คัดลอกลิงก์เเล้ว

[OS B1A4] Lovely Dimple

โดย choco_collon

มีคนเคยเล่าว่า "ลักยิ้ม" คือสิ่งรอยเย็บที่นางฟ้าใช้เก็บความสดใสไว้ที่แก้มของคนคนหนึ่ง คนคนนั้นที่เล่าให้ฟังคือเพื่อนสนิทผมเอง ว่าแต่...มันเล่าให้ผมฟังทำไมกันนะ?

ยอดวิวรวม

94

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


94

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


8
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  9 พ.ค. 61 / 11:10 น.
นิยาย [OS B1A4] Lovely Dimple [OS B1A4] Lovely Dimple | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

 OS : Lovely Dimple 


 


“ลักยิ้มเกิดขึ้นที่แก้มของคนไหน เขาว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่สดใสน่ารัก

แล้วถ้าความน่ารักที่ว่ามันเกิดขึ้นที่แก้มของเพื่อนผม...

แล้วถ้าผมอยากเก็บความน่ารักไว้ที่แก้มของคนคนนั้น

ผมควรต้องทำยังไง ใครก็ได้ช่วยบอกผมที....”

 

b
e
r
l
i
n
?

เนื้อเรื่อง อัปเดต 9 พ.ค. 61 / 11:10


            

OS: Lovely Dimple




            “ซอนอู”

            “ครับแม่”

            เด็กหนุ่มใส่แว่นกลมใส ลำตัวสวมเสื้อยืดตัวโคร่งลายทางสีเหลืองสดที่ถูกเรียกว่าซอนอูวางปากกาลงบนโต๊ะเขียนหนังสือพลางขยับแว่นตาขึ้นเล็กน้อย โคมไฟตัวเล็กสีฟ้าสดยังคงเปล่งแสงเรืองรองฉายให้เห็นพื้นที่แคบๆบนโต๊ะที่ถูกจองไปด้วยกระดาษ สมุด หนังสือเรียน ปากกาไฮไลท์สารพัดสีที่วางระเกะระกะราวกับเจ้าของโต๊ะนั้นกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเรียนจนหัวหมุน แต่ก็ยังอุตส่าห์ได้ยินเสียงแม่ตัวเองที่เรียกเบาๆมาจากหน้าห้อง

            “อ้าว ที่กองๆอยู่บนโต๊ะนั่นการบ้านปิดเทอมเหรอ” ผู้เป็นมารดาไม่ได้มีวี่แววว่าจะประหลาดใจเท่าไหร่นัก เพราะการที่ลูกชายขยันเรียนจมอยู่กับกองหนังสือนั้นดูเหมือนจะเป็นภาพที่เห็นจนชินตา หากเพียงแต่ถามเพื่อเป็นการเริ่มต้นบทสนทนาเท่านั้น

            “ใกล้เสร็จแล้วครับแม่ ปิดเทอมที่เหลือจะได้พักผ่อนยาวๆ”

            “เพิ่งปิดเทอมมาได้สองวันจะรีบทำไปไหน รีบทำขนาดนี้จะรีบเคลียร์เวลาไปเที่ยวเล่นกับซานดึลล่ะสิ” หญิงสาวในวัยกลางคนอมยิ้มพลางจ้องหน้าลูกชายที่เอาหลังพิงพนักเก้าอี้แข็งๆด้วยแววตารู้ทัน ซอนอูทอดเสียงหายใจยาวพลางเลื่อนสายตาจ้องมองไปที่โปสการ์ดสวยๆนับสิบแผ่นที่ถูกติดปะปนกับโพสต์อิทอยู่บนผนังห้องบริเวณที่วางโต๊ะหนังสือ โปสการ์ดเหล่านั้นมองดูแล้วส่วนใหญ่แทบทุกแผ่นน่าจะเป็นลายมือคนเขียนคนเดียวกันที่ถูกส่งมาจากในเมืองหลวง บางทีเป็นรูปคนหน้าอิ่มแก้มกลมที่ทำกิจกรรมโรงเรียนสารพัด เฮฮาอยู่กับเพื่อน หรือไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆแล้วเล่าเรื่องบรรยายสั้นๆส่งมาให้เขาดู

แต่ถึงอย่างนั้นซอนอูปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถึงข้อความที่เขียนบรรยายให้เขาอ่านเหล่านั้นจะเขียนด้วยลายมือที่เละหรือไก่เขี่ยแค่ไหน เขาก็ยังชอบอ่านมันซ้ำๆราวกับไม่เคยได้อ่านมันมาก่อนตลอดระยะเวลาที่เปิดเทอมแล้วต้องจากกัน

ก็คงเป็นเพราะอีซานดึลเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวตั้งแต่เด็กของเขาที่เขายอมเปิดใจคุยด้วย เพื่อนที่เกิดปีเดียวกัน บ้านอยู่ติดกัน ญาติๆในบ้านก็สนิทสนมกัน ทั้งๆที่อีซานดึลเกิดก่อนหน้าเขาเกือบหกเดือนแต่ทั้งคู่ก็ยังคงเรียนชั้นเดียวกัน โรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่ตอนประถมก่อนที่ซานดึลจะได้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนในโซล แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อนคนนี้ของเขาก็ยังเขียนโปสการ์ดขยันเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรมากมายเกี่ยวกับชีวิตที่โน่นให้เขาฟังทุกปี ซานดึลจะกลับมาที่บ้านเก่าของปู่ที่นี่เฉพาะปิดเทอมฤดูร้อนเท่านั้นเพื่อมาเล่นกับเขา ถึงแม้ว่าในตอนนี้ทั้งคู่จะผ่านพ้นวัยเยาว์ที่เล่นสนุกกันมาได้หลายปีแล้ว แต่มันกลับกลายเป็นความเคยชินที่ซานดึลจะต้องกลับมาหาเขาซึ่งเป็นเพื่อนคนเดียวทุกปี

และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาซอนอูรู้สึกชอบปิดเทอมหน้าร้อนมากเป็นพิเศษ

“ปีนี้จะกลับหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยครับแม่ ในโปสการ์ดก็ไม่เห็นจะเขียนบอกอะไรซักคำ อยู่ที่โน่นนานบางทีอาจจะไม่อยากกลับมาลำบากที่นี่อีกแล้วมั้ง” ซอนอูวางเท้าที่นั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ลงเพื่อยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายตัวเองจากความเครียด ผู้เป็นแม่กลอกสายตาก่อนจะเอ่ยเสียงเนิบๆ

“ไม่ลองไปดูที่ไร่ปู่อีดูก่อนล่ะ”

…?

“เมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวเอ็ดตะโรเหมือนใครมาก็ไม่รู้นะ บางทีแม่อาจจะหูแว่วไปเองล่ะมั้ง”

“เดี๋ยวผมมานะครับแม่” ไม่ต้องพูดขยายให้มากความลูกชายตัวดีก็รีบหุนหันพลันแล่นวิ่งออกนอกบ้านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลมพัด แม่บ้านชาส่ายหน้าให้กับความไม่รู้จักโตของลูกตัวเองอย่างเอ็นดูก่อนปลีกตัวไปทำงานบ้านของตัวเองต่อไป

ปากก็บ่นว่ารำคาญ อีกฝ่ายชอบเล่นเอาเปรียบตั้งแต่เล็กจนโตอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอเห็นปิดเทอมหน้าร้อนปีไหนซานดึลไม่กลับมาสีหน้าก็เป็นหมาหงอยแทบทุกปี วันดีคืนดีก็โพล่งขึ้นมาว่าถ้าจบเกรด 12 ที่นี่แล้วอยากจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในโซลให้ได้ ไม่ใช่ว่าคุณนายชาจะไม่รู้ว่าเหตุผลหลักๆไม่ใช่เพียงเพราะมหาวิทยาลัยที่ชนบทแบบนี้ไม่ดีเท่าในเมืองหลวง แต่สาเหตุหลักคงเป็นเพราะซอนอูเป็นคนคบเพื่อนยากมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเสียมากกว่า ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวคงไม่ยอมทุ่มทุนตั้งใจเรียนอ่านหนังสือแบบนี้เพื่อที่จะสอบให้ติดมหาวิทยาลัยดังๆที่นั่นเพื่อที่จะไปอยู่กับเพื่อนสนิทแบบนี้หรอก

ตามถนนดินลูกรังขรุขระ ฝุ่นทรายสีแดงลอยฟุ้งทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฝีเท้าของซอนอูชะลอช้าลงเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงกึ่งเดินเร็วกึ่งวิ่งพร้อมด้วยรอยยิ้มที่ยกบนมุมปากด้วยความรู้สึกดีใจที่กลั้นไม่อยู่  มือผลักประตูรั้วไม้เข้าไปในบ้านคุณปู่อีข้างๆอย่างไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงขออนุญาตเจ้าของบ้านให้เสียเวลา เพราะก็รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ชายสูงอายุที่กำลังจับช่อองุ่นพวงสวยพิจารณาอยู่ในไร่ถึงกับต้องเอ่ยปากร้องทักเมื่อเห็นร่างของใครอีกคนที่คุ้นตาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเบิกบานมากกว่าทุกวันเป็นพิเศษ

“อ้าวบาโร มาหา

“ซานดึลกลับมาแล้วเหรอครับปู่” นั่นแหละ คนที่รู้จักคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดีมักจะเรียกเขาด้วยชื่อนั้นที่อีกคนหนึ่งเรียก บาโร

“เอ้ออออ” ชายแก่กลอกสายตาขึ้นข้างบนเหมือนเพิ่งคิดอะไรได้ พลางถอดหมวกที่ใช้คลุมกันแดดเวลาตัดช่อองุ่นในไร่ออกด้วยท่าทีมีพิรุธ “ยังยังอยู่ที่โซลนั่นแหละ ซานดึลไม่ได้เขียนบอกเรามาในโปสการ์ดเหรอว่าปีนี้ไม่ได้กลับ”

“อ่องะ..งั้นเหรอครับ งั้นแม่ผมคงเข้าใจผิดไปเอง” สีหน้าของเด็กหนุ่มดูหมองลงไปถนัดตา แต่ก็ยังคงความนิ่งเฉยพยายามไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกไปมากกว่านั้น ใบหน้าของชายแก่ที่มองไปทางด้านหลังแอบอมยิ้มก่อนที่เสียงโวยวายดังลั่นจะดังขึ้นมาทำลายความสงบภายในไร่

“แฮ่!! ไอ้บาโรรรรรร!! ^[]^” คนที่แอบย่องมาทางด้านหลังเงียบๆตะครุบไหล่ของคนที่ยืนซึมไปซะแรงจนอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ แต่พอหันไปด้านหลังเห็นรอยยิ้มที่สดใสคุ้นเคยและเสียงแหลมๆที่เคยเอะอะโวยวายแกล้งเขาเป็นประจำก็ทำให้คนที่โดนแกล้งเปลี่ยนใจเป็นอารมณ์ดีขึ้นมากระทันหัน คนแก้มกลมดูหัวเราะเสียงร่าเริงสะใจที่ดูเหมือนแผนที่เขาให้ปู่ร่วมมือด้วยจะสำเร็จไปเกินคาด

“เล่นอะไรของแกเนี่ยไอ้เป็ด”

“ดูหน้าแกดิ ซีดอย่างกับกระรอกต้ม ฮ่าๆๆ ตกใจมากเหรอที่ปู่บอกว่าฉันไม่กลับบ้านอ่ะ” ซานดึลใช้นิ้วป้อมๆชี้หน้าบาโรหัวเราะคิกคัก บาโรเอามือเกาท้ายทอยด้วยกริยาเขินๆปนโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่เห็นเพื่อนมายืนอยู่ตรงหน้าจริงๆ ไม่ใช่การอำเล่นอย่างที่ปู่อีแกล้งหลอกเขาเมื่อกี้

“ดีใจต่างหาก แกไม่อยู่แม่ฉันจะได้ทำทาร์ตส้มให้ฉันกินคนเดียวไม่ต้องแบ่งให้เป็ดอ้วนๆแถวนี้ ส้มที่ไร่บ้านฉันปีนี้ยิ่งออกลูกดกๆซะด้วยดิไม่ค่อยอยากแบ่งให้ใครที่กินเยอะๆมาเอาไป”

“โหๆๆ ดูมันพูดดิปู่ มันสมควรแล้วมั้ยเนี่ยที่ซานดึลบอกให้ปู่มาร่วมมือแกล้งมันอ่ะ มันไม่ได้ติ๋มๆใสๆอย่างที่ใครๆพูดซะหน่อย -^-” คนเจ้าเนื้อโวยวายหันไปฟ้องปู่ที่กำลังนั่งขำกับบทสนทนาของทั้งคู่

“อย่างน้อยบาโรมันก็เรียนเก่งกว่า ขยันตั้งใจเรียนกว่าเราก็แล้วกัน ไปเรียนอยู่โซลก็ไม่เห็นจะผลการเรียนดีขึ้นตรงไหน” ปู่ว่าทีเล่นทีจริง บาโรถึงกับขำก๊าก

“อย่าบอกนะว่าปีนี้เกรดไม่ถึงสามอีกแล้วอ่ะไอ้เป็ด ^^

“แล้วไง ไม่ถึงสามแล้วมันไปหนักบนต้นส้มในไร่บ้านแกเรอะ! -*-

“เปล่าก็แค่ถามดู เห็นแกเล่ามาในโปสการ์ดว่าปีนี้ทำกิจกรรมตั้งเยอะ เกรดร่วงมันก็ไม่เห็นจะน่าแปลกตรงไหน” พอยามได้พูดคุยกับเพื่อนที่ไว้ใจดูเหมือนว่าชาซอนอูจะเปลี่ยนบุคลิกไปเป็นคนละคนกับเวลาที่พูดคุยหรืออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ประโยคนั้นเล่นเอาซานดึลถึงกับกลอกตาเป่าผมหน้าตัวเองดังพรืด

“ไอ้คนรู้ดี รู้ไปหมดนั่นแหละยกเว้นเรื่องตัวเอง ไอ้ชาซอนอู ไอ้เพื่อนทรยศชอบซ้ำเติมเผาฉันต่อหน้าผู้ใหญ่! ><

“กล้าเขียนเล่าให้ฉันฟังในโปสการ์ดก็หัดยอมรับต่อหน้าคนอื่นมั่งดิ ฉันเห็นแกไม่เล่าก็เลยเล่าให้คนที่นี่ฟังแทนมันผิดตรงไหนวะ”

“พอเลยแกอ่ะ อยากได้อะไรปิดปากก็บอกมา จะได้หยุดพล่ามเรื่องผลการเรียนฉันซักที -_-*” ซานดึลเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกระซิบเสียงเขียวข้างๆเพื่อนตัวดีด้วยสีหน้าขุ่นเคือง ชาบาโรยิ้มพอใจพลางขยับแว่นขึ้นยิ้มหน้าแป้นแล้น

“ฉันได้กลิ่นพายองุ่นมาจากในบ้านแก”

“แบ่งให้หนึ่งส่วนสี่!” เพื่อนร่างอวบรีบต่อรอง แต่ก็ดูไม่เป็นผล

“สาม ^^

“สองก็ได้อ่ะ แกจะบ้าเหรอแบ่งให้แกสามส่วนสี่แล้วฉันจะเอาที่ไหนกิน!!

