คัดลอกลิงก์เเล้ว

[OS B1A4] The Magic of Mistletoe

โดย choco_collon

"หากต้นมิสเซิลโทปรากฏขึ้น ณ ที่ใด ที่นั่นย่อมมีความรักที่สวยงามที่กำลังจะรอวันเบ่งบานขึ้นในไม่ช้านี้..."

ยอดวิวรวม

193

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


193

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


8
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  20 เม.ย. 61 / 09:24 น.
นิยาย [OS B1A4] The Magic of Mistletoe [OS B1A4] The Magic of Mistletoe | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

OS : The Magic Of Mistletoeผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mistletoe png






"หากต้นมิสเซิลโทปรากฏขึ้น ณ ที่ใด 

ที่นั่นย่อมมีความรักที่สวยงามที่กำลังจะรอวันเบ่งบานขึ้นในไม่ช้านี้..."



t
b

เนื้อเรื่อง อัปเดต 20 เม.ย. 61 / 09:24




OS : The Magic Of Mistletoe
         

           
              ปลายเดือนธันวาคมที่มีปุยนุ่นสีขาวนวลโปรยปรายปกคลุมพื้นหญ้าเขียวสด สายลมหนาวเย็นพัดพาเอากลีบดอกไม้สีหวานที่เคยผลิดอกออกใบส่งกลิ่นหอมหวานไปเสียหมดสิ้น เหลือแค่เพียงไม้ใหญ่ที่ยังยืนหยัดแผ่กิ่งก้านสีน้ำตาลแก่แห้งโล้นอย่างเดียวดายท่ามกลางความหนาวเหน็บของปลายเดือน

กลิ่นของคุกกี้อบใหม่หอมกรุ่นและไก่งวงตัวมโหฬารที่คาดว่าน่าจะเพิ่งถูกเอาออกมาจากเตาร้อนๆพร้อมเสิร์ฟ ทำให้ท้องของจินยองที่ว่างเปล่าเผลอร้องโครกครากประท้วงเสียงดังคล้ายอยากจะบอกให้เจ้าของร่างกายได้รับรู้ว่าตอนนี้ต้องการอาหารมากเพียงใด ชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มขมวดคิ้วแน่นด้วยความหงุดหงิดท้องเจ้ากรรมนั่นไม่น้อย ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกช้าๆระหว่างที่ห่อตัวภายใต้เสื้อสเวตเตอร์ตัวบางขาดๆที่สวมใส่ตามฐานะแล้วพึมพำด้วยเสียงที่ดูแคลน

“หิมะวันคริสต์มาส

ศีรษะสั่นคลอนน้อยๆคล้ายกับไม่ชอบใจในประเด็นที่พูดออกมาเมื่อกี้เท่าไหร่ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่พ่นออกมาคล้ายกับสมเพชตัวเอง หน้าต่างทรงกลมบานเล็กที่ถูกเจาะจากผนังเปลือกไม้ถูกปิดลงดังเอี๊ยดเพื่อหลบหนีอายหนาวเย็นของสายลมฤดูหนาว บ่งบอกถึงสภาพความเก่าของบ้านหลังนี้ว่าถูกสร้างมานานแค่ไหนแล้ว

“ผลเบอร์รี่กับไวน์ แล้วก็.” ชายหนุ่มแค่นยิ้มระหว่างที่เปิดตู้กับข้าวผุๆพังๆในบ้านของตัวเอง “ยังนับว่าโชคดีที่แกยังอยู่กับฉันจนถึงหน้าหนาวไอ้ขนมปังเพื่อนยาก”

จินยองจัดแจงเอาสิ่งที่มีอยู่น้อยนิดในตู้เก็บกับข้าวที่ว่านั่นห่อใส่ผ้าลายสก๊อตซ์สีแดงพลางผูกให้เป็นปมลวกๆ ชายโสดอยู่ตัวคนเดียวแถบชายป่าเกือบพ้นเลยเขตหมู่บ้านอย่างเขาคงไม่มีศรีภรรยาที่น่ารักมาคอยตระเตรียมห่ออาหารให้ไปกินระหว่างที่ออกไปทำงานเหมือนบ้านอื่นเขาหรอก

“อ้าว ขึ้นราหรอกเหรอวะ” คำสบถสองสามคำบ่นออกมาจากปากเบาๆบ่งบอกถึงความไม่พอใจเท่าไหร่นัก แต่ถึงกระนั้นมือหนาก็ยังบิขนมปังก้อนแข็งขึ้นราเขียวอื๋อตรงขอบขึ้นมากัดชิ้นแต่พอน้อย คิ้วเข้มข้างหนึ่งยกกระดกกับตัวเองเมื่อยัดเศษก้อนแข็งๆนั่นชิมเข้าปาก ก่อนจะพึมพำพร้อมกับเสียงที่ฟังแล้วดูไม่ยี่หระเท่าไหร่

“ก็ไม่เลว พอกินได้

ทำอย่างกับฐานะเขาในตอนนี้มีเงินมากพอให้ซื้อของกินมาวางเรียงรายให้เลือกนู่นเลือกนี่ได้ตามใจนักนี่มีเตียงให้ซุกหัวนอนในบ้านต้นไม้หลังเล็กๆแถบชายป่า มีฟืนในป่ามากพอให้เขาได้นำมาผิงไฟในยามฤดูหนาว เงินเก็บก้อนเล็กๆที่ได้จากการเล่นดนตรีเปิดหมวกเอามาซื้อขนมปังกับเหล้าไวน์ประทังชีวิต มีชาวบ้านในหมู่บ้านไม่ถึงห้าคนที่พอจะจำหน้าค่าตาของนักดนตรีพเนจรอย่างเขาได้

แต่ฤดูหนาวปีนี้ดูจะโหดร้ายมากกว่าเดิมเป็นพิเศษ กิ่งไม้แห้งที่จะนำมาใช้ทำเป็นฟืนเหลือร่อยหรอน้อยนิด คาดว่าคงจะมีพวกชาวบ้านในหมู่บ้านที่หัวหมอรู้คำพยากรณ์ทำนายอากาศฝนฟ้าล่วงหน้าถึงได้มาริดรอนพากันตัดขนฟืนออกไปแทบหมดทั้งป่าแบบนี้ เหลือเพียงแค่ต้นไม้เล็กๆที่ถูกหิมะหนาปกคลุมจนมองเกือบไม่เห็นและรอดพ้นสายตาไปได้ แล้วทีนี้จะใช้ชีวิตอยู่ในหน้าหนาวได้รอดปีนี้มั้ยวะเนี่ย

“ขึ้นอยู่กับเอ็งแล้วล่ะเมโล วันนี้ออกไปเผชิญโลกข้างนอกทำนายชีวิตกันซักตั้งเหอะว่ะ ถ้าเอ็งกับข้ายังไม่อยากจะแห้งตายอยู่ในบ้านต้นไม้แคบๆไม่มีใครหาศพเจอนี่” จินยองหยิบกีตาร์โปร่งเนื้อไม้แกะสลักทรงกลมคู่ใจขึ้นมาหมุนสองสามทีก่อนจะหยิบห่อมื้อเย็นของวันนี้ก้าวเดินฉับๆออกจากประตูบ้าน บานไม้หากฟังจากเสียงแรงเสียดสีแล้วดูไม่ต่างจากหน้าต่างเท่าไหร่นัก

“เมี้ยว~” เสียงร้องเรียกพร้อมอุ้งมือน้อยที่มีเล็บคมๆประดับอยู่เกี่ยวที่ชายเสื้อเขาจนเจ้าของร่างสูงต้องหันไปมอง มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางพูดกับสัตว์เลี้ยงหน้าขนของตัวเองที่เกือบลืมไปเสียสนิทว่ามันกำลังเกลือกกลิ้งนอนอยู่บนโต๊ะกินข้าวไม้โอ๊คที่ฝุ่นจับในบ้าน

“เอ็งจะไปด้วยมั้ยล่ะบึลลี่”

” แมวตาแป๋วตัวกลมขนฟูที่ว่าไม่ได้ส่งเสียงตอบอะไร แต่กริยาซุกหน้าลงกับอุ้งเท้าแล้วหลับตาพริ้มลงก็พอจะเดาได้ว่ามันอยากไปกับเขาด้วยหรือเปล่า

“อากาศหนาวๆแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเอ็งไม่อยากไป งั้นอยู่บ้านนี่แหละไอ้แมวจอมขี้เกียจ”

“เมี้ยว~

“อย่าตะกละกินไวน์ข้าเข้าไปอีกล่ะ เดี๋ยวกลับมาข้าจะซื้อปลาเทราต์ตัวโตๆซักตัวมาฝาก” น้ำเสียงนั้นหากฟังดูดีๆมีแววเอ็นดูเจ้าตัวเล็กนั่นอยู่ไม่ย่อย จินยองพับบานประตูปล่อยให้มันนอนแผ่อยู่บนโต๊ะกินข้าวไม้โอ๊คของตัวเองก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากบ้าน ขากำลังจะก้าวออกจากบ้านไปพ้นแล้วเชียวหากศีรษะไม่ไประเฉี่ยวกับอะไรบางอย่างเข้าเสียก่อน คนที่รีบหันกลับขึ้นไปมองบนบานประตูพลางหาสิ่งที่เกี่ยวหัวเข้าให้เมื่อกี้

“มิสเซิลโท?

จินยองหัวเราะน้อยๆอย่างดูแคลนเมื่อสายตาเห็นพุ่มดอกไม้เลื้อยสีขาวใบสีเขียวสดกำลังแตกกิ่งก้านอยู่บนประตูบ้านต้นไม้หลังน้อยของเขา ไม้ปรสิตกาฝากที่ทุกคนต่างให้ค่ามันมากมาย เพราะในช่วงวันคริสต์มาสมันกลับกลายเป็นดอกไม้ที่สามารถทำนายเรื่องชีวิตความรักได้อย่างน่าอัศจรรย์ หากมีต้นมิสเซิลโทขึ้น ณ ที่ใด แสดงว่าที่นั่นกำลังจะมีความรักที่สวยงามกำลังรอวันเบ่งบานในไม่ช้า หนุ่มสาวในหมู่บ้านจะพากันมาจุมพิตมอบความรักให้แก่กันใต้ต้นมิสเซิลโทอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ด้วยเหตุความเชื่อที่ว่าการจุมพิตกันใต้ไม้กาฝากน่าเกลียดต้นนี้จะช่วยทำให้ความรักของพวกเขายั่งยืน

ว่าแต่ไอ้ไม้กาฝากหน้าตาน่าเกลียดที่ว่านี่มาขึ้นที่หน้าบ้านเขาทำไม ในเมื่อดูวี่แววแล้วเขาเองก็คงยังไม่มีคนรู้ใจเร็วๆนี้แน่ ฐานะตัวเองก็ยังสร้างไม่ได้ ดูแลชีวิตตัวเองแต่ละวันก็แทบไม่รอด มีแค่บ้านต้นไม้หลังเล็กๆที่เดินสามก้าวก็แทบจะครบทั่วบริเวณบ้านแบบนี้ ผู้หญิงหรือใครที่ไหนจะอยากมาฝากชีวิตกับนักดนตรีพเนจรที่แทบจะไม่มีที่ซุกหัวนอนปลายเท้าอย่างเขากันล่ะ

“ไร้สาระ” เสียงจินยองพูดอย่างไร้ศรัทธาก่อนจะเลยผ่านพุ่มไม้ที่กำลังชูช่อผลิบานแข่งกับหิมะที่เริ่มโปรยปรายข้างนอกบ้านไปอย่างไม่ไยดี รองเท้าบู๊ธหนังขาดๆที่สวมมาพร้อมกับสเว๊ตเตอร์ไม่ได้ช่วยบรรเทาความหนาวเย็นจากอุณหภูมิของฤดูหนาวปลายเดือนธันวาคมได้เท่าไหร่นัก แค่ก้าวขาไปไม่กี่ก้าวขาทั้งขาก็แทบจะจมไปกับกองหิมะหนาที่ปกคลุมพื้นทั่วป่าในตอนนี้เกือบหมดอยู่แล้ว แต่ก็ด้วยความจำเป็นที่ว่าถ้าไม่ออกไปเล่นดนตรีที่ในหมู่บ้านตอนนี้ ฤดูหนาวเขาคงต้องอดตายอยู่ในบ้านโกโรโกโสของตัวเองเป็นแน่

ชายหนุ่มคงรีบเดินไปทำงานเลี้ยงปากท้องจนไม่ทันได้หันกลับไปมองว่าช่อดอกไม้กาฝากที่เขาตราหน้านั้น ตอนนี้กำลังเปลี่ยนสีดอกเป็นขาวบริสุทธิ์ส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋งคล้ายมีระฆังใบจิ๋วมาแขวนไว้อยู่หน้าประตูบ้าน ผลลูกเล็กๆของมันเริ่มขลับผิวตัวเองจนเป็นสีแดงเงางามน่ารักทั้งพวง คล้ายกับมีเวทมนต์แห่งวันคริสต์มาสดลบันดาลให้เป็นเช่นนั้น

 

แม้วันนี้อากาศจะเหน็บหนาวจนแทบเย็นยะเยือก เนื่องจากมีหิมะตกโปรยปรายลงมาต้อนรับฤดูหนาวทั้งวัน แต่หมู่บ้านเล็กๆแถบชายป่าก็ยังคึกคักไปด้วยเสียงเพลงและสีสันจากแสงไฟที่พากันนำมาฉลองเทศกาลคริสต์มาส

บทเพลงทำนองร่าเริงที่มีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับชายอ้วนในชุดแดงที่ชาวบ้านนำมาบรรเลงดนตรีกันซ้ำๆซากๆทำให้จินยองแอบลอบถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย เทศกาลแบบนี้อะไรๆก็ไอ้ลุงอ้วนนี่ตลอดตลอดเวลาที่เขาประพฤติตัวเป็นคนดีประกอบอาชีพซื่อสัตย์สุจริตจนแทบอดตายแบบนี้ไอ้ลุงอ้วนนั่นหายไปซุกหัวอยู่ที่ไหนซะล่ะ -_-* อย่างน้อยก็ควรจะให้กำลังใจเขาเป็นเงินซักก้อนพอให้เอาไปตั้งตัวในเมืองที่ห่างไกลจากที่นี่ หรือไม่ก็ขนมปังซักร้อยโหล กีตาร์ตัวใหม่ที่เสียงใสๆทำให้เขามีแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงและเล่นดนตรีมากกว่านี้

กลิ่นหอมของคุกกี้นมสด ไก่งวง ซุปหัวหอม และมันฝรั่งบดหอมฉุยจากบ้านของชาวบ้านในละแวกนั้น ผสมกับเสียงเพลงวันคริสต์มาสที่ร้องเฉลิมฉลองกันเฮฮาสนุกสนานทำให้ในวันนี้จินยองร้องเพลงเปิดหมวกไม่ได้เงินเท่าที่ควรนัก ก้อนขนมปังที่เตรียมมาจากบ้านก็กินระหว่างทางไปแล้วจนหมดเหลือแต่ห่อผ้าเปล่า ชายหนุ่มนั่งถอนหายใจพักตัวที่ริมบ่อน้ำพุซึ่งตอนนี้จับตัวเป็นน้ำแข็งทรงแหลมพวยพุ่งออกจากท่อดูน่ากลัวด้วยทีท่าสิ้นหวัง ลมหายใจเป็นควันผุยขาวๆออกมาจากจมูกเนื่องจากอุณหภูมิข้างนอกกำลังลดต่ำลงเรื่อยๆ ถ้าได้นั่งผิงไฟในบ้านให้ความอบอุ่นกับร่างกายสักครู่ อะไรๆก็อาจจะดีขึ้น

โครก

รวมถึงได้กินอาหารดีๆในเทศกาลคริสต์มาสแบบนี้ซักมื้อ จะได้ช่วยบรรเทาเสียงปิศาจในท้องเขาที่กำลังคำรามด้วยความหิวโหยให้สงบนิ่งได้เสียที ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าร่างกายของเขาตอนนี้กำลังอ่อนแรงเพราะความหิวโหยและหนาวเหน็บ จินยองพาร่างกายที่สั่นเทาเพราะความหนาวเข้ามาหลบเป่าลมจากปากร้อนๆใส่มือตัวเองที่หลังรูปปั้นน้ำพุ ริมฝีปากหนาแห้งซีดเซียวเกือบจะกลายเป็นสีเขียวคล้ำจากการโหมร้องเพลงดีดกีตาร์กลางหิมะนานมากเกินไป

แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ทั้งเขาและบึลลี่คงอยู่ไม่รอดพ้นฤดูหนาวนี้แน่

ดวงตาเรียวรีสีน้ำตาลแก่เฉกเช่นเดียวกับสีผมก้มลงมองเหรียญสีทองเพียงเหรียญเดียวที่ส่องประกายนอนแอ้งแม้งอยู่ในหมวกใบเก่าด้วยสายตาอิดโรย ริมฝีปากฝืนยิ้มเพื่อให้กำลังใจตัวเองเงียบๆพลางเก็บสิ่งที่ว่านั่นลงในกระเป๋าเป็นอย่างดี เงินแค่นี้จะซื้อปลาตัวเล็กๆให้ไอ้บึลลี่ซักตัวยังไม่พอเลย

“เมโล วันนี้ข้ากับเอ็งคงหมดโชคแค่นี้แล้วล่ะมั้ง” จินยองพูดกับกีตาร์ทรงกลมของตัวเอง พลางใช้มือที่แข็งเพราะความหนาวรูดไปตามสายเหล็กที่เย็นเจี๊ยบบนตัวกีตาร์เบาๆเพื่อให้แรงเสียดสีที่ว่านั้นช่วยลดความหนาวที่กำลังแล่นไปทั่วร่างกาย เกล็ดหิมะใสเกล็ดจิ๋วลอยมาแปะบนจมูกเขาตามแรงของสายลมหนาวที่กำลังโหมกระหน่ำ จินยองห่อตัวเองแน่นพร้อมซี้ดปากเบาๆ

“ถ้าข้านอนหนาวตายอยู่ที่นี่มันจะดูอนาถมากมั้ยวะ แต่คงไม่เป็นไรหรอกกระมังจะมีชาวบ้านซักกี่คนกันเชียวที่จำหน้าศพนักดนตรีเร่ร่อนอย่างข้าได้” มือหนาโกยหิมะก้อนเล็กๆขึ้นมาปั้นเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆตามที่ใจคิดระหว่างฆ่าเวลารอความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเยือกเย็น เล็บเริ่มแปรสภาพเป็นสีม่วงคล้ำขึ้นเรื่อยๆขณะที่เริ่มหยิบคว้าก้อนหินแถวนั้นมาเป็นตาให้กับใบหน้ากลมๆนั่นอย่างอารมณ์ดี ถ้าเขาตาไม่ฝาดหรือพร่าเลือนเพราะความหนาวสาบานได้ว่าเขาเห็นหินสีดำทั้งสองก้อนนั้นมีประกายวิบวับส่องแสงออกมา

“ได้ผู้ชมหนึ่งคนสำหรับค่ำคืนนี้ล่ะ ดูท่าน่าจะเป็นผู้ชมคนแรกที่ได้ฟังเพลงสุดท้ายที่ข้าแต่งก่อนตาย” จินยองยิ้มให้กับตุ๊กตาหิมะตัวเล็กที่เพิ่งปั้นเสร็จกับมือ สายตาเหลือบเห็นดอกมิสเซิลโทที่ห้อยระย้าอยู่ที่หินที่นั่งริมน้ำพุจึงจัดการเด็ดมาดอกหนึ่งเพื่อเสียบตรงกลางหน้าอกสำหรับทำเป็น

“หัวใจของเจ้าไง” จินยองยิ้มละไมให้มันพลางพูดต่อ “เพลงดีๆที่ข้าแต่งแบบนี้จำเป็นที่จะต้องใช้หัวใจในการฟัง ร้องเสียงสั่นหน่อยอย่าว่ากันล่ะ ข้าหนาวเหลือทน” ชายหนุ่มพ่นลมหายใจเป็นควันสีขาวพวยพุ่งออกมา ก่อนจะเริ่มพรมนิ้วดีดบรรเลงกีตาร์เป็นท่วงทำนองและเนื้อร้องง่ายๆตามความปรารถนาในจิตใจที่กำลังพลุ่งพล่านก่อนวาระสุดท้ายในชีวิตจะมาเยือน

“หัวใจของข้าถูกปลิดขโมยไปแล้วด้วยเจ้าของนัยน์ตาที่สุกใส” เสียงทุ้มประสานกับบทเพลงที่ดีดมาจากสายเสียงกีตาร์ได้อย่างลงตัวน่าฟัง หากแต่เสียงของคนร้องกลับสั่นเครือด้วยความหนาวเย็นที่กัดกินเข้าไปถึงกระดูกในร่างกายจนปวดร้าว

“ข้ารู้ว่าดวงตาคู่นั้นงดงามเพียงใด แม้เจ้าพยายามที่จะพูดกับข้า แต่ข้ากลับทำเป็นเมินเฉย” จินยองเลียริมฝีปากที่แห้งผากก่อนจะดีดกีตาร์ตัวเก่งต่อไปอย่างดึงดัน พร้อมเผชิญหน้ายอมรับกับความตายที่กำลังกัดกินร่างเขาอย่างช้าๆไร้ความปรานี

“เวลานั้นทำได้แค่เพียงเดินต่อไป ไม่ว่าจะในฤดูใบไม้ผลิ หรือแม้แต่ฤดูหนาว ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ ถึงแม้ว่าสายฝนจะเปียกปอนไปทั่วทั้งใบหน้า แต่ความรู้สึกของข้าก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป...

มือที่เคยดีดกีตาร์อยู่ตกลงข้างกายเพราะเจ้าของร่างได้หมดสติไปจากพิษความหนาวเย็นของลมหิมะที่กรรโชกแรง กีตาร์โปร่งทรงกลมหล่นลงกระแทกกับพื้นเสียงดังตึงกึกก้องไปทั่วจัตุรัสใจกลางหมู่บ้านแต่ช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังมีความสุขแบบนี้ คงไม่มีใครสังเกตเห็นนักดนตรีพเนจรที่นอนหนาวแข็งตายแทบไร้ลมหายใจอยู่ข้างหลังรูปปั้นน้ำพุเป็นแน่ เห็นจะมีแต่แสงเรืองรองคล้ายดาวตกขนาดเล็ก ที่โปรยปรายมาจากช่อมิสเซิลโทซึ่งเสียบอยู่ที่หน้าอกแทนหัวใจตุ๊กตาหิมะตัวกระจ้อยร่อยเท่านั้นที่เปล่งประกายระยิบระยับไปทั่วบริเวณ คล้ายอยากจะบอกว่าเวทมนต์ในวันคริสต์มาสนั้นมีอยู่จริงโชคไม่ดีนักที่จินยองอยู่ไม่ทันได้เห็นมัน

ตุ๊กตาหิมะตัวจิ๋วที่เคยตั้งแน่นิ่งไร้ชีวิต บัดนี้กลับขยับเขยื้อนกายเปลี่ยนแปลงร่างทีละน้อย จากร่างก้อนหิมะกลมๆกลับกลายเป็นเจ้าของร่างเล็กที่ค่อยๆนั่งพับเพียบบิดขี้เกียจช้าๆหากดูแล้วเหมือนหนุ่มน้อยที่ร่าเริงแจ่มใส แววตาสุกใสพร่างพรายเหมือนเกล็ดหิมะน้อยๆฉายแววซุกซนจากรอยยิ้มที่เผยอออกมาจากปากจิ้มลิ้มมีเลือดฝาดสีชมพูจัด ย้อนแย้งกับสภาพอากาศที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง เรือนผมสีเทาอ่อนเหลือบเงินสะท้อนแสงเป็นประกายวิบวับพริ้วไหวตามสายลมเย็นดูนุ่มนิ่ม เจ้าของร่างบางมองปุยนุ่นหิมะที่โปรยปรายรอบตัวอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปทำหน้าตกใจเมื่อเห็นร่างสูงที่นอนพับแน่นิ่งไม่ได้สติอยู่ข้างๆตนเอง

“เจ้านาย

เสียงหวานยามเมื่อเอื้อนเอ่ยคล้ายพวงระฆังลูกเล็กในวันคริสต์มาสที่สั่นกรุ๋งกริ๋ง ทำให้จินยองที่แทบสิ้นลมหายใจอยากฝืนร่างกายลืมตาขึ้นมาดูเดี๋ยวนั้นว่าเจ้าของเสียงใสที่ว่านั้นเป็นใครมาจากไหนกันแน่

ใครกันนะที่มองเห็นนักดนตรีจนๆอย่างเขาใกล้ตายในสถานที่แบบนี้คิดว่าจะไม่มีคนมาเห็นเขาในสภาพแย่ๆแล้วเชียว

“เจ้านายอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ ข้ายังฟังเพลงของเจ้านายไม่ทันจบเลย”

เพลงของเขางั้นหรือ…?

“มือเย็นจัง เจ้านายหนาวมากงั้นเหรอ ข้าจะทำยังไงดีเจ้านายแข็งใจนิดหนึ่งนะ” จินยองเห็นแค่เพียงภาพรางๆของร่างบางที่ว่านั่นกำลังประคองเขาขึ้นอย่างทุลักทุเลแล้วใช้ลำตัวนิ่มๆนั่นตระกรองกอดเขาไว้ในอ้อมแขน กลิ่นหอมคุ้นเคยของดอกไม้อะไรบางอย่างที่เหมือนเพิ่งได้กลิ่นมันไปก่อนหน้านี้ทำให้จินยองอยากลืมตาขึ้นมาดูใบหน้าของบุคคลที่ช่วยชีวิตเขาไว้ในครั้งนี้เต็มทน หากแต่สภาพร่างกายที่อ่อนแรงตอนนี้ทำให้ไม่สามารถฝืนได้ไหว ทำได้แต่เพียงทิ้งตัวอยู่ในอ้อมกอดอ่อนโยนนั้นนิ่งๆพลางฟังเสียงหวานเจื้อยแจ้วนั่นพูดเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบไป

“ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้านายตลอดฤดูหนาวปีนี้เอง อย่ากังวลไปเลย

 

กลิ่นหอมของแตงกวาผสมกับกลิ่นอับในบ้านที่คุ้นเคย บวกกับสัมผัสนุ่มๆของผ้าฝ้ายชุบน้ำอุ่นที่แปะลงเบาๆอย่างนุ่มนวลบนหน้าผากทำให้จินยองเริ่มได้สติขึ้นมาทีละน้อย เปลือกตาที่หนักอึ้งเริ่มยกขึ้นอย่างยากเย็นก่อนจะพบว่าเขาไม่ได้นอนอยู่ที่ข้างจตุรัสน้ำพุในหมู่บ้านอีกต่อไป ใบหน้าที่มีโครงหล่อหากแต่ดูซีดเซียวไปสักนิดรีบหันขวับซ้ายทีขวาทีก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนแข็งๆในบ้านต้นไม้โกโรโกโสของตัวเองเรียบร้อยแล้ว พอหันไปอีกทางก็พบเจ้าของใบหน้าแป้นแล้นสดใสที่ยิ้มรับเขาอยู่ระหว่างที่เอาผ้าชุบน้ำนั้นเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้

“ฟื้นแล้วเหรอเจ้านาย ><

“เห้ย!

