Princess Resurrection ตำนานเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล

ตอนที่ 2 : บทที่1-ความทรงจำแห่งวันตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 292
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 เม.ย. 53

บทที่1

 

 

 

                                     ลมเบาๆพัดผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดอยู่ในห้องเล็กๆที่มีไว้สำหรับดื่มชาในยามว่าง   จนทำให้ผมสีเขียวเข้มที่ยาวสลวยของเอลร่าพัดไปตามแรงลมเบาๆ    ดวงตาที่ดูเย็นชาจนไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเธอคิดเช่นไรอยู่มองลงไปยังแก้วใบเล็กที่มีลวดลายสวยงามที่มีไว้สำหรับใช้ดื่มชาแต่น้ำที่มีสีแดงเข้มนั้นไม่ใช่สีของชาแต่อย่างใดแต่กลับเป็นเลือดสดๆของมนุษย์!     แต่ก็ไม่สร้างความแปลกใจให้กับสาวรับใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆเพื่อค่อยรับใช้เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เอลร่าจะดื่มเลือดแทนชาในยามว่าง  ซึ่งก็เป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของเธอที่จะค่อยมาดูแลรับใช้และค่อยรินเลือดให้กับเอลร่าผู้เป็นนายของเธอ  

 

องหญิงจะทรงเสวยขนมเค้กไหมเพคะหญิงรับใช้กล่าวถามเธอ  เจ้าคิดว่าข้าชอบของหวานขนาดนั่นเลยหรือเอลร่าถามในขณะหันไปมองหญิงรับใช้  พร้อมคลี่ยิ้มออกแต่ยังเป็นรอยยิ้มที่เย็นชา หม่อมฉันไม่อาจรู้ได้เพคะหญิงรับใช้เอ่ยเสียงอ่อนด้วยความกลัว หึๆ  เจ้าอย่ามาถามอะไรข้าจนกว่าข้าจะสั่งจงจำไว้!เอลร่าเอ่ยด้วยอารมณ์ขุ่นๆ เพคะหญิงสาวผู้เป็นทาสของเอลร่าตอบ  หน้าของเธอซีดลงด้วยความกลัว   

 

ทำไมองหญิงถึงได้ทรงเย็นชานัก  หญิงรับใช้คนหนึ่งกระซิบถามพ่อบ้านด้วยความสงสัย

 

เจ้าอยากรู้นักรึพ่อบ้านเอ่ยถามหญิงรับใช้กลับ อยากรู้สิเจ้าค่ะองหญิงออกจะสวยสง่าแต่ความเย็นชานั่นทำให้องหญิงดูน่ากลัวเป็นเพราะเหตุใดหรือหญิงรับใช้กล่าว    เรื่องนั่น...มันเป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อ11ปีที่แล้วพ่อบ้านกล่าวพร้อมสีหน้าที่ดูสลดลง

 

 

 

11ปีย้อนหลัง ณ โลกปิศาจ

 

     ไฟที่ลุกโชนไปทั่วปราสาทที่สูงสง่า    ทุกทีมีแต่เสียงร้องระงมขอความช่วยเหลือ    ไม่ว่าจะไปทิศทางใดก็มีแต่ไฟที่ร้อนระอุ  และปะทุอยู่ตลอดทาง     ที่นี่คือ  ปราสาทของจอมอสูร ที่มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักรโลกปิศาจ    แต่บัดนี้  กลับถูกปิศาจตนหนึ่งเข้ามายึดอำนาจ

 

