โนริมาจิ ข้านี่แหละราชันต์แห่งเกมส์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 49 Views

  • 1 Comments

  • 2 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    49

ตอนที่ 8 : มุมมองของ ซาโตชิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ธ.ค. 61

คนเราเกิดมาเพื่ออะไรกัน.......

เพื่ออยู่กินไปวันๆ รึ...........

หรืออยู่ไปเพื่อตายในสักวันหนึ่ง.........

ข้าขอเล่าเรื่องตัวเองหน่อยก็แล้วกัน........

ข้าเป็นเจ้าชาย ผู้น่าสงสาร ผู้มีนามว่า ซาโตชิ ใครๆก็เรียกข้าว่า ซาโต้ ตั้งแต่ยังเด็กๆแล้วที่ข้าปรารถนา จะเป็นจอมปราชญ์ เพื่อจะได้เป็นผู้หยั่งรู้ในทุกสรรพสิ่ง

โลกที่ข้าอยู่มีการแบ่งระดับของจอมเวทย์ ออกเป็น 6ระดับ คือ จอมเวทย์ระดับล่าง จอมเวทย์ระดับกลาง จอมเวทย์ระดับสูง ผู้วิเศษ จอมปราชญ์ และขั้นสุดยอดคือ มหาปราชญ์ ซึ่งไม่เคยมีใครไปถึง ข้าหวังเป็นแค่จอมปราชญ์ เอง มันไม่โลภเกินไปหรอกนะ*-*

ตั้งแต่เด็กแล้วที่ข้ามีร่างกายอ่อนแอ ทำให้ใช้เวทย์ไม่ได้ ข้าจึงทำได้แต่คัดคัมภีร์ภาษาเทพไปวันๆเท่านั้น ซึ่งข้าจะตื่นขึ้นมาคัดตั้งแต่ตอนตี4 ถึง 6โมงเช้าทุกวัน

อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่ข้าอายุได้ 17 ปี ขณะที่ข้าคัดภาษาเทพในห้องนอน ที่หัวเตียงนอนของข้า จู่ๆก็ได้ปรากฎ......

วิ้ง วิ้ง วิ้ง

เทพธิดา อินฟีเรีย ตามปกรณัม โปปุรอน ก็ได้มาปรากฏกายต่อหน้าข้า เธอมีนัยต์ตาสีฟ้า แต่งกายด้วยชุดราตรีสีฟ้า ใบหน้ากลมได้รูป คิ้วดั่งคันศร และมีหิมะเย็นๆหมุนวนอยู่รอบกาย

สวยจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นใครสวยขนาดนี้มาก่อน นอกจาก จอมปราชญ์ คายะ จอมปราชญ์ประจำราชสำนักโปปุรอน ผู้เปี่ยมด้วยพลังเวทย์

" ข้าจะมอบพรให้เจ้า เจ้าอยากจะได้อะไรล่ะ " เทพอินฟรีเรีย แห่งรัตติกาล เสนอมอบพรให้แก่ข้า เนื่องจากนางชื่นชมในลายมือของข้า ที่เขียนอย่างสละสลวย

" ข้าอยากเป็นจอมปราชญ์ เหมือนอย่างจอมปราชญ์ คายะ " ข้าขอพร

" ได้ตามที่เจ้าประสงค์ แต่เจ้าจะต้องคัดภาษาเทพต่อไปทุกคืน โดยไม่ลืมเปิดผ้าม่านด้วยนะ ข้าจะมาดู ข้าชอบ ลายมือของเจ้า มันสวยงามดี แล้วอย่าลืมสะสมสิ่งบูชาข้าละ "

" ได้ๆ ข้าให้สัญญา " ข้าตอบกลับไปด้วยหัวใจอันเต็มเปี่ยม ไปด้วยความยินดี

วิ้ง วิ้ง วิ้ง

เกิดแสงเรืองรองรอบตัวของข้า มันเป็นแสงสีทองที่มีไอ เย็นๆ หลังจากนั้นกลุ่มก้อนพลังก็ได้เข้ามาในกายข้า บัดนี้ข้าได้กลายเป็นจอมปราชญ์ แล้ว โย้เย้

หลังจากคืนนั้น ข้าก็คัดภาษาเทพมาเรื่อยๆ โดยไม่ลืมที่จะเปิดผ้าม่านเอาไว้

ทว่า.......

