▴ PLUTONIUM • Short Fanfiction ▾

ตอนที่ 4 : ▴[AU Fic Spideypool] DANGEROUSLY (Wade x Peter)-Part2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 275
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    4 ม.ค. 62

คำแนะนำก่อนอ่าน

เพื่ออรรถรสในการอ่าน แนะนำให้เปิดเพลงคลอไปด้วยนะคะ :)

Dangerously และ I won't tell the soul ของ Charlie Puth ค่ะ











DANGEROUSLY










          ความทรงจำสุดท้ายก่อนจะตื่นขึ้นมามันช่างเลือนลางสำหรับเขา ปีเตอร์ลืมตาขึ้นมาในห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย สิ่งที่ทำให้ต้องดีดตัวลุกขึ้นยืนคงเป็นสภาพเปลือยล่อนจ้อนของตัวเอง และเหนือสิ่งอื่นใด คนร่วมเตียงที่แสนคุ้นหน้านั่นก็ดันมาร่วมเปลือยด้วย


หมอนั่นมัน เวด วิลสัน!


          ร่างกายกำยำแต่ทว่าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นพลิกขยับตัวเมื่อรู้สึกได้ถึงการรบกวน เขาขยี้ตาตัวเองเบาๆเช่นคนกำลังงัวเงีย นั่นเป็นสิ่งเรียกให้ปีเตอร์ได้สติและรีบคว้าเอาผ้าห่มมาปิดหน้าตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก


“ เฮ้เวด! ตื่นได้แล้วและมาอธิบายว่านี่มันคือเรื่องบ้าอะไร! ” หมอนที่คว้ามาได้ถูกปาอัดหน้าคนยังไม่ตื่นดีด้วยแรงไม่เบานัก เวด วิลสันประมวลผลสถานการณ์แล้วก็ต้องเด้งตัวขึ้นยืนด้วยความตกใจอีกคน ในเมื่อเครื่องแบบรัดติ้วที่เคยอยู่บนตัวมันดันกระจัดกระจายไปทั่วห้องแบบนั้น ไม่เว้นแม้แต่กางเกงชั้นในตัวโปรดที่วางพาดอยู่บนโซฟานั่นก็ด้วย


เขากับสไปดี้?


เขากับสไปดี้เนี่ยนะ!?


“ Holy, Shi*!! นี่ฉันเสียความบริสุทธิ์ให้ชายแปลกหน้างั้นสิเนี่ย! ” ยกมือทั้งสองข้างมาไว้ข้างแก้มเป็นท่าทางประกอบการตกใจ มันน่าหมั่นไส้เสียจนคนฟังอดที่จะคว้ากระป๋องเครื่องดื่มเปล่าขึ้นมาปาใส่หัวล้านๆนั่นไม่ได้


“ ตอบมา! นายเห็นหน้าฉันไปแล้วหรือยัง!? ” น้ำเสียงของปีเตอร์ร้อนรน นึกแปลกใจว่าหน้ากากผ้ายังคงอยู่บนใบหน้าของเขา แม้สภาพของมันจะถูกเปิดขึ้นมาจนถึงสันจมูกก็ตามที เหนือสิ่งอื่นใดตัวตนของ ‘ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์’ จะถูกล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด!


“ นายมันผู้ชายหน้าหนวดที่ข่มขืนสาวน้อยไร้ทางสู้แบบฉัน เว็บ! ”


          แม้ท่าทางเหล่านั้นจะไม่ได้ดูน่าเห็นใจจากคนมอง แต่ปีเตอร์สามารถรับรู้ได้ว่าเวดยังไม่เห็นหน้าเขา มือเรียวค่อยๆลดระดับผ้าห่มลงมาวางบนไหล่ แต่เมื่อยามสายตาของคนทั้งคู่ปะทะกันตรงๆก็เป็นอันทำให้คนตัวเล็กกว่าต้องเบี่ยงใบหน้าหลบด้วยความกระดากอาย ไม่รู้ว่าไปทำกับอีท่าไหนเหมือนกัน แต่โชคยังดีที่หน้ากากของเขาไม่ได้ถูกถอดออกไปด้วย


          ราวกับกล่องเสียงของคนทั้งคู่ถูกช่วงชิงไปโดยสถานการณ์กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ไม่ได้มีการสนทนาใดๆเพิ่มเติมอีก เสื้อผ้าที่กระจัดกระจายถูกสวมใส่กลับที่เดิมเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แต่ความเหนียวเหนอะนะตรงช่วงขาและร่องรอยสีกุหลาบที่ปรากฏไปทั่วลำตัวของปีเตอร์ แม้ไม่ต้องสอบสวนก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นฝ่ายเสียหายมากกว่า


ถ้าทั้งคู่เป็นเพื่อนต่างเพศมันคงไม่ใช่เหตุการณ์ที่ซีเรียสขนาดนี้ ติดก็ตรงที่ว่าดันเป็นผู้ชายกันทั้งคู่นี่สิ...