“องุ่นบ้านแกมีตั้งเป็นไร่แกจะไปตะกละอะไรวะ บอกว่าสามก็คือสาม” บาโรยื่นคำขาด

“ไอ้ชาบาโร เมื่อกี้แกว่าฉันตะกละงั้นสิ! >0<;;

“รู้แล้วว่าทำไมได้เกรดไม่ดี จับใจความไม่เป็นแบบนี้นายจะไปมีเทคนิคอ่านหนังสือสอบให้ได้คะแนนเยอะๆได้ยังไง”

“โอ๊ยยยยย! ไอ้เพื่อนชั่ว ฉันแก่กว่าแกตั้งหลายเดือนนะทำไมชอบเอาเรื่องเรียนไม่เก่งมาข่มอยู่เรื่อยเลยวะ” คนน่ารักเริ่มหัวเสียที่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมตัวเองง่ายๆ บาโรเอามือกอดอกแล้วยิ้มกระหยิ่ม

“เขาไม่ได้เรียกข่ม แบบนี้เขาเรียกว่าประนีประนอมกันอย่างสันติวิธีต่างหาก”

“สองจุดห้า T^T

“สาม ^^

“เออๆก็ได้! กว่าจะทำได้ชิ้นใหญ่เท่านี้เหนื่อยนะเว้ยบอกไว้เลย แกเป็นคนแรกเลยที่กล้าข่มขู่ฉันจนได้มันไปกิน คนอะไรวะมาหาที่บ้านไม่ถึงห้านาทีก็มาแย่งของกินเจ้าของบ้านเกือบหมด” คนตัวเล็กบ่นอุบไม่ขาดปากพลางเดินนำไปที่ห้องครัวก่อนจะหยิบพายองุ่นชิ้นใหญ่เบ้อเริ่มหอมฉุยออกมาจากเตา แยมองุ่นสีม่วงสวยที่บรรจุอยู่ข้างในเนื้อพายแทบจะทะลักเมื่อโดนคมปลายมีดเฉือนตัดออกเป็นสี่ชิ้นพอดีคำ พอเห็นดังนั้นแล้วชาบาโรเลยกระแอมก่อนจะจับมือนุ่มห้ามอย่างคนรู้ทันความคิด

“ตัดแบ่งสามส่วนสี่ที่โรงเรียนดังในโซลเขาสอนแกมาแบบนี้เหรอวะ ตัดให้มันใหญ่ๆใกล้เคียงกับความเป็นจริงหน่อย”

“แกไม่น่ามาหาฉันที่บ้านเลยอ่ะ เพราะฉันลองชิมไปคำหนึ่งแล้วมันอร่อยมาก TOT” ซานดึลครวญครางพลางมองมือชาบาโรที่จับประคองมือตัวเองตัดอย่างเสียดายพายที่อุตส่าห์ง่วนลงครัวเองมานับชั่วโมง บาโรไม่ว่าอะไรนอกจากหัวเราะอีกตามเคย

“เหมือนกำลังตัดเค้กแต่งงานเลยว่ะ ให้ตัดเองแค่นี้ก็ดันตัดให้เท่ากันไม่ได้อีก โคตรเพลีย”

“อี๋~ มาพูดเค้กแต่งงงเค้กแต่งงาน ฟังแล้วฉันขนลุกเป็นบ้า เจ้าบ่าวฉันต้องไม่มีวันหน้าตาเหมือนกระรอกเผือกแบบแกหรอกเว้ยบอกเลย” ซานดึลเถียงทันควัน ในขณะที่บาโรปรายสายตามองคนตัวกลมที่ถอนหายใจเสียงฟึดฟัดดูท่าจะยังเสียดายพายชิ้นนี้ไม่หาย

“พูดออกมาได้เนอะ ลืมไปแล้วหรือไงว่าตอนเด็กๆแกยังเคยพูดว่าแกอยากแต่งงานกับฉันอยู่เลย -_-

“นั่นมันตอน 6 ขวบ ที่ฉันยังไม่รู้ประสีประสาก็เลยพูดไปตามจิตใจอันใสซื่อบริสุทธิ์!

“ไม่น่าเชื่อว่าแกจะเคยมีจิตใจอันใสซื่อบริสุทธิ์กับเขาด้วย

“ไอ้…=*=” ซานดึลโมโหจะทุบเพื่อนที่พูดจากวนอารมณ์ข้างๆซักที แต่บาโรกับรู้ทันไปหมดทุกอย่างเลยเอาไหล่หลบก้อนหมัดกลมๆไปได้อย่างหวุดหวิดแล้วใช้นิ้วป้ายแยมสีม่วงสดที่ไหลเยิ้มมาจากชิ้นพายใส่แก้มห้อยๆของเพื่อนแทน

“อ่อนว่ะ ;P

“แกก็อวดเก่งข่มได้แต่กับฉันนี่แหละ พออยู่กับคนอื่นทีไรฉันเห็นแกก็ใบ้รับประทานทุกครั้ง แล้วนี่แกเป็นไงบ้าง อยู่โรงเรียนนี้มีเพื่อนเพิ่มบ้างหรือยัง?” ซานดึลจะใช้หลังมือเข็ดแยมเหนียวๆที่เพื่อนแกล้งออกจากแก้มขาวนวล แต่บาโรกลับหรี่ตาแล้วรีบจับมือห้ามไว้ซะก่อน

“เห้ยเดี๋ยวๆอย่าเพิ่งเช็ด นี่แกยังมีลักยิ้มตรงนี้อยู่อีกเหรอ” คนตัวสูงกว่าก้มลงดูที่แก้มนุ่มๆของเพื่อนที่มีรอยบุ๋มเล็กๆกดลงไปในเนื้อขาวอย่างพิจารณาเนิ่นนาน ไม่ได้ตอบตรงคำถามก่อนหน้าแต่อย่างใด

“ลักยิ้มนะเว้ยไม่ใช่เนื้องอก อยู่ดีๆฉันจะผ่าตัดเอามันออกทำซากฟอสซิลอะไรล่ะ” ซานดึลดันหน้าผากเพื่อนสนิทตัวเองพลางย่นหน้าหนี ลมหายใจอุ่นๆของบาโรที่เป่ารดพวงแก้มของเขาในตอนนี้กับสายตาที่มองใกล้ๆทำให้อัตราการเต้นของหัวใจในตอนนี้ของเขาไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่นัก จะมาใจเต้นทำเป็ดพะโล้อะไรวะ นี่ก็ไอ้ชาซอนอูเพื่อนติ๋มๆของแกตั้งแต่เด็กไง! T_T

“แต่ตอนนี้ฉันว่ามันเล็กลงนะ สงสัยจะโดนไขมันแกมาบดบังกินพื้นที่หมดแทน”

-___-” เห็นมั้ยล่ะ ไอ้นี่มันเคยพูดจากับเขาดีๆเป็นที่ไหน

“บ้านแกเคยมีใครเล่าให้ฟังป่ะว่า

“แกถามฉันเรื่องนี้มาจนจะครบหกสิบรอบแล้วนะ ต้องให้บอกกี่ครั้งว่าไม่เคย! มีแต่แกนี่แหละเป่าหูให้ฉันฟังทุกวันตั้งแต่เด็กยันโตเป็นวัยสะพรั่งแรกแย้ม”

“แกนี่เวลาจะพูดอะไรทีนึงไม่ต้องบรรยายตัวเองให้ยืดยาวน่าขนลุกแบบนี้ไม่ได้หรือไง =_=” บาโรเอามือลูบแขนตัวเองพลางถอยห่างออกไปเอาศอกเท้ากับซิงค์ล้างจานก่อนจะยิ้มขำๆ “แล้วไง ถ้าแกจำได้จริงฉันเคยเล่าให้แกฟังว่ายังไงไหนเล่ามาดิ๊”

“ทีเรื่องแบบนี้ล่ะความจำปลาทอง” ซานดึลบ่นงุ้งงิ้งพลางถอนหายใจที่ต้องมาเล่าเรื่องนี้ซ้ำซาก “แกเคยบอกฉันตั้งแต่ตอนเด็กๆที่เราไปเล่นไกวชิงช้ากันว่า

“อันที่จริงแกไม่ควรใช้คำว่าเราเล่น เพราะแกเป็นคนใช้ให้ฉันเป็นคนไกวให้แกทุกครั้ง” บาโรขัดขึ้น ทำให้ซานดึลจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ

“ก็แกเป็นน้อง! แกก็ควรไกวให้ฉันไม่ใช่หรือไง”

“ฉันเป็นน้องแกซักกี่เดือนกันเชียว ตัวแกก็หนักไม่ได้คิดเลยว่าซอนอูน้อยตอนนั้นจะต้องเหนื่อยและตรากตรำแค่ไหน -3-

“ตกลงจะฟังมั้ยไอ้ที่ถามมาตอนแรกน่ะ -_-” ซานดึลตีหน้าเรียบอย่างรำคาญ ทำไมคนที่เห็นเนื้อแท้ว่าบาโรไม่ใช่คนเรียบร้อยติ๋มๆถึงต้องเป็นเขาแค่คนเดียวกันนะ! ดูเผินๆก็น่าจะรู้แล้วไม่ใช่หรือไงว่าไอ้เพื่อนสนิทหน้ากระรอกนี่มันเป็นคนกวนบาทาขนาดไหน มันก็แค่แอ๊บขยันเรียนต่อหน้าผู้ใหญ่ทุกคนเพื่อให้เขาโดนว่าเปรียบเทียบเวลาอยู่กับมันไปงั้นๆแหละ

“อ่าสรุปแกจำได้ว่ายังไงเหรอเป็ด~

“แกเคยบอกฉันว่าย่าของแกเคยเล่าให้ยายของแกที่เป็นเพื่อนของย่าแกให้ฟัง แล้วเล่าให้แม่แกฟังอีกทีเพื่อให้แม่แกเอามาเล่าให้แกฟังว่า ปู่ของแกบอกว่าคนที่เกิดมามีลักยิ้มเป็นเพราะว่าคนคนนั้นมีความร่าเริงสดใสมากเกินไปจนล้นออกมานอกตัว นางฟ้าก็เลยต้องเย็บซ่อนเก็บความน่ารักสดใสเอาไว้ในแก้มของเด็กคนนั้น พอใช้เส้นไหมวิเศษเย็บที่แก้มเด็กคนนั้นเสร็จแล้วก็เลยเป็นรอยลักยิ้มอย่างที่เห็น” ซานดึลแบ่งพายองุ่นหอมฉุยน่ากินใส่กล่องข้าวลายเป็ดสีเหลืองอ่อนสดใสให้บาโรถือ

“แล้วไงต่อ” บาโรยิ้มหน้าตายภายใต้กรอบแว่นพลางทำท่าตั้งใจฟังจนเกินเหตุ มือหนายอมรับกล่องพายนั้นมาถืออย่างสบายๆแล้วหยิบพายอุ่นๆนั้นออกมางับไปหนึ่งคำ อืมอร่อยอย่างที่ซานดึลว่าจริงๆด้วยแฮะ ไม่น่าล่ะไอ้คนแก้มนุ่มมันถึงได้หวงนักหวงหนาทำท่าขี้ตืดไม่ยอมแบ่งให้เขากิน

“แกชอบฟังเรื่องแบบนี้มากเลยเหรอ -_-;;

“ฉันแค่ชอบฟังเวลาที่แกเล่า มันทำให้ฉันรู้สึกดีว่าอย่างน้อยแกก็ยังอุตส่าห์ความจำดีกับเรื่องบางเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นเรื่อง” บาโรยักไหล่แล้วกัดพายเข้าปากไปทีละนิด ซานดึลเบ้ปากแต่ก็ยังอุตส่าห์เล่าต่อจนจบ

“เวลาเห็นคนมีลักยิ้มกำลังยิ้มอยู่ คนอื่นก็เลยจะชอบมองว่าคนคนนั้นเป็นคนที่น่ารักร่าเริง เพราะงั้นคนรอบข้างก็เลยจะชอบหอมแก้มคนที่มีลักยิ้มเพื่อไม่ให้ความสดใสที่ถูกเย็บด้วยเส้นไหมวิเศษของนางฟ้ามันขาดออก ความสดใสที่เก็บอยู่ในลักยิ้มที่แก้มเด็กคนนั้นจะได้ไม่ร่วงลงมา และความสดใสจะคงอยู่กับคนที่มีลักยิ้มคนนั้นตลอดไป จบ!!” ซานดึลว่าพร้อมปิดฝากล่องทัปเปอร์แวร์แล้วยื่นให้บาโรถือจนครบจำนวนตามที่ตกลงกันไว้ แต่คนร่างใหญ่กลับไม่ยอมรับมาถืออีก

