[Fic B1A4] My Hyung Neighbor นี่ผมไงจะใครล่ะฮะพี่ [JinChan]

ตอนที่ 13 : Chapter 13 : Just two of us

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 58


Chapter 13 : Just two of us




สองร่างคู่หูคู่กัดวางไม้กวาดและที่ตักผงในมือลงอย่างเหน็ดเหนื่อยหลังจากที่ได้เคลียร์งานมหกรรมสร้างสรรค์ห้องรกด้วยขยะเฟสติวัลแฟร์ที่เพื่อนๆในห้องได้ทิ้งไว้ให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ซึ่งถือว่าเป็นวันนรกแตกของทั้งคู่เนื่องจากต้องสะสางทั้งการบ้านและทำเวรทำความสะอาดที่เพื่อนๆพร้อมใจกันหนีแทบจะทุกอาทิตย์ คนตัวสูงปิดหน้าต่างห้องให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วเดินนำออกจากห้องคนแรก

“นี่..รอฉันด้วยสิบารัคโอบาม่า

“ฉันจำได้ว่านายเคยเรียกฉันด้วยชื่อนี้ไปแล้วนะ” บาโรว่าอย่างหงุดหงิดเมื่อได้ยินคนที่เดินตามหลังตัวเองต้อยๆยังคงเรียกเขาด้วยฉายาพิลึกพิลั่นเหมือนเดิม ซานดึลทำตาโตพลางกระโดดขึ้นมาขวางหน้าคนตัวโตเล่น

“นายจำได้ด้วยเหรอว่าฉันเคยเรียกนายด้วยชื่อไหนไปบ้าง”

“ชื่อที่นายตั้งให้ฉันแต่ละชื่อองค์กรนาซ่ายังเอาไปตั้งเป็นชื่อยานอวกาศได้สบายเลยเป็ด -*-” คนผมดำตัดสินใจหยุดเดินเพราะโดนคนตัวเล็กกระโดดขวางทางไปมาอย่างอารมณ์ดี อีซานดึลหัวเราะพลางเปลี่ยนท่ามาเป็นยืนกอดอกเฉยๆแทน

“ก็ดีแล้วไง นายจะได้มีหลายๆชื่อให้เลือก ชื่อนายต่อให้ท่องจำเป็นบทอาขยานฉันก็จำไม่ได้อยู่ดีไม่รู้เป็นยังไง”

“ชา-บา-โรแค่เนี้ยจำยากตรงไหน? นายไปแอบขโมยสมองปลาทองมาใส่ก่อนเกิดป่ะเนี่ย -_-^

“นี่! แล้วใครให้นายลอกการบ้านวิชาประวัติศาสตร์วันนี้ห๊ะกระรอก ถ้าไม่ใช่อีซานดึลสมองปลาทองคนนี้” คนผมสีน้ำตาลชี้มาที่ตัวเองอย่างภาคภูมิใจ อย่างน้อยวิชาสังคมกับประวัติศาสตร์เกาหลีเขาก็ยังอยู่เหนือชาบาโรจนคนผมดำต้องมาอาศัยพึ่งใบบุญอยู่บ่อยๆเวลาที่ลืมทำการบ้านมาส่ง ในส่วนของวิชาคณิตศาสตร์ก็จะเป็นหน้าที่ของกงชานที่ต้องเป็นต้นฉบับให้บาโรได้ก๊อปปี้เหมือนกับปีที่แล้วเหมือนเดิมตอนที่อยู่เกรดสิบ ส่วนซานดึลจะพยายามทำด้วยตัวเองจนกว่าจะมีข้อไหนที่ไม่เข้าใจหรือทำไม่ได้จริงๆนั่นแหละถึงจะยอมขอยืมคู่กัดจอมขี้แกล้งตรงหน้ามาลอกอีกทีหนึ่ง อย่างน้อยยืมงานบาโรลอกก็ยังรู้สึกยืมได้สนิทใจมากกว่ายืมของกงชานทั้งๆที่ก็นั่งใกล้กันมาได้เกือบหนึ่งเทอมแล้วแท้ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

อาจจะเป็นเพราะอีตานี่ดูเป็นคนกวนๆทำตัวลอยชายแบบนี้ล่ะมั้งอะไรๆมันก็เลยดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า =_=

“เออพูดถึงการบ้าน นายได้ทำของวิชาอาจารย์ปาร์คไปหรือยัง?” คนผมดำถาม

“อันไหนล่ะ การบ้านวิชาอาจารย์ปาร์คมีเยอะจนจดเป็นลิสต์ไล่ตั้งแต่ A-Z ได้แล้วมั้ง =_=;;

“ก็ไอ้รายงานที่ให้เราไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ก่อนไปทัศนศึกษาไง” บาโรขยี้ผมอย่างไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน การบ้านอะไรไม่รู้โคตรไร้สาระเลย

“ง่ะ! อันนั้นเขานับว่าเป็นการบ้านด้วยหรอ -0-;;

“อย่าบอกนะว่านายก็ลืมเหมือนกัน

“คือก็ไม่เชิง ฉันคิดว่าอาจารย์ไม่ได้สั่งจริงจังอะไรขนาดนั้น ก็แค่ให้เราไปหาข้อมูลมาจากในเน็ตแล้วก็ศึกษาคร่าวๆไม่ใช่เหรอ?

“คร่าวๆบ้านนายสิ รายงานไม่ต่ำกว่ายี่สิบหน้านี่นายยังบอกว่าสั่งไม่จริงจังอีกหรือไง”

“หะ..หา! ยี่สิบหน้า =[]=^” อารมณ์ร่าเริงเมื่อกี้หายวับไปกับตาเหมือนใช้ยาห่านฟ้าไล่ยุงจุด ทำไมข้อความสำคัญขนาดนี้มันถึงเล็ดรอดจากหูอีซานดึลคนนี้ไปได้ ไม่เชื่ออออ T^T

“ตอนอาจารย์สั่งการบ้านนายมัวแต่กินขนมหนอนอยู่ใช่มั้ย -_-”

“ทำไมฉันไม่เห็นได้ยินเลยล่ะบาร์เลย์ นายลองโทรไปเช็คกับกงชานอีกรอบมั้ยเผื่อจะฟังผิด” คนผมสีน้ำตาลยังคงไม่เชื่อใจเพื่อนร่วมชั้นขี้แกล้งคนนี้อยู่ดีจนบาโรต้องส่ายหัวก่อนจะเอามือผลักหัวเล็กตรงหน้าด้วยความหมั่นไส้

“ก็ไอ้กงชานนั่นแหละที่เป็นคนเตือนฉันอีกรอบเมื่อกี้นี้ก่อนกลับบ้าน เพราะเย็นนี้เห็นมันบอกว่าจะไปทำรายงานที่บ้านพี่จินยองหรือยังไงนี่แหละ” นี่เขาดูเป็นคนไม่น่าเชื่อถือจนถึงขนาดต้องโทรไปเช็คกับกงชานเพื่อความมั่นใจเลยเหรอเนี่ย

“อ้าว งั้นก็เหลือแค่ฉันกับนายสองคนอ่ะดิที่ยังไม่ได้ทำ -0-;;

“เออ โดนชิ่งแล้วยังจะไม่รู้ตัวอีก อาจารย์ให้ค้นคว้าแบบไม่ให้ใช้อินเทอร์เน็ตแถมยังให้เขียนด้วยลายมือตัวเองด้วย ไม่รู้จะเคี่ยวไปไหน -*-

“เฮ้ย นี่ฉันพลาดรายละเอียดสำคัญไปหมดเลยเหรอเนี่ย!” ซานดึลแทบจะทรุดเข่าอ่อนอยู่ตรงหน้าบาโรให้รู้แล้วรู้รอดไป เป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเทอมที่คนเหละหละทำตัวชิลๆอย่างชาบาโรจะรู้เรื่องและสามารถจดจำการบ้านได้มากกว่าเขา มือเล็กกุมขมับขยุ้มกลุ่มผมตัวเองจนยุ่งเหยิงแล้วลดนิ้วทั้งสิบของตัวเองลงมานับเลขอย่างละเอียดอีกที

“เราไปทัศนศึกษากันเมื่อไหร่นะบาร์โค้ด”

“วันพุธหน้า แล้วฉันชื่อ

“ก็เท่ากับว่าต้องส่งวันจันทร์หน้า เพราะเหมือนฉันได้ยินอาจารย์บอกแว่วๆว่าให้ส่งภายในวันแรกของอาทิตย์ที่เราไปทัศนศีกษา” ซานดึลไม่สนใจบาโรที่พยายามจะแก้ชื่อของตัวเองให้ถูกแถมยังเอามือมากุมหน้าของตัวเองอย่างสุดจะกลั้นทำให้คนผมดำได้แต่ปล่อยๆไปอีกตามเคย

“อืม อาจารย์ให้ส่งวันจันทร์หน้า” ก็เท่ากับเหลือเวลาแค่สามวัน!

“แล้ววันนี้ก็เป็นวันศุกร์”

“ใช่”

“นายกับฉันเพิ่งทำเวรเสร็จเมื่อกี้ แถมตอนนี้ก็ปาไปสี่โมงครึ่งแล้วด้วย”

“พูดอีกก็ถูกอีก”

“ถ้าเราไม่ทำซะตั้งแต่วันนี้เสาร์อาทิตย์เราก็ต้องไปหาแหล่งข้อมูลกันเองใช่มั้ย! โอ้มายก็อด U_U;;

“อาฮะ ฉันก็เลยจะชวนนายไปทำไอ้รายงานบ้าที่ห้องสมุดโรงเรียนเราตอนนี้แหละ ยังพอมีเวลาเหลืออีกชั่วโมงกว่าๆ ถ้านายยังไม่มัวแต่มากระโดดหย็องแหย็งขวางทางฉันแบบนี้อ่ะนะ…-_-*” คนผมดำชำเลืองมองให้คนตัวเล็กรู้ว่ากำลังขวางทางอยู่ สีหน้าซานดึลดูสว่างสดใสขึ้นมาเหมือนเดิมทันที ร่างเล็กรีบกระโดดผลุงขึ้นมาเกาะไหล่คนตัวสูงอย่างกระตือรือร้น

“ไปสิๆ แล้วนายก็ไม่บอกฉันตั้งแต่แรกล่ะ นำทางไปเลยกระรอก” คนผมน้ำตาลอ้อมไปอยู่ข้างหลังแล้วดันร่างสูงให้เดินไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบ ชาบาโรเอามือเขกหัวสั่งสอนคนขี้ลืมไปหนึ่งที นี่ขนาดอยู่มาจนใกล้จะหมดเทอมแล้วมันยังไม่รู้จักทางไปห้องสมุดของโรงเรียนอีก เชื่อเขาเลยจริงๆไอ้เป็ดดึล!

“นายนั่นแหละมาอยู่หน้าฉันแล้วก็จำพิกัดไว้ดีๆ วันหน้าวันหลังจะได้มาเองถูกเข้าใจมั้ย” บาโรจัดแจงดันคนด้านหลังให้กลับไปอยู่ข้างหน้าเหมือนเดิมแล้วเตะขาเจาะยางคนตัวเล็กไปหนึ่งทีเป็นการหยอกๆ ก่อนจะดันซานดึลให้เดินไปตามทางด้วยความรวดเร็วเพราะมีเวลาจำกัด

เพียงไม่นานสองเพื่อนซี้คู่หูคู่กัดอย่างกระรอกและเป็ดกลายพันธุ์ก็มายืนตระหง่านอยู่หน้าห้องสมุดของโรงเรียนโซลฮวาอะคาเดมี่ สภาพตึกเป็นอาคารเล็กๆไม่สูงนักถูกทาด้วยสีขาวหม่นๆเพราะผ่านสภาพกาลเวลามานานหลายปี ตรงหน้าต่างและผนังข้างๆตึกมีเถาไอวี่เลื้อยมาเกาะราวกับไม่มีคนมาดูแลได้ซักพักใหญ่แล้ว บรรยากาศข้างในดูมืดอึมครึมเสียจนบาโรต้องกลืนน้ำลายหนืดๆลงคอ

“ความจริงฉันว่าเรากลับไปหาข้อมูลที่บ้านก็ได้มั้ง” ร่างสูงผมดำเริ่มสะกิดเด็กใหม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่ปฏิกริยาของซานดึลกลับแตกต่างจากบาโรอย่างสิ้นเชิง

“ว้าว! เหมือนโลเคชั่นในหนังเลยอ่ะบารอมิเตอร์!” คนผมน้ำตาลทำตาโตน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับไอ้ตึกเน่าๆนี้มันเป็นสถานที่น่าอัศจรรย์ใจอะไรทำนองนั้น ในเวลาแบบนี้มันยังจะอุตส่าห์เรียกชื่อเขาพี้ยนๆได้อีกนะ

“บอกว่าฉันชื่อบาโร” คนตัวโตอยากจะเขกหัวไอ้เป็ดซื่อตรงหน้านี่ซักทีแต่ก็ทำได้แค่แก้ชื่อตัวเองให้ถูกต้องเท่านั้นเพราะซานดึลได้เดินนำหน้าเข้าไปในตึกร้างผีสิงนั่นแล้ว

“เข้ามาสิ เหลือเวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมงแล้วนะ” ซานดึลหันกลับมาตะโกนบอกบาโรให้รีบตามเข้าไป แต่คนตัวโตก็ยังมองซ้ายทีขวาทีเหมือนกลัวว่าจะมีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาอย่างไม่ไว้ใจ

“มองอะไรของนายน่ะ บอกให้รีบเข้ามาไง -_-^

“เย็นขนาดนี้บรรณารักษ์คงกลับไปแล้วมั้ง” บาโรพยายามหาข้อแก้ตัวพร้อมชวนเพื่อนกลับแบบอ้อมๆ อีซานดึลขมวดคิ้วใส่หลังจากหันกลับไปเช็คทางเข้าห้องสมุดอีกรอบ

“แต่เมื่อกี้ฉันยังเห็นผู้หญิงผมยาวๆใส่ชุดสีขาวเดินผ่านตรงประตูไปอยู่เลยนะ”

เฮือกกกก!