“หะ..เห้ย O_O!ร้องเห้ยเพราะอะไรงั้นหรือ” ดวงตาใสๆคล้ายเกล็ดหิมะนั้นยามเมื่อเบิกโพลงเลียนแบบท่าทางตื่นตกใจของเขามองดูน่าขันไม่เบา แต่จินยองก็ไม่มีแก่จิตแก่ใจจะมาชื่นชมความงดงามของเจ้าตัวในตอนนี้

“จะ..เจ้าเป็นใคร แล้วเข้ามาในบ้านข้าได้ยังไง!?” จินยองกระถดตัวไปยังหัวเตียงด้วยความรวดเร็วตามสัญชาติญาณ คนแปลกหน้าตาใสกระพริบตาปริบๆก่อนจะปีนขึ้นมาบนเตียงเขาบ้างแล้วนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงปลายเตียง

“เจ้านายไม่ได้ลงกลอนประตูบ้านนี่นา อย่าว่าแต่ข้าเลยโจรขโมยที่ไหนก็เข้ามาได้ ^^” น้ำเสียงเล็กๆกลั้วเจือความขำนั้นทำให้จินยองเริ่มร้อยเรียงสติและเหตุการณ์ต่างๆทีละนิด

“แปลว่าเจ้าไม่ใช่โจรขโมย?

“ในบ้านเจ้านายไม่มีอะไรให้ขโมยได้หรอก แม้แต่เกลือจะเอามาทำซุปแตงกวาเย็นให้ท่านกินข้ายังต้องขอยืมจากท่านบาโรเลยคิดดูสิ” กลีบปากบางนั้นห่อเบะกับตัวเองพลางชูชามไม้ที่บรรจุซุปแตงกวาเย็นให้เขาดู “แต่ก็จริงดังท่านว่าข้าไม่ใช่ขโมย หรือถ้าเป็นจริงข้าคงจะเป็นขโมยที่ซื่อสัตย์และภักดีกับเจ้านายที่สุดในชีวิตเลยล่ะ ^__^

“บาโรเจ้าหมายถึงท่านบาโรขุนนางชั้นสูงที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั่นหรือ”

“ไม่ผิดหรอก ท่านบาโรคนนั้นเป็นแน่ คนที่มีบ้านใหญ่โตหรูหราฟู่ฟ่าโอ่อ่ามโหฬาร มีรถม้าคันสวยแล้วก็เป็นคนพาท่านและข้ามาส่งยังบ้านหลังนี้ ไม่งั้นข้าเองก็คงไม่รู้ว่าบ้านท่านอยู่ที่ไหน” คนเล่ายิ้มตาหยีพลางส่ายหัวไปมาด้วยท่าทีซุกซนระหว่างที่ใช้ช้อนไม้ลองชิมซุปแตงกวาเย็นที่ถือในมือ

“หงึเค็มไปหน่อย ข้าเพิ่งทำครั้งแรกอาจจะใส่เกลือหนักมือไปบ้าง ><

“เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามเลยว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน แล้วเหตุใดจึงเข้ามาอยู่ในบ้านข้าได้อย่างไม่น่าละอายแบบนี้!” น้ำเสียงดุเกือบตะคอกของจินยองทำให้ใบหน้าติดไปทางสวยนั้นย่นลงพลางขมวดคิ้วใส่เขาอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก

“ดุข้าทำไมกัน นี่เจ้านายจำข้าไม่ได้หรอกเหรอเนี่ย -3-

“แล้วเหตุใดจึงต้องเอาแต่เรียกข้าว่าเจ้านาย ข้าไปทำตัวยิ่งใหญ่มีลูกน้องกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” จินยองจ้องมองพินิจคนที่ทำตัวเหมือนเด็กน้อยจอมซนอย่างเอาเรื่อง

“เจ้านายเป็นคนสร้างข้าขึ้นมาจากบทเพลงนั้นที่เจ้านายแต่ง ข้าคือตุ๊กตาหิมะตัวนั้นที่เจ้านายให้ดอกมิสเซิลโทเป็นหัวใจแก่ข้ายังไงเล่า”

“ข้าคือจิตวิญญาณของวันคริสต์มาสที่ซานต้าคลอสส่งมาให้เจ้านาย ท่านได้ยินคำขอของเจ้านายก็เลยส่งข้าให้มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้านายตลอดฤดูหนาวนี้ ^^ คนที่อ้างตัวว่าเป็นตุ๊กตาหิมะยิ้มหน้าเป็นแล้วเอียงคอยื่นหน้าให้จินยองได้ดูใกล้ๆ เจ้าของใบหน้าคมคายถอยหนีห่างอย่างไม่ไว้ใจ

“บ้าไปแล้วข้าขอขนมปังหรือไม่ก็เงินต่างหากล่ะ ทำไมถึงกลายเป็นเจ้าไปได้”

“อ้าว -0-;; ข้ามีค่ามากยิ่งกว่าขนมปังกับเงินที่เจ้านายขออีกนะ”

“มั่นใจในตัวเองไปหน่อยล่ะมั้ง ไอ้เมโลยังจะดูมีประโยชน์มากกว่าเจ้าเป็นไหนๆ” จินยองหมายถึงกีตาร์โปร่งตัวโปรดของตัวเองที่ใช้ทำมาหากิน “คิดยังไงตาอ้วนชุดแดงนั่นถึงได้ส่งเด็กกะโปโลพูดมากอย่างเจ้ามาให้ข้ากัน”

“ข้าไม่ใช่เด็กกะโปโลพูดมาก ข้าป็นตุ๊กตาหิมะสารพัดประโยชน์และเป็นของขวัญวันคริสต์มาสที่ดีที่สุดในโลก อย่างไรเสียข้าก็จะอยู่กับเจ้านายจนกว่าฤดูหนาวนี้จะผ่านพ้น -^-

“ดื้อด้าน” จินยองว่าเบาๆพลางโขกศีรษะทุยน้อยๆที่มีเรือนผมสีเทาอมเงินสลวยปนอยู่อย่างนึกหมั่นไส้ เจ้าตัวย่นปากแล้วร้องโอดโอยเสียงงุ้งงิ้ง

“เจ้านายลงโทษข้าเรื่องใดกัน T_T*

“ข้าหมั่นไส้ในความดื้อดึงของเจ้า ต้องมีเหตุผลอื่นด้วยหรือไง”

“ขนมปังอาจจะช่วยทำให้ท่านอิ่มได้ แต่ทำกับข้าวหาอาหารมาให้ท่านกินแบบนี้ได้หรือเปล่าล่ะ”

” เสียงเล็กใสเถียงฉอดๆพลางตักซุปแตงกวาใสแจ๋วขึ้นมาจ่อตรงหน้าเขา จินยองเหลือบมองพลางถลึงตาใส่เด็กอวดดีที่ทำหน้ามุ่ยใส่เขาอย่างน่ารัก

“แล้วเงินน่ะมันก็เป็นเพียงแค่เหรียญที่ทำมาจากแร่ธาตุแข็งๆ ข้าเป็นคน มีทั้งชีวิต มีทั้งเลือดเนื้อเชื้อไขนุ่มนิ่มไปทั้งตัวแบบนี้ ยังเอาที่ไหนมาไม่พอใจข้าได้อีกหรือเจ้านาย”

“นี่เจ้า-*-

“ข้าไม่หยุด ท่านจะหาว่าข้าพูดมากเถียงท่านฉอดๆใช่หรือเปล่าล่ะ เจ้านายสร้างข้าขึ้นมาเจ้านายก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำสิ ข้าอยู่ที่นี่แค่เพียงหมดฤดูหนาวนี้เท่านั้น หากเจ้านายทำตัวไร้ศรัทธาความเชื่อมั่นอยู่เช่นนี้ เจ้านายจะมีชีวิตรอดต่อไปโดยไม่มีข้าได้อย่างไร”

จินยองนิ่งงันไปเมื่อถูกสวนกลับ นัยน์ตาใสแจ๋วตอนนี้ดูมีร่องรอยความขุ่นเคืองหลังจากที่เถียงเขาเป็นวรรคเป็นเวรแทบไม่หยุดหายใจ เสียงถอนหายใจกลั้วขำดังมาจากฝ่ายที่สูงวัยมากกว่าก่อนจะระบายรอยยิ้มอย่างเอ็นดูปนหมั่นเขี้ยวเล็กน้อย

“หมายความว่าเจ้าจะอยู่กับข้าแค่ก่อนถึงฤดูใบไม้ผลินี้ใช่หรือไม่”

“ข้าก็ไม่ได้อยากอยู่กวนใจท่านนานนักหรอก หากท่านซานต้าไม่ส่งข้ามา -^-” คนตัวเล็กเชิดปากกับจมูกจนแทบมารวมกันบนใบหน้าอย่างถือดี ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากด้วยความขำราวกับกำลังมองดูเด็กน้อยที่กำลังตั้งแง่แสนงอนกับผู้ใหญ่

“ให้มันน้อยๆหน่อยเจ้าหนู”

“เจ้านายเยอะกับข้าก่อนทำไมล่ะ”

“เจ้าชื่ออะไร ข้าจะได้เรียกให้มันถูก” ในที่สุดจินยองก็เปลี่ยนน้ำเสียงมาสนทนากับคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงดีๆ คนถูกถามอมยิ้มจนแก้มป่องก่อนจะทำตาหยีอีกตามเคย

“ยังไม่มี ข้าแล้วแต่เจ้านายจะตั้งให้ข้าเลย ^^ แต่ข้าขอชื่อสั้นๆ จำง่ายๆ แต่ฟังครั้งเดียวปุ๊บแล้วสะดุดหูอย่างนี้ได้หรือเปล่าเจ้านาย”

“อืมกงชาน”

“กงชาน? คืออะไรงั้นหรือเจ้านาย”

“ถามมาก ก็คือชื่อเจ้านั่นแหละ แล้วนั่นซุปแตงกวาทำมาให้ข้าใช่หรือไม่” จินยองทำเป็นเบี่ยงประเด็นถามถึงเรื่องอื่นแทนแล้วเหลือบมองเหล่ชามซุปแตงกวาที่ถืออยู่ในมืออีกคน กงชานมองตามแล้วพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น

“ข้าตั้งใจปรุงมันให้เจ้านายเลยนะ ถึงวัตถุดิบที่บ้านเจ้านายมันจะมีไม่ครบก็เถอะ ^0^

“อากาศหนาวแบบนี้ใครเขากินซุปแตงกวาเย็นกันเจ้านี่ -_-;

“ก็กงชานทำอาหารร้อนๆไม่ได้ ถ้ากงชานถูกความร้อนตัวของกงชานจะเริ่มแดง แล้วท้ายที่สุดก็จะละลายหายไปตลอดกาล” เจ้าตัวก้มหน้างุดอย่างรู้สึกผิดราวกับว่ามันเป็นความผิดพลาดใหญ่โตในชีวิตตัวเองที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นี้ให้แก่เขาได้ จินยองจ้องมองใบหน้าหวานพลางใช้ปลายนิ้วจิ้มแขนนวลนุ่มๆอย่างพิจารณา

“นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เจ้าอยู่กับข้าได้แค่สิ้นสุดฤดูหนาว?

“ก็กงชานเกิดมาจากตุ๊กตาหิมะกับเสียงเพลงของเจ้านายนี่ นั่นคือข้อจำกัดของกงชาน ดูเหมือนว่าตั้งแต่เขาตั้งชื่อให้เจ้าตัวก็เหมือนจะเอาแต่เรียกแทนตัวเองด้วยชื่อนั้นหลายต่อหลายครั้งจนเขาเริ่มรู้สึกเอ็นดูระคนตลก แต่ก็หมั่นไส้ในความช่างพูดช่างเจรจานั่นมากกว่า

“งั้นเจ้าก็ไม่มีวันได้เห็นดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิในป่าน่ะสิ น่าเสียดายจังนะ ดอกไม้ในป่าเวลาผลิบานชูช่อในฤดูใบไม้ผลิแล้วก็จะบานทั้งทุ่งหญ้าเหมือนเป็นสีของสายรุ้งเลยล่ะ เจ้ากลับไม่มีโอกาสได้เห็นมันเสียนี่ ^^” จินยองแหย่เล่น

“เจ้านายนิสัยไม่ดีเลย T_T มาทำให้กงชานอยากรู้ทำไม!

“พนันได้เลยว่าในชีวิตเจ้าเกิดมาก็คงยังไม่เคยได้เห็นผีเสื้อหรอกใช่มั้ย แย่จังดอกไม้ก็ไม่ได้สัมผัส ผีเสื้อก็ไม่เคยได้เห็น โดนแสงแดดเจ้าก็โดนไม่ได้ ยังมีเรื่องอะไรที่เจ้าไม่สามารถทำได้อย่างมนุษย์อีกบ้างมั้ย”

“ทุกอย่างที่เกี่ยวกับความร้อนเป็นสิ่งที่ข้าควรหลีกเลี่ยง กงชานออกไปข้างนอกได้ตามปกติตราบใดที่ฤดูหนาวยังไม่ผ่านพ้น” กงชานอธิบายด้วยสีหน้ามุ่ยๆ

“โดนตัวคนได้มั้ย”

“กงชานไม่ใช่ผีนะ >0<

“ข้าหมายถึงมนุษย์เราย่อมต้องมีความอบอุ่นในร่างกายเป็นธรรมดา จึงถามว่าในอุณหภูมิประมาณนี้เจ้าสามารถทนอยู่ได้หรือไม่” จินยองขัดคนช่างโวยวายขึ้นมาเสียก่อน กงชานนิ่งทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะกระพริบดวงตาใสแจ๋วตอบอย่างซื่อๆ

“ข้าเองก็ไม่รู้ ขอโทษนะเจ้านาย” ว่าแล้วลำตัวบอบบางก็เขยิบเข้าไปซุกแผงอกเขาจนแนบชิดใกล้ ได้กลิ่นหอมสดชื่นมาจากเส้นผมสีเงินนุ่มๆขณะที่เจ้าตัวยกลำแขนเรียวขึ้นมาโอบรอบเขาไว้อย่างหลวมๆ จินยองทำหน้าตื่นเมื่อได้รับสัมผัสจากร่างนุ่มๆอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ร่างกายกลับนั่งแข็งทื่อบนเตียงไม่ได้ห้ามหรือทักท้วงอันใดเด็กน้อยขี้สงสัยที่กำลังเอาหน้ามุดอยู่ในอ้อมกอดเขาในตอนนี้ นัยน์ตากลมทำท่าครุ่นคิดหาคำตอบอยู่นานก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดเขาแล้วตอบเสียงด้วยน้ำเสียงเครียดคิ้วขมวดเป็นโบว์

“ข้าคิดว่าไม่ได้นะเจ้านาย”

“อ่อ..งะ..งั้นเหรอ -_-;

“ถ้าแป๊บเดียวอาจจะได้ แต่ถ้าทำแบบนี้นานๆกงชานว่าตัวเองคงละลายไม่ต่างจากหิมะที่โดนความร้อนนั่นเป็นแน่ แต่เจ้านายก็คงไม่ทำเช่นนี้กับกงชานบ่อยๆหรอกใช่มั้ย ^^

“อืม จริงๆมันก็ไม่ใช่กริยาปกติที่มนุษย์เขาจะทำกับใครก็ได้อยู่ตลอดเวลา” จินยองหันสายตาไปทางอื่นแล้วแกล้งกระแอมกลบเกลื่อน นี่เขาเป็นบ้าอะไรใจเต้นแรงกับตุ๊กตาหิมะทำไม!? เห็นคนหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเป็นไม่ได้เชียวนะไอ้จินยอง หรือจะอยู่เป็นโสดคนเดียวนานเกินไปจนเพี้ยนไปแล้ววะ =_=;

“ใช่สินะ เจ้านายที่เป็นมนุษย์เองก็ยังหน้าแดงเลย นับประสาอะไรกับกงชานที่เป็นตุ๊กตาหิมะกันล่ะ” ดูท่าอีกฝ่ายคงจะไม่รู้ว่าสาเหตุอาการแบบนี้ของเขามันมาจากอะไร ถึงได้ยังพูดเจื้อยแจ้วช่างซักช่างถามไม่ยอมหยุด

“แม้วววว!” เสียงของเจ้าสัตว์ตัวเจ้าปัญหาดังแทรกขึ้นมาตัดบทสนทนาพร้อมทั้งลำตัวขนปุยของมันที่เดินย่างกรายเข้ามาแทรกกลางระหว่างอ้อมกอดทั้งสองราวกับจงใจ จินยองแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าบ้านของเขาเคยเลี้ยงแมวอยู่ด้วย เพราะตั้งแต่กลับมาก็ไม่เห็นมันจะโผล่หน้ามาให้เห็น

“อะไรของเอ็งวะบึลลี่” นัยน์ตาเรียวคมมีแววดุขณะที่เห็นเจ้าตัวเข้ามาออดอ้อนออเซาะหนุนตักเขาแล้วมองไปที่กงชานอย่างคาดโทษ คนตัวเล็กตะแคงหน้ามองตาสีเหลืองของมันแล้วก็หัวเราะเสียงใสออกมา

“มันชื่อบึลลี่เหรอเจ้านาย”

“เจ้าจะเรียกมันว่าไอ้แมวขี้เกียจก็ได้” จินยองพูดเสียงนิ่ง

“เมื่อกี้เจอกันแล้วตอนเอาเจ้านายมาส่งบ้าน ดูท่าทางมันจะไม่ค่อยชอบกงชานเท่าไหร่” กงชานพูดพลางแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงเจ้าบึลลี่ตัวดีขู่ฟ่อๆในอ้อมกอดของเจ้านายมัน

“ไอ้บึลลี่! นี่เพื่อนใหม่เอ็ง ทำความรู้จักเอาไว้ซะ -*-” จินยองดุ

“เมี้ยว”

“ข้าชื่อกงชานนะบึลลี่ กงชานจะมาขออยู่กับเจ้านายบึลลี่จนกว่าจะหมดฤดูหนาวนี้นะ บึลลี่คงไม่ว่าอะไรข้าหรอกใช่มั้ย ^^” กงชานยื่นมือไปจับอุ้งเท้าที่มีเล็บคมเขย่าๆเล็กน้อย แต่ดูเหมือนแมวขนปุยตรงหน้าจะไม่ให้ความร่วมมือเลยซักนิด ดูจากสีหน้าท่าทางของมันที่ดิ้นขลุกขลักตะกุยตะกายในอ้อมกอดจินยองก็พอเดาได้ว่ามันไม่ชอบคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆเจ้านายมันเท่าไหร่นัก

“ปกติมันก็ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าเท่าไหร่หรอก” จินยองว่าพลางปล่อยมันออกจากอ้อมแขน กงชานกระพริบตาสงสัย

“ทำไมล่ะเจ้านาย”

“มันกลัวคนจะมาแย่งความรักจากข้าไปล่ะมั้ง” จินยองว่าเสียงกลั้วขำพลางอมยิ้มมีเลศนัยระหว่างที่มองกงชาน คนผมสีเงินยิ้มแล้วถามต่ออย่างอารมณ์ดี

“ว่าแต่ชื่อบึลลี่นี่แปลว่าอะไรเหรอเจ้านาย ชื่อแปลกดีจริงข้าไม่เคยเห็นผู้ใดตั้งชื่อแมวเช่นนี้มาก่อน”

“ชีวิตเจ้าเพิ่งเกิดมาไม่กี่ชั่วยามจะเห็นแมวได้กี่ตัวกัน” จินยองส่ายหน้าน้อยๆกับความพูดจาช่างช่างถามเรื่อยเปื่อยของอีกคน “บึลลี่ ย่อมาจากเลิฟลี่”

“เลิฟลี่? O_o น่ารักน่ะเหรอเจ้านาย”

“เข้าใจถูกแล้ว”

“ได้ไงอ่ะ ข้าอยากชื่อบึลลี่บ้าง ข้าดูไม่น่ารักในสายตาเจ้านายเหรอ T[]T” เสียงหวานบ่นงุ้งงิ้งแล้วหันไปมองแมวตัวกลมที่เยื้องย่างส่งสายตามาหาเขาอย่างผู้ชนะ จินยองถึงกับขำพรืดออกมา

“มีชื่อคนดีๆไม่ชอบ ชอบให้ข้าตั้งชื่อให้เหมือนแมวอย่างนั้นหรือไง”

“ชื่อบึลลี่ดูน่ารักมีที่มาที่ไปว่าทำไมเจ้านายถึงเลือกชื่อนี้ให้มัน ดูก็รู้ว่าเจ้านายเอ็นดูมันมากกว่าข้าเป็นไหนๆ”

“ก็ถูกของเจ้า บึลลี่เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่โตมากับข้าเกือบสิบปี เผชิญช่วงเวลาในชีวิตที่ลำบากด้วยกันมาก็ตั้งเยอะ ข้าย่อมต้องรักและถนอมมันมากกว่าใครเป็นธรรมดา” จินยองว่าด้วยน้ำเสียงกวนๆ กงชานบึนปากทำหน้ามุ่ย

“ไม่บอกข้าคงคิดว่าเจ้านายอยากแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกับแมวไปแล้วนะเนี่ย -3-

“อิจฉาแมวหรือไง”

“แต่ตอนนี้เจ้านายมีข้าแล้วนี่ ข้าทำอะไรได้มากมายกว่าบึลลี่ตั้งเยอะ”

“อย่างเช่น…?” จินยองเลิกคิ้วมอง

“ซุปแตงกวาเย็นนี่ไง บึลลี่ไม่มีทางทำให้เจ้านายแบบนี้ได้แน่ -^-” กงชานชูชามไม้ใส่ซุปนั่นให้ดูอีกครั้ง จินยองอมยิ้มขำก่อนจะหยิบช้อนจากชามแล้วตักน้ำซุปเข้าปากแล้วเงยหน้าขึ้นพูดกับคนที่รอคำวิจารณ์ผลงานตัวเอง

“ทำไม่ได้จริงๆด้วย”

“เห็นมั้ยล่ะ ^[]^

“เพราะบึลลี่ไม่มีทางทำซุปเค็มๆแบบนี้เหมือนกับเจ้าได้แน่นอน ฮ่ะๆ”

“เจ้านายยยยย~ T^T กงชานอุตส่าห์ตั้งใจทำมันเพื่อเจ้านายเลยนะ เจ้านายควรจะชมกงชานซักนิดก็ยังดี” กงชานลากเสียงยาวพลางถอนหายใจฟึดฟัด

            “ทำดีหวังผลตอบแทนแบบนี้ ข้าคงคิดหาคำชมให้เจ้าได้ไม่ทันหรอก” จินยองยังขำไม่เลิกแต่ก็ตักซุปแตงกวาเย็นเข้าปากไปจนหมดเกลี้ยงเป็นการรักษาน้ำใจอีกฝ่าย แต่อีกคนคงไม่ได้ทันสังเกตถึงเรื่องนั้นเท่าใดนักเพราะกำลังใช้สายตากวาดสำรวจไปทั่วบริเวณบ้าน

            “บ้านเจ้านายน่ารักดีข้าชอบ”

            “บ้านโกโรโกโสเดินไม่ถึงสิบก้าวก็ครบทั้งบ้านนี่น่ะหรือ” จินยองมองตามบ้านต้นไม้ของตัวเองที่มีประตูเป็นทรงโค้งทำจากเปลือกไม้ ตัวข้างในบ้านมีบริเวณขนาดแค่ต้นไม้ใหญ่ๆสิบมือโอบ มีเฟอร์นิเจอร์นับชิ้นได้ทำมาจากไม้อย่างประนีตซึ่งส่วนใหญ่เมื่อมีเวลาว่างเขาก็จะเป็นคนทำเอง หน้าต่างทรงกลมเหมือนประตูตอนนี้ถูกปิดลงเพราะข้างนอกมีหิมะตกหนัก เห็นเพียงละอองความเย็นที่จับเนื้อกระจกเป็นฝ้า และปุยเกล็ดหิมะรางๆที่ปลิวว่อนโปรยปรายตามสายลมอยู่ด้านนอกป่า เหนือหน้าต่างมีช่อมิสเซิลโทห้อยระย้าลงมาเหมือนมีใครจงใจนำมาปลูกเป็นไม้ประดับอยู่ริมหน้าต่าง เตาผิงเล็กๆที่มีแสงไฟลุกโชนโชติช่วงพอที่จะให้ความอบอุ่นแก่บ้านทั้งหลัง ทำให้จินยองนึกขึ้นมาได้ว่ากงชานจะอยู่ใกล้ๆบริเวณนี้ไม่ได้

            “บ้านเจ้านายแค่ขาดการบำรุงซ่อมแซม หากดูแลให้ดีก็จะเป็นบ้านต้นไม้ที่น่ารักใครผ่านไปมาต้องชื่นชมเป็นแน่” กงชานลุกขึ้นเดินไปนั่งยังขอบหน้าต่างที่มีช่อมิสเซิลโทขึ้นงอกงามอยู่ด้านนอกแล้วใช้นิ้วจิ้มไปยังกระจกอย่างซุกซน “ข้าอยากอยู่ในบ้านหลังนี้กับเจ้านายได้นานมากกว่าฤดูหนาวในปี้นี้จัง

            “

            “ดอกไม้สวยๆดอกนี้ที่ขึ้นในหน้าหนาวได้มีชื่อว่ามิสเซิลโทใช่มั้ยเจ้านาย”

            “อืม มันไม่สวยอย่างที่เจ้าคิดหรอก เพราะจริงๆแล้วมันเป็นแค่ไม้กาฝากคอยดูดน้ำเลี้ยงจากพืชต้นอื่น ทำให้มันยืนหยัดอยู่ยงคงกระพันมาจนถึงหน้าหนาวได้โดยที่ไม่ต้องผลัดใบอย่างไรล่ะ” จินยองกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงดูแคลน กงชานหันขวับมายู่ปากใส่เขา

            “เจ้านายยังใช้ดอกของมันมาทำเป็นหัวใจให้ข้าอยู่เลย แบบนี้จะเรียกว่าไร้ประโยชน์ได้อย่างไรกัน”

            “จริงด้วย ข้าลืมไปซะสนิทว่าเจ้ามีหัวใจเป็นดอกมิสเซิลโท” จินยองส่งยิ้มน้อยๆให้กับร่างบางที่นั่งเถียงเขาอยู่ข้างริมหน้าต่าง “ความเชื่อของมันเองก็น่าตลก คู่รักคู่ใดที่ได้จุมพิตกันใต้ต้นมิสเซิลโท คู่รักคู่นั้นจะรักกันไปตราบจนชั่วนิรันดร์ ไม่มีใครหรือสิ่งใดมาทำลายความรักหรือพรากพวกเขาสองคนออกจากกันได้”

            “หืมโรแมนติกจังเจ้านาย ><

            “อย่าบอกนะว่าเจ้าก็เชื่อ -_-*

            “ข้าว่ามันฟังดูดีเกินกว่าที่จะไม่เชื่อได้นะ หรือเจ้านายคิดว่ายังไง” กงชานย้อนถามบ้างด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วสดใส

            “ข้าไม่เชื่อตำนานไร้สาระแบบนั้น”

            “แปลว่าเจ้านายเคยลองจุมพิตกับใครใต้ต้นมิสเซิลโทแล้วเหรอถึงได้ปักใจไม่เชื่อ”

            “” คำถามของกงชานที่ย้อนกลับมาทำให้จินยองนิ่งอึ้งไปเพราะขี้เกียจจะไปต่อปากต่อคำด้วย ไม่เคยลองก็น่าจะรู้ว่าตำนานนิทานหลอกเด็กแบบนั้นมันเป็นจริงได้ที่ไหนกัน

            “รู้มั้ยเจ้านายดูเป็นคนที่ไร้ศรัทธาเอามากๆเลย” กงชานถอนหายใจ “แต่น่าแปลกอย่างหนึ่งที่เจ้านายกลับสร้างข้าให้มีชีวิตขึ้นมาได้เพราะเสียงเพลงที่เจ้านายแต่ง”

            “ข้าก็แต่งมันไปงั้นๆแหละก่อนที่ข้าจะตายในที่แบบนั้น”

            “ข้ากะแล้วว่าเจ้านายต้องพูดแบบนี้ แต่เชื่อเถอะเพลงนั้นที่เจ้านายแต่งมันมีพลังมากกว่าที่เจ้านายคิดเยอะ ข้าได้ยินแม้แต่ความปรารถนาเบื้องลึกในจิตใจของเจ้านายที่ส่งเสียงอ้อนวอนร้องขอต่อวันคริสต์มาส ก่อนที่ข้าจะได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพราะบทเพลงนั้นของเจ้านาย” กงชานใช้ปลายนิ้วแตะกระจกหน้าต่างที่เย็นเฉียบจากหิมะด้านนอกแล้วยิ้มบางๆ จินยองพันคิ้วแน่นก่อนจะทวนคำถาม

            “คำอ้อนวอนของข้าต่อวันคริสต์มาส?