“แกถือไว้นั่นแหละ”

“อ้าว แปลว่าแกเปลี่ยนใจไม่อยากกินแล้ว งั้นก็ดี! >< ฉันจะได้

“ไปนอนกางเต็นท์เล่นที่ภูเขาหลังหมู่บ้านกัน” อยู่ๆเพื่อนหน้ากระรอกก็นึกครึ้มใจเกิดอยากมาชวนอะไรเขาตอนนี้ก็ไม่อาจทราบได้ ซานดึลถึงกับทำตาโตยืนถือกล่องพายองุ่นค้างไว้แบบนั้นก่อนจะรวบรวมสติได้แล้วรีบถามกลับ

“นึกไงมาชวนฉันวะ -0-;;

“ไม่ชวนแกแล้วจะให้ฉันไปชวนไอ้มังโก้ไปเป็นเพื่อนหรือไง” บาโรพูดถึงหมาตัวอ้วนในร่างหมูของซานดึลที่ตอนนี้กำลังกินข้าวอยู่ที่หลังไร่องุ่น

“ไม่ๆ ฉันหมายถึงว่าอะไรดลใจแกให้อยากไปนอนกางเต็นท์เล่นที่ริมตีนเขาแบบนั้น” ซานดึลยังคงมีสีหน้ามึนงงไม่หาย ดวงตาสีนิลกลมๆเล็กๆของบาโรกระพริบปริบๆก่อนจะยักไหล่กว้างเป็นเชิงไม่ยี่หระอีกรอบ

“ก็ไม่มีอะไรนี่ เดี๋ยวนี้มันต้องมีอะไรด้วยหรือไงฮะฉันถึงจะชวนไปเที่ยวแบบเมื่อก่อนได้” บาโรย้อนถามหน้าตาเฉย ในขณะที่ซานดึลทำจมูกฟุดฟิดก่อนจะย่างสามขุมช้าๆเข้ามาใกล้ๆเพื่อจ้องตาข่มขู่เพื่อนตัวดีของตัวเอง สีหน้าบาโรมีแววตื่นตระหนกเมื่อเห็นท่าทางจ้องจับผิดของซานดึลแบบนั้น

“แกกำลังปกปิดอะไรฉันอยู่ไอ้บาโร -_-*

“กะ..แกคิดม๊ากกกก! ก็บอกว่าไม่มีอะไรไง ฉันแค่มีเรื่องตอนช่วงเปิดเทอมอยากเล่าให้แกฟังเยอะแยะก็เลยอยากชวนแกออกไปแคมปิ้งด้วยกันนอกหมู่บ้าน” บาโรเอามือดันหน้าผากที่มีเส้นผมหนานุ่มสีส้มพองๆของซานดึลไม่ให้เข้าใกล้ไปมากกว่านี้ คนตัวเล็กยิ่งหรี่ตามองเป็นการใหญ่เมื่อได้ยินเขาพูดตะกุกตะกัก

“แกเสียงสูงเกินความจำเป็น! รู้ใช่มั้ยว่าเวลาแกโกหกฟันกระต่ายแกสองซี่หน้ามันจะสั่นระริกๆ แล้วจมูกของแกก็จะกระพือขึ้นๆลงๆด้วย” คนตุ้ยนุ้ยแทบจะโวยวายคำรามใส่หน้าขณะที่จับตามองบาโรที่ทำหน้าตื่นตกใจด้วยความรู้สึกสนุก

“แกพูดเอาซะฉันหมดหล่อเลย -_-^

“แกก็ไม่เคยหล่ออยู่แล้วในสายตาฉัน อย่ามามัวโอ้เอ้วิหารราย ตกลงแกชวนฉันไปที่นั่นมีจุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไรบอกฉันมา!

“เห้ย! นั่นมันมีดตัดเค้กนะแกอย่าทำเป็นเล่นๆ O_O” บาโรถอยกรูดเมื่อเห็นซานดึลเริ่มเอามีดตัดเค้กพลาสติกปลายทู่ที่เลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยแยมองุ่นที่ใช้ทำพายเมื่อกี้นี้ชี้หน้าเขา

“ไม่อยากให้ฉันเล่นห่ามๆแบบนี้งั้นก็บอกมา แกปิดบังอะไรฉันอยู่กันแน่”

…!?

“พูดซักทีเซ่!! ฉันใจร้อนนะจะบอกให้” ซานดึลเอาด้านที่เลอะแยมป้ายแก้มบวมๆของบาโรด้วยความไวแสงเป็นการเอาคืน ส่งผลให้แยมองุ่นสีม่วงสดเหนียวๆไหลย้อยเต็มใบหน้าเด็กหนุ่มที่กำลังมองเพื่อนตัวดีด้วยสายตาคาดโทษ ทำอะไรนิดหนึ่งมันก็รู้ทันไปหมด ทำไมเขาต้องมาเป็นฝ่ายจนมุมให้กับเพื่อนคนนี้ตั้งแต่เด็กจนโตอยู่เรื่อยเลยนะ

อาจเป็นเพราะซานดึลเป็นเพื่อนคนเดียวที่ยอมคุยกับเขาล่ะมั้ง ทุกอย่างที่เขาทำก็เลยดูตกเป็นเบี้ยล่างคนตัวกลมไปซะหมด

“เออๆ อยากรู้นักบอกให้ก็ได้ ถ้าหน้าฉันเป็นสิวเพราะแยมองุ่นแกเมื่อไหร่แกต้องรับผิดชอบซื้อครีมเมือกหอยทากจากในเมืองหลวงมาฝากฉันด้วย =_=;

“ให้มันได้อย่างนี้สิ เดี๋ยวนี้ทำเป็นห่วงหล่อรักษาหน้ากลัวเป็นสิว ถ้าหน้าแกเป็นสิวให้รู้ไว้เลยว่ามันเป็นเพราะแกมัวแต่นอนดึกอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ ไม่ใช่เพราะแยมอันแสนอร่อยเลอค่าของฉันแน่นอน!” ซานดึลลดมีดพลาสติกที่เลอะแยมลงแล้วกอดอกอย่างผู้กำชัยชนะ “ตกลงแกจะชวนฉันไปทำอะไรกันแน่ รีบๆพูดมา”

“คือนอกจากการบ้านตอนปิดเทอมแล้วจริงๆฉันยังมีชั่วโมงที่ต้องเก็บกิจกรรมจิตอาสาก่อนเปิดเทอม” บาโรสารภาพเสียงอ่อยพลางเหลือบมองสายตาซานดึลที่คาดคั้นเอาความจริงอยู่เป็นระยะ “ถ้าไม่ทำอาจารย์บอกว่าจะไม่มีสิทธิ์ต่อเกรด 12 เพราะงั้นฉันก็เลยต้องขอยืมแรงแกนิดๆหน่อยๆ ^^;;

“แกจะหลอกให้ฉันไปทำงานใช้แรงงานปลูกต้นไม้ป่าชายเลนหรือสร้างฝายที่ริมภูเขากันล่ะ -_-*

“ตอนแรกฉันกะว่าจะปลูกต้นไม้ซักต้นสองต้นแล้วก็ให้แกช่วยไปเป็นตากล้องถ่ายรูปให้ฉันหน่อย จะให้ฉันไปตั้งกล้องถ่ายรูปตัวเองปลูกต้นไม้อยู่กลางป่าคนเดียวมันก็ยังไงอยู่” บาโรยิ้มแหยพลางใช้นิ้วจิ้มแก้มซานดึลเล่นเป็นอาการประจำของอีกคนที่ใช้เวลาที่ต้องการอ้อนขอให้เขาทำอะไรซักอย่างให้

“น้~นะไอ้เป็ดนะ แกไม่ช่วยฉันไม่มีสิทธิ์ต่อเกรด 12 เลยนะเว้ย คิดดูดีๆดิ ถ้าแกตัดสินใจไปแกจะได้ไปเที่ยวแคมปิ้งในป่ากับฉันด้วยนะ”

“โคตรรรร~เอ๊กซ์คลูซีฟ แกเป็นแรพเปอร์วงบีวันเอโฟร์ที่โด่งดังหรือไงฉันถึงต้องดีใจกระดี๊กระด๊าเวลาที่ได้ไปแคมปิ้งกับแกน่ะฮะ!?

“มันไม่น่าดีใจหรอกเหรอ (.__.)”

“ยังยังจะมาทำหน้าติ๋มๆใส่ฉันให้รำคาญลูกตาอีก ฉันปิดเทอมหน้าร้อนกลับมาที่นี่ทั้งทีแทนที่แกจะให้ฉันได้นอนพักผ่อนตีพุงอยู่บ้าน ดันลากฉันไปทำอะไรก็ไม่รู้โคตรไร้สาระเลย” ซานดึลบ่นกระปอดกระแปด บาโรเห็นท่าไม่ดีเลยเริ่มหาทางหนีทีไล่อย่างอื่น

“ถ้าฉันมีเพื่อนคนอื่นฉันคงไม่ต้องมานั่งง้อแกแบบนี้หรอก ขอความช่วยเหลือแค่นี้ทำเป็นเล่นตัวเหรอวะ -^-

“ไม่ต้องมาแอ๊บเสียงมุ้งมิ้งใส่ฉัน ทีฉันเขียนโปสการ์ดขอความช่วยเหลือแกให้ไปขอเบอร์รุ่นพี่จินยองให้หน่อยแกยังไม่ยอมทำให้ฉันเลย แล้วเรื่องอะไรครั้งฉันต้องมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือแกด้วยไหนตอบมาซิ”

ซานดึลพูดอ้างประเด็นเรื่องก่อนที่เขาเคยขอร้องให้บาโรช่วยเมื่อเทอมก่อนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อุตส่าห์ลงทุนเขียนโปสการ์ดอ้อนวอนส่งมาหามันตั้งหลายครั้งหลายหนเพราะเห็นว่าบาโรพอจะสนิทสนมกับรุ่นพี่จินยองอยู่บ้างเพราะเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันที่นี่ แต่ทุกครั้งที่ได้รับโปสการ์ดตอบกลับมาอีกฝ่ายกลับเขียนบ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบคำถามหรือให้ความช่วยเหลือใดๆกับเขาทั้งสิ้น กวนเสมอต้นเสมอปลายจริงๆเลยไอ้เพื่อนหน้ากระรอกนี่ ยั่วประสาทผมเล่นสงสัยมันคงจะมีความสุขสนุกสนานมากมั้ง -*-

“แล้วถ้าสมมติครั้งนี้แกช่วยฉัน แล้วฉันจะยอมให้เบอร์รุ่นพี่จินยองกับแกเป็นการแลกเปลี่ยนล่ะ แกจะยอมใจๆไปช่วยฉันทำจิตอาสามั้ยถามตรงๆ” น้ำเสียงบาโรเริ่มเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าวิธีไหนก็หว่านล้อมไม่ได้ผลซักที แต่กับซานดึลคำเสนอของบาโรกลับทำให้เขาหูผึ่งด้วยความสนใจขึ้นมาทันที

“ตกลงแกจะยอมช่วยฉันขอเบอร์รุ่นพี่จินยองให้แล้วจริงดิ -.,-

“ฉันแถม Hi5 พี่เขาให้ด้วยก็ได้อ่ะ เผื่อแกจะอยากเอาไปส่อง -_-*

“แล้วฉันจะเล่นตัวไปอีกทำไมวะ ตกลงก็ตกลงดิ แค่ถ่ายรูปไปแคมปิ้งทำจิตอาสากับแกเอ๊ง! แค่นี้สบายมาก ><” ซานดึลตบโต๊ะไม้อย่างชอบอกชอบใจ บาโรถึงกับเบ้ปากเมื่อเห็นดีใจจนออกนอกหน้าของเพื่อนที่แสดงออกมา ทีอ้อนวอนหานู่นนี่มาล่อใจตั้งนานไม่เห็นจะสนใจ พอพูดชื่อพี่จินยองขึ้นมาหน่อยล่ะไม่ได้

“แกจะจีบพี่เขาจริงดิ”

“แล้วแกมายุ่งเรื่องอะไรของฉันด้วยไม่ทราบ”

“ฉันแค่สงสารพี่จินยองอ่ะ พี่เขาเป็นผู้ชายที่ดีเกินไปสำหรับคนห่ามๆอย่างแก =_=

“แกว่าฉันควรเอาอะไรไปแคมปิ้งบ้างดีวะ ไฟเย็นดีมั้ยไม่ได้เล่นกันนานแล้ว” ซานดึลข้ามประเด็นที่บาโรกำลังบ่นอุบไปซะหมด ทิ้งให้เพื่อนสนิทขมวดคิ้วมุ่นว้าวุ่นใจอยู่คนเดียว

“ไม่ได้ฟังฉันเลยสินะ

“เอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยนแค่ชุดเดียวก็พอเนอะ แล้วก็พวกอาหารกระป๋อง อาหารแห้ง ยากันยุง อ้อๆ เรามีเสบียงเป็นพายองุ่นชิ้นเบ้อเริ่มแน่ะแกดูนี่สิ >.,<

“และไอ้ชิ้นเบ้อเริ่มที่แกว่าสามชิ้นนั่นมันก็คือส่วนแบ่งค่าปิดปากของฉัน” บาโรวางทัปเปอร์แวร์ใส่อาหารนานาชนิดที่ตัวเองถืออยู่ยัดใส่มือคนตัวเล็กที่กำลังกระดี๊กระด๊าจัดเตรียมแพ็คของใส่กระเป๋าเป้ตัวเองลงอย่าแรงเป็นการแกล้งประชด ก่อนจะพูดสำทับอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

“แกอยู่เตรียมของที่นี่ไปก่อน เดี๋ยวฉันกลับไปเอากระเป๋ากับจักรยานที่บ้าน”

“อ้าว ไม่เอามอเตอร์ไซค์ฉันไปอ่ะ? ตีนเขาหลังหมู่บ้านมันไกลอยู่นะถ้าฉันจำไม่ผิด”