“ โอเคเพื่อน คราวหน้าฉันจะระวังเรื่องส่วนผสมให้มากกว่านี้นะ ” เดดพูลยกกระป๋อง ‘Pool water’ ที่เหือดแห้งขึ้นมามองอย่างหมดคำพูด มันวางกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้อง ร้ายแรงที่สุดคือมันมีฤทธิ์ทำให้เขาไร้สติขนาดที่จำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ได้เลย


          จากสภาพห้องที่ไม่ได้เรียกว่าสะอาดนัก มีโมเดลรูปสไปเดอร์แมนตั้งอยู่บนชั้นวางในหลากหลายอิริยาบถละคนกับตุ๊กตายูนิคอร์น บวกกับโปสเตอร์รูปเดดพูลขนาดใหญ่ที่แปะอยู่ข้างฝาทำให้เดาได้ไม่ยากนักว่าเป็นห้องพักของใคร ยังดีที่เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ห้องพักของปีเตอร์จนความลับที่เฝ้าปกป้องมาตลอดถูกเปิดเผยออกไป


“ ไม่เวด... นายควรเลิกผลิตและเลิกใช้ฉันเป็นหนูทดลองซักที! ”


          กระป๋องเปล่าหลายใบลอยหวือตรงเข้าไปยังร่างโตของเวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คนต่อบทสนทนากลับไม่ได้หันหลังกลับไปมอง มันเป็นสถานการณ์น้ำท่วมปากที่ต่างฝ่ายต่างรู้ทุกอย่างอยู่แก่ใจแต่พูดอะไรออกไปไม่ได้


“ เอ่อ เวด... ฉันคิดว่านายเป็นเพื่อนที่ดีนะ ” ปีเตอร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ อย่างไรก็ตามเขาควรจะรีบจัดการกับความรู้สึกอึดอัดใจนี้ให้มันจบๆไปเสียก่อน


“ ใช่เว็บ นายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน ” เดดพูลรีบพยักหน้ารับ


“ ...แบบว่าช่วยทำเหมือนเรื่องเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นได้ไหม? ” มือเรียวยกขึ้นมาเกาหลังคอที่สวมทับไปด้วยผ้าสเป็นเด็กซ์ลายแมงมุม เวดทำเพียงมองตามภาพเหล่านั้นอยู่พักหนึ่ง


          เรื่องเมื่อคืนมันเป็นช่วงเวลาที่ความต้องการอยู่เหนือสติ เขาไม่สามารถหยุดตัวเองลงตรงนั้นได้ ยิ่งภาพของแผ่นหลังและลำคอของสไปดี้ในชุดรัดๆนั่นปรากฏต่อหน้าในเวลานี้ มันราวกับกำลังดึงเอาความทรงจำอันเลือนลางยามค่ำคืนกลับมาอีกครั้ง น้ำเสียงนุ่มที่ได้ยินอยู่ข้างหู และอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนระอุในตอนนั้น แม้มันจะเบาบางแต่กลับฝังแน่นในความคิดของเดดพูลเสียจนไม่อาจสงบใจลงได้


“ โอเค โอเค! ฉันก็คิดว่าแบบนั้นมันน่าจะดีสำหรับเราทั้งคู่มากกว่า ” คนตัวโตยกมือยอมแพ้ สไปเดอร์แมนเพียงหันหน้ามามองเพียงชั่วครู่ก่อนจะเปิดประตูออกจากบ้านของเขาไป


ไม่ล่ะสไปดี้... หลังจากนี้เวดคงควบคุมตัวเองไม่ให้ทำเรื่องอันตรายได้ยากหน่อยเสียแล้ว













“ —เตอร์ ปีเตอร์ ได้ยินฉันหรือเปล่าคะ? ”


“ อ...ขอโทษที เมื่อกี๊คุณว่ายังไงนะแอนนา? ” เสียงเล็กเป็นตัวเรียกให้ร่างสูงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานได้สติ นานเท่าไรไม่รู้ที่เขาใช้เวลาจมลงไปกับภวังค์ในห้องของตัวเอง รู้สึกตัวอีกทีเลขาของเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว


“ วันนี้คุณเหม่อตลอดการประชุม แต่ไม่ต้องห่วง ฉันได้บันทึกรายละเอียดทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ” มือเล็กวางอุปกรณ์ทัชสกรีนลงบนโต๊ะ ดวงตาสีน้ำตาลของผู้มีศักดิ์เป็นเจ้าของบริษัทมองอย่างรู้สึกผิด เขายกมือขึ้นมาบีบนวดขมับราวกับกำลังต้องการผ่อนคลายความเหนื่อยล้า


          แอนนา มาเรีย มาร์โคนี่ เป็นอีกหนึ่งในไม่กี่คนที่ล่วงรู้ความลับของสไปเดอร์แมนรวมไปถึงเบื้องหลังชีวิตที่ผ่านมา เธอคือบุคคลที่ปีเตอร์ไว้วางใจให้เก็บความลับของเขาเอาไว้


“ งานของสไปเดอร์แมนทำให้คุณเหนื่อยเกินไปหรือเปล่าคะ? ” คนตัวเล็กเอ่ยถาม ปีเตอร์เพียงส่ายหน้าเบาๆเป็นคำตอบ


          เรื่องเหนื่อยมันคงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เมื่อเขาเลือกที่จะเดินในเส้นทางนี้เอง เพียงแต่ประเด็นที่ทำให้สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทั้งวันมันดันไม่ใช่เรื่องนี้ ...แต่เป็นเพราะใครคนหนึ่งต่างหาก ถึงจะบอกว่าให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เถอะ แต่ในทางปฏิบัติมันกลับทำได้ยากเสียเหลือเกิน


          สัญญาณติดต่อจากเครื่องมือสื่อสารของเขาดังขึ้นมาขัดจังหวะ ปลายสายแสดงชื่อ ‘Bobbi’ จากชิลด์ดังเช่นทุกครั้ง ปีเตอร์เพียงส่งยิ้มแหยให้กับเลขาของตนเป็นเชิงบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร สงสัยว่าช่วงนี้งานของสไปเดอร์แมนมันจะเยอะเกินไปอย่างที่เธอเป็นห่วงจริงๆแล้วสิ


          สไปเดอร์แมนโลดแล่นอยู่บนยอดตึกเหมือนดังทุกวัน เป้าหมายในคราวนี้ยังคงไม่พ้นเหตุโจรกรรม ต่างออกไปก็ตรงเรื่องราวทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ฝ่ายนั้นคงรู้ตัวเรื่องการมาของเขา ถึงได้จัดการต้อนรับอย่างดีราวกับถูกเตรียมการไว้อยู่แล้ว


          การปะทะเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ยังไม่ทันไปถึงที่หมายก็มีกลุ่มคนติดอาวุธที่เชี่ยวชาญการต่อสู้มากมายกำลังไล่ต้อนเขาออกไปเรื่อยๆ


เฮ้พีท นายกำลังออกนอกเส้นทางมากขึ้นทุกที รีบกลับเข้ามาเดี๋ยวนี้เลย’ ม็อคกิ้งเบิร์ดออกคำสั่ง ดวงตาเรียวแหลมบนหน้ากากแมงมุมหรี่ลงด้วยความรู้สึกขัดใจ


“ คงยากหน่อยล่ะบ็อบบี้ พวกมันตั้งใจเอากำลังมาป้องกันฉันไว้เลย ”


แต่พวกมันไม่รู้ว่าฉันจะไปที่นั่นด้วยใช่ไหมล่ะ


“ ตามนั้นเลยคุณผู้หญิง ”


          เขาตัดสายจากเพื่อนร่วมงานเพียงเท่านั้น ม็อคกิ้งเบิร์ดมีโอกาสได้ร่วมงานกับเขาครั้งแรกจากภารกิจของชิลด์ พวกเขาขอความช่วยเหลือจากสไปเดอร์แมนที่มีถิ่นฐานอยู่ในแมนฮัตตัน เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงกับผู้หญิงคนนี้ หลังจากนั้นเขาและเธอจึงได้มีโอกาสทำงานด้วยกันบ่อยขึ้น จนเรียกได้ว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่เป็นแบบ ‘เพื่อน’ กันไปเสียแล้ว