            “คนที่ใกล้ตายเขาไม่โกหกกันหรอกนะเจ้านาย” กงชานอมยิ้มขำ

            “แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องขำแบบนั้นด้วย คำขอของข้ามันน่าตลกนักหรือไง”

            “ไว้ข้าจะพยายามหาเมียน่ารักสวยๆให้เจ้านายก่อนที่ข้าจะไปจากที่นี่ก็แล้วกันนะ ^^

            “!!

            “ข้าขอนอนตรงนี้นะเจ้านาย อากาศเย็นสบายแถมมีช่อมิสเซิลโทสวยๆให้ดูด้วย” กงชานตัดบทแล้วเอนตัวนอนตรงข้างหน้าต่าง มือน้อยไขบานกระจกเล็กน้อยพอให้ลมหนาวได้พัดผ่านเข้ามาถูกตัวบ้างก่อนจะหลับตานอนหันหลังหนีจินยองที่กำลังตาเขียวปั้ดกัดกัดฟันกรอดๆ

            “หละ..เหลวไหล!! ใครมันไปบอกเจ้าฮะว่าข้าอยากมีเมีย! -*-

            “ราตรีสวัสดิ์นะเจ้านาย พรุ่งนี้ข้าจะลองทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ซุปแตงกวาเย็นให้เจ้านายได้ลองชิมดูบ้าง”

            “เดี๋ยวสิ ข้ายังพูดไม่

            “ฝันดีเจ้านาย~” เปลือกตาสวยหลับพริ้มไปแล้ว ทั้งที่จินยองพอรู้ว่ามันเป็นการแกล้งหลับแต่ก็ไม่กล้าไปเซ้าซี้อะไรกับเจ้าตัวมาก เพราะจะยิ่งเป็นการแสดงออกว่าร้อนตัวซะเปล่าๆ ร่างสูงชะเง้อคอมองร่างที่ผ่อนลมหายใจเข้าออกด้วยจังหวะสม่ำเสมอริมหน้าต่างอย่างสบายใจบนเตียงตัวเองแล้วจิ๊ปากด้วยความหมั่นไส้ สองขาลุกก้าวออกจากเตียงตัวเองเดินไปดูให้แน่ใจว่าอีกคนหลับแน่แล้วจริงหรือไม่

            จมูกเล็กโด่งสวยได้รูป โครงหน้าหวานติดไปทางน่ารัก เปลือกตากลมที่หลับสนิทจนเห็นแพขนตายาวที่จัดเรียงสวยทำให้จินยองเผลอใช้สายตามองแล้วแอบยิ้มระหว่างที่ชะโงกหน้ามองร่างบางที่กำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ มือเอื้อมหยิบผืนผ้าเก่าๆสีหวานที่อยู่ในตะกร้าใกล้ๆหวังจะห่มกายให้ แต่เมื่อนึกถึงความจริงข้อที่ว่าอีกคนเป็นเพียงตุ๊กตาหิมะที่อาจจะชอบอากาศเย็นๆมากกว่าจึงได้ชะงักมือไปโดยปริยาย โครงหน้าหล่อคมที่มีไรหนวดเขียวครึ้มถอนหายใจมองสมาชิกคนใหม่ของบ้าน

            “ข้าอยากมีเมียซะทีไหนกันล่ะ”

            จินยองยัดผ้าห่มที่ถืออยู่ใส่ตะกร้าตามเดิมแล้วกลับมายังเตียงนอนแข็งๆของตัวเอง แต่ถึงอย่างไรสายตาจากดวงตาคมก็ยังคงจับจ้องไปที่ริมหน้าต่างนั้นด้วยแววตาที่เอ็นดูไม่วางตา กายสูงเอนตัวลงนอนบ้างอย่างเหนื่อยล้าก่อนจะปิดตาลง ยิ้มกับตัวเองในความมืดมิดและเสียงเพลงวันคริสต์มาสที่ขับร้องประสานกันไพเราะดังไปทั่วทั้งหมู่บ้าน

            “วันคริสต์มาสนี้พิเศษกว่าทุกปีจริงๆ”

 

            “เจ้านายยย รอข้าด้วยซี่~” เป็นเสียงของคนผมเงินตัวเล็กที่วิ่งทั่กๆจะตามเขาออกจากบ้านมาให้ได้ จินยองหันไปตีหน้าดุว่าเสียงเข้มใส่

            “ไม่ต้องไป อยู่บ้านนี่แหละ”

            “ข้าอยากไปดูท่านทำงานด้วย เมื่อก่อนข้าก็เคยไปได้นี่ทำไมพักนี้ถึงได้กีดกันข้าอยู่เรื่อย” กงชานว่าอย่างน้อยใจ จินยองไม่พูดอะไรนอกจากสวมรองเท้าบู๊ธหนังเตรียมออกจากบ้านพร้อมแบกกีตาร์ตัวโปรดเดินออกไป

            “อยู่เป็นเพื่อนไอ้บึลลี่ไปนั่นแหละดีแล้ว เจ้าอยู่ที่นั่นก็ช่วยอะไรข้าไม่ได้ ดีแต่ทำตากลมกระพริบตาปริบๆยิ้มแป้นแล้นไปมาน่ารำคาญ”

            จะให้เขาบอกได้อย่างไรว่าพอเจ้าตัวไปทีไรก็มีแต่ไอ้พวกผู้ชายกุ๊ยๆในหมู่บ้านส่งสายตาหวานเยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยคอยนั่งเฝ้าวนเวียนอยู่แถวๆที่เขาร้องเพลงอยู่ตลอดเวลาจนน่ารำคาญ ถึงในตอนนี้ทุกคนจะรู้จักกงชานในนามน้องชายของเขาก็จริง แต่เขาเพียงคนเดียวก็คงไม่สามารถปกป้องเจ้าตัวจากสายตาเหยี่ยวแร้งกาที่คอยจับจ้องตาเป็นมันไม่ได้ทั้งหมด พักนี้จินยองจึงแก้ปัญหาตัดบทโดยการไม่ต้องเอาคนที่เป็นตัวต้นเหตุไปเสีย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมเข้าใจอะไรง่ายๆ

            “กงชานจะไม่ทำตัวยุ่งวุ่นวายไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ระหว่างที่ท่านทำงานอีกแล้ว กงชานสัญญาว่าจะเป็นเด็กดีเชื่อฟังสิ่งที่เจ้านายคอยพร่ำสอน อยู่นิ่งๆไม่กระดุกกระดิกไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว! ><

            “หากเจ้าทำไม่ได้ดังที่พูดก็จงอย่าพูดเลยเสียดีกว่า คนอื่นจะหาว่าเจ้าเป็นคนพูดจาเพ้อเจ้อหาสาระไม่มีเอาได้” จินยองกัดคนช่างพูดเล็กๆ

            “งั้นเอาข้าไปอยู่ที่บ้านท่านขุนนางบาโรก็ได้นี่นา หลังทำงานของท่านเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ค่อยมารับข้ากลับบ้านเราด้วยกัน เช่นนี้ดีหรือไม่” กงชานเสนอทางเลือกอีกทางอย่างกระตือรือร้น ได้ยินเสียงจินยองพ่นลมหายใจพลางส่ายหน้ากับตัวเองเบาๆ

            “ศักดิ์ศรีข้ามี ทำไมข้าต้องผลักภาระของตัวเองไปให้ผู้อื่นด้วยการเอาเจ้าไปฝากที่บ้านนั้นราวกับเป็นโรงเลี้ยงเด็กสาธารณะเช่นนั้นด้วย”

            ยิ่งบ้านนั้นยิ่งไม่อยากให้ไปเข้าไปกันใหญ่ ไอ้ขุนนางนั่นก็ช่างหลอกล่อเห็นกงชานเป็นเด็กช่างซักช่างถามอยากรู้อยากเห็นก็ขยันหาสิ่งล่อตาล่อใจใหม่ๆเอามาให้เป็นของขวัญ มีเงินก็กว้านซื้อได้หมดทุกอย่างสรรหามาคอยเอาใจยัยตุ๊กตาหิมะนี่อยู่เรื่อยจนพักหลังๆเขาเริ่มมองแล้วขัดหูขัดตาไปเสียหมด

            “เมื่อกี้เจ้านายพูดว่าภาระเช่นนั้นหรือ?” ดวงหน้าใสดูสลดไป จินยองหันขวับมามองแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพลั้งปากพูดไปเพราะแรงความหงุดหงิดของตัวเอง

            “ถ้าเจ้าอยากทำตัวเป็นเด็กดีก็จงอยู่บ้านตามที่ข้าสั่ง ทำหน้าที่ของเจ้าอยู่ที่นี่ เท่านั้นพอ” จินยองพูดกำชับรวบสั้นๆง่ายๆก่อนจะเดินทางไปทำงานตามปกติ หากแต่เด็กช่าวหัวรั้นอย่างกงชานยังคงยืนทำหน้าไม่พอใจตากหิมะอยู่ที่หน้าบ้านไม่ไหวติง

เจ้านายนะเจ้านายสั่งห้ามนู่นห้ามนี่ข้าตลอด จะให้ข้าอยู่แต่ในป่าแบบนี้ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ เห็นกินแต่อาหารเย็นๆมาตั้งเกือบเดือนแล้วข้าก็แค่อยากลองอบคุกกี้อร่อยๆให้เจ้านายได้ลองชิมอาหารร้อนๆดูบ้าง แล้วที่บ้านเจ้านายมันมีเตาอบให้ข้าลองทำซะที่ไหนกันเล่า ฮึ่ย! T_T

ดีล่ะ ในเมื่อเจ้านายไม่ยอมให้ข้าไปด้วย ข้าก็จะแอบไปด้วยตัวเอง -.,แล้วจะมาว่าข้าทีหลังไม่ได้นะว่าข้าซุกซนไม่ฟังคำที่ท่านบอก ก็ท่านอยากมาสั่งห้ามไม่ให้ข้าไปกับท่านด้วยทำไมล่ะ อย่านึกนะว่าข้าไม่เห็นเวลาที่เจ้านายเล่นดนตรีทีไรก็ชอบมีสาวเล็กสาวใหญ่มาห้อมหน้าห้อมหลังส่งสายตาหวานเชื่อมทอดสะพานมาให้ทุกทีนั่นแหละ -^ที่สั่งห้ามไม่ให้ข้าไปเพราะไม่อยากให้ข้าไปเป็นตัวมารขัดขวางยุ่งเรื่องความรักของตัวเองล่ะสิ เพราะทุกคนในหมู่บ้านต่างเข้าใจว่าข้าเป็นน้องชายแท้ๆของเจ้านาย เวลาจะทำอะไรในยามที่มีข้าติดสอยห้อยตามคงไม่สะดวกเท่าเวลาที่อยู่ตัวคนเดียวเหมือนเมื่อก่อน

แล้วข้าจะพิสูจน์ตัวเองให้เจ้านายได้รู้ ว่าข้ามีประโยชน์มากกว่าที่ท่านคิดเป็นร้อยพันเท่า!!

 

“กงชานงั้นเหรอ ข้าเห็นเดินออกจากป่าหลังจากที่เจ้าไปทำงานตั้งแต่เมื่อเช้านี้ตั้งนานแล้ว ไม่ได้ตามเจ้าไปเล่นดนตรีด้วยหรอกเหรอจินยอง”

นั่นคือเบาะแสเดียวจากคุณยายซึงฮีบ้านละแวกใกล้กัน หลังจากที่ทำงานเสร็จกลับมาบ้านแล้วไม่พบใครนอกจากบึลลี่ที่นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงเขา ทำเอาจินยองถึงกับถอนหายใจฟึดฟัดกับความช่างขัดคำสั่งไม่เลิกของอีกคน ก่อนที่จะดั้นด้นมายืนอยู่ตรงหน้าบ้านใหญ่โตหรูหราโอ่อ่าของไอ้ขุนนางบาโรนั่นอย่างเสียไม่ได้ เพราะคาดว่าอีกคนคงไปไหนไม่พ้นนอกจากบ้านหลังนี้ที่ชอบแวะมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆไม่เว้นวัน ซึ่งครั้งนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

“ไง จินยอง”

“กงชานอยู่ที่ไหน” ทันทีที่บาโรเปิดประตูมาต้อนรับแขกที่ทำหน้าบึ้งถมึงทึงอยู่ที่หน้าบ้าน จินยองก็รีบถามเสียงห้วนไม่พูดพล่ามทำเพลงทันที

“ระวังหน่อยเจ้านักดนตรีเร่ร่อน ตอนนี้เจ้ากำลังพูดอยู่ต่อหน้าท่านขุนนางในวังชั้นสูงเชียวนะ หัดรู้จักทำตัวเคารพที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง” ทาสรับใช้ชินดงอูรีบปรามเสียงไม่พอใจ

“อย่าเพิ่งว่าเขาชินอู ข้าผิดเองที่ชักชวนน้องเขามาบ้านโดยไม่ได้บอกกล่าวพี่ชายเขาก่อน” บาโรกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบก่อนจะพูดกับจินยองอย่างใจเย็น “กงชานอยู่ในบ้านข้า ไว้ข้าจะเข้าไปเรียก

“ไม่ขอรบกวนท่านดีกว่า น้องของข้า ข้าย่อมไปเรียกเองได้ คงไม่ต้องเป็นการรบกวนท่านขุนนางผู้สูงศักดิ์หรอก” เสียงนั้นหากฟังดูแบบไม่ต้องไตร่ตรองก็พอรู้ว่าคนพูดกำลังข่มอารมณ์โมโหของตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ ลำตัวกำลังจะเบียดเข้าไปในบ้านหากแต่ได้ยินเสียงเล็กๆที่คุ้นเคยอุทานดังขึ้นมาจากข้างหลังบาโรเสียก่อน

“เจ้านายO_O

“ข้าสอนอะไรเจ้าเคยรู้จักจำบ้างไหม” จินยองพูดอย่างเหลือทน พอเหลือบตาไปเห็นถาดขนมอบใหม่ที่เจ้าตัวกำลังถืออยู่ความโกรธก็ยิ่งมีแต่จะพลุ่งพล่านมากขึ้นกว่าเดิม จินยองกระชากดึงแขนบางมาอีกทางแล้วพูดเสียงเข้ม

“กลับบ้านได้แล้ว มารบกวนบ้านผู้อื่นแบบนี้เจ้าไม่ละอายใจบ้างหรือไง”

“แต่ข้ายังทำขนมไม่เสร็จ T^T

“นี่เจ้าบอกว่าเจ้าอบขนมอย่างนั้นหรือ?” จินยองมองดูลำตัวแดงๆของกงชานก็เพิ่งจะเดาทางได้ว่าเจ้าตัวเข้าไปทำอะไรในนั้นมาบ้าง กงชานนัยน์ตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว

“ข้าข้าแค่อยากลองอบเพื่อ..

“รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่นยังจะทำตัวดื้อด้านไม่เข้าเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทำตัวเป็นภาระเช่นนี้มันเหนื่อยต่อคนอื่นรอบข้างมากแค่ไหน ข้าทำงานหนักแล้วยังต้องมาเหนื่อยใจคอยตามหาเจ้าที่วันๆเอาแต่เที่ยวเล่นบ้านคนโน้นคนนี้ ทำตัวไร้สาระไม่เป็นโล้เป็นพายอีกเหรอกงชาน!

!!” กงชานน้ำตารื้นเม้มริมฝีปากสีชมพูเข้มของตัวเองแน่นเมื่อได้ยินประโยคที่ใส่ไม่ยั้งของจินยอง บาโรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ยห้ามทัพ

“เจ้าอย่าว่ากงชานเช่นนั้น ข้าเองที่ชวนกงชานมาอบขนมที่นี่เพราะเห็นน้องเจ้าเคยบ่นว่าอยากลองทำหลายครั้งหลายหน หากเจ้าจะว่ากล่าวผู้ใดก็สมควรจะเป็นข้า อย่าเอาความหงุดหงิดไปลงที่น้องตัวเองเช่นนี้เลย”

“ข้าคงไม่อาจโทษท่านได้หรอกท่านขุนนาง ข้าผิดเองที่สั่งสอนน้องตัวเองไม่ดีจนต้องมารบกวนที่บ้านท่านหลายครั้งหลายครา ต้องขออภัยท่านด้วยจริงๆ” จินยองพูดด้วยน้ำเสียงประมาณตนพลางค้อมขอโทษน้อยๆ ต่างจากกงชานที่ยืนกอดอกทำหน้าบึ้งไม่ยอมหันมาคุยกับเขาดีๆ

“ไม่ได้เป็นการรบกวนข้าเลยสักนิด ข้าเต็มใจทุกอย่าง อันที่จริงข้ามีเรื่องอยากเจรจากับท่านเสียด้วยซ้ำ”

คำพูดที่พูดขึ้นมาลอยๆของบาโรทำให้จินยองประหลาดใจเล็กน้อยที่อยู่ๆบาโรก็เอ่ยปากขอเช่นนี้ออกมา สายตาของอีกคนที่มองไปยังคนตัวยุ่งที่เอาแต่ทำหน้าปั้นปึ่งไม่ยอมพูดจากับเขาทำให้จินยองรู้ทันทีว่าประเด็นสนทนานี้อีกฝ่ายกำลังจะหมายถึงผู้ใด

“เป็นการส่วนตัว

สายตาคมตวัดมองเด็กดื้อที่ยังคงทำหน้าหงิกเป็นเชิงว่าให้รออยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าอีกคนรับรู้หรือไม่แต่ในที่สุดเขาก็เดินตามหลังบาโรไปเจรจากันอยู่นานสองนาน จนกระทั่งเจรจาเรื่องดังกล่าวเสร็จจวบจนกลับไปถึงบ้านคนตัวเล็กก็ยังคงปิดปากเงียบไม่ยอมพูดอะไรกับเขาซักคำ จินยองปิดประตูบ้านไม้แล้วมองไปยังร่างบางที่พอเข้ามาในบ้านได้ก็เดินดุ่มๆขึ้นไปนั่งยังที่ประจำริมขอบหน้าต่างของตัวเองด้วยความหนักใจ แต่ในที่สุดความเล็กแคบของบ้านหลังน้อยก็เริ่มทำหน้าที่ของมัน

“ข้าขอถามเจ้าตรงๆได้หรือไม่ เจ้าชอบบ้านท่านขุนนางมากหรือไง” เคยได้ยินไหมว่ายิ่งบ้านหลังเล็กหรือคับแคบมากเท่าไหร่คนที่ไม่คุยกันก็ย่อมหันหน้ากลับมาคุยกันได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น เพราะถึงหลบหนีสายตาหรือหันหน้าไปทางไหนก็ต้องมองเห็นกลับมาสบตากันอยู่ดี

“ถึงอย่างไรกงชานก็ต้องตอบว่าข้าชอบที่นี่มากกว่าจึงจะถูกใจเจ้านาย” กงชานว่าพลางเบือนหน้าหนีแสร้งหันไปมองเกล็ดหิมะที่โปรยปรายริมกระจกหน้าต่างแทนการมองหน้าเขา

“หากเจ้าชอบที่นี่จริงแล้วเหตุใดจึงชอบหนีข้าไปเที่ยวที่นั่นนัก”

“ที่บ้านเจ้านายไม่มีเตาอบคุกกี้ให้ข้านี่” ตาใสเริ่มขุ่นเชิดปากขึ้นเป็นเชิงว่ายังโกรธเขาไม่หายที่ดุว่าตัวเองแบบนั้น แต่กลับตรงกันข้าม..ยิ่งได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกบางอย่างในใจของจินยองให้มากยิ่งขึ้น

“แน่ล่ะ บ้านข้าเล็กเท่ารูหนูแบบนี้จะให้มีเตาอบขนมราคาแพงหูฉี่อันใหญ่ยักษ์อย่างที่เจ้าชอบนักชอบหนาได้อย่างไรกันล่ะ”

“ข้าไม่ได้พูดถึงประเด็นนั้นเลยสักนิด เจ้านายไม่คิดจะถามข้าซักคำหน่อยเหรอว่าข้าตั้งใจอบเอาไปให้ใคร” น้ำเสียงเจือปนน้อยใจที่กล่าวออกมาทำให้จินยองต้องหันไปมองดวงหน้าที่หงิกงอง้ำบอกบุญไม่รับนั้นเล็กน้อย แม้จะพอรู้ความหมายนัยๆอยู่บ้างแต่เพราะบทสนทนากับบาโรก่อนหน้านั้นทำให้จินยองเลือกที่จะตัดสินใจทำเป็นไม่ใส่ใจมันเสีย

“เจ้าฝ่าฝืนคำสั่งข้า”

“เจ้านายก็เอาแต่พูดแบบนี้ ฝ่าฝืนคำสั่ง…?? กงชานอยากจะทำอะไรให้เจ้านายจำเป็นที่จะต้องมีคำสั่งด้วยหรือไง” กงชานว่ากลับด้วยน้ำเสียงที่เริ่มกลับมาหงุดหงิดอีกครั้ง

“แล้วใครใช้ให้เจ้าต้องคอยมาเอาใจทำนู่นทำนี่ให้ข้ากัน ก่อเรื่องวุ่นไม่เว้นแต่ละวันแล้วยังจะเอาชื่อข้ามาเป็นข้ออ้างในการสร้างเรื่องเดือดร้อนอีก บางทีข้าก็เหนื่อยหน่ายกับเจ้าเต็มทน ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้าจะเกิดมาเป็นภาระของข้าทำไมฮึกงชาน”

!!

อันที่จริงจินยองไม่ได้มีเจตนาจะพูดตอกย้ำคำนั้นซ้ำๆกับอีกคนเลยแม้แต่น้อย หากแต่ว่าบทสนทนาของเขาและบาโรก่อนหน้านั้นมันทำให้เขาต้องตัดสินใจทำแบบนั้นลงไป


“ท่านเองแม้แต่ชีวิตตัวคนเดียวก่อนหน้านี้ก็ยังหาเลี้ยงแทบไม่รอด ตอนนี้มีน้องชายมาอยู่ด้วยคงลำบากมากกว่าเดิมไม่เบา” บาโรตัดสินใจพูดกับเขาแบบเปิดอกเมื่อพาเขาไปคุยที่ในสวนซึ่งเป็นที่รโหฐานในอาณาบริเวณบ้าน แค่พื้นที่สวนของบ้านหลังนี้ก็ยังใหญ่โตยิ่งกว่าบ้านทั้งหลังของเขาแทบจะสามเท่าแล้ว ไม่แปลกที่กงชานจะชอบมาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อยๆ

“ข้าแค่ต้องทำงานให้หนักมากขึ้น”

“ข้าเองก็พอเห็นอยู่เจ้าต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ทั้งๆที่แต่ก่อนนึกอยากจะมาเล่นดนตรีในหมู่บ้านตอนไหนเจ้าก็เล่นตามที่เจ้าสะดวกใจ” บาโรนั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนแข็งแรงแล้วเชื้อเชิญจินยองให้นั่งข้างๆกัน ร่างสูงผอมที่สะพายกีตาร์ฟังมานานเริ่มขมวดคิ้วแล้วถามเข้าเรื่อง

“ท่านเรียกข้ามาคุยในที่ส่วนตัวแบบนี้หมายจะคุยถึงเรื่องใดกันแน่ อย่ามัวโยกโย้ให้เสียเวลากลับบ้านของข้าอยู่เลย”

“กงชานไม่รู้หนังสือเพราะไม่เคยได้เรียนหนังสือใช่หรือไม่”

“ข้าก็ไม่เห็นว่าน้องข้าจำเป็นที่จะต้องรู้หนังสือแต่อย่างใดนี่ท่านขุนนาง บ้านพวกเราแทบจะอยู่ในเขตป่าเขา หาผลไม้พืชผักล่าสัตว์กินเองได้หากในยามจำเป็นแร้นแค้นจริงๆ มีความจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องรู้หนังสืออย่างเด็กคนอื่นในหมู่บ้าน” จินยองว่าอย่างไม่พอใจเพราะรู้ว่าจุดประสงค์ของบาโรท้ายที่สุดแล้วคืออะไร

“เท่าที่ข้าเห็นกงชานเป็นเด็กน่ารัก ฉลาด ไหวพริบสติปัญญาหรือก็ไม่แพ้เด็กเก่งๆในหมู่บ้านที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเลยแม้แต่น้อย”

“ความดื้อเองก็ไม่แพ้ใครเช่นกัน” ในส่วนนี้จินยองเสริมเงียบๆแต่บาโรได้ยินกลับหัวเราะขำเสียงดังเล่นเอาจินยองนิ่วหน้า

“ฮ่ะๆ ใช่ ในส่วนนี้ข้าเองก็เห็นด้วย ดื้อดึงหัวรั้นซุกซนตามที่เจ้าบอกไม่มีผิดนั่นแหละ”

!?” ไอ้ขุนนางนี่มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงทำเป็นรู้จักยัยตัวยุ่งดีกว่าเขาที่อยู่กับความซุกซนดื้อรั้นที่ว่านั่นแทบจะ 24 ชั่วโมง แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมพอได้ยินคนอื่นพูดแบบนี้เขาจะต้องหงุดหงิดหัวเสียทุกครั้งไป

“ขอกงชานมาอยู่ที่นี่กับข้าได้หรือไม่ ข้าให้สัญญาว่าจะดูแลน้องชายของเจ้าให้เหมือนน้องชายแท้ๆของตัวเอง”

!!!