บาโรหน้าถอดสีทันทีเมื่อมองตามสายตาที่ซานดึลบอกแต่ก็ไม่เห็นจะมีใครอย่างที่เพื่อนว่า เหลือบมองดูท้องฟ้าในโรงเรียนก็เริ่มจะมืดครึ้มลงบ้างตามสภาพเวลาเย็นที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆคล้อยต่ำลง แถมบรรยากาศก็ยังดูเงียบๆวังเวงไร้เสียงนักเรียนไม่เหมือนตอนกลางวัน อีซานดึลมองคนตรงหน้าขำๆก่อนจะหัวเราะคิกคักแล้วปล่อยก๊ากออกมาไม่บันยะบันยังเมื่อกลั้นเอาไว้ไม่ไหว

“ฮ่าๆๆ นายเชื่อที่ฉันพูดด้วยเหรอกระรอก ใครจะมาแต่งชุดขาวเดินโทงๆอยู่ในโรงเรียนแบบนี้ล่ะ” คนผมสีน้ำตาลเดินเข้ามาคล้องแขนคนตรงหน้าพลางกระโดดยันหัวเล่นเมื่อเห็นหน้าที่ยังเหงื่อตกไม่หายกับคำพูดเมื่อกี้ของเขา จะว่าไปชาบาโรก็แอบมีมุมฮาๆน่ารักๆกับเขาบ้างเหมือนกันนะ

“นายไม่รู้อะไร โรงเรียนเราผีดุจะตาย มีตำนานเล่าต่อๆกันมาตั้งหลายเรื่อง” บาโรยังพูดด้วยความกลัวพลางมองไปที่ทางเข้าห้องสมุดอย่างหวาดๆ

“ที่ไหนก็มีคนเคยตายทั้งนั้นแหละ เผลอๆตรงที่นายยืนอยู่อาจจะเคยเป็นสนามรบหรือหลุมฝังศพของใครบางคนก็เป็นด้ายยย~

“ไอ้เป็ด! หยุดทำเสียงแบบนั้นเลยนะ”

“คิกๆ กลัวเหรอบาฮาซา” ซานดึลว่าอย่างขำๆ คนอะไรตัวก็ออกจะโตดันมากลัวผีที่มองไม่เห็น ชาบาโรทำหน้าเหยเกเมื่อคนข้างๆยังล้อเขาไม่หยุด ก็คนมันกลัวจริงๆนี่หว่า

“เออฉันกลัว นายอยากจะไปหาข้อมูลในนั้นก็ไปหาคนเดียวเลย ร้างจะตายชัก” พูดพลางจะชักขาเดินกลับออกไปทางหน้าโรงเรียน ซานดึลเหล่ตามองพลางเอ่ยเสียงเจ้าเล่ห์

“เดินกลับคนเดียวได้หรือไง (‘  ‘ )”

-_-;;”

“ไม่กลัวมีใครโผล่ตัดหน้าลอยผ่านไปเหรอ ฉันไม่ได้กลับกับนายด้วยน้าาา

=__=^

“บาโรอ่าาา~ ชะช่วยยยยฉันด้วยยย ฉันอยู่ในนี้~~~

“อีซานดึล! เอ๊ะเดี๋ยวนายเรียกชื่อฉันถูกแล้วนี่ O_o” บาโรหันมาจิ้มแก้มป่องของคนข้างๆสองทีด้วยความประหลาดใจ ซานดึลกระพริบตาไล่ความมึนงงก่อนจะสะบัดหัวไปมาเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน

“จริงเหรอเนี่ย เมื่อกี้ต้องไม่ใช่ฉันแน่เลย” คนผมน้ำตาลเอามือตบหน้าตัวเองพลางทำตาโตแอ๊บแบ๊วจนคนตัวโตเผลอหัวเราะออกมาแล้วดันหัวเป็ดแก้มป่องไปข้างหน้าด้วยความหมั่นไส้

“นายหยุดล้อฉันเล่นได้แล้ว ใครเชื่อนายซ้ำสองก็โง่เต็มทนแล้วล่ะ แต่พนันได้เลยว่าอีกไม่กี่วินาทีเดี๋ยวนายก็กลับมาเรียกชื่อฉันผิดๆเหมือนเดิม”

“รู้ตัวก็ดี ชื่อนายไม่เคยแทรกซึมผ่านเนื้อสมองฉันเข้าไปได้ซักครั้งบอกเลย”

“ก็นายมันสมองปลาทองทึบไง :P

“งั้นงดลอกวิชาประวัติศาสตร์ไปเลยอาทิตย์หนึ่ง -_-*

“ไม่สน ไว้ฉันลอกกงชานทีหลังก็ได้ ไม่ง้อนายหรอก” บาโรแลบลิ้นใส่อย่างยียวนอารมณ์จนซานดึลแทบอยากจะกระโดดเอากระเป๋าฟาดหน้ามันไปซักที ชิ! อะไรๆก็เรียกหาแต่กงชานตลอด ถ้าไม่มีเขาอยู่ซักคนอีตานี่ก็คงจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอกมั้ง

“ไม่พอใจเหรอแก้มยุ้ย ^^” บาโรยื่นมือมายีหัวคนตัวเล็กเล่นเมื่อเห็นว่าได้ไม่พูดจาต่อปากต่อคำกับเขาต่อเหมือนเคย

“ปล๊าววว ฉันก็แค่

ตุ้บ! จิ๊บบบบบบบ

เสียงประหลาดที่ดังมาจากแถวสวนหย่อมรกๆข้างห้องสมุดทำให้คนทั้งสองต้องหยุดการสนทนาลงอย่างฉับพลัน บาโรค่อยๆกระเถิบตัวเข้าหาซานดึลทีละน้อยพลางไปหลบอยู่ด้านหลังเหมือนพร้อมใช้คนตรงหน้าเป็นโล่กำบังได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งรี้ลับหรืออะไรบางอย่างที่น่ากลัวโผล่ออกมา ซานดึลมองไปทางต้นเสียงด้วยความสงสัยก่อนที่ร่างเล็กจะขยับตัวออกเดินไปตามทางที่ได้ยินเสียงนั้นดังขึ้นมา

“นะ..นี่ซานดึล นายจะไปไหนน่ะ” บาโรเกี่ยวแขนคนผมน้ำตาลไว้แน่น แววตามองไปทางนั้นอย่างไม่ไว้ใจ

“ฉันจะไปดูว่ามันเป็นเสียงอะไร” ซานดึลจะเดินไปข้างหน้าแต่บาโรก็ยังเกาะแขนเอาไว้อีกไม่ยอมห่างทำให้คนตัวเล็กชักจะเริ่มรำคาญไอ้คนผมดำที่ทำตัวเป็นลูกแหง่กลัวผีขึ้นมาตะหงิดๆ

“ข้างในนั่นรกจะตาย ถ้านายโดนงูเงี้ยวเขี้ยวขอแมงป่องอสรพิษกัดฉันไม่พานายไปห้องพยาบาลหรอกนะ ตัวนายหนักจะตายชักฉันแบกไม่ไหวหรอก” บาโรทำปากบุ้ยไปทางสวนที่มีหญ้าและวัชพืชขึ้นมาเล็กน้อยพลางยกเหตุผลสารพัดมาอ้าง

“นายกลัวฉันจะโดนงูกัดหรือไม่อยากอยู่ตรงนี้คนเดียวเพราะกลัวผีกันแน่ห๊ะ? =_=*

“แหะๆ ก็ทั้งสองอย่าง -3-“ ให้มันได้อย่างนี้สิ -_- แต่ยังไงความอยากรู้มันก็ยังมีมากกว่าความรำคาญอยู่ดี

“ไม่อยากอยู่ตรงนี้ก็ไปกับฉัน ตัวก็โตเป็นกระรอกแล้วยังมาทำง้องแง้งเป็นเด็กอยู่ได้” ไม่อยากจะเอ่ยเปรียบเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นให้มันดูน่าเกลียดเกินไปพลางออกแรงดึงมือหนาให้เดินตามหลังตัวเองมาอย่างกระชั้นชิด บาโรรีบเดินตามคนผมน้ำตาลไปอย่างว่าง่าย อย่างน้อยเข้าไปในสวนก็ยังไงก็ดีกว่าต้องมายืนหน้าห้องสมุดในเวลาเย็นๆเกือบมืดคนเดียวก็แล้วกัน

ซานดึลพาบาโรลัดเลาะเข้ามาข้างในสวนรกๆอย่างระมัดระวังเพราะก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไอ้เสียงประหลาดเมื่อกี้มันคือเสียงอะไรกันแน่ บาโรเกาะไหล่คนตัวเล็กไว้ไม่ยอมห่างพลางแหงนหน้ามองฟ้าที่มืดครึ้มคล้ายฝนจะตกอย่างเป็นกังวล มือหนาสะกิดยิกๆลงบนไหล่ที่ยึดเป็นที่กำบังให้หันกลับมาสนใจตัวเองบ้าง

“ฝนมันจะตกแล้วนะนายว่ามั้ย”

“เหรอ ฉันไม่ได้สังเกต” นอกจากจะไม่ใส่ใจกับคำเปรยๆของเพื่อนแล้วยังเอาเอามือป้องหูเงี่ยฟังเสียงที่ยังได้ยินอยู่เป็นระยะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้คนที่เดินอยู่ข้างๆอย่างชาบาโรรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆที่เรียกร้องความสนใจไม่สำเร็จ ถ้าไม่ติดว่ากลัวผีหรือกลัวความมืดคงไม่เดินตามต้อยๆอย่างนี้ให้เมื่อยขาหรอก

จิ๊บบบ~

เสียงตัวอะไรซักอย่างนั่นดังขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับหญ้าที่ไหวๆเหมือนมีตัวอะไนดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ข้างใน บาโรผวาเข้ากอดซานดึลพลางเอามือปิดตาชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปที่ข้างๆตัวเองทำเอาคนตัวเล็กต้องส่ายหน้าเอือมๆด้วยความขำ

“นะ..นั่นไง มันอยู่ตรงนั้น เห็นแล้วใช่มั้ยว่ามันอยู่ตรงไหน เรากลับกันเถอะ” บาโรดึงแขนซานดึลไปที่ทางเดิมที่เพิ่งเดินผ่านมา แต่คราวนี้ซานดึลกลับไม่ให้ความร่วมมือซะอย่างนั้น

“เฮ้ย เดินมาจนถึงขนาดนี้นายจะไม่ดูหน่อยเหรอว่ามันเป็นเสียงอะไร”

“ไม่ ฉันไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น เกิดมันเป็นงูหรือสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ขึ้นมาจะว่าไง -__-;;

“ฮ่าๆ นี่นายดูหนังมากไปป่ะเนี่ย มันคงไม่มีก๊อตซิล่าโผล่ออกมาจากพงหญ้านั้นหรอกมั้ง” ซานดึลขำ

“แล้วถ้ามันเป็นสัตว์อันตรายหรือสัตว์มีพิษที่ทำให้นายตายได้ล่ะ ทำไมนายถึงชอบหาเรื่องใส่ตัวได้ตลอดเวลาเลยนะฉันไม่เข้าใจ” ประโยคหลังตั้งใจจะแสดงความเป็นห่วง แต่อย่างที่ว่าคนอย่างชาบาโรพูดดีๆเป็นซะที่ไหนกัน คนฟังก็เลยเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจอยู่หน่อยๆ

“อ๋อ นายกำลังจะบอกว่าที่ฉันโดนไอ้เด็กวัยรุ่นพวกนั้นรุมตอนนั้นก็เพราะว่าฉันหาเรื่องใส่ตัวเองงั้นสิ”

“อันนี้นายพูดเองนะ ช่วยไม่ได้” หึๆ ได้ไอ้กระรอกปากเสีย

“งั้นนายก็ไปดูเอาเองแล้วกันว่ามันเป็นตัวอะไร ฉันจะได้ไม่ต้องหาเรื่องใส่ตัวอย่างที่นายบอก”

พลั่ก!

“อ๊ากกกก TOT

บาโรร้องเสียงหลงเมื่อโดนซานดึลจับเหวี่ยงไปแถวพงหญ้าที่มีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ เสียงของคนโดนผลักและสิ่งประหลาดนั้นร้องขึ้นมาพร้อมกันเมื่อร่างสูงได้ล้มทับลงไปบนกอหญ้า

จิ๊บบบ แกร๊กกกก

“แว้กกก ตัวประหลาด มันจะกินฉันแล้ว มันจะกินฉันแล้วววว ช่วยด้วยย”

ชาบาโรหลับหูหลับตาร้องเมื่อรู้สึกได้ว่าไอ้ตัวที่ว่านั้นได้เข้ามาอยู่ในอุ้งมือเขาเต็มๆแถมยังดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมาอยู่ไม่สุขอีกด้วย ซานดึลเบิกตาโตก่อนจะรีบปรี่เข้ามาหาคนตัวใหญ่ด้วยความตกใจ มือเล็กใช้ดึงเพื่อนออกมาจากตรงนั้นสุดกำลังพลางแงะมือที่กอบกุมสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวนั้นออกอย่างรวดเร็ว ทำไมถึงได้สะเพร่าแบบนี้นะอีซานดึล ถ้าเกิดว่าเป็นงูแบบที่อีตานี่บอกจะทำยังงะ..!

