิ้ม จะเป็นตายร้ายดีหรือต่อให้เป็นเรื่องหยุมหยิมแค่ไหนเด็กน้อยก็มักจะคิดถึงเขาด้วยเสมอ ถึงก่อนหน้านี้จะทะเลาะหรืองอนกันมาด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องก็ตาม

“ทาแล้ว กลิ่นเดียวกับที่ทาให้นายเมื่อกี้เลย” คนรุ่นพี่เข้าใจหาเรื่องหลอกล่อ นิสัยไอ้หมาน้อยที่น่ารักอีกอย่างก็คือชอบทำอะไรที่ตัวเองคิดว่าถ้าทำแล้วจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใช้สบู่กลิ่นเดียวกัน ฟังเพลงจากเฮดโฟนอันเดียวกัน กินข้าวช้อนเดียวกัน ใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกัน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะมองว่าเยอะแต่สำหรับจินยองมันดูน่ารักน่าเอ็นดูดี

“กลิ่นพีชเหรอ?” จมูกเย็นแตะดมฟุดฟิดที่ต้นแขนเขาพลางหยิบขวดโลชั่นขึ้นมาทาเองแบบไม่อ้อยอิ่งอีก

“จมูกนายเย็นหมดแล้ว หยุดร้องไห้ได้หรือยังทีนี้” คนรุ่นพี่เอาแขนเสื้อยีนส์ที่สวมทับอยู่เช็ดน้ำมูกน้ำตาที่ไหลตามใบหน้าจนกลับไปสะอาดหมดจดเหมือนเดิม มือเล็กถูโลชั่นเข้าหากันแล้วก้มลงทาขาของตัวเองต่อก่อนจะหันมายิ้มบางๆให้

“ขี้เกียจร้องแล้ว ร้องไปก็ตาบวมเป็นกบเปล่าๆ ฮยองล่ะปล่อยผมได้หรือยัง” ถ้ากงชานไม่ทักขึ้นมาจินยองก็คงจะลืมตัวไปแล้วว่าตัวเองยังกอดไอ้ลูกหมาจอมซนอยู่ โชคดีที่พาร์คนี้ไม่ค่อยมีคนมาพักผ่อนเท่าไหร่คนรุ่นพี่ก็เลยกระตุกแขนฉุดร่างบางให้ลงมานั่งบนตักท่ามกลางเนินหญ้าริมสระน้ำใสได้อย่างไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก

“ไม่เมื่อยไม่หนักแน่นะ” กงชานถามหยั่งเชิงคนผมแดงที่นั่งยิ้มไม่พูดอะไรหลังจากออกแรงดึงให้เขาลงมานั่งบนตักด้วยกันแล้ว

“อืม” จินยองเป็นประเภทไม่ค่อยตอบอะไรยืดยาวถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอะไรพวกนี้ แต่กงชานก็ค่อนข้างดีใจที่เดี๋ยวนี้คนรุ่นพี่รู้จักหยอดการกระทำหวานๆใส่ก่อนบ้าง สังเกตได้จากใบหน้าดูดีที่วางอยู่บนไหล่บอบบางของเขาดูขึ้นสีแดงน้อยลงถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ลำแขนอบอุ่นคู่เดิมที่ใช้โอบเอวเขาอยู่ปล่อยออกข้างหนึ่งเพื่อเอื้อมไปหยิบกีตาร์กับสมุดแต่งเพลงขึ้นมาเกาไปตามเรื่องตามราว

“อากาศที่นี่ดีจังเนอะฮยอง ทีหลังชวนบาโรกับซานดึลมาด้วยกันสิ น่าจะสนุกดีนะ” กงชานทอดสายตามองไปกลางทะเลสาบที่มีหงส์สองตัวกำลังว่ายน้ำคลอเคลียคู่กันอยู่ไม่ห่าง จินยองพ่นหัวเราะออกมาเบาๆระหว่างที่ใช้มือโอบตัวกงชานทางอ้อมเพื่อเกาสายกีตาร์ที่วางอยู่บนตักน้อยของเจ้าตัว

“ไม่เอา ไม่อยากชวน”

“บาโรมันไปว่าอะไรให้ฮยองไม่พอใจอีกหรือเปล่าฮะ บอกผมได้นะเดี๋ยวผมไปคุยกะ

“ถ้าไม่ได้มากันสองคนมันจะเรียกว่าเดทได้ยังไงล่ะกงชาน” คนรุ่นพี่เริ่มหน้าแดงแต่ก็ยังเก๊กเข้มหลบตาแป๋วกลมโตข้างๆระหว่างที่พูด

“นี่เดทแรกของเราเหรอ ^^” ให้ตายเถอะฮะถ้าฮยองของผมจะเก๊กกลบความโรแมนติกของตัวเองได้เท่ขนาดนี้ผมยอมเป็นลูกหมาของพี่จินยองไปจนตายเลย

“สองแล้วต่างหาก” คางเรียวกดลงแนบหน้าร้อนๆลงกับแก้มเขาหนักกว่าเดิม

“เอ๊ะแล้วครั้งแรกฮยองชวนผมตอนไหนอ่ะไม่เห็นรู้เลย”

“ก็ตอนที่ฉันชวนนายไปซื้อของเข้าบ้านไง -_-///

“ซื้อของเข้าบ้าน…?” กงชานทำคิ้วขมวดยุ่งยิ่งกว่าเดิม

“วันที่ฉันขว้างลูกแบดเข้าไปในสวนนายแล้วนายก็จับได้” จินยองเริ่มเกาไม่เป็นเพลง ไม่รู้เป็นเพราะยังจำคอร์ดเพลงใหม่ได้ไม่ดีหรือสมาธิหลุดเพราะเขินสารภาพความจริงกับลูกหมาน้อยกันแน่

“นี่อย่าบอกนะว่าตอนนั้นฮ่าๆๆ นั่นคือพี่พยายามจะจีบผมแล้วใช่มั้ยฮะ” กงชานเอนหลังไปพิงกับอกคนที่ให้นั่งตักพลางขำก๊ากออกมาจนตัวโยน จินยองเอามือตีหน้าผากตัวเองไปหนึ่งทีพลางเสยผมสีไวน์ด้วยความหนักใจ

“นายดูไม่ออกเลยเหรอ?

“ฮ่าๆ ไม่เลย ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่อ้อล้อเท่าผมป่านนี้ฮยองก็คงยังจีบเขาไม่ติดหรอก” เสียงใสว่าพลางหัวเราะออกมาอีกระหว่างหันไปขำกับรุ่นพี่ที่ทำหน้าเก๊กฟอร์มขมวดคิ้วแก้เขินอยู่

“ไม่ติดก็ดีแล้วฉันก็ไม่เคยคิดจะจีบคนอื่นนอกจากนาย รู้มั้ยว่ากว่าจะชวนนายออกไปข้างนอกด้วยกันวันนั้นฉันต้องฝึกซ้อมคนเดียวอยู่ตั้งกี่ชั่วโมง”

จินยองแกล้งเอนตัวลงไปนอนกับพื้นหญ้าส่งผลให้ร่างบางผอมเพรียวที่นั่งอยู่บนตักกลิ้งลงมานอนทับกันไม่เป็นท่า แต่ถ้าเดาว่าคนรุ่นน้องจะเขินเพราะเรื่องแค่นี้ขอบอกเลยว่าผิด!

“ง่อววว เดี๋ยวนี้แผนเยอะนะฮยอง จีบผมนี่แหละถูกแล้ว ซึนตัวพ่ออย่างฮยองก็ต้องคู่กับอ้อล้อตัวแม่อย่างผมนี่แหละ ^^” ลำตัวนุ่มนิ่มพลิกตัวกลับมาแนบเท้าแขนในแนวเบี่ยงกับร่างสูงพลางจ้องตาเรียวที่มองหน้าเขาไม่วางตาอยู่เช่นกัน แต่ไม่นานสายตาของจินยองก็เบนไปที่อื่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“กงชานดูโน่นดิเฮลิคอปเตอร์” นิ้วเรียวชี้ขึ้นไปบนฟ้ากระทันหันทำให้คนผมดำรีบพลิกหน้าแหงนขึ้นมองข้างบนตามเสียงใบพัดตีกระทบอากาศที่ดูเหมือนจะดังมาจากบนฟ้า แต่พอเงยหน้าขึ้นไปมองจริงๆก็ไม่เห็นจะมีอะไรนอกจากก้อนเมฆสีม่วงอมทองที่ลอยพัดปลิวอยู่บนชั้นบรรยากาศ

“ไหนฮะ ไม่เห็นมีเลยฮยอง ชี้ให้ดูใหม่หน่อย” ดวงตากลมโตสีนิลยังคงเพ่งมองหาวัตถุที่ว่าอย่างไม่ลดละเพราะยังได้ยินเสียงใบพัดดังอยู่ใกล้ๆ

“ตรงโน้นๆ”

“ไหน?