เหมือนโลกทั้งใบทลายลงมาทับใส่ตัวครั้งที่สอง นัยน์ตาของจินยองเริ่มแข็งกร้าวจ้องมองคนตรงหน้าอย่างดุดันคาดเดาความหมายได้ยาก มือที่ไพล่อยู่ข้างหลังกำแน่นข่มอารมณ์ที่กำลังปะทุในจิตใจไว้อย่างยากเย็น เหมือนตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใจหนึ่งอยากปฏิเสธซะเดี๋ยวนั้นไม่ให้ใครมาพรากของรักของตัวเองไป แต่อีกใจก็ครุ่นคิดถี่ถ้วนกับตัวเองอย่างละเอียดแล้วไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าการที่กงชานต้องมาอยู่กับเจ้านายที่ฐานะไม่พร้อมอย่างเขาทำให้ชีวิตของเจ้าตัวลำบากมากแค่ไหน

ขนาดจะทำซุปแตงกวาให้เขากินที่บ้านก็ยังไม่มีเกลือสำหรับปรุงอาหาร วัยรุ่นที่กำลังสดใสร่าเริงอย่างกงชานควรได้พักผ่อนบนเตียงนุ่มๆหลับสบาย ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างไม่มีข้อจำกัด ได้เรียนหนังสืออ่านออกเขียนได้เหมือนกับเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ ไม่ใช่มาร้องเพลงเล่นดนตรีใช้ชีวิตกระเสือกกระสนหาเงินตัวเป็นเกลียวอย่างที่เป็นอยู่กับเขา 

สิ่งที่เขาให้เจ้าตัวได้มีแค่ผ้าห่มขาดๆที่เจ้าตัวต้องมาเย็บปะซ่อมแซมเอาเอง เตียงนอนริมหน้าต่างที่หนาวเหน็บไร้ซึ่งฟูกปูและหมอนหนุนนอน อยากได้ผักผลไม้หรือวัตถุดิบอะไรมาทำกับข้าวก็ต้องไปเก็บเอาในป่าเองแทบหมดทุกอย่าง

เขายังจำวันที่กงชานคิดจะลองทำแยมสตรอเบอร์รี่ให้เขาได้กินวันแรกได้ เจ้าตัวต้องดั้นด้นพยายามไปเก็บผลสตรอเบอร์รี่ถึงในเขตชายป่าลึกที่ห่างจากตัวบ้านอยู่ไกลโข เขาห้ามอย่างไรก็ไม่ฟังบอกว่าอยากให้เขาลองเปลี่ยนเมนูอาหารเช้าลูกเดียว จนเขาต้องยอมพาเจ้าตัวเข้าไปเก็บถึงที่ด้วยตัวเองเพราะกลัวว่าจะมีสัตว์ป่าดุร้ายมากินเด็กดื้อคนนี้ไปซะก่อนที่จะได้สตรอเบอร์รี่เอากลับมาทำแยมให้เขากิน

“คือ..ข้าไม่ได้หมายความว่าเจ้าทำหน้าที่พี่ชายได้ไม่สมบูรณ์หรือว่าดูแลกงชานไม่ดีแบบนั้นนะ แต่ที่ข้าต้องพูดแบบนี้เป็นเพราะว่า

“ข้าทำมันได้ไม่สมบูรณ์จริงๆนั่นแหละ ข้ารู้ตัวเอง” จินยองยอมรับพร้อมถอนหายใจ “กงชานควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้ถ้าเพียงแต่” ชายหนุ่มเว้นคำพูดไว้แล้วต่อประโยคนั้นเพียงแค่ภายในใจตัวเอง

“ถ้าเพียงแต่…??” บาโรทวนคำอย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก

ถ้าเพียงแต่ชายอ้วนชุดแดงนั่นไม่ได้ส่งกงชานมาให้เป็นของขวัญสำหรับคนไม่เอาอ่าวอย่างเขาน่ะสิหัวนอนปลายเท้าก็ไม่มี ฐานะหรือก็ดันยากจนแทบจะอดมื้อกินมื้ออีก จริงๆแล้วเขากับกงชานแทบไม่มีอะไรที่คู่ควรหรือเหมาะสมกันเลยแม้แต่น้อย

“ถ้าเพียงแต่เขาไม่ได้เกิดมาเป็นน้องข้า” จินยองเลือกตอบอีกแบบหนึ่งไป บาโรพยักหน้ารับรู้

“ข้าจำเป็นที่จะต้องถามความเห็นจากเจ้าก่อน เพราะลำพังข้าถามความคิดเห็นของกงชานฝ่ายเดียว รายนั้นย่อมต้องเลือกอยู่กับเจ้าเป็นแน่ ติดเจ้าแจราวกับอะไรดี” บาโรขำยามเมื่อนึกภาพตาม ต่างจากจินยองที่ก้มหน้าซ่อนความเจ็บปวดน้อยเนื้อต่ำใจไว้กับตัวเองเงียบๆก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา

“ท่านไตร่ตรองเรื่องนี้มานานเท่าไหร่แล้ว”

“ตั้งแต่วันแรกที่ข้าได้พบกับกงชานในวันที่ช่วยชีวิตเจ้าแล้วนำไปส่งที่บ้าน หากไม่ได้รู้จากปากกงชานเสียก่อนว่าเขาคือน้องชายของเจ้า ข้าคงตัดสินใจนำกงชานมาอยู่ที่นี่ด้วยกันนับตั้งแต่วันนั้นแล้ว” บาโรสารภาพตามตรง จินยองมองลึกเข้าไปในตาของขุนนางผู้นี้จึงพบว่าอย่างน้อยอีกฝ่ายก็พูดประโยคนั้นออกมาด้วยความจริงใจที่มีให้กับกงชานจริงๆ ดวงตาของชายหนุ่มผู้ยากไร้เก็บงำความเจ็บปวดเอาไว้ในใจเพียงคนเดียว

“ท่านมักช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยากแบบนี้อยู่เสมอเลยเหรอขุนนางบาโร” ชาบาโรหัวเราะน้อยๆเมื่อได้ยินคำถามของจินยอง

“แท้จริงแล้วก็ไม่บ่อยเท่าไหร่นัก แต่สำหรับกงชานเป็นข้อยกเว้น”

!

“น้องเจ้าเป็นเด็กน่ารักเฉลียวฉลาด ข้าเองก็รักและเอ็นดูน้องของเจ้าไม่ผิดแผกจากน้องชายแท้ๆของตัวเอง หากเจ้าอนุญาตแล้วข้าเชื่อว่ากงชานคงต้องเคารพการตัดสินใจของเจ้าเป็นสำคัญและไม่ขัดข้องอะไร”

“ท่านจะให้ความรักเอ็นดูและคอยดูแลกงชานเป็นอย่างดี ยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าตั้งใจทำให้น้องมาตลอดชีวิตของข้าใช่หรือไม่”

“เจ้าพูดอย่างนี้หมายความว่า

“ข้าจะยกกงชานให้ท่าน หากแต่อยากให้ท่านช่วยบอกแก่น้องข้าทีว่า…” ประโยคหลังจินยองเปลี่ยนเป็นการพูดเสียงเบาจนแทบกระซิบแทน บาโรเมื่อได้ฟังแล้วมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าที่หนักใจไม่แพ้กัน

เจ้าแน่ใจแล้วอย่างนั้นหรือ?”

หากท่านไม่พูดตามที่ข้าชี้นำกงชานไม่มีวันยอมไปกับท่านง่ายๆแน่ ข้าเองก็จะช่วยพูดอย่างนั้นอีกแรง…” จินยองยิ้มให้อย่างฝืนๆ บาโรถอนหายใจด้วยความคิดหนักก่อนจะพยักหน้ารับปากแม้จะไม่เห็นด้วยกับหนทางนี้เท่าใดนัก

 

เจ้านายเจ้านายพูดแบบนี้กับกงชานอีกแล้วนะ!” ดวงตาคู่สวยมีน้ำตาเอ่อคลอสั่นระริกอยู่ภายใน จินยองพยายามไม่สนในเงาในดวงตาของคนตรงหน้าที่สะท้อนแต่เพียงภาพเขาออกมาอย่างชัดเจน บ่งบอกให้รู้ว่าคนตัวเล็กไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตาในชีวิตตัวเองเลยแม้แต่น้อยตั้งแต่เกิดมานอกเสียจากคนตรงหน้าที่ช่างใจร้ายขยันพูดจาทำร้ายจิตใจตัวเองเสียเหลือเกิน

ข้าพูดผิดตรงไหนกัน ข้าเพียงแต่พูดในสิ่งที่ข้าคิดเจ้ามันตัวสร้างภาระให้ชีวิตข้าไม่เว้นวันตั้งแต่เกิดมา ข้าไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตาอ้วนชุดแดงเคราขาวนั่นจะต้องส่งเจ้ามาให้ข้าทำไม” จินยองแสร้งมองกงชานด้วยแววตาเย็นชาไม่สนใจร่างบางที่เริ่มสะอื้นน้อยๆเพราะความเสียใจและผิดหวัง

อุตส่าห์พยายามแล้วที่จะมองข้ามไม่ฟัง พยายามไม่ใส่ใจทั้งที่ได้ยินคำพูดคำนั้นออกมาจากปากจินยองตั้งแต่เมื่อเช้า แต่ก็ได้แต่มองโลกในแง่ดีคิดว่าจินยองอาจจะพลั้งปากพูดออกมาเพราะความเหนื่อยก็เป็นได้ แต่ในเวลานี้เขาเห็นและเข้าใจทุกอย่างแน่ชัดแล้วว่ามันไม่ใช่ที่ผ่านมาเขาก็แค่จะพยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้ยอมรับความจริงที่เป็นมาโดยตลอด

ถ้าเจ้านายคิดว่าข้าเกิดมาเป็นภาระของเจ้านายมากนัก แล้วจะสร้างข้าขึ้นมาจากบทเพลงนั้นทำไมทำไมไม่ปล่อยให้ข้าเป็นตุ๊กตาหิมะที่ยืนตากหิมะหนาวเหน็บแน่นิ่งไร้ชีวิตจิตใจไปเสีย ข้าจะได้ไม่ต้องมาทนเจ็บปวดกับสิ่งที่เจ้านายกำลังทำกับข้าอยู่ในตอนนี้ เจ้านายร้องขอข้าต่อท่านซานต้าทำไมกัน…” กงชานร้องไห้

ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะเกิดมาน่าเกลียดน่าชัง ทำตัวน่ารำคาญตามตอแยข้าไปทุกที่จนกลายเป็นตัวถ่วงชีวิตสร้างความลำบากแก่ข้าไม่เลิกเช่นนี้น่ะ

“…!!

ข้าขายเจ้าให้กับขุนนางบาโรสองพันแบรอน ท่านขุนนางเต็มใจที่จะรับเจ้าไปดูแลอย่างดีประหนึ่งน้องชาย วันพรุ่งนี้เจ้าจงเตรียมตัวเก็บของย้ายไปอยู่บ้านท่านขุนนางได้เลย

ขาย…??” กงชานมองดวงตาคนที่ชื่อว่าเจ้านายของตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ น้ำใสๆจากดวงตาคู่กลมไหลรินออกมาอาบแก้มนวลสีชมพูนุ่มนิ่มที่ตอนนี้ดูซีดเซียวไปบ้างจนเป็นรอยคราบ จินยองพยักหน้าขบริมฝีปากตนเองในขณะที่พูดคำโกหกอย่างเลือดเย็น

อืม ได้ยินชัดแล้วนี่ สองพันแบรอนคงจะพอให้ข้านำไปสร้างบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่โตกว่านี้ได้อีกมากโข มีอาหารดีๆกินตลอดอีกหลายปี และที่สำคัญได้กำจัดเจ้าให้ออกไปจากชีวิตข้าเสียที กี่เดือนแล้วที่ข้าต้องจำทนอยู่กับสิ่งประหลาดอย่างเจ้า คนก็ไม่ใช่ภูตผีก็ไม่เชิง” จินยองหลบตาพูดเสียงแข็ง ข้าขอโทษเจ้าจริงๆกงชานเจ้าจงไปจากเจ้านายจนๆอย่างข้าเสียเถอะ

เงินสองพันแบรอนมันทำให้เจ้านายถึงกับยอมแลกข้ากับมันเชียวเหรอ…”

งั้นเจ้าคิดว่าตัวเองมีค่าซักเท่าไหร่กัน

“…!!

สิ่งที่ข้าต้องการมาตลอดเลยก็คือเงิน ไม่ใช่เจ้า ในเมื่อข้าได้ในสิ่งที่ข้าต้องการแล้วเหตุใดข้าจึงต้องเก็บเจ้าเอาไว้ให้เป็น.

พอแล้ว ข้าไม่อยากฟังคำนั้นแล้ว เจ้านายหยุดพูดเสียที ฮึก…” น้ำตาเม็ดสวยไหลกลิ้งเปรอะเปื้อนใบหน้าหวานจนมองดูแล้วน่าสงสารจับใจ

ข้ารู้ว่าที่เจ้านายผลักไสข้าไม่ใช่แค่เเพียงพราะเหตุผลนี้หรอก แต่เป็นเพราะเจ้านายกำลังจะมีคนรักพักนี้เจ้านายจึง…”

เข้าใจถูกโดยไม่ต้องอธิบายให้เสียเวลาเช่นนี้ก็ดี เพราะแบบนี้ข้าถึงไม่อยากให้เจ้าไปทำงานกับข้าด้วย มีแต่จะเป็นตัวขัดขวางความรักของข้าให้ไม่ราบรื่น ทำตัวตามติดข้าราวกับเงาเช่นนี้คนรักของข้าคงไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก

จินยองปั้นเรื่องโกหกไปทั้งหมดทั้งที่ใจของตัวเองกำลังหลับตาพยายามไม่มองใบหน้าและน้ำเสียงเศร้าสร้อยที่กำลังสะอื้นฮักๆจนตัวโยนเพื่อไม่ให้ตัวเองใจอ่อน กงชานได้ฟังประโยคนั้นถึงกับมองเขาด้วยแววตาคุกรุ่นโมโหจัด ก่อนที่มือน้อยจะคว้าตะกร้าเล็กๆที่ใส่คุกกี้ที่อุตส่าห์อบมาจากบ้านบาโรเองกับมือโยนใส่เขา จนขนมหวานที่ตั้งใจทำให้ใครบางคนกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ จินยองก้มหน้านิ่งลงพื้นมองคุกกี้โดยที่ไม่ว่าอะไรร่างเพรียวบางที่ทำกับเขาแบบนั้นซักคำ คุกกี้ช็อคโกแลตชิพชิ้นพอดีคำชิ้นกลมน่ารักที่เจ้าตัวตั้งใจตกแต่งให้เป็นรูปช่อดอกมิสเซิลโทตั้งนานสองนาน บัดนี้กลับต้องมาแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดีเหมือนกับหัวใจของคนที่เป็นคนทำมันขึ้นมา

เอาไปเลยเอาไปให้หมด เจ้านายใจร้าย กงชานไม่น่าทำมันให้คนใจดำอย่างเจ้านายเลย ขายกงชานให้กับคนที่กงชานไม่ได้รักลงคอได้ยังไง ฮือ” ลำแขนนวลยกขึ้นป้ายน้ำตาที่ยังคงไหลพรากไม่หยุดเหมือนเด็กๆที่กำลังร้องไห้โยเย จินยองก้าวเข้าไปอยากจะเช็ดหยดน้ำตาเหล่านั้นให้ออกไป แต่ก็ทำได้แค่ยืนมองอีกคนร้องไห้พลางข่มใจตัวเองให้นิ่งไม่พูดอะไรต่อจากนั้นซักคำ

ถ้าเจ้านายไม่อยากให้กงชานอยู่ที่นี่กงชานก็จะไม่อยู่ แต่กงชานก็จะไม่มีวันไปอยู่กับคนอื่นนอกจากเจ้านายหรอกรู้ไว้ด้วย…” เสียงหวานที่สั่นเครือว่าเขาด้วยถ้อยคำตัดพ้อ จินยองจ้องร่างเล็กที่สั่นเทาจากแรงสะอื้นด้วยความเจ็บปวดเหลือทน

เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลยน่าคนดีๆอยากจะรับไปอยู่กับเขาด้วยเจ้าจะมาลำบากอยู่ที่นี่ทำไมกัน

กงชานเกิดมาเพื่อมีเจ้านายเป็นแค่เจ้านายของกงชานคนเดียว ฮึก ถ้าเจ้านายไม่ต้องการกงชานแล้วกงชานก็ไม่อยากจะไปอยู่กับใครทั้งนั้นแหละ กงชานไม่ได้ใจร้ายเหมือนเจ้านายซักหน่อย

จินยองได้ยินเสียงใสที่สั่นเครือพูดแค่นั้น เมื่อหันไปเขาก็ได้เห็นสายตาที่กงชานมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ในดวงตาที่รื้นไปด้วยม่านน้ำใสแจ๋วคู่นั้นจินยองเพิ่งสังเกตเห็นร่องรอยบางอย่างบรรจุอยู่เอ่อล้นภายใน แม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไปแน่ สายตาคู่นั้นดูเจ็บปวดและตัดพ้อระคนน้อยใจ จินยองเองก็ไม่ได้เป็นคนที่โง่ที่จะตีความสิ่งเหล่านั้นไม่ออกเสียทีเดียว มันไม่ใช่สายตาที่ตุ๊กตาหิมะตัวน้อยจะมองเจ้านายเหมือนปกติอย่างที่อยู่ด้วยกันผ่านมาหลายเดือน

กงชานมีใจให้เขา.ตุ๊กตาหิมะตัวน้อยจอมดื้อกำลังตกหลุมรักเจ้านายตัวเองโดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามันคือความรู้สึกที่มนุษย์เรียกว่าความรัก

แม้จะดีใจลึกๆที่อีกคนไม่ได้รู้สึกนึกคิดต่างไปจากตัวเขาแม้แต่น้อย แต่ภาพที่กงชานเช็ดน้ำตาแล้ววิ่งหนีจากเขาไปฝ่าหิมะที่โปรยปรายพร้อมสายลมฤดูหนาวที่โหมพัดหนักหน่วงออกไปนอกบ้านทำให้จินยองรู้ทันทีว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไปทั้งหมดเมื่อกี้นี้

เขาไม่ได้ตัดแค่ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องหรือสายสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับสิ่งของบางอย่างที่ผูกพันเพียงเท่านั้น แต่เป็นการทำร้ายจิตใจคนที่รักและคอยเฝ้าดูแลห่วงใยเขามาตลอดอย่างไม่มีเงื่อนไข ด้วยการพูดจาโกหกปั้นเรื่องต่างๆสารพัดนานาอย่างใจร้ายไม่น่าให้อภัย เหมือนอย่างที่ใครอีกคนได้ตราหน้าเขาเอาไว้เมื่อครู่นี้ไม่มีผิด

ทั้งที่ในใจของชายหนุ่มหวังแค่เพียงอยากให้เจ้าตัวไม่ต้องมาจมปลักใช้ชีวิตอย่างลำบากอัตคัต อดมื้อกินมื้อแถมยังต้องมาคอยปรนนิบัติรับใช้เขาผู้ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอะไรเลย ต้องมาโดนสายตาชาวบ้านในหมู่บ้านมองอย่างดูถูกดูแคลนให้อับอายกับการทีมีเจ้านายเป็นแค่นักดนตรีเร่ร่อนจนๆคนหนึ่ง ที่แม้แต่ที่ซุกหัวนอนก็ยังแทบจะไม่มีให้อยู่ อยากจะซื้ออะไรให้เป็นของขวัญกับเจ้าตัวก็ยังต้องเก็บหอมรอมริบเล่นดนตรีเป็นเดือนกว่าจะแอบซื้อสิ่งนี้มาได้

.

.

.

เจ้านายดูสิข้าได้อะไรมา ><” มือน้อยชูขนมปังก้อนใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มหอมกรุ่นจากร้านแล้วยิ้มให้เขาอย่างร่าเริงในวันหนึ่งที่เขาพาเจ้าตัวออกไปเปิดหูเปิดตาเดินดูตลาดในหมู่บ้านด้วยกันหลังจากที่เล่นดนตรีเสร็จ จินยองขมวดคิ้วอีกตามเคย

ไปได้มาจากไหน

เจ้าของร้านชมว่าข้าเป็นเด็กดีน่ารัก แล้วเขาก็ให้ขนมปังข้ามาเต็มตะกร้าเลยดูสิ ไว้ข้าจะเอาไปทาเนยให้เจ้านายกินตอนเช้าดีกว่าเนอะ ^^”

จินยองแอบเหล่ตามองดูเจ้าของร้านหนุ่มที่ยืนยิ้มโบกมือให้เด็กจอมซนตาใสข้างๆเขาด้วยสีหน้าขุ่นเคืองเพราะพอเดาทางได้ว่ามีจุดประสงค์อะไร มือหนากระตุกครอบครองมือเล็กอย่างถือวิสาสะให้เข้ามาใกล้ก่อนจะดุเสียงเข้ม

เอาไปคืนเขาเสีย

ทำไมล่ะ เขาอุตส่าห์ให้ข้ามานะ -^-

อย่ามัวดื้อกับข้า รับของที่คนโน้นคนนี้เขาให้มาหมดคนอื่นจะคิดว่าเจ้าเป็นเด็กเหลือขอเอาได้

แต่ข้าไม่ได้เป็นคนไปขอเขานี่ เขาให้ข้าเองเจ้านายก็เห็น ตุ๊กตาหิมะน้อยในร่างคนเถียงพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าหล่อแล้วแลบลิ้นใส่กวนอารมณ์อย่างซุกซน คนอาวุโสกว่าทำตาขุ่นเพราะก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องหงุดหงิดมากถึงเพียงนี้

เจ้านี่มัน-*-

เจ้านายทำหน้าบึ้งแบบนี้ -*- เสียงเล็กว่าพลางทำหน้าเลียนแบบอย่างน่าเอ็นดู ไม่เห็นจะหล่ออย่างที่สาวๆที่มาคอยฟังดนตรีเจ้านายตรงลานน้ำพุเขาพูดกันตรงไหนเลย ข้าว่าเจ้านายดูแก่ขึ้นกว่าเดิมไปอีกตั้งสิบปีแน่ะ มือนุ่มจิ้มแถวหว่างคิ้วและหางตาของเขา

เนี่ยเห็นมั้ย ตีนกาเริ่มขึ้นแล้ว แถมเจ้านายยังไม่ยอมโกนหนวดอีก

ข้าจะเครียดหน้าแก่ตายก็เพราะเจ้ามาคอยกวนประสาทดื้อรั้นขัดคำสั่งข้าไม่เว้นวันนี่แหละจงรู้ไว้เสีย แม้จะพูดเชิงตำหนิอย่างนั้นแต่โครงหน้าหล่อก็แอบคลายความตึงเครียดบนใบหน้าลงไปบ้างตามที่อีกคนติงอย่างไม่รู้ตัว กงชานยิ้มให้ก่อนจะพูดอ้อนเสียงใส

อยากให้ข้าโกนหนวดให้ท่านเย็นนี้มั้ยล่ะ เจ้านายของข้าจะได้หล่อๆเวลาออกไปเล่นดนตรีไง -.,-

น้อยๆหน่อยเจ้าเด็กดื้อ อย่าแก่แดดแก่ลมให้มันมากนัก จินยองใช้นิ้วดันหน้าผากกงชานออกไปห่างๆพร้อมหลุดขำ กงชานสะบัดผมสีแอชเกรย์ดุ๊กดิ๊กไปมาสองสามทีให้เข้าทรงก่อนจะว่าแซวต่อ

เขินหรือไงเจ้านายเวลามีสาวๆมารุมล้อมฟังเพลงน่ะ~”

ข้าจะเขินไปเพื่ออะไรในเมื่อข้า…”

โหสวยจัง

เสียงกงชานที่หลุดประเด็นเมื่อกี้ไปแล้วทำให้จินยองอดมองตามสายตาอีกคนที่จ้องมองอะไรบางอย่างตาไม่กระพริบอย่างเสียไม่ได้ แผงลอยธรรมดาที่วางขายสินค้าเครื่องประดับและของกระจุกระจิกเล็กๆน้อยๆหนึ่งในนั้นที่ดวงตาคู่สวยกำลังจับจ้องอยู่คือเข็มกลัดรูปเกล็ดหิมะประดับฝังคริสตัลซีกเม็ดเล็กๆดูไม่น่าจะมีราคาเท่าอันอื่น แต่ถึงกระนั้นความน่ารักเปล่งประกายของมันกลับทำให้มันดูโดดเด่นอย่างไม่น่าเชื่อ

ชอบงั้นหรือ?” จินยองมองตามอย่างสงสัยพลางจ้องแววตาที่กระพริบจ้องมองสิ่งนั้นไม่วางตาปริบๆ กงชานเหลือบมองมันด้วยแววตาหลงใหลเพียงชั่วครู่ก่อนจะรีบสลัดความคิดนั้นหลุดออกมาพลางส่ายหน้า

ปละ..เปล่า ข้าเห็นว่ามันน่ารักดี

อาการยิ้มแหยบวกการสั่นหัวปฏิเสธล่กๆทำให้จินยองแอบมองสำรวจสิ่งนั้นอย่างละเอียดอีกที คงไม่แปลกที่เจ้าตัวจะมองว่ามันน่ารักเพราะมันเป็นรูปเกล็ดหิมะใสราวกับต้องเวทมนต์ขนาดเล็ก ดูแล้วชวนให้นึกถึงใครบางคนที่มีต้นกำเนิดมาจากหิมะเช่นกัน

จริงด้วยกงชานกำลังอยู่ในช่วงวัยแรกรุ่นที่ชอบของแต่งตัวน่ารักสวยๆงามๆแบบนี้พอดีสินะ โชคร้ายไปหน่อยที่เจ้าตัวต้องมาอยู่ในครอบครัวฐานะที่ยากจนอย่างเขาที่ไม่มีปัญญาซื้อความสุขสบายและความปรารถนาของคนตรงหน้าได้อย่างที่เด็กวัยรุ่นคนอื่นควรจะมีและได้อย่างที่เป็น

ดูก็รู้ว่าเด็กดื้อตรงหน้าเขาอยากได้สิ่งนั้นมากแค่ไหนแต่ก็ไม่กล้าออกปากขอเขาซื้อ อย่างที่รู้ว่าเงินของเขาที่ได้มาในแต่ละวันขนาดจะเอามาซื้อวัตถุดิบนำมาทำกับข้าวที่บ้านยังแทบจะไม่เพียงพอ นับประสาอะไรกับสิ่งของเล่นๆราคาแพงที่ซื้อไว้แค่เพียงใช้ประดับร่างกายแบบนี้

ข้าว่าจะไปดูเกลือกับน้ำตาลตรงนั้นเสียหน่อย เรารีบไปดูกันเถอะเจ้านายเดี๋ยวจะค่ำมืดเอา กงชานรีบยิ้มสดใสกลบเกลื่อนแล้วกระตุกมือชักชวนเขาให้ไปที่ร้านอื่น จินยองมองแล้วพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต

เจ้าไปดูก่อนเถอะ ข้าว่าจะดูเครื่องมือช่างแถวนี้ซักครู่แล้วจึงจะตามไป

เช่นนั้นหรืองั้นไว้เราเจอกันที่ลานน้ำพุกลางหมู่บ้านเช่นเดิมนะเจ้านาย

อืม เมื่อเห็นเจ้านายตกปากรับคำเป็นมั่นเหมาะแล้วกงชานก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรอีก จินยองมองดูร่างบางที่เดินลับหายไปกับฝูงชานทางร้านขายเครื่องเทศเครื่องปรุงจนลับสายตาแล้วจึงก้มลงมองเศษเงินในกระเป๋าตังค์ของตัวเอง ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเมื่อหันไปดูสินค้าตัวนั้นใหม่อีกรอบแล้วพอจะประเมินได้ว่ามันคงไม่ได้ราคาถูกเพียงไม่ถึงสิบแบรอนเป็นแน่

เข็มกลัดเกล็ดหิมะนี่ราคาเท่าไหร่ เมื่อสงสัยมากจึงตัดสินใจถามให้จบเรื่องไป หญิงคนขายวัยกลางคนมองสภาพการแต่งตัวซอมซ่อของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วตอบอย่างไม่เต็มเสียงเท่าใดนัก

ร้อยแบรอนถ้วน แพงชิบตามที่คิดไว้

ข้าวอนท่านช่วยเก็บให้ข้าไว้ก่อนได้หรือไม่ เดือนหน้าข้าสัญญาว่าข้าจะกลับมาซื้อใหม่ จินยองต่อรองกับหญิงคนขายที่ทำท่ากระฟึดกระฟัดอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก

อย่าหาว่าข้าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่านักดนตรีเร่ร่อนอย่างเจ้าจะมีปัญญาหาเงินแล้วเอามาซื้อของของข้าได้จริงๆน่ะ สู้ข้าเอาไปขายให้กับคนรวยๆที่มีเงินพร้อมจะจ่ายข้าเดี๋ยวนั้นไม่ดีกว่าหรือไง เจ้าจะกลับมาซื้อเมื่อไหร่แน่ไหมข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้

ข้าจะหนีท่านไปไหนได้ บ้านข้าก็อยู่ห่างเพียงชายป่านี่ หากท่านไม่ไว้ใจข้าก็ลองไปเคาะประตูทวงหนี้ข้าในตอนนั้นเสียหน่อยเป็นไร…” จินยองท้าทายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนขายด้วยสายตาที่แน่วแน่ ตะล่อมอยู่นานกว่าเจรจากับคนขายหน้าเลือดนั่นได้สำเร็จ เป็นระยะเวลาสองเดือนกว่าเต็มๆที่กว่าเขาจะเล่นดนตรีเก็บหอมรอมริบเงินส่วนหนึ่งแล้วนำมาซื้อเข็มกลัดเกล็ดหิมะอันนั้นที่อีกคนใฝ่ฝันได้

และนั่นคือสาเหตุที่เขาไม่อยากให้กงชานตามเขาไปเล่นดนตรีเหมือนเช่นเคยเท่าไหร่นัก เพราะถ้าจับได้ว่าเขาทำงานหนักมากขึ้นเป็นเท่าตัวแถมยังไปเล่นตระเวนที่หมู่บ้านอื่นแทบทุกครั้งแบบนี้มีหวังความแตกแน่ว่าเขาพยายามจะทำอะไร สิ่งที่เขาพยายามมาตลอดทั้งหมดอาจสูญเปล่าได้ง่ายๆ

.