          คงต้องเชื่อมือและปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นจัดการสถานการณ์ไปก่อน ท่าทางฝ่ายนั้นคงระวังตัวน่าดูจึงได้ส่งกำลังมาโจมตีเขาตั้งมากมาย เสียเวลาไปนานกว่าจะจัดการทำให้สงบได้ครบทุกคน


“ พวกนายก็รู้ว่าไม่มีทางเอาชนะฉันได้หรอกน่า ” ปีเตอร์เผยรอยยิ้มภายใต้หน้ากาก จัดการห้อยต่องแต่งศัตรูคนสุดท้ายเอาไว้กับเสาไฟสาธารณะที่อยู่ใกล้กัน เสียงถอนหายใจพ่นออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย ก่อนพุ่งตัวเข้าสู่เส้นทางเดิมอีกครั้ง


ก็พอจะตัวอยู่นะว่ามีฝีมือ... แต่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้คนพวกนั้นต้องกีดกันเขาขนาดนี้กันล่ะ


ฉันรู้เป้าหมายของพวกมันแล้ว’


เสียงจากเครื่องมือสื่อสารทำให้ขาทั้งสองข้างต้องชะงักลง ป่านนี้บ็อบบี้คงไปถึงที่หมายก่อนเขาแล้ว


หนึ่งในลิสต์พวกนั้นมีสินค้าของปาร์คเกอร์ อินดัสทรี่ย์ จากผู้ซื้อรายใหญ่ของนายอยู่ด้วย’


          ปาร์คเกอร์ อินดัสทรี่ย์ คือบริษัทที่ปีเตอร์สร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนจนปัจจุบันมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เขาซ่อนตัวตนของสไปเดอร์แมนไว้ในความมืดและบอกต่อสาธารณชนว่าฮีโร่ที่เข้าๆออกๆบริษัทบ่อยๆคนนั้นเป็นเพียงบอดี้การ์ดของตน และเพราะศัตรูรู้ว่าสไปเดอร์แมนทำงานให้ที่นี่ พวกมันถึงได้ตั้งใจกีดกันทุกวิถีทาง ทั้งที่สินค้ายังไม่ทันได้ไปถึงมือผู้รับเลยแท้ๆ


“ ฉันว่าฉันไม่เคยประดิษฐ์อาวุธสงครามอะไรทำนองนั้นนะ ” อย่างมากก็แค่เทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในศตวรรษนี้ ทำไมพวกมันถึงไม่เลือกโจรกรรมที่บริษัทของเขาโดยตรงไปเลยล่ะ


“ หรือสินค้าของฉันจะมีค่ามากซะจนใครๆก็อยากได้ ”


ได้ทีก็ยืนชื่นชมตัวเองพอหอมปากหอมคอ เพียงแต่บนดาดฟ้าที่ปีเตอร์กำลังยืนอยู่นั้นไม่ได้มีเพียงแค่เขาคนเดียว


“ เห...ทำเหมือนกับว่านายเป็นคนผลิตของให้เจ้านายเองกับมืออย่างนั้นแหละ ” เสียงทุ้มกวนที่แสนคุ้นหูกับร่างกายกำยำในชุดสีแดงปรากฏขึ้นมาจากด้านหลังของมนุษย์แมงมุมแบบไม่ได้ทันตั้งตัว เขาสะดุ้งและรีบตัดสายสนทนากับเจ้าหน้าที่ของชิลด์ทันที


เดดพูล ทำไมหมอนี่มาอยู่ที่นี่อีกแล้ว!?


“ เข้าใจถูกแล้วล่ะ คราวนี้คือการก่อกวนล้วนๆ ไม่มีการจ้างให้มาจับตัวใดๆทั้งสิ้น ” ดวงตาบนหน้ากากดำแดงที่กำลังหยีลงนั่นคือภาพที่คุ้นเคย มือหนาทั้งสองข้างประสานกันเป็นรูปหัวใจส่งให้คนตรงหน้า


“ ไม่ยอมให้นายเข้าไปในนั้นง่ายๆหรอกนะที่รัก งานนี้ฉันตั้งใจรับมาด้วยความเต็มใจเลยล่ะ ”


“ นายนี่ก็ขยันรับแต่งานอะไรแบบนี้บ่อยจังนะ ” สไปเดอร์แมนถอนหายใจยืดยาวราวกับชินชาสถานการณ์แบบนี้ดี


“ โทษทีหนุ่มน้อย ฉันมันพวกร้อนเงินที่มีความสุขเวลาเห็นนายว้าวุ่นใจน่ะ ”


          คำพูดของเดดพูลทำเอาเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันก่อนวกกลับเข้ามาในความคิด ถึงเบื้องหน้าจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความรู้สึกร้อนไปทั้งใบหน้าทำให้ปีเตอร์เผลอเม้มริมฝีปากเข้ากันแน่น


“ รสนิยมนายออกจะน่าขนลุกไปหน่อยมั๊ง ” ทำได้เพียงตอบกลับไปแค่นั้น เขานึกอยากขอบคุณหน้ากากแมงมุมของตัวเองที่อย่างน้อยมันก็ช่วยปิดบังสีหน้าที่แท้จริงได้ กายสูงเพรียวเบี่ยงหลบกระสุนปืนจากอีกฝ่ายที่ตั้งใจยิงมาให้พลาดอย่างง่ายดาย


เพราะเป้าหมายของเวด วิลสันคือการก่อกวน ไม่ใช่ลอบฆ่า


“ นายไม่รู้หรือไงว่าฉันเองก็แฟนคลับนายคนนึงนะ :) ”


          หากเป้าหมายของเดดพูลคือการแกล้งให้เขาว้าวุ่นใจก็นับว่าประสบความสำเร็จ ดวงตาหยีๆนั่นทำให้เผลอลืมภารกิจที่กำลังทำไปชั่วขณะ ปีเตอร์ส่ายศีรษะไล่ความคิดนั้น อย่างไรก็ตามสวัสดิภาพของสินค้าจากบริษัทของเขาย่อมสำคัญกว่า


“ มีคนส่งเดดพูลมาก่อกวนฉัน ทางด้านเธอเป็นยังไงบ้าง? ” ต่อสายไปยังม็อคกิ้งเบิร์ดเพื่อยืนยันให้แน่ใจ เมื่อฝ่ายนั้นตอบกลับมาว่าควบคุมสถานการณ์ได้แล้วก็วางใจไปเปราะหนึ่ง เพราะปีเตอร์คาดว่าเขาอาจจะไปไม่ทันจัดการทุกอย่าง การจะผ่านด่านเดดพูลไปไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้น


          ร่างเพรียวพ่นใยแมงมุมจากข้อมือใส่คนตัวใหญ่ที่กำลังลั่นไกออกมาจากปืนของตนอย่างไม่ปรานี กระสุนนัดหนึ่งยิงเฉียดเนื้อผ้าบริเวณข้างแก้มของปีเตอร์ไปเล็กน้อยจนเผยให้เห็นผิวขาวภายใต้หน้ากาก มันไม่ได้มากพอจะเปิดเผยตัวตนได้ว่าเขาเป็นใคร


“ หลีกทางให้ฉันเถอะ อาจมีคนอยู่ในอันตรายก็ได้ ” ใช้เหตุผลเข้าสู้ ผู้ชายตัวโตตรงหน้าเพียงแต่ส่งยิ้มละไมกลับมาเป็นคำตอบ


“ ขัดขวางนายไม่ได้น้องๆทั้งสิบสองชีวิตของฉันก็อดตายเหมือนกัน ”


ยังไม่เลิกเล่นมุกนี้อีก... หมาแมวที่เลี้ยงไว้ไม่อยู่แล้วหรือไง


          การปะทะดูเหมือนจะไม่จบสิ้นลงง่ายๆ แต่ในชั่วขณะนั้นสไปเดอร์เซนส์ของคนตัวเล็กกว่าก็แจ้งเตือนให้รู้สึกตัว ภาพที่เห็นคือการโจมตีอันไม่ธรรมดาจากผู้ไม่ได้รับเชิญ ปีเตอร์หันไปมองเดดพูลที่ยังไม่รู้ตัว ต่อให้รู้เรื่องราวทุกอย่างก่อนถึงสามวินาที แต่ก็ไม่มีหนทางใดที่จะหลีกเลี่ยงความเสียหายได้เลย


          ไฟฟ้าแรงสูงที่ไม่ทราบต้นทางปล่อยเข้าสู่ร่างของสไปเดอร์แมนและเดดพูลอย่างฉับพลัน ก่อนที่ภาพตรงหน้าทุกอย่างจะค่อยๆมืดลงพร้อมกับสติที่หมดไป








“ —ไปดี้เพื่อน ถ้านายไม่ตื่นเราคงจบสิ้นกันตรงนี้แน่ ”