“นี่ไง” บางอย่างนุ่มนวลมีกลิ่นหอมหวานครอบมาบนศีรษะทำให้กงชานต้องหันกลับมามอง จินยองกำลังห่อปากทำเสียงเฮลิคอปเตอร์หลอกค้างอยู่พลางจัดมงกุฎดอกเดซี่ทำมือบนผมนุ่มสีดำให้ดูเข้าที่เข้าทาง ไม่รู้ว่าคนรุ่นพี่แอบไปทำมาตั้งแต่เมื่อไหร่แถมยังหลอกเขาได้แนบเนียนจนเชื่อสนิทว่านั่นคือเสียงเฮลิคอปเตอร์จริงๆ

“ไหนกันฮะเฮลิคอปเตอร์ของฮยอง” เสียงหวานพูดแหย่ยิ้มๆ

“มันไปแล้ว” จินยองทำหน้าไม่รู้เรื่องหลังจากที่สวมให้เสร็จพลางยิ้มให้

“รู้สึกว่าจะหายไปเร็วจังเลยนะเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ ^///^

“เมื่อกี้มันโดนฉันกลืนเข้าไปในปากเรียบร้อยแล้วไง นายไม่ทันได้เห็นหรอก” จินยองห่อปากเลียนเสียงอีกครั้ง

“ฮยองเลียนแบบเสียงได้เหมือนมากเลยนะ ทำให้ดูช้าๆอีกรอบได้มั้ย” ใบหน้าใสดูหวานน่ารักมากขึ้นยามเมื่อสวมสิ่งที่เขาทำให้อยู่บนศีรษะ ผมนุ่มซอยเป็นทรงสวยสีดำสนิทตัดกับสีกลีบดอกเดซี่ขาวบริสุทธิ์ครอบคาดอยู่บนหน้าผากดูสวยจนมือรุ่นพี่ต้องยกไปลูบเบาๆ ตากลมใสแจ๋วสีดำโน้มเข้ามาใกล้ขณะที่ทำสีหน้าสนใจกับสิ่งที่เขาเลียนเสียงเมื่อกี้

“สอนให้ทำเอามั้ย”

“เอาๆ ผมอยากเลียนเสียงเฮลิคอปเตอร์เก่งเหมือนฮยอง ทำยังไงฮะ” หมาน้อยพยักหน้าด้วยความกระตือรือร้นเพราะมัวแต่ดีใจจนไม่ทันสังเกตว่าคนรุ่นพี่กำลังยิ้มหน้าเขินปนเจ้าเล่ห์อยู่ เจ้าของริมฝีปากสีส้มได้ผงกหัวขึ้นมาแตะเบียดเข้าไปในกลีบปากนุ่มหวานเบาๆพลางโอบเอวเล็กให้ลงมาแนบชิดกันเล็กน้อย กงชานแทบลืมหายใจเมื่อจินยองกดเน้นย้ำสัมผัสละมุนละไมตรงที่เดิมทั่วริมฝีปากบางซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนมีปุยเมฆบางเบาล่องลอยอยู่ในช่องท้องยามเมื่อรุ่นพี่ตะแคงใบหน้าแล้วแตะมอบสัมผัสหวานให้เขาใหม่อีกรอบเหมือนอยากจะบอกอะไรในใจ ก่อนที่ดวงตาเรียวรีจะละออกพร้อมริมฝีปากคุ้นเคยที่เขาเสพติดอย่างช้าๆแล้วกดลงบนสันจมูกแทน

“เจอกันครบสิบปีแล้วนะ” โครงหน้าที่ล้อมกรอบด้วยผมสีแดงขึ้นสีอย่างชัดเจนเมื่อเว้นระยะใบหน้าออกห่างกัน ปากบางอมชมพูยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยอ้อนเสียงหวานออกมา

“นึกว่าฮยองจะลืมวันนี้แล้วซะอีก”

“นายรู้เหรอว่าวันนี้วันอะไร”

“รู้สิ วันที่เราเจอกันครั้งแรกที่ร้านหนังสือวิเศษไง ^^ เพราะอย่างนี้ฮยองถึงได้ชวนผมมาเที่ยวที่นี่แต่เช้าใช่มั้ยฮะ” กงชานขยับลำตัวบางเพื่อหยิบโทรศัพท์เปิดหน้าเตือนเวลาวันสำคัญในปฏิทินให้ดู จินยองถึงกับหัวเราะออกมาเมื่อได้เห็น

“นายเองก็จดไว้เหมือนกันเหรอ ตอนนั้นที่แม่นายมารับฉันก็แอบจดเอาไว้” คนรุ่นพี่หยิบปิ๊กกีตาร์ที่ซุกอยู่ในกระเป๋าขึ้นมาดูเป็นหลักฐาน ในนั้นมีลายมือตัวใหญ่ของเด็กๆเขียนกำกับวันที่เอาไว้ แต่สีหมึกก็เลือนรางเต็มทีเพราะสภาพกาลเวลาที่ผ่านมานานและการใช้งานที่หนักหน่วงอยู่พอควร

“เคยเปลี่ยนปิ๊กบ้างมั้ยเนี่ยฮยอง” กงชานว่าขำๆเมื่อรับเอาปิ๊กกีตาร์ที่ว่าขึ้นมาดู เด็กชายจองจินยองเมื่อสิบปีก่อนลายมือก็ยังอ่านยากเหมือนตอนนี้ไม่มีผิด เพียงแต่เดี๋ยวนี้คนรุ่นพี่แค่เขียนตัวหนังสือเล็กลงกว่าเดิม

“ฉันใช้สลับกันหลายๆอันมันจะได้ยืดอายุการใช้งานได้นานหน่อย จะหยิบปิ๊กอันนี้มาใช้ก็ต่อเมื่อจะแต่งเพลงให้นาย” จินยองลุกขึ้นนั่งเอนกายลงเท้าแขนกับพื้นหญ้าข้างหลังพลางเหยียดขายาวไปข้างหน้า

“ถ้างั้นวันที่ฮยองเจอผมตอนที่ไปแอบดูฮยองเล่นกีตาร์ฮยองใช้ปิ๊กอันไหนแต่งเพลง Sweet Girl ให้ผมเหรอ?” ดวงตากลมจ้องมองเขาด้วยความสงสัยระหว่างที่ค่อยๆกระเถิบมานอนหนุนหน้าขาของคนรุ่นพี่

“ก็ปิ๊กอันนี้แหละ”

“ได้ไงตอนนั้นฮยองยังไม่รู้ซะหน่อยว่าผมเป็นเด็กคนนั้น”

“อืม ก็เพราะอย่างนั้นไง ฉันถึงไม่อยากเข้าใกล้แล้วก็แกล้งทำเป็นคนเพี้ยนเพื่อหลบหน้านาย นายทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังนอกใจเด็กน้อยคนนั้น” จินยองเริ่มหน้าร้อนขึ้นเรื่อยๆระหว่างที่นึกถึงความรู้สึกตอนนั้น กงชานช้อนตาขึ้นมองหน้าลำบากใจของรุ่นพี่แล้วก็หัวเราะอย่างขบขัน

“แสดงว่าผมก็เสน่ห์แรงเหมือนกันนะเนี่ย ทำฮยองตกหลุมรักได้ตั้งสองครั้งแน่ะ” เสียงใสชมตัวเองพร้อมยิ้มน่ารักล้อเลียนเจ้าของตักที่นอนหนุนอยู่

“หลงตัวเองชะมัดเลยเด็กคนนี้” จินยองส่ายหน้าน้อยๆพลางขำ “อะไรทำให้ฉันต้องมาสะดุดตากับลูกหมาบ๊องอย่างนายทุกครั้งเลยนะกงชานชิค”

“อาจจะเป็นความอ้อล้อแรงและความน่ารักสดใสในตัวของผมที่เปล่งออร่าเจิดจ้าใส่ฮยองก็เป็นด้ายยย~ ^[ ]^” กงชานจับมงกุฎดอกไม่ที่ครอบอยู่บนหัวไม่ให้หลุดยามเมื่อพลิกตัวไปมาบนตักจินยอง

“แต่ตอนที่เจอนายข้างรั้วบ้านตอนนั้นฉันรู้สึกแย่เอามากๆเลยล่ะ ฉันตามหาเด็กคนนั้นมาตั้งหลายปี แต่กลับมารู้สึกใจเต้นแรงกับใครอีกคนตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน เพราะงั้นฉันก็เลยรีบปิดประตูหลบหน้านายไปแล้วไม่ออกมาจากบ้านอีกเลย” น้ำเสียงจินยองดูเคร่งเครียดอยู่พักหนึ่งแต่แล้วก็หลุดขำออกมาเมื่อก้มลงมองหน้าเด็กแบ๊วที่กระพริบตาปริบๆเอาหน้าถูไถกับหน้าท้องประจบเขาเหมือนอยากเล่นงับจานร่อนด้วยกัน

“ผมยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าฮยองอีก ผมปีนรั้วมากอดอ้อนรุ่นพี่ข้างบ้านที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน ยอมไปเที่ยวรับกำไลกระพรวนมาจากเขาแถมยังปล่อยให้เขาสวมให้กับข้อมือตามใจชอบด้วย”