.

.

จินยองล้วงหยิบถุงเนื้อผ้ากำมะหยี่อย่างดีออกจากกระเป๋ากางเกง เผยให้เห็นสิ่งของชั้นดีล้ำค่าที่บรรจุอยู่ในเนื้อถุงผ้า เข็มกลัดเกล็ดหิมะเล็กๆที่ตอนนี้ดูเปล่งประกายในมือเขาเช่นเดิม แต่แสงประกายระยิบระยับอาจดูหม่นหมองลงไปถนัดตาเพราะคนที่เขาตั้งใจซื้อให้ในตอนนี้กลับหนีหายจากเขาไปเสียแล้ว ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสูดลมหายใจก่อนจะผ่อนออกอย่างใช้ความคิดหนักหน่วง แล้วจึงตัดสินใจหยิบเสื้อแจ๊คเก็ตหนังตัวที่มีเนื้อผ้าหนาและสภาพดีกันความหนาวเย็นได้มากที่สุดในบ้านนำมาสวมทับตัว พร้อมกับรีบก้าวขาหุนหันพลันแล่นออกจากบ้านฝ่าลมหิมะที่พัดหวีดหวิวหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจตามใครอีกคนหนึ่งไป

"กงชาน"

ทำไมข้าต้องเป็นฝ่ายคอยวิ่งตามหาเจ้าอยู่เสมอเลยนะ...ยัยจอมดื้อ

ทางเดินปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวไม่หนาเหมือนต้นฤดูหนาวที่เริ่มหลอมละลายไปบ้างเพราะใกล้ถึงฤดูใบไม้ผลิใบเต็มทน ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคของจินยองในการตามหากงชานในป่าเท่าใดนัก แค่เพียงตามรอยเท้าที่เจ้าตัวย่ำไปบนทางก็พอจับทางได้ว่ายัยตุ๊กตาจอมดื้อของเขามีจุดหมายจะไปที่ไหน หากแต่สภาพร่างกายความเป็นมนุษย์ที่ต้องการความอบอุ่นก็ทำให้จินยองแอบพ่นลมหายใจเป็นควันสีขาวลอยผุยเพราะความเหนื่อยหอบได้บ้างเหมือนกัน เสียงทุ้มที่เปล่งออกมาจึงฟังดูสั่นไม่เหมือนกับทุกทีที่เคยพูดดุว่ากล่าวเจ้าตัวเท่าไหร่นัก

กงชาน…” จินยองแทบจะทรุดนั่งลงตรงนั้นด้วยความเหนื่อยล้า รอยเท้าเล็กๆบ่งบอกว่ายัยตุ๊กตาจอมดื้อนั่นต้องมาตรงแถวนี้แน่ แต่เพราะอะไรทำไมเขาถึงหาไม่เจอสักที

กงชาน เจ้าได้ยินเสียงข้าไหม จินยองป้องปากร้องเรียกพลางหอบหายใจอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธารที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ร่างสูงโปร่งห่อตัวเองด้วยความหนาวพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบทิศเพื่อหาใครบางคนที่ทำให้เขาต้องเดินทางดั้นด้นเข้ามาตามหาในป่าลึกแบบนี้ นี่ก็ใกล้ค่ำเต็มทีแล้วด้วยหากไม่เร่งตามหาให้เจอทั้งเขาและยัยตุ๊กตาน้อยขี้งอนอาจจะลำบากด้วยกันทั้งคู่

พอแค่คิดว่าใครอีกคนกำลังงอนเขาเพราะคิดว่าเขาไปมีคนอื่นจริงๆ มุมปากหยักก็แย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างเผลอตัว ทำไมก่อนหน้านี้เขาถึงได้เคยสังเกตมาก่อนเลยนะว่าอีกคนชอบพูดจาทำตัวงอนน่ารักทำเป็นตั้งแง่แบบนี้กับเขามาหลายครั้งหลายหนแล้ว พอครั้งนี้คำพูดของกงชานหลุดออกมามากกว่าทุกครั้งทุกอย่างก็เลยปรากฏชัดเจนในสายตาจินยอง จนแม้แต่ตอนนี้ที่เขากำลังนึกถึงใบหน้าหงิกงอของใครอีกคนอยู่ก็หุบรอยยิ้มที่พร่างพราวบนใบหน้าหล่อคมสันไม่ได้

อีกด้านหนึ่งหลังต้นไม้ใหญ่ริมธารน้ำแข็งฝั่งตรงข้าม ตุ๊กตาหิมะขี้งอนตัวน้อยกำลังใช้ดวงตากลมๆของตัวเองเพ่งมองปฏิกริยาของเจ้านายที่กำลังตัวสั่นด้วยความหนาวอย่างลังเลใจ ใจหนึ่งก็นึกเป็นห่วงเจ้านาย เพราะรู้ดีว่าสภาพร่างกายโดยปกติของมนุษย์แล้วย่อมไม่ชินกับสภาพอากาศที่เย็นเฉียบอย่างนี้ได้นานๆเท่าไหร่นัก เสื้อกันหนาวแต่ละตัวของเจ้านายก็ล้วนแต่หาสภาพที่ดีสมประกอบได้ยาก กะว่าจะเอามาเย็บปะชุนให้แต่ก็มัวแต่ยุ่งกับการคิดเมนูอาหารร้อนๆให้เจ้านายได้ลองชิมก็เลยยังไม่ได้ทำซักทีจนถึงเดี๋ยวนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังรู้สึกเสียใจน้อยใจกับสิ่งที่เจ้านายทั้งทำและพูดกับตัวเองไม่หาย ขืนกลับไปหาเจ้านายก็ได้ผลักไสให้ข้าไปอยู่กับท่านขุนนางบาโรอีกน่ะสิ ข้าไม่เอาด้วยหรอก T^T ยอมอยู่แบบไม่มีบ้านแบบนี้ยังจะดีซะกว่า พอถึงฤดูใบไม้ผลิเมื่อไหร่ก็ค่อยละลายหายไปจากโลกแบบนี้อย่างเดียวดายโดยไม่มีใครมาสนใจ

ไม่รู้ล่ะก็เจ้านายอยากมาพูดเหมือนกับว่าข้าเกิดมาเป็นเป็นภาระของเจ้านายทำไม ถึงข้าจะเกิดมาจากตุ๊กตาหิมะแต่ข้าก็มีหัวใจเจ็บปวดเป็นนะ ฮึ่ย! T[]T

พรึ่บ!

เสียงของกองหิมะที่จับตัวอยู่ด้านบนต้นไม้ที่เจ้าตัวใช้กำบังหลบอยู่ข้างหลังร่วงลงมาใส่ร่างเล็กเข้าอย่างจังราวกับสวรรค์ไม่เป็นใจในการหลบหนีครั้งนี้เท่าไหร่นัก จินยองหันไปตามต้นเสียงของคนที่ยังแกล้งเนียนหลบไม่เลิกก็ถึงกับระบายยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นชายเสื้อสีสดใสคุ้นตาที่โผล่ออกมาจากกองหิมะที่หล่นใส่ ถ้าให้เดาคนที่หลบเขาอยู่ในนั้นมานานสองนานคงกำลังกลั้นหายใจตั้งใจจะแอบเขาต่ออยู่ในกองหิมะนั่นเป็นแน่ ดวงตาเฉียงยาวรีจึงแกล้งทำเป็นเฉมองไปทางอื่นเหมือนคนไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วรำพึงกับตัวเองออกมาดังๆ

“หามาตั้งนานแต่ก็ยังไม่เจอซักที หรือว่าเจ้าจะไม่ได้อยู่แถวนี้กันนะ…^^

T^T” กงชานรีบปัดก้อนหิมะออกจากตัวพลางทำตัวลีบๆกระเถิบตัวเข้ามาแอบอยู่หลังต้นไม้ต้นนั้นต่อไป

“พ้นเขตนี้ไปก็เป็นหุบเหวแล้ว ใครจะมาแอบซ่อนตัวอยู่แถวนี้กัน หมีป่าก็ออกจะชุกชุมขนาดนั้น ขืนอยู่นานกว่านี้ข้าคงโดนมันจับกินเป็นแน่”

O_o หมะหมีป่า!!

“ไปดีกว่า นี่ก็ค่ำซะแล้วด้วยสิ เจ้าเด็กดื้อคงไม่ซื่อบื้อมาซ่อนตัวอยู่ในที่แบบนี้หรอก หมีก็ชุม ผีก็เยอะ

T[]T” ผีงั้นเหรอ ผีแบบไหนกัน ผีกระสือที่มีไฟแว้บๆแบบที่ชาวบ้านในตลาดเล่ากันใช่มั้ย ฮือออออ เจ้านายจะทิ้งข้าไว้ที่นี่คนเดียวจริงๆใช่มั้ยเนี่ย

“พูดแล้วขนลุก ได้ข่าวว่าเพิ่งมีคนตกเหวตายอยู่ตรงนั้นไม่กี่วันเสียด้วยสิ ไว้วันพรุ่งค่อยมาออกตามหาใหม่ก็คงไม่สายหรอกกระมัง” จินยองว่าพลางแสดงท่าทีลูบแขนทำเป็นขนพองสยองอย่างแนบเนียน หางตาแอบเหลือบไปเห็นบางอย่างยุกยิกอยู่ไม่สุขหลังต้นไม้ก็พอเดาได้ว่าตอนนี้อีกคนคงกลัวหัวหดตัวสั่นหงึกๆ คิดแล้วก็ได้แต่กระหยิ่มยิ้มย่องในใจเพราะเชื่อว่ายังไงอีกคนหนึ่งก็ต้อง

“เจ้านายจะไปไหน อยะ..อย่าทิ้งกงชานไว้คนเดียวที่นี่กงชานไม่อยากเห็นกระสือออ TOT” พูดยังไม่ทันขาดคำร่างคนจอมซนที่วิ่งหนีเขาออกจากบ้านก็เป็นฝ่ายวิ่งทั่กๆมาหาเขาเองถึงที่ จินยองยิ้มอย่างพอใจเพราะแผนที่วางไว้เป็นไปตามคาดเดาไม่มีผิด อยู่กันมาตั้งเกือบตั้งสามเดือนย่อมต้องรู้สิน่าว่าอีกคนกลัวอะไรบนโลกใบนี้บ้าง

“ค่อยๆวิ่ง” เสียงทุ้มที่มีแววดุหากแต่ก็กลั้วขำอยู่ในลำคอเพราะความขบขันกับท่าทีกระโดกกระเดกไม่หายของอีกคน กงชานรีบวิ่งปร๋อมาทางเขาอย่างรวดเร็วเพราะกลัวผีจนลืมสังเกตไปว่าตรงหน้าคือธารน้ำแข็งที่น้ำแข็งเริ่มหลอมละลายบ้างแล้ว ดังนั้นขาข้างหนึ่งที่เผลอลื่นเหยียบจึง

แกร้ก

นั่นคือเสียงของน้ำแข็งที่เริ่มแตกร้าวก่อนจะทำให้ขาอีกข้างของกงชานจุ่มลงไปในน้ำเย็นเสียชุ่ม ตุ๊กตาหิมะน้อยเสียหลักจนล้มลงพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นไม่ได้เนื่องจากขาติดอยู่ในธารน้ำแข็งที่แตก มองดูท่าทางยักแย่ยักยันพิลึกพิลั่นน่าตลกแต่ก็น่าสงสารในเวลาเดียวกัน จินยองเบิกตากว้างด้วยความตกใจรีบวิ่งทิ้งตะเกียงที่พกติดตัวไว้ตรงนั้นเพื่อเข้าไปช่วยพยุงร่างบอบบางให้ขึ้นมาจากน้ำเย็นเฉียบ

“เจ้านาย ขากงชานติด T_T

“ข้าบอกแล้วไงว่าอย่ารีบวิ่ง เจ้านี่มัน… -*-” ชายหนุ่มเว้นคำพูดไว้แค่นั้นไม่ว่าอะไรต่อ สองแขนใช่ยกลำตัวบางเบาหวิวขึ้นมาจากธารน้ำแข็งที่เปราะบางได้อย่างง่ายดายราวกับน้ำหนักของอีกคนเท่ากับปุยนุ่น กงชานเกาะไหล่เขาไว้แน่นเพราะยังทรงตัวไม่ได้เสียทีเดียว

“จะว่ากงชานว่าพูดไม่ฟังอีกล่ะสิ”

“ก็มันจริงดังที่ข้าว่าไว้หรือไม่ล่ะ”

“ข้าดื้อนักเจ้านายก็ปล่อยข้าให้ละลายอยู่ในป่าตามยถากรรมเถอะ จะต้องออกมาตามหาข้าให้ตัวเองหนาวเหน็บเจียนตายขนาดนี้ทำไมกัน -^-” ขนาดที่ว่าขาเจ็บเพราะโดนเกล็ดน้ำแข็งคมบาดเฉียดๆเจ้าตัวก็ยังพูดจาเถียงเขาได้ฉอดๆขนาดนี้ เล่นเอาจินยองถึงกับส่ายหน้าหนักใจเต็มทน

“ข้าก็กลัวหมีแถวนี้มันต้องได้กินตุ๊กตาหิมะรสชาติฝืดคออย่างเจ้านี่สิ คงน่าสงสารมันพิลึก” จินยองหัวเราะขำหึๆในลำคอขณะพูดขู่ นัยน์ตากงชานสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว

“แถวนี้มีหมีอย่างที่ว่าจริงๆเหรอเจ้านาย”

“จะแถวไหนมันก็มี ในเมื่อที่นี่มันเป็นป่า เจ้าจะให้มันมีแต่ม้ายูนิคอร์นวิ่งกระโดดโลดเต้นหรือไงกัน” จินยองพูดประชดเสียงห้วนพลางเหลือบตามองดูรอยกรีดบาดของน้ำแข็งที่ขาเรียวด้วยสีหน้าหนักใจ กงชานหันขวับมองซ้ายทีขวาทีพร้อมพูดเสียงสั่น

“แล้วคนตายที่เจ้านายพูดเมื่อกี้ล่ะ?

“ที่ไหนก็ย่อมมีคนตายด้วยกันทั้งนั้น นี่เจ้าแอบฟังที่ข้าพูดเมื่อกี้หมดเลยงั้นหรือ ^^

“ข้าไม่อยู่แล้ว เอาข้าไปจากที่ที่น่ากลัวแบบนี้ที TOT” เพียงแค่นี้คนผมสีเงินก็ซุกหน้าลงกับลำตัวเขาพลางหลับตาปี๋ จินยองถอนหายใจแต่ในใจก็แอบขำกับความกลัวอะไรไม่เข้าเรื่องของอีกคน

“เดินไหวอยู่หรือเปล่าล่ะ”

“(T^T  ) (  T^T)” ท่าทีส่ายหัวพรึ่บพรั่บทันทีที่ยังถามไม่จบทำให้ร่างสูงเผลอหัวเราะเบาๆออกมาอีกครั้ง เป็นตุ๊กตาประสาอะไรกลัวทั้งหมี กลัวทั้งคนตาย

“ถ้าเช่นนั้นก็คงไม่มีทางเลือกอื่น ขึ้นหลังข้าเสียสิ”

“ฮึนี่ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า?” กงชานเอามือแคะหูมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสายตา เป็นไปได้ยังไงถึงเจ้านายเขาจะมีฐานะยากจนแค่ไหนแต่ก็ถือตัวกับสาวๆรวมถึงคนใกล้ตัวรอบข้างอย่างกับอะไรดี

“หรือเจ้าจะอยู่ให้หมียักษ์แทะร่างเจ้าที่นี่?” คิ้วเข้มบนใบหน้าหล่อกระดกขึ้นเป็นเชิงถามกวน

“ไม่อยู่! แต่ข้าก็ไม่ขึ้นหลังของเจ้านายหรอก ข้าไม่อยากเสี่ยงชีวิตให้เจ้านายพาข้าไปขายแก่ท่านขุนนางบาโรแลกกับเงินสองพันแบรอนอีกแล้ว -^-

“แล้วถ้าอย่างนั้นเจ้าจะกลับด้วยวิธีไหน ไหนลองเสนอข้ามาซิหากมันดีข้าจะได้รับไว้พิจารณา”

คนช่างรั้นเองก็ไปต่อไม่ถูกเมื่อเจอคำถามต้อนจนมุมเช่นนี้ จินยองเงียบเพื่อให้อีกคนหนึ่งใช้ความคิดทบทวนอยู่นานกว่าจะตัดสินใจทำเสียงเข้มหน้าดุใส่อีกตามเคย

“ชอบดื้อรั้นกับข้าไว้ก่อน เจ็บปางตายแล้วยังจะมีแรงมาเถียงข้า เหตุผลก็ไม่มียังจะดันทุรังอยู่นั่น

เชื่อว่านั่นเป็นแค่คำบ่นรำพึงเพราะเมื่อสิ้นคำบ่นลำแขนแกร่งก็ช้อนตัวเบาๆของคนที่กำลังยืนทำหน้าบึ้งให้กระหวัดขาขึ้นมาบนแผ่นหลังอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว กงชานผงะด้วยความตกใจแต่ก็โดนแขนของจินยองที่รองช้อนใต้ต้นขาไว้ทั้งสองข้างล็อคติดกับแผ่นหลังอบอุ่นเสียแน่น

“เจ้านายO_O;

“ถือตะเกียงนำทางให้ข้าเสีย ถือให้ห่างๆจากตัวเองแล้วก็หยุดเอาแรงน้อยๆนั่นมาทุบไหล่ข้าได้แล้ว ไม่งั้นข้าจะปล่อยเจ้าทิ้งไว้อยู่ที่นี่ให้หมีป่าจับกินจริงๆ” คำพูดและน้ำเสียงเย็นชาที่สั่งเฉียบขาดของเจ้านายทำให้กงชานได้แต่ทำหน้ามุ่ยฮึดฮัดไม่พอใจอยู่บนหลัง ดูสิขนาดจะหนีให้ไกลจากเจ้านายเขายังหนีไปไหนไม่พ้นเลย T_T*

“กงชานไปร้องขอเจ้านายให้ช่วยตั้งแต่ตอนไหนกัน -^-

“จำเป็นด้วยหรือที่เจ้าจะต้องร้องขอต่อข้าก่อนทีเจ้ายังช่วยชีวิตข้าในวันแรกที่เจ้าถือกำเนิดขึ้นมาโดยไม่ต้องให้ข้าร้องขอได้เลยนี่” คำพูดจากเสียงที่อ่อนลงทำให้กงชานยอมฟังเล็กน้อย เพราะตระหนักได้ว่าตอนที่มีปากเสียงเถียงกับเจ้านายเมื่อเย็นเขาก็เป็นคนพูดประโยคนี้ออกมาเช่นกัน

“ก็เจ้านายบอกเองว่าข้ามันเป็นตัวภาระของเจ้านายไม่ใช่หรือไง” ดวงหน้าสวยยังมีเค้าหงิกงอบึนปากใส่เขาอยู่บ้าง หากแต่ไม่เท่ากับทีแรกทีหนีออกจากบ้านมาซะทีเดียว สายตาของจินยองหันไปประสานกับดวงตาใสกลมของคนที่เกาะอยู่ข้างหลังพร้อมกับพูดเสียงนิ่งเช่นเดิม แต่ครั้งนี้กับเปี่ยมไปด้วยความหมายบางอย่างที่เร้นอยู่

“ภาระที่ข้าเต็มใจแบกไว้กับตัวเช่นนี้ไง

” เหมือนเจ้าตัวจะเริ่มรู้ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร ริมฝีปากบางทีเคยเถียงเขาเสียงงุ้งงิ้งจึงหยุดไปเฉยๆ พอแบกอีกคนขึ้นมาไว้บนหลังแบบนี้จินยองจึงรับรู้ได้ทันทีว่าหัวใจของอีกคนกำลังเต้นแรงไม่เป็นส่ำเพราะคำพูดของเขาเมื่อครู่ คนสูงวัยกว่ายิ้มน้อยๆกับตัวเองแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรถึงเรื่องนี้

“เจ้านายรู้ใช่หรือไม่ว่าพรุ่งนี้ก็จะเริ่มหมดฤดูหนาวแล้ว”

กงชานพูดทำลายความเงียบระหว่างที่จินยองพาเขาขึ้นหลังเดินออกมาจากเขตป่าลึกตามทางเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นบ้านต้นไม้หลังน้อยคุ้นตาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลเกินห้าสิบเมตร พอเห็นคนที่ถูกถามเงียบไปคนช่างเซ้าซี้ก็เริ่มกลับเข้าสู่โหมดช่างฉอเลาะเหมือนเดิม

“เจ้านายยยย ข้ากำลังถามเจ้านายอยู่นะ”

“อืมรู้ ชาวบ้านพูดกันหนาหูทั้งหมู่บ้านตอนที่ข้าไปตามหาเจ้าวันนี้ที่บ้านขุนนาง” กว่าจะยอมพูดออกมาได้ก็ต้องถามซ้ำสอง กงชานถอนหายใจยาวพลางใช้ลำแขนน้อยโอบกระชับต้นคอคนตรงหน้าไว้หลวมๆ

“รู้ทั้งรู้ว่าข้าจะละลายในวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว เจ้านายก็ยังจะขายข้าให้กับท่านขุนนางอีกเนี่ยนะ เชื่อเจ้านายเลย

“หรือว่าตอนนี้เจ้านายกำลังต้องการเงินเยอะมากขนาดนั้นเชียว ถึงได้หลอกใช้ท่านขุนนางให้รับซื้อข้าไปแค่วันเดียวแบบนั้น เจ้านายบอกข้ามาสิ

“เข้าบ้านไปเปลี่ยนชุดให้แห้งซะ เดี๋ยวตัวจะอับชื้นเป็นปอดบวมเอาได้ ถึงเจ้าจะไม่ใช่มนุษย์แต่ก็ใช่ว่าจะหัวแข็งป่วยไม่เป็น” จินยองไม่ตอบสิ่งใดไปมากกว่านั้น แต่กลับเปลี่ยนประเด็นเลี่ยงไม่ตอบในสิ่งที่อีกคนถามไปซะเฉยๆ กงชานย่นหน้าก่อนจะบ่นอีกตามเคย

“คงจะอยากขายข้าไปให้ไกลๆหูไกลๆตาเต็มทนแล้วสินะ”

“ที่ช้าพิรี้พิไรบ่นนู่นนี่คงอยากให้ข้าเปลี่ยนชุดให้ล่ะกระมัง” จินยองหันมาบอกหน้าตายเสียงขู่เล่นเอาอีกคนฟังแล้วสะดุ้งโหยงรีบถอยห่าง เพราะรู้ว่าจินยองเป็นคนเด็ดขาดพูดจริงทำจริงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา

“มะ..ไม่ต้อง ข้าเปลี่ยนเองได้แค่ขาเจ็บไม่ได้แขนเจ็บเสียหน่อยนี่ -^-///

“งั้นก็รีบเร่งมือเปลี่ยนให้เร็วๆ ข้ารำคาญเสียงเจ้าบ่นเต็มทน” รำคาญอีกแล้วคำก็รำคาญสองคำก็ภาระT_T สรุปนี่ข้าตัดสินใจถูกหรือเปล่านะที่ยอมกลับบ้านมากับเจ้านายใจหินแบบนี้ รู้อย่างนี้ยอมให้หมีป่าจับกินอยู่ข้างนอกยังจะดีซะกว่า

“แล้วนั่นเจ้านายจะไปไหน ชุดเจ้านายเองก็เปียกยังจะออกไปตากหิมะข้างนอกทำสิ่งใดกัน” กงชานอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายอยู่ตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด รู้ทั้งรู้ว่าเพิ่งว่าเขาเพิ่งจะด่าว่าตัวเองไปหยกๆ ยังจะมีแก่จิตแก่ใจถามคนใจร้ายแบบนั้นเพราะความเป็นห่วงเป็นใยอีก ก็ชีวิตเขาเกิดมามีแค่เจ้านายคนเดียวนี่มันก็ต้องห่วงใยมากที่สุดเป็นธรรมดาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ Y_Y

“ข้าก็จะออกไปตักน้ำข้างลำธารข้างนอก ใกล้ฤดูใบไม้ผลิแบบนี้น้ำแข็งคงละลายบางส่วนบ้างแล้ว” จินยองพูดพลางหยิบถังน้ำไม้ใบใหญ่จากมุมบ้านออกมาปัดฝุ่นใช้งานลวกๆ

“ตักน้ำเจ้านายจะเอาน้ำมาทำสิ่งใดกัน”