“มันกัดมือฉันขาดแล้ว ฉันคงไม่มีมือทำการบ้านอีกต่อไปแล้วล่ะเป็ด T_T

“เอ่อบาบิโลเนีย -__-

“เอาฉันไปโรงพยาบาลที เก็บเศษมือฉันไปด้วยนะซานดึล T__T

“กระรอก

“แต่ถ้าต่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร บอกหมอว่า

“ลูกนกตัวเล็กๆจะไปกัดมือนายขาดได้ยังไงกันฮะ? แหกตาดูก่อนสิเจ้าบ้าเอ๊ย -*-”

“ฮะ? อะ..อะไรนะ O_o

พอโดนซานดึลว่าเสียงแข็งพร้อมผลักหัวใส่บาโรถึงจึงได้รวบรวมความกล้าลืมตาขึ้นมาดูสิ่งที่กำลังดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในมือตัวเอง สัตว์ปีกมีขนสีเทานุ่มนิ่มขึ้นหรอมแหรมเงยหน้าขึ้นมาจ้องเจ้าของมือยักษ์ด้วยสีหน้าฉงนใจพลางส่งเสียงร้องจิ๊บขึ้นมาอีกครั้ง บาโรทำหน้าเหยเกเมื่อได้เห็นหน้าตาของสิ่งที่ได้ช่วยเพื่อนตามหามาตั้งนาน

“ตัวอะไรน่าเกลียดชะมัด  สงสัยจะเป็นขี้เรื้อนด้วยมั้งเนี่ย -_-^

“ฉันก็เพิ่งจะบอกนายไปหยกๆว่ามันเป็นลูกนก แล้วมันก็ไม่ได้เป็นขี้เรื้อนซักหน่อย” เด็กใหม่หันไปว่าคนปรักปรำก่อนจะก้มลงมองลูกนกที่กระโดดดึ๋งๆอยู่บนอุ้งมือใหญ่อย่างพิจารณา

“เหมือนมันจะอยู่ในช่วงระหว่างขนยังขึ้นไม่เต็มที่เท่าไหร่ แต่คงพยายามจะหัดบินก็เลยตกลงมาจากรังแบบนี้” คนผมน้ำตาลเงยหน้าไปมองบนต้นไม้สูงเพื่อหารังที่เจ้าตัวน้อยได้ตกลงมา

“ชิ ทำมาเป็นรู้ดี นายเป็นสัตว์ปีกเหมือนกันก็เลยเข้าใจมันได้สินะ โอ๊ย! ไอ้ตัวประหลาดนี่” บาโรสะบัดมือร้องเพราะไอ้ตัวประหลาดที่เขาว่าได้ใช้จะงอยปากเล็กจิกลงมาที่ฝ่ามือเขาเต็มแรง อีซานดึลรีบใช้มือรองก่อนที่ลูกนกจะตกลงมาได้ทันพอดี

“ทำอะไรของนายเนี่ย! อุ้มให้มันดีๆหน่อยสิ”

“ก็มันจิกฉันนายไม่เห็นหรือไงห๊ะไอ้เป็ด” บาโรชักเริ่มหงุดหงิดเมื่อเห็นว่าซานดึลยังคงโอ๋ไอ้ลูกนกนั่นราวกับเป็นญาติโกโหติกากันมาตั้งแต่ชาติปางไหน ซานดึลทำปากยื่นใส่บาโรพลางใช้มือลูบหัวลูกนกเบาๆด้วยความเอ็นดู

“นายจิกเพราะรู้ใช่มั้ยว่าไอ้กระรอกนั่นมันว่าฉัน ขอบใจนะเจ้าตัวน้อย ^^

“จิ๊บบบ~

“เฮ้ยดูสิบาเรล ลูกนกตัวนี้มันเข้าใจที่ฉันพูดด้วยแหละ” ซานดึลพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพลางหันมาสะกิดบาโรยิกๆให้ดูลูกน้อยกลอยใจของตัวเอง คนผมดำส่ายหน้าพลางผลักหัวคนช่างมโนด้วยความหมั้นไส้

“มันจะเข้าใจได้ยังไงในเมื่อมัน..โอ๊ย! จิกฉันทำไมเนี่ย” คนตัวโตถึงกลับต้องชักมือออกจากแขนซานดึลทันทีที่เผลอไปจับเพราะโดนลูกนกจิกลงมาอีกครั้ง แทนที่คนตัวเล็กจะสงสารกลับหัวเราะชอบใจเข้าไปใหญ่เหมือนกำลังดูลูกเล็กๆที่เพิ่งหัดติดกระดุมได้เป็นครั้งแรก

“ไม่ชอบที่เขาผลักหัวฉันเหรอ นายหงุดหงิดที่เขาแกล้งฉันใช่มั้ยเจ้านกน้อย”

“จิ๊บ”                                                    

“เห้ย! นายไปแอบมีลูกเป็นนกมาก่อนป่ะเนี่ย” บาโรผงะออกจากร่างซานดึลด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อเมื่อเห็นเพื่อนของเขากับไอ้ลูกนกนั่นคุยเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย แถมยังรู้สึกได้ตงิดๆอีกด้วยว่าไอ้นกนั่นชอบทำตาขวางเวลาที่เขาชอบมาโดนหรือแตะเนื้อต้องตัวซานดึลเสียจนน่าหมั่นไส้

“ก็บอกแล้วว่ามันแสนรู้ ทำไมนายถึงไม่เชื่อฉันบ้างเลยน้าาา จริงมั้ย ^^

“จิ๊บๆ”

“ฮ่าๆ ใช่ นายเป็นเด็กฉลาด”

เออออกันเข้าไปทั้งคนทั้งนก เพื่อนตัวเล็กของเขาก็ดันเห็นดีเห็นงามกับไอ้ลูกนกอัจฉริยะนี่ไปทุกอย่าง ไอ้นกบ้านี่ก็สองมาตรฐานทีกับเขาล่ะเชิดหางหันก้นใส่ ถ้าขี้รดได้มันคงทำไปแล้ว แต่พอเป็นไอ้เป็ดดึลนี่เห็นซุกไซ้ทำตัวอ้อนจริง ถามอะไรพูดอะไรก็ตอบรับหมด เหมือนจะรู้ภาษาคนนะไอ้นกกลายพันธุ์ -_-*

“นายมองอย่างกับจะเอามันไปต้มใส่หม้อกินเป็นมื้อเย็นอย่างนั้นแหละ =_=” ซานดึลไม่ได้พูดเวอร์ไปหรอก เพราะสายตาที่บาโรมองมามันดูแรงมากจนแม้แต่คนซื่อบื้ออย่างซานดึลยังสัมผัสได้กระแสอำมหิตที่กำลังแผ่ซ่าน

“ฉันก็แค่หมั่นไส้มันเฉยๆ ทำตัวอ้อล้ออย่างกับไอ้ชานชิคพักนี้ไม่มีผิด”

“นิสัยไม่ดี นินทาเพื่อน” ซานดึลหัวเราะเมื่อบาโรไปพาดพิงถึงเพื่อนอีกคน “นายจะไปหมั่นไส้อะไรมัน น้อยใจใช่มั้ยล่ะที่นายเป็นคนเจอมันคนแรกแต่มันดันไม่สนใจนายเลย”

“จะบ้าหรือไง ใครจะไปน้อยใจไอ้นกประหลาดอย่างนี้”

“จิ๊บ!

“อย่ากระโดดเข้ามานะไอ้นกบ้า” ร่างสูงโวยวายพลางกระโดดผลุงออกห่างทันที ว่าอะไรนิดอะไรหน่อยนี่รู้ดีไปหมดเลยนะ

“ฮ่าๆ ฉันจะไปรู้เหรอ ก็เห็นนายทำหน้านอยด์ๆใส่ก็นึกว่าน้อยใจลูกนกซะอีก”

ทำหน้านอยด์คนอย่างชาบาโรเนี่ยนะทำหน้านอยด์ ไอ้เป็ดคงตาฝาดหรือไม่ก็ดูผิดไปล่ะมั้ง

“ฉันว่าเอามันกลับคืนรังดีกว่า ฉันชักจะหวั่นๆกับหน้านายแล้วล่ะกระรอก” ซานดึลหัวเราะเอ่ยแซวพลางแหงนหน้ามองขึ้นไปบนต้นไม้อีกครั้ง ในขณะที่บาโรยังคงสับสนกับความรู้สึกเมื่อครู่ไม่หาย เมื่อกี้เขาหมั่นไส้ไอ้ลูกนกจนส่งสายตาพิฆาตไปอย่างโจ่งแจ้งขนาดนั้นเลยเหรอ? ก็น่าจะใช่ เพราะขนาดซานดึลยังออกปากทักซะขนาดนี้

ตกลงนี่เขาหวงลูกนกหรือว่าหวงเป็ด?

บ้า! เพ้อเจ้อว่ะชาบาโร สงสัยกลัวผีเมื่อกี้จนเพี้ยน -_-^

“นี่! ฉันถามเมื่อกี้นายได้ยินมั้ยเนี่ย” เสียงซานดึลที่ดังขึ้นมาทำให้ฟองความคิดฟุ้งซ่านที่ลอยอยู่เหนือหัวเมื่อกี้แตกดังโพละ บาโรจึงหันกลับมาสนใจคนผมน้ำตาลที่ทำท่าเหมือนจะปีนต้นไม้อยู่รอมร่อแทน

“จะทำอะไรของนายน่ะ -_-”

“ย้าาา! นายไม่ได้ฟังฉันจริงๆด้วย” เจ้าตัวร้องโวยวายพลางทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ มือเล็กที่โหนกิ่งไม้เตี้ยๆอยู่ค่อยๆคลายแล้วหย่อนตัวเองลงมาสู่พื้นดินอีกครั้ง

“ฉันถามว่าเราควรจะเลี้ยงมันดีมั้ย เมื่อกี้ฉันไปส่องๆดูเหมือนรังมันจะร้างมานานแล้ว พ่อแม่มันก็หายไปไหนไม่รู้” บาโรถึงกับอ้าปากค้างก่อนจะว่าคนตัวเล็กที่คิดอะไรแผลงๆออกมาได้

“นายจะบ้าเหรอ รู้วิธีเลี้ยงลูกนกหรือไง มันเป็นนกพันธุ์ไหนก็ไม่รู้แถมดูท่าทางก็ไม่ค่อยน่าไว้วางใจซักเท่าไหร่อีกต่างหาก” คนผมดำชำเลืองตามองดูสัตว์ที่กล่าวถึงอยู่เป็นระยะ ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้สายตาขุ่นเคืองกลับมาพร้อมกับกริยาเชิดจะงอยปากใส่ซึ่งดูเหมือนจะน่ารักเสียเต็มประดา(?) ไอ้นกพิลึกเอ๊ย!

“คิดมากไปแล้วนาย มันคงไม่กลายเป็นลูกเหยี่ยวหรือไดโนเสาร์มีปีกขึ้นมาหรอก นิสัยก็น่ารักแถมฉลาดอย่างนี้ถ้าไม่เลี้ยงฉันคงรู้สึกผิดมากเลย”

“จิ๊บ”

“เห็นมั้ย มันก็อยากให้ฉันเลี้ยงเหมือนกัน” บาโรหันไปค้อนขวับใส่ไอ้นกอ้อล้อด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะจับไหล่ทั้งสองข้างของซานดึลมาในระยะประชิดแล้วยื่นหน้าเข้าไปพูด

“นายช่วยตั้งสติแล้วดูปากบาโรชัดๆนะครับ ไม่-เลี้ยง

“ทำไมล่ะ T^T

“ก็เพราะว่ามันเป็นลูกนกหน้าตาประหลาดนิสัยไม่สำนึกในบุญคุณไง” เหลือบมองไอ้ตัวเล็กที่อยู่ในในอุ้งมือคนผมน้ำตาลแล้วก็เห็นว่ามันกำลังทำคอตก

หนอยเก็บไว้แคสติ้งสารคดีแอนนิมอลแพลนเน็ตเถอะไอ้นกเวร เหอะ!

“แต่มันน่าสงสารออกนะ (.  .)” ดูเหมือนซานดึลจะยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะเลี้ยงนกตัวนี้ง่ายๆจนบาโรต้องถอนหายใจพรืดออกมา ตอนนี้เพื่อนเขากำลังหลงไอ้ลูกนกแบ๊วนี่หัวปักหัวปำจนไม่เห็นหัวคนที่แกล้งตัวเองทุกวันอย่างบาโรไปเสียสนิท (ดูมีบุญคุณกับเขามากเลยเนอะ)

“เอามันวางไว้ตรงคบไม้แถวๆนี้แหละ เดี๋ยวพ่อแม่มันก็กลับมาเอง” ใช้วิธีประนีประนอมครึ่งๆเผื่อคนตัวเล็กจะยอม

“แล้วถ้าพ่อแม่มันไม่อยู่แล้วล่ะ”

” คือสรุปจะเลี้ยงให้ได้สินะ -_-;;

ครืนนนน~

เสียงฟ้าหม่นๆที่ร้องกระหึ่มตั้งแต่เมื่อกี้เริ่มหนักขึ้น ลมพัดแรงหอบหลิ่นอายฝนมารำไรทำให้ซานดึลและบาโรต้องเอามือป้องหน้าทำตาหยีเพื่อไม่ให้ฝุ่นเข้าตา ตายล่ะวาการบ้านยังไม่ได้เริ่มทำเลย! มัวแต่มาเสียเวลาอยู่กับไอ้นกบ้านี่แหละ

“ฝนมันจะตกแล้วนะกระรอก แล้วมันจะอยู่ข้างนอกนี่ยังไงล่ะ” ซานดึลทำเสียงอ่อยพลางยกลูกนกน่าเกลียดนั่นขึ้นมาจ้องตากัน ปากเล็กเริ่มเบะออกเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเวลาที่ต้องการขอความเห็นใจอะไรซักอย่าง สุดท้ายบาโรก็ได้แต่ส่ายหัวแล้วพูดออกมาให้จบๆไป

“เออๆ นายจะเลี้ยงก็เลี้ยงไป จะเข้าร่มกันได้หรือยังฝนจะเทลงมาอยู่แล้ว”

“เย้ นายน่ารักที่สุดเลยบารอน” ซานดึลกระโดดกอดคนข้างหน้าด้วยความดีใจ แต่กลับสังเกตได้ว่าคนผมดำไม่ค่อยอยากจะอยู่ในอ้อมกอดเขาเท่าไหร่ถึงได้พยายามกระเถิบถอยห่างออกมาจากอ้อมแขนนุ่มๆของเขา

เชอะถ้าเป็นกงชานหรือผู้หญิงคนอื่นคงไม่ปฏิเสธสินะ ยังไงเขาก็ยังเป็นคู่ปรับที่น่าแกล้งสำหรับชาบาโรอยู่วันยังค่ำ ไม่มีวันจะพัฒนากลายเป็นเพื่อนหรืออย่างอื่นได้หรอก ที่ยอมชวนเขามาทำงานที่ห้องสมุดด้วยกันก็ดีถมเถแล้ว เผลอๆอีตานี่อาจจะแค่ชวนเพราะไม่มีเพื่อนมาทำงานด้วยกันก็ได้

ซานดึลจะรู้บ้างมั้ยว่าหัวใจของคนตัวโตกำลังเต้นแรงแทบกระเด้งออกจากอกจึงต้องแกล้งผลักคนตัวเล็กให้ออกห่าง