วันหนึ่ง วันซวยของข้าก็มาถึง เมื่อ เทพี ทาวีน่า เทพีแห่งปัญญาผ่านมา แล้วเห็นข้าคัดภาษาเทพ โดยเปิดผ้าม่านไว้ มันเป็นการโอ้อวดอย่างมาก สำหรับ เทพี ทาวีน่า

" เจ้าบังอาจ เปิดม่านมาคัดภาษาเทพ ในเวลาแห่งเทพงั้นรึ " เทพี ทาวีน่าได้สาปข้า ด้วยความโกรธ

" โอ้ว เจ้าเป็นจอมปราชญ์อย่างนั้นรึ ข้านึกคำสาปดีๆได้แล้ว เทพี ทาวีน่า สาปให้ข้าเป็นจอมปราชญ์ แต่เป็นจอมปราชญ์ ที่ไม่มีความรู้ทางเวทย์มนต์ เมื่อใช้พลังเวทย์ไม่เป็น ก็ไม่ต่างกับคนธรรมดา

ข้าได้ทำการขอโทษ ต่อนาง และสัญญาว่าจะไม่คัดภาษาเทพ โดยเปิดผ้าม่านอีก นางจึงสาปต่อท้ายให้ข้านิดนึง คือข้าสามารถ ไปเรียนรู้เวทย์มนต์ได้

นับแต่นั้นมา ข้าก็ไม่เคยเปิดผ้าม่านคัดภาษาเทพอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง

เทพธิดาอินฟีเรียได้กลับมา และทวงสัญญาจากข้า ด้วยความพิโรธ

" ทำไมเจ้าถึงละความพยายามที่จะคัดภาษาเทพเล่า ข้ายังดูเจ้าคัดไม่จุใจเลยนะ "

ข้าได้เล่าสาเหตุให้เทพธิดา อินฟีเรียฟัง เธอจึงบันดาลโทสะ จะไปเอาเรื่องกับเทพี ทาวีน่า แต่ข้าขอไว้ เพื่อไม่ให้เกิดสงครามระหว่างทวยเทพ*-* ก็ข้าเป็นคนดีนี่นา

เทพอินฟีเรีย จึงเหนื่อยใจต่อข้านัก และกล่าวว่า

" ถ้างั้นข้าจะสถิตย์ อยู่กับเจ้าจนเจ้าได้เป็นจอมปราชญ์ ที่แท้จริง " และเทพธิดา อินฟีเรีย ก็ได้หายเข้าไปในปานสีแดงที่หน้าผากข้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ แห่งการเป็นจอมปราชญ์

นางมาอยู่กับข้าเพื่อจะนำทางข้า

หลายวันต่อมา.....

" นายน้อยค่ะ นายน้อยตื่นขึ้นเถอะค่ะ " คาโอริ สาวใช้ของข้า คนที่อยู่ข้างกายข้ามานาน ถึงเธอจะเป็นเมดสาวใช้แต่ข้าก็นับถือเธอเป็นพี่สาว เพราะหลังจากข้าป่วย และใช้พลังเวทย์ ไม่ได้มานาน เสด็จพ่อกับ เสด็จแม่ ก็ถอยห่างจากข้า จนแทบจะลืมข้าไปแล้ว

" พี่สาว คาโอริ ต่อไปให้เรียกข้าว่า ซาโต้ เฉยๆ ก็ได้ ข้านับถือพี่เหมือนพี่สาวคนหนึ่ง "

" เอาล่ะ เอาล่ะ พี่จะเรียกเธอ ว่า ซาโต้ก็ได้จ๊ะ "

" ขอบคุณ ครับพี่ คาโอริ "

" น...นั่นอะไรอะนายน้อย รอยปานนั่น " คาโอริมอง ปานสีแดงที่อยู่บนใบหน้าของข้า มันเป็นสัญลักษณ์ ของจอมปราชญ์ เธอมองจนตาค้าง

" ไม่จริงใช่ไหมค่ะ ซาโต้ เธอ....... เป็นจอมปราชญ์ "

พี่คาโอริ ตกใจแทบแย่ เพราะคนที่จะเป็นจอมปราชญ์ ได้มีน้อยนัก แทบจะนับนิ้วได้

" ถึงผมจะเป็นจอมปราชญ์ ก็ใช้เวทย์ ไม่ได้หรอกนะ ไม่ต้องกลัวไป " แล้วผมก็กล่าวสืบต่อ

" ไม่ต่างจากคนธรรมดา "