“ถามมากความเช่นนี้เจ้าเป็นห่วงข้าไม่อยากให้ออกไปตากหิมะหนาวข้างนอกหรือไงฮึ” สาบานได้ว่าเมื่อกี้ตอนที่พูดกงชานเห็นประกายตาวิบวับบางอย่างออกมาจากสายตาเจ้านาย สิ่งนั้นเองที่ทำให้คนหน้าหวานหันหนีไม่กล้าถามอะไรมากกว่านั้น เพราะรู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าชอบกลที่จะต้องเห็นสายตาแบบนั้นของจินยองที่มองมา

“ข้าแค่ลองถามไถ่ดู เผื่อว่าจะช่วยแบ่งเบาอะไรได้บ้างก็เท่านั้น”

“ไม่ต้อง เจ้าอยู่ที่นี่เปลี่ยนชุดของเจ้าเสีย อย่าให้ข้าต้องออกคำสั่งกับเจ้าอีกเป็นรอบที่สาม กลับมาเมื่อไหร่ข้าต้องเห็นเจ้าสวมชุดใหม่ที่ไม่ใช่ชุดนี้ มิเช่นนั้นข้าจะเป็นคนลงมือเปลี่ยนให้เอง”

จินยองสั่งทิ้งทวนไว้แค่นั้นก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับถังน้ำ กลีบปากบางอยากจะอ้าถามให้คลายสงสัยต่อ แต่ก็จำต้องอุบไว้แค่นั้นเพราะร่างสูงของคนที่ขึ้นชื่อว่าเจ้านายได้ปิดประตูบ้านเดินออกไปไกลแล้ว เจ้านายนี่ยังไงกันนะทำกงชานหงุดหงิดได้ตลอดเลยพักนี้ T^T ไหนจะสายตาแปลกๆที่เหมือนล่วงรู้อะไรเข้าแล้วเมื่อกี้นี่อีก ข้าไม่ชอบมันจริงๆเจ้านายจะต้องทำแบบนั้นใส่ข้าทำไมกันข้าไม่เข้าใจ

เพียงชั่วอึดใจหลังจากที่ตุ๊กตาตัวน้อยผลัดเสื้อผ้าเสร็จทั้งหมดตามคำสั่งของเจ้านายได้ไม่นานจินยองก็เดินดุ่มๆเข้ามาในบ้านพร้อมกับถังน้ำใบใหญ่ที่บรรจุน้ำเอาไว้เพียงค่อนถัง ในมือมีผ้าขาวสะอาดหนึ่งผืนก่อนที่คนร่างสูงจะจัดการวางถังนั้นลงข้างๆเตียงนอนริมหน้าต่างของเขา มือใช้จุ่มผ้าฝ้ายขาวนุ่มสะอาดตาลงในถังน้ำพลางบิดหมาดๆ แล้วจึงค่อยประคองเรียวขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นมาดูให้ใกล้ตา กงชานร้องตกใจเสียงหลงพลางทำท่าจะผลักเขาออกให้ห่างตามนิสัยดื้อรั้นของเจ้าตัว

“เจ้านายจะทำอะไรแผลข้า!? O_O

“อยู่นิ่งๆ” คนที่นั่งดูแผลให้กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดเช่นเดิมคล้ายผู้ใหญ่ที่ปรามเด็กดื้อ หากแต่เด็กดื้อรั้นคนนั้นก็ใช่ว่าจะพูดทีเดียวแล้วยอมฟัง

“ไม่เอา จะเช็ดแผลข้าด้วยน้ำเย็นใช่มั้ย ปล่อย ข้าไม่ทำแผล!! T^T

“ข้าเองก็จะไม่ยอมเสียโอกาสให้ตัวเองไปตักน้ำในลำธารที่ยังเป็นน้ำแข็งอยู่ด้วยความหนาวเหน็บฟรีๆเช่นกัน รู้ไว้เสีย”

…? เจ้านายไปตักน้ำถึงในลำธารที่ว่านั่นเชียวเหรอ” คนตัวเล็กหรี่ตามองผมเผ้าสีน้ำตาลยุ่งๆที่เต็มไปด้วยเกล็ดละอองของหิมะก็เห็นว่าคงจริง ถ้าเดินไปใกล้ๆผมของจินยองคงไม่กระเซอะเซิงเหมือนเพิ่งฝ่าพายุหิมะมาเช่นนี้

“ทำไม เจ้าคิดว่าข้าจะมีนิสัยขี้โม้เหมือนเจ้าเช่นนั้นหรือไง” เสียงทุ้มนุ่มนั้นว่าเหน็บกลับ หากแต่กงชานไม่ได้สนใจประเด็นนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“ไม่ใช่ ข้าเพียงสงสัยแค่ว่าเจ้านายยอมไปตักน้ำให้ข้าในที่ที่ทั้งไกลทั้งหนาวแบบนั้นทำไมกัน”

” คราวนี้เป็นฝ่ายจินยองที่เงียบเสียงลงไปบ้าง คนตัวสูงไม่ว่าอะไรกลับนอกจากซับผ้านุ่มมือชุบน้ำสะอาดผืนนั้นแตะลงบนผิวแผลที่มีเลือดไหลซิบเบาๆในความเงียบที่เริ่มปกคลุมทั้งบ้าน กงชานมองจินยองด้วยความไม่เข้าใจพลางพยายามที่จะจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของอีกคนเพื่อค้นหาคำตอบที่อาจซ่อนอยู่ แต่อีกฝ่ายก็ดีแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตาเขาแถมยังขมวดคิ้วทำตาขวางใส่เป็นของแถมเสียอีก

“เจ้านาย นั่นเป็นคำถามของกงชาน” พอเห็นว่าไม่ได้คำตอบคนที่ถามก็ยิ่งเสียงแข็งด้วยความหงุดหงิดที่เพิ่มขึ้นไม่แพ้กัน หงุดหงิดแน่ล่ะถามอะไรไปกี่ครั้งกี่หนก็ไม่เคยได้คำตอบจากชายคนนี้เลยซักรอบ -*-

“ถ้าเจ้านายไม่ยอมตอบข้าไปถามท่านบาโรเอาเองก็ได้ ข้าเองก็ไม่อยากรอเจ้านายอีกต่อไปแล้วเหมือนกัน” กงชานทำท่าขู่จะลุกขึ้นไปจากที่นี่จริงๆ หากแต่ถูกวงแขนที่ทั้งแกร่งทั้งอุ่นยื้อไว้ให้นั่งบนเตียงที่เดิมทันควัน ราวกับเป็นจิตใต้สำนึกความรู้สึกที่กลัวจะสูญเสียบางสิ่งของใครอีกคนที่สั่งให้ทำ

“ข้าไม่ให้ไป”

“ข้าเองก็เบื่อเจ้านายเต็มทนแล้ว กงชานถามอะไรไปก็ไม่เคยจะได้คำตอบจากเจ้านายเลยซักครั้ง เลิกนิ่งเฉยใส่ข้าเวลาที่ข้าถามอะไรได้หรือไม่เล่า! T_T

“เจ้าช่วยรออีกสักนิดไม่ได้หรือไง

!?” ราวกับช่วงเวลาของโลกที่กำลังหมุนอยู่ถูกหยุดนิ่งไปอีกครั้งเมื่อคนที่มักทำท่าทีเฉยชาอย่างเจ้านายเอ่ยคำนั้นออกมาจากปาก ดวงตากลมใสราวกับเกล็ดหิมะกระพริบปริบๆ สบสายตากับนัยน์ตายาวเรียวมีเสน่ห์ของอีกคนที่เงยหน้าขึ้นมองเขาเหมือนกับตั้งใจจะสื่ออะไรบางอย่าง แต่ก็ทิ้งค้างไว้แบบนั้นเสียเฉยๆ

“เมื่อกี้เจ้านายว่าอย่างไรนะ” กงชานถามเสียงสั่นขณะที่มองใบหน้าคมของจินยองที่ตอนนี้สามารถสื่อความหมายได้เป็นล้านคำหากตั้งใจมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นลึกๆอีกที คนเป็นเจ้านายเริ่มถอนหายใจพลางก้มลงซับผ้าทำความสะอาดแผลให้ต่ออย่างเบามือ

“รออีกสักนิดแล้วเจ้าจะได้มีเตาอบคุกกี้อะไรนั่นสมใจ”

“กงชานไม่ได้พูดถึงเตาอบซักหน่อย ทำไมเจ้านายถึง

“รออีกนิดไม่ได้หรือ แล้วข้าจะซื้อเครื่องประดับมากมายที่เจ้าอยากได้ให้ทั้งหมดไม่ให้แพ้ขุนนางนั่น”

“เจ้านาย ข้าไม่ได้ กงชานพยายามจะพูด

“รออีกเพียงนิดเดียว เจ้าจะได้มองเห็นสายรุ้ง ได้เห็นดอกไม้กับผีเสื้อในฤดูใบไม้ผลิอย่างที่เจ้าอยากจะเห็น ข้าจะเป็นคนพาเจ้าไปดูที่ทุ่งดอกไม้ในป่านั่นเอง”

“เจ้านาย หยุดทีเถอะ

“ถ้าเจ้ารอเพียงอีกสักนิด ข้าจะมีเงินซื้อขนมปังอร่อยๆให้เจ้ากิน เจ้าจะได้ไม่ต้องไปทำตัวอ้อนเป็นเด็กแบบนั้นเพื่อขอใครให้รำคาญสายตาข้าอีก”

“กงชานไม่ได้คิดแบบนั้

“รออีกสักนิด แล้วข้าจะทำตัวเป็นเจ้านายที่ดีที่สุดในชีวิตของเจ้าให้ได้” จินยองวางเท้าบอบบางนั้นลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองกงชานด้วยหยดน้ำตาที่พร่างพรายขังเอ่ออยู่ในแววตาที่มองตุ๊กตาหิมะตัวน้อยที่ตนเองเป็นคนสร้างมากับมือและด้วยหัวใจ กงชานหน้ามุ่ยเพราะพยายามจะกลั้นน้ำตาพร้อมกับมองผู้เป็นเจ้านายกลับ เสียงทุ้มกล่าวแทรกขึ้นมาถามเป็นคำถามทิ้งท้าย

“เจ้าจะรอข้าได้หรือไม่ล่ะ” สิ้นคำพูดของชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าทำแผลอยู่ข้างเตียงเขา ร่างเล็กเพรียวก็โผเข้าสู่อ้อมกอดผู้เป็นเจ้านายทั้งน้ำตาพลางประทับริมฝีปากเย็นๆลงบนเรียวปากหนาของอีกคนหนึ่งแล้วกดลึกลงไป เหมือนเจ้าตัวจะเพิ่งเคยทำแบบนี้กับคนอื่นเป็นครั้งแรกจึงดูงกๆเงิ่นๆขัดเขินไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก แต่ถึงกระนั้นจินยองก็รักสัมผัสนั้นยิ่งกว่าสัมผัสไหนที่เคยได้สัมผัสในชีวิตที่เกิดมา

“หากกงชานรอเขาเขาจะมีใจให้กงชานตอบเหมือนที่กงชานรักเขาหรือไม่เจ้านาย”

” น้ำตาเม็ดใสราวกับเกล็ดน้ำแข็งบริสุทธิ์ไหลกลิ้งลงบนแก้มนวล ตามด้วยเสียงสูดน้ำมูกฟึดๆน่าเอ็นดูในขณะที่เสียงใสเอ่ยถามจริงจัง จินยองได้กลิ่นกายหอมอ่อนๆจากพวงแก้มสุกปลั่งที่อยู่ใกล้เขาเพียงแค่ระยะฝ่ามือบัง ก่อนที่ชายหนุ่มจะแย้มรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยพลางเช็ดน้ำตาที่ไหลเปรอะหน้าเด็กน้อยแสนรั้นของตัวเองให้

“งั้นเจ้าคงไม่ต้องรออีกต่อไปแล้ว” พูดจบร่างสูงยกร่างเล็กขึ้นมานั่งบนเตียงริมหน้าต่างแล้วกดรอยจูบซ้ำลงไปบนกลีบปากหวานให้เนิ่นนานยิ่งขึ้น หิมะข้างนอกหน้าต่างยังคงปลิวว่อนโปรยปรายด้วยสายลมหนาวเย็นที่พัดผ่าน แต่หัวใจของนักดนตรีผู้ยากไร้และตุ๊กตาหิมะตัวน้อยกลับอบอุ่นหวานชื่นเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและความรักที่มีต่อกัน ช่อมิสเซิลโทที่ห้อยระยะพันเลื้อยอยู่ริมหน้าต่างบัดนี้เริ่มผลิดอกสีขาวงามสะพรั่งราวกับไม่ใช่ดอกไม้กาฝากอย่างที่จินยองเคยตีตรามองมันในแง่ลบอีกต่อไป โดยเฉพาะดอกมิสเซิลโทน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขาช่างงดงาม สดใส ซุกซน ช่างพูดช่างเจรจาจนเขาไม่อยากให้เจ้าตัวต้องจากเขาไปไหนไกลตัว

“ไหนเจ้านายเคยบอกกงชานว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระยังไงล่ะ” จินยองแอบรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่จู่ๆใบหน้าหวานก็ผละสัมผัสออกจากตัวเขาแล้วถามด้วยเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ แม้ว่าใบหน้าและแก้มใสจะแดงซ่านเหมือนผลสตรอเบอร์รี่ในฤดูหนาวแล้วก็ตาม

“ข้าเคยบอกเจ้าสิ่งใดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

“ตำนานที่คู่รักคู่ไหนได้จูบกันใต้ต้นมิสเซิลโท แล้วความรักของพวกเขาทั้งคู่จะมั่นคงยั่งยืนตลอดไป เจ้านายบอกกงชานว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระกงชานยังจำได้อยู่นะ” แม้แต่เสียงใสเหมือนระฆังแก้วใบเล็กๆ จินยองก็ไม่เคยฟังว่ามันน่ารำคาญเหมือนอย่างที่เคยพูดว่าเจ้าตัวไปในแต่ละครั้งแต่อย่างใด ตรงกันข้ามที่เขาอยากได้ยินเสียงนี้มาเป็นคนคอยชวนเขาพูดคุยคลายเหงาทุกวัน ในวันพรุ่งนี้เขาก็จะไม่มีเจ้าของเสียงนี้อยู่ข้างกายแล้วงั้นเหรอ

“แล้ว…?? ^^” นัยน์ตาเรียวยิ้มเจ้าเล่ห์ตอบกวนคนช่างซักถาม น้อยคนนักที่จะได้เห็นประกายรอยยิ้มในดวงตาที่มักเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลาของชายผู้นี้ที่เก็บซ่อนเร้นเอาไว้ กงชานมุ่นคิ้ว

“ก็เจ้านายกำลังทำสิ่งนั้นอยู่กับข้ายังไงเล่า -^-// ทำไมต้องให้ข้าเป็นคนพูดเรื่องนี้ซ้ำด้วยนะ”

“หากจูบแล้วเป็นไปดังตำนานว่าจริงเจ้าก็คงได้อยู่กับข้าตลอดไปน่ะสิ แต่นี่ไม่ใช่” จินยองคลายอ้อมกอดจากคนดื้อแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งชิดอิงแอบกับไหล่กว้างเขาได้ตามใจ ตาแป๋วๆนั้นเงยขึ้นมองเขาพลางซบหน้าต่อไปพูดงึมงำกับตัวเอง

“จริงด้วยถึงอย่างไรพรุ่งนี้ข้าก็ต้องละลายอยู่ดี”

“เห็นหรือไม่ล่ะ”

“กงชานไม่เห็นอะไรทั้งแหละ -^-* เมื่อตอนจะกลับบ้านเจ้านายยังคิดจะขายกงชานให้กับท่านบาโรอยู่เลยไม่ใช่หรือไง” พูดไม่ทันขาดคำคนตัวเล็กก็เปลี่ยนเป็นอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเย็นพลางจะผงกหัวจากไหล่เขา แต่จินยองจับซบให้กลับมาที่เดิมทัน

“แล้วใครว่าข้าขาย มนุษย์ผู้ใดขายดวงใจของตัวเองให้กับผู้อื่น เห็นทีว่าคงจะเป็นมนุษย์ที่โง่เต็มทนแล้วกระมัง

” กงชานนิ่งไป จินยองเหล่สายตามองเด็กหน้าหงิกที่กำลังจ้องตาตัวเองพลางกระดกคิ้วเป็นเชิงอนุญาตให้อีกคนถามต่อตามที่ใจคิดได้                                                           

“ถึงไม่ขายกงชานจริงแล้วเจ้านายผลักไสกงชานไปไกลๆแบบนั้นทำไม

“เพราะข้ารู้ว่ามันเป็นวันสุดท้ายที่เจ้าจะได้อยู่กับข้า ข้าจึงไม่อยากเห็นเจ้าละลายจากข้าไปต่อหน้าต่อตายังไงล่ะ” คำพูดอธิบายของเจ้านายที่สารภาพทำให้กงชานอมยิ้มแก้มแดงพลางกลั้นหัวเราะเสียงคิกคักไว้ในลำคอ คนเสียงดุขมวดคิ้วอีกตามเคย

“หัวเราะแบบนี้คงตลกกับคำตอบข้ามากล่ะมั้ง เพราะข้ารู้ไงว่าถ้าบอกความจริงเจ้าไปเจ้าก็จะเป็นเช่นนี้ -_-

“แอบโรแมนติกเหมือนกันนะเนี่ยเจ้านายน่ะ” กงชานกระเถิบตัวเข้าไปกระแซะพลางนั่งจุ้มปุ๊กลงบนตักแกร่งข้างๆอย่างถือวิสาสะ พร้อมนั่งห้อยเท้าแกว่งไปมาปล่อยให้อีกคนกระหวัดเอวบางโอบจากด้านหลังสบายๆแล้วพิงหัวหลงกับร่างจินยองอย่างออดอ้อน

“ข้ารอวันนี้มาตลอดเลยเจ้านายรู้มั้ย

“วันที่จะได้ละลายจากข้าไปซักทีน่ะเหรอ”

“ไม่ใช่ วันที่เจ้านายจะพูดกับข้าดีๆอย่างที่ใจเจ้านายรู้สึกกับข้า วันที่เจ้านายจะกล้าสวมกอดข้าเอาไว้ในอ้อมกอดเช่นนี้ วันที่เจ้านายจะกล้ายอมรับหัวใจตัวเองว่าเจ้านายรักข้า” กงชานส่ายหน้าน้อยๆขณะที่จับมืออุ่นของจินยองขึ้นมากุมพลางยิ้มกว้างเหมือนเด็กที่ดีใจที่ได้ของเล่น จินยองหัวเราะขำเสียงเขาพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นกันคนบนตักตกลงจากเตียง

“เห็นทีแรกอิจฉาไอ้บึลลี่นักไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เก็บความอิจฉานั้นเอาไปไว้ไหนซะหมดล่ะ”

“ไม่อิจฉาแล้ว มองตาก็รู้ว่าเจ้านายทั้งรักทั้งเอ็นดูข้ามากกว่ามันตั้งเยอะ ><” โชคดีที่วันนี้แมวจอมขี้เกียจของจินยองขดตัวนอนหลัปปุ๋ยอยู่ข้างเตาผิง มันจึงไม่ได้มาขัดขวางไม่ให้เจ้านายของมันได้ใกล้ชิดกับตุ๊กตาหิมะคู่แข่งมันเหมือนเคย

“ข้ากอดเจ้าไว้แบบนี้เจ้าจะไม่ละลายเอาหรอกหรือกงชาน” จินยองเพิ่งนึกขึ้นได้จึงเริ่มคลายวงแขนออก แต่กงชานกลับกุมอ้อมแขนเขาเอาไว้แน่นพลางตะแคงหน้าบอก

“อย่าปล่อยนะ

…?

“ถ้ากงชานจะละลายในอ้อมกอดของเจ้านาย นั่นคงเป็นเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะความร้อนที่แผดเผาจากตัวเจ้านายหรอก”

แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าจากข้าไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าต้องหักห้ามใจตัวเองมากเพียงใดเจ้าเคยรู้หรือเปล่า ข้าเฝ้าถนอมไม่ยอมแม้จะอยู่ใกล้เจ้านานๆหากไม่จำเป็น ทั้งๆที่ข้าเองก็อยากกุมมือ อยากกอดเจ้า จุมพิตเจ้า เหมือนอย่างที่ชายคนรักอยากจะทำกับคนที่เขารักกัน” เสียงทุ้มว่านิ่งๆหากแฝงด้วยความมั่นคงจนทำให้คนที่ฟังรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก กงชานยิ้มแย้มจนตาหยีพลางหันไปหอมแก้มเจ้านายเสียงดังฟอด จินยองว่าเสียงดุ

“ยังจะทำตัวร่าเริงไม่ได้มีความสำนึกอีก -*-

“กงชานไม่อยากเห็นแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิแล้ว” กงชานว่าด้วยน้ำเสียงสดใส “ได้อยู่ในอ้อมกอดเจ้านายกงชานรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าเวลาจินตนาการว่าได้สัมผัสแสงแดดเสียอีก ^^

“กอดข้าไว้แบบนี้แหละ หากเจ้านายไม่กอดข้าก็จะเป็นฝ่ายกอดไว้เอง -3-” คนน่ารักบึนปากพลางสวมกอดหมับกับเอวของจินยองแน่นเหมือนลูกลิง หากแต่มือนุ่มกลับสัมผัสกับของบางสิ่งที่แข็งๆเป็นประกายวิบวับอยู่ในเสื้อของเจ้านายเสียก่อน จินยองเห็นท่าไม่ดีรีบคว้ามืออีกคนห้ามเสียงดุเอาไว้

“จงหยุดในสิ่งที่คิดซะ -_-;

“อะไรอยู่ในกระเป๋าเจ้านายกันน่ะข้าเห็นแว้บๆ” คนช่างสงสัยขมวดคิ้วทำหน้ายุ่งใส่เขาก่อนจะพยายามดื้อรั้นล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อจนได้ จินยองเบี่ยงตัวหลบหนี

“พูดไม่ฟังหรือไงเจ้านี่ ข้าบอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มีสิ”

“ก็ข้าเห็นอยู่เมื่อกี้ว่ามันมี มีแสงประกายวับๆออกมาจากเสื้อเจ้านายด้วยข้าเห็นอยู่กับตาข้าเอง”

“ตาฝาดแล้วล่ะมั้ง เงินซักแบรอนข้ายังไม่มีติดตัวเลยในวันนี้จะไปมีสิ่งใดประกายวับๆอย่างที่เจ้าว่าได้ยังไง”

“ก็กงชานอยากดูเจ้านายยิ่งหลบอย่างนี้ยิ่งน่าสงสัยนะจะบอกให้” คนช่างเซ้าซี้พยายามล้วงไม่เลิกจนตอนนี้ทั้งคู่ลงไปนอนกลิ้งด้วยกันบนเตียง มีคนร่างสูงพยายามหลีกหนีความว่องไวของมือคนช่างตื๊อแต่ก็ดูท่าไม่น่าจะสำเร็จ

“เจ้านี่เป็นคนยังไงกัน ข้าบอกว่าไม่มีอะไรยังจะไม่เชื่อข้าอีกเหรอ”

“ไม่เชื่อ -^ถ้าไม่มีอะไรจริงเจ้านายก็ต้องยอมให้กงชานดูแล้วสิ”

“แล้วมีความจำเป็นอะไรทำไมข้าถึงต้องให้เจ้าดูด้วย เจ้าเป็นเมียข้าหรือไง :P” จินยองคว้ามือบางที่วนเวียนพยายามค้นหาสิ่งที่ว่านั้นอยู่ข้างลำตัวพลางแลบลิ้นใส่ กงชานที่เป็นฝ่ายแรงน้อยกว่านอนทับอยู่นิ่งชะงักไปเมื่อได้ยินคำนั้นออกมาจากปากอีกคน ใจพาลคิดโยงไปถึงเรื่องที่จินยองเคยทำตัวแปลกๆในช่วงนี้จนเขาเผลอตัดพ้อออกมาเมื่อก่อนหน้านี้ที่ทะเลาะกัน

 

ข้ารู้ว่าที่เจ้านายผลักไสข้าไม่ใช่แค่เเพียงพราะเหตุผลนี้หรอก แต่เป็นเพราะเจ้านายกำลังจะมีคนรักพักนี้เจ้านายจึง…”

เข้าใจถูกโดยไม่ต้องอธิบายให้เสียเวลาเช่นนี้ก็ดี เพราะแบบนี้ข้าถึงไม่อยากให้เจ้าไปทำงานกับข้าด้วย มีแต่จะเป็นตัวขัดขวางความรักของข้าให้ไม่ราบรื่น ทำตัวตามติดข้าราวกับเงาเช่นนี้คนรักของข้าคงไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก

 

“หรือว่าเป็นของขวัญที่จะเอาไว้ให้นายหญิงเหรอ” เสียงเล็กมีแววลังเลใจที่จะพูดคำนั้นออกมา จินยองยังคงมึนงงแต่พอมองสายตาเศร้าๆในดวงตากลมใสที่มองเขาราวกับตัดพ้อเช่นนั้นทุกอย่างเลยกระจ่างชัดว่าเจ้าตัวกำลังเข้าใจผิดอะไรอยู่

“อืม ^^ เด็กหนอเด็กไร้เดียงสาจนแม้กระทั่งถ้าเขามีคนรักอยู่แล้วจริงๆก็ยังจะเรียกว่านายหญิงแบบไม่รังเกียจคิดอิจฉาริษยาเลยอย่างนั้นเหรอเนี่ย

ถ้างั้นกงชานไม่ดูแล้วก็ได้ นายหญิงของเจ้านายอาจจะไม่พอใจเอาถ้ากงชานไป

“ไม่คิดจะถามหน่อยหรือไงว่านายหญิงของเจ้าเขาเป็นใคร หน้าตาเป็นยังไง” น้ำเสียงที่ว่าดูยียวนกวนโมโหอีกคนซะมากกว่า แต่กงชานกลับรู้สึกเศร้าเกินกว่าที่จะมองและรู้สึกหมั่นไส้ในตอนนี้

“ก็ไม่นี่” เสียงใสที่เคยพูดเจื้อยแจ้วดูหงอยลงไปทันตา

“ไม่?

“กงชานจะต้องไปสนใจทำไม ในเมื่อยังไงเขาก็คือนายหญิงของกงชาน เป็นคนที่เจ้านายของกงชานรักแล้วก็อยากจะใช้ชีวิตอยู่ด้วย” กงชานทำท่าจะลุกขึ้นนั่งจากที่นอนดิ้นยุกยิกบนตัวเขาจะแย่งดูของในกระเป๋าที่ว่านั่นให้ได้ จินยองเผยอรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วจึงค่อยดึงแขนบางให้กลับมานอนท่าเดิมใหม่อีกครั้งจนเจ้าตัวเริ่มทำหน้าไม่พอใจ

“นั่นไง นายหญิงของเจ้าอยู่ข้างนอกหน้าต่างนั่น”

“ไหน!?” เป็นไปตามอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิดถึงปากจะบอกว่าไม่อยากรู้มากแค่ไหนสุดท้ายคนช่างสงสัยก็ต้องหันขวับไปมองตามที่เขาบอก จินยองอมยิ้มมองไปยังนอกหน้าต่างตามอีกคนที่ชะเง้อชะแง้มองหาคนตามที่เจ้านายบอก

“ตรงนั้น”

“กงชานไม่เห็นว่าจะมีใครเดินมาที่บ้านเจ้านายเลยซักคน”

“ก็อยู่ตรงหน้าเจ้านั่นไง” ร่างอุ่นค่อยๆสวมกอดจากทางด้านหลังจนเนื้อแนบชิดพลางตระกองเอวอีกคนเอาไว้หลวมๆ กงชานหน้าแดงทำหน้าตื่นตกใจราวกับโดนไฟช็อต

“มะ..มากอดข้าไว้ทำไมกัน (.////.)”