“แกขี่มอเตอร์ไซค์ไปเดี๋ยวก็ได้ล้มหยอดน้ำเกลือข้าวต้มใส่เฝือกเหมือนเมื่อตอนปิดเทอมเกรด 9 อีกหรอก ขี้เกียจต้องมานั่งเฝ้าคนป่วยเป็นเบ๊รับใช้วาดเฝือกให้แก -_-” บาโรให้เหตุผลเสียงแข็ง ซานดึลอมยิ้มก่อนจะพูดเสียงหวานเหมือนรู้ทัน

“ทำเป็นพูดดี ที่แท้แกก็แอบเป็นห่วงฉันใช่มั้ยล่า~

“เพ้อเจ้อ จะรีบไปจัดของก็รีบไป ฉันจะได้ไปเตรียมของของฉันด้วยเหมือนกัน” คนตัวโตก้มหน้าลงก่อนจะตีหน้าจริงจังทำเสียงแล้วสาวเท้าเดินกลับไปบ้าน ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักทีเล่นทีจริงของซานดึลที่ดังไล่หลังก็ยิ่งทำให้บาบาโรออกอาการประสาทเสียไขว้เขวอยู่ไม่ใช่น้อย

นานๆจะกลับมาทียังจะมาพูดถึงเรื่องคนอื่นให้ผมหงุดหงิดอีกนะ นี่สรุปแล้วมันไม่รู้อะไรเลยจริงๆเหรอวะเนี่ย

“แกไม่บอกฉันตั้งแต่แรกวะว่าแกกางเต็นท์ไม่เป็น -*-” ซานดึลยืนเอามือเท้าสะเอวมองกองผ้าใบสีส้มแปร๊ดกับเสาที่ต่อมั่วๆที่สุมรวมกันเละตุ้มเป๊ะล้มไม่เป็นท่าอยู่บนพื้นอย่างสังเวชใจ บาโรได้แต่ส่งเสียงหัวเราะแหะๆเอามือเกาท้ายทอยอย่างเก้อๆมองสภาพผลงานตัวเองอยู่ด้านหลัง

“ก็แกไม่ได้ถาม”

“มันก็เป็นเรื่องที่แกควรจะบอกฉันไม่ใช่หรือไงเล่า! หมดกันแล้วทีนี้แกลองคิดดูสิเราจะนอนค้างคืนที่นี่กันยังไง” เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่อีซานดึลจะออกอาการหัวเสียเกินหน้าเกินตาแบบนี้ทุกครั้งเวลาที่สถานการณ์ไม่เป็นไปดั่งใจ บาโรค่อนข้างจะชินกับนิสัยข้อนี้ของเพื่อนตัวเองดี

“ก็ไม่ต้องกางก็ได้มั้ง นอนมันทั้งแบบนี้แหละหาอะไรมาปูซะก็สิ้นเรื่อง”

“แกจะเอาอะไรมาปูแทนเต็นท์ไม่ทราบฮะ? ไอ้คุณชาบาโร” ซานดึลกดเสียงต่ำหันไปค้อนขวับใส่เพื่อนตัวดีที่ลากตัวเองมาลำบากกลางป่ากลางเขาในวันนี้ ดูมันนี่ผมขู่กะเอาให้มันสำนึกผิดที่มันบังอาจมาทำลายปิดเทอมหน้าร้อนที่แสนสุขสงบของผมจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดีนะเนี่ย แต่มันก็ยังจะทำหน้ากระรอกหล่อๆอึนๆแบบนั้นใส่ผม แล้วยังมีการยักไหล่เหมือนจะพูดในใจเสียงกวนๆว่าก็ไม่รู้สินะ~

ผมล่ะเกลียดมันเข้าไส้จริงๆตอนนี้ -_-*

“ก็ใบไม้ใบหญ้าอะไรแถวๆนี้ก็ได้มั้ง นอนแค่แป๊บเดียวเองเดี๋ยวพรุ่งนี้ยังไงเราก็ต้องตื่นเช้าขึ้นมาปลูกต้นไม้ทำจิตอาสาด้วยกัน” บาโรผิวปากหวือพลางหลบสายตาพิฆาตของเพื่อนที่กำลังหัวเสียลงพื้นดูนกดูไม้ไปเรื่อยเปื่อย

“ฉันว่าแกคงดูหนังปิ้งไก่ของคุณเฉลิมช่อง 7 ประเทศไทยมากเกินไป -_-^ นี่มันชีวิตจริงนะเว้ยไม่ใช่เรื่องอังกอร์นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว! แกคิดว่าฉันกับแกจะสามารถนอนกลางดินกินกลางทราย ประทังชีวิตได้ด้วยผลหมากรากไม้นานาชนิดที่ขึ้นในป่า บิดเหงื่อจากเสื้อตัวเองมากินแทนน้ำ เอาไม้ฟืนที่ไหนก็ไม่รู้มาถูกันส่งๆแล้วอยู่ดีๆมันก็จะเกิดเป็นประกายไฟ ส่วนฉันก็ยิงไก่ยิงนกมาให้แกปิ้งกินเป็นมื้อเย็นแบบเนี้ยหรอตอบฉันมาสิ! >[]<

“เทศน์ยาวอย่างกับคนแก่ อายุแกเพิ่งจะ 18 เองนะเว้ยอย่าลืม -_-;” บาโรเอามือแคะขี้หูหลังจากที่ฟังเพื่อนตัวกลมบ่นอยู่นาน “แกก็ชอบตีโพยตีพายแบบนี้ไว้ก่อนตลอด อะไรที่แกว่านั่นมันยังไม่ได้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ นี่แกอยู่กับฉันยังไม่มั่นใจรึไงว่าฉันไม่มีวันปล่อยให้อะไรที่ว่านั่นมันเกิดขึ้นกับแกแน่นอน”

“ก็ฉันคิดสภาพอื่นไม่ออกแล้วนี่หว่า T_T; หรือว่าคืนนี้เราควรกลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อนดี เดี๋ยวค่อยมาปลูกต้นไม้ที่นี่ตอนเช้าๆอะไรก็ว่าไป”

“เฮ้ยไม่ได้! O_O” บาโรรีบคว้าแขนของซานดึลทำเอาร่างนุ่มแทบเซมาปะทะแผ่นอกแกร่งของเพื่อน ดวงตาซื่อๆเหมือนลูกนกมองคนที่รั้งไว้ด้วยความมึนงง

“ทำไม? แกส่งงานนี้ตั้งตอนเปิดเทอมหน้าไม่ใช่เหรอ? ไม่ต้องรีบทำก็ได้นี่ จะรีบเอาเกียรตินิยมระดับม.ปลายไปแขวนที่ผนังบ้านหรือไง” ซานดึลแหวใส่ บาโรกระพริบตาปริบๆพลางกระแอมกลบเกลื่อน

“คือฉันอยากรีบทำให้มันจบๆไปว่ะ ทำเสร็จเวลาว่างจะได้เอาไปอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยที่โซล”

“มันใช่เรื่องที่แกควรมารีบมั้ยเนี่ย ถามจริงแกจะเรียนให้เก่งตั้งใจอ่านหนังสือไปเพื่ออะไรนักหนา ตอนเด็กๆฉันจำได้ว่าตอนอยู่ประถมห้องเดียวกันแกก็ไม่ได้ขยันแบบนี้นี่” ซานดึลหรี่ตาลงพลางใช้นิ้วจ่อหน้าเพื่อน บาโรคลายอ้อมแขนที่จับซานดึลอยู่ให้หลวมขึ้นพลางหลบหลีกสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนอีกตามเคย

“หรือว่า…!!

…!!!

“หรือว่าแกอิจฉาที่ฉันได้ไปเรียนที่โซลก็เลยพยายามจะเรียนให้เก่งเพื่อข่มฉันอย่างนั้นเหรอ!” ซานดึลเอามือชี้หน้าบาโรพลางทำตาเหลือก มือเล็กตบเข่าดังฉาดเหมือนเวลาที่คิดอะไรบางอย่างที่สมเหตุสมผลออก

“เงียบไม่ยอมตอบแบบนี้ต้องใช่แน่ๆ แกเก็บกดที่คนชอบเอาเราสองคนไปเปรียบเทียบกันตั้งแต่เด็ก แต่ฉันดันได้มีโอกาสดีกว่าเลยถูกส่งไปเรียนที่โซลตอนม.ต้น แกเลยรู้สึกน้อยใจที่มีโอกาสไม่เท่าฉันเลยเก็บเอามาเป็นปมด้อยในชีวิตแบบนั้นใช่มั้ยไอ้กระรอก O_O

“ไปกันใหญ่แล้ว ใครมันจะไปอิจฉาคนซื่อบื้อหัวสมองเป็ดยัดไส้อย่างแกฮะ -_-

“เฮ้ย! O_O^ แกไม่ต้องรู้สึกผิดก็ได้ฉันเข้าใจแกดี” ซานดึลรีบปลอบเอามือตบไหล่กว้างแน่นของอีกฝ่ายดังป้าบๆพร้อมกับกอดคอคนตัวสูงอย่างสนิทสนม “ฉันยังเคยรำคาญพวกผู้ใหญ่ที่ชอบเอาแกมายกเปรียบเปรยว่าแกขยันหัวดีกว่าฉันอย่างนู้นอย่างนี้เลย ซึ่งจริงๆแล้วแกก็รู้ดีใช่ป่ะว่ามันไม่ใช่อย่างที่ผู้ใหญ่พวกนั้นเข้าใจ”

“คงงั้นแหละมั้ง (.__.)”

“ไม่ต้องมาตอบอ้อมค้อมคงง้งคงงั้นแล้ว มันใช่เลยแหละ!! ฉันน่ะทั้งเรียนดี กิจกรรมเด่นเน้นกิจกรรม กีฬาก็เก่งกว่าแกทุกอย่าง แต่ทำไมคนถึงชอบมองข้ามความดีในข้อนี้ของฉันไปกันนะ

-___-

“ฉันเห็นใจนายนะเว้ยบาโร เพราะงั้นครั้งนี้ฉันจะไม่ขัดแกก็ได้ เห็นแก่เพื่อนสนิทที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องทำ แต่ถ้าแกทำมันไม่สำเร็จอย่างที่ตั้งใจแกสัญญานะว่าแกจะไม่เสียใจนั่งร้องไห้งอแงเหมือนวันที่แกไปส่งฉันไปโซลวันแรกอีก” ซานดึลไม่พูดเปล่าแต่กลับยื่นนิ้วก้อยป้อมๆรอให้อีกคนได้เกี่ยวพลางทำหน้าเห็นใจอีกคนสุดฤทธิ์สุดเดช บาโรได้แต่มองหน้าจริงจังก่อนเพื่อนก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อถอนหายใจแล้วเกี่ยวนิ้วก้อยตัวเองเขย่าตอบกลับไปส่งๆ

“เออ ไม่ร้องเหมือนวันนั้นหรอก ฉันโตแล้วนะเว้ย”

“น่ารักที่สุดไอ้กระรอกเผือกของฉัน ^^

“แต่ฉันก็ยังไม่ลืมประเด็นที่แกลากฉันมาลำบากที่นี่ไปด้วยหรอกนะ -*- แกไปจัดการยังไงก็ได้ให้ให้เรามีที่นอนในคืนนี้โดยที่ไม่ถูกยุงหามเป็นไข้เลือดออกตายก่อน ไม่งั้นฉันจะฟ้องแม่แกว่าแกดูแลฉันไม่ดีตามที่เคยสัญญากันเอาไว้!” ซานดึลชี้หน้าทำปากคว่ำใส่ก่อนจะเดินจ้ำๆด้วยความโมโหไปอีกทาง ชาบาโรได้แต่มองสภาพเสาเต็นท์ที่วางระเกะระกะก่อนจะถอนหายใจกับความผีเข้าผีออกของอีกคน

“นี่แกจะไม่ถามซักคำเลยเหรอว่าฉันจะไปไหน -_-*” ซานดึลหยุดชะงักพลางหันมาถามหยั่งลองเชิง บาโรที่จับนู่นนี่ขึ้นมาลองประกอบใหม่อีกครั้งชายตามองก่อนจะถามเสียงที่ไม่สื่ออารมณ์ใดๆไปมากกว่าที่เป็นอยู่

“ไม่ล่ะ แกจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันต้องการสมาธิ”

“ชิ -^- ไล่ฉันดีนักไปเองก็ได้วะ”

“ไม่ต้องไปเดินเล่นแถวๆลำธารตรงนั้นล่ะ มันลื่น

” ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเงียบไปชั่วอึดใจหลังจากที่พูดจบประโยคนั้น ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีเสียงน้ำจากลำธารที่ไหล ไม่มีแม้แต่เสียงลมที่เคยพัดอื้ออึงตลอด ซานดึลแอบมองบาโรพลางอมยิ้มในใจ คนตัวใหญ่กว่าเหลือบช้อนสายตาละจากที่ง่วนศึกษาวิธีกางเต็นท์อยู่แล้วมองเขาด้วยสายตานิ่งๆ เห็นมั้ยล่ะ ผมบอกแล้วว่ายังไงมันก็ต้องแอบเป็นห่ว

“เกิดแกลื่นล้มทำพื้นหินตรงนั้นแตกขึ้นมามันจะเสียไปยันระบบนิเวศในป่าเอา”

-___-*” ชัดเลย ไอ้ไอ้เพื่อนเวร! มันเคยห่วงอะไรบ้างมั้ยนอกจากสิ่งที่อยู่ในตำราเรียนมันน่ะ!

