ปี่อั้นฮวา บุปผาแห่งปรภพ

ตอนที่ 2 : ตอนที่2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ต.ค. 62

         เฮือก!!

จิวซือสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ เหงื่อไหลอาบใบหน้าสวย เมื่อกี้นางฝันไปใช่หรือไม่ ทำไมในฝันน่ากลัวนัก อีกทั้ง…อีกทั้งผ่านมาหลายปีขนาดนี้ ทำไมนางยังกลับมาฝันถึงเรื่องชีวิตหลังความตายอีก

“ฮูหยินสามตื่นแล้วหรือเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวไปยกน้ำมาให้ล้างหน้าเจ้าค่ะ”

เสี่ยวจื่อเอ่ยถามผู้เป็นนายก่อนจะรีบออกไปยกน้ำมาให้ฮูหยินสามล้างหน้า จิวซือลุกขึ้นเดินออกมานั่งตั่งไม้ในเรือน ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆใสกังวานเหมือนกระดิ่งดังมาแต่ไกล นางได้เพียงแต่หันไปมอง ก็เห็นร่างของดรุณีน้อยชุดแดงวิ่งเข้ามาหา

“ท่านแม่”

จิวซือยิ้มให้บุตรสาว ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวของนางเบาๆ ดวงตาดอกท้อสีน้ำตาลอ่อน คิ้วเรียวสวยเหมือนใบหลิว จมูกโด่งเล็กรับกับใบหน้ารูปไข่ ปากอวบอิ่มเหมือนเถาจึ(ลูกท้อ) ที่โดดเด่นที่สุดก็คือเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน นางมองดูบุตรสาวอย่างละเอียดด้วยใบหน้าเหม่อลอย

ปีนั้นจิวซือจำได้ว่าตัวเองโดนฮูหยินใหญ่จับกดน้ำตอนที่สามีไม่อยู่ นางสิ้นใจไปแล้วแท้ๆ แต่ขณะที่กำลังกินน้ำแกงของยายเมิ่ง ก็มีพลังดึงดูดอย่างแรงจนทำให้หมดสติ ลืมตาขึ้นอีกที ก็กลับมามีลมหายใจแล้ว ตอนนั้นเสี่ยวจื่อร้องไห้หนักมาก เพราะนางคิดว่าจิวซือตายแล้วจริงๆ

ฮูหยินใหญ่ตกใจมากที่นางยังมีชีวิตอยู่ พอสามีรู้เข้าว่าภรรยาเอกทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้กับนางก็สั่งลงโทษ…แต่นั่นนับว่าลงโทษอะไรกัน นางรู้ว่าสามีก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเกรงใจทางด้านครอบครัวของฮูหยินใหญ่ เลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลย หลังจากนั้นไม่นาน นางก็ตั้งท้องลูกคนแรก ตอนนั้นนางดีใจมาก อย่างน้อยก็มีเพื่อนเข้ามาเพิ่มอีกคน นางเฝ้านับวันรอให้ลูกตัวน้อยออกมาดูโลก

วันที่คลอดเจ้าตัวน้อยนางจำได้ดีว่าได้กลิ่นดอกปี่อั้นในห้องคลอด ท่านหมอทำคลอดไม่ได้กลิ่นเหมือนนาง มีเพียงนางคนเดียวที่สัมผัสได้…หลังจากคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาก็รู้ว่านางเป็นเด็กผู้หญิง ชั่ววินาทีนั้นจิวซือคิดเพียงว่าผิวของลูกช่างขาวนัก น่าตาน่าเกลียดน่าชัง อยู่ๆในหัวของนางก็คิดถึงดอกปี่อั้นที่เคยถือไว้แน่น แล้วไหนจะกลิ่นหอมประหลาดในห้องตอนคลอดอีก นางจึงตั้งชื่อลูกของนางว่าปี่อั้น…ในเมื่อเจ้าอยากอยู่กับแม่ขนาดนั้น แม่ก็จะดูแลเจ้าให้ดีที่สุด…ปี่อั้น

