ตะลุยแดนหลุดโลกแฟนตาซี

ตอนที่ 1 : โลกบ้าอะไรฟระเนี่ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 เม.ย. 62

ผม ไฮเนะ มีโอ ได้มาเล่นเกมส์จีบสาวเกมส์หนึ่งที่เพื่อนต่างประเทศส่งมาให้ แม้ว่ามันจะเป็นเกมส์ 18+ก็ตาม แต่ผมก็สามารถรวบรวมฉากจบต่างๆไว้ได้หมด แม้ว่ามันจะเป็นฉากโป๊ของสาวๆก็ตาม และด้วยความไม่พอใจที่เกมส์ง่ายเกินไป ผมจึงได้หักแผ่นทิ้ง และโยนมันไปข้างถนนหน้าบ้าน โดยไม่สนใจอีกเลย ทว่า เกมส์มันไม่ใช่เกมส์อีกต่อไป เมื่อเรื่องราวในเกมส์ กลับกลายเป็นเรื่องจริงในเช้าวันต่อมา เมื่อผมตื่นขึ้นมาในคฤหาสต์ แปลกตา โดยมีเมดสาว กำลังปลุกผมด้วยรอยยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มของสาวที่ต้องการฆ่าผม

" ดันนะซามะ ตื่นได้แล้วค่ะ " คามิโกะ เมดสาวปลุกผมให้ลุกขึ้นมา ด้วยความงัวเงีย และผมต้องตกใจกับใบหน้าของผมในกระจก มันเป็นใบหน้าของ กาหลิบ อวตารของผมเอง ผู้มีฉายา จอมปราชญ์หน้าหยก แม้จะมีฉายาแบบนี้ แต่อวตารตัวนี้เป็นตัวร้ายของเกมส์นะ

ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย พระเจ้าช่วยตรูด้วยยยยยยยยยยยยยยย

ผมร้องตะโกนออกมาอย่างไม่ใยดีกับสภาพของตนเองที่เป็นลูกของขุนนางใหญ่

" เป็นอะไรไปคะ? ดันนะซามะ วันนี้มีเรื่องให้ท่านต้องแก้ปัญหาอีกแล้วนะคะ "

" มีเรื่องอะไรรึ คามิโกะ " หลังจากทำใจได้แล้วผมจึงลุกขึ้นจากเตียงขึ้นมาถามคามิโกะ

คามิโกะจึงเล่าเรื่องให้ผมฟังว่า

เกษตรกร ชาวโปปุรอน มารวมตัว ขอให้ รัฐมนตรีการคลัง โปปุรอน ขึ้นราคาผักและผลไม้ รวมถึงเนื้อหมูและเนื้อไก่ ที่เกษตรกรปลูกและเลี้ยงไว้ ทำให้ราคาของในตลาดโปปุรอนสูงขึ้น ในไม่ช้า พวกกรรมกร ชาวโปปุรอน ก็มารวมตัวขอขึ้นค่าแรงบ้าง เพราะทนราคาค่าอาหารไม่ไหว ซึ่ง รัฐมนตรีคลังโปปุรอน ก็แก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ คือขึ้นค่าแรง ในไม่ช้าพวกพ่อค้าก็เริ่มรับสภาพ ราคาต้นทุนค่าแรงและของขึ้นไม่ไหว จำเป็นต้องขึ้นราคาของและบริการ นั่นทำให้ราคาค่าอาหาร และค่าเดินทางเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จนตอนนี้ เหรียญทองขาดแคลน ประชาชนชาวโปปุรอนและชนชั้นสูง กำลังรวมตัวกันก่อม็อบ ด้วยความไม่พอใจ และจะล้มล้างอำนาจของรัฐมนตรีการคลัง โปปุรอน เพราะทนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่ไหว อีกไม่นานเกินรอ จะเกิดการจลาจล ท่านจอมปราชญ์มีวิธีดีๆอะไรไหมจะแก้วิกฤตินี้