“เออ รู้แล้ว จะไปหาฟืนตรงโน้นไม่ได้จะไปแถวนั้นซะหน่อย” ปากเล็กสีชมพูยื่นออกแสดงอาการไม่พอใจนิดๆพลางเดินย่ำต๊อกกระแทกปึงปังจากไป พอเห็นว่าละสายตาแล้วบาโรถึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นแล้วมองแผ่นหลังคนที่เดินหงุดหงิดงุ่นง่านจากไปด้วยแววตาเอ็นดู

ใครจะยอมปล่อยให้นายเป็นอะไรไปอีกรอบล่ะไอ้เป็ดยัดไส้หมูเอ๊ย

 

“บาโร! เราเปลี่ยนเป็นเล่นซ่อนแอบกันดีป่ะ เล่นก่อปราสาททรายอยู่เฉยๆไม่เห็นจะน่าสนุกตรงไหนเลย” เสียงนั่นเป็นเสียงของอีซานดึลในวัย 7 ขวบที่กำลังยืนเท้าเอวมองดูเด็กน้อยบาโรในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งสีเหลืองกำลังนั่งก่อปราสาทกองทรายอย่างเงียบๆ บุคลิกดูไม่ช่างพูดคุยและมีแววตาเศร้าๆขี้กังวลติดอยู่ที่นัยน์ตาตลอดเวลา

“ไม่เอาล่ะ”

“ทำไมล่ะ ก็ฉันเบื่อแล้วนี่นา นายก็ต้องตามใจฉันสิเพราะฉันเกิดก่อนนาย!” ซานดึลรีบวางมาดข่ม บาโรตัวน้อยกระพริบตาปริบๆเหมือนพอจะรู้ว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้อีกคนไม่อยากเล่นเกมนี้ต่อ ซานดึลก่อปราสาททรายได้ดูไม่เป็นรูปเป็นร่างที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา มีเพียงกองทรายขนาดเล็กเบี้ยวๆที่โย้เย้เอนไปด้านขวา และมีเปลือกหอยของปลอมที่ทำจากพลาสติกหลายสีโปะๆไว้จนดูแล้วเกะกะรกตามากกว่าสวยงาม ดูไปดูมาอีกทีน่าจะถูกเรียกว่าภูเขาทรายที่มีซากเปลือกหอยถูกฝังไว้ซะมากกว่า ต่างจากของบาโรที่แม้จะใช้เวลาในการสร้างเท่ากันแต่ก็ยังดูแล้วเป็นรูปร่างปราสาทหลังใหญ่ที่มีธงกระดาษอันเล็กจิ้มไว้บนยอดดูกำลังพอเหมาะพอดี อาจจะพูดได้ง่ายๆว่าซานดึลเป็นเด็กที่สมาธิค่อนข้างสั้นและเมื่อทำอะไรไม่ถูกใจก็มักจะไม่พอใจที่เห็นเพื่อนทำได้ดีกว่าตนเอง เลยต้องเลิกล้มกิจกรรมหรือเกมที่คนอื่นกำลังเล่นอยู่แทบจะทุกครั้งด้วยความเอาแต่ใจของตัวเอง ไม่ยกเว้นแม้แต่ครั้งนี้

“ให้ฉันสร้างปราสาทหลังใหม่ให้นายเอาให้สวยๆกว่าของฉันก็ได้นะ” บาโรบอกเสียงละห้อยเพราะไม่อยากต้องลุกขึ้นวิ่งเล่นใช้กำลังตามใจอีกคน ซานดึลน้อยดูไม่พอใจกับคำพูดเขาเท่าไหร่นัก

“แหวะ ของนายไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย ใครเขาอยากให้นายทำให้ตอนไหนกัน -^-

“นี่มันก็เริ่มเย็นแล้วนะผู้ใหญ่บอกว่าเล่นซ่อนหาตอนเย็นๆมันไม่ค่อยดีซะด้วยสิ เพราะว่ามันจะมีผีลักซ่อน T^T” บาโรเป็นเด็กขี้กลัวและค่อนข้างจะเงียบไม่พูดเยอะเท่าไหร่นัก จึงทำได้แค่เพียงคัดค้านตักเตือนคนที่เอาแต่ใจไม่เข้าเรื่องแบบเสียงอ่อยๆ ซานดึลยิ้มเยาะอย่างเด็กซนพร้อมพ่นลมหายใจ

“นายป๊อดล่ะสิบาโร ^^

“ปละ..เปล่านะ เราแค่ไม่อยากให้ผู้ใหญ่ต้องมาว่าเราอ่ะ นายจะโดนตีไปด้วยถ้าไม่เชื่อฟังคุณปู่ ไร่องุ่นมันก็ออกตั้งกว้าง”

“เหอะ! ไม่ต้องมาอ้างหรอก ป๊อดแบบนี้โตไปเราไม่อยากแต่งงานกับนายแล้ว เจ้าบ่าวของเราต้องไม่ใช่คนขี้ขลาดแบบนาย”

“นายไม่เล่นงั้นเราจะไปชวนพี่จินยองที่บ้านทำไร่แตงโมตรงโน้นมาเล่นแทน เราก็ไม่อยากง้อนายหรอกบาโร เชิญนายเล่นคนเดียวไปเหอะเกมก่อปราสาททรายน่าเบื่อแบบนั้น” พอเห็นอีกคนทำท่าจะไปชวนคนอื่นจริงบวกกับคำพูดสบประมาทก่อนหน้านั้นก็ทำให้บาโรเกิดอาการลังเลใจขึ้นมาชั่วครู่ ก่อนจะตอบไปแบบไม่ได้คิดหน้าคิดหลังตามประสาเด็ก

“เดี๋ยวสิงั้นเราเล่นด้วยก็ได้” พอบาโรโพล่งออกไปแบบนั้นซานดึลที่กำลังหันหลังอยู่ก็แอบหัวเราะคิกคักชอบใจเบาๆ

“แต่เล่นแค่ตาเดียวก็พอนะ เดี๋ยวมืดแล้วมันจะอันตราย -_-;” คนแก้มอิ่มหันมายิ้มน่าทะเล้นแก้มแทบปริใส่คนที่ทำสีหน้าหนักใจพร้อมกับตบไหล่อีกฝ่ายดังปุๆอย่างกระตือรือร้น

“คิๆ ^^ โอเคเลย งั้นนายเป็นคนหานะ นับหนึ่งถึงร้อยห้ามขี้โกงล่ะ ถ้าจับได้เมื่อไหร่ว่านายเปิดตาแอบดูนะเราจะไม่เล่นกับบาโรอีกเลย!

“อะ..อื้ม” บาโรพยักหน้าหงึกหงักยอมตามใจเพื่อนแต่โดยดี แต่ไหนแต่ไรแล้วที่ซานดึลชอบยกปู่ของตัวเองหรือไม่ก็คำพูดของแม่เขาขึ้นมาอ้างว่าเขาตัวโตแข็งแรงกว่าก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องดูแลซานดึล และถ้าไม่ทำตามคำสั่งของคุณปู่กับแม่ซานดึลก็จะชอบมาขู่เขาว่าจะไม่ยอมมาเล่นด้วยอีกต่อไป ซึ่งนั่นมักจะเป็นเหตุผลให้เด็กที่มีเพื่อนน้อยอย่างบาโรต้องจนมุมยอมทำตามใจอีกฝ่ายหนึ่งทุกทีแม้ว่ามันจะดูเป็นเรื่องที่เขาไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม

“หนึ่งสองสาม” บาโรตัดสินใจเลือกผนังกำแพงของโรงผสมไวน์เป็นที่สำหรับปิดตาเขาแล้วนับหนึ่งถึงร้อยตามคำสั่งอีกคน ซานดึลตัวน้อยมองตามอย่างพึงพอใจก่อนจะกระโดดโลดเต้นไปแอบในที่ที่ลับตาอย่างตรงแปลงไร่องุ่นที่เถาหนารกทึบ เนิ่นนานอยู่พอควรกว่าที่เด็กที่มีความรู้ในระดับเกรดสองอย่างบาโรจะนับจำนวนเลขถึงหลักร้อยตามที่กติกาได้กำหนดเอาไว้จนครบ ท้องฟ้าในไร่องุ่นก็เริ่มแปรสภาพจากสีส้มอมม่วงเป็นสีน้ำเงินมืดมิดยามเมื่อเวลาในตอนหัวค่ำมาแทนที่ บาโรลืมตาขึ้นมองสภาพรอบข้างด้วยความตกใจที่เวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วขนาดนี้

“ซานดึล นายอยู่ที่ไหน” บาโรป้องปากเรียกขณะที่เริ่มวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อออกตามหาอีกคนเพื่อให้เกมนี้จบเสียที แต่ดูเหมือนยิ่งหาพระอาทิตย์ก็เริ่มตกดินลาลับขอบฟ้าที่ปลายไร่เร็วยิ่งขึ้น

“ซานดึล ออกมาเถอะ ฉันไม่อยากเล่นแล้ว ฉันยอมแพ้นายก็ได้” บาโรเริ่มหน้าเสียเมื่อหาที่โรงผสมไวน์ ในตัวบ้าน ที่เก็บอุปกรณ์ทำไร่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเพื่อน ต่างจากซานดึลที่เมื่อเห็นบาโรวิ่งวุ่นตามหาตัวเองด้วยสีหน้าซีดเผือดแบบนั้นแล้วยิ่งรู้สึกสนุกขึ้นอีกเท่าตัว

“คิก ซื่อบื้อชะมัด ชาตินี้ทั้งชาตินายก็ไม่มีวันหาฉันเจอหรอกชาบาโร” เด็กน้อยแก้มกลมจอมซนแลบลิ้นใส่เงียบๆขณะที่กระถดตัวถอยให้ตัวเองเข้าไปซ่อนตัวในเถาองุ่นให้ลึกมากยิ่งขึ้น บาโรหาเขาอยู่ที่แปลงองุ่นข้างๆใกล้ๆกันนี่เอง ถ้าส่งเสียงดังเพียงนิดเดียวนายนั่นอาจจะรู้ตัวแล้วหาเขาเจอก็ได้ แต่แล้วบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวเลื้อยผ่านหน้าเขาไปอย่างช้าๆก็ทำให้ซานดึลต้องทำตาโตก่อนจะร้องออกมาสุดเสียงด้วยความช็อคสุดขีดจนลืมกติกาของเกมนี้ไปหมดทุกอย่างว่าห้ามส่งเสียงให้อีกฝ่ายจับได้

“งู!!! งู!! ช่วยด้วยยยยยยย!! งูมันจะกัดฉัน ปู่ฮะ!!! TOT

“ซานดึล!” เสียงเพื่อนคนที่เขาเพิ่งเยาะเย้ยว่าโง่เง่าซื่อบื้อเมื่อกี้ตะโกนเรียกชื่อเขาสุดเสียงทันทีที่ได้ยินเขาร้องไห้ดังลั่น ซานดึลได้ยินเสียงดังสวบสาบดังที่พื้นเหมือนมีใครกำลังวิ่งย่ำเท้าอย่างว่องไวมาทางเขา หากแต่ความกลัวก็ทำให้เด็กน้อยตรงหน้าไม่มีสติจนหลับตาปี๋ไม่อยากรับรู้ภาพอะไรตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว ตราบจนกระทั่งเสียงสับเท้าวิ่งนั่นเงียบลงแล้วถูกแทนที่ด้วยเสียงไล่สัตว์ที่เขากลัวดังลั่นขึ้นมาแทน

“ชิ่ว! ไป!!” บาโรที่วิ่งมาถึงตัวเขารีบคว้าไม้พันเกี่ยวตัวงูให้กระเด็นเลื้อยไปอีกทางอย่างกล้าหาญ ในขณะที่เด็กน้อยต้นตอเหตุความโกลหลในครั้งนี้เอาแต่นั่งร้องไห้ขดตัวอยู่ในแปลงดงเถาองุ่นส่งเสียงร้องดังจ้าลั่นไร่ ร่างสูงกว่าของบาโรยังคงยืนกันบังหน้าซานดึลจากสัตว์มีพิษตัวนั้นไว้อย่างมั่นคงพลางใช้ไม้เขี่ยมันให้ออกไปไกลๆจากตรงนี้เป็นระยะ

ถามว่าในตอนนี้เขาไม่รู้สึกกลัวบ้างเลยเหรอก็ต้องกลัวอยู่แล้วสิ มีเด็กที่ไหนบ้างจะไม่กลัวงูมีพิษตัวใหญ่เบ้อเริ่มเท่านี้กัน แต่ความกลัวที่มีกับเรื่องอื่นกลับบดบังความรู้สึกหวาดกลัวตรงหน้านี้ไปจนหมดสิ้น

กลัวว่าเขาจะต้องสูญเสียเพื่อนคนนี้ไป....