“ฉันแย่กว่านายก็ตรงที่เหมือนไปให้ของหมั้นกับคนอื่น ทั้งที่ในใจฉันก็ยังรู้สึกผูกพันแล้วก็อยากเจอเด็กคนนั้นอยู่เหมือนเดิม” จินยองถอนหญ้าเล่น

“ฮยองแอบเจ้าชู้ ผมจะไปฟ้องฮยองหมาจิ้งจอกสิบขวบตอนนั้น” กงชานทำหน้ายู่

“นายเองก็หวั่นไหวกับฉันเหมือนกันนั่นแหละ ถึงกับอึกอักหน้าแดงพูดไม่ถูกเลยไม่ใช่หรือไงตอนที่เดินมาคุยกับฉันครั้งแรกน่ะ” จินยองย้อนคิดแล้วก็ขำ ไอ้ลูกหมาตอนนั้นดูหน้าเหวอมากทีเดียวตอนที่โดนเขาจับได้ว่ามาแอบฟังเพลงซะตั้งนาน กงชานได้ฟังแล้วก็แลบลิ้นเถียงคนรุ่นพี่ทันที

“ผมตกใจต่างหากล่ะ ฮยองหน้าดุจะตายชัก ชวนพูดด้วยก็ถามคำตอบคำ”

“หน้าดุหรือเท่กันแน่ เห็นวันนั้นมาชะโงกหน้ามองหาฉันตั้งหลายครั้ง เปิดเทอมวันแรกก็รีบปรี่เข้ามากินข้าวโต๊ะเดียวกับฉันอีก”

“นี่ฮยองเห็นด้วยเหรอว่าผมแอบไปชะโงกรั้วดู O_o

“อืม เพราะฉันก็แอบมองนายอยู่ในบ้านเหมือนกัน (.///.)”

“ร้ายกาจที่สุด” กงชานหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่พลางตีหน้าตักคนผมแดงเบาๆทำให้จินยองหลุดหัวเราะตามกับความจริงที่เพิ่งมาเปิดเผยเอาวันนี้

“งั้นเรื่องนี้เราก็เสมอกันอีกแล้วนะรุ่นพี่” กงชานลุกขึ้นนั่งบ้างพลางเอียงหัวซบกับไหล่คนข้างๆระหว่างที่แหงนหน้ามองดูก้อนเมฆที่เปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ ผมสีไวน์เอียงลงมาแนบกับใบหูเล็กทำให้รู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย

“มันก็ควรจะต้องเป็นอย่างนั้นแหละ” ก็ดันตกหลุมรักพร้อมกันตั้งสองครั้งนี่นะไอ้ลูกหมาแสบ

“คิดไปคิดมาฮยองเคยสอนอะไรให้ผมได้สำเร็จบ้างมั้ยเนี่ย สอนผมผิวปากตอนนั้นก็ไม่เห็นว่าผมจะผิวเป็นเลย” กงชานหัวเราะเมื่อนึกถึงวันที่ความจริงเปิดเผยในวันแรก

“ยังอยากผิวได้อยู่มั้ยล่ะ” จะว่าไปก็จริง เพราะบทสนทนาวันนั้นมันไม่ได้จบที่วัตถุประสงค์ที่อยากให้เป็นในตอนแรก เขาดันห้ามใจตัวเองไม่ไหวทำมันพังซะก่อน...=_=

“งืมมม...ไม่เอาแล้วดีกว่า ผิวไม่เป็นก็ช่าง ฟังฮยองผิวอย่างนี้ก็เพลินไปอีกแบบ แต่อยากทำเสียงเฮลิคอปเตอร์ได้บ้าง” คนผมดำพยายามจะทำเสียงใบพัดแบบจินยองในตอนแรกแต่ก็ออกมาล้มเหลวไม่เป็นท่า รุ่นพี่ฟังเสียงตลกของเด็กน้อยแล้วก็หัวเราะก๊ากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“ฮ่ะๆ เสียงอย่างกับคอมเพรสเซอร์แอร์เสียแน่ะ”

“ปากร้ายจัง แต่ผมทำเสียงชิมแพนซีกับแมวน้ำได้นะ -_-*” กงชานอวดบ้าง

"หืม จริงดิ? สงสัยจะโม้ซะมากกว่าล่ะมั้งงงง ^^"

"จริง ทำเสียงไก่ก็ได้นะ ฟังแล้วฮยองจะต้องตะลึง"

“ไหนๆลองทำให้ดูหน่อย ทำได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่เห็นเคยบอกเลย” จินยองมองหน้าใสที่ซบอยู่ด้วยความสนใจ

“ไม่เอา เก็บไว้ทำที่บ้านมั่ง ทำที่นี่ให้ดูเดี๋ยวคนแถวนี้จับผมเข้าสวนสัตว์”

“เหมือนขนาดนั้นเชียว? ^^

“แน่น้อนนน ฮยองดูซะก่อนว่าผมอยู่ระดับไหนแล้ว” กงชานซุกหน้าลงกับใบหน้าเรียวด้านข้างที่แนบมาอย่างสบายใจ ทำให้ดวงตากลมโตอยู่ในระยะที่เหลือบไปเห็นปิ๊กกีตาร์ในมือรุ่นพี่ที่ถือไว้บนตักพอดี

“แสดงว่าวันนี้ผมก็ได้เพลงที่ฮยองแต่งให้เพิ่มขึ้นมาอีกเพลงแล้วสิ”

“ฮึ?” ลมหายใจอุ่นๆเป่ารดลงบนแก้มข้างที่ไม่ได้ซบไหล่ระหว่างที่หันหน้ากลับมามอง

“ก็ฮยองพกปิ๊กกีตาร์อันนี้มาไง” ขนตาแพหนาที่ลืมขึ้นสัมผัสโดนใบหน้าด้านข้างของรุ่นพี่พลางเหลือบไปทางสมุดแต่งเพลงเล่มเล็กสีส้มแบบเนียนๆ

~I can love you everyday วันนี้คุณอยากทำอะไร อยากไปดูหนังกับผมไหม เพียงแค่คุณตามผมมา” เสียงนุ่มฮัมเพลงท่อนสั้นๆให้ฟังข้างหูเบาๆเมื่อเห็นเจ้าตัวแอบชะโงกหน้ามาดูสมุดแต่งเพลงของเขาด้วยความอยากรู้

อันนี้ชวนจริงหรือแค่เนื้อเพลงที่แต่ง?

“นายคิดว่าไงล่ะ” แม้ตาจะไม่ได้สบกันเพราะมัวแต่แหงนมองฟ้าอมยิ้มกันไปมา แต่มือที่วางอยู่ข้างๆกันกลับค่อยๆกระเถิบกุมกันไว้เบาๆด้วยความรู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก เหมือนไม่ต้องมองตาหรือสื่อสารอะไรให้มากความก็สามารถเข้าใจกันได้ทุกอย่าง

“ตอนเย็นแล้วกัน ตอนนี้อยากอยู่กับฮยองที่นี่มากกว่า” มือเล็กอีกข้างยกกล้องที่คล้องคออยู่ถ่ายรูปหงส์ในทะเลสาบเสียหลายช็อต จากนั้นจึงเปิดไฟล์เลื่อนรูปในกล้องให้คนที่ให้ยืมบ่าดูทีละไฟล์

“สวยมั้ย” กงชานถามระหว่างที่ให้จินยองดูรูปที่ตัวเองถ่ายหลายสิบรูปในกล้องฟิล์มดิจิตัล คนผมสีไวน์รับมาดูแล้วอมยิ้มออกมาเมื่อเห็นรูปสวยๆที่ไล่ดูแต่ละรูปส่วนใหญ่มีแต่รูปเขาตอนที่อยู่ในอริยาบถเผลอทั้งนั้น

“เก่งเหมือนกันนะเนี่ย”

“แน่นอน ได้นายแบบทั้งหล่อทั้งเท่ ถ่ายออกมาไม่ดีผมให้ฮยองจับลงโทษตีก้นไม่จำกัดจำนวนเลย ^^

“ทะลึ่งใหญ่แล้วนะเรา” จินยองเขกหัวกงชานด้วยแววตายิ้มๆที่พูดจาทะเล้นชมทั้งตัวเองและคนข้างๆเสร็จสรรพ รุ่นพี่ผมไวน์ไล่ดูไปเรื่อยๆแล้วก็ต้องมาสะดุดกับรูปเขาที่มีผีเสื้อเกาะอยู่บนจมูกตอนขณะที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนกองฟาง

“ไปแอบถ่ายฉันมาตอนไหนเนี่ย” ตาเรียวหันไปสบสายตาหวานที่กระพริบปิ๊งๆรออยู่บนไหล่เพราะเจ้าตัวก็คอยดูรูปไปพร้อมๆกันด้วย