พี่คาโอริ ลูบหน้าอก อย่างโล่งใจ ที่ได้รู้ว่า ผมไม่มีเวทย์มนต์ที่สามารถบันดาลได้ทุกอย่างตามใจคิดเหมือนเหล่าจอมเวทย์ระดับล่าง

" พี่ คาโอริ ขอผมไปข้างนอกหน่อยนะ " ผมขอตัวจากพี่คาโอริ แล้วเดินจากไปเล่นข้างนอก

ผมเดินมาถึงกลางอุทยานหลวง และเดินโฉบไปโฉบมา

" พ่อรูปหล่อคนนั้นใครนะ "

"ใช่ๆ หล่อมากเลย ออกจะแมนๆ " เหล่านางกำนัลต่างชมผมไปพลางนึกสนุกไปพลาง

" คนนั้นมันเจ้าชาย ซาโต้นี่นา หล่อแต่เสียดายใช้เวทย์ ไม่เป็น"

" ใช่ ใช่ จริงด้วยเนอะ น่าเสียดายจริงๆ เป็นถึงเจ้าชายแต่ใช้เวทย์ไม่เป็น"

" ได้ยินว่า โดนไล่ออกมา จาก โรงเรียนมหาเวทย์ คาเวียน่า ด้วย " เหล่านางกำนัลต่างพูดกันเป็นปากหอยปากปู ถ้าผมใช้เวทย์ได้จะสาปให้เป็นแมลงสาปไปให้หมดเลย คอยดู - -*

ผมเดินต่อไปอย่างไม่สนใจ ทว่า.......

ผัวะ 

คาตายามะ ลูกขุนนางใหญ่ หรือที่ใครๆเรียกเขาว่า คาตะก็ได้เอาเท้ามาขัดขาผม จนผมล้มลง เขามีพลังเวทย์ ประมาณจอมเวทย์ ระดับล่างขั้น 8

" ฮะ ฮะ เจ้าอ่อนแอเอ๋ย จงมุดลอดหว่างขาข้าซะ แล้วข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปแต่โดยดี "

และพรรคพวกของ คาตะ ก็พากันหัวเราะเยาะพวกมันมีกันประมาณ 5คน

ผมลุกขึ้นยืน และเตรียมต่อสู้กับพวกคาตะ

" เฮ้ยๆ เจ้าลูกหมานี่คิดจะสู้กับพวกเราโว้ย " คาตะกล่าว พร้อมกับร่ายเวทย์อัญเชิญ เรียกสัตว์อสูรรับใช้ออกมา มันเป็นลูกไฟเล็กๆ อสูรรับใช้ระดับล่าง

........ผมเป็นถึงจอมปราชญ์ กลับถูกจอมเวทย์ระดับล่าง 6คนรุมรังแก เหมือนราชสีห์ที่ถูกหนูแทะหู อย่างสู้ไม่ได้....... ผมคิด

" เอ๊ะ นั่นมันปานอะไรนะลูกพี่ " ลูกสมุน เอ บอกกับคาตะ

" นั่นมันปานที่เป็นสัญลักษณ์ ของจอมปราชญ์ นี่นา " ลูกสมุน บี

" ไม่น่าเป็นไปได้ มันไม่น่าจะมีพลังระดับนั้น " ลูกสมุน ซี

" อย่าเพิ่งไปกลัวมันสิ อย่ากลัว " คาตะเองเมื่อมองเห็น รอยปานรูปหยดน้ำสีแดงที่หน้าผากผมเขาก็ กลัวจนหัวหด แต่ก็ยังสั่งให้ลูกไฟ โจมตีใส่ผม ทั้งที่ขายังสั่นจนฉี่ราด

ผมยกมือขึ้นมาบัง เป็นเวลาเดียวกับที่ลูกไฟพุ่งใส่ผม

พรึ่บ

ลูกไฟแตกสลายไปในทันที เมื่อต้องมือผม ถึงผมจะเป็นจอมปราชญ์ไม่เอาไหน แต่แค่ ลูกไฟ อสูรรับใช้ระดับล่างแบบนี้ผมสู้ได้สบายมาก

" ไม่จริง เค้าไม่เชื่อ" คาตะหน้าถอดสี ก่อนจะวิ่งเผ่นหนีไป ด้วยความกลัวพลังแห่งจอมปราชญ์ของผม นี่คงเรียกว่า เขียนเสือให้วัวกลัวสินะ