          เสียงหนึ่งเป็นตัวเรียกให้ดวงตาภายใต้หน้ากากแมงมุมค่อยๆเปิดขึ้น ความรู้สึกหนักอึ้งราวกับน้ำหนักทั้งร่างถูกเทไปที่ศีรษะคือสิ่งแรกที่รู้สึกได้ ก่อนสายตาจะมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนกลับหัวมาอยู่ด้านล่าง


โอเค... ใครก็ได้ช่วยให้คำตอบแก่เขาทีว่าไม่ได้กำลังถูกจับมัดห้อยหัวลงมาอยู่


          ทั้งแขนและขาถูกพันธนาการไปด้วยเชือกเส้นใหญ่ที่ผูกมัดแน่นหนา ความรู้สึกปวดหนึบทำให้รู้ว่ามันคงมัดมานานพอที่จะทิ้งรอยให้เหลือบนร่างกายหลังแกะออก อีกหนึ่งสัมผัสคือความร้อนของอุณหภูมิร่างกายใครอีกคนซึ่งถูกจัดแจงให้อยู่ในท่าหันหน้าซ้อนหลังกับเขา จนอยากจะด่าในใจว่าอย่างน้อยช่วยเลือกท่าให้มันดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง


“ สถานการณ์แบบนี้เหมือนเคยเจอที่ไหนก็ไม่รู้ ” เสียงทุ้มของคนข้างหลังดังขึ้นข้างหู มันใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นๆนั่นกำลังเป่ารดต้นคออยู่


“ เผื่อยังไม่รู้ ฉันว่านายโดนซ้อนแผนเข้าซะแล้วล่ะ ” ปีเตอร์ตอบกลับไป ท่าทางว่าจะเป็นฝีมือของใครบางคนที่มีความแค้นส่วนตัวกับเจ้าบ้าที่อยู่ข้างหลังนี่ และแน่นอน เขาก็ดันตกกระไดพลอยโจรไปกับการแก้แค้นในครั้งนี้ด้วย

กายเพรียวบางกว่าพยายามดิ้นรนเผื่อว่าเชือกที่มัดอยู่มันจะคลายตัวออกบ้าง แต่ยิ่งดิ้นกลับยิ่งกลายเป็นการเสียดสีร่างกายเข้ากับใครอีกคน เสียงของผ้าสเปนเด็กซ์ที่สัมผัสโดนกันส่งให้เกิดเสียงครืดคราดที่ดูจะไม่ค่อยน่าฟังนัก


“ ขืนนายยังดิ้นอยู่แบบนี้ ฉันจะสงบใจไม่อยู่แล้วนะที่รัก ”


“ เก็บกลับไปคืนเดี๋ยวนี้ มันใช่เวลามาคิดเรื่องนี้หรือไง! ” คนตัวเล็กกว่าขมวดคิ้วแน่น คราวก่อนที่เคยโดนจับมัดรวมกัน เจ้านี่ก็พูดจาอะไรสองแง่สองง่ามทำนองนี้ไม่มีผิด


          แต่คำพูดนั้นคงไม่มีน้ำหนักพอจะไปห้ามความรู้สึกของเดดพูลได้ ปีเตอร์สัมผัสได้ว่ากำลังมีอะไรบางอย่างค่อยๆเติบโตขึ้นบริเวณบั้นท้ายของเขา


“ ไม่ทันแล้วล่ะ...นายทำให้ฉันตื่นตัวได้โดยไม่ต้องใช้ยูนิคอร์นเลยนะสไปดี้ ” และดูท่าว่าจะเก็บกลับคืนที่เดิมไม่ได้แล้วแน่ๆ


“ หุบปากน่าเวด! ”


          อุณหภูมิร่างกายของคนที่อยู่ด้านหน้ามันก็พาลสูงขึ้นตามอย่างกับปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเสียดสีกับสิ่งนั้น ยิ่งทำให้สติที่อยู่ในสมองพาลปั่นป่วนมากขึ้นกว่าเดิม ภาพที่เลือนลางในคืนคริสต์มาสกำลังฉายวนซ้ำไปซ้ำมา กลิ่นกายของใครอีกคนที่รู้สึกคุ้นเคยกับมันดีราวกับฟีโรโมนดึงดูดไม่ให้หนีไปไหนได้


ความใกล้ชิดระหว่างคนสองคนชักจะกลายเป็นเรื่องอันตรายมากขึ้นทุกที...