“วันที่ไปทัศนศึกษาไง เห็นฮยองแอบไปทำตัวติสท์นอนหลับอยู่คนเดียวเลยถ่ายมา ฮยองชอบมั้ยฮะ” เสียงใสพูดอย่างเอาใจพลางใช้มือเล็กทั้งสองข้างเหนี่ยวบนไหล่กว้างข้างซ้ายเอาไว้

“มันบินมาตอมตอนไหนทำไมฉันไม่เห็นรู้ตัวเลย” จินยองซูมภาพให้เข้าไปใกล้ด้วยความสงสัยว่าเป็นผีเสื้อจริงๆหรือเปล่า

“จะรู้ได้ไงล่ะ ฮยองหลับขี้เซาจะตาย แค่ผีเสื้อเกาะจมูกแค่นี้ไม่ตื่นง่ายๆหรอกฮะ ต้องใช้อย่างอื่นปลุก” ปากบางคลี่ยิ้มแซว ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้เริ่มมีคนมานั่งใกล้ๆพวกเขาแล้วจินยองคงจะจับคนขี้ยั่วข้างๆให้ปลุกเขาอย่างที่พูดเมื่อกี้เสียที ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมทุกอย่างที่ดูเป็นกงชานสำหรับเขามันถึงได้น่ารักกำลังดีได้ขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะเขารักเด็กคนนี้มากเสียจนเริ่มรู้สึกอย่างนี้กับคนอื่นไม่ได้แล้วล่ะมั้ง

“ชอบ รูปนี้ฉันดูหล่อดี”

“โหยอะไรเนี่ย ไม่คิดจะชมคนที่ถ่ายซักคำ” กงชานว่าหน้ามุ่ยก่อนจะเหลือบมองคนรุ่นพี่แล้วยิ้มออกมาอีกรอบเมื่อเห็นจินยองยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดูรูปนั้นไม่เลิก

“ชอบเดี๋ยวผมอัดให้ ความจริงกะไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะให้เป็นของขวัญวันนี้ ฮยองดันให้ตัดหน้าผมก่อนซะได้”

“ขอบคุณนะ” จินยองหอมศีรษะเล็กที่หนุนไหล่อยู่ “ไม่ใช่แค่เรื่องรูป แต่ขอบคุณที่นายเกิดมาให้ฉันได้” คนผมแดงเว้นระยะคำพูดเพราะกำลังต่อสู้ในใจอย่างหนักระหว่างความฟอร์มจัดกับความอยากพูดอะไรที่จริงใจบ้าง กงชานพลิกหน้าขึ้นมองสีหน้าฮยองแล้วก็หัวเราะกับท่าทางขัดเขินนั่นเล็กน้อย

“ไม่เป็นไรน่า~ ผมรู้ว่าฮยองจะพูดอะไร” รุ่นน้องหน้าหวานหัวเราะอีกพอเห็นถึงความพยายามของจินยองที่จะพูดคำนั้นออกมา “แต่เรื่องที่ทำให้ผมเกิดมาให้ฮยองได้รักเนี่ยฮยองต้องไปขอบคุณแม่ผมเอาเองนะ”

“ว่าที่แม่ยายฉันน่ะเหรอ”

“ทีอย่างนี้ล่ะพูดได้ไม่อายเชียวนะฮะพี่จินยอง =_=///” ไอ้เรื่องที่เขาเขินฮยองคนเก่งกลับพูดได้สบายบรื๋อซะงั้น เอาเป็นว่าผลัดกันเขินคนละแบบแล้วกัน

“แม่นายหน้าตาเป็นยังไงนะ ฉันจำได้ว่าท่านเป็นผู้หญิงตัดผมสั้น แล้วก็หน้าตาเหมือนนายมากๆ อืมแล้วก็..เรียกนายว่าชานนี่” จินยองโยกตักไปมาระหว่างที่ถามพลางมองหน้ากงชานไปด้วย

“จำแม่นจัง ^^ ขนาดเคยเห็นแค่ครั้งเดียวนะเนี่ย”

“ฉันกินปลามาเยอะ”

“ปลากระป๋องสีแดงเหมือนผมฮยองน่ะเหรอ”

“ฉายานั้นน่ะลืมๆมันไปเหอะ -_-^

“พี่จองจินยอง เปิดปลากระป๋องด้วยมือเปล่าเท่จะตาย คนตั้งให้ก็น่ารักโอ๊ยดีดหน้าผากอีกแล้วนะ -^-” คนรุ่นน้องบึนปากใส่เมื่อนิ้วหนักดีดลงกลางหน้าผากอย่างไม่ปรานี

“ก็นายหลงตัวเองได้น่าหมั่นเขี้ยวดี” จินยองยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างผู้ชนะพลางหันไปมองไอ้หมาน้อยที่นอนซบไหล่ลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ

“เจ็บเหรอ เป่าเพี้ยงให้เดี๋ยวหายเลย” จินยองเป่าลมใส่หน้าผากใสแรงๆแกล้งให้ลมพัดผมสีดำข้างหน้าปลิวไสวเล่นๆอย่างอารมณ์ดี

“แหยะ น้ำลายกระเด็นเต็มหน้าผมแล้วฮยอง :P

“ทำเป็นรังเกียจนะไอ้ลูกหมา น้ำลายฉันเข้าไปอยู่ในปากนายไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว”

ผัวะ!

“พูดอะไรของฮยองเนี่ย น่าไม่อาย ><” มือบางฟาดลงตักเขาก่อนจะทำหน้าแดง

“ฉันหมายถึงเราก็กินข้าวช้อนเดียวกันออกจะบ่อย แค่นี้ทำมาขยะแขยง คิดอะไรของนายทำไมต้องทำท่าเขินด้วยฮึกงชาน” จินยองเลิกคิ้วยิ้มมุมปากอย่างเหนือชั้นกว่าเมื่อเห็นกงชานทำหน้าเลิ่กลั่กพอได้ฟังคำตอบของเขา

“อะเอ่อ -///-” เสียงหวานพูดตะกุกตะกักทันทีที่ริมฝีปากสีส้มสวยขยับเข้าไปใกล้หูเพื่อกระซิบบอกอะไรบางอย่าง

“เด็กทะลึ่ง ^^

“มะ..ไม่ใช่ซะหน่อยฮยองก็คิดแบบผมแต่จงใจทำให้ผมไขว้เขวใช่มั้ยฮะ”

“นอกจากจะเป็นเด็กทะลึ่งแล้วกงชานชิคก็เป็นเด็กขี้ตู่ด้วยฉันบอกตอนไหนกันว่าคิดแบบนาย” ตาเรียวสวยหันไปล้อเลียนตาแป๋วสีดำข้างๆที่ค้อนขวับใส่เขาอย่างจนปัญญา

“ฮยองคิดเหมือนผม แต่ชอบแกล้งผมให้อาย”

“เปล่านะ”

“แอบนึกเหมือนกันนั่นแหละ”

“ลูกหมาขี้มั่ว”

“มองตาก็เห็นไปยันไส้ติ่งแล้ว”

“เขินเองก็อย่าพาลสิชานชิค”

“ไม่ต้องก๊อปปี้เอาคำพูดผมมาใช้เลย หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ หมาจิ้งจอกขี้แกล้ง หมาจิ้งจอกจอมขี้เก๊ก หมาจิ้งจอกนิสัยไม่ดี”

“ว่าเสร็จหรือยัง” จินยองยักไหล่ให้หัวทุยที่ซบอยู่กระเด้งไปมา

“ยัง เหลืออีกเยอะเลย ชาติหน้าก็ยังว่าไม่หมดหรอกถ้าฮยองอยากฟังจนจบ :P

“งั้นไปกินข้าวรอก่อนนะ ฉันหิวแล้ว ว่าเสร็จเมื่อไหร่นายก็ค่อยตามมาก็ได้ไม่ต้องรีบ ^^” คนผมแดงผุดลุกพร้อมยิ้มทะเล้นให้คนโดนแกล้งเจ็บใจเล่นๆก่อนจะเดินไปนั่งบนเสื่อที่ปูเตรียมไว้อย่างกวนๆ

“รีบชิ่งเลยนะพี่จินยอง เตรียมอะไรมากินมั่งฮะ” คนผมดำพยายามยืดคอมองอาหารที่วางอยู่บนเนินตลิ่งแต่ก็มองไม่เห็น จินยองค่อยๆหยิบอาหารในตะกร้าออกมาเตรียมทีละอย่าง

“ก็มีพายสับปะรด ทาร์ตส้ม ข้าวปั้นห่อสาหร่าย ขนมปังทาแยมสามรส ช็อกโกแลตมูส ของโปรดนายทั้งนั้นเลยนี่แต่นายคงยังไม่กินตอนนี้หรอกมั้ง~