พวกคาตะและเหล่าสมุน เอ บี ซี ดี อี ต่างวิ่งหนีไม่คิดชีวิต โดยมีเหล่านางกำนัลเห็นเหตุการณ์ และเอาเรื่องไปกราบเรียน เลาห์คอน โปซาปุ เสด็จพ่อของผม

ผมกลับมาที่ห้องโดยมีพี่คาโอริ ยืนรออยู่อย่างเป็นห่วง

" ซาโต้ เจ้าไปไหนมาพี่เป็นห่วงแทบแย่แนะ "

" พี่คาโอริ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ผมเป็นถึงจอมปราชญ์ เชียวนะ " ผมใช้มือลูบหัวอย่างเขินอาย

" พี่จะไปทำกับข้าวมาให้นะ ซาโต้ เจ้ารออยู่นี่ก่อน " แล้วพี่คาโอริก็หายเข้าครัวไป

ในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรอยู่นั้นเอง เทพธิดา อินฟีเรีย ก็ได้พูดออกมาจากในหัวผม

" ถ้าข้าไม่ช่วย ละก็ เจ้าอาจจะพิการไปแล้ว " เทพธิดาอินฟีเรียกล่าว เธอมาช่วยผมทำลายลูกไฟกระจ้อยร่อยนั้นของเจ้าคาตะ แต่ผมก็ต้องขอบคุณเธอ

"ขอบคุณครับ ท่านเทพ "

" แล้วต่อไปอย่าไปสู้แบบ 6 รุม 1อีกละ มันทำให้ข้าต้องส่งพลังช่วยเจ้า "

" เข้าใจแล้วครับๆ " ผมพูดในจิตใจ

ก็อกๆ ก็อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมลุกไปเปิดประตู

ผู้มาเยือน คือ.......

จอมปราชญ์ คายะ ไอดอล ของผมเอง เธอมีผมดำสลวยงดงาม นัยต์ตาคมดุจคันศร สองแก้มแดงดั่งลูกพุทรา คิ้มงามดุจดั่งเส้นผมของนางฟ้า

" ข้าคือ จอมปราชญ์ คายะ จอมปราชญ์ ประจำราชสำนักโปปุรอน " เธอกล่าวเสียงเรียบ

" ข้าได้ยินว่าเจ้าชายได้สืบทอดพลังจอมปราชญ์ จาก วีรบุรุษ เร้นกาย "

" ก็ คงเป็นเช่นนั้น ท่านจอมปราชญ์ คายะ " ผมตอบไปอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะคิดได้

" ข้ามาที่นี่ เพื่อมาเชิญองค์ชาย เสด็จไปพบกับ เลาห์คอน โปซาปุ เสด็จพ่อของท่าน"

" อืมก็ได้ ข้าจะไป "

ในขณะที่ผมตอบรับคำเชิญของ จอมปราชญ์ คายะ เพื่อไปหาเสด็จพ่อบัดซบที่ไม่เคยเห็นหน้ามานาน

พี่ คาโอริ ก็โผล่ออกมาพร้อมกับถ้วยซุปไก่ ของโปรดของข้า

" ซาโต้มีอะไรหรือ เอ๊ะ!!! นั่น จอมปราชญ์ คายะนี่นา "

พี่คาโอริ รีบก้มลงคุกเข่าให้กับจอมปราชญ์ คายะ ผู้มีฤทธิ์เวทย์มนต์สูงที่สุดในอาณาจักร

" ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือหรอก" จอมปราชญ์ คายะกล่าว

พี่คาโอริ จึงลุกขึ้นและรีบแนะนำตัว

" ข.....ข้าชื่อ คาโอริ เป็นเมดรับใช้องค์ชาย ซาโตชิ ในชีวิตนี้ข้าไม่เคยพบจอมปราชญ์ ที่งดงามอย่างท่านเลย" พี่คาโอริ กล่าวอย่างชื่นชม ต่อ จอมปราชญ์ คายะ สุดสวย ความสวยของจอมปราชญ์ คายะเมื่อเทียบกับ พี่คาโอริแล้ว ทำให้หน้าตาของพี่คาโอริ ที่สวยมากอยู่แล้ว ดูธรรมดาไปเลย