ไม่เข้าใจตัวเองมาได้ซักพักใหญ่แล้วว่าทำไมต้องเผลอตื่นเต้นเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆ เสียงหัวใจที่เต้นแทบจะดังออกมาข้างนอกจนบาโรต้องแกล้งทำเป็นกลบเกลื่อนอยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่ซานดึลก็มักจะชอบทำหน้าเหมือนไม่พอใจทุกครั้งเวลาที่เขาพยายามจะชวนคุยหรือหาเรื่องแกล้งเพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดอยู่เรื่อย ทำให้หลายครั้งบาโรก็แอบคิดไม่ได้ว่าซานดึลคงเกลียดเขาเข้าไส้ไปแล้ว ถึงได้ชอบทำหน้าตาบูดบึ้งใส่เขานักหนาทั้งที่กับเพื่อนคนอื่นในห้องคนตัวเล็กก็ยิ้มแย้มร่าเริงแจ่มใส

ซ่า

เสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาจากท้องฟ้าสีขะมุกขะมัวรวมถึงไอเย็นที่ไหลลงมากระทบร่างกายทำให้บาโรและซานดึลต้องหยุดความรู้สึกลึกๆในใจเอาไว้แค่นั้น คนผมดำยกมือหนาขึ้นมาบังหัวของคนตัวเล็กเพื่อไม่ให้หยดน้ำกระเซ็นไปถูกร่างแล้วจึงรีบจูงพามือพาเดินหลบเข้ามาในกันสาดของตึก ซานดึลซุกลูกนกประหลาดไว้กับอกอย่างทะนุถนอมแล้วเดินตามคนตัวโตไปอย่างไม่มีเงื่อนไขก่อนจะมาฉุกคิดอะไรขึ้นทีหลังได้

“เดี๋ยวๆ นายจะพาฉันไปไหนน่ะ ทางเข้าห้องสมุดมันอยู่ตรงโน้นไม่ใช่เหรอ” ซานดึลพยายามแกะมือบาโรออกแต่เจ้าตัวโตก็ยังคงจับมือของเขาเอาไว้แน่นพร้อมหันมาทำเสียงดุใส่

“จะเดินไปตรงนั้นให้เปียกทำไมล่ะ ในสวนร้างนี่จริงๆมันมีทางเข้าลับ” ว่าพลางออกแรงจูงซานดึลให้รีบสาวเท้าตามเขามาให้ไวกว่าเดิม คนตัวเล็กฟังคำตอบแล้วก็ทำตาโตด้วยความประหลาดใจ

“ห้องสมุดโรงเรียนเนี่ยนะมีทางเข้าลับ?

“ทำไม นายจะโทรไปเช็คกับกงชานอีกหรือไงว่าฉันจำอะไรผิดหรือเปล่า” บาโรว่ากระแนะกระแหนเมื่อน้ำเสียงของซานดึลดูไม่เชื่อถือเขาเลยซักนิด

“เปล่า ฉันก็แค่รู้สึกว่าเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนัง -_-

“หนังอะไรของนาย คราวที่แล้วก็วอล์คกิ้งเด๊ด มาคราวนี้จะเอาหนังซอมบี้อะไรมาตีไข่ใส่สีอีกล่ะ” บาโรว่าอย่างขำๆระหว่างที่จูงมือคนตัวเล็กแก้มป่องให้เดินลัดเลาะไปตามกันสาดแคบๆในสวนร้างข้างห้องสมุด เสียงซานดึลหลุดขำออกมาเล็กน้อยด้วยเช่นกันทำให้บรรยากาศคลายความน่าอึดอัดลงไปบ้าง

Autumn in my heart น่ะ” เสียงซานดึลพูดออกมาเบาๆ ขาของบาโรถึงกับหยุดชะงักไปเล็กน้อยแล้วหันหน้ามาขมวดคิ้วถามคนที่เดินตามอยู่ด้านหลัง

“นั่นมันหนังรักไม่ใช่เหรอ”

มือเย็นชื้นละอองฝนของซานดึลยิ่งเย็นหนักเข้าไปใหญ่เพราะไม่คิดว่าบาโรจะหันมาถามอะไรเป็นจริงเป็นจังมากมาย ตาตี่ๆช่างสงสัยกำลังจ้องหน้าเขาราวกับต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นก็จะไม่พาเดินต่ออะไรทำนองนั้น

“ใครบอก มันเป็นหนังเศร้าต่างหาก ตอนจบทั้งพระเอกทั้งนางเอกตายกันทั้งคู่เลย” เฉออกนอกเรื่องเป็นการดีที่สุด โบราณเขาว่ามา…U_U;;

“ไอ้เรื่องนั้นฉันก็รู้ แต่บรรยากาศฝนตกมันไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย ชื่อมันก็บอกอยู่ชัดๆว่าความรักในฤดูใบไม้ผลิ”

“นอกจากจะตกวิชาชีวะแล้วยังตกวิชาภาษาอังกฤษด้วยเหรอนายน่ะ ออทัมน์มันแปลว่าใบไม้ร่วงเฟ้ย!” ซานดึลหัวเราะกับความไม่รู้เรื่องรู้ราวของคนตรงหน้า แค่ศัพท์ง่ายๆเกี่ยวกับฤดูกาลยังจำผิดอยู่เลย แล้วตั้งแต่เรียนมาไอ้กระรอกมันถนัดวิชาอะไรบ้างเนี่ยอยากรู้จัง

“จะร่วงหรือผลิยังไงมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฝนตกอยู่ดีนั่นแหละ ตกลงไอ้หนังรักหวานเลี่ยนนั่นมันเหมือนกับพวกเราตอนนี้ยังไง บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลย” ทำไมทีเรื่องอย่างนี้ถึงได้จำแม่นจังวะ อุตส่าห์พยายามจะเบี่ยงประเด็นเต็มที่แล้วนะเนี่ย

“เอ่อคือ

“คือ?” บาโรเลิกคิ้วหนาขึ้นสูงเมื่อเห็นซานดึลมัวแต่อ้ำๆอึ้งไม่ยอมตอบมาซักที

“คือมัน” หน้าและแก้มป่องๆของคนตัวเล็กเริ่มขึ้นสีแดงเหมือนมีลูกเชอรี่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ดวงตาที่มีแววสับสนพยายามจะหลบเลี่ยงสายตาเขาเต็มรูปแบบ บาโรจึงยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อจะรอฟังคำตอบยิ่งทำให้ซานดึลพูดเสียงอึกอักมากกว่าเดิม

“คือว่า..บาโรฉัน

???

จิ๊บ!

“ฉันว่าเรารีบเดินหาทางลับอะไรนั่นของนายดีกว่า เจ้าตัวเล็กมันหนาวแย่แล้ว” พอเสียงของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนฝ่ามือดังขึ้นมาซานดึลเลยตัดสินใจไม่พูดซะเฉยๆ เล่นเอาชาบาโรถึงกับหันไปมองไอ้ตัวขัดขวางความสุขด้วยสายตาพิฆาตอีกรอบ

 ร้องตอนไหนไม่ร้องดันมาร้องตอนที่กำลังจะเข้าจุดพีคพอดีนะไอ้นกมารหัวขน -_-*

บาโรใช้มือคลำสะเปะสะปะไปที่ผนังตึกข้างๆก่อนจะค่อยๆแกะเถาไอวี่ที่เลื้อยพันปิดผนังจนทำให้มองไม่เห็นหน้าต่างบานกว้างขนาดคนมุดเข้าไปได้ที่ซ่อนอยู่ ซานดึลมองการกระทำของคนตัวโตอย่างทึ่งๆก่อนจะถามเสียงละล่ำละลักออกมา

“สรุปเราต้องเข้าทางนี้จริงเหรอเนี่ย ตอนที่นายพูดตอนแรกฉันก็นึกว่ามันจะเป็นประตูซะอีก” ดวงตาเล็กใสซื่อยังคงมองตามมือหนาที่กระชากเถาไอวี่จนขาดกระจุยแล้วโยนซากทิ้งไว้แถวๆนั้น บาโรหันมาทำเสียงหึในลำคอใส่ก่อนจะพูดออกมา

“ห้องสมุดเล็กๆจะสร้างประตูไว้พร่ำเพรื่อทำไมหลายบาน ขนาดไซส์ห้องจริงๆข้างในมันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากบ้านฮ็อบบิทหรอก ไอ้ตึกใหญ่ๆที่นายเห็นข้างนอกนั่นมันก็เป็นห้องทำกิจกรรมของชมรมอื่นทั้งนั้น”

บาโรอธิบายพลางลองเลื่อนบานหน้าต่างออก ปรากฎว่ายังใช้ได้ดีจึงปีนเอาหัวมุดเข้าไปเป็นคนแรก ขายาวใช้ยันตัวเองให้หย่อนลงพื้นโดยสวัสดิภาพก่อนจะหันมาทำแววตาชักชวนคนตัวเล็กให้กระโดดลงมาตาม

“อ้าว ยืนแช่ให้ฝนสาดทำไม ไม่เข้ามาล่ะครับไอ้คุณเป็ด” ร่างเล็กของซานดึลยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ ในแววตามีความไม่มั่นใจฉายออกมา

“เข้าได้แน่เหรอ”

“ถ้าเข้าไม่ได้นายจะเห็นฉันมายืนทำตัวหล่ออยู่แถวนี้มั้ยล่ะ ยึกยักอยู่นั่นแหละ ฝนจะสาดเปียกชั้นหนังสือหมดแล้วเนี่ย” คนผมดำเร่งเพื่อนให้ตัดสินใจ ซานดึลส่งลูกนกให้บาโรอุ้มแล้วค่อยๆยันตัวเองให้ปีนขึ้นมาบนหน้าต่างอย่างทุลักทุเล มีบาโรคอยช่วยประคองไว้เผื่อเกิดเสียหลักกระโดดลงมาได้ท่าไม่สวยเท่าที่ควร ลำแขนแกร่งช่วยพยุงร่างคนแก้มป่องให้ลงมาถึงพื้นได้โดยไร้รอยขีดข่วนแล้วรีบปิดหน้าต่างกันฝนสาดเข้า

"อ่ะ เอาลูกรักของนายกลับคืนไปได้แล้ว เดี๋ยวเกิดจิกมือฉันขึ้นมาอีกจะยั้งอารมณ์ไว้ไม่อยู่" บาโรรีบส่งลูกนกคืนให้ซานดึลพลางแลบลิ้นใส่สัตว์ปีกขนหรอมแหรมอย่างอดไม่ได้ อากาศข้างในเย็นเกิดจากการเปิดแอร์คอนดิชันเนอร์ทิ้งเอาไว้บวกกับเนื้อตัวของนักเรียนทั้งสองคนที่เปียกปอนจากสายฝนมาก่อนแล้วเลยยิ่งทำให้รู้สึกหนาวเย็นมากขึ้นเป็นทวีคูณ

"นะ..นาย นี่มันกี่โมงแล้วอ่ะ" ฟันของคนตัวเล็กกระทบกันดังกึกๆระหว่างที่ถาม บาโรค่อยๆยกแขนขึ้นมาดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือด้วยอาการที่สั่นเทาไม่แพ้กัน

"ห้าโมงครึ่งแล้ว รีบหาหนังสือในห้องสมุดแล้วรีบยืมกลับกันเถอะ ห้องสมุดมันจะปิดตอนหกโมงพอดี"

"อะ..อืม"

เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ช่วยทำลายความเงียบวังเวงในห้องนี้ได้บ้างเล็กน้อย บาโรต้องใช้แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์เพื่อส่องทางเดินนำไป ชีวิตนี้ก็เคยเข้าห้องสมุดอยู่ไม่กี่ครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่ปฐมนิเทศเข้ามาในโรงเรียนแล้วมีพวกรุ่นพี่แนะนำสถานที่ต่างๆให้รู้จัก ส่วนครั้งที่สองก็คือตอนที่มาเดินตรวจเวรในโรงเรียนตอนเช้ากับชินวู ซึ่งไอ้สองเหตุการณ์ที่กล่าวมานี้มันก็ผ่านมานานมากแล้วนะ

จะให้นำทางในที่มืดๆแบบนี้เขาก็ไม่รู้จะไปยังไงหรอก -_-

"เป็ด หนังสือท่องเที่ยวนี่มันควรจะอยู่ล็อคไหนวะ?"

"อย่างกับถามฉันแล้วนายจะนำไปถูกอย่างนั้นแหละ เห็นเดินวนตรงนี้มาได้สองสามรอบแล้วมั้ง" ซานดึลว่าอย่างรู้ทัน คนอย่างชาบาโรถ้าให้เดาในชีวิตคงไม่มีทางเข้าห้องสมุดได้เกินกว่าสิบรอบหรอก เชื่อขนมเยลลี่หนอนกินได้เลย!

"ถ้าเก่งนักล่ะก็นายก็มานำทางเองเลยมา ตั้งแต่มีนกนี่คอยให้ท้ายรู้สึกจะปีกกล้าขาแข็งเหลือเกินนะ" คนตัวโตว่าเหน็บกลับ

"อย่างน้อยฉันก็รู้แล้วกันว่าห้องสมุดนี้มันจัดแบบระบบทศนิยมดิวอี้! นายน่ะเคยรู้จักอะไรพวกนี้หรือเปล่าหรอก -3-"

"งั้นก็นำทางไปเลยสิไอ้ระบบดิวอี้ดิวแอ้อะไรนั่นน่ะ ถ้าหาไม่เจอแล้วฉันจะขำให้ มาครั้งแรกก็ทำเป็นอวดเก่ง อะโธ่!"