“ว่าไงเจ้าเด็กดื้อ”

“ข้าไม่ไปที่สำนักเงาจันทร์อะไรนั่นได้หรือไม่ ข้าอยากอยู่เป็นเพื่อนท่าน”

ดวงตากลมโตคลอไปด้วยน้ำใส ยิ่งทำให้คนดูอดเอ็นดูไม่ได้ จิวซือยิ้มขำเมื่อมองหน้าบุตรสาว

“สำนักเงาจันทร์เป็นหนึ่งในใต้หล้า เจ้าเข้าไปศึกษาที่นั่นก็ย่อมดี เจ้าต้องตั้งใจ แม่เชื่อว่าจะมีท่านอาจารย์ใจดีรับเจ้าเป็นศิษย์แน่นอน”

“แต่ข้าไม่ชอบท่านพี่”

ท่านพี่ที่ปี่อั้นพูดหมายถึงลูกของฮูหยินใหญ่ ในจวนหลังนี้ มีฮูหยินอยู่สี่คน นางเป็นคนที่สาม และมีเพียงนางกับฮูหยินใหญ่ที่มีบุตร นางมีบุตรสาวคนเดียว ส่วนฮูหยินใหญ่มีบุตรสาวสองคน บุตรชายอีกหนึ่ง บุตรชายก็แล้วไปเถอะ แต่บุตรสาวสองคนนั้นน่าชังนัก หาแต่เรื่องมาแกล้งลูกของนาง

“ปี่อั้น…เจ้าฟังแม่ให้ดี เจ้าไปอยู่ที่นู้น โอกาสจะได้เจอพี่ของเจ้ามีน้อยนัก ยิ่งเจ้าได้กราบอาจารย์ที่โดดเด่นเท่าไหร่ เจ้าก็ยิ่งจะได้อยู่ห่างพี่เจ้า เข้าใจที่แม่พูดหรือไม่”

“แต่ข้า…ข้าเป็นแค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง จะไปสู้พวกท่านพี่ได้อย่างไร ท่านพี่เฟยหมิงได้เป็นถึงศิษย์เอกเจ้าสำนัก ส่วนพี่สาวทั้งสองคนที่เหลือของข้า ข้าคิดว่าก็คงจะโดดเด่นเหมือนกัน”

จิ่วซือลูบผมของบุตรสาวอย่างเอ็นดู เจ้าเด็กคนนี้คิดเรื่องราวไปก่อนเสียแล้ว เฟยหมิงนางยอมรับว่าเด็กคนนั้นโดดเด่นจริงๆ เกิดมาก็มีธาตุน้ำแข็ง พอเข้าสำนักเงาจันทร์ไป ก็ได้เป็นถึงศิษย์เอกของเจ้าสำนัก แต่น้องสาวสองคนของเฟยหมิงนางไม่มั่นใจเลยจริงๆ

“เจ้าเป็นคนที่พิเศษมากปี่อั้น แม่เชื่ออย่างนั้น”

“ท่านแม่…”

“คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่สำหรับแม่ เจ้าเป็นคนที่พิเศษมาก เป็นดอกปี่อั้นดอกน้อยๆของแม่”

ปี่อั้นกอดจิวซือไว้แน่น ใบหน้าเล็กซุกตักของคนเป็นแม่อย่างออดอ้อน

“ข้าขอโทษ…ถ้าข้าเกิดมาเป็นชาย ท่านแม่คงไม่รำบากแบบนี้”

“เจ้าเอาอะไรมาพูด เป็นชายหรือหญิงสำคัญตรงไหน ขอแค่เจ้าเป็นลูกของแม่ก็พอแล้ว เจ้าเด็กโง่”

“แต่ถ้าข้าเป็นชาย ท่านพ่อจะมาหาท่านแม่”

“ปล่อยพ่อเจ้าไปเถอะ เขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขา รู้แค่ว่าเจ้ามีแม่อยู่ข้างๆก็พอแล้ว”

จิวซือกอดปี่อั้นไว้แน่น ก่อนจะเห็นเสี่ยวจื่อเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม

“น้ำมาแล้วเจ้าค่ะ”

“เสี่ยวจื่อ พาคุณหนูไปรอกินข้าว เดี๋ยวข้าตามออกไป”

“เจ้าค่ะ”

หลังจากเสี่ยวจื่อพาปี่อั้นออกไป จิวซือได้แต่มองเงาหลังของคนทั้งสอง ก่อนจะส่ายหน้าไปมาเบาๆ ไล่ความคิดเหลวไหล นางต้องรีบล้างหน้าแต่งตัว เพื่อที่จะพาเจ้าเด็กดื้อออกไปซื้อของเตรียมเดินทางไปสำนักเงาจันทร์

เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าแข่งกัน ไหนจะกลิ่นหอมของอาหาร และขนมตามทางอีก ทำให้ปี่อั้นน้อยร่าเริงนัก นางจูงมือท่านแม่เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้อย่างไม่รู้สึกเหนื่อย สองมือเต็มไปด้วยขนม ปากเล็กๆนั่นกัดถังหูลู่(ผลไม้เคลือบน้ำตาล)น้ำตาลที่เคลือบถังหูลู่ติดตามแก้มขาวของนาง ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่คิดเช็ดมันออก

ใกล้ๆกับร้านขายถังหูลู่ที่ปี่อั้นยืนซื้ออยู่มีต้นเหมยฮัวต้นใหญ่ บุรุษชุดฟ้านอนอยู่บนกิ่งเหมยฮัว มือเรียวข้างหนึ่งโบกสะบัดพัดไปมาเบาๆ

“ใกล้วันคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักเงาจันทร์ ตลาดคึกคักนัก”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ยอย่างเฉื่อยชา ร่างสูงค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ขายาวสองข้างห้อยลงมาจากกิ่งเหมยฮัว

“บิดามันเถอะ ข้าเกลียดน่าทางแบบนี้ของเจ้านัก”

เด็กชายอีกคนที่นั่งอยู่บนกิ่งเหมยฮัวเอ่ยขึ้น ตาคมเหล่มองบุรุษชุดฟ้าที่ทำท่าทางราวกับเป็นบุรุษผู้งดงามอย่างหมั่นไส้

“ศิษย์พี่ ท่านนี่มันตัวทำให้ข้าเสียบรรยากาศจริงๆ”

ศิษย์พี่ศิษย์น้องหันมาสบตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร หนึ่งบุรุษรูปงามราวเทพเซียน อีกหนึ่งเด็กน้อยหน้าตาน่ารัก ศิษย์พี่ตัวเล็กกำลังจะยกมือขึ้นตบศิษย์น้องแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเหลือบลงมาเห็นดรุณีน้อยชุดแดง มือถือถังหูลู่ ตากลมโตจ้องมองพวกเขาสองคน

“เจ้าเด็กนิสัยเสีย ใครใช้ให้จ้องหน้าบิดาเช่นนี้”

ปี่อั้นมองหน้าคนที่เรียกขานตัวเองว่าบิดา

“ศิษย์พี่”

ศิษย์น้องหันไปเรียกศิษย์พี่ที่กำลังอารมณ์เสีย ก่อนจะกระโดดลงมาจากต้นเหมยฮัว ตาคมจ้องมองปี่อั้นก่อนจะยิ้ม

“เจ้าเห็นพวกข้าสองคนได้ยังไง”

“ข้าได้ยินเสียงคนคุยกัน เลยเดินเข้ามาดูเจ้าค่ะ”

ผู้เป็นศิษย์พี่กระโดดลงมาจากต้นเหมยฮัว คิ้วเล็กๆขมวดยุ่ง ก่อนจะเดินวนรอบตัวปี่อั้น

“เจ้าเห็นพวกข้ารึ”

“จะไม่เห็นได้ยังไงกันเจ้าคะ พวกท่านคุยกันเสียงดังนัก ขนาดข้ายืนอยู่ร้านถังหูลู่ตรงนู้นยังได้ยิน”