“มันไปแล้ว ซานดึล นายเป็นไงบ้าง โดนมันกัดหรือเปล่า” บาโรหอบหายใจเหนื่อยอยู่เอาการด้วยความเหนื่อยและตื่นเต้นเมื่อเห็นสัตว์ร้ายนั้นเลื้อยหายไปจนลับสายตาแน่แล้ว

“ฮือ ฉันบาโร TOT นายอย่าทิ้งฉันไปนะ” แก้มนุ่มรีบซุกเข้าหาอ้อมอกของเพื่อนสนิทตัวเองอย่างรู้สึกปลอดภัยพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมหยุด สิ่งที่บาโรทำลงไปเมื่อกี้มันกล้าหาญมากเสียจนเขาไม่รู้จะพูดชมเจ้าตัวยังไง แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ต้องการคำชมจากเขาในตอนนี้หรอก บาโรแค่ต้องการรู้ว่าซานดึลปลอดภัยดีหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง

“ฉันไม่มีวันทิ้งนาย ฉันจะอยู่ปกป้องนายเอง นายไม่ต้องกลัวนะ” บาโรสวมกอดร่างเล็กเอาไว้ในอ้อมแขนแน่นด้วยความตกใจไม่แพ้กัน ซานดึลยังคงร้องไห้ไม่เลิกทำให้ใจเขาอ่อนลงลืมความกลัวที่จะโดนผู้ปกครองดุเรื่องเล่นจนกลับบ้านดึกดื่นไปเสียสนิท ทั้งคู่ยังคงนั่งกอดกันนิ่งๆในไร่องุ่นของซานดึลจนกระทั่งอีกฝ่ายเริ่มรวบรวมสติได้บ้างแล้ว

“ฉันขอโทษนะที่ชอบว่านายโง่อ่ะ เมื่อกี้นี้นายเก่งจัง” ซานดึลใช้แขนป้อมเช็ดน้ำตาป้อยๆพลางชมอย่างเขินๆ บาโรแอบอมยิ้มในความมืดที่เพื่อนอีกคนนานๆจะเห็นความดีในตัวเขา เพราะที่ผ่านมาเขาต้องเป็นฝ่ายยอมให้เจ้าตัวเล่นเอาเปรียบมาตลอดจนต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้อยู่บ่อยๆทั้งที่เล่นชนะ

“ถ้าโตเมื่อไหร่ฉันจะแต่งงานกับนาย ฉันจะทำกับข้าวให้นายกินเอง แต่นายต้องอยู่ปกป้องฉันเหมือนกับเมื่อกี้อีกนะ”

“สัญญาสิ” ซานดึลยื่นนิ้วก้อยมาตรงหน้าคนที่กำลังอ้าปากหวอพลางใช้อีกมือสะกิด บาโรมองมือขาวอวบอย่างดีใจพลางยิ้มออกมาทั้งหยาดเหงื่อ นิ้วก้อยยื่นไปเกี่ยวกันแน่นพร้อมกับไกวไปมาตามประสาเด็กเล็กน้อย จนกระทั่งเสียงเล็กของอีกคนหนึ่งติง

“นิ้วโป้งน่ะก็ต้องประทับตรากันตรงนี้ด้วย นายไม่เคยสัญญากับใครมาก่อนเลยเหรอซอนอู” ซานดึลมองไปที่นิ้วโป้งของอีกคนที่ไม่ยอมแตะกับนิ้วโป้งของเขาอย่างสงสัย บาโรส่ายหน้าหวือพลางเกาท้ายทอยอย่างเขินๆอีกตามเคย

“ไม่เคย นายเป็นคนแรกที่ฉันให้สัญญาด้วย”

“ซื่อบื้อจัง งั้นเดี๋ยวเราสอนให้ก็ได้ นิ้วก้อยเกี่ยวกันอยู่ข้างล่างอย่างนี้นะ ส่วนนิ้วโป้งก็เอาขึ้นมาชนกันข้างบนแบบนี้” ซานดึลค่อยๆอธิบายขั้นตอนพลางจับนิ้วโป้งหนาของบาโรให้ขึ้นมาชนกับนิ้วเล็กๆของตัวเอง “แค่นี้เอง”

“แล้วทำไมต้องชนนิ้วโป้งกันด้วยล่ะ”

“อ๊าจิ๊! ก็เป็นการปั๊มประทับตราในสัญญาครั้งนี้ไงว่านายจะไม่ผิดคำพูด”

” บาโรมองพิจารณานิ้วโป้งของเขาทั้งคู่ที่แตะกันอย่างสงสัยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเมื่อพอจะเข้าใจในความหมายนั้นแล้ว

“นายผิดสัญญากับฉันไม่ได้แล้วนะบาโร นายจะต้องอยู่ปกป้องฉันแบบนี้ไปตลอดไปเลย ^^” ซานดึลกระซิบพลางหัวเราะคิกคักตามประสาเด็กด้วยความดีใจพร้อมแตะนิ้วโป้งลงบนนิ้วโป้งของอีกฝ่ายซ้ำๆอีกครั้ง เหตุการณ์ในวันนั้นเขายังจำมันได้อย่างไม่มีวันลืมเพราะ

 

“จะกินมั้ยเนี่ยมาร์ชแมลโล่อ่ะ -__-” ซานดึลเอามาร์ชแมลโล่ย่างไฟอุ่นๆเสียบไม้มาตบแก้มเขาเบาๆเพื่อเรียกสติ เล่นเอาบาโรที่กำลังคิดโน่นคิดนี่อยู่เพลินๆถึงกับสะดุ้งออกจากภวังค์ในของความทรงจำในตอนเด็กที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่

“ฮะ?

“ไอ้อัลไซเมอร์! ก็แกให้ฉันปิ้งมาร์ชแมลโล่ให้กินตั้งนานจนหน้าดำเหมือนมักเน่วงบีวันเอโฟร์แบบนี้แล้วยังจะมีหน้ามาทำหน้างงร้อง ฮะ?’ อีกเหรอ! =_=*” ซานดึลสบถอย่างหงุดหงิดอีกตามเคยพลางเช็ดเหงื่อที่ไหลย้อยเพราะความร้อนอบอ้าวอย่างลวกๆ ทำให้บาโรเริ่มนึกย้อนกลับไปตอนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก่อนจะระลึกได้ขึ้นมา

“เออจริงด้วย ฉันเป็นคนบอกให้แกปิ้งเผื่อให้เองนี่หว่า”

“นี่แกสอบได้ที่ 1 ของชั้นเกรด 11 จริงดิ ดูไร้สติได้โคตรสมบูรณ์แบบ” ซานดึลก่นว่าขณะที่ตัวเองก็ยื่นไม้เสียบมาร์ชแมลโล่ให้เพื่อนรับไปถืออีกครั้ง อีกมือก็หยิบมาร์ชแมลโล่นุ่มๆจากอีกไม้หนึ่งใส่ปากเคี้ยวแก้มตุ้ยๆอย่างมีความสุข เปลวไฟจากกองไฟที่จุดจากฟืนแห้งเป็นสีส้มอมแดงกำลังสวยลุกโชนให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของเขาทั้งคู่ที่นั่งผิงฟอยู่หน้าเต็นท์ที่ประกอบจนสำเร็จแล้ว ให้อารมณ์เหมือนกำลังเข้าค่ายลูกเสือแบบที่ทั้งหมู่มีกันแค่สองคน บาโรมองภาพคนตรงหน้าที่กำลังเคี้ยวมารืชแมลโล่อยู่อย่างมีความสุขด้วยสายตายิ้มๆ

“ก็คนกำลังคิดอะไรอยู่เพลินๆ แกนี่ก็ชอบมาขัดเวลาฉันคิดโน่นคิดนี่ทุกครั้งเลย” บาโรรับไม้เสียบมาร์ชแมลโล่แท่งนั้นมานั่งกินอย่างเงียบๆหน้ากองไฟ ซานดึลได้ฟังรีบทำปากยื่นล้อเลียนเสียงเล็กเสียงน้อย

“แกต้องคิดถึงเรื่องอะไรที่มันเป็นความลับแน่ๆเลยใช่ป่ะ สติสตังถึงไม่อยู่กับเนื้อกับตัวขนาดฉันเรียกตั้งหลายรอบยังสะดุ้งเฮือกแบบนั้น -.,-

“ยุ่ง -_-

“แน่ะ แสดงว่าจริง~ แอบคิดถึงใครที่ไหนอยู่อ๊ะป่าววว~” ซานดึลแกล้งจับแก้มทั้งสองข้างของบาโรดึงไปมาเป็นการหยอกเล่น แต่ก็ยิ่งทำให้คนตัวโตรีบทำเสียงเข้มกลบเกลื่อน

“แกอย่ามาเล่นเป็นเด็กๆแบบนี้ได้มั้ยเนี่ย โตๆกันหมดแล้ว”

“ชาซอนอู~ แกก็รู้ว่าแกโกหกฉันได้ไม่เนียน”

“สรุปแอบเหม่อคิดถึงใคร เดี๋ยวนี้หัดมีความลงความลับกับฉันแล้วเหรอ” ซานดึลยื่นหน้าเข้ามาจับผิดๆใกล้ๆอีกเหมือนเคย บาโรสบตาตี่ๆซุกซนคู่นั้นนิ่งๆพลางคิดหาทางหนีทีไล่ออกจากสถานการณ์แบบนี้ หากแต่เพิ่งนึกได้ว่าพวกเขาสองคนกำลังนั่งผิงไฟแคมปิ้งกันอยู่หน้าเต็นท์แคบๆ ขนาดจะกระเถิบหนีหลังยังไปชนกับผ้าใบผนังเต็นท์เลยคิดดู -_-^

“เออคิด”

” พอบาโรยอมโพล่งออกไปตรงๆแบบนั้นก็สร้างความประหลาดใจให้ซานดึลอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน จากที่คนตัวโตเคยเป็นฝ่ายเสียเปรียบตอนนี้กลับกลายเป็นว่าอีซานดึลกำลังรู้สึกแปลกๆกับสถานการณ์ตรงหน้าเสียเอง ใบหน้าและแก้มใสนุ่มเริ่มขึ้นสีแดงเรื่ออาจเพราะมาจากความร้อนจากกองไฟที่ผิงอยู่หรืออาจเป็นเพราะมีบางอย่างมากระตุ้นให้จังหวะการเต้นของหัวใจไขว้เขวเพราะคำพูดที่คลุมเครือคำนั้น

“คิดว่าเมื่อไหร่แกจะเลิกกินเลอะเทอะซักที -__- โตเป็นหมูเท่านี้แล้วไม่มีใครมาตามเช็ดให้หรอกนะ” บาโรเลื่อนสายตามองที่แก้มตรงมุมปากอิ่มขาวๆและรอยบุ๋มลักยิ้มที่เลอะแป้งมาร์ชแมลโล่แล้วก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย ซานดึลกระพริบตาปริบๆออกจากความคิดที่กำลังฟุ้งซ่านแล้วใช้มือป้ายส่งเดชเพื่อเช็ดคราบของกินออก

“จะว่าฉันโตเป็นควายก็พูดมาตรงๆก็ได้มั้ง” คนแก้มบวมว่าเหน็บ บาโรยิ้มมุมปากแล้วหัวเราะเสียงดังหึ

“เป็นหมูน่ะเหมาะแล้ว ^^

“นี่ฉันควรต้องดีใจใช่มั้ยที่ยังเป็นแค่หมูในสายตาแก -__-” ซานดึลว่าหมุบหมิบพลางเหล่ตามองอีกฝ่ายที่ทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างหมั่นไส้ ไอ้บ้านี่ชอบพูดจาให้คิดเยอะไปไกลตลอดแล้วตัวเองก็ดันทิ้งทวนสร้างความสองแง่สองง่ามไว้แค่นั้นทุกครั้ง สนุกมากมั้ยกับการให้คนอื่นต้องมาเดาใจตีความน่ะฮะ! =*=

“เห้ยๆ ทำอะไรซกมก ผ้าเช็ดหน้าลายเป็ดโง่ก็พกมาไม่ใช่หรือไงไม่เช็ดอ่ะ” เสียงห้าวรีบดันหน้าเพื่อนออกจากไหล่ตัวเองด้วยความตกใจ เพราะอีกคนที่เจ็บใจกำลังแก้แค้นเอาคืนด้วยการเอาปากกับแก้มที่เลอะแป้งมาร์ชแมลโล่ขาวๆนั้นมาถูกับเสื้อยืดตัวเก่งของเขา ดวงตากลมเหลือบมองจากไหล่กว้างที่แกล้งซบอยู่พลางหัวเราะเสียงชั่วร้าย

“เช็ดกับผ้าขี้ริ้วใกล้ๆมันก็สบายกว่าไม่ใช่หรือไง -.,-

“ชั่ว -_-*

“ร้ายกาจ ^^

“แกจะมาแย่งฉันด่าทำไม เดี๋ยวปั๊ดเตะไปไกลยันดาวนาเม็กเลย” ชาซอนอูว่าอย่างขำๆ ถึงปากจะบ่นเรื่องความสะอาดแต่ไหล่กว้างก็ไม่ได้ขัดขืนปล่อยให้เพื่อนอีกคนได้เอาหน้าซุกจนสะอาดเต็มที่ เมื่อเช็ดเสร็จอีจองฮวานก็ผงกหน้าขึ้นมายิ้มตาหยีก่อนจะนั่งกอดเข่ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มืดมิดด้านบนตามเพื่อน ไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่บาโรเอาแต่จ้องมันได้อยู่นานสองนาน เพราะกลุ่มหมู่ดาวที่ส่องแสงทอประกายระยิบระยับอยู่ด้านบนผืนฟ้าสีน้ำเงินในค่ำคืนนี้มันดูสวยงามกว่าตอนที่มองดูอยู่ที่บ้านเป็นกอง

“นี่ๆ อันนั้นแกว่ามันใช่ดาวลูกไก่หรือเปล่า” คนตัวเล็กชี้มือไปที่กลุ่มดาวเจ็ดดวงที่เรียงตัวต่อกันประกายแสงวิบๆไกลโพ้น ได้ออกมาตั้งแคมป์สูดอากาศบริสุทธิ์นั่งดูดาวแบบนี้มันก็ดี กลับไปเรียนที่โซลเมื่อไหร่หาโอกาสดูแบบนี้ได้ยากจะตายชัก

“ถามทำไม”

“ฉันจะเล่าตำนานดาวลูกไก่ให้แกฟัง”

“พอเลย แกเล่าให้ฉันฟังโคตรบ่อยยิ่งกว่าฉันเล่าตำนานลักยิ้มของย่าให้แกฟังอีก” บาโรรีบปฏิเสธแต่ซานดึลก็ยังตื๊อไม่เลิก

“อะไรเนี่ย ทีแกยังให้ฉันเล่าเรื่องลักยิ้มฉันยังเล่าให้แกฟังได้ทุกครั้งเลย”

“ก็ตำนานดาวลูกไก่อะไรของแกนั่นมันมีสาระที่ไหนกันล่ะ =_=

“ไร้สาระตรงไหน กตัญญูให้ข้อคิดจะตายไป ตากับยายมีแม่ไก่กับลูกไก่อีกเจ็ดตัว พอถึงวันพระแม่ไก่จะโดนต้มเอาไปแกงถวายพระเพื่อทดแทนบุญคุณตากับยาย ลูกไก่ทั้งเจ็ดตัวเลยกระโดดเข้ากองไฟตายตามแม่ไปเป็นดาวลูกไก่อยู่บนฟากฟ้า~” ซานดึลผายมือขึ้นไปบนฟ้าทำท่าเหมือนอยากเอื้อมมือขึ้นไปแตะกลุ่มดาวกลุ่มนั้นที่กำลังเปล่งแสงอยู่ บาโรเหลือบตามอง

“ดูท่าแกจะชอบนิทานเรื่องนี้เอามาก -_-

“แกดูออกด้วยเหรอว่าฉันชอบ O_O

“ยังจะมีหน้ามาถาม”

“คิดถึงตอนเด็กๆที่แกเคยมานอนค้างที่ห้องฉันเนอะ ตอนนั้นเราวางแผนทำพลุเล็กๆกะว่าจะจุดแล้วใช้ส่งจดหมายไปให้ถึงดาวดวงนั้นด้วยกัน แต่ปู่ดันมาเห็นกระดาษร่างแผนการที่ฉันกับแกวาดไว้ซะก่อนเลยถูกสั่งห้าม” ตอนที่เล่าเรื่องช่วงเวลาในอดีตดวงตาของซานดึลดูเป็นประกายสดใสจนบาโรต้องละสายตาจากดวงดาวมามองหน้าคนข้างๆแทน

“ตอนนั้นฉันก็บอกแกแล้ว ว่าทำแบบนั้นยังไงมันก็ไม่มีทางไปถึงฐานทัพของเอเลี่ยนได้หรอก”

“ฉันก็แค่คิดแบบเด็กๆว่าถ้าตอนนั้นเราติดต่อกับเอเลี่ยนบนดาวดวงนั้นได้ มันคงจะเป็นอะไรที่น่าฮือฮามากๆก็เท่านั้น องค์กรนาซ่าจะต้องมาสัมภาษณ์ลงกินเนสบุ๊คเรื่องฉันกับแก ทำอย่างกับตอนนั้นแกไม่เห็นด้วยกับความคิดฉันงั้นนี่!