"ย่าห์! ไม่ว่าฉันซักวันแล้วนายจะตายมั้ยห๊ะบา

“หยุดเรียกชื่อฉันผิดๆแล้วก็นำทางไปได้แล้ว -_-*” บาโรใช้วงแขนแกร่งล็อคคอซานดึลด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะกระซิบขู่กรรโชกเบาๆที่ข้างหู ถึงข้างในนี้จะมืดอยู่พอสมควรเพราะไม่ได้เปิดไฟทุกดวงแถมข้างนอกฟ้าก็ยังครึ้มเพราะฝนตก แต่ซานดึลก็รู้สึกได้ว่าปลายจมูกของบาโรกำลังไล้อยู่ที่ผิวแก้มเขานี่เอง ลมหายใจอุ่นๆคอยคลอเคลียรดหน้าเขาอยู่ใกล้ๆ ทั้งที่คนที่ทำอย่างนี้กับเขาคือชาบาโรคนที่รู้สึกไม่ชอบขี้หน้า แต่ทำไมถึงได้ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขัดขืนหรือปฏิเสธเลยนะ

หรือความจริงเขาไม่เคยคิดที่จะขัดขืนคนตัวโตใกล้ๆซะเลยมากกว่า

“นายอุ้มบาซานโรดึลเอาไว้” สุดท้ายคนผมน้ำตาลก็ได้แต่พูดเสียงอ่อนใส่ก่อนจะส่งสิ่งที่อยู่มือให้แล้วขยับกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่ให้กระชับมากขึ้น

“บาซานโรดึล?” ถึงจะไม่เห็นหน้าแต่ซานดึลก็เชื่อได้ว่าบาโรกำลังขมวดคิ้วอยู่ตอนที่ถาม

“ชื่อเจ้าตัวเล็ก” ซานดึลตอบให้ก่อนค่อยๆออกฝีเท้าเดินนำไปทีละย่างก้าวอย่างระมัดระวัง เหมือนว่าห้องสมุดที่นี่จะไม่ได้เก็บกวาดมานานอยู่พอควรถึงได้มีข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่เกี่ยวกับหนังสือมาวางทิ้งไว้เต็มไปหมด ตู้หนังสือบางล็อคมีฝุ่นจับหนาเตอะเป็นนิ้วแถมยังมีหยากไย่เกาะยาวราวกับมีใครเอาสายรุ้งสีขาวมาตกแต่งบนชั้น

นักเรียนโรงเรียนนี้เขาไม่อ่านหนังสือกันหรือไงนะ -_-?

“บาซานโรดึล…? เฮ้ย! นั่นมันชื่อฉันกับนายรวมกันนี่” เสียงทุ้มกวนๆยังคงดังอยู่ข้างหูเขาระหว่างที่เดินเกาะไหล่ล็อคคอเขาสลับกันไป ก็เออน่ะสิ! ความรู้สึกช้าจริงนะพ่อคุณ =_=^

“นายเอาชื่อฉันมาตั้งให้ไอ้นกขี้เหร่นี่ได้ยังไงเนี่ย ไม่สร้างสรรค์เลยนะเป็ด”

“พูดอย่างนั้นเดี๋ยวบาซานโรดึลก็เสียใจหรอก” ซานดึลว่าพลางลูบหัวลูกนกที่ฝากอยู่ในมือบาโรอย่างทะนุถนอมเหมือนจะปลอบใจ

“มันจะเสียใจได้ยังไงก็มันเป็นนก - -^

“จิ๊บ T^T

“เงียบไปเลย” บาโรเอ็ดนกน้อยแสนรู้ที่ทำหน้าเศร้าอยู่ในมือทำให้ซานดึลที่เดินนำหน้าอยู่ขำออกมาเบาๆกับท่าทางไม่ยอมโตของคนตัวโตกว่า

“ว่าแต่ฉันนายก็คุยกับมันรู้เรื่องเหมือนกันนั่นแหละ บอกแล้วว่าบาซานโรดึลเป็นเด็กฉลาด” คนตัวเล็กพูดเองสรุปเองกับไอ้นกตัวดีเสร็จสรรพ มือเล็กค่อยๆควานหาไปยังชั้นที่เขียนว่าหมวดภูมิศาสตร์และการท่องเที่ยวพลางหยิบไฟในมือถือของบาโรมาส่องเสียเอง ก็บาโรเล่นฉายไฟไม่ได้เรื่องเอาซะเลย กวาดไปทางนู้นทีทางนี้ทีจนเขาแทบจะงงตามไปอีกคน

“นี่ไง หนังสือท่องเที่ยว” ซานดึลคว้าหนังสือเล่มหนึ่งมาจากชั้นพลางแลบลิ้นใส่อย่างผู้ชนะ

“ถามจริงนายเคยเข้าห้องสมุดมาหาหนังสืออ่านบ้างมั้ยเนี่ยกระรอก” ซานดึลทำเป็นเอาหนังสือมาโบกพัดอวดๆจนบาโรอดหมั่นไส้ไม่ได้

“บังเอิญเจอซะมากกว่า”

“แพ้แล้วก็อย่าพาลสิ :P

“เออ ฉันไม่เคยเข้า แล้วนายจะทำไมนักหนา” บาโรว่าอย่างหงุดหงิด ในสายตาของซานดึลเขาคงไม่มีอะไรดีซักอย่าง เรียนก็แค่พอไปรอด ไม่ได้มีวิชาไหนที่เก่งโดดเด่น เป็นนักเรียนนั่งอยู่หลังห้องที่กวนประสาทคนตัวเล็กไปวันๆ ทำตัวลอยชายไปมาเพราะมีพี่เป็นถึงประธานนักเรียนดีเด่นที่ไม่มีอะไรเหมือนกับเขาซักอย่าง

ก็แล้วทำไมเขาต้องหาข้อดีของตัวเองให้อยู่ในสายตาไอ้เป็ดนี่ด้วยวะ บางทีกระรอกก็งงกับตัวเอง =_=;;

“นายน่ะพลาดแล้วล่ะ ตอนอยู่โรงเรียนเก่าห้องสมุดเป็นสถานที่โปรดของฉันเลยรู้หรือเปล่า แอร์ก็เย็น หนังสือก็เยอะ แถมยังสงบไม่มีใครมารบกวนอีกต่างหาก จะให้หลับหรือแอบกินขนมในนั้นทั้งวันยังทำได้เลย” ซานดึลพูดไปเรื่อยระหว่างที่ไล่นิ้วไปตามชั้นหนังสือเพื่อหาหนังสือเกี่ยวกับฟาร์มโคนมและไร่องุ่นที่พวกเขากำลังจะไปทัศนศึกษากัน

“นี่ซานดึล

“หืม?

“ตอนอยู่ที่โรงเรียนเก่านายเป็นยังไงบ้าง” คำถามของคนผมดำทำเอาคนตัวเล็กถึงกับหยุดชะงักนิ้วมือที่กำลังร่ายรายการหนังสือไปมาบนชั้น หันไปมองคนข้างหลังที่เอาหลังพิงกับชั้นหนังสืออีกฝั่งอย่างประหลาดใจ

“นายจะอยากรู้ไปทำไม?” ซานดึลเอามือกอดอกพลางจ้องบาโรอย่างสงสัย

“ก็แค่สงสัยน่ะ ฉันเพิ่งมารู้ว่าไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับนายเลยตั้งแต่นายย้ายเข้ามา นอกจากนายชอบกินเยลลี่รูปหนอนแล้วก็ชอบทำขนมหวานเวลาว่างๆ” บาโรแกล้งหยิบจับหนังสือเล่มโน้นเล่มนี้ไปเรื่อยคั่นเวลา คิ้วของซานดึลพันเข้าหากันเล็กน้อยพลางทำสีหน้าครุ่นคิด

“ฉันก็เป็นฉันอย่างที่นายเห็นนี่แหละ” คนตัวเล็กออกมาอย่างง่ายๆ

“พอดีว่าฉันไม่ค่อยเห็นอะไรในตัวนายเลยอ่ะนะ โทษที -_-”

“ไอ้กระรอกบ้า ทีฉันยังเห็นนิสัยข้อดีข้อเสียของนายตั้งหลายอย่างเลยนะ -*-”

“งั้นก็บอกมาสิว่าฉันเป็นคนยังไง” บาโรก้าวขาเข้ามาหาคนผมน้ำตาลพลางใช้มือยันตู้หนังสือข้างหน้า ตาเล็กสีดำจ้องไปที่ดวงตาใสซื่อของเพื่อนที่เหมือนอยู่ในอ้อมแขนของเขากลายๆไปแล้วตอนนี้ ซานดึลจ้องกลับไปก็พบว่าแววตาที่มองเขาคงอยากจะได้คำตอบจริงๆ

นายจะถามฉันเรื่องนี้ทำไมนะมันเหมือนกับว่านายอยากจะให้ฉันรู้จักนายแล้วนายก็อยากรู้จักฉันให้มากขึ้นด้วย เราสองคนจะได้รู้จักกันและกันอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม อย่างงั้นหรือเปล่า?

“นายก็เป็นคนตัวโตที่ไม่กลัวนักเลงแต่ดันมากลัวผี ทำตัวกวนไร้สาระ ชอบแกล้งคนอื่น หวงเพื่อนสนิท ชอบหลับเวลาอาจารย์สอน มาโรงเรียนก็สายแต่ดันมีพี่เป็นถึงประธานนักเรียนก็เลยโชคดีไม่ติดแบล็คลิสต์ไป นายกินอาหารได้ทุกอย่างแต่ถ้าจะกินให้อร่อยนายก็ต้องแย่งฉันกิน ไม่ชอบทำการบ้านแต่ก็ขี้เกียจลอกงานคนอื่นเหมือนกัน ชอบแต่งตัวสไตล์ฮิพฮ็อพแล้วก็ชอบร้องเพลงแร็พด้วยมั้ง ซกมกไม่ยอมเปลี่ยนพลาสเตอร์เวลาเป็นแผล ถึงจะปากเสียไปหน่อยแต่นายก็มีน้ำใจให้คนอื่นไม่เห็นแก่ตัวในบางเรื่อง และที่สำคัญก็คือนายเกลียดฉัน”

คนตัวเล็กร่ายยาวพลางจบประโยคด้วยคำพูดที่ฟังดูออกมาพร้อมกับการถอนหายใจ แต่ยังไงมันก็เป็นความจริงที่เขาควรจะยอมรับว่าชาบาโรเกลียดเขาตั้งแต่วันแรกที่เห็นหน้า ดีไม่ดีตอนนี้ที่ถามเรื่องพวกนี้อาจเป็นเพราะคนตัวโตต้องการจะปั่นหัวเขาเล่นก็ได้

“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันเกลียดนาย”

…?

“ขอบคุณนะอีซานดึล” มือหนาที่ยันตู้หนังสือที่ซานดึลใช้พิงหลังอยู่ลดลงแนบกับลำตัว คนผมน้ำตาลมองคนตรงหน้าด้วยแววตาไม่เข้าใจ สีหน้าของบาโรในตอนนี้เป็นยังไงก็ไม่สามารถเดาได้เพราะทั้งห้องสมุดก็ดันเปิดไฟดวงเล็กๆอยู่แค่ดวงเดียว แถมท้องฟ้าข้างนอกก็มืดตึ๊ดตื๋อเพราะฝนกำลังตกหนัก

“เรื่องอะไร?

“ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้จักตัวเองมากขึ้น” พูดอะไรของเขาเนี่ย ชอบทำให้งงอยู่เรื่อยเลย

“อืม เห็นมั้ยล่ะ ขนาดฉันอยู่กับนายมาเท่าๆกันฉันยังรู้เรื่องนายได้เยอะเท่านี้เลย แต่นายกลับไม่รู้เรื่องอะไรของฉันซักอย่าง”

“นายเองก็อยากรู้จักฉันให้มากขึ้นงั้นเหรอ แสดงว่าเราก็ปกติดีสินะ

“พูดอะไรของนาย เหมือนบ่นอะไรงึมงัมอยู่คนเดียว =_=

“อ้อปละ..เปล่า” บาโรรีบส่ายหัวปฏิเสธสะบัดไล่ความคิดบ้าๆให้ออกไปจากสมอง “รีบหาหนังสือเข้าสิ เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีแล้วนะ มัวแต่ชักช้าอยู่ได้”

“ก็นายไม่ใช่เหรอที่ถามฉันนู่นนี่นั่นจนเสียเวลาน่ะ อยากให้หาเจอเร็วก็มาช่วยกันหาสิ ยืนเต๊ะเป็นกระรอกแช่แข็งอยู่นั่นแหละ” ซานดึลว่าคนที่แกล้งทักเรื่องอื่นเพื่อกลบเกลื่อนรอยวูบไหวในสายตาตัวเอง คนตัวโตจึงสาวเท้ายาวๆมาอยู่ข้างๆคนผมน้ำตาลแล้วอาศัยความเป็นคนตัวสูงช่วยหยิบหาในส่วนชั้นบนให้ บาซานโรดึลซุกตัวอยู่ในกระเป๋าเสื้อของบาโรเงียบๆก่อนที่จะมีเสียงประหลาดดังมาจากทางหน้าต่าง

ปัง!

เสียงเหมือนอะไรล้มทับดังขึ้นมาใกล้ตัวมากทำให้บาโรและซานดึลผวาเข้าหากันโดยอัตโนมัติ แต่คนที่ดูขวัญเสียหนักน่าจะเป็นชาบาโรผู้หวาดกลัวสิ่งลี้ลับเป็นชีวิตจิตใจซะมากกว่า

“สะ..เสียงอะไรอ่ะ T_T” ลำแขนแกร่งเผลอโอบเอวเล็กไว้แน่น ซานดึลค่อยๆหันหน้าไปมองทางต้นเสียงอย่างหวาดๆก่อนจะค่อยๆขยับตัวไปทางหน้าต่างที่ใช้ปีนเข้ามา โดยมีคนผมดำเกาะทุกส่วนของลำตัวเขาซะแน่นอย่างกับปลิงกระรอก เสียงฟ้าร้องกระหึ่มกับลมพายุข้างนอกทำให้ซานดึลเริ่มมีอารมณ์หวาดกลัวขึ้นมาบ้างเช่นกัน

ดวงตาของคนผมน้ำตาลพยายามจะเพ่งมองและปรับแสงให้มองเห็นสิ่งบางอย่างที่ล้มลงมากีดขวางหน้าต่างบานนั้นได้ชัดในความมืด มือเล็กยื่นไฟฉายในโทรศัพท์ขึ้นมาสาดแสงใส่ไปยังทางนั้นก่อนจะพบเงาของต้นไม้ใหญ่ที่ดันโค่นลงมาปิดช่องทางออกนั้นได้พอดิบพอดี มือเย็นสะกิดบาโรที่กำลังหลับตาปี๋กอดเอวเขาแน่น

“บา..บราเธอร์ เราจะออกกันไปยังไง?