“ก็จะชี้ให้เจ้าเห็นชัดๆว่าคนรักของข้านางน่ารักมากแค่ไหน” เสียงทุ้มที่แกล้งกระซิบยั่วข้างหูทำให้คนที่เคยดื้อเถียงคอเป็นเอ็นในตอนแรกถึงกับต้องย่นหน้าหนี

“ข้าก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครอยู่ข้างนอกนั่นซักที เจ้านายโกหกกงชานนี่”

“มองที่ตรงหน้าต่างเจ้าเห็นใครคนไหนบ้าง ข้าเองก็หมายถึงคนนั้นนั่นแหละ

” จะไม่ให้เงียบไปได้อย่างไร ในเมื่อกงชานลองเหลือบตามองออกไปที่หน้าต่างกระจกใบกลมอีกกี่หนก็เห็นแต่เงาสะท้อนใบหน้าตัวเองที่กระพริบตาปริบๆทำหน้าเหลอหลาไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ผู้เดียว มีจินยองยิ้มเจ้าเล่ห์สวมกอดเอวทางด้านหลังหลวมๆเพียงแค่นั้น

โครงหน้าหวานเริ่มร้อนผะผ่าวพลางกัดริมฝีปากเล็กๆของตัวเองแก้ความเขิน จินยองมองจากในเงากระจกหน้าต่างแล้วก็ยิ้มขำกับความสิ้นฤทธิ์ของอีกคน

“เห็นแล้วใช่มั้ย”

“ถ้าบอกอย่างนี้ตั้งแต่ต้นข้าก็เห็นตั้งนานแล้ว -///-

“เจ้าว่านางหน้าตาน่ารักเหมือนตามที่ข้าพูดหรือเปล่าล่ะ”

“หากตอบว่าน่ารักก็เหมือนกับกงชานกำลังชมตัวเองน่ะสิ -3-

“พูดอย่างนี้กำลังหมายความว่าอยากให้ข้าเป็นคนชมเจ้าแทนอย่างนั้นใช่หรือเปล่า ^^” กงชานปรับตัวไม่ทันว่าเจ้านายตัวเองกลายเป็นคนพูดเก่ง สายตาน้ำเสียงแพรวพราวแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เมื่อก่อนหน้านี้ยังเห็นปากแข็งช่างวางมาดไม่ยอมพูดคำๆนั้นออกมาให้เขาเคยได้ยินซักครั้งอยู่เลย

“เจ้านายอยากชมก็ชมสิ กงชานก็ไม่เคยคิดจะว่าอะไรเจ้านายอยู่แล้ว” หัวเล็กหนุนซุกลงที่ใต้คางเขาพอดิบพอดี จินยองจึงวางกดปลายคางลงที่เรือนผมสีเงินนุ่มมือเบาๆพลางหยิบของที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อตั้งนมนานออกมาติดกลัดกับเสื้ออีกคนให้

“ข้าซื้อมาให้แล้วก็เก็บรักษาไว้กับตัวดีๆล่ะ เห็นวันนั้นมองตามตาละห้อยอย่างกับลูกหมากำลังมองชิ้นเนื้อ” ถึงจะพูดคำหวานเป็นบ้างแต่ก็ยังไม่วายจะเลิกจิกกัดเหน็บแนมอีกคนซะทีเดียว กงชานย่นปากกับคำพูดประโยคนั้นก่อนจะก้มลงมองเข็มกลัดคริสตัลรูปเกล็ดละอองหิมะที่ติดได้มุมสวยส่องแสงแวววาวอยู่ที่อกเสื้อ ใบหน้าใสเหลือบมองคนที่สวมกอดเขาไว้ด้านหลังหลวมๆแล้วจึงเห็นไรหนวดที่เริ่มขึ้นเขียวครึ้มจากการปล่อยปละละเลยตัวเองมานาน

“อย่างน้อยที่สุดถึงข้าจะเป็นหมา แต่ก็ยังมีเจ้านายที่ซื้อชิ้นเนื้อมาให้ข้าก็แล้วกัน” คนดื้อตอบทันควันอย่างผู้ชนะพลางโอบตระกองอ้อมแขนและฝ่ามือที่โอบกอดตัวเขาเอาไว้อย่างสบายๆด้วยความรู้สึกรักที่เต็มเปี่ยมหัวใจ คืนนี้ช่างเป็นคืนที่ทั้งเขาและจินยองต่างมีความสุขที่สุดในชีวิตตลอดฤดูหนาวที่ได้ผ่านพ้นเข้ามา สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังนอกหน้าต่างก่อนที่กงชานจะเป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา

“เจ้านายเก็บเงินอยู่นานมั้ยกว่าจะซื้อสิ่งนี้ให้ข้าได้”

“ราวๆสองเดือน”

“หาสองเดือน!เจ้านายทำไมต้องเอาตัวเองไปลำบากเพื่อกงชานขนาดนั้นด้วย” กงชานหันขวับไปทำเสียงดุง้องแง้งใส่เจ้าของร่างที่กำลังซบพิงอยู่

“ก็เจ้าทำหน้าเหมือนอยากได้มันนักไม่ใช่เหรอ” จินยองกอดคนตัวยุ่งเอาไวแนบอกแล้วถามนิ่งๆด้วยน้ำเสียงเรียบหากแต่แฝงแววเอ็นดูราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

“กงชานว่าแล้ว

“ว่าอะไร ^^

“พักหลังเจ้านายดูผอมๆเหมือนไปอดข้าวมา จริงๆแล้วถึงเจ้านายจะไม่ซื้อให้แต่ทำตัวเป็นเจ้านายคนเดิมเหมือนทุกวันกงชานก็มีความสุขดีอยู่แล้วนี่นา -^-

“ข้าขอโทษ มันออกจะลำบากสำหรับคนฐานะอย่างข้าไปเสียหน่อยที่จะต้องเก็บเงินซื้อของพวกนี้ให้แก่เจ้าได้” จินยองพูดเสียงแผ่ว กงชานมองสีหน้าเศร้าสร้อยของจินยองก่อนจะพลิกตัวกลับมาซุกหน้ากอดคนตรงหน้าเสียแน่นน้ำตารื้น

“ถึงเจ้านายจะไม่มีอะไรเลยแต่กงชานก็จะรักเจ้านายอยู่ดี กงชานเกิดมาเพื่อรักเจ้านายมาตั้งแต่ต้นแล้วก็จะรักตลอดไปด้วย ฮึกไม่ว่ามันจะสิ้นสุดฤดูหนาวนี้ไปแล้วซักกี่ฤดูก็ตาม”

” จินยองดึงคนตรงหน้าเข้ามากอดประโลมนิ่งๆ น้ำตาเม็ดใสของกงชานไหลมาเปรอะเสื้อเขาไม่หยุด ลำตัวเล็กสั่นเทิ้มด้วยแรงกลั้นสะอื้น แต่ถึงอย่างนั้นจินยองก็ไม่รู้จะพูดคำไหนออกมาปลอบโยนคนในอ้อมกอดดี

“กงชานกลัวพรุ่งนี้ฮึก เจ้านาย”

“ข้ารู้ไม่ต้องร้องไห้”

“กงชานยังไม่อยากละลาย ยังเหลืออีกตั้งหลายสิ่งที่กงชานยังทำให้เจ้านายไม่ได้ กงชานยังไม่ได้อบเค้ก ฮึก ยังไม่เคยทำกับข้าวอุ่นๆอร่อยๆให้เจ้านายกิน กงชานดีแต่สร้างความหนาวเย็นให้กับบ้านหลังนี้ เจ้านายจะจุดไฟเตาผิงทุกครั้งก็ต้องนึกถึงกงชานเสมอ เจ้านายยอมทนหนาวเปิดหน้าต่างให้ลมเย็นๆพัดเข้ามา ก็เพราะกลัวกงชานจะละลาย กงชานเป็นตุ๊กตาหิมะที่ไม่ได้เรื่องเลยฮือ”

“เจ้าเป็นตุ๊กตาหิมะที่น่ารัก ซน แล้วก็อบอุ่นมีชีวิตชีวาที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาในชีวิต”

!” จินยองแนบกดจมูกโด่งลงหอมแก้มซับน้ำตาคนในอ้อมกอดแล้วกระซิบต่อเบาๆที่ข้างหู

“ข้าชอบกินกับข้าวเย็นๆที่เจ้าทำ ข้าชอบลมหนาว แล้วก็ชอบฤดูหนาวมากที่สุดด้วย”

“เหมือนอย่างที่เจ้าเองก็ชอบดื้อทำคุกกี้ร้อนๆเพื่อที่จะให้ข้าลองชิมไง” จินยองยิ้มขำเมื่อเห็นอีกคนหน้าแดงซ่านพอเขาจู่โจมโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสวยได้รูปตวัดหันมามองค้อนเขาพลางเอามือถูแก้มข้างที่เขาหอมเมื่อกี้ไปมา เป็นภาพที่น่าเอ็นดูแต่ก็ดูน่าขำอย่างบอกไม่ถูก

“ข้าร้อน

“หน้าเจ้ากำลังแดงเพราะเขินข้าต่างหากเด็กโง่ ^^

“เปล่าซักหน่อย อากาศข้างในบ้านเจ้านายมันร้อนต่างหากล่ะ ตะ..เตาผิงน่าจะไฟแรงเกินไปล่ะมั้ง -///-” กงชานเม้มริมฝีปากพลางหลุบตาต่ำลงมองฟูกบนเตียง จินยองได้ทีกระหวัดเอวอีกคนโอบเอาไว้จนลงไปนอนกลิ้งลงบนเตียงแคบๆด้วยกัน

“ถ้าอยากรู้อยากเห็นอะไรก็ถามข้าสิ แล้วข้าจะตอบให้” เหมือนว่าคืนนี้ทั้งจินยองและกงชานจะไม่สามารถข่มตานอนหลับลงได้ง่ายๆ กงชานยิ้มซนใส่เจ้าของใบหน้าหล่อที่กำลังใช้มือทัดปอยผมสีเงินเหน็บหูเขาให้อย่างเบามือ

“แล้วถ้ากงชานอยากรู้หลายๆอย่างล่ะ เจ้านายจะตอบให้ได้หมดเลยเหรอ ^0^

“ก็ลองถามมาก่อนสิ”

“กงชานอยากรู้ว่าผีเสื้อหน้าตาเป็นยังไง” เปิดคำถามแรกมาก็เล่นเอาจินยองที่มักเก๊กหน้าดุเอาไว้ขู่เด็กซนอยู่ตลอดเวลาถึงกับขำพรืด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังชวนคนในอ้อมกอดคุยต่อได้

“เจ้าอยากรู้ว่าผีเสื้อหน้าตาเป็นยังไง?

“ข้าเกิดคงมาไม่มีบุญอย่างที่เจ้านายบอกข้าในวันแรกที่เจอกันจริงๆนั่นแหละ” จมูกกับปากเล็กๆนั่นแทบจะหลอมรวมกันยามเมื่อตัดพ้อความโชคร้ายของตัวเอง “ขนาดผีเสื้อกับดอกไม้ข้ายังไม่เคยมีโอกาสได้รู้เลยว่ามันจะหน้าตาเป็นยังไงนะ”

“มันก็มีปีกหลายสี ทั้งสีส้ม สีเหลือง สีฟ้า” จินยองเกาจมูกพลางเริ่มต้นอธิบาย “ผีเสื้อจะชอบบินไปเกาะบนดอกไม้ที่ตัวเองชอบเพื่อดูดน้ำหวาน แต่น่าเสียดายที่อายุมันสั้นยิ่งกว่าเจ้าซะอีก”

“ยังมีสิ่งที่อายุสั้นกว่าข้าอีกเหรอเนี่ย”

“เด็กโง่ มีตั้งเยอะแยะ” เสียงทุ้มว่าอย่างกลั้วขำไม่ได้รำคาญความช่างสงสัยของอีกคนเลยซักนิด กงชานกระพริบตาปริบๆราวกับกำลังครุ่นคิดก่อนถามต่อ

“แล้วผีเสื้อเป็นยังไงอีกเหรอเจ้านาย”

“ก็งดงามเหมือนเจ้า”

” กงชานนิ่งอึ้งไปเพราะรู้สึกถึงแรงของอ้อมแขนที่เกี่ยวกระหวัดลำตัวเขาให้เข้ามาใกล้ชิดกันยิ่งกว่าเดิม ลมหายใจอุ่นแทบจะคลอเคลียเป่ารดผิวหน้าให้ละลายเพราะความร้อน แต่ถึงอย่างนั้นกงชานก็ไม่ได้หวาดกลัวว่าตัวเองจะละลายไปอย่างใด ดวงตาคมได้รูปของจินยองจ้องมองดวงหน้าหวานตรงนั้นพลางยิ้มกริ่มไม่ถอนสายตา

“แล้วดอกไม้ล่ะเจ้านาย” คนตัวเล็กเหมือนรู้ทันเลยถามต่อเสียงใส

“หอมเหมือนเจ้า”

“สายรุ้งล่ะ ^^

“ก็สดใสเหมือนกับเจ้า”

“ก้อนเมฆบนท้องฟ้าที่เขาว่ากันนี่จะหน้าตาเป็นยังไงนะ~

“นุ่มละมุนเหมือนแก้มเจ้าล่ะมั้ง”

“เจ้านายจะให้ข้าเหมือนกับทุกอย่างในฤดูร้อนอย่างที่เจ้านายบอกไม่ได้หรอกนะ” พูดจบคนทั้งคู่ก็หัวเราะลั่นออกมาพร้อมกัน กงชานผลักไหล่กว้างแต่ก็ยิ้มหน้าแดงดูพอใจไม่น้อยกับคำตอบของอีกฝ่าย

“แล้วเจ้ายังอยากรู้สิ่งใดอีกล่ะ” จินยองแกล้งถามเบาๆขณะที่จ้องตาอีกคนที่กำลังเขินอาย กงชานอมยิ้มตาแพรวพราวตอบเสียงซุกซน

“เดี๋ยวเจ้านายก็จะยัดเยียดทุกอย่างให้เหมือนข้าอีก ข้าไม่อยากถามต่อแล้ว”

“เจ้าเคยบอกข้าว่าอยากสัมผัสแสงแดดไม่ใช่หรือไง ไม่อยากสัมผัสมันแล้วเหรอตอนนี้”

“เจ้านายก็คือแสงแดดเพียงแสงเดียวในชีวิตข้า ที่ทำให้ข้าสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ว่าความอบอุ่นที่แท้จริงมันเป็นยังไง กงชานไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ถึงฤดูร้อนก็ได้ เพราะเจ้านายคือฤดูร้อนของกงชาน ^^” ตุ๊กตาหิมะน้อยเข้าใจอ้อนขณะที่จ้องมองลึกเข้าไปในดวงแล้วซุกมุดหน้าและลำตัวเย็นๆให้เจ้านายสวมกอด จินยองนิ่งอึ้งไปหากแต่โอบกระชับอีกคนให้แน่นขึ้นในเวลาเดียวกัน

“แม้ว่าฤดูร้อนและความอบอุ่นมันจะทำให้เจ้าต้องจากโลกใบนี้ไปงั้นเหรอ?

“ต่อให้กงชานละลายกลายเป็นเพียงหยดน้ำในอ้อมกอดอุ่นๆนี้ของเจ้านาย กงชานก็ยอม ^^” ความดื้อปนน่ารักแบบนี้แหละที่จินยองรู้สึกว่าตัวเองตกหลุมรักในข้อนี้ของอีกคนนักหนาอย่างไม่มีวันถอนตัวขึ้น

“เจ้านายหนาวหรือ” กงชานถามสีหน้าหวั่นวิตกเมื่อเห็นปากจินยองเริ่มแห้งผากเพราะความซีด มือเล็กลูบโครงหน้าอีกฝ่ายเบาด้วยความเป็นห่วง ต้องหนาวอยู่แล้วเพราะคืนนี้จินยองเล่นมานอนที่เตียงเขาซึ่งติดริมหน้าต่างแถมยังต้องเปิดบานหน้าต่างง้างไว้เล็กน้อยพอให้ลมเข้า ป้องกันไม่ให้อีกคนหนึ่งละลายหายไปเฉกเช่นทุกคืน เตาผิงที่ควรมีฟืนไว้คอยเติมเชื้อเพลิงให้ความอบอุ่นมากกว่านี้ ตั้งแต่มีกงชานเข้ามาอยู่ปริมาณของฟืนที่ใส่ลงไปก็ลดไปถนัดตา

“อืม” จินยองเองก็ไม่ใช่พวกตอบอะไรอ้อมค้อมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กงชานรู้นิสัยข้อนี้ของเจ้านายตัวเองดี แต่พอจะลุกขึ้นไปหยิบผ้าห่มมาห่อกายปรนนิบัติให้คนเจ้าเล่ห์ก็ดันยิ้มกริ่มไม่ปล่อยให้เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบมาอีก

“นอนอยู่นิ่งๆกับข้าจนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้มันลำบากเจ้านักหรือไง”

“ก็เจ้านายบอกว่าหนาวนี่ จะให้ข้านอนมองเจ้านายตัวสั่นอยู่เฉยๆได้ยังไง -^-” ถึงอย่างไรอีกคนก็ยังคงนิสัยเถียงหัวชนฝาไว้เหมือนเดิม

“หนาวแค่ข้างนอกตัว แต่ข้างในนี้ข้าไม่ได้หนาวเลยแม้แต่น้อย” เสียงทุ้มฟังดูอบอุ่นนั้นยังคอยปลอบให้อีกคนไม่ต้องคิดมากพลางเอื้อมมือหนาไปเด็ดช่อดอกมิสเซิลโทสีขาวดอกหนึ่งที่ห้อยระย้าอยู่ที่ริมหน้าต่าง เอามาทัดเสียบที่หูเล็กของอีกคนแล้วหัวเราะเบาๆ ดวงตาใสเริ่มขุ่นเมื่อเห็นเขาหัวเราะขบขันไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ขำอะไรของเจ้านายกันเนี่ย”

“ขำตุ๊กตาขี้เหร่อย่างเจ้าน่ะสิจะอะไร” จินยองอมยิ้มเมื่อเห็นว่าเจตนายั่วโมโหอีกคนเริ่มสำเร็จ กงชานเริ่มสีหน้าขุ่นมัวทำเสียงฮึดฮัดเชิดริมฝีปากขึ้นท่าทีน่าเอ็นดู

“งั้นนางในฝันของเจ้านายก็คงหน้าตาขี้เหร่แบบกงชานนี่แหละ”

“เกี่ยวอะไรกัน”

“ตอนวันคริสต์มาสที่เจ้านายสร้างกงชานขึ้นมาจากบทเพลงนั้น เจ้านายนึกจินตนาการถึงหน้าผู้ใดตอนที่กำลังแต่งเพลงอยู่กันล่ะ”

…!

“ถ้าไม่ใช่ข้า :P” กงชานแลบลิ้นยียวนด้วยความสะใจที่สามารถเถียงเอาชนะจินยองได้ซักที ชายหนุ่มเงียบนิ่งไปเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะยิ้มขำกับความช่างเถียงหัวรั้นของอีกคนที่ยิ้มอย่างผู้กำชัยชนะอยู่ในอ้อมกอดเขา

“ก็ถูกของเจ้า”

“เพราะงั้นกงชานนี่แหละคือคนในฝันของเจ้านาย จะเป็นใครอื่นไปได้ยังไงกันถูกมั้ยล่ะ >[]<

“ว่าแต่ข้าไปคิดถึงสิ่งที่หน้าตาขี้เหร่อย่างเจ้าตอนแต่งเพลงได้ยังไงกันนะตอนนั้น”

“เจ้านาย! T_T* ทำไมชอบพูดให้กงชานหงุดหงิดอยู่เรื่อยเลย” กงชานเริ่มทำหน้ามุ่ยตีแขนที่โอบกอดตัวเองอยู่ดังแป๊ะพลางเขยิบตัวหนี แต่จินยองจับดอกไม้ที่เอามาทัดหูให้อีกฝ่ายให้อยู่ดังเดิมพลางยิ้มในความมืดมิดยามค่ำคืน

“ตกลงใครเป็นเจ้านายใครเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นมากันแน่ฮึ? ^__^

“ใช่แล้ว ก็กงชานเป็นคนที่ถูกเจ้านายสร้างขึ้นมานี่ เจ้านายอยากจะพูดจายังไงกับกงชาน อยากจะทำอะไรมันก็เป็นสิทธิ์ของเจ้านายที่จะทำยังไงกับกงชานก็ย่อมได้อยู่แล้ว กงชานมันก็แค่ตุ๊กตาหิมะที่มีหัวใจทำมาจากดอกมิสเซิลโทไร้ค่าอย่างที่เจ้านายเคยว่า กงชานก็แค่เกิดมาจากเสียงเพลงที่เจ้านายแต่งส่งๆมันก็เท่านั้น” ยามคนตัวเล็กเถียงก็เถียงชนิดยิบตาจนตามแทบไม่ทันเลยทีเดียว จินยองเหล่สายตามองคนทำหน้างอคอหักที่เถียงต่อล้อต่อคำเขาฉอดๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่อยู่ดีๆเจ้าของร่างสูงจะพลิกตัวเองขึ้นมาอยู่บนลำตัวบอบบางแล้วจัดการ

จุ๊บ!

O_O///

“เจ้าเป็นคนบอกเอง ว่าข้าเป็นเจ้านายย่อมมีสิทธิ์จะทำอะไรกับเจ้าก็ได้” จินยองบอกเสียงเรียบราวกับไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งๆที่ตอนนี้ตัวเองกำลังนอนล็อคลำตัวเพรียวที่นอนแข็งทื่ออยู่ด้านบนราวกับจงใจแกล้งกัน กงชานตาโตเมื่อโดนริมฝีปากร้อนขโมยจุมพิตที่หน้าผากมนไปแบบไม่ทันตั้งตัว

“กะ..กงชานไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น”

“ข้ารักเจ้า”

“เจ้านาย กงชานหายใจไม่ออกนะ! >///<

“ข้าแค่พูดอะไรกับเจ้าก็ได้ตามใจนึก อย่างที่เจ้าบอกข้าเมื่อกี้ไงล่ะ” ดูท่าจินยองจะปั่นประสาทอีกคนหนึ่งสำเร็จ กงชานขมวดคิ้วเป็นโบว์แน่นแก้เขินอายจนหน้าแดงลามไปยันใบหูเล็ก สายตาคมเฉียงของจินยองที่มองมากับคำพูดตรงๆบ้าบิ่นแบบนั้นมันไม่ได้ส่งผลดีต่อจิตใจตุ๊กตาหิมะตัวน้อยเลย

“กอดข้านานๆเดี๋ยวข้าละลายจากเจ้านายไปเร็วยิ่งกว่าเดิมไม่รู้ด้วย” กงชานไม่รู้จะหาอะไรมาอ้าง จินยองแกล้งทำหน้าตาเฉยไขสือไม่รู้เรื่องกอดโอบลำตัวอีกคนไว้แบบนั้นต่อ

“อย่างน้อยละลายในอ้อมกอดข้าก็ยังดีกว่าไปละลายในอ้อมกอดของผู้อื่นแหละนะ เจ้าว่าอย่างนั้นมั้ย ^^

“เจ้านาย ก่อนข้าจะละลายจากไปในวันพรุ่งนี้ข้าขอถามอะไรอย่างหนึ่งสิ” กงชานว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง จินยองไม่ตอบรับหากแต่ก็นิ่งรอรับฟัง

“เพลงนั้นน่ะ ที่เจ้านายแต่งแล้วสร้างชีวิตข้าขึ้นมาเจ้านายเคยตั้งชื่อให้มันหรือยัง”

“ข้าคิดถึงสิ่งใดอยู่ในตอนที่แต่ง ข้าก็คงตั้งชื่อให้มันไม่แตกต่างไปจากนั้นหรอก” จินยองไม่ได้บอกออกไปตรงๆ กงชานนึกหมั่นไส้ในความพูดจาเรื่องนี้ให้คนอื่นตีความของเจ้านายตัวเองเต็มทนจึงได้พูดแทรกขึ้นมา

“เจ้านายตั้งชื่อมันว่ากงชานหรือไง”

“ใครว่า เจ้าอย่าหลงตัวเองไปหน่อยนักเลย” เสียงนุ่มทุ้มนึกขำกับความช่างโมเมตาใสของคนในอ้อมกอด ยิ่งเห็นใบหน้าสวยเริ่มมีเค้าแววยุ่งวุ่นวายใจก็ยิ่งนึกอยากพูดจาอำเล่นต่อ

“ตามใจ ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก กงชานก็ไม่ได้อยากรู้ซักหน่อยนี่” คนจอมดื้อยอมแพ้ตัดบทไปซะง่ายๆ แต่จินยองไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“เองเจิลอายส์”

…?” จินยองกระซิบขึ้นมาข้างหูแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย รอจนเด็กดื้อจอมซนพลิกตัวหันมามองตาด้วยความประหลาดใจจึงได้ขยายความต่อด้วยการฮัมเนื้อเพลง

“ข้ารู้ว่าดวงตาคูนั้นงดงามเพียงใด แม้เจ้าพยายามที่จะพูดกับข้า แต่ข้ากลับทำเป็นเมินเฉย” มือหนาเขี่ยปรอยผมที่ระโครงหน้าหวานออกให้อย่างช้าๆ เผลอให้เห็นรอยยิ้มบนแก้มแดงใสปลั่งของอีกคนที่นอนทำตาสุกใสเป็นประกาย

“เจ้านายก็เมินเฉยใส่ข้าตลอดนั่นแหละ ไม่ว่าข้าจะเล่นซนเรียกร้องความสนใจจากเจ้านายมากแค่ไหนก็เถอะ”

“เหตุที่ข้าไม่ใส่ใจก็เพราะว่ารู้ไง ว่าเจ้าก็ทำไปเพราะเรียกร้องความสนใจจากข้าเหมือนกัน” จินยองทำหน้านิ่งดัดนิสัยอีกคนสียให้เข็ด แต่ก็คงไม่ได้ผลเท่าไหร่นักเพราะก็ยังคงได้ยินเสียงเล็กๆนั้นแซวไม่ได้มีหยุดปาก

“เจ้านายก็รู้ว่าตัวเองรักกงชานมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงไม่ยอมรับความรู้สึกตัวเองดีๆแล้วพูดออกมาให้ข้าได้ยินตรงๆกันนะ -3-