" เราไปกันได้แล้วองค์ชาย " จอมปราชญ์ คายะกล่าว พร้อมกับ ร่ายเวทย์เปิดประตูมิติ ประตูมิติประตูหนึ่งจึงได้ปรากฏ ออกมา ผมก้าวเดินตามจอมปราชญ์ คายะไป อย่างว่าง่าย

เมื่อเราทั้งสองก้าวข้ามประตูมิติมาแล้ว มันก็ค่อยๆปิดตัวลง 

" พี่ คาโอริ เดี๋ยวผมกับมานะ " ผมพูดผ่านประตูมิติ ก่อนที่มันจะปิดสนิท ซึ่งพี่ คาโอริ ก็พยักหน้าเข้าใจ

ผมกับจอมปราชญ์ คายะ ก็ได้ก้าวไปในท้องพระโรงใหญ่ ที่นั่นมีชายวัยกลางคนอายุประมาณ 40 ปลายๆ นั่งอยู่บนบัลลังค์ เขากำลังนั่งอ่านราชสาร์สที่ถูกส่งมาจากอาณาจักร ออโดนอส

" ฝ่าบาทข้าได้นำตัวองค์ชายน้อยมาแล้ว เพค่ะ " จอมปราชญ์ คายะกล่าว

เลาห์คอน โปซาปุ ได้วางราชสาร์สลง แล้วก้าวลงมาจากบัลลังค์ มาโอบกอดข้า ให้หายคิดถึง

" โอ้ว เจ้าโตเป็นหนุ่มใหญ่แล้วสินะ พ่อว่าจะสอนเวทย์มนต์ให้เจ้าด้วยตัวเอง เพื่อให้เจ้าได้เป็น เลาห์คอน คนต่อไป สืบราชสมบัติจากข้า "

เลาห์คอน โปซาปุ ยิ้มนิดหน่อย แล้วกล่าวสืบต่อ

" เจ้าได้เป็นจอมปราชญ์ ก็ดีแล้วลูกรัก ข้าจะให้ จอมปราชญ์ คายะ รับเจ้าเป็นศิษย์ และสอนความรู้ให้เจ้า วันนี้เลย "


ผัวะ

ผมสะบัดมือ ออกจากอ้อมกอดของเลาห์คอนโปซาปุ

"ผมไม่อยากเกี่ยวข้อง อะไรกับคุณ เสด็จพ่อ ต่อไปนี้ผมจะใช้ชีวิตด้วยตัวผมเอง ผมไม่อยากเป็นเลาห์คอน และสืบทอดราชบัลลังค์ ต่อจากคุณ"

" ทำไมล่ะ " เลาห์คอน โปซาปุ ถาม

" เพราะคุณ ไม่เคยสนใจใยดีผมเลย รวมถึงเสด็จแม่ด้วย ผมขอลาขาดจากอาณาจักรแห่งนี้ " และผมก็วิ่งพรวดพราดออกไปจากราชวังกลับไปหา พี่คาโอริ สุดที่รักของผม

" ให้เขาไป เผชิญโลกบ้างก็ดีนะ ฝ่าบาท " จอมปราชญ์ คายะกล่าว

" อืม ข้าว่าก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้เข้าใจว่า โลกนี้มันโหดร้าย " เลาห์คอนโปซาปุหลับตา ซึ่งเขาไม่อาจจินตนาการความยากลำบากของลูกอันเป็นที่รักได้อย่างไร

" ข้าเกือบลืม ซิลวาเทียเส้นนี้ ที่จะให้เขาติดตัวไป วานเจ้าเอาไปให้องค์ชายที" เลาห์คอนโปซาปุกล่าว

" เพค่ะ ฝ่าบาท " จอมปราชญ์ คายะ รับซิลวาเทียมาประคองที่แขนอย่างทะนุถนอม มันเป็นสมบัติ ประจำราชวงศ์ ที่จะส่งมอบให้เลาห์คอน องค์ต่อไปเท่านั้น ซึ่งซิลวาเทียร์ เป็นอาติแฟกซ์ แรร์ ระดับ เวิร์ลไอเทม ที่สามารถรักษาโรคได้ทุกอย่างทุกอาการ เมื่อกินเข้าไปจะสามารถชุบชีวิตได้ *-* แต่คนตายไปแล้วจะกินได้อย่างไร