“เดี๋ยวสิ กินด้วยยยยย” แล้วไอ้ลูกหมาก็รีบวิ่งต๊อกแต๊กมาทิ้งตัวลงนั่งจุ้มปุ๊กบนเสื่อข้างๆกันในระยะเวลากระชั้นชิด ทำไมจินยองจะไม่รู้ล่ะว่าคนข้างๆเขาหิวจนท้องร้องไปหลายรอบแล้ว ข้าวเช้าก็กินไปแค่นิดเดียวเพราะจะรีบมาเที่ยวพร้อมเขา แถมยังหมดพลังงานไปกับการวิ่งเล่นซนเกือบทั้งวันแทบไม่รู้เท่าไหร่

“ขอแยมบลูเบอร์รี่นะ” คางมนเกยบนไหล่ตอนที่มองมือจินยองที่กำลังทำท่าจะป้ายแยมลงบนขนมปังพร้อมทำสายตาปิ๊งๆ

“อันนี้ฉันจะทำให้ตัวเองกิน -__-

“โกหกไม่เนียนอีกแล้ว ฮยองกินขอบขนมปังที่ไหนกันล่ะ เห็นก่อนทาแยมทีไรก็เลาะออกก่อนทุกที” ดันรู้อีกเอ้อ..หมดคำแก้ตัวแล้วล่ะจองจินยอง

“อืม” มืออีกข้างส่งขนมปังให้เมื่อทาแยมรสที่เจ้าตัวร้องขอเรียบร้อยแล้ว

“ขอบคุณฮะจินยองฮยอง ^^” กงชานยิ้มใสแล้วกัดขนมปังชุ่มแยมอย่างเอร็ดอร่อย คนข้างๆเขาก็ช่างรู้นิสัยเขาไปหมดทุกอย่าง ดูจากการที่คนรุ่นพี่ทาเนื้อแยมซะชุ่มทั่วเนื้อขนมปัง ไม่เอาแต่แปะไว้ตรงกลางเป็นกระจุกคงจะพอสังเกตมาเหมือนกันล่ะสิท่าว่าเขาไม่ชอบกินขนมปังแห้งๆฝืดคอ

“อยู่กับฉันมากๆนายคงเป็นอัมพาตเข้าซักวัน” จินยองพูดระหว่างค้นของกินในตะกร้าสำหรับตัวเองขึ้นมา

“ทำไมล่ะฮะ”

“ฉันทำกับข้าวให้นายกินทุกมื้อ ป้อนอาหารให้นายทุกครั้ง สระผมเช็ดผมให้ ทายาให้ ขี่รถไปส่งที่โรงเรียน บางครั้งก็ทำการบ้านให้นายด้วย อุ้มนายขึ้นไปนอนบนเตียงเวลาหลับคาโต๊ะทำงาน มีแค่อาบน้ำกับตื่นนอนที่นายทำได้เองโดยไม่มีฉัน” จินยองไล่นึกทีละอย่าง กงชานทำหน้าใคร่ครวญกระพริบตาปริบๆแล้วยิ้มกว้างออกมาเมื่อคิดออก

“ไม่ต้องห่วงหรอกฮะฮยอง ผมไม่มีวันเป็นอัมพาตได้หรอก”

“ฉันทำให้นายหมดทุกอย่างขนาดนี้ก็เสี่ยงไปห้าสิบเปอร์เซนต์แล้ว” จินยองพูดกลั้วขำระหว่างที่กินแซนด์วิชไส้แฮมไปด้วย กงชานค่อยๆขยับตัวเข้ามาใกล้จับมืออุ่นของรุ่นพี่ข้างที่วางไว้บนเสื่อยิ้มๆพลางมองตาเรียวรีที่หันมาสบกันอย่างมึนงงว่าหมาน้อยกำลังจะทำอะไร

“มันมีอยู่อย่างหนึ่งแหละที่เวลาผมอยู่กับฮยองแล้วมันก็ยังเคลื่อนไหวทำงานอยู่ตลอดเวลา” มือบางจับมือเขาคลี่ออกแล้วทาบบนหน้าอกข้างซ้ายที่มีก้อนเนื้อเท่ากำปั้นกำลังเต้นกระหน่ำอยู่

“ยิ่งเวลาที่อยู่ใกล้ฮยองมันก็ยิ่งทำงานหนัก” ร่างบางเขยิบเข้ามากระแซะอีกแม้จะก้มซ่อนใบหน้าอมชมพูด้วยความอายเล็กน้อยส่งผลให้สิ่งที่อยู่ใต้อกบางเต้นเร็วขึ้นตามที่เจ้าตัวบอกจริงๆ

“ผมไม่มีวันเป็นอัมพาตได้หรอกตราบใดที่ฮยองยังอยู่ใกล้ๆผม เจ้าสิ่งนี้มันก็จะยังทำงานอยู่ -///-” คนผมแดงมองคนข้างๆที่ออเซาะเขาอยู่ทั้งที่ใจเต้นแทบตายอย่างขำๆ มืออุ่นลูบยีผมดำให้ยุ่งด้วยความหมั่นเขี้ยวเต็มประดา

“อ้วก ทำไมถึงชอบขยันหยอดมุกเสี่ยวจังฮึไอ้ลูกหมา”

“หยอดนิดหยอดหน่อยหยอดบ่อยๆก็อร่อยดีนะฮยอง ^^

“ฉันทำพรวันเกิดนายให้เป็นจริงครบหมดแล้วนะ” จินยองหยิบขนมปังบาร์แก๊ตราดช็อกโกแลตขึ้นมากิน กงชานหันมามองแล้วพยักหน้าหงึกๆเพราะอาหารยังเคี้ยวอยู่เต็มปาก

“ฮะ เกินกว่าที่ผมวาดฝันไว้ตั้งเยอะ” หน้าใสชำเลืองมองนาฬิกาบนข้อมือของรุ่นพี่ที่ยังหยุดเวลาไว้ตอนวันเกิดเขาแล้วก็ระบายยิ้มสวยออกมา รู้ว่าใช้ดูเวลาไม่ได้ก็ยังจะใส่ติดตัวเหมือนเดิมอีกเนอะคนเรา

พี่จินยองสุดติสท์ของเขาแสนดีที่สุดในโลก ^___^

“รุ่นพี่ถามจริงๆเหอะนะ” เสียงที่พูดอู้อี้นิดหน่อยเพราะยังเคี้ยวสิ่งที่อยู่ในปากไม่หมดซะทีเดียว “ทำไมเมื่อตอนสิบปีก่อนฮยองถึงได้เดินเข้ามาคุยกับผมล่ะ”

มือของจินยองหยุดบิขนมปังเข้าปากไปชั่วขณะ แต่กงชานก็ยังคงถามต่อเพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตากัดขนมปังแยมบลูเบอร์รี่ในมือตัวเองเข้าปากด้วยความหิว

“ผมมาลองคิดๆดูแล้ว ฮยองเองก็ไม่ใช่คนพูดเยอะหรือมนุษยสัมพันธ์ดีซักเท่าไหร่ ผมเองตอนนั้นก็ดูยังไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าจนถึงขั้นไม่ยอมตอบบางคำถามด้วยซ้ำ ทำไมฮยองถึงยังใจดีกับผมอยู่อีกล่ะฮะ”

ดวงตาแป๋วกลมใสหันมาสบกันระหว่างที่รอคำตอบ จินยองเอื้อมมือไปปาดเช็ดแยมสีม่วงที่เลอะขอบปากให้ระหว่างที่ทำหน้าครุ่นคิดอย่างไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน

“นั่นสิทำไมนะ” คนผมแดงเหม่อมองไปข้างบนยอดไม้ขณะที่คิดย้อนกลับไป

“ฉันรู้แค่ว่าฉันอยากทำให้นายอารมณ์ดีขึ้น ความจริงฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วแหละว่านายไม่ได้สะอึกเพราะหิวน้ำ” จินยองหัวเราะออกมาเล็กน้อย กงชานยังคงนั่งเหยียดขาพิงไหล่ตั้งใจฟังเขาเล่าเหมือนทุกทีเวลาที่ฟังนิทาน

“แต่พอฉันล้อเล่นอย่างนั้นแล้วนายร้องไห้หนักกว่าเดิมฉันก็เลยต้องใช้วิธีปลอบเอา ฉันอยากให้นายคุยกับฉันซักนิดก็ยังดีก็เลยเลือกที่จะจูงมือนายเข้าไปในร้านหนังสือร้านนั้นแล้วก็บอกว่ามันเป็นร้านหนังสือวิเศษ”

“ฮ่ะๆฮ่า แล้วผมก็ดันเชื่อเรื่องที่ฮยองเอามาหลอกล่ออีกต่างหาก” กงชานขำ

“นายดูเป็นเด็กดีมั้ง ฉันก็เลยเดินเข้าไปสะกิดนายตอนที่เห็นนายร้องไห้ ฉันรู้สึกไม่ชอบเอามากๆเลยเวลาที่เห็นเด็กคนนี้น้ำตาไหล เพราะงั้นก็เลยสอนให้

“กลืนน้ำตาตัวเองเวลาที่สะอึก” กงชานพูดดักหน้าอย่างรู้ทันแล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมกับรุ่นพี่ในความเป็นเด็กในตอนนั้นของทั้งคู่