          เสียงฝีเท้าของคนนับสิบที่เดินเข้ามารายล้อมส่งให้คนในชุดสีแดงกลับมาระวังตัวอีกครั้ง กระบอกปืนรูปร่างประหลาดตาในมือทุกอันพร้อมใจเล็งมายังเป้านิ่งในชุดรัดรูปซึ่งดูจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ซักราย


“ อยากทดลองเป็นรังเก็บกระสุนดูซักครั้งมั๊ยเพื่อน ”


“ พอดีฉันยังไม่อยากตายและไม่ได้มีพลังฟื้นฟูเหมือนนายนะ! ” ไม่มีเวลามาคิดเรื่องยูนิคอร์นอะไรนั่นอีกแล้ว ปีเตอร์ดิ้นขลุกขลักอยู่ในกองเชือกขนาดไม่เล็กนั่น ถ้าพระเจ้าไม่โหดร้ายเกินไปก็ช่วยทำให้เชือกคุณภาพดีนี่มันขาดซักหน่อยเถอะ


“ เฮ้ๆๆ มันถู! นายไม่รู้หรือไงว่ามันถูกับน้องชายฉันอยู่! ”


“ แล้วนายจะปล่อยให้ตัวเองโดนยิงพรุนอยู่นี่หรือไง หาทางทำอะไรซักอย่างสิ! ” ประสาทจะกิน ไม่ใช่ว่าปีเตอร์ไม่รู้แต่มันจำเป็นต้องทำต่างหาก! นอกจากทำอนาจารในที่สาธารณะแล้วหมอนั่นก็ยังไม่หาทางเอาตัวรอดเลยซักนิด


“ อ๊า...สไปดี้ ทางซ้าย ซ้ายอีกนิด ”


“ หยุดทำเสียงแบบนั้นซักทีน่า! ฉันไม่ได้อยากตายตรงนี้โว้ย! ”


“ หมายถึงกระเป๋าซ้ายตรงเอวฉัน จับดีๆระวังโดนของกลางด้วยล่ะ ” เสียงทุ้มลดความดังลงกลายเป็นการกระซิบ เพราะคนทั้งคู่ถูกเชือกมัดอยู่ในท่ามือไพล่หลัง ปีเตอร์จึงรู้ความหมายของมันแทบจะทันที


          มีดสั้นอันหนึ่งถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าหนังของเดดพูลอย่างทุลักทุเล อย่างน้อยในความโชคร้ายนี่ก็ยังมีคมมีดที่ใช้ทำลายความเหนียวของเชือกได้ทันเวลาก่อนไฟฟ้าแรงสูงจะถูกปล่อยออกมาจากปลายกระบอกปืนอีกครั้ง

ไม่ใช่ลูกตะกั่วแต่เป็นไฟฟ้า ความแรงของมันพอจะย่างสดคนได้เบาะๆเชียวล่ะ


          ราวกับเรื่องที่ผ่านมาเป็นแค่เรื่องล้อเล้นขำๆ สองหนุ่มชุดแดงใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถจัดการกับคนในวงล้อมนั้นลงได้อย่างง่ายดาย พอไร้ซึ่งอาวุธไฮเทคเจ้าพวกนี้ก็กลายเป็นแค่โมเดลรับจ้างถือปืนเท่านั้น


“ นี่ฉันเสียเวลากลัวตายแทบแย่ไปทำไมกันนะ ”


          คนในชุดแมงมุมปัดมือสองสามครั้งไล่ความเหนียวเหนอะของใยสีขาวหลังจากจับมือปืนทั้งหมดมัดรวมกันเป็นก้อนเดียว เขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการดูแลความเรียบร้อยจนเผลอลืมใครอีกคนไปเสียสนิท


“ มันจะดีนะถ้านายช่วยฟังคำขอของฉันอย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยแบกฉันกลับไปส่งบ้านทีได้ไหม ”


          เสียงของเดดพูลเป็นตัวสร้างความสงสัยให้แก่ปีเตอร์ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ผู้ชายคนนั้นสูญเสียขาข้างใดไปหรือร่างกายเหลือแค่ท่อนบนหรือเปล่า ...ซึ่งก็เปล่า ทุกอย่างยังอยู่ครบแต่คนๆนั้นกำลังยืนกุมเป้ากางเกงตัวเองอยู่


“ เอาจริงๆตอนนี้แค่จะยืนให้ตรงยังลำบากจะแย่ ”


          ซึ่งสาเหตุที่เป็นแบบนั้นมันก็เพราะเขาเองที่ดันทุรังอยากจะหลุดออกจากเชือกให้ได้ คนตัวเล็กกว่ายืนเก้ๆกังๆทำอะไรไม่ถูกอยู่พักใหญ่ ปล่อยให้คู่สนทนาเดินโซเซเข้ามาใกล้ด้วยสภาพไม่น่าดูชมเท่าไรนัก ใจหนึ่งมันก็อยากช่วยแต่ติดตรงอยากจะประเคนสองเท้าให้มากกว่า