ผมกลับมาที่บ้านพักรับรอง พร้อมกับเสียงที่ดังอยู่ในหัวอย่างไม่ขาดสายตลอดทาง

" เจ้าจะบ้าเหรอ อดเป็นเลาห์คอนเลย ไปพูดกับ เสด็จพ่อเช่นนั้น รีบกลับไปขอโทษ แล้วขอสมบัติส่วนของตัวเองออกมาตั้งตัวเถอะ ไปแบบนี้มีแต่ตัวเปล่า " เทพธิดา อินฟีเรีย แนะนำ ด้วยอารมณ์ โกรธ แล้วกล่าวต่อ

" เดี๋ยวก็ สาปให้เป็นบ้าเสียหรอก " 

" ไม่ ม่ายยยยยยยยยยยย ข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว ว่าข้าจะเดินบนเส้นทางสายนี้ ด้วยลำแข้งของตัวเอง "

ผมรีบรุดเข้าไปในบ้านพัก และเมื่อเจอหน้าของพี่ คาโอริ ผมก็รีบบอกให้เธอเก็บข้าวเก็บของ ออกไปจากวังกับผม

" ออกจากวัง รึ ซาโต้ จะให้พี่ไปที่ไหน "

" ไปที่ไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ที่นี่ "

" ไม่เอาด้วยหรอก ข้างนอกลำบากจะตาย พี่ทำงานในวังมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว "

" ผมบอกให้ไปไงล่ะพี่ "

" ไม่เอา พี่ไม่ไป ถึงตายพี่ก็ไม่ไปตกระกำลำบากกับเธอ "

" ทำไมละครับพี่ "

"ชีวิตในวังสุขสบายกว่าเป็นไหนๆ และที่พี่ทำดีกับเธอ ก็เพราะสักวันเธอจะได้ขึ้นเป็นเลาห์คอนนะสิ ถามได้"

" พี่ คาโอริ " ผมพูดเสียงอ่อยเมื่อพี่คาโอริไม่ยอมออกจากวังไปกับผม หรือที่เขาเรียกกันว่า หนีตามชู้รักไป น้ำเสียงของพี่คาโอริ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ผมต้องทำใจ ออกจากวังตัวคนเดียว ผมรีบเข้าไปเก็บข้าวเก็บของ

" ไปขอโทษ ตอนนี้ที่บ้านยังอภัยอยู่นะ " เทพธิดา อินฟีเรียยังคงชี้แนะไม่เลิก แล้วกล่าวสืบต่อ

" เธอนี่ชอบทำอะไรบ้าๆ จะได้เป็น เลาห์คอน และมีอาจารย์ สาวสวยอย่างจอมปราชญ์คายะเป็นผู้ฝึกสอน มันเป็นฝันของผู้ชายเลยนะ "

แต่ผมไม่สนใจ ขณะที่ผมกำลังจะ ออกจากวังนั้นเอง จอมปราชญ์ คายะก็มาปรากฏกายต่อหน้า และมอบ สร้อยที่มี อัญมณีสีฟ้าสด เส้นหนึ่งให้ผม

จากความรู้ที่ได้มาจากการคัดภาษาเทพทุกวัน ทำให้ผมรู้ว่ามัน คือ ซิลวาเทีย ไอเทมสายรักษา ที่หาได้ยาก

" เอาติดตัวไปด้วย เผื่อได้ใช้ นี่เป็นของขวัญอำลาขององค์เลาห์คอน โปซาปุ " จอมปราชญ์ คายะกล่าว

ผมรับซิลวาเทีย มาจากจอมปราชญ์ คายะ แล้วเธอก็หยิบถุงที่เต็มไปด้วยเหรียญทอง ถุงหนึ่งออกมา แล้วยัดใส่มือผม

" เอาเงินนี่ไปด้วยถึงมันไม่มากนัก แต่ก็ไม่น้อยเกินไป สำหรับการเดินทาง" จอมปราชญ์ คายะ มอบเงินให้ผมจำนวน 3000 เหรียญทองแล้วจากไป โดยไม่ได้ร่ำลาผม

แล้วผมก็ออกเดินทางทั้งสภาพนั้น โดยเก็บถุงเงินไว้อย่างดี

3 วันต่อมา......