“บอกไว้เลยว่าฉันไม่เคยเห็นดีเห็นงามกับเรื่องแผลงๆที่แกอยากเล่นเลยซักอย่าง -_-* วันไหนที่แกชวนฉันเล่นเกมที่มันไม่โลดโผนเป็นเกมปกติเหมือนเด็กบ้านอื่นวันนั้นคงเป็นวันที่น้ำสามารถท่วมหลังเป็ดได้” บาโรปล่อยให้คนข้างๆใช้ไหล่ของตัวเองเป็นที่หนุนนอนได้ตามใจชอบแม้ปากจะพูดขัดเพื่อน รู้สึกได้ถึงกระแสสายตาที่ส่งมาอย่างแรงก่อนจะตามด้วยเสียงทุบดังอั้กที่หลังอย่างแรงด้วยความโมโห

“แกไม่พอใจนักก็ไม่ต้องมาเป็นเพื่อนกับฉันสิ -^-

“ทำอย่างกับฉันอยากเป็นเพื่อนกับแกตายแหละ ตอนเด็กๆเวลาเล่นก็เอาเปรียบข่มเหงแกล้งฉันสารพัด นิดๆหน่อยๆก็วิ่งร้องไห้ไปฟ้องปู่กับแม่ฉัน นิสัยแบบนี้ถ้าฉันไม่ยอมคบด้วยแกก็คงไม่มีเพื่อนเล่นเหมือนกันนั่นแหละ” บาโรแลบลิ้นใส่ก่อนจะเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป ซานดึลได้ฟังแล้วหน้ามุ่ยยิ่งกว่าเดิมเพราะแทงใจดำไปถึงนิสัยของตัวเองในอดีต คนตัวเล็กขมวดคิ้วเป็นโบว์แล้วลุกพรวดไม่ใช้ไหล่เขาเป็นที่หนุนดูดาวอีกต่อไป

“เออ ฉันมันนิสัยแย่ เล่นทะโมนทำให้แกโดนตีโดนว่าทุกวัน ทำผิดก็ไม่ยอมรับผิดขี้แงขี้ฟ้องจนไม่ใครอยากเล่นด้วยแล้วมันจะทำไม แกมันก็ไม่ได้มีดีไปกว่าฉันนักหรอก คิดว่าตัวเองนิสัยดีมากจนใครๆก็อยากเป็นเพื่อนด้วยนักหรือไง” ซานดึลว่าเสียงขุ่นคล้ายคนอารมณ์เสียก่อนจะถอนหายใจฟึดฟัดทำท่าจะลุกขึ้นกลับไปนอนในเต็นท์ บาโรมองคนข้างๆอย่างรู้สึกผิดแต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำขอโทษออกมา

“แล้วเบอร์กับ Hi5 พี่จินยองอ่ะเมื่อไหร่จะให้ ฉันอยากทำกิจกรรมอะไรที่นี่ให้มันจบๆแล้วก็กลับบ้านซักที อยู่กับแกนานๆแล้วอารมณ์กร่อยชะมัด”

“ไม่ให้” บาโรตอบห้วนๆแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น ซานดึลอ้าปากหวออย่างไม่อยากจะเชื่อหู

“แกว่าไงนะ”

“ฉันบอกว่าฉันไม่ให้ก็คือไม่ให้ แกอยากได้ก็ไปสืบเอาเอง อยากซื่อบื้อตามฉันมาที่นี่ด้วยเหตุผลงี่เง่าแค่นี้ทำไมล่ะ” บาโรเองก็หน้าบอกบุญไม่รับไม่แพ้กัน ซานดึลโกรธจนหน้าแดง

“แกอย่าบอกนะว่าที่แกทำไปทั้งหมดนี่ก็เพราะว่าแกตั้งใจหลอกใช้ฉัน”

“เออ ฉันหลอกใช้แกพอใจยัง ต้องให้ย้ำซ้ำอีกรอบหนึ่งมั้ย” บาโรว่าเสียงแข็งด้วยระดับน้ำเสียงที่เริ่มดังขึ้นไม่แพ้กัน ซานดึลกัดฟันกรอดก่อนจะผลักบาโรออกอย่างหัวเสีย

“ไอ้คนนิสัยไม่ดี หลอกฉันทำไมวะตอบมาดิ อยากได้มากนักเหรอเกียรตินิยมอ่ะ ได้ไปแล้วมันกินแทนคำว่าเพื่อนได้มั้ย”

“พี่จินยองดีเกินไปสำหรับคนอย่างแก แล้วฉันก็ไม่สนไอ้คำว่าเพื่อนหรือมิตรภาพสิบกว่าปีอะไรนั่นที่แกว่าด้วย” บาโรนั่งกอดเข่านิ่งๆไม่ยอมสบตาซานดึลทั้งที่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นทุกที

“เออ ไม่ต้องย้ำแล้วว่าฉันนิสัยแย่ ฉันรู้ตัวเองดี ไม่จำเป็นที่แกจะต้องคอยมา

“คนนิสัยแย่ๆอย่างแกมันก็เหมาะแค่กับคนอย่างฉันเท่านั้นแหละ”

…!!!

หัวสมองของซานดึลขาวโพลนเมื่อได้ยินประโยคเมื่อกี้นี้ออกมาจากปากบาโรที่ยังคงนั่งแหงนหน้าทำเป็นมองดูดาวข้างบนฟ้าเหมือนเดิม ทั้งที่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาทำอะไรแบบนั้นเลยซักนิด แต่ในที่สุดดวงตาคนก็ลอบหันมาจ้องหน้ากันตรงๆแล้วพูดประโยคถัดไป

“ไหนแกบอกตอนเด็กๆว่าจะให้ฉันเป็นคนดูแลแกไง แกหนีฉันไปเรียนไกลถึงโซลทำไมวะ”

“แกไม่มีทางรู้หรอกว่ามันทรมานแค่ไหนกว่าจะต้องรอเวลาให้ถึงปิดเทอมฤดูร้อนในแต่ละปี แกไม่เคยรู้หรอกว่าถึงฉันจะอ่านจดหมายหรือโปสการ์ดที่แกเขียนมาให้ยาวขนาดไหนมันก็ไม่เคยมีความสุขเท่ากับการที่ฉันได้เจอหน้าแก แค่นี้ช่วยทำความเข้าใจให้มันง่ายๆแกจะตายหรือไงวะเป็ด” บาโรว่าด้วยน้ำเสียงแผ่วลง ซานดึลนัยน์ตาสั่นระริกยังประมวลผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ทัน บาโรถอนหายใจอย่างอึดอัดที่ดันต้องเป็นฝ่ายพูดประโยคอะไรแบบนี้ออกมาอยู่ฝ่ายเดียว ทุกอย่างรอบตัวเงียบกริบแม้แต่เสียงของเปลวไฟเล็กๆที่ให้ความอบอุ่นดังปะทุกันยังดังไม่เท่าเสียงหัวใจที่กำลังเต้นแรงของเขาในตอนนี้

“ฉันก็แค่อยากเรียนให้เก่งๆ จะได้ไปต่อมหาลัยที่โซล คอยช่วยเหลือปกป้องแกใช้เวลาอยู่กับแกอย่างที่เคยทำตอนเด็กๆ ฉันอดคิดไม่ได้ว่าตอนแกอยู่ที่นู่นจะเป็นยังไง จะมีใครตามใจแกเหมือนฉันอีกมั้ย แกจะลำบากขาดเหลืออะไรหรือเปล่าเวลาที่ไม่มีฉันอยู่ด้วย” บาโรถอนหายใจพลางหลบซ่อนแววตาที่สั่นไหว “แต่มาคิดไปคิดมาฉันคงไม่ดีใจเท่าไหร่ถ้าอยู่ที่โน่นแล้วจะมีคนที่คอยเป็นห่วงเป็นใยแกอย่างที่ฉันเป็นห่วง”

“ไอ้กระรอก” น้ำใสๆที่เอ่อรื้นดวงตาคู่สวยทำท่าจะไหลออกมา บาโรหันไปมองแม้จะมีสีหน้าที่เรียบเฉยเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่มืออุ่นกลับยกขึ้นเพื่อเช็ดคราบหยดน้ำเหล่านั้นออกให้อย่างแผ่วเบาอย่างที่ไม่เคยทำให้มาก่อน ก่อนที่ริมฝีปากอุ่นจะแนบลงกับแก้มนุ่มที่เป็นรอยบุ๋มนั้นอย่างนุ่มนวลหากแต่ไม่อ้อยอิ่งชักช้ามากเกินไป เสียงหัวใจของซานดึลเต้นดังตึกตักนั่งตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้คนข้างๆถอนริมฝีปากออกจากแก้มขาวนั้นอย่างช้าๆ

“แกจำเรื่องลักยิ้มที่ฉันชอบให้แกเล่าได้ใช่มั้ย”

“อะอืม” ให้เล่าบ่อยขนาดนั้นจำไม่ได้ก็สมองเสื่อมแล้วมั้ย

“ขอฉันเป็นคนที่รักษาความน่ารักสดใสไว้ในแก้มของแกแทนนางฟ้าคนนั้นได้ป่ะวะ”

” เสียงทุ้มนุ่มที่คอยกระซิบอยู่ข้างหู ลมหายใจอุ่นจนเกือบร้อนที่เป่ารดผิวกาย แสงดาวที่กระพริบระยิบระยับบนท้องฟ้าเหมือนจะพอดิบพอดีกับจังหวะการเต้นของหัวใจของทั้งคู่ที่กำลังเต้นโครมครามอยู่ภายในอก บาโรเงียบไม่พูดอะไรต่ออีกเพราะคงกำลังลุ้นอยู่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง หากแต่ซานดึลกลับทำลายความเงียบด้วยการนั่งยิ้มแล้วหันไปบอกเบาๆ

“นึกว่าแกจะไม่ยอมพูดมันออกมาแล้วซะอีก ^^

“ฮึ? นี่อย่าบอกนะว่าแก

“เออ ถึงฉันจะเรียนได้เกรดน้อยก็ใช่ว่าฉันจะโง่ทุกเรื่องนะเว้ย” ซานดึลเอามือขยี้แก้มที่โดนจมูกและริมฝีปากของอีกคนฉวยโอกาสไปเมื่อกี้ ก่อนจะเช็ดม่านน้ำตาที่เอ่อรื้นแล้วจ้องตากันตรงๆด้วยสีหน้าเขินๆ “รู้หมดนั่นแหละ ตั้งแต่แกไม่ได้มีทำจิตอาสาที่นี่จริงแต่ชวนฉันมาแคมปิ้ง รู้หมดแหละแต่แค่ขี้เกียจจะพูดเพราะกลัวแกจะเสียความมั่นใจ -3-

“ทำไมแกเป็นคนร้ายกาจแบบนี้วะเนี่ย -_-*” บาโรจิ๊ปากอย่างขัดใจ ซานดึลรู้หมดนี่ได้ยังไง เขาไปทำอะไรที่มีพิรุธท่าทางน่าสงสัยอย่างนั้นเหรอ

“แกบอกฉันว่าจะปลูกต้นไม้ทำจิตอาสา แต่แกเผือกไม่เอาต้นไม้มาจะปลูกยังไงล่ะ คิดสิคิด!” เหมือนคนตัวเล็กจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่เขากำลังสงสัยเลยช่วยขยายความต่อให้ บาโรแทบจะเอามือตีหน้าผากตัวเองแรงๆหากแต่เสียงหัวเราะคิกคักของซานดึลดันดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศความตึงเครียดเอาซะก่อน

“ที่ฉันยอมมาก็เพราะอยากรู้ว่าแกมีแผนจะทำอะไร จริงๆฉันก็แค่อยากให้แกยอมรับออกมาตรงๆอ่ะว่าแกชอบฉัน ฉันพยายามทำตัวให้แกหึงตั้งหลายรอบแค่นี้เข้าใจให้มันง่ายๆไม่ได้หรือไง” ซานดึลย้อนคำพูดอีกคนทุกถ้อยคำ

“หึง?