“ใครจะไปรู้ล่ะว่านายจะเชื่อฟังทำตามที่ฉันบอกจนถึงทุกวันนี้” จินยองหยิบกล่องน้ำองุ่นเย็นฉ่ำขึ้นมาดูดอย่างอารมณ์ดี “ฉันไม่อยากให้นายลืมฉันไปง่ายๆ ก็เลยสอนอะไรแปลกๆให้นายจำ”

“ก็นั่นน่ะสิก่อนไปรุ่นพี่ยังมีการย้ำกับผมด้วยนะว่า ฉันคือหมาจิ้งจอกไงล่ะลูกหมาน้อย จำเอาไว้ให้ดีๆล่ะ” กงชานพูดทำท่าเลียนแบบจินยองในวัยเด็กทำให้คนผมสีไวน์มองคนข้างๆที่เล่นซนด้วยความเอ็นดู

“เกือบเหมือนละ แต่ต้องยิ้มตาให้ตี่กว่านี้นิดหนึ่ง” จินยองหันไปยิ้มอย่างที่ว่าให้ดูเป็นตัวอย่าง กงชานจ้องลงไปในดวงตาเรียวรีที่แสนอบอุ่นคุ้นเคยใกล้ๆแล้วก็เผลอยิ้มกว้างตามออกมา

“ชอบเวลาฮยองยิ้มอย่างนี้ที่สุดเลย ^^

-_-

“อ้าว หุบซะละ ทักนิดทักหน่อยไม่ได้เลยนะฮะพี่จินยอง” กงชานมองตาละห้อยด้วยความเสียดายรอยยิ้มเมื่อกี้

“ใครจะไปยิ้มได้ตลอดเวลา เมื่อยปาก” จินยองดูดน้ำองุ่นจากหลอดแก้เขินดวงตาแป๋วที่ส่งสายตาอ้อนเขาอยู่บนบ่า

“ทีทำอย่างอื่นไม่เห็นเมื่อยเลย -3-” คนรุ่นน้องว่าขมุบขมิบ

“ทำอะไรของนายล่ะที่ว่าไม่เมื่อย” ริมฝีปากหยักปล่อยหลอดที่ดูดออกระหว่างตะแคงหน้าถาม เปิดช่องว่างให้ปากเล็กรีบฉวยช่วงเวลานั้นจุ๊บเบาๆบนปากอุ่นๆที่ฉ่ำไปด้วยน้ำผลไม้พลางเม้มดึงตามสไตล์เด็กน้อยของเจ้าตัวไปหนึ่งที

“ปากหวานกลิ่นองุ่นจัง ^^” คนตาหวานโน้มท้ายทอยของคนรุ่นพี่เข้ามาใกล้อีกเพื่อจะถามบางประโยคกับคนที่ยังแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก

“แล้วทำอย่างนี้ฮยองเมื่อยปากมั้ยล่ะฮะ” ยังจะมีการมาทำตาหวานเชื่อมยิ้มพราวยั่วเขาอีก

“ก็..ฉันเพิ่งกินน้ำองุ่นไป นะ..นายจะให้มันเป็นกลิ่นแตงโมหรือไงล่ะ -_-;;

“ฮ่าๆๆๆ พี่จินยองงง~ ตื่นเต้นเหรอฮะ ถามตอบไปคนละทิศละทางเลย” กงชานระเบิดหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าช็อคตื่นตระหนกของฮยองตอนที่ตอบคำถามแบบสติหลุดลอย ลองเขาแกล้งแบบนี้ทีไรคนรุ่นพี่เป็นต้องพูดจาตะกุกตะกักทำอะไรไม่ถูกทุกที

“กินเสร็จแล้วก็ช่วยฉันเก็บของด้วยล่ะ ฉันจะไปเตรียมรถ” ร่างสูงมองเหลือบข้างอย่างงกๆเงิ่นๆแล้วรีบลุกวางของใส่ตระกร้ารถทั้งที่ขนทปังบาร์แก๊ตยังคามืออยู่

“ไม่ต้องรีบก็ได้ฮยอง ยังกินไม่เสร็จเลยไม่ใช่เหรอ หาอะไรอย่างอื่นทำแก้เขินไปก่อนก็ได้”

“เงียบเหอะน่าไอ้ลูกหมา ใครว่าฉันเขิน =///=*” จินยองหันไปเถียงคนอายุน้อยกว่า

“ไม่เขินก็ได้ อากาศมันร้อนนนน ฮยองก็เลยหน้าแดง คิคิ ^^” กงชานว่าพลางเดินไปช่วยหยิบม้วนเสื่อและตะกร้าอาหารไปเก็บที่รถแล้วคล้องโน้มคอจินยองเข้ามาจ้องใกล้ๆอย่างเป็นต่อ

“จะแกล้งอะไรฉันอีกล่ะ”

“จะรีบกลับบ้านไปทำอะไรเหรอฮยอง~” กงชานแกล้งถามให้จนมุม

“เก็บผ้าไง ฉันตากทิ้งเอาไว้เดี๋ยวฝนมันตก” คนผมสีไวน์พูดเสียงเข้ม

“เอร้อยวันพันปีผมก็เป็นคนเก็บให้ตลอด ไม่เห็นฮยองจะเคยเดือดเนื้อร้อนใจเลยนี่นา” กงชานตะแคงหน้าใสกระพริบตาคลี่ยิ้มหวานให้

“จะไปดูหนังกับฉันมั้ย ถ้าไปก็รีบๆทำตามที่ฉันบอกเหอะน่า” ลำแขนแกร่งล็อคเอวบางเข้ามาใกล้ให้สมใจอยากของเจ้าตัวที่ต้องการจะแกล้งเขาให้มันหมดเรื่องไป

“โอ๊ะนี่เรียกชวนผมแล้วเหรอเนี่ย ไหนลองชวนใหม่ดีๆหวานๆอีกรอบซิฮยอง เผื่อผมว่าอาจจะเปลี่ยนใจ” มือเรียวประคองใบหน้าเขาระหว่างที่เลิกคิ้วบางสวยขึ้นเล็กน้อยเป็นการเอาคืน หน้าของจินยองตอนนี้แดงมาก แดงเสียจนรู้สึกถึงอุณหภูมิที่ร้อนฉ่าระหว่างใช้มือจับที่หน้าเรียวคมเข้ม แต่นั่นก็ทำให้กงชานอยากแกล้งคนรุ่นพี่คืนเสียบ้างเมื่อเช้าอยากมาล้อว่าเขาดำดีนัก ฮึๆ ^__^

“เดี๋ยวฉันไปดูเองคนเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องง้อนายหรอก” จินยองยู่ปากเล็กน้อยทำคิ้วเข้มพันกันกลบเกลื่อน

“คิดให้ดีๆนะฮยอง ไม่มีใครป้อนป๊อบคอร์นนะ”

“แล้ว…?” มันต้องมีซักครั้งแหละน่าที่เขาจะไม่แพ้ลูกไม้ตื้นๆของเด็กคนนี้

“ไม่มีใครซบไหล่นะ ไหล่ของฮยองมันต้องเบามากแน่ๆเลยถ้าไม่มีหัวผมซุกอยู่” มือบางเกลี่ยเส้นผมสีไวน์ให้ลงมาปรกหน้าผากเพราะรู้ว่าจินยองชอบให้ผมมาบังคิ้วมากกว่า ตาเรียวเริ่มมีแววเลิ่กลั่กอย่างชัดเจน

“ฉันจะเปิดแผ่นดูที่บ้าน ตัดเรื่องป๊อปคอร์นกับซบไหล่ไปได้เลย -_-;;

“ถ้างั้นยิ่งต้องคิดหนักเลยแหละ ใครจะหนุนตักอยู่วิจารณ์หนังไปพร้อมฮยองล่ะจริงมั้ย ^^

“ก็ไม่เป็นไร ฉันดูเองวิจารณ์เองคนเดียวก็ได้”

“งั้นก็น่าเสียดายนะฮยองกลับไปดูคนเดียวเถอะฮะ เดี๋ยวผมจะนั่งรออยู่ตรงนี้ซักพัก เพราะดูเหมือนนูน่าตรงโน้นเขาจะอยากคุยอะไรกับผมก็ไม่รู้” กงชานหันไปยิ้มน่ารักโบกมือบ๊ายบายให้กับกลุ่มผู้หญิงที่ว่าอย่างร่าเริง พอได้รับปฏิกริยาตอบสนองจากรุ่นน้องหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มก็เหมือนพวกหล่อนจะหัวเราะคิกคักตีกันไปมาด้วยความระริกระรี้ ทำให้จินยองมองคนในวงแขนด้วยใบหน้าเรียบตึง

“นายจะอยู่ตรงนี้คนเดียวได้ไง กลับไปพร้อมฉันก็ได้เดี๋ยวไปส่งที่บ้าน” คนผมแดงมองผู้หญิงพวกนั้นด้วยสายตาดุๆ