“ หรือไม่นายก็ช่วยรับผิดชอบปลดปล่อยมันออกเหมือนคืนวันก่อน ” ใบหน้าที่ห่างออกไปไม่ถึงคืบเผยรอยยิ้มจนตาหยี เสียงพูดที่ดูตั้งใจเน้นแต่ละคำอย่างชัดเจนทำให้ปีเตอร์ถอยหลังหลบออกไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ


“ นั่นแหละน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด :) ”


อยู่ๆความร้อนก็ไล่ขึ้นมาบนใบหน้าเสียจนพาลให้มือไม้สั่นไปด้วย


“ เดินกลับบ้านเองคนเดียวไปเถอะเวด วิลสัน!! ”



          น่าเสียดายที่ร่างกายสมส่วนนั้นรีบโฉบออกไปยังตึกอีกฟากหนึ่งอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงชายหนุ่มผู้สิ้นหวังและกระป๋องเครื่องดื่มเปล่าที่ลอยเคว้งกลับมาสู่ศีรษะของเขาอย่างแม่นยำ














          

อัพตอนที่2 แล้วค่าาา

บอกแล้วว่าฟิคนี้ไม่ใส และมันจะมีมาอีกเรื่อยๆ (?)

เนื้อหาแต่ละตอนจะค่อนข้างยาวหน่อยนะคะ

พอดีวางพลอตไว้ก่อน พอใส่คำบรรยายเข้าไปแล้วดันยาวมากซะงั้น

สำหรับตอนหน้ามีเซอร์ไพรส์แน่นอนค่ะ ^^


สนุกไม่สนุกยังไงคอมเม้นท์บอกไรเตอร์หน่อยน้า <3



คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟิค

** Spoil Alert!! ** ใครจะตามอ่านคอมมิคแนะนำให้>ข้ามข้อความด้านล่าง<ไปเลยนะคะ


O แอนนา มาเรีย มาร์โคนี่ : ที่จริงแล้วเธอเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยของปีเตอร์ค่ะ เธอเป็นผู้หญิงผมดำ ตาสีดำ และขนาดตัวเล็กจิ๋ว(คาดว่าน่าจะเป็นคนแคระค่ะ) แต่เก่งด้านวิทยาศาสตร์มากๆ

ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างปีเตอร์กับเธอคนนี้ค่อนข้างซับซ้อน (ถ้าเล่าจะกลายเป็นการสปอล์ยคอมมิคThe amazing spidermanไปด้วย) เอาเป็นว่าเธอเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่สนิทกับปีเตอร์มากๆและรู้ความลับเรื่องตัวตนที่แท้จริงของสไปเดอร์แมนนั่นเองค่ะ ในฟิคนี้ไรเตอร์ให้บทเธอเป็นเลขาของปีเตอร์นะคะ;-;


O เดดพูลกับสไปดี้เคยโดนจับมัดเป็นก้อนเดียวกันตั้งแต่ตอนที่1 ของคอมมิค Spiderman/Deadpoolเลยค่ะ

เรียกว่าเปิดตอนมาก็เป็นฉากห้อยหัวลงมาจากด้านบน โดยที่ทั้งคู่โดนจับมัดให้หันหน้าเข้าหากันแบบเนื้อแนบเนื้อเลยทีเดียว และอิเวดก็เล่นมุก 'ดาบคาตานะ' ใส่สไปดี้ ซึ่งเราจะรู้ๆกันอยู่ว่านางไม่ได้หมายถึงดาบคาตานะจริงๆหรอกค่ะ





สำหรับตอนหน้าจะมี 'เนื้อหาที่ลงไม่ได้' อยู่นะคะ

ไรเตอร์จะไม่แปะลิงค์หรือทื้งเมลล์ใดๆทั้งสิ้น

ติดตามข่าวสารได้ทาง แฟนเพจ เลยค่ะ

(ตามหาลิงค์แฟนเพจได้ที่หน้าบทความนะคะ ไรเตอร์แนบลิงค์ไม่ได้เลยค่ะ;-;)

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #10 Data (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 15:25

    55เดดพูลนี่จริงๆเลย

    #10
    0
  2. #4 wokeupinmonday (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:52

    เเขินนนนนนนน

    #4
    0