เอลร่า  กาเซล   มอนเทียร์  หนีไปซะลูก  ลูกทั้งสามจะต้องรอด!หญิงสาวที่มีผมสีแดงเข้มดั่งไฟ  กล่าวบอกบุตรทั้ง3ของเธอ     ใบหน้าของเธอช่างงดงามเหมือนเจ้าหญิงหิมะแดงในตำนานเสียเหลือเกิน  แต่กลับมีหยดน้ำใสๆหยดลงมาจากดวงตาสีแดงของเธอ     ใบหน้าที่ซีดเผือกและดูเศร้าหมอง    ดวงตาของเธอจับจองไปยังลูกๆของเธอที่กำลังถูกทหารที่ยังพักดีต่อเธอและจอมอสูรช่วยพารัชทายาททั้ง3หนีไปยังที่ๆปลอดภัย      เธอยืนมองอยู่อย่างนั่นโดยไม่สนใจเลยว่าข้างหลังของเธอคือปราสาทที่ถูกไฟเผาจนไม่สามารถตั้งอยู่ได้   จนมันถล่มลงมา    หิมะที่กำลังร่วงโรยช่างตัดกับสีไฟที่กำลังลุกโชน  จงใช้ชีวิตให้รอดเถิดบุตรของข้าเธอกล่าวออกมาเสียงของเธอฟังดูเหมือนจะสิ้นลมเต็มที   น้ำตาที่ไหลมาอาบแก้มทำให้ใบหน้าของเธอดูเศร้ายิ่งนัก เจ้าทั้ง3จงอยู่รอดเพื่อแก้แค้น ให้ตัวข้าและบิดาของเจ้า     แต่ขอให้เจ้าสิ้นใจลงในวันที่เจ้าแก้แค้นสำเร็จ   เจ้าจงอยู่เพื่อปลิดชีวิตของจอมอสูรที่ขึ้นครองบัลลังในเวลาต่อไป      แล้วเจ้าจงสิ้นใจเพื่อไปอยู่กับข้าและบิดาเจ้าเพื่อเราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างครอบครัวและชดใช้กรรมที่ก่อเธอเอ่ยไม่นานนักดวงตาที่มีสีแดงเหมือนไฟก็ได้ปิดลง     พร้อมกับร่างกายของเธอที่ได้ล้มลงไปนอนยังพื้นหิมะสีขาว   ใบหน้าของเธอดูสงบนิ่งคราบน้ำตาและรอยยิ้มที่ยังเปื้อนอยู่บนหน้าเธอ    เลือดสีแดงข้นไหลรินไปทั่วพื้น      คำสาปที่เธอได้สาปแช่งบุตรของเธอที่แก้แค้นสำเร็จได้ดำเนินขึ้น 

 

 เมื่อหิมะหยุด    ทั้งเมืองก็ได้ประกาศว่ามีจอมอสูรตนใหม่ขึ้น      ทั้งเมืองมีแต่เสียงโหยหวนแห่งความเจ็บปวดและเสียงสะอื้นของความทุกข์และเศร้าใจ     ไม่มีผู้ใดกล้าขัดในการครองราชย์ของจอมอสูรตนใหม่เลยแม้แต่น้อย        เนื่องด้วยปิศาจทุกตนรู้กันดีถึงความโหดเหี้ยมของจอมอสูรตนนี้ดี     เขาได้จับจักพรรดิ์จอมอสูรตนเก่าแล้วนำมีดมากรีดที่หน้าอกของจักพรรดิ์จอมอสูรต่อหน้าของปิศาจทั้งอาณาจักร      แล้วควักหัวใจของจักพรรดิ์จอมอสูรออกมา เลือดสีแดงที่อาบไปทั่วพื้น  และเสียงโหยหวนจากความเจ็บปวดตั้งขึ้นและหยุดลงในไม่ช้าพร้อมกับเสียงหัวใจที่ดังและหยุดลงเมื่อจอมอสูรตนใหม่ใช้มีดแทงลงไปที่กลางหัวใจ       ปิศาจทุกตนที่อยู่ในเหตุการณ์จดจำภาพเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี       มันเป็นเหตุการณ์ที่โหดเหี้ยมและเป็นการล้มอำนาจของจักพรรดิ์จอมอสูรอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