คามิโกะ เมดสาวพูดกับผมอย่างอ่อนโยน แม้ว่าเธอจะเป็นตัวละครที่ถูกเจ้ากาหลิบ ข่มขืนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม เพราะทางบ้านของเธอนั้นติดหนี้สินของตระกูล กาหลิบ มหาศาล และจากที่ผมจำได้ หนี้สินของเธอจะไม่มีวันหมดจนกว่าผมจะตาย เรียกว่าฆ่าล้างหนี้จะดีกว่า ก็มันเป็นเกมส์ 18+เลือดสาดนี่นา และเพราะเจ้ากาหลิบยังพอมีประโยชน์ต่อโลกนี้อยู่บ้าง เธอจึงยังพูดดีกับผมอยู่ ปัจจุบันจะหาผู้หญิงที่รักเราจริง โดยไม่คิดถึงผลประโยชน์เลยคงไม่ได้ และถ้าผมจำไม่ผิด เจ้ากาหลิบนี่จะถูก คามิโกะ ฆ่าตายเมื่อ พระเอก อาเธอร์จีบเธอติด ในห้องนี้ ด้วยการแทงนับพันๆแผล ตอนเที่ยงคืน ของวันที่ 10 เมษา ปี25xx

ผมเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรดี ถึงจะแก้ปัญหาเหรียญทองขาดแคลนได้ และก็ปิ๊งไอเดียในทันที ผมหยิบแบงค์พัน ออกมาจากกระเป๋า และพูดด้วยเสียงอันดังว่า

" เราจะผลิตแบงค์ พวกนี้จำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหาเหรียญทองขาดแคลน คามิโกะ เธอรีบไปติดต่อเจ้าหญิง เชียร์ที ว่าผมต้องการเข้าพบ "

เชียร์คือเจ้าหญิงลำดับที่ 3 ของอาณาจักรโปปุรอนในเกมส์นี้ เธอมีจิตใจอ่อนโยน และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของเจ้ากาหลิบนี่ และเพราะเรื่องนี้ทำให้กาหลิบใช้เธอเป็นบันไดในการไต่เต้าไปหยั่งตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไป

" กระดาษเปื้อนสี นี่สามารถเอาไปซื้อของได้เหรอคะ? ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ "คามิโกะเมดสาว กล่าวเพราะเธอเพิ่งเคยเห็นแบงค์พันเป็นครั้งแรก ก่อนจะรีบวิ่งออกไปร่ายเวทย์ ให้ จดหมาย กลายเป็นนก โบยบินไปหาเจ้าหญิงเชียร์

ในตอนที่คามิโกะ เดินออกไปจากห้อง ผมเริ่มหยิบหนังสือประวัติศาสตร์ โปปุรอนมาอ่าน

สมัยก่อน อาณาจักรโปปุรอน ไม่ได้บูชาทอง แต่ใช้เบี้ยหอยคาวรี(เปลือกหอยชนิดหนึ่งพบมากตามแนวชายฝั่งเมืองอาดาร์ส อาณาจักร โปปุรอน) ในการแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน จนกระทั่ง พ่อค้าจากอาณาจักร ออโดนอสมาถึง และเริ่มกว้านซื้อทองในตลาดโปปุรอน เพราะมีราคาถูก ไปขายที่อาณาจักรออโดนอส ทำให้ราคาทองในอาณาจักรโปปุรอน สูงขึ้น ในขณะที่ราคาทองในอาณาจักร ออโดนอสลดลง จนในที่สุดก็เหลือมูลค่าเท่าๆกัน และนั่นเองทำให้อาณาจักรโปปุรอน หันมาใช้เหรียญทอง ที่ประทับตราด้านหนึ่งเป็นรูปของเลาห์คอน โกไทรอน เลาห์คอน องค์แรกของอาณาจักรโปปุรอน กับอีกด้านหนึ่งพิมพ์ลายเป็นรูปสิงโต สลักรอยจารึกเขียนว่า เราเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน และนั่นเองจึงเป็นที่มาของการค้าขายในตลาดโลกของอาณาจักร โปปุรอน

ในขณะที่กำลังคิดอะไรอยู่ จู่ๆ สติของผมก็พลันดับวูบไป และเห็นภาพชายคนหนึ่ง ชื่ออีริค กำลังฝึกดาบอยู่ เขาก็เป็นตัวร้ายของเกมส์นี้เช่นกัน

เคร้ง เคร้ง

อีริคฟาดดาบไปมา อย่างวุ่นวายใจ เขาต้องตัดสินใจว่าจะเข้ากับ ฝ่ายแสง หรือฝ่ายความมืด ภายในวันนี้ ด้วยตัวเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยว กับการต่อสู้ ของฝ่ายแสงและฝ่ายความมืด

เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนได้ตัวเขาไปจะเป็นผุ้ชนะในมิตินี้ทันที เขามองรุปแม่ของเขาที่ถูกฝ่ายแสงจับไป และรุปพ่อและน้องๆของเขาที่ถูกฝ่ายมืดจับไป ไม่ว่าเขาเลือกฝ่ายไหนเขาก็ต้องสูญเสีย ไม่พ่อก็แม่ของเขา

หลังจากเขาเข้าห้องน้ำแล้ว ฝ่ายมืดและฝ่ายแสงต่างก็ส่งคนมารอฟังคำตอบของเขา และเมื่อคำประกาศนั่นออกมาหมายถึงสงครามที่จะเกิดขึ้นในมิติ พยัคฆ์ขาวแห่งนี้

อีริค เดินวนไปวนมาระหว่างพื้นที่ของ ฝ่ายมืดและฝ่ายแสง อย่างตัดสินใจไม่ได้ เมื่อเขาเดินไปยังพื้นที่ของใคร ฝ่ายนั้นก็จะยิ้มออกมาเพราะนึกว่า อีริค จะอยู่ฝ่ายตน

หลังจาก อีริคคิดอย่างรอบคอบแล้ว เขาก็ตะโกนออกไป

" ข้าอยู่ฝ่ายมืด " แต่ที่น่าตลกก็คือตัวเขายังยืนอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายแสง ซึ่งตัวเขามองไม่เห็นทั้งสองฝ่ายนั่นเอง ว่าอยู่ตรงไหนเขาเลยเดินมั่วๆไปและคิดว่ามันเป็นพื้นที่ของฝ่ายมืด

" ฮะ อะไรนะ " พวกฝ่ายแสงพากันตกใจและคิดว่าอีริคคงจะประกาศผิดอะไรบางอย่าง ดังนั้นฝ่ายแสงจึงจับอีริคกลับไปยังฐานบัญชาการ ของตน ซึ่งที่นั่นมีสาวงามมากมายที่สวยงามราวกับนางฟ้าก็ไม่ปาน แต่ อีริคก็ทำเป็นไม่สนใจซักคน เพราะสาวๆเหล่านั้นต่างก็ไม่ใช่ของเขา พวกเธอต่างก็เป็นลูกศิษย์สาว ของวิหารพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ โดยเฉพาะ มิยาบิ ที่เธอเป็นถึงลูกสาวของผู้สืบทอดวิหารพยัคฆ์ขาว เธอทั้งสาว ขาว สวย เด่นสะดุดตาเหนือกว่าใครๆ แต่มิยาบิ กลับเกลียด อีริคเป็นอย่างมาก

เมื่อฝ่ายมืดเห็นฝ่ายแสงจับ อีริคไป พวกเขาจึงถือว่าเป็นการประกาศสงคราม ดังนั้น การรบกันระหว่าง ฝ่ายแสง และฝ่ายมืดก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

ตอนนี้ อีริค ยืนอยู่ในบททดสอบที่ว่า เขาคือ จอมมารกลับชาติมาเกิดจริงหรือ โดยมีสภาสูงของฝ่ายแสงเป็นผุ้ตัดสิน

อีริคเดินไปเปิดประตูห้องตามที่มีเสียงหญิงสาวมาบอก เพื่อช่วยแม่ตามเสียงของหญิงสาวอายุประมาณ 20 ต้นๆ และเขาก็ผ่านด่านทดสอบนี้ โดยเขาต้องเลือกอยู่ฝ่ายขาว และเป็นจอมปราชญ์ ช่วยฝ่ายขาวสู้กับฝ่ายมืด

ทว่า มิยาบิก็แกล้งเขาเมื่อเธอพูดว่า

" ที่เธอเดินไปนั้นเป็นพื้นที่ที่เธอคิดว่าเป็นด้านตรงข้ามกับคำตอบของเธอใช่หรือไม่" มิยาบิแกล้ง อีริคอย่างหน้าด้านๆ แต่ อีริค เพื่อช่วยแม่ ตามคำขู่ของมิยาบิ ว่าถ้าไม่เออออไปกับเธอ เธอจะฆ่าแม่ของเขาซะ

" ใช่แล้ว " กลายเป็นว่าคำตอบทั้งหมดของอีริค คือเขาเข้าใจผิดว่าเป็นคำตอบของฝ่ายมืด ซึ่งเป็นตรงกันข้ามกับคำตอบที่เขาเลือกทั้งหมด ดังนั้นอีริคจึงถูกพิพากษา ให้ประหารชีวิต ทั้งแม่ทั้งลูก