“ฮยองกลัวอะไรล่ะ สวนโล่งจะตายไม่มีใครมาวิ่งราวทรัพย์ฆาตกรรมกันได้ง่ายๆหรอก” กงชานพูดยั่วพร้อมหันไปยิ้มใสซื่อให้ผู้หญิงกลุ่มนั้นอีก

“ฝนมันจะตกอยู่แล้วนายไม่เห็นเหรอ เดี๋ยวก็ติดฝนไข้กลับอีกรอบเหมือนตอนนั้นหรอก”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวนูน่าพวกนั้นเขาก็ดูแลผมเป็นอย่างดีเองแหละฮะ ดูสิเขาพกร่มมาตั้งหลายคันแน่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกฮยอง ^^

“กงชานกลับบ้านพร้อมฉัน”

“ไม่เอา เดี๋ยวฮยองไม่ได้ดูหนังคนเดียวอย่างที่ตั้งใจไว้ ผมจะกลับไปทำไมล่ะ”

“ไปดูหนังกับฮยองนะ” จินยองก้มหน้าต่ำเพื่อซ่อนใบหน้าแดงก่ำระหว่างที่พูดโพล่งออกไปพลางดึงมือเล็กเอาไว้เมื่อเห็นร่างบางทำท่าจะเดินไปทางนั้นจริงๆ กงชานหัวเราะคิกคักอยู่ในลำคอด้วยความขำพลางจับประสานนิ้วเรียวเข้าไปในมืออุ่นที่รั้งเอาไว้

“เมื่อกี้เรียกแทนตัวเองว่าฮยองเหรอ ^^” หน้าหวานโน้มเข้าไปชิดพูดจากระเซ้า

“ไปดูหนังกับฮยอง(_///_)” จินยองพูดซ้ำอีกรอบพลางบีบมือบางให้กระชับขึ้นอีก

“พูดหวานๆก็เป็นนี่” กงชานระบายหัวเราะอย่างดีใจที่ทำให้คนปากหนักพูดออกมาได้สำเร็จ เขาเปล่าให้คนรุ่นพี่พูดอะไรแบบนี้นะ..แต่จินยองดันหลุดพูดออกมาได้น่ารักอบอุ่นเกินคาดเอง

“ขอไปคุยกับนูน่าคนสวยก่อนเดี๋ยวกลับพร้อมกันเลย โอเคนะฮยอง” กงชานปลดมืออุ่นออกจากเอวพลางทำท่าจะเดินไปที่ผู้หญิงกลุ่มนั้นอีกรอบ ถ้าเดาไม่ผิดการยั่ววิธีนี้ทำให้ได้ผลชะงัดอย่างที่เห็นเมื่อกี้มาแล้ว ถ้าทำอย่างนี้อีกครั้งคนรุ่นพี่ก็น่าจะ

หมับ!

“ขึ้นรถ” จินยองยกแบกร่างไอ้ลูกหมาตัวยุ่งขึ้นบ่าแล้วหย่อนลงกับมอเตอร์ไซค์อย่างไม่แคร์ว่าผู้หญิงกลุ่มนั้นจะมองอ้าปากหวอจนใบเมเปิ้ลแทบปลิวเข้าปาก พอจับกงชานซ้อนท้ายเสร็จร่างสูงก็สตาร์ทมอเตอร์ไซค์บิดเครื่องแล่นออกนอกพาร์คไปทันที

“นี่ฮยอง…^^” กงชานจิ้มนิ้วลงบนตัวจินยองพลางตะแคงดวงตาใสแจ๋วมองคนรุ่นพี่ขณะที่เกยคางมนอยู่บนไหล่กว้างเหมือนทุกครั้งที่ซ้อนท้าย พอเห็นฮยองยังทำหน้าตึงเรียบนิ่งเสียงหวานก็เอ่ยอ้อนออกมา

“อุ้มมาเพราะหวงเหรอ” แก้มนุ่มแนบลงกับใบหน้าคนขับ

“จับแน่นๆ เดี๋ยวตก” เสียงดุว่าแต่ก็ยังไม่ยอมตอบคำถามตรงๆ

“กอดเลยแล้วกันง่ายดี” แขนบางนุ่มนิ่มสอดรัดเอวให้เข้ามาใกล้แล้วยิ้มกว้างเป็นเด็ก

“ตามใจ นึกว่าอยากจะเก็บแขนไว้เข้าไปกอดนูน่าพวกนั้นฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร” เริ่มหลุดออกมาทีละนิดแล้วไง บอกแล้วกงชานชิคคาดเดาวางแผนอะไรไม่เคยผิด

“ไม่ชอบนูน่า กอดได้ไม่เต็มแขนเท่ากอดฮยอง” หน้าใสซุกลงกับแผ่นหลังเขาพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดีที่แผนการยั่วอารมณ์สำเร็จ

“แล้วโบกมือลั้นลาทำท่าน่ารักให้ทำไม”

“ก็เขาโบกมือมาให้ก่อนนี่ฮะ”

“ร่มมันจะดูแลนายดีกว่าเสื้อกันฝนได้ไงล่ะ ทีหลังจะทำอะไรก็เพลาๆความเฟรนด์ลี่ลงบ้าง” จินยองบิดคันเร่งให้เร็วขึ้นเล็กน้อยระหว่างที่พูดเป็นนัยน์ๆ

“ผมก็ไม่ชอบกางร่มหรอกฮะ ชอบใส่เสื้อกันฝนอุ่นๆมากกว่า ^///^” เด็กน้อยพูดประจบเอาใจสุดฤทธิ์พลางคลอเคลียแก้มนุ่มบนหน้าเขาให้หนักกว่าเดิม

“งดเล่านิทานหนึ่งคืน” จินยองสรุปเอาง่ายๆพลางแอบอมยิ้ม เป็นรุ่นพี่ก็ต้องดูออกอยู่แล้วว่าที่เด็กน้อยทำไปเมื่อกี้เพราะตั้งใจจะยั่วอารมณ์เขา แต่พอเห็นทำเข้าจริงๆมันก็แอบหงุดหงิดไม่ได้เหมือนกันนี่นา

“ง่าาา ไม่ลงโทษอย่างนี้สิ เดี๋ยวดูหนังเป็นเพื่อนสองเรื่องเลยเอามั้ยฮะ” เสียงใสอ้อนวอนต่อรอง

“เจ็ด”

“ฮะ?

“แฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคติดกัน ไม่งั้นก็อดนอนนับดาวแล้วฉันก็จะไม่เล่านิทานให้นายฟังก่อนนอน”

“อะไรเนี่ย มีนอนนับดาวเพิ่มมาด้วยเหรอ เมื่อกี้มีแค่เล่านิทานนี่ O[]o” คนผมดำโวยวายพอเห็นข้อตกลงเริ่มบิดพลิ้วไปเรื่อยๆ

“จะตกลงหรือไม่ตกลง งั้นสมูทตี้ช็อกโกแลตฝีมือฉันที่นายอยากกินเย็นนี้ก็งดด้วยแล้วกัน”

“ม่ายยยย~ TOT ดูฮะฮยอง มีสิบภาคก็ดูกันให้ตาแฉะไปเลย” พอเอาของหวานเป็นตัวประกันล่ะตัดสินใจง่ายเชียวนะไอ้หมาน้อย ^^

“งั้นแถมเพอร์ซี่ แจ๊คสันอีกเรื่องแล้วกัน รู้สึกว่าจะไม่ได้ดูนานแล้ว”

“ได้ฮะ T_T

“สองภาคเลยนะ ^^

“อื้ม” หน้าใสซุกคลอเคลียกับแผ่นหลังเขาอย่างจนตรอกพลางทำเสียงงุ้งงิ้ง ทำให้จินยองอยากแกล้งคนน่ารักที่พยายามจะเอาคืนเขาแต่ไม่สำเร็จอีกรอบจึงตัดสินใจเลี้ยวมอเตอร์ไซค์ขี่วนในพาร์คเรื่อยๆ

“วนทำไมฮะ รีบกลับบ้านสิฮยองเดี๋ยวดูหนังเก้าเรื่องไม่ทัน” มือน้อยรีบสะกิดเอวเตือนสติเขายิกๆขณะที่หันซ้ายขวาสังเกตข้างทางโดยรอบอย่างสงสัย

“จะว่าไปฤดูใบไม้ร่วงอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ขี่รถวนเล่นซักชั่วโมงสองชั่วโมงรับลมให้สดชื่นก่อนนายว่าดีมั้ยกงชาน ^__^

“มะ..ไม่ จะรีบกลับบ้านไปดูหนังกับฮยอง เดี๋ยวไม่ได้ฟังนิทาน T_T

“ทำไมล่ะ เมื่อตอนวันเกิดนายบอกกับฉันเองเลยนะว่าอยากขี่รถชมวิว” จินยองยิ้มกวน

“ไม่อยากขี่แล้ว อยากดูหนังกับฮยอง ผมอยากกินสมูทตี้ช็อกโกแลตฝีมือฮยองด้วย กลับเถอะฮะ”

“ไม่ต้องกินก็ได้มั้ง กินช็อกโกแลตมากๆเดี๋ยวน้ำหนักขึ้นตัวดำจ้ำม่ำนะ :P

ป้าบ!