 

 

 

เจ้าหญิงและองชายเชิญเสด็จขึ้นรถม้าขอรับทหารคนหนึ่งเอ่ย   เขาเป็น1ในทหาร5คนที่ยังจงรักพักดีต่อจอมอสูรและราชินีอสูร   พวกเขาได้พารัชทายาททั้งสามที่หนีรอดมาได้หนีเข้ามายังในป่าที่อยู่ด้านหลังของปราสาทจอมอสูร      เพื่อพามายังรถม้าที่รออยู่ และจะพาพวกเขาไปยังอาณาจักรที่ยังคงเป็นพันธมิตรกับอาณาจักรจอมอสูรอยู่ เราจะไปไหนกันหรือกาเซลซึ่งเป็นบุตรชายคนรองของราชินีและจอมอสูรผู้มีเรือนผมและนัยตาสีแดงฉานกล่าวถามทหาร แล้วท่านแม่ละ  ท่านแม่ไม่มาด้วยกันหรือมอนเทียร์ซึ่งเป็นน้องหญิงเล็กสุดกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย   ด้วยวัยที่เธอยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรทำให้เธอถามคำถามที่ซื่อๆออกมา มอนเทียร์  ต่อจากนี้น้องจะไม่มีท่านแม่อยู่ด้วยแล้วนะกาเซลเอ่ยบอกน้องของเขาอย่างเศร้าๆทำไมละท่านพี่ชายกาเซลทำไมท่านแม่ไม่อยู่ท่านแม่ไปไหนหรือมอนเทียร์ยังคงถามพี่ชายของเธออย่างซื่อๆ

มอนเทียร์เงียบๆน่า  กาเซลบอกว่าท่านแม่ไม่อยู่แล้วก็คือไม่อยู่แล้วสิ อย่าถามมากได้ไหมเอลร่ากล่าวอย่างอารมณ์เสีย  เธอเป็นบุตรคนโตจึงมีหน้าที่และภาระหนักกว่าผู้ใด  จึงทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่กว่ารัชทายาททั้ง2ที่มีอยู่และมีความเครียดมากกว่าผู้ใดเนื่องด้วยเธอคือผู้สืบตำแหน่งจอมอสูรตนต่อไปเมื่อเธออายุครบ25ปี     ซึ่งก็คืออีก12ปีข้างหน้า ทะ...ทำไมท่านพี่หญิงเอลร่าถึงเย็นชาเช่นนั่น   พี่หญิงไม่เคยเป็นเช่นนี้เลยมอนเทียร์กล่าวพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลออกมา   เอลร่าไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนเธอเป็นเด็กร่าเริ่งยิ้มง่ายและรักน้องๆของเธอมาก   แต่ด้วยความเครียดและเรื่องของอาณาจักรทำให้เธอเย็นชาขึ้น   พี่ขอโทษมอนเทียร์คงเป็นเพราะพี่เครียดเกินไปน้องยกโทษให้พี่ได้หรือไม่เอลร่าเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนๆและพร้อมกับอุ้มมอนเทียร์ไว้อย่างทะนุถนอม  หนูให้อภัยพี่เสมอค่ะ  ท่านพี่หญิงไม่ผิดหรอกมอนเทียร์กล่าวพร้อมยิ้มและกอดพี่สาวของเธอแน่น    กาเซลมองดูการกระทำของน้องสาวและพี่สาวตนเอง ท่านพี่ขึ้นรถม้าเถอะครับกาเซลเอ่ย  เอลร่าหันไปพยักหน้าให้น้องชายแล้วอุ้มน้องสาวของเธอเดินขึ้นรถม้าไป

ท่านดูจากการแต่งตัวแล้ว... เอลร่ากล่าวกับทหารที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเธอเบาๆ

ขอรับองค์หญิง ดวงตาของเอลร่ามองออกไปยังดวงจันทร์ที่ยังงดงามอยู่เหมือนทุกค่ำคืนแต่วันนี้ดวงจันทร์ดวงเดิมกลับให้ความรู้สึกแตกต่างไป  ดวงจันทร์ในตอนนี้ดูสีหม่นลงในสายตาของเธอ  มันดูเหมือนกำลังร้องไห้อยู่     ความเศร้าครอบงำทุกพื้นที่ไม่เว้นแม้แต่ท้องฟ้าในยามค่ำคืน 

ดูจากการแต่งกายแล้วท่านน่าจะเป็นแม่ทัพใช่หรือไม่เอลร่ากล่าวถามแต่ก็ไม่ได้มองใบหน้าของบุคคลที่ตนถามเลยแม้แต่น้อย   แต่กลับมองดวงจันทร์ไปตลอดการพูดคุย

เป็นดังที่องค์หญิงกล่าวมาขอรับผู้ถูกถามเอ่ยตอบมาด้วยน้ำเสียงชัดเจน  งั้นหรือ...งั้นเจ้าว่าดวงจันทร์ในคืนนี้ดูเป็นเช่นไรหรือ เอลร่าละสายตาจากดวงจันทร์มาจองเข้าไปยังดวงตาของแม่ทัพที่ดูอาวุโสมากและดูเหมือนจะเป็นคนที่ท่านพ่อของเธอไว้ใจมากที่สุดด้วย   กาเซลผู้ที่นั่งอยู่ข้างกายเอลร่าตลอดการเดินทางนี้ได้เหลือบเอลร่าผู้เป็นพี่สาวเล็กน้อย   ข้างในดวงตาของเขาดูว่างเปล่าไม่อาจรู้ได้ว่าคิดเช่นไรอยู่แต่เมื่อมองให้ลึกเข้าไปจะพบความเป็นห่วงและเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยเช่นกัน   เขาเป็นห่วงพี่สาวและน้องสาวของเขามาก   กาเซลเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในหมู่พี่น้องร่วมสายเลือดทั้งสาม   มันจึงทำให้เขาเหงามาโดยตลอดแต่บางทีจักพรรดิ์จอมอสูรก็จะมาปลอบและเล่นกับเขาในบางเวลาจึงทำให้เขาคลายเหงาไปได้บ้าง   แต่ในตอนนี้กลับไม่เหลือท่านพ่อที่จะค่อยคลายเหงาให้เขาได้แล้ว  มันจึงทำให้เขาเหงายิ่งขึ้นกว่าเดิม ท่านพี่ข้า...กาเซลเอ่ยพร้อมกับหันไปมองใบหน้าของเอลร่า ขอโทษนะกาเซลพี่ขอคุยกับท่านแม่ทัพก่อนแล้วเราค่อยคุยกันเอลร่าเอ่ยอย่างอ่อนโยนแต่กลับดูเย็นชาในสายตาของผู้เป็นน้อง  เขารู้ว่าท่านพี่ของเขาเหนื่อยเพียงไหนแต่เขาก็หวังอยู่ลึกๆว่าสักวันท่านพี่จะมีความสุขไม่ว่าจะอีกนานเพียงไหนก็ตามเขาและครอบครัวจะได้มีความสุขร่วมกัน  ท่านว่าเช่นไรละท่านแม่ทัพเอลร่ายังคงจ้องตาของแม่ทัพผู้แก่ชรามากแล้ว  เขาเงยหน้ามองพระจันทร์เพียงชั่วครู่ ข้าว่ามันก็เหมือนทุกวันขอรับแม่ทัพเอ่ยโดยไม่คิดอะไร  แต่แล้วกลับได้คำตอบที่ไม่คาดฝัน หึๆ  ข้าว่าแล้วเชียวท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เจ้าเป็นตัวปลอม!” เอลร่าหัวเราะพร้อมพูดด้วยเสียงอันเยือกเย็น  จนทำให้คนที่อ้างตนว่าเป็นแม่ทัพถึงกับตกใจจนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ท่านพี่เรื่องตัวปลอมนี้จริงหรือขอรับ กาเซลถามเอลร่าด้วยความแปลกใจปนตกใจ  สีหน้าของเขาดูตกใจอย่างเห็นได้ชัดผิดกับสีหน้าของเอลร่าที่ยังคงยิ้มอย่างเยือกเย็นเช่นเดิม กาเซลเจ้าไม่ค่อยได้สนใจสังคมภายนอกหรือเจ้าก็น่าจะรู้ว่าแม่ทัพตัวจริงนะ เป็นมนุษย์หมาป่า   หึๆ เอลร่า กล่าวตอบไขความสงสัยให้กาเซลแต่เธอกลับไม่ได้มองหน้าผู้เป็นน้องชายแม้แต่นิดเดียวแต่กลับมองหน้าของชายแก่ชราด้านหน้า   ชายชรารู้ในทันทีว่าเอลร่านั่นไม่ปล่อยให้เขาได้มีชีวิตอยู่เป็นแน่ถ้ายอมรับไปโดยง่ายนั่นแล้ว