“เออ เบอร์พี่จินยองอ่ะฉันไม่ได้เป็นคนอยากได้ ไอ้ชานนี่เพื่อนฉันที่อยู่ที่โซลมันเห็นรูปที่แกถ่ายกับพี่เขาแล้วดันชอบคลั่งไคล้เครซี่ตั้งแต่แรกเห็นต่างหาก ฉันก็เลยฉวยโอกาสนี้อาสาขอเบอร์พี่จินยองให้มันเพื่อที่จะลองใจแกไง” คนแก้มห้อยยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจกับแผนการตัวเองสุดฤทธิ์ บาโรนิ่งอึ้งไปพักใหญ่กับคำสารภาพทั้งหมดของอีกฝ่ายก่อนจะรวบรวมสติถามกลับไปอย่างอายๆ

“ลองใจแล้วได้ผลว่าไง

“อย่ามาแกล้งโง่ ก็ถามใจแกดูเอาสิ ^^” ยิ้มใสๆน่ารักผุดพรายเต็มใบหน้าจนเกิดเป็นรอยบุ๋มเล็กๆที่แก้มอีกครั้ง บาโรจ้องตาเพื่อนสนิทอย่างรู้กันก่อนที่ทั้งคู่จะปล่อยเสียงหัวเราะออกมากับความรู้สึกดีๆที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของแต่ละคนมากขึ้นอย่างไม่สามารถหยุดยังมันในตอนนี้ได้

“สรุปที่ตอนเด็กๆแกเคยพูดว่าแกอยากแต่งงานกับฉันนี่แกอยากแต่งจริงๆดิ?

“ฉันก็บอกใบ้แกไปแล้วไงว่าฉันพูดด้วยจิตใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์!” ซานดึลถอนใจกับความซื่อบื้อตีความไม่ออกของอีกคน “เด็กน่ะเขาไม่โกหกกันหรอกนะรู้ไว้ด้วย”

“แล้วยังไงต่อดีวะ” บาโรถามยิ้มๆด้วยความสุขที่แทบเอ่อล้นออกมาเต็มหัวใจ

“ยังไงต่อนี่คืออะไร”

“หมายถึงแกกับฉันอ่ะ จากนี้ไปจะเอาไงต่อดี”

“แกชวนฉันมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์อะไรล่ะ” ซานดึลย้อนถาม

“ทำตามจุดประสงค์ของแกไปเหอะ ครั้งนี้ฉันจะไม่ขัดแกละ ฉันเองก็รอให้ถึงปิดเทอมหน้าร้อนครั้งต่อไปไม่ไหวแล้วเหมือนกัน” คนตัวเล็กว่าง่ายๆพลางเปลี่ยนท่าเป็นนั่งขัดสมาธิแทนการกอดเข่าแล้วมองตาของบาโรลึกลงไปใกล้ๆ “พูดมาฉันรอฟังอยู่”

“แก

“เอ่อ..แกจะว่ามั้ยถ้าเราจะเป็น

“โอ๊ย! -*- ยึกยักลีลาอยู่นั่นแหละเดี๋ยวฉันก็เล่นตัวโก่งราคาให้ซะเลยนี่” ซานดึลตีกล้ามแขนแน่นๆนั่นดังเผียะหลังจากที่ตั้งใจฟังอยู่นานแต่ยังไม่ได้คำตอบซักที บาโรหัวเราะร่าก่อนจะยอมพูดออกมาตรงๆ

“แกเป็นแฟนฉันนะ”

“เออ แค่นี้ก็จบ”

“มันง่ายขนาดนี้เลยเหรอวะ -0-;;

“ยัง! แกต้องสัญญามาก่อนว่าแกจะดูแลฉันตลอดไปเหมือนที่ซอนอูน้อยตอนนั้นเคยสัญญากับฉันเอาไว้” ซานดึลยื่นนิ้วก้อยออกมาตรงหน้ารอให้บาโรเกี่ยว บาโรมองตามอย่างไม่เข้าใจด้วยสีหน้ามึนงง คนตัวเล็กรีบพูดเร่ง

“เอ้า! ทำหน้าเซ่ออยู่ได้ ไม่สัญญาคำพูดแกเมื่อกี้ฉันจะถือว่ามันเป็นโมฆะนะ!!

“เออๆสัญญาก็ได้ ฉันจะเป็นคนดูแลแกแล้วก็ลักยิ้มน้อยๆของแกไปตลอดชีวิตเอง ฉันจะคอยปกป้องแกอยู่เคียงข้างแล้วก็ทำให้แกยิ้มแบบนี้ไปทุกวัน ฉันให้สัญญา

พอเห็นอีกคนทำท่าจะเอาจริงก็เป็นบาโรอีกตามเคยที่ยอมรีบยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวนิ้วเล็กๆของซานดึลตามคำเรียกร้องเหมือนตอนทั้งคู่ยังเป็นเด็กไม่มีผิด เมื่อนิ้วโป้งทั้งคู่ค่อยๆประสานแนบชิดกันช้าๆก็เกิดแรงดึงจากนิ้วก้อยของอีกคนส่งผลให้ร่างสูงกว่าโน้มเซเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว ริมฝีปากนุ่มละมุนทาบลงบนเรียวปากเขาพลางถ่ายทอดความรักและความสุขให้แก่อีกฝ่ายอย่างอ่อนหวานเนิ่นนาน วินาทีนั้นที่ริมฝีปากของทั้งคู่ได้แตะกันบาโรก็อมยิ้มอย่างรู้ตัวว่าเขาคงเสียรู้ให้ใครอีกคนหนึ่งอีกแล้ว

“โตๆกันแล้ว ประทับตราแค่นิ้วโป้งมันไม่พอหรอกแกว่ามั้ยล่ะ” ยิ้มซุกซนที่คลี่ออกระหว่างที่ละริมฝีปากที่ละเลียดออกจากกันเบาๆทำให้บาโรใจเต้นแรงตึกตักอีกครั้งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาแล้วพยักหน้าตาม

“อืมแกว่ายังไงฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ” คราวนี้ร่างสูงได้ดึงเอวอีกคนให้กลับมารับสัมผัสอบอุ่นนั้นอีกครั้งอย่างเนิ่นนาน แสงของกลุ่มดาวทั้งเจ็ดดวงบนค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความรักทอประกายวิบวับแข่งกับกองไฟเล็กๆที่ให้ความอบอุ่นแก่ความรักที่ฉ่ำหวานอยู่หน้าเต็นท์ ซานดึลพูดถูกเขาเองก็ขี้เกียจจะรอปิดเทอมฤดูร้อนปีหน้าอีกต่อไปแล้วเหมือนกัน

แล้วมันก็กลับกลายเป็นผมที่ได้เป็นคนเก็บรักษารอยยิ้มและความสดใสไว้ในลักยิ้มคู่นั้นอย่างที่เราเคยให้สัญญากันไว้

ขอบคุณที่รักษาสัญญานะไอ้เป็ด


PS. กรี๊ดดดดด ฟิคบาดึลเรื่องแรกที่ลองแต่ง ปลื้มปริ่มมาก T^T ในที่สุดก็แต่งจบถึงแม้พลอตจะไก่กาอาราเล่ก็เหอะ 55555555 เห็นพักนี้มีคนบ่นว่าฟิคบาดึลใหม่ๆหาอ่านยาก เราเลยลองแต่งให้อ่านกัน ไม่รู้ว่ามันออกมาดูดีเท่าที่ควรมั้ยแต่ก็พยายามแต่งเต็มที่แล้วเพราะเป็นครั้งแรก T_T ขอให้อ่านกันอย่างสะใจที่มีน้ำเข้ามาให้เราได้แจวเรือกันต่อ ใครอยากคอมเมนท์ติชมก็สามารถคอมเมนท์บอกใต้ฟิคได้เลย หรือว่าจะติดแท็กในทวิตเตอร์ #ลักยิ้มบาดึล ก็ได้เราไม่ว่ากัน สำหรับวันนี้ขอให้อ่านซึมซับความหวานที่เรานำมาเสิร์ฟในเย็นนี้กันให้เต็มที่นะคะ รักรี้ดนะ ><


ผลงานทั้งหมด ของ choco_collon

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 00:15

    อันยองงงงง เรามาอ่านละ 555555 แต่ยังอ่านได้ไม่หมดทุกเรื่อง ก็ขอเรื่องบาดึลมาก่อนแล้วกันเนาะ ก็ฉันรักคู่นี้นี่นา!!!


    ขอบคุณที่เขียน มันน่ารักมาก พอทำให้หายคิดถึงได้บ้าง โมเม้นปกติก็น้อย ยิ่งสถานการณ์แบบนี้ก็คือน้อยเข้าไปใหญ่ แต่ก็ดีมีฟิคเยียวยาหัวใจ แล้วก็ชอบตีมฟิค กับส้มด้วย น่ารัก


    มาเรื่องฟิค ความสัมพันธ์แบบเพื่อนตอนแรกก็คิดว่าเพื่อนจริง แต่ที่ไหนได้มีสัญญาใจกันไปอีกกกกก ก็ไม่ใช่เพื่อนตั้งแต่เด็กแล้ว

    บามีความเป็นพระเอกเสมอ ปากหนักก็จริง แต่ก็ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อยัยดึลจอมขี้บ่นอ่ะ ชอบที่บาพยายาม โคตรอบอุ่นเลย อยากกอดอ่ะตอนที่สารภาพรัก 5555 ขอเป็นแฟนก็ดูจะงงๆ แต่แบบมันคือเสน่ห์ของนางนะ อยากครอบครองไว้เอง

    ส่วนนายเอกอ่ะ ยัยซานดึลลลพูดเยอะพูดยาวมาก นี่เทอ ค่าตัวก็เท่าๆพระเอกไหม ทำไมพูดเก่ง เรื่องไหนเรื่องนั้นยัยดีลคนซ่าส์นะ5555 คาแรคเตอร์ไหนจะเหมาะกว่านี้ไม่มีละ ฉลาดขึ้นมาเลยนะยะ ตอนท้ายเนี่ย แต่ก็ดี ต้องคู่กันแหละถึงเหมาะสม อิอิ


    สรุปภาพรวมเรื่องก็คือชอบโทนชอบบรรยากาศเงียบๆสงบมาก มันดูไปเรื่อยๆเหมือนกับความสัมพันธ์เลย เห้อมมมมม


    ขอบคุณที่แต่งบาดึล

    คิดถึงมาก :)

    #2
    0
  2. #1 bbowtnp (@bbowtnp) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 23:57
    กรี้ดดดดดดดด บาดึลลลล><ขอบคุณไรท์ที่เขียนบาดึลก่อนเลยอันดับเเรก//กราบเบญจางคประดิษฐ์ ขอบคุณค่าาาา???????????????????????? บาลุคเนิร์ดๆไม่ค่อยมีให้เห็นกันบ่อยๆ5555เราก็นึกว่าตั้งใจทำการบ้านเป็นคนขยันแต่เปล่าาาอยากรีบไปเจอดึลโดนคุณปู่หลอกจนหงอยเบยยน่าเอ็นดูที่สุดดด>< ดึลก็นะทำกิจกรรมจนเกรดตก555โดนบาบ่นเบย????บาไม่ใช่คนกวนหรอก~แต่ถ้าจะกวนเค้ากวนกับดึลคนเดียวนั่นแหละอิ้อิ้ แล้วดึลนี่ก็หวงของกินจริงๆเลย555แบ่งบา3ส่วน4ยังเนียนแบ่งให้ไม่น้อยๆอีก ชอบเรื่องความเชื่อเรื่องลักยิ้มจังงทำไมดูน่ารัก5555ดึลคงฟังจนเอียน55จากที่พูด????ทนไปอีกหน่อยนะดึลก็นายดันมีลักยิ้มนี่นา~~ นึกว่าบาจะมีลับลมคมในดันชวนไปตั้งแคมป์ซะด้วยยดันเนียนให้ช่วยงานจิตอาสาเฉย555แลกกับเบอร์พี่จินยอง-0-ซานดึลช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย~ว่าเพื่อนคนนึงมันแอบมันคิดอะไรไปไกลกว่าเป็นเพื่อนกัลล~ รอไรท์มาต่อนะค้าาา><~ เยิ้ฟฟฟฟ เป็นกำลังจุยให้ตะเหมอ~~~~✌????✌????✌????✌????
    #1
    1
    • #1-1 bbowtnp (@bbowtnp) (จากตอนที่ 1)
      9 พฤษภาคม 2561 / 00:02
      ง้าาาาาบาดึลน่ารักกกT///Tทะเลาะกันตลอดแต่ก็รักกันปานจะกลืนกิน~ตอนทะเลาะกันนี่คิดว่าจะดราม่าซะแล้ววบาสารภาพลอยๆซะงั้น555แล้วดึลนี่รู้แล้วแต่แรกก็ไม่บอกกกปล่อยให้บาหึงหวงที่ขอเบอร์พี่จินยองตลอดดเว~//แอบเห็นนะะว่ามีกงยองหรือจินชาน555นั่นแหละ ตะหนูกล้าหาญมากกสู้กับงูเพื่อปกป้องดึลลี่เอาใจเราไป<3 แต่ที่อ่านละต้องอ่านซ้ำเลยคือจุดพลุส่งจดหมายไปดาวดวงอื่น5555ความคิดล้ำเลิสไปอีกค้าาาาไม่แปลกใจที่ปู่จะห้าม555 รวมๆแล้วถึงเนื้อเรื่องจะไม่ได้มีอะไรมากแต่มันอ่านแล้วยิ้มตามไม่หยุดเลย55555จะบอกว่ามีความสุขก็ว่าได้มันอ่านแล้วอบอุ่นหัวใจยังไงไม่รู้จิ~>< ขอบคุณไรท์ที่แต่งมากๆนะคะะะะ ทำให้ยิ้มก่อนนอนไปอีกกก^______^ ขอบคุณที่เเต่งบาดึลด้วยค่ะ555เพราะปกติแต่งแต่จินชาน~แต่แต่งบาดึลก็สนุกไม่แพ้กันเลยนะค้าาา ถึงจะเป็นเรื่องเเรกก็เถอะ~~อิ้____อิ้เป็นกำลังจุยให้ไรท์มีแรงแต่งไปเรื่อยๆนะเคิ้บบบบบบบ ร้ากกกกก<3
      #1-1