“นี่เจ้า” จินยองกำลังจะเอ่ยเสียงดุตักเตือนอีกคนแต่กลับโดนความหวานจากกลีบปากบางนุ่มที่ค่อยๆกดประทับสัมผัสลงมาเสียก่อน รสจูบของกงชานให้ความรู้สึกเหมือนเวลากินบิงซูที่ทั้งหวานและเย็นชุ่มชื่นหัวใจในเวลาเดียวกัน ริมผีปากเล็กๆที่ได้ครอบครองนั้นไม่อาจทำให้ชายหนุ่มตักตวงความหวานอ่อนโยนได้นานเท่าไหร่นัก เหมือนเพียงน้ำแข็งที่หวานเย็นซาบซ่านข้างในเพียงประเดี๋ยวเดียวก็ละลายจนหมดสิ้น หากแต่รอยยิ้มสดใสน่ารักของคนในอ้อมกอดกับเสียงหวานที่พูดจาเจื้อยแจ้วไม่ได้ละอายกับสิ่งที่ตัวเองทำแม้แต่นิดกลับทำให้จินยองรู้สึกชอบเสียยิ่งกว่ารสสัมผัสเมื่อกี้

“ไม่ต้องพูดแล้ว กงชานรู้หมดแล้วว่าเจ้านายแอบรักกงชานมาตั้งน้านนานนน~

“เคยละอายบ้างไหมเนี่ยในสิ่งที่เจ้าทำและพูดออกมาแต่ละอย่าง -_-;

“ดวงตาของกงชานสวยล่ะซี่~ ถึงได้ตั้งชื่อเพลงว่าแองเจิลอายส์ ไม่น่าล่ะเจ้านายถึงได้ชอบตีหน้ายักษ์ทำเสียงดุใส่กงชานนัก กลบเกลื่อนความรักของตัวเองเหรอเจ้านาย ><” กงชานว่าพลางกระพริบตากลมปิ๊งๆใส่คนที่กำลังเก๊กหน้าขรึมตามที่พูด จินยองจิ๊ปากทำเป็นรำคาญขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมยามเมื่อเห็นกริยาทะเล้นของอีกคน แต่ในที่สุดก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้

“ข้าคิดอย่างไรกันนะถึงได้สร้างเจ้าขึ้นมาปั่นป่วนชีวิตข้าเช่นนี้”

“แต่เจ้านายก็ชอบชีวิตปั่นป่วนที่มีข้าอยู่ด้วยนี่นา กงชานไม่อยู่เจ้านายจะเหงาเอามากๆเลยนะจะบอกให้” สายตาของกงชานดูวิตกกังวลแต่ก็ยังฝืนยิ้มร่าเริงเฉกเช่นทุกครั้ง จินยองมองหน้าหมองๆของอีกคนแล้วเงียบไป

“เจ้านายว่าเราจูบกันใต้ช่อมิสเซิลโทตั้งสองครั้งแล้วท่านซานต้าจะเห็นใจเราบ้างมั้ยนะ” อยู่ดีๆกงชานก็พูดขึ้นมาลอยๆ จินยองลูบหัวอีกคนก่อนจะตอบ

“เขาสร้างเจ้าขึ้นมาให้ข้า เป็นของขวัญวันคริสต์มาสที่ดีที่สุดในชีวิตคนจนๆคนหนึ่งที่ข้าเพิ่งเคยได้รับ ในซักวันหนึ่งเขาต้องเอาเจ้ากลับไปก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว” ริมฝีปากอุ่นพรมจูบบนหน้าผากมนที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีเงินสวยนุ่มมืออย่างทะนุถนอม น้ำเสียงที่เอ่ยปลอบนั้นเจือไปด้วยความเศร้าที่ไม่แพ้กัน กงชานกระพริบขนตาหนาถี่ๆเพื่อไล่หยดน้ำตาก่อนจะซุกหน้าลงกับอ้อมอกเจ้านายของตัวเองอย่างจงรักภักดี

“เจ้านายอย่าไปเล่นเพลงนั้นให้นายหญิงคนใหม่ฟังนะ”

“กงชานอยากเป็นคนเดียวที่เจ้านายตั้งใจมอบเพลงนี้ให้ ถึงจะไม่มีกงชานอยู่ในฤดูถัดไปในชีวิตของเจ้านายแล้วเจ้านายก็อย่าไปร้องเพลงนี้ให้กับใครคนอื่นนะ” หยดน้ำอุ่นๆไหลพรากเปรอะเปื้อนใส่เสื้อจินยองอีกครั้งหนึ่ง จินยองไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากลูบหัวแล้วกอดปลอบคนตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน

“ถึงข้าจะสร้างเจ้าขึ้นมาจากหิมะในฤดูหนาวแต่ความรู้สึกของข้าไม่ได้ให้เจ้าแค่เพียงในฤดูนี้นะกงชาน”

“เจ้านายกงชานรักเจ้านาย” กงชานสะอื้นฮักๆยามเมื่อคิดถึงฝันร้ายในวันพรุ่งนี้ที่จะต้องเกิดกับตัวเอง “คืนนี้เจ้านายกอดกงชานไว้นะ อย่าผลักไสกงชานฮึก ไปที่อื่นอีกนะ”

“ความรู้สึกของข้ามีไว้เพื่อเจ้าคนเดียวทุกฤดู” จินยองลูบดอกมิสเซิลโทเล็กๆที่ทัดอยู่บนใบหูของอีกคน “เจ้าจะเป็นความงดงามในทุกช่วงชีวิตของข้าตั้งแต่ตอนนี้จนถึงตลอดไป ข้าให้สัญญา

ในคืนที่เหน็บหนาวที่สุดในชีวิตไม่มีวันลืมนั้นจินยองไม่ได้ทำอะไรนอกเสียจากนอนกอดตุ๊กตาหิมะตัวน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนนิ่งๆ ในบ้านต้นไม้หลังเล็กโกโรโกโสนั้นจะได้ยินเสียงทุ้มนั้นพูดปลอบโยนอีกฝ่ายดังแทรกขึ้นมาอยู่บ้างยามเมื่ออีกคนทำท่าจะงอแงร้องไห้ไม่ยอมจากเขาไป บ้างก็ได้ยินเสียงเล็กหวานสั่นๆที่ถามนู่นนี่กับเจ้าของบ้านเจื้อยแจ้วไปตามประสาคล้ายเด็กขี้สงสัย หากแต่ท้ายที่สุดแล้วบทสนทนานั้นก็ค่อยๆเงียบหายลงพร้อมกับเสียงลมหายใจที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอในยามนิทราของคนทั้งคู่ ร่างสองร่างยังคงตระกองกอดให้ความอบอุ่นซึ่งกันและกันจนถึงเช้า ไม่มีใครรู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เหลือแค่เพียงร่างสูงของจินยองที่นอนอยู่บนเตียงช่อดอกมิสเซิลโทแข็งๆที่หนาวเย็นริมหน้าต่างอยู่ผู้เดียว ไม่มีใครในหมู่บ้านที่รู้ว่าน้องชายที่น่ารักของนักดนตรีพเนจรคนนี้หายไปที่ไหนมีเพียงจินยองคนเดียวเท่านั้นที่รู้เรื่องทุกอย่าง และจารึกทุกความรู้สึกและเหตุการณ์ในค่ำคืนที่อ่อนหวานและเป็นความทรงจำที่โหดร้ายนั้นไว้ตราบจนชั่วนิรันดร์

 

“เวลานั้นทำได้แค่เพียงเดินต่อไป ไม่ว่าจะในฤดูใบไม้ผลิ หรือแม้แต่ฤดูหนาว ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ ถึงแม้ว่าสายฝนจะเปียกปอนไปทั่วทั้งใบหน้า แต่ความรู้สึกของข้าก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป...

 

10 ปีต่อมา

“นี่อย่าบอกนะว่าเราจะย้ายบ้านกันอีกแล้วเหรอ” เสียงกระเง้ากระงอดนั้นฟังดูไม่ได้เป็นการท้วงติงเท่าใดนัก ออกจะชินชาเสียด้วยซ้ำที่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ จินยองเก็บกีตาร์ตัวเก่งลงใส่กล่องไม้ก่อนจะหันหน้าไปพูดกับคนรักที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ในบ้านด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

“มีคนจ้างข้าให้ไปเล่นดนตรีอีกเมือง แล้วข้าเองก็ไม่ได้อยากทิ้งเจ้าไว้เพียงผู้เดียวนานๆ”

“เบื่อจัง ต้องวนลูปเดิมอีกแล้ว ตอนนี้ข้ารู้สึกคิดถึงบ้านหลังเดิมจริงๆนะท่านพี่”

“เจ้าพูดอย่างกับว่าเจ้าไม่พอใจที่มีสามีเป็นเพียงนักดนตรีพเนจรอย่างข้าอย่างนั้นแหละ”

ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูมีอายุขึ้นเล็กน้อย หากแต่บุคลิกดูมีภูมิฐานและแต่งตัวดีมากขึ้นเป็นกอง ในยามนี้จินยองมีเงินเก็บพอที่จะสร้างฐานะได้บ้างในบางส่วน มีครอบครัว มีอาหารที่ไม่ใช่เพียงแค่ขนมปังขึ้นรากับแยมกินเหมือนแต่ก่อน และถึงแม้จะต้องย้ายบ้านอยู่บ่อยครั้งนั่นก็เพราะมีสาเหตุมาจากมีคนจ้างเขาให้ไปเล่นดนตรีเยอะมากขึ้น ทำให้ชีวิตในตอนนี้เขาไม่ต้องอดมื้อกินมื้อเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เรียกได้ว่าใครที่มาเจอเขาในตอนนี้ก็แทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคือนักดนตรีเร่ร่อนที่เคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแถบชายป่า แต่สิ่งเดียวที่ไม่สามารถทิ้งไปจากชีวิตของชายหนุ่มได้นั่นก็คือความทรงจำในวันคริสต์มาสปีนั้น….

ความทรงจำเรื่องตุ๊กตาหิมะตัวน้อยจอมซนที่เคยมาอยู่เป็นเพื่อนคลายความเหงาในชีวิตเขาตลอดช่วงระยะเวลาฤดูหนาว ตุ๊กตาหิมะตัวน้อยที่เขาเคยรักและสัญญาว่าจะให้อีกคนอยู่ในความทรงจำของเขาตลอดไป หากแต่ในตอนนี้เขากลับ

“ท่านพี่ก็ข้าก็เพียงบ่นไปตามเรื่องก็เท่านั้นเองว่าข้าคิดถึงบ้านเก่าหลังนั้น” อีกฝ่ายรีบแก้ตัวทำหน้าค้อนขวับเมื่อเห็นสามีทำหน้าเหมือนจะงอน พลางลุกขึ้นค่อยๆย่องเดินเข้าไปสวมกอดร่างสูงโปร่งที่กำลังสาละวนก้มๆเงยๆยุ่งกับการจัดของใส่กล่องเตรียมย้ายบ้านจนไม่ทันได้ระวังตัว ดวงตาคมดุตวัดหันมามองคนที่กำลังสวมกอดพร้อมพูดเสียงเรียบ

“เจ้ามาช่วยข้าเก็บของเตรียมบ้านไม่ดีกว่าหรือไง”

“ท่านพี่ ดุข้าอีกแล้วนะ” ใบหน้าหวานคว่ำหงิกพลางส่งสายตาอ้อนผู้เป็นสามีให้เห็นใจ หากแต่จินยองถอนหายใจยาวพลางแกะมือบางที่กำลังคล้องกอดเอวเขาอยู่ออก

“หยุดเล่นซนแล้วทำตามที่ข้าบอก หากเดินทางชักช้าไปมากกว่านี้ข้าอาจจะไปถึงอีกเมืองในวันพรุ่งนี้ตอนค่ำเอาได้”

“สั่งบงการข้าอย่างกับตัวเองเป็นเจ้านายอย่างนั้นแหละ” ริมฝีปากบางก่นว่าอีกฝ่ายขมุบขมิบแต่ก็ยอมเดินลากเท้าไปช่วยเก็บของอีกมุมหนึ่งของบ้านแต่โดยดี หากแต่โดนอ้อมแขนแกร่งของสามีรั้งไว้พลางสวมกอดเอาหน้าแนบชิดแก้มมาจากด้านหลังจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ

“เมื่อกี้เจ้าว่าอย่างไรนะ” ชายหนุ่มยังคงตีหน้าดุนิ่งเฉกเช่นเดิมยามเมื่อถาม แต่ก็ใช่ว่าคนที่อยู่ในพันธนาการเขาจะกลัวตามที่ทุกคนนึก

“ข้าบอกว่า! สั่งข้าอย่างกับตัวเองเป็นเจ้านายอย่างนั้นแหละ’ ท่านพี่แก่แล้วเลยหูไม่ดีหรือยังไง -^-

“อย่าเหิมเกริมเถียงข้าให้มันมาก หรือเจ้าอยากจะกลับไปเรียกข้าว่าเจ้านายเหมือนเช่นเดิมล่ะ” โครงหน้าสวยนั้นมีแววหงิกงอกว่าเดิมขณะที่ยอมหันหน้ากลับมาเถียงผู้เป็นสามีชัดๆจนประจักษ์แก่สายตาคนที่กำลังได้เปรียบกอดอีกคนไว้แน่นในขณะนี้

“ได้เช่นนั้นก็ดี 'กงชาน' เองก็ไม่ชินเหมือนกันต้องมาเรียกท่านพี่อะไรก็ไม่รู้ตามใจเจ้านายตั้งหลายปี นี่เห็นว่าเจ้านายขอกงชานก็เลยยอมพูดให้หรอกนะ”

“คนเป็นสามีภรรยาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเรียกท่านพี่เช่นนี้ก็ถูกแล้ว จะมาเรียกข้าเจ้านายเหมือนเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้ยังไง” จินยองดีดหน้าผากอีกคนหนึ่งเบาๆแต่ก็เรียกเสียงโอดโอยได้จากคนดื้อได้เกินจริงเช่นเดิม

“ข้าเถียงอะไรไปก็ไม่เคยชนะเจ้านายซักทีนั่นแหละ >*<

“ยังยังจะเรียกข้าแบบเดิมอยู่อีก หรือต้องให้ข้าย้ำทางการกระทำว่าข้ากับเจ้าไม่ใช่เจ้านายกับ…^^” จินยองยิ้มมุมปากพลางทำท่าจะกดจมูกลงกับแก้มนวล แต่กงชานกลับผลักออก

“ฮื่อออ ไม่ต้องเลยกงชานรู้ตั้งนานแล้วหรอกว่าไม่ใช่ ไม่งั้นกงชานคงไม่กลับมาเมื่อสิบปีก่อนเพียงเพราะเจ้านายแค่เล่นเพลงนั้นที่เดิมที่เราเคยพบกันครั้งแรกหรอก” น้ำเสียงของกงชานยังคงฟังดูซุกซนหัวเราะร่าเริงเหมือนอย่างเมื่อก่อนไม่มีผิด ดวงหน้าใสแม้จะทำเหมือนเป็นเรื่องชินชาที่คนรักย่อมต้องแสดงความรักให้กันแบบนี้ แต่ก็ยังมีสีแดงของเลือดฝาดแต่งแต้มเป็นรอยจางๆ พอให้จินยองดูแล้วรู้ว่าในตอนนี้อีกคนกำลังรู้สึกเขินเขามากน้อยแค่ไหน

“ข้าบอกแล้วว่าเวทมนต์ในตำนานมิสเซิลโทเป็นเรื่องจริง เพราะในที่สุดเจ้าก็กลับมาหาข้า” จินยองแกล้งกระซิบข้างหู กงชานย่นคอหนี

“ไม่ต้องเลย เจ้านายนั่นแหละที่บอกข้าว่าไม่เชื่อในตำนานเรื่องนั้น แล้วเป็นไงล่ะต่อให้เป็นฤดูอะไรก็มาพรากกงชานไปจากเจ้านายไม่ได้แล้ว เพราะกงชานลงทุนยอมเป็นฝ่ายจูบเจ้านายก่อนใต้ช่อมิสเซิลโทไปตั้งสองครั้งแน่ะ!

“พูดจาเรื่องห่ามๆได้ไม่มีใครเกินหรอกเจ้าน่ะ -_- ข้าต้องรอเจ้าตั้งหนึ่งปีกว่าตาอ้วนชุดแดงนั่นจะเห็นใจข้ายอมส่งเจ้ากลับมาอีกครั้งเนี่ยนะ”

“ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ้านายจะไม่ยอมเล่นเพลงนั้นให้ใครฟังอีกเลยตามที่กงชานเคยขอไว้จริงๆ ซื่อสัตย์กับคำพูดเหมือนกันนะเนี่ยเจ้านายน่ะ ^^” ดวงตากลมยิ้มแพรวแล้วหยอกล้อเล่นเกาคางอีกฝ่ายเหมือนเป็นการให้รางวัล เจ้าของร่างสูงแสร้งทำเป็นกลอกตาเหมือนรำคาญเพื่อกลบเกลื่อน

“ที่ข้าเล่นในครั้งนั้นแล้วเจ้ากลับมาก็เพราะว่าข้าคิดถึงเจ้า ใช่ว่าข้าจะไปเล่นให้นายหญิงคนใหม่ตามที่เจ้าเคยพูดจาค่อนแคะกับข้าก่อนจะจากไปซะที่ไหนกัน

“กงชานเชื่ออออ~ ว่าเจ้านายทั้งรักแล้วก็เฝ้ารอกงชานมาตลอดตามที่พูดจริงๆ ไม่งั้นกงชานจะยอมอยู่กินกับเจ้านะ” จินยองจัดการจูบปิดปากนุ่มนิ่มที่กำลังพูดเสียงแจ้วๆแซวเขาให้หยุดพูดไปอย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว ทำเอาคนที่โดนจู่โจมถึงกับทำตาโตสะดุ้งเฮือก แต่ก็ยอมตอบสนองรับรสจูบที่ส่งผ่านความหวานอบอุ่นเนิ่นนานมาแต่โดยดี ใช้เวลาอยู่ซักพักกว่าจินยองจะยอมละริมฝีปากที่คลอเคลียออกพลางจุมพิตที่หน้าผากมนตบท้ายเบาๆ

“ข้าบอกเจ้าว่าให้เรียกข้าว่ายังไง

“ก็เรียกท่านพี่แล้วกงชานไม่ชินจริงๆนี่เจ้านาย -///-

“ไม่ต้องมาทำเป็นเขิน สิบกว่าปีเจ้ายังเรียกมาได้ตลอดเพิ่งมาไม่ชินอะไรกันวันนี้” จินยองกลั้วหัวเราะขำคนกลับไปกลับมาที่ดูท่าจะสิ้นฤทธิ์เพราะรสจูบเมื่อกี้ของเขา

“ตั้งแต่กงชานอยู่ได้โดยไม่ละลายเหมือนเมื่อก่อนเจ้านะ...ท่านพี่ก็ว่องไวไม่เห็นอิดออดลีลาเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ!” กงชานรีบเปลี่ยนคำพูดโดยไวเมื่อเห็นจินยองทำท่าขู่จะทำแบบเมื่อกี้อีก เมื่อเผลอเรียกผิดคำไปแค่นิดเดียว

“ข้าไม่เคยอิดออดหรอก มีแต่เจ้านั่นแหละที่ลีลายึกยักเอาแต่เล่นซน งานการก็ไม่ยอมทำต้องให้ข้าคอยดุคอยเตือน จะช่วยข้าเก็บของย้ายบ้านหรือไม่ตกลงแล้ว?” จินยองเลิกคิ้วเข้มขึ้นเสียงโหมดดุใส่อีกครั้ง กงชานครวญครางเสียงงุ้งงิ้งบ่นตามประสา

“ท่านพี่ ข้าไม่อยากย้ายบ้านอีกแล้วจริงๆนะ T^T

“งั้นเจ้าก็อยู่ที่บ้านหลังนี้แหละ ข้าจะไปสร้างบ้านต้นไม้เล็กๆหลังใหม่ที่เมืองโน้น ปลูกพุ่มสตรอเบอร์รี่ไว้ที่หน้าบ้าน ข้างหน้าต่างก็เอาช่อมิสเซิลโทมาแขวนเจ้าว่าดีมั้ยล่ะ” คนเป็นเจ้านายว่าเสียงยั่ว เล่นเอากงชานถึงกับทำหน้ามุ่ยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“ไม่ต้องเลี้ยงบึลลี่ตัวที่สองแล้วนะ ข้าหมั่นไส้มัน”

“ไม่มีบึลลี่ มีแค่ข้ากับเจ้าอยู่ด้วยกันสองคน” จินยองหอมแก้มอีกคนเบาๆพลางคลายอ้อมกอดให้อุ่นสบายมากขึ้น พอกงชานดูมีสีหน้าที่อารมณ์ดีขึ้นคนช่างล่อจึงได้พูดขึ้นมาอีก

“เจ้ากับข้าจะได้ไปดูสายรุ้ง ทุ่งดอกไม้กับฝูงผีเสื้อในป่าด้วยกัน ข้าจะเป็นคนพาเจ้าไปเองตามที่ข้าเคยสัญญาเอาไว้ไง จะยังไปด้วยกันหรือไม่ล่ะ”

“ท่านพี่ของข้านี่โรแมนติกสุดๆไปเลย” กงชานหอมแก้มสากๆที่เริ่มมีหนวดขึ้นเป็นไรสีเขียวของอีกคนกลับ “ไปสิ ข้าพร้อมจะไปกับท่านพี่ทุกหนทุกแห่งนั่นแหละ ท่านพี่ไปไหนข้าก็จะติดสอยห้อยตามไปด้วยจนตลอดชีวิตของข้าเลย ^0^

“น่ารักมาก ขอข้าให้รางวัลกับคนไม่ดื้ออีกซักทีซิ”

“อย่านะ! >< เดี๋ยวกงชานละ

“เจ้าไม่ใช่ตุ๊กตาหิมะแล้ว เพราะงั้นเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์อ้างว่าตัวเองจะละลายอีกต่อไป” พูดจบสัมผัสหวานละเมียดละไมก็ประทับพรมลงบนริมฝีปากนุ่มละมุนนั้นอีกครั้งไม่รู้เบื่อ กงชานหลับตาซึมซับรสจุมพิตหอมหวานนั้นด้วยความเต็มใจ ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มๆของจินยองแอบกระซิบข้างหูตัวเองเบาๆว่า

“อยู่กับข้าตลอดไป ห้ามละลายจากไปไหนอีกนะ

แหมกงชานจะละลายก็เพราะอ้อมกอดกับความอบอุ่นของรสจูบหวานๆของเจ้านาย เอ้ยท่านพี่นี่แหละ หากข้ากลับไปเป็นตุ๊กตาหิมะเหมือนเดิมจะสายไปมั้ยนะ~

.

.

.

เจ้านายข้าว่าข้ามองเห็นผีเสื้อแล้วแหละ ใช่สิ่งที่บินปั่นป่วนอยู่ในท้องข้าตอนนี้หรือไม่ สายรุ้งที่เจ้านายเคยเล่าให้ข้าฟังนี่มันจะมีหลายสีสันดั่งที่สายตาของข้ามองเห็นโลกทั้งใบในตอนนี้ที่เจ้านายกำลังจุมพิตข้าหรือเปล่า แล้วสิ่งที่กำลังเบ่งบานอยู่ในหัวใจของข้าตอนนี้มันจะใช่ดอกไม้สวยๆอย่างที่เจ้านายเคยพูดให้ข้าฟังในวันนั้นใช่มั้ยนะ

เจ้านายไม่จำเป็นต้องพาข้าไปดูสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่าจะผ่านไปซักกี่ฤดูโลกทั้งใบของข้าก็คือเจ้านาย

เอ้ยไม่ใช่สิ ท่านพี่’~ ^^

 

PS. จบบริบูรณ์แย้ววววววว >< เป็นการมาต่อ 25% ที่ยาวเมิ่กๆ 555555 แต่งอะไรไม่เคยมีความพอดี TwT เรื่องนี้เราได้คอนเซปต์มาจากตอนฟังเพลง Angle eyes ในวันคริสต์มาส ในหัวเลยนึกถึงของขวัญวันคริสต์มาสอะไรที่คนได้รับจะได้แล้วมีความสุขมากที่สุด ก็น่าจะเป็นความรักความอบอุ่นล่ะมั้ง เลยนึกถึงนิทานเรื่องพินอคคิโอที่หุ่นกระบอกไม้กลายเป็นเด็กที่มีชีวิตจริงๆ แล้วก็กลายเป็นลูกชายของขวัญล้ำค่าให้กับชายร้านของเล่น แล้วถ้าเกิดว่าพระเอกเราเป็นนักดนตรีที่จ๊นจนไส้แห้งไม่มีอันจะกินล่ะอะไรที่จะทำให้เขาสามารถมีความสุขสมหวังในชีวิตได้บ้าง ในหัวคิดออกอย่างเดียวคือตุ๊กตาหิมะ…5555555 บวกกับตำนานความเชื่อสุดแสนโรแมนติกเรื่องการจูบกันใต้ต้นมิสเซิลโท เลยทำให้เคะเราออกมาเป็นตุ๊กตาหิมะผมสีเงินสวยๆ ที่มีนิสัยร่าเริง ปั่นป่วน และซุกซนไม่อยู่นิ่งอย่างกงชานมาสร้างความหายนะให้กับพี่จินยองนักดนตรีไส้แห้งของพวกเรา -_-; ถ้าจะให้อ่านแล้วได้ฟีลลิ่งมากขึ้นแนะนำให้ลองฟังเพลง Angel eyes ของ B1A4 แล้วดูคำแปลมาก่อนค่ะ แล้วจะได้รู้สิ่งที่พี่จินยองรู้สึกกับยัยตุ๊กตาหิมะจอมดื้อกงชาน -.,-

ห่างหายกันไปนานเลยแต่ง OS มาให้รี้ดอ่านเล่นๆ จบเรื่องนี้จะเริ่มเคลียร์ฟิคยาวแล้วค่ะ ดองไว้เยอะเกินและจะพยายามสะสางให้หมดนะ TwT สามารถติชมและเป็นกำลังใจนิดๆหน่อยๆให้เราได้ผ่านการคอมเม้นในเด็กดี หรือไม่ใครชอบเล่นทวิตมากกว่าก็ติดแท็ก #มิสเซิลโทจินชาน ไว้เมาท์มอยกันในทวิตก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเราจะตามไปอ่าน -.,- ขอให้มีความสุขกับการอ่าน OS เรื่องนี้นะคะ ระวังอ่านแล้วจะละลายตามกงชานไปด้วยอีกคนล่ะ อิอิ


ผลงานอื่นๆ ของ choco_collon

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 21:21
    งื้อออ  ทีแรกแอบโกรธตรงที่พี่จินยองผลักไสอีกคน เพราะคงอยากให้มีชีวิตที่ดีกว่า แต่ไม่คิดถึงหัวใจกงชานเลย กงชานเป็นสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมาแท้ๆ  แต่กลับยกให้คนอื่น แต่ตอนท้ายคิดจะออกไปตาม ไปเอาเขากลับมานะพี่จินยองไปเอากงชานกลับมา

    #2
    0
  2. วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 21:20
    งื้อออ  ทีแรกแอบโกรธตรงที่พี่จินยองผลักไสอีกคน เพราะคงอยากให้มีชีวิตที่ดีกว่า แต่ไม่คิดถึงหัวใจกงชานเลย กงชานเป็นสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมาแท้ๆ  แต่กลับยกให้คนอื่น แต่ตอนท้ายคิดจะออกไปตาม ไปเอาเขากลับมานะพี่จินยองไปเอากงชานกลับมา

    #1
    0