ฮ่าๆ   องหญิงท่านเอาที่ไหนมาพูดข้าไม่ใช่มนุษย์หมาป่าท่านคงจะอ่อนต่อโลกภายนอกเกินไปเสียแล้ว  สถานการณ์อย่างนี้ท่านยังจะล้อเล่นอีกหรือไร

ใครกันแน่ที่กำลังล้อเล่นอยู่นะงั้นบอกเหตุผลว่าทำไมเจ้าเห็นดวงจันทร์แล้วทำไมไม่กลายร่างละ เอลร่ากล่าวน้ำเสียงของเธอฟังดูเยือกเย็นและแผลงไปด้วยความน่ากลัวความเย็นชาและพลังอำนาจของเธอนั่นทำให้เธอดูน่ากลัวเป็นที่สุดในตอนนี้    มอนเทียร์เริ่มขยับตัวเล็กน้อยเหมือนจะตื่นขึ้นมาจากนิทราที่แสนสบาย ท่านพี่ทำอะไรกันอยู่หรือค่ะเธอถามด้วยเสียงงัวเงียคล้ายกับว่ายังคงง่วงนอนอยู่ ไม่มีอะไรแล้วมอนเทียร์นอนไปเถอะ  พี่สัญญาว่าจะปกป้องน้องให้ได้ กาเซลเอ่ยแล้วใช้ฝ่ามือปิดตาของน้องสาวไว้ด้วยความเป็นห่วง ข้าเชื่อใจท่านพี่ค่ะ มอนเทียร์กล่าวแล้วปิดเปลือกตาลงช้าๆ  

                                เมื่อมอนเทียร์ปิดเปลือกตาสนิทในเวลาไม่กี่วินาทีเลือดสีแดงข้นก็กระเด้นไปทั่ว  เอลร่ายังถือมีดพกอันเล็กที่ได้ใช้เป็นเครื่องมือปลิดชีวิตของร่างปิศาจที่ไร้ศีรษะที่อยู่ด้านหน้าเธอไว้   หยดเลือดไหลอาบตัวเธอสายตาเย็นชาไม่เปลี่ยนจากเดิมมองไปยังมีดเล่มนั่นดวงตาของเธอเหม่อมองไปยังจุดๆเดียว  จุดๆนั่นคือมีดที่เป็นเครื่องมือที่เธอใช้สังหารคนเป็นครั้งแรกในชีวิตของเธอ     รถม้าที่ยังคงวิ่งต่อไปยังจุดหมายโดยที่คนขับไม่รู้เลยว่ารัชทายาททั้ง3ได้หนีลงจากรถม้าโดยที่เขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยวิ่งไปอย่างไม่หยุดและยังคงไม่รู้ว่าข้างในรถม้าเกิดการสังหารกันขึ้นแต่อย่างใด