“กะ..เกิดอะไรขึ้น” ขนาดเวลาที่ถามคนผมดำก็ยังไม่ยอมลืมตาขึ้นมาดู

“ต้นไม้มันโดนลมพายุฝนโค่นลงมาปิดช่องหน้าต่างที่เราเข้ามาหมดเลย” เสียงซานดึลชักสั่นๆ

“เรายังมีประตูหน้าไม่ใช่เหรอ แค่ตอนเข้ามาเราแค่เข้าผิดวิธีธรรมชาติไปหน่อยแค่นั้นเอง”

“เออใช่ รีบไปหยิบหนังสือที่จะยืมกันเถอะ จะหกโมงแล้ว” ซานดึลเผลอจับมือคนตัวโตให้รีบเดินไปตามทางเดิม ทั้งสองคนรีบหยิบหนังสือที่เลือกมาได้จากชั้นแล้ววิ่งออกไปตามทางที่จะออกสู่ประตูหน้าทันที แต่พอออกไปตรงจุดยืมหนังสือกลับไม่พบบรรณารักษ์ซักคน แถมประตูหน้าที่เป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขาก็ดันปิดสนิทตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“เป็นไปได้ยังไง ตอนที่เรายังไม่ได้เข้ามาฉันยังเห็นประตูมันยังเปิดอยู่เลย” ซานดึลหันไปพูดกับบาโรราวกับจะขอความเห็น ไม่รอช้าคนผมดำรีบปรี่ตรงไปเปิดประตูทางเข้าทันที แต่อะไรๆมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเพราะประตูเจ้ากรรมที่เขากำลังออกแรงเปิดอยู่ไม่มีวี่แววว่าจะเปิดออกเลยแม้แต่น้อย

มันถูกล็อคจากด้านนอก” บาโรพูดอย่างหัวเสียวพลางออกแรงเขย่าให้มากขึ้น ไหล่หนาตัดสินใจลองกระแทกดูสองสามทีแต่ก็ไร้ผล ซานดึลมองตามอย่างไม่รู้จะช่วยยังไงดี เหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดออกมาจากใบหน้าทั้งคู่ทั้งที่อากาศข้างในเย็นเฉียบ

“บรรณารักษ์จะมาล็อคห้องได้ยังไง ไฟแอร์อะไรก็ยังไม่ได้ปิดเลยซักอย่าง”

เหมือนว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าจะได้ยินคำพูดของซานดึล ทั้งแอร์ทั้งไฟที่ติดอยู่จึงพร้อมใจกันดับพรึ่บลงพร้อมกับเสียงฟ้าที่ผ่าดังเปรี้ยงลงมาจากข้างนอกเป็นสายยาว

“อ๊ากกกกก TOT” คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียงของบาโรที่ร้องออกมาคนเดียวอีกต่อไป กระรอกและเป็ดถึงกับกระโดดกอดกันตัวลอยด้วยความหวาดกลัวทำให้ร่างทั้งสองเซถอยไปชนกับอะไรบางอย่างที่อยู่ด้านหลัง ถึงไฟจะดับไปจนหมดแต่วัตถุสีขาวลักษณะเป็นแท่งยาวที่ล้มครืนลงมาทางตัวพวกเขาก็เห็นเด่นชัดในสายตามากเสียจนทั้งคู่ต้องเปล่งเสียงออกมาพร้อมกันอีกครั้ง

“กระกระดูก!!!” ซานดึลและบาโรหลับตาปี๋กอดกันกลมหลังจากแหกปากร้องลั่นออกมาแล้ว เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงลงมาอีกครั้งทำให้ซานดึลเริ่มเห็นความจริงที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าและคลายความหวาดกลัวลงได้บ้าง มือเล็กยกขึ้นมาปาดน้ำตาพลางสูดน้ำมูกเข้าไป

“บะ..บาโร มันเป็นแค่หุ่นกระดูกในห้องวิทย์น่ะ” ว่าพลางค่อยๆดันสิ่งที่ล้มทับอยู่ให้ออกไป ถึงตอนนี้บาโรก็ไม่มีอารมณ์จะมาซาบซึ้งใจที่คนตัวเล็กเรียกชื่อเขาได้ถูกซักทีเพราะมัวแต่กำลังรวบรวมความกล้าลืมตาดูให้เห็นด้วยตาตัวเอง

“หุ่นกระดูกในห้องวิทย์แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ไงวะเนี่ย” สบถเพราะยังไม่หายจากความสยองเมื่อกี้เสียทีเดียว เจ้าตัวเล็กในกระเป๋าเขาเริ่มดิ้นขลุกขลักอยู่ไม่สุขเพราะอุณหภูมิที่ลดลงเรื่อยๆทำให้มือใหญ่ต้องค่อยๆช้อนมันขึ้นมาแล้วส่งคืนให้ซานดึล

“มันคงอยากอยู่กับนาย” มือคนผมน้ำตาลรับสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสารเข้ามาซุกไว้แนบอก สายตายังคงเหลือบซ้ายแลขวาเผื่อเจอทางออกอื่นที่จะทำให้พวกเขารอดพ้นจากห้องสยองนี่ไปได้

“ไม่มีทางออกอื่นแล้วจริงๆเหรอ”

“เท่าที่อยู่โรงเรียนนี้มาห้าปีก็ไม่มีนะ” บาโรถอนหายใจออกมาอย่างหมดหวังก่อนจะห่อกอดตัวเองแน่นด้วยความหนาวไม่แพ้กัน ลมที่พัดหวีดหวิวเข้ามาทางช่องเล็กๆในห้องกับอุณหภูมิจากแอร์ที่ยังเหลืออยู่ก็เย็นพอที่จะทำให้บาโรและซานดึลขดตัวเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัวอยู่ในซอกชั้นหนังสือแคบๆได้ คนตัวเล็กมองไปยังมือที่ใช้กอดอกของบาโรก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆหลังจากที่ได้ครุ่นคิดดีแล้ว

“ถอดซะ

“หะ..ฮะ!? ถอดอะไรของนาย?

“เสื้อตัวนอกนายน่ะ..ถอดซะ เดี๋ยวจะเป็นปอดบวมเอา” ซานดึลถอดเสื้อยูนิฟอร์มที่เปียกชื้นของตัวเองออกก่อนเป็นคนแรกพลางมองไปยังบาโรเป็นเชิงให้ทำตาม

“แล้วก็ไม่บอกให้ชัดเจน” ร่างสูงถอดเสื้อตัวนอกออกบ้างทำให้เหลือแต่เสื้อตัวในสีขาวที่เปียกแนบเนื้อเพราะเปียกปอนมาจากฝนข้างนอก ซิกส์แพ็คบนหน้าท้องของหนุ่มวัยกำลังโตออกมาปรากฎให้เห็นรำไรแต่ซานดึลก็พยายามข่มตามองข้ามมันไปซะพลางรับเสื้อคนตัวสูงมาแขวนตากไว้ข้างๆกับตัวเอง

อิจฉา! เพราะร่างกายของเขามันดันไม่สมบูรณ์แข็งแรงเหมือนคนตรงหน้า มีแต่แก้มกับพุงป่องๆเหมือนเด็กน้อยทั้งๆที่ก็อายุเท่ากัน นี่สวรรค์จะลำเอียงไปไหน T_T

“หนาวล่ะสิแก ดันเกิดมามีขนหรอมแหรมอีก” เสียงคนที่นั่งเบียดอยู่ข้างๆเขาพูดอะไรกับลูกนกเบาๆ  บาโรเท้าแขนมองบาซานโรดึลพลางยื่นนิ้วไปสัมผัสมันน้อยๆ ทำให้คนตัวเล็กแอบยิ้มกับตัวเองภายในความมืด

แอบมีมุมอ่อนโยนเหมือนกันนะเนี่ย แต่ชอบทำปากเสียไว้ก่อนสินะ

“นี่ดึลลี่

“อะไร?

“ทำไมตอบห้วนจัง -_-*

“นายเคยเห็นฉันตอบนายว่าครับคุณชาบาโรหรือไง -__-;;

“เปล่า ก็ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แค่เห็นนายดูเครียดๆก็เลยไม่อยากจะให้ฟุ้งซ่าน เพราะเราต้องติดอยู่ที่นี่อีกยาวเลยอย่างน้อยก็จนกว่าฝนจะหยุดตก” บาโรมองไปทางนอกหน้าต่างที่ถูกต้นไม่ปิดสนิทอย่างเหม่อลอย

“ฉันถึงได้พยายามคิดหาทางออกอยู่นี่ไง ถ้าเราติดอยู่ที่นี่จริงๆก็ต้องติดไปสามวันเลยนะ พรุ่งนี้ก็ดันมาเป็นวันเสาร์อาทิตย์อีก” ซานดึลว่าอย่างเซ็งๆ การบ้านก็ไม่คืบหน้าแถมต้องมาติดอยู่ในห้องสมุดร้างขนาดเท่าบ้านฮ็อบบิทเคลื่อนที่อีก -*- ซวยอภิมหาซวย!

“สวีทเกิร์ล~ ฉันจะโบยบินไปกับนายเหมือนผีเสื้อ~” แต่ดูเหมือนคนข้างๆเขาจะดูไม่เครียดไปกับเขาเลยถึงได้ร้องเพลงสบายใจเฉิบด้วยท่าเอากระเป๋าหนังสือมาหนุนหลังตัวเองอย่างนั้น

“ร้องก็เพี้ยนยังจะร้องอีก -_-^

“ไอ้เป็ดปากเสีย -*- เดาได้เลยว่าตอนนี้บาโรคงกำลังทำหน้ายักษ์ใส่เขาอยู่

“เพลงอะไรของนาย คุ้นๆเหมือนเคยได้ยินอยู่เหมือนกัน”

“เสียงริงโทนไอ้กงชานไง นั่งข้างมันมาเกือบเทอมยังไม่รู้อีก” เออ ใครจะไปเหมือนนายล่ะ นั่งอยู่หลังห้องแท้ๆยังจะอุตส่าห์สังเกตอีกว่าคนข้างๆเขาใช้ริงโทนอะไร อ่อลืมไปว่าสองคนนั้นเป็นเพื่อนสนิทกันมากนี่นะ -^-

เอ๊ะ..เดี๋ยว

“กงชานไงกระรอก! ทำไมเราไม่โทรหากงชานให้มาช่วยล่ะ” ซานดึลเขย่าตัวคนผมดำไปมาด้วยความตื่นเต้น

“นึกว่านายคิดแผนนี้ได้เป็นคนแรกหรือไง ถ้าฉันโทรหามันได้ฉันก็โทรหามันไปตั้งนานแล้ว”

“อ้าว แล้วโทรศัพท์นายมีปัญหาอะไร?

“ไม่มีหรอก แค่ไม่ได้เติมตังค์ก็เลยโทรออกไม่ได้”

“ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ!

“อืม จะบอกว่าเหมือนเราอยู่ในหนังอีกล่ะสิ -_-” คนตัวโตว่าอย่างรู้ทันพลางมองคนตัวเล็กผมน้ำตาลที่ตอนนี้กำลังเอามือขยี้หัวเพราะประสาทเสียไปแล้ว

“เราจะทำยังไงกันดีบาซานโรดึล นายช่วยฉันคิดหน่อยสิ T^T” ซานดึลหันไปคร่ำครวญกับลูกนกที่ถูกวางให้เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระบนชั้นหนังสือ ทำให้คนตัวโตกว่าถอนหายใจออกมา

“ก็แล้วทำไมไม่ใช้เครื่องนายโทรล่ะ” พยายามหาทางออกให้เผื่ออะไรๆมันจะได้ดีกว่านี้

“พูดง่ายสิเครื่องฉันก็เหมือนเครื่องนายนั่นแหละ ไม่ได้เติมตังค์มาเป็นชาติแล้ว” ซานดึลนั่งกอดเข่าฟุบหน้าตัวเองลงไปพลางหยิบมือถือตัวเองขึ้นมาดู บาโรได้แต่ส่ายหน้าด้วยความจนใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัวที่จะต้องติดอยู่ในนี้ซะเมื่อไหร่ เขากลัวหมดแหละ กลัวความมืด กลัวผี กลัวความเงียบ แต่พอเวลาอยู่กับซานดึลแล้วก็เหมือนความรู้สึกเหล่านี้มันจะจางๆลงไปโดยไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

“ฉันจะลองแชทไปหามันดู พอดีว่ายังมีโปรเน็ตเหลืออยู่ แต่ต้องรีบหน่อยเพราะตอนนี้แบตฉันเหลืออยู่แค่สามเปอร์เซ็นต์เอง” มือใหญ่กดเปิดอินเทอร์เน็ตมือถือพลางเข้าไปในโปรแกรมแชททันทีโดยมีซานดึลชะโงกหน้าเข้ามาดูอยู่ไม่ห่าง พอเปิดอินเทอร์เน็ตไปได้เท่านั้นแหละไอ้แบตโทรศัพท์ตัวดีก็ดันยุบเหลือเป็นสองเปอร์เซนต์อย่างฮวบฮาบทำเอาทั้งคู่ใจหายใจคว่ำด้วยความลุ้น

“ชื่อแชทกงชานมันชื่ออะไรนะ?” ด้วยความลนจึงทำให้บาโรหารายชื่อเพื่อนในแชทไม่เจอ เลยได้แต่เขี่ยโทรศัพท์ไล่ดูแต่ละชื่อไปมาแข่งกับแบตที่กำลังลดลงเรื่อยๆ

“กงชาน…?โอ๊ยเดี๋ยว..! พอตื่นเต้นแล้วฉันคิดอะไรไม่ออกอ่ะ T_T กงชานกงชาน” คนผมน้ำตาลเอ่ยชื่อเพื่อนซ้ำไปซ้ำมาพลางพยายามจะเค้นความจำตัวเอง

“ชื่อแชทก็ตั้งพร้อมกันสามคนทำไมลืมได้ง่ายอย่างนี้วะเนี่ย!” บาโรกุมขมับ

เออ!!! O_O กงชานนี่ ฆ่าคิตตี้ด้วยมือเปล่าไง” ซานดึลรีบหยิบโทรศัพท์จากมือบาโรมาพิมพ์หาชื่อด้วยความเร่งรีบ พอเห็นระดับแบตที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอมือก็ยิ่งสั่นเทามากขึ้น

เหลือ 1 % แล้วเจ้าข้าเอ๊ย TOT

“พิมพ์อะไรดีอ่ะที่อ่านปุ๊บแล้วจะเข้าใจในประโยคเดียวเลย” ซานดึลหันไปถามความเห็นจากเพื่อนร่วมชะตากรรม บาโรอยากจะเบิ๊ดกะโหลกเป็ดทึ่มเสียหนึ่งทีข้อหาซื่อบื้อใจเย็นเกินเหตุ แต่ก็กลัวว่าจะไม่ทันเวลามือใหญ่จึงฉวยเอาโทรศัพท์ตัวเองกลับมาพิมพ์เองอีกครั้ง

“นายนี่จริงๆเลย แบตเหลือหนึ่งเปอร์เซ็นต์แล้วยังจะมาเอ้อระเหยตัดสินใจอะไรไม่เด็ดขาดอยู่ได้” นิ้วหนารีบกวาดไล่พิมพ์ตัวอักษรด้วยความเร่งรีบสุดชีวิต แต่พิมพ์ยังไม่ทันจะจบหน้าจอก็ดันดับไปพร้อมกับเครื่องสมาร์ทโฟนที่ปิดตัวเองอัตโนมัติเสียก่อน ดีที่คนตัวโตรู้ทันนิสัยโทรศัพท์ตัวเองเลยกดส่งไปทั้งๆที่ยังพิมพ์ค้างไม่เสร็จอยู่อย่างนั้น

“แบตหมดแล้วนายส่งไปทันมั้ย?” ซานดึลถามอย่างระล่ำระลักเพราะมัวแต่ตื่นเต้นจนดูไม่ทัน

“อืม ทันแต่ยังพิมพ์ไม่เสร็จ” บาโรแทบจะปาโทรศัพท์ตัวเองทิ้งเพราะหัวเสียที่วันนี้อะไรก็ไม่เป็นไปดั่งใจซักอย่าง

“นายพิมพ์ไปว่าไง?