ศิษย์พี่ศิษย์น้องหันมาสบตากัน

“ศิษย์พี่ วิชามายาลวงตาของท่านอ่อนด้อยนัก ขนาดนางยังมองเห็น”

“บิดามันเถอะ! ข้าฝึกวิชานี้มาตั้งกี่ปี ถึงแม้คนผู้นั้นจะอยู่ขั้นแก่นแท้จิตเทพก็ยังตกตาได้ แต่ทำไมนางถึงมองออกได้”

ปี่อั้นเอียงคอมองหนึ่งบุรุษหนึ่งเด็กชายเถียงกันอย่างน่ารัก

“พวกท่านกำลังจะเดินทางไปสำนักเงาจันทร์หรือเจ้าคะ”

“หื้ม”

“เจ้ารู้ได้ยังไง”

“ข้าก็กำลังเตรียมตัวจะไปเหมือนกันเจ้าค่ะ”

จริงๆศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนนี้คือศิษย์ของสำนักเงาจันทร์อยู่แล้ว พึ่งกลับจากการออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก เร่งเดินทางเพื่อที่จะให้ทันวันรับศิษย์ใหม่ของสำนัก

หนึ่งเด็กหนึ่งบุรุษพึ่งจะได้มองปี่อั้นชัดๆ ดรุณีน้อยนางนี้มีอายุราวๆ14ปี นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน เรือนผมสีน้ำตาลอ่อน ช่างแปลกตานัก

“เจ้าชื่ออะไรหรือ”

ศิษย์พี่เอ่ยถามปี่อั้น

“ข้าชื่อปี่อั้นเจ้าค่ะ จิ้นปี่อั้น”

“เจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับจิ้นเฟยหมิง”

“เขาเป็นพี่ชายของข้า”

“หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลยนิ”

“พี่น้องต่างมารดาเจ้าค่ะ”

“อ้อ แบบนี้นี่เอง พี่ชายเจ้าก็เป็นถึงศิษย์เอกเจ้าสำนัก เจ้าก็อย่าได้น้อยหน้าล่ะ”

“ข้า…ข้ายังไม่รู้จักชื่อพวกท่านเลย”

ผู้เป็นศิษย์น้องมองปี่อั้นก่อนจะยิ้มร่า ศิษย์พี่เห็นรอยยิ้มนั้นแล้วก็คันปากยุบยิบ

“เรียกข้าว่าศิษย์พี่สาม”

“ส่วนข้า ศิษย์พี่สอง”

ปี่อั้นมองศิษย์พี่สองด้วยความสงสัย เด็กคนนี้ทำไมดูไม่เหมือนเด็กเลยนะ ทั้งที่นางคิดว่าอายุไม่น่าเกิน11ปี ดูเหมือนว่าศิษย์พี่สามจะรู้ว่านางคิดอะไรก็เลยหัวเราะออกมา

“เจ้าหัวเราะอะไร ไอ้จิ้งจอกเก้าหาง!”

ศิษย์พี่สองแยกเขี้ยวใส่คนที่หัวเราะจนสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน

“ปะ…เปล่าๆ ฮ่าๆๆๆ”

“ปี่อั้น!! กลับจวนกันเถอะลูก”

ปี่อั้นหันไปมองท่านแม่ที่พึ่งออกมาจากร้านขายผ้าข้างๆร้านถังหูลู่ นางยิ้มให้จิวซือก่อนจะหันมาบอกลาสองศิษย์พี่ศิษย์น้อง ระหว่างทางกลับจวน ปี่อั้นก็เล่าให้จิวซือฟัง จิวซือได้แต่ฟังแล้วยิ้ม ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร เพราะก่อนหน้านี้นางเห็นปี่อั้นยืนคุยอยู่คนเดียวใต้ต้นเหมยฮัว 



#เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยการเม้นนะเจ้าคะ จะได้รู้ว่ามีคนอ่าน


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1 noahly (@noahly) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2562 / 13:44

    รอติดตามจ้าาา
    #1
    0