อีริค ยอมตายในฐานะ จอมมาร แทนที่จะเป็นจอมปราชญ์ของฝ่ายแสง มาช่วยสู้รบกับฝ่ายมืด เรื่องราวมันเป็นเช่นนั้นและมิยาบิยังใส่ไคล้เข้าไปอีกว่า อีริค เกิดในวันมืด เดือนมืด และปีมืด เขาเกิดมาเพื่อเป็นจอมราชาปีศาจที่หาได้ยากในรอบหมื่นปีอีกตะหาก

ศาลสูงของสภาเทพแสง สั่งให้ประหารชีวิตเขาในวันพรุ่งนี้ พร้อมกับแม่ของเขาโดยไม่รอลงอาญา

เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปในหมู่ จอมเวทย์สายขาว ทำให้พวกเขาและเธอ ต่างสาปแช่งอีริคให้ ตายวันตายพรุ่ง เลยทีเดียวกลับกัน เหล่าปีศาจกลับยินดีในความเสียสละของ อีริคเป็นอย่างมาก

" โอ้ ท่านดาร์ค อีริค ท่านยอมตายในฐานะจอมมาร แทนที่จะทรยศพวกเรา เหล่าปีศาจและมารร้าย " ปีศาจ ตนหนึ่ง นามว่ากันการ์ ร่ำไห้ให้กับ ดาร์ค อีริคที่เขาเคารพ

*-*จริงๆแล้ว อีริค ตอบคำถามของฝ่ายแสงว่าจะเข้าฝ่ายแสง และทรยศฝ่ายมืดนะครับ แต่ทว่า มิยาบิแกล้ง ให้คำตอบของ อีริค บิดเบือนไป กลายเป็นว่า อีริค ยอมตายในฐานะของจอมมาร ดีกว่าช่วยฝ่ายแสงมาสุ้รบกับฝ่ายมืด

" ไม่ได้แล้ว พวกเราต้องไปช่วยท่านกัน ถึงแม้ต้องสละชีวิต พวกเราก็ยินดี " ปีศาจ นามว่า อูสกุล กล่าว

" ใช่แล้ว เราต้องไปช่วยท่านกัน " เหล่าปีศาจรวมตัวกันอย่างมากมายเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของพวกปีศาจ ปกติ เผ่าใครก็เผ่ามัน ต่างคนก็ต่างสู้กับฝ่ายแสงแต่มาครั้งนี้ พวกเขารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อช่วย จอมมาร ในรอบหมื่นปี

กลับมาทางอีริค.........

เขาถูกพาตัวไปยังห้องๆหนึ่ง จริงๆแล้ว มันเป็นห้องที่ไว้ต้อนรับ จอมปราชญ์ คนใหม่ของฝ่ายแสง บอลลั่ม หนึ่งในสมาชิกสภาอาวุโส เดินเข้ามาหาอีริค พร้อมมอบของขวัญให้เขาก่อนเข้าสู่ลานประหาร

มันคือ.....พลังงานแสงสุดขั้วของจอมปราชญ์ฝ่ายแสงนั่นเอง ซึ่งถึงให้ อีริคไป ก็ใช้ไม่เป็น ไม่ต่างจากคนธรรมดาเลย มิยาบิ ที่จับกุม อีริคมา เผยรอยยิ้มอันชั่วร้าย ที่สามารถใส่ความ อีริคได้ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ในที่สุดอีริคก็ถูกนำไปที่ลานประหาร

" แม่ครับไว้ชาติหน้า ผมต้องกลับมาตอบแทนแม่แน่ๆ ขอเป็น วัว เป็น ควาย กลับมาทดแทนคุณแม่นะครับ " อีริคกล่าว พร้อมกับเข้าไปสวมกอดแม่ ในขระที่ประชาชนของมิติพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ พากันโยนก้อนหินเข้าใส่พวกเขา พร้อมกับสาปแช่งไม่ให้ได้ผุดได้เกิด

อีริคมองไปยังหน้ามิยาบิ และเขาก็เกิดความปราณถนาอันแรงกล้าขึ้น เขาสาบานกับตัวเองว่าถ้าเกิดชาติหน้า จะเอาคนอย่างมิยาบิ มาเป็นเมียของเขาให้ได้ เพื่อแก้แค้น

และเขากับแม่ก็ถุกนำไปไว้ที่แท่นประหารก่อนจะถึงเวลาเที่ยงตรงที่เป็นเวลาประหาร

ทว่า........