ในขณะที่ผมกินราเม็ง ชามใหญ่ อยู่กลางทุ่ง ก็ได้มีกระต่ายตัวหนึ่ง วิ่งออกมาจากพงหญ้าด้วยความรวดเร็ว ผมสังเกตุเห็นว่ามันมีเขาด้วย มันคงเป็นอสูรพันธสัญญาของใครบางคน หรือเป็นสัตว์เวทย์ ผมตั้งใจว่าจะจับมันมากินแกล้มเหล้า

" มานี่ เจ้ากระต่าย " ผมไล่จับกระต่ายไปทั่วท้องทุ่ง มันพยายามกระโดดหลบผมไปมา และใช้เขาทิ่มแทงผม

ฮึบ ฮึบ

ผมกระโดดหลบมันสองสามครั้ง ก่อนจะคว้าเขาของมันมาได้

" แกจงมาเป็นอาหาร เติมกระเพาะของข้าให้อิ่มเสียเถอะ " ผมเลียลิ้นน้ำลายไหลด้วยความอยากกินเนื้อกระต่าย

" จะทำอะไรกระต่ายของข้านะ " สาวน้อยนางหนึ่ง ปรากฏกายขึ้นมา

" ว่าจะเอาไปต้มกินกับราเม็งนะ แกล้มเหล้าก็น่าอร่อย " ผมตอบกลับไปโดยไม่คิด

เปรี๊ยง เปรี๊ยง เปรี๊ยง

สาวน้อยชี้มือขึ้นสู่ฟ้า เกิดเป็นกลุ่มเมฆสีดำลอยขึ้นไป ทันใดนั้นก็ได้ปรากฏ สายฟ้าสามสายฟาดลงมาใส่ผม

อาคคคคคคคคคคคคค 

" มันเจ็บนะโว้ย เจ้าเป็นใครกันแน่" ผมหน้าดำเป็นตอตะโก เลย แต่พยายามตะโกนด่าเท่าที่นึกได้

" ข้าคือ ผู้วิเศษ ผู้มีนามว่า ริเอะ " หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เธอมีตาสีดำ ผมสีเงิน สวมชุดคลุมของจอมเวทย์ระดับสูง หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ชวนให้หลงใหลเลยทีเดียว

" ผมขอโทษก็ได้อ้าว ผมคืนกระต่ายให้ " ผมส่งคืนกระต่ายตัวน้อยกลับไปที่บ่า ของ     ผู้วิเศษ ริเอะ

" มันชื่อว่า ฮอร์นจัง " ผู้วิเศษ ริเอะ กล่าว

" ฮอร์นจังอย่างนั้นหรอ ชื่อเพราะนะ " ผมตั้งใจชมชื่อของกระต่ายที่เจ้าตัวตั้งให้เพื่อลดความโกรธของริเอะ

ผู้วิเศษ ริเอะ หันกลับมาถลึงตามองผมแล้วใช้เวทย์มนต์นะจังงัง กับผม ผมตัวแข็งค้างในทันที ถึงแม้ผมจะเป็นจอมปราชญ์ แต่ไม่เคยเรียนเวทย์ บทนี้ จึงแก้ไม่เป็น

ผู้วิเศษ ริเอะ หยิบแครอทมาป้อนให้เจ้ากระต่ายกิน แล้วหยิบ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ชื่อ โอฮาโอ้ ออกมาเล่นมันเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมอย่างแพร่หลายใน อาณาจักรโปปุรอน แล้วเธอก็ร้องเพลง

สายลมหนึ่งลำน้ำใส
โลกทั้งใบใสกลมสวย
แสงอาทิตย์ มาคู่ควร
โอ้มายเวิร์ล โอ้มายเวิร์ล.......

เสียงของเธอเพราะ ราวกับเสียงแก้วกังวาล

" บทเพลงนี้ ถือว่าชดเชยให้เจ้าก็แล้วกัน เจ้าเด็กแสบ " ผู้วิเศษ ริเอะ เรียกให้กระต่ายปีนขึ้นไปบนบ่า และเดินจากไป โดยคุณเธอลืมแก้เวทย์มนต์นะจังงัง ที่ใช้กับผมไว้ ผมต้องยืนค้างอยู่ตรงนั้น ไม่ต่างจากหุ่นย์ไล่กาตั้ง 6ชั่วโมงT T

หลายวันต่อมา.....

ข้าระหกระเหินมาจนถึงเมือง ซาเรีย เมืองใหญ่ที่กำลังมีเทศกาลทำขนมหวานกันอยู่ และข้าก็ได้กลิ่นหอมจากปราสาทขนมชั้นของเอลฟ์สาว ข้าจึงตรงเข้าไปสวาปามกินมันทันที เลยถูกทารกน้อย เขกกระโหลกเข้าเต็มเปา







0 ความคิดเห็น