“ฮยองว่าผมดำอีกแล้วนะ TOT จอดเลยผมจะลงแล้ว” เสียงแง้วๆที่โวยวายอยู่ด้านหลังเรียกเสียงหัวเราะสะใจจากคนข้างหน้าได้เป็นอย่างดี ถึงจะโดนมือบางฟาดด้วยความโมโหเข้ากลางหลังก็เถอะ

“โอ๊ะๆ มอเตอร์ไซค์เซ น้ำหนักขึ้นเพราะทานของหวานเยอะป่ะเนี่ย” จินยองแกล้งเลี้ยวเคว็ดไปอีกทาง

“ไม่อ้วนซะหน่อยกลับบ้านได้แล้วฮยอง อ๊ะ..ขับให้มันดีๆสิ” กงชานเกาะเอวจินยองแน่นเพราะคนรุ่นพี่เล่นขับส่ายไปส่ายมาแกล้งเขาอย่างชัดเจน ตาหวานค้อนขวับใส่คนขับเข้าให้

“ไหนลองขอร้องฉันดีๆซิ เผื่อว่าฉันจะใจอ่อนขับดีๆไปส่งนายดูหนังที่บ้านด้วยกันไวๆ ^^

“นี่แกล้งเอาคืนผมเหรอเนี่ย คนนิสัยไม่ดี คนเจ้าละโอ๊ะเมื่อกี้เกือบออกนอกถนนแล้วนะฮยอง TOT

“ว่าไงขอร้องคนอายุมากกว่าหวานๆเขาต้องพูดยังไงน้าาา~” จินยองบิดคันเร่งให้เร็วขึ้นอีกเป็นการกระตุ้น

“จินยองฮยองกลับบ้านกัน” กงชานพูดเสียงอ่อยพลางซุกหน้ากับแผ่นหลังกว้างหลับตาปี๋

“อันนั้นเรียกดีแล้วเหรอ เหมือนเป็นประโยคชักชวนมากกว่าขอร้องนะ ^__^” นี่พี่จินยองเขากลายเป็นคนกวนอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ปกติฝ่ายที่ต้องชนะมันต้องเป็นเขาสิ

“จินยองฮยองฮะ กลับไปดูหนังที่บ้านเรากันเถอะ ขับรถดีๆให้ผมนั่งหน่อยนะฮยอง T^T

“ดีๆ เอาประโยคนี้แหละ พูดไปอีกประมาณซักยี่สิบรอบซิชานชิค”

“อะไรเนี่ย ฮยองเป็นครูสอนคัดไทยเหรอถึงได้ให้พูดตั้งยี่สิอ๊ากกก พูดฮะๆ จินยองฮยองฮะ กลับไปดูหนังที่บ้านเรากันเถอะ ขับรถดีๆให้ผมนั่งหน่อยนะฮยอง

พอคนรุ่นน้องจะแข็งขืนคนรุ่นพี่ก็ขี่แฉลบไปแฉลบมายั่วโมโหทำให้ลำแขนเล็กต้องโอบรอบเอวเขาอย่างไม่มีทางเลือก เสียงใสก็ท่องแจ้วๆทั้งที่หลับตาปี๋ซุกอยู่กับแผ่นหลังเขาไปด้วยความเชื่อฟังคำสั่งอย่างน่ารัก เจ้าตัวคงไม่ทันสังเกตหรอกว่าคนขับข้างหน้ากำลังยิ้มตาหยีด้วยความสนุกสนานที่ในที่สุดตัวเองก็สามารถเอาชนะหมาน้อยได้ซักที จินยองค่อยๆเลื่อนมือข้างหนึ่งจากแฮนด์รถมากุมมือน้อยที่เกาะเอวเขาไว้แน่นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เพราะกำลังหลับตาท่องประโยคที่ว่ารัวเป็นปืนกล ใบหน้าที่ซุกถูไถอยู่กับแผ่นหลังทำให้เขาอุ่นใจขึ้นเยอะว่ายังไงตอนนี้...เขากับไอ้ลูกหมาตัวแสบก็ยังได้อยู่ด้วยกัน

นายรู้มั้ยกงชานฉันเปล่าตั้งใจจะแกล้งให้นายกลัวนะไอ้ลูกหมา ฉันแค่อยากซื้อเวลาให้เราอยู่ด้วยกันตรงนี้นานกว่านี้อีกซักนิดหนึ่ง เพราะถึงยังไงกลับบ้านไปวันนี้นายก็ต้องอยู่กับฉันทั้งคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอนแน่ (ผมหมายถึงเราต้องดูหนังเก้าเรื่องแบบมาราธอนนะครับ :P) แต่เรื่องอะไรฉันจะต้องบอกให้เสียฟอร์มด้วยล่ะ ว่าฉันอยากอยู่กับนายมากแค่ไหน แบร่~ ^^


PS. แต่งงานกันไปเลยมั้ย หรือเขาแอบแต่งกันไปแล้วนี่กำลังอยู่ในช่วงฮันนีมูน 555 >< ตอนนี้ไม่มีอะไรเลย แค่จะสื่อว่าเวลามันผ่านไปอีกฤดูหนึ่งแล้ว วิวัฒนาการตัวละครแต่ละตัวมันก็ต้องมีมากขึ้น เราแต่งตอนนี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้มันดูหน่วงกับดราม่าตอนที่แล้วมากไปก็เลยเอาหวานๆมาคั่นบ้าง เราอัพตอนโซโล่เดย์ครบร้อยเปอร์แล้วนะ เผื่อมีรี้ดคนไหนยังตกหล่นไม่ได้อ่าน ทีนี้มานับถอบหลังประมาณหกตอนสุดท้ายกันเถอะ เดี๋ยวๆบาดึลยังไม่ดีกันเลยนี่หว่า ไม่เป็นไรเราเชื่อว่าเราสามารถแถให้มันจบภายในหกตอนได้ -.,- ใกล้จะจบเต็มทีละนะ รี้ดคนไหนตั้งแต่อ่านยังไม่เคยเม้นเลยก็เผยโฉมตัวเองได้แล้ว 5555 มาลุ้นกันไปกับหกตอนสุดท้ายที่เหลือดีกว่าว่าจะเป็นยังไง อ้อ! ย้ำอีกครั้ง ฟิคเรื่องนี้จินชานนะรี้ดที่เคารพรัก อย่าเม้นว่ากงยองให้ไรท์ช้ำใจอีกนะเออ TwT

นายแบบสุดหล่อติสท์กับช่างภาพสุดสวยและอ้อล้อที่สุดในสามโลก //แซะเมนคืองานหลัก =.,=

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #62 น้ำตาลเทียม (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 02:22
    หู้ยยย เดะนี้ฮยองของเราหน้าหนาขึ้นเยอะนะเนี่ย ชอบนะ ซึน กับ อ้อร้อ ก็เหมาะกันเเล้วแหละ
    #62
    0
  2. #35 PattyJY (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 มกราคม 2559 / 02:01
    หวานจนไม่อยากคิดว่าถ้าจินไปญี่ปุ่นแล้ว สองคนนี้จะร้องไห้คิดถึงกันขนาดไหนเลยค่ะไรท์







    #35
    0
  3. #34 Funch (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 21:05
    หวานมากกกกกก ต๊ายตายพี่จินยองทำไมโรแมนติคขนาดนี้

    ปิ๊กกีตาร์ก็มีไว้ให้สำหรับร้องคนเดียวเพื่อใบ้แต่งเพลง

    แต่นิสัยที่ไม่เปลี่ยนเลยคือยังคงชอบแกล้งพูดหยอกให้น้องงอลตลอด

    ความจินชานก็น่ารักไปอีกแบบนี้ แบบพี่ดูแลน้องงี้ ฟินนนน

    ทั้งทาโลชั่นให้ทั้งเตรียมอาหารมาปิกนิค อยากได้แฟนแบบพี่จินยองต้องไปหาที่ไหน

    พาร์ทนี้เหมือนเป็นพาร์ทที่พี่จินยองบอกเล่าความรู้สึกในแต่ละเหตุการณ์ที่คิดถึงเด็กกงชานอ่ะ

    อ่านแล้วก็รู้สึกอบอุ่นมากๆ แบบพี่คิดถึงน้องตลอดเวลาและน้องก็คิดถึงพี่ตลอดเวลา

    เราเชื่อว่าคู่นี้ต้องรักกันนานแน่ๆ คู่จินชานที่รัก



    ส่วนบาดึลก็ขอให้เคลียกันได้เร็วๆเน้อ เชียร์ๆๆ



    ไรท์เตอร์ก็สู้ๆๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

    บอกเลยว่ามารอไรท์เตอร์ที่หาเด็กดีทุกวันเลย

    ขอบคุณที่แต่งฟิคน่ารักๆแบบนี้ให้อ่านนะคะ
    #34
    0