“ช่วยด้วย” พอได้คำตอบซานดึลก็แทบอยากจะกรีดร้องกระชากคอคนข้างๆออกจากบ่าให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่มือเล็กก็ทำได้แค่หวดเต็มแรงลงตรงไหล่กว้างเท่านั้น

“อั้ก! นายมาตีฉันทำไมเนี่ย -*-”

“นายนี่มันไม่ฉลาดหรือไม่ฉลาดมากๆกันแน่ฮะกระรอก พิมพ์แค่คำว่าช่วยด้วยแล้วกงชานจะรู้มั้ยว่าต้องมาช่วยเราที่ไหน” เสียงเล็กแหวขึ้นพลางเขย่าตัวคนผมดำด้วยความหงุดหงิด

“เออว่ะ =_=

“ย่าห์! นายมันไม่ได้เรื่องจริงๆเลย” ซานดึลล้วงโทรศัพท์ของตัวเองที่อยู่ในกระเป๋าขึ้นมาจัดการต่ออินเทอร์เน็ตด้วยตัวเอง งานใหญ่ๆใช้ความคิดอย่างนี้สุดท้ายก็ต้องมาลงเอยที่เขาเป็นคนแก้ปัญหาได้ทุกครั้งสิน่า

“อีกอย่างนายจะมามัวเสียเวลานั่งพิมพ์ทีละตัวทำไม โทรทางแชทไปไม่ง่ายกว่าเหรอจริงมั้ย” ซานดึลต่อสายโทรทางแอพแชทไปยังชื่อกงชานพร้อมกดเปิดลำโพงให้ดังขึ้น เสียงรอสายดังอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตจะหายไปจากหน้าจอ ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาเสียงดังสนั่นแต่ก็ไม่ได้ทำให้ซานดึลและบาโรตกใจได้เท่ากับครั้งแรกแล้ว

“เฮ้ย! ไม่ตลกนะไอ้โทรศัพท์บ้า” คนผมน้ำตาลรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายใหม่ซ้ำๆแต่ผลก็ยังคงเหมือนเดิม สัญญาณอินเทอร์เน็ตของเขาถูกตัดขาดไปแล้วพร้อมกับฟ้าที่ผ่าลงเมื่อกี้

“ใจเย็นเป็ด ฝนมันตกสัญญาณมันก็ต้องไม่ดีเป็นเรื่องธรรมดา” คราวนี้กลับกลายเป็นว่าบาโรต้องคอยปรามซานดึลสติแตกไปมากกว่านี้แทน

“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย! เรื่องแบบนี้มันต้องมีอยู่แต่ในละครน้ำเน่าหลังข่าวไม่ใช่หรือไง เน็ตก็ไม่มีโทรออกก็ไม่ได้แล้วเราจะทำยังไงกันต่อดีล่ะกระรอก T^T

“อย่างแรกเลยนะนายควรจะสงบสติอารมณ์ตัวเองตอนนี้ซะก่อน แล้วเดี๋ยวทางออกมันก็จะค่อยๆลอยมาหาเราเอง..นะ” มือหนาบีบลงที่ไหล่ให้กำลังใจเพื่อน ร่างเล็กทิ้งแผ่นหลังลงไปพิงกับชั้นหนังสืออย่างสิ้นหวังพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะระบายออกมาเป็นสายยาวด้วยความอัดอั้น ความจริงคำแนะนำของบาโรก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน

“ดีนะที่วันนี้แม่ฉันกลับไปเยี่ยมยายที่ปูซาน ไม่อย่างนั้นท่านคงจะเป็นห่วงฉันมากแน่เลยถ้ารู้ว่าจนป่านนี้ฉันยังไม่กลับบ้านอีก” บาโรพอจะจับน้ำเสียงกังวลของคนข้างๆได้

“นายคงรักครอบครัวนายมากเลยเนอะ?

“ก็แหงน่ะสิ สำหรับฉันครอบครัวก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ฉันเป็นลูกคนเดียวก็เลยไม่อยากทำตัวเหลวไหลจนทำให้ทุกคนเป็นห่วง ใครจะไปเหมือนนายมีพี่ชายเลิศเลอเพอร์เฟ็คต์อย่างพี่ชินวูเป็นตัวอย่างที่ดีแทนที่จะปฏิบัติตามกลับทำตัวแหกคอกหมดซะนี่ -3-

“ฉันก็ต้องเป็นตัวฉันสิ จะไปเหมือนกับคนอื่นได้ยังไง” บาโรพูดพลางหัวเราะ หลังจากนั้นซานดึลก็เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา อาจเป็นเพราะกำลังคิดหาทางแก้ไขปัญหาวุ่นๆนี้อยู่ทำให้บาโรไม่อยากให้คนตัวเล็กเครียดจนเกินไป

“เฮ้ออออ ป่านนี้กงชานคงทำรายงานเสร็จไปเป็นชาติแล้วมั้งบาซานโรดึล” บาโรแกล้งทำเป็นพูดกับเจ้าตัวเล็กบนชั้นหนังสือที่ตอนนี้เริ่มกลับมาขดหัวซุกปีกใกล้ๆกับที่เขานั่ง ความจริงเพราะไอ้นกซวยนี่แหละถึงทำให้เขากับซานดึลต้องมาติดแหง็กอยู่ในนี้ แต่ถ้าพูดออกไปคนตัวเล็กก็จะหาว่าเขาพาลอีก

“มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว คงจะมีแต่ฉันกับนายนี่แหละที่ยังไม่ได้เริ่มเขียนอะไรซักอย่าง แถมยังต้องมาโดนขังอยู่ในนี้อีก -_-*

“พูดได้แล้วหรือไงเป็ด :P” บาโรแลบลิ้นใส่ “ฉันไม่ได้พูดกับนายซะหน่อย ฉันพูดกับบาซานโรดึลต่างหาก”

“อ่อหราาาา ไปเข้ากันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ” ซานดึลทำหน้าแลบลิ้นตามกลับใส่คนตัวโตบ้าง

“เดี๋ยวนี้หัดพูดจาต่อล้อต่อเถียงนะ จริงมั้ยบาซานโรดึลเจ้านายแกมันเป็นคนกวนอย่างนี้เองสินะ”

” ไอ้สัตว์ปีกขนหรอมแหรมหันมามองหน้าเขางงๆ

“ว้ายยย~ ขนาดนกยังเมิน” ซานดึลขำยกใหญ่พลางอุ้มบาซานโรดึลให้มาเกาะอยู่บนไหล่ ลูกนกส่งเสียงประสานรับเข้ากันทันทีอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย

"ทีแม่แกพูดล่ะเห็นตอบจังเลยนะ" คนผมดำว่าค่อนขอดพลางชำเลืองมอง พอเห็นซานดึลกลับมายิ้มหัวเราะได้ก็ค่อยเบาใจหน่อย เขาไม่อยากจะบอกเลยว่าไอ้หน้าตาบอกบุญไม่รับที่คนตัวเล็กทำเมื่อกี้มันไม่เหมาะกับดวงตาใสซื่อที่เคยดูร่าเริงแจ่มใสแม้จะโดนเขาแกล้งมากแค่ไหนก็ตามเลยซักนิด

เห็นแล้วมันขัดใจ เลยอยากทำให้คนตรงหน้ากลับมายิ้มได้อีกครั้ง :)

“เออว่าแต่ฉันสงสัยมานานละ ที่บ้านพี่จินยองมันมีห้องสมุดเหรอบาร์บีก้อน เห็นเวลามีการบ้านทีไรเห็นกงชานถึงชอบไปทำที่นั่นทุกที” คนผมน้ำตาลถามพร้อมกับเอนพิงหลังลงกับชั้นหนังสือในท่าที่สบายอีกครั้ง

“หึๆ”

“หรือว่าพี่จินยองสอนการบ้านเก่ง? แต่ฉันก็เห็นพี่เขาถนัดอยู่ไม่กี่วิชาเองนี่”

“ถึงไม่มีการบ้านหรือพี่จินยองสอนได้ห่วยแตกมันก็ชอบไปอยู่ดี การอ่อยน่ะรู้จักมั้ยดึลลี่?

“อ่อย? ให้ช่วยสอนการบ้านนี่เรียกอ่อยตรงไหนอ่ะ -_-?” ซานดึลหันหน้าใสๆมาถามด้วยความมึนงงจริงๆ

“ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนายถึงได้ยังไม่มีแฟนอยู่จนถึงทุกวันนี้ นายนี่มันทึ่มจริงๆเลยอีซานดึล =_=”

“ฉันก็แค่สงสัยเฉยๆว่าที่ให้ช่วยสอนการบ้านนี่มันเรียกว่าอ่อยตรงไหน นายก็มองกงชานในแง่ลบเกินไปนะบาติก”

“นายต่างหากล่ะที่โลกสวยเกินไป ฉันเป็นเพื่อนมันมาตั้งแต่เกรดเจ็ดทำไมจะไม่รู้นิสัยมัน กงชานเคยเล่าเรื่องฮยองหมาจิ้งจอกในร้านหนังสือตอนเด็กๆให้นายฟังบ้างมั้ยล่ะ”

“ไม่อ่ะ ฮยองหมาจิ้งจอกอะระ.. เฮ้ๆ! นายกอดฉันไว้ทำไมเนี่ย มันอึดอัดนะ” ซานดึลโวยวายเมื่อสัมผัสได้ว่าลำแขนแกร่งของเพื่อนคนที่นั่งข้างเขากำลังสวมกอดเขาอยู่ พอได้ยินเสียงท้วงบาโรก็ยิ่งล็อคแขนให้แน่นยิ่งขึ้น

“อยู่เฉยๆเหอะน่า ฉันหนาว” คนตัวโตให้เหตุผล ที่เขาทำอยู่นี่จะเรียกว่าอ่อยได้หรือเปล่านะ

“หนะ..หนาวแล้วมากอดอะไรฉัน ไปกอดชั้นหนังสือหรือโครงกระดูกโน่นก็ได้ไป ><” อยู่ดีๆก็เผลอใจเต้นขึ้นมาอีกแล้ว นี่ถ้ายังสว่างอยู่บาโรต้องเห็นแน่เลยว่าเขากำลังหน้าแดง มันเกิดจากอะไรกันแน่นะไอ้ความรู้สึกนี้

“ของพวกนั้นมันไม่มีชั้นไขมันเหมือนนายนี่ กอดไปก็ไม่อุ่น”

…! นายนี่นายด่าว่าฉันอ้วนเรอะ! -*-” พอได้ฟังเหตุผลซานดึลก็เริ่มดิ้นขลุกขลักมากกว่าเดิมแต่ยังไงก็สู้ไอ้แขนแข็งแรงมีกล้ามน้อยๆของคนผมดำไม่ได้อยู่ดี

“ก็แล้วแต่จะคิดนะ เลิกดิ้นได้แล้ว นายเองก็หนาวไม่ใช่หรือไง” ว่าพลางยกขาใหญ่ๆอีกข้างมาทับกันเป็ดหนี

“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันหนาว o_O

“ฟันกระทบกันกึกๆจนเกือบส่งไปอยู่ชมรมเครื่องดนตรีประกอบจังหวะได้อย่างนั้น...ไม่รู้ก็บ้าแล้ว” บาโรกระซิบที่ข้างหูแอบชำเลืองมองลูกนกที่เกาะอยู่บนไหล่ซานดึลเพื่อดูว่ามันจะประทุษร้ายเขาอีกมั้ย แต่บาซานโรดึลก็คงจะเหนื่อยและหนาวเกินไปเลยไม่มีแรงแม้แต่จะสนใจเขาในตอนนี้

เป็นอย่างนี้ก็เข้าทางกระรอกสิครับ จะแกล้งกอดเป็ดให้หนำใจไปเลย อิอิ -.,-

“วันศุกร์หน้าก็วันเกิดกงชานแล้ว นายช่วยทำเค้กให้หน่อยดิ” บาโรเริ่มชวนคุยเมื่อเห็นซานดึลเริ่มอยู่ในอ้อมกอดเขาอย่างสงบมากขึ้น พอได้ยินว่าเป็นเรื่องของกินซานดึลก็ดูเหมือนจะสนใจขึ้นมาทันที

“วันศุกร์หน้าวันเกิดกงชานเหรอ?