กองทัพปีศาจได้บุกมากลางพิธีประหารในปัจจุบันทันด่วน พวกมันต่างยอมตายอย่างห้าวหาญ กันการ์ และ อุสกุล สองขุนพลปีศาจ ได้กระโดดไปตัดเชือกให้ กับ อีริค และแม่ของเขา

" ท่าน ดาร์ค อีริค จงเจริญ" เหล่าปีศาจพากันกู่ร้อง ฝ่ายแสงไม่นึกเลยว่าพวกมันจะสามารถรวมพลกันได้เกือบล้านเพื่อมาช่วย คนๆเดียว อย่าง อีริคไป

มิยาบิทำหน้าเครียดทันที เธอรีบบัญชาการทหารฝ่ายแสงเข้าต่อต้านกองทัพมืดในทันที พวกปีศาจต่างล้มตายตนแล้วตนเล่า แต่พวกมันก็เข้ามาเสริมช่องว่างอย่างไม่หยุดหย่อน แถมยังไม่กลัวตายอีกต่างหาก และพวกมันฆ่าทหารฝ่ายแสง รวมทั้ง สมาชิกสภาสูงของฝ่ายแสงได้มากมาย

สงครามดำเนินไปเป็นเวลา 7วัน 7คืน โดยมีเหล่าอสูรชั้นสูงเข้าร่วมด้วยในสงครามครั้งนี้ ในที่สุดฝ่ายแสงก็ทานการสุ้รบกับฝ่ายความมืดไม่ได้ พวกเขาพ่ายแพ้ และถูกจับเป็นเชลยรวมทั้งมิยาบิด้วย

" จะทำยังไงกับพวกสาวๆดีขอรับ ท่านดาร์ค อีริค " เหล่าปีศาจพากันนำของขวัญที่จับมาได้ให้กับ ดาร์ค อีริค จอมมารคนใหม่

" ปล่อยตัวไป ข้าต้องการแค่ มิยาบิคนเดียวเท่านั้น " ดาร์ค อีริคกล่าว ก่อนจะเดินอาดๆ ไปหามิยาบิ

จริงๆแล้ว มันมีมนต์บทหนึ่ง ในมนต์สเน่หา ที่ว่าด้วย การ จงรักจงหลงข้าอยู่...... กันการ์ขุนพลปีศาจคิด

แต่ ดาร์ค อีริค ต้องการเอาชนะใจเธอด้วยตัวเอง เขาเข้าไปจับมือของ มิยาบิ และดึงเข้าหาตัวเขาช้าๆ

" มิยาบิ จะเป็นอะไรไหมถ้าเจ้า ยอมมาเป็นราชินีของข้า และสอนข้าใช้เวทย์แสง " ดาร์ค อีริคกล่าวอย่างอ่อนโยน

" เจ้าต้องรับประกันความปลอดภัย ของประชาชนของข้า และตัวข้า " มิยาบิกล่าว ก่อนจะยอมเป็นราชินีของเขา และสอนเวทย์แสงให้ ด้วยความจำใจ

หลังจาก ดาร์ค อีริค จัดการธุระต่างๆแล้ว เขาก็ ได้ไปขอบคุณเหล่าอสูรต่างๆที่ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือเขา โดยมีกันการ์ ขุนพลปีศาจยอมให้ขี่หลัง

สภาชิกสภาอาวุโสของฝ่ายมืด ได้เข้ามาหา ดาร์ค อีริค ใน สภาพโชกเลือดจากการต่อสู้ และได้มอบพลังแห่งความมืดสุดขั้วให้เขา ทำให้ ดาร์ค อีริค เป็นคนแรก และคนสุดท้าย ที่มีพลังของทั้งแสงและความมืด และเป็นจ้าวแห่งมิติพยัคฆ์ขาวนี้

และเขาคิดจะรวบรวมไพร่พล ไปช่วยตัวเขาในมิติอื่นๆด้วย ด้วยเครื่องเดินทางผ่านมิติ ขนาดใหญ่ที่เขาคิดขึ้น

****************************************************************โปรดติดตามตอนต่อไป






0 ความคิดเห็น