“อืม กะว่าเซอร์ไพรส์แอบทำเค้กให้มันลับๆหน่อยอ่ะ สงสารมันวันเกิดทีไรไม่เคยได้ออกไปเลี้ยงนอกบ้านซะที”

“เอ๋!? ทำไมล่ะ”

“ฮ่าๆ ก็ดันโชคร้ายเกิดในฤดูฝนพอดีน่ะสิ ใครเขาจะอยากออกไปกินเลี้ยงในวันอากาศเฉอะแฉะแบบนั้นกัน” บาโรหัวเราะขำ กงชานมักไม่ค่อยได้ฉลองงานวันเกิดนอกบ้านเท่าไหร่เพราะเหตุผลในเรื่องนี้ ถ้าปีไหนโชคดีหน่อยฝนก็จะแค่ตกพรำๆให้พอฉลองตรงสวนหน้าบ้านได้ ทำให้เพื่อนของเขากลายเป็นคนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวันพวกนี้ของตัวเองไปโดยปริยาย เผลอๆตอนนี้อาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าอาทิตย์หน้าเป็นวันเกิดครบครบสิบแปดปีของตัวเอง

แต่ก็ไม่แน่อาจจะมีคนที่กงชานอยากให้เขาให้ความสำคัญกับตัวเอง...อยู่ฉลองวันเกิดในฤดูฝนอันแสนน่าเบื่อด้วยกันก็ได้ พอถึงเวลานั้นเพื่อนของเขาก็คงจะชวนคนพิเศษคนนั้นด้วยตัวเองแน่ๆ บาโรเชื่ออย่างนั้น

“ทำกี่ปอนด์ดี หกปอนด์เลยดีมั้ย”

“เวอร์ เค้กวันเกิดนะไม่ใช่เค้กแต่งงาน แต่ถ้านายอยากทำฉันก็กินไหวนะ ฝีมือทำแพนเค้กนายที่เคยให้ฉันกินตอนนั้นก็ใช้ได้อยู่” ความจริงไม่ใช่แค่ใช้ได้ วันนั้นที่ซานดึลทำแพนเค้กราดน้ำผึ้งให้เค้ากินน่ะมันโคตรสุดยอดแห่งความอร่อยเลย แต่ไอ้ปากบ้านี่ก็พูดอะไรได้ตรงข้ามกับความจริงตลอด บาโรล่ะเซ็งกับตัวเอง -_-;;

“เอาสิ นายอยากมาทำด้วยกันป่ะ เผื่อกงชานถามจะได้ตอบได้อย่างเต็มปากหน่อยว่าก็มีส่วนร่วมกับเขาด้วยเหมือนกัน”

“ฉันก็เป็นคนต้นคิดไอเดียแล้วนี่ไง -__-”

“คิดแต่ไม่ทำมันจะเกิดประโยชน์อะไรล่ะ หรือว่านายทำอาหารไม่เป็น” ซานดึลแหย่คนข้างๆ แหงเลยบ้านอีตานี่ก็มีฐานะอยู่นี่นะ จะมานั่งทำอาหารให้เมื่อยตาตุ่มทำไม

“ปกติฉันก็ให้พี่ชินวูทำให้กินทุกครั้งแหละ แม่ฉันไม่ยอมจ้างพ่อครัวบอกว่าเปลืองตังค์ กินฝีมือพี่ชินวูยังจะอร่อยกว่า”

“หืม? พี่ชินวูเนี่ยนะ O_O

“ใช่”

“มีใครเรียกชื่อฉันหรือเปล่า” เสียงดังมาจากหน้าประตูทางเข้าห้องสมุดที่โดนไขกุญแจเปิดออก พร้อมกับร่างสูงของประธานนักเรียนสุดเท่ที่ปรากฎตัวในความมืด บาโรและซานดึลอ้าปากหวอปากค้างพร้อมแทบจะถลาเข้าไปกอดรุ่นพี่ด้วยความดีใจเหมือนคนติดเกาะที่เพิ่งโดนคนพบเจอ

“พี่ฮะ T^T / รุ่นพี่ T_T” เด็กน้อยกระรอกขี้แยกับเป็ดขี้ฟูมฟายทั้งสองกอดชินวูไว้แน่นคนละข้างราวกับไม่ได้พบเจอกันมาตั้งแต่ยุคจูราสิคพาร์ค

“นายสองคนเข้ามาทำอะไรในนี้ มันใช่ที่ที่ควรมาอยู่มั้ยเนี่ย” ชินวูถามอย่างเอาเรื่องพลางหันไปพูดกับน้องชายตัวแสบของตัวเองเป็นรายต่อไป

“นี่ถ้าฉันไม่เดินมาตรวเวรคงไม่ได้ยินเสียงของพวกนายคุยกันงุ้งงิ้งๆอยู่ในนี้หรอก ก่อนหน้านี้ก็มีรุ่นน้องเกรดสิบวิ่งแหกปากร้องลั่นไปทั่วโรงเรียนว่ามีผีคุยกันเสียงกระซิบอยู่ในห้องสมุดร้าง ถ้าพี่ไม่เดินมาดูด้วยตัวเองพวกนายจะทำยังไง”

“ขอโทษฮะพี่ ( _ _ )” กระรอกน้อยก้มหน้าก้มตารับความผิดเสียงเจื่อน ชินวูถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ

“ตกลงว่าเข้ามาทำอะไรกันในห้องสมุดร้าง? อย่าบอกนะว่ามาหาหนังสืออ่านอ่ะ”

“ครับ เหตุผลนั้นแหละ”

“นี่นายไม่รู้หรือไงว่ามันปิดให้บริการมาเป็นเดือนแล้ว ตอนนี้ก็มีแต่คนเอาของเข้ามาเก็บแอบซุกซ่อนไว้ในนี้ทั้งนั้นแหละ จนมันจะกลายเป็นห้องเก็บของของโรงรียนไปแล้ว -__-;;

“หา!!! ปิดให้บริการเป็นเดือนแล้วเหรอ” ทั้งซานดึลและบาโรโพล่งออกมาพร้อมกัน คนผมน้ำตาลหันหน้ามาส่งสายตาถามน้องชายประธานนักเรียนอย่างเอาเรื่อง

“แหะๆ ก็ฉันไม่ได้เข้าห้องสมุดมาเป็นปีแล้วนี่ ไม่รู้ก็ไม่ผิดหรอกเนอะ -3-”

“ยังจะมีหน้ามาพูดเสียงอ่อยอีก แล้วทีนี้ฉันจะกลับบ้านยังไง มืดมื่นดึกดื่นป่านนี้แถมฝนก็ยังตกหนักอีก -*-” ถ้าไม่ติดว่าบนไหล่ของซานดึลมีนกบาซานโรดึลเกาะอยู่ป่านนี้คนตัวเล็กคงกระโจนใส่บาโรด้วยความโมโหไปแล้ว

“ไปค้างบ้านฉันคืนหนึ่งก็ได้ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ค่อยกลับ” บาโรสรุแก้ปัญหาเอาง่ายๆ

“นายจะบ้าเหรอ! แล้ว

“จะได้อยู่ช่วยกันเตรียมเซอร์ไพรส์วันเกิดกงชานด้วยไง” บาโรแอบกระซิบไม่ให้ชินวูได้ยินเพราะรู้ว่าพี่ชายไม่ค่อยอยากได้ยินชื่อนี้ซักเท่าไหร่

“เหลืออีกตั้งหนึ่งอาทิตย์นายจะรีบร้อนไปไหนเนี่ย -_-”

“ก็กะว่าจะซื้อของจำเป็นให้บาซานโรดึลด้วย นายจะเลี้ยงมันไม่ใช่เหรอ” ทำไมต้องหาวิธีอ้างสารพัดมารั้งให้คนผมน้ำตาลไปค้างที่บ้านเขาด้วยนะ กระรอกไม่เข้าใจตัวเอง

“นี่สรุปนายยอมช่วยฉันเลี้ยงมันแล้วใช่มั้ย เย้~กะแล้วว่านายต้องเป็นคนดี เดี๋ยวโทรบอกแม่แป๊บนะว่าจะไปค้างบ้านนาย” ซานดึลออกไปโทรศัพท์ตรงที่ที่มีสัญญาณ จึงเหลือแค่บาโรกับชินวูที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องสมุด

“ที่ชวนคนอื่นมาค้างที่บ้านเนี่ยถามพี่ชายซักคำหรือยังฮึ? -_-*

“โถ่พี่ แค่เป็ดซื่อบื้อไม่มีพิษภัยอะไรหรอก ไว้ใจมันได้น่า” บาโรทำหน้าน่ารักอ้อนพี่ชาย

“ความจริงฉันก็พูดไปอย่างนั้นแหละ หมอนั่นมันก็เพื่อนนายไม่ใช่เพื่อนฉัน ฉันจะมีสิทธิ์อะไรไปห้ามนายล่ะ”

“เย้~ กะแล้วว่าพี่ต้องใจดี” บาโรลอกคำพูดของซานดึลว่าเหมือนเปี๊ยบแล้วกระโดดกอดชินวูด้วยความดีใจ คนเป็นพี่ชายมองน้องในอ้อมกอดพลางส่ายหน้าอย่างระอา

ชอบเขาแล้วยังไม่รู้ตัวอีกซื่อบื้อพอกันเลยทั้งสองคน

“พี่ครับ ไปตากฝนมาเหรอ ทำไมตัวถึงเปียกๆ?” บาโรเพิ่งมาสังเกตว่าเสื้อผ้าของชินวูเปียกชื้นไปด้วยฝนยามเมื่อได้กอด แถมผมยาวที่มัดเป็นจุกไว้เล็กๆก็ยังเปียกจนลู่ลงไม่เป็นทรงจนน่าขำ

“อ่อไม่มีอะไรหรอก พี่ลืมเอาร่มมา” ชินวูตอบแบบน่าสงสัยสุดๆพลางเก็บโทรศัพท์ที่ถืออยู่เข้ากระเป๋า ก่อนหน้านี้พี่คุยโทรศัพท์กับใครอยู่งั้นหรือเปล่า?

“ทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวีไปได้ เศร้าแล้วต้องตากฝนเนี่ยอ๊ะ! แม่นายว่าไงบ้างเป็ด” บาโรเบนความสนใจไปที่คนผมน้ำตาลที่กำลังยิ้มหน้าบานแฉ่งมาทางนี้แทน

“แม่อนุญาต ผมขอรบกวนรุ่นพี่หนึ่งคืนนะครับ” ซานดึลพูดกับชินวูอย่างนอบน้อม

“ไม่เป็นไร มีเพื่อนมาเล่นด้วยที่บ้านบาโรคงจะดีใจ” ชินวูหันไปมองน้องชายที่กำลังพยายามเก็บอาการดีใจอย่างเอ็นดู “รถที่บ้านมาจอดรอรับอยู่ตรงลานจอดรถวีไอพีน่ะ พวกนายไปกันก่อนเลยก็ได้ ขอฉันขึ้นไปตรวจเวรบนตึกนี้ให้เสร็จก่อน”

“เอางั้นก็ได้ ไว้เจอกันในรถนะครับพี่ ไปเป็ด!” บาโรกึ่งลากกึ่งจูงมือคนตัวเล็กไปตามทางอย่างร่าเริง เมื่อพ้นสายตารุ่นน้องไปแล้วมือหนาก็ล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงตัวเองขึ้นมาเปิดดูรายชื่อสุดท้ายที่โทรออกด้วยแววตาหม่นๆอีกครั้ง

เจ้าของเบอร์โทรนี้แหละที่ทำให้เขาเดินเศร้าตากฝนมารับน้องชายที่ตึกนี้เหมือนพระเอกในเอ็มวีเพลงเศร้าโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเดินตากฝนมาตั้งแต่เมื่อไหร่

 

จินยอง

089345XXXX          โทรออกเมื่อ 06.45 PM

 

ชินวูพยายามสลัดความคิดบ้าๆออกไปจากหัวแล้วทำงานที่ตัวเองรับผิดชอบไปตามปกติ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเสียงประหลาดที่ได้ยินตอนคุยโทรศัพท์เมื่อกี้มันเป็นเสียงอะไร เสียงแปลกๆของจินยองที่คุยกับเขา เสียงที่ฟังดูมีความสุขยามเมื่ออยู่ที่บ้าน เสียงใครอีกคนที่แทรกขึ้นมาเบาๆก่อนที่จะทำให้การสนทนาของเขากับเพื่อนจะจบลง และยังมีเสียงประหลาดอีกเสียงที่ชินวูไม่อยากจะคิดว่ามันเป็นเสียงของอะไรหรือได้มาจากการทำอะไร

นายอยู่กับใครคนนั้นใช่มั้ยจินยอง?


*****************************************

PS. กลับมาแล้วจย้าาา T^T คราวนี้หายไปหลายอาทิตย์เลย  รีดเดอร์โปรดอย่าถามนะว่าหายไปไหนมา เพราะคำตอบที่ได้มันจะมีแค่คำๆเดียวแต่จะสามารถอธิบายสถานการณ์ตอนนี้ได้ทุกอย่าง มันเป็นคำที่เด็กมหา'ลัยได้ยินแล้วใจจะกระปรี้กระเปร่ามากเลย...

Midterm crisis!!!

แอร้ยยยย! ได้ยินคำนี้แล้วขอสลบแพร็พ T_T เราอยากทำเกรดให้ได้ดีๆขึ้นไปอีก ไม่ใช่ของเดิมมันไม่ดีนะ...แต่ก็ยังดีไม่พอในความรู้สึกอ่ะ -_- (ฟังดูน่าตบ) แต่เราก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แล้วพร้อมกับงาน การบ้านและกิจกรรมที่ถาโถมเข้ามาใส่อย่างไม่บันยะบันยัง แต่เพราะเรารักฟิคเรื่องนี้มากกกกกๆ (กอไก่ลากยาวไปยันเกาหลีใต้) ก็เลยตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าจะเขียนให้จบและออกมาดีที่สุดแม้จะประสบปัญหาภาวะตันแค่ไหนก็ตาม เพราะคิดไว้แล้วว่ามันน่าจะเป็นเรื่องแรกและเป็นฟิคเรื่องเดียวที่เราจะแต่งเป็นฟิคยาว มาอัพคู่บาดึลให้ตามสัญญาแล้วนะ อาจจะแต่งยากไม่ค่อยไปซักนิดเพราะมันไม่ใช่คู่ชิบหลักของเรา ฮ่าาา //อย่าเพิ่งกระทืบแป้งร่ำ TwT สังเกตป่ะว่าตอนมันเริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆจากตอนแรกทุกคู่เลย ดีใจกับตัวเอง 555 แสดงว่าฟีลที่แต่งเริ่มจะลงตัวแล้วล่ะ ขอบคุณที่คอยเม้นให้กำลังใจและติดตามกันนะคะ รักรี้ดทุกคนนะ -///- มากอดที อิอิ



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #82 Mr-V (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 / 01:16
    ชอบบาซานโรดึลจริมๆ น่ารักฉลาดมทกลูก รักแต่แม่ก็พอ จิกพ่อรัวๆ พ่อชอบแกล้งแม่
    #82
    0
  2. #55 น้ำตาลเทียม (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 21:45
    ขนาดมีนกเป็นลูกแล้วควรรู้วจตัวเองได้เเล้วนะ
    #55
    0