                          ร่างของเด็กทั้ง3เดินไปอย่างไม่มีจุดหมายอากาศที่เริ่มเย็นจากสาเหตุที่หิมะตกจนทำให้เมื่อหายใจออกมาจะมีไอสีขาวออกมาและยังทำให้การหายใจทางจมูกนั่นลำบากยิ่งขึ้นจนต้องหายใจทางปาก     ร่างกายของมอนเทียร์สั่นด้วยความหนาวเย็น   จนทำให้กาเซลผู้ที่ค่อยดูแลมอนเทียร์ตลอดเวลาต้องถอดเสื้อคลุมให้คลุมให้มอนเทียร์คลายหนาว        ทั้งสองหันมายิ้มให้กันแต่ก็กลับเป็นรอยยิ้มของกาเซลที่ดูเศร้าใจมาก     ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้ง3ในเวลานี้มีเพียงแต่เสียงลมที่พัดมาอย่างแรงเหมือนมีพายุหิมะเข้า    ร่างเล็กๆทั้ง3พากันเดินไปตามเส้นทางเล็กๆที่ดูคดเคี้ยวและดูจะเป็นทางที่ทอดยาวไปไกลไม่มีที่สิ้นสุด

                

 

                             นิ! พ่อบ้านข้าเรียกเจ้าตั้งนานแล้วนะ เอลร่าเปล่งเสียงออกมาอย่าเหลืออดเมื่อตนเรียกพ่อบ้านที่แก่ชราเป็นเวลานานแล้วแต่กลับไม่มีกิริยาตอบรับจากตัวผู้ถูกเรียกแต่อย่างใด    จนทำให้ผู้เรียกโกรธจนเริ่มจะทนไม่ไหว   ชายชราที่อยู่ในชุดสูทสีดำดูเรียบร้อยสะอาดตาสะดุ้งอย่างแรงเมื่อเสียงอันดังเข้าไปกระทบกับโสตประสาทการได้ยินของตนเข้าอย่างจัง     แถมในขณะนี่ดูเหมือนคนเรียกจะโกรธมากจึงทำให้เขาหน้าถอดสีด้วยว่าเป็นที่รู้กันว่าเจ้านายของตนนั่นเป็นคนเย็นชาและดูโหดเหี้ยมในบางเวลา    เขารู้สึกกลัวขึ้นมาในทันทีจนทำให้มือสั่นไม่ยอมหยุด ขะ...ขอรับองหญิง เสียงที่ดูสั่นทำให้เอลร่ามองด้วยความสมเพช  เจ้าหูหนวกหรือไรข้าเรียกให้เจ้ามาเก็บหนังสือให้ข้านานแล้วนะ  เจ้าน่ะ...อยากตายมากใช่ไหมรอยยิ้มที่ดูเย็นชาได้กระตุกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับคำพูดและนัยน์ตาที่ดูเย็นชามากเสียจนคนฟังต้องใจหาย   ชายชราพยายามข่มใจให้เป็นปกติและเดินเข้าไปก้มเก็บหนังสือเล่มหนาที่ดูเก่าและหน้าปกเริ่มขาดเล็กน้อยแล้วขึ้นมา     แต่เมื่อเห็นหน้าปกหนังสือก็ต้องทำให้เขาถึงกับตกใจ   จนทำหนังสือตกอีกครา  แต่คราวนี้ชายชราไม่ได้เก็บหนังสือกลับขึ้นมาแต่กลับ  เงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยความสงสัย เจ้าเป็นอะไรของเจ้าข้าบอกให้เก็บขึ้นมาไงเอลร่าดูเหมือนหมดความอดทนกับการกระทำของพ่อบ้านเต็มทน   แต่ก็ยังข่มอารมณ์โกรธเอาไว้เพราะพ่อบ้านที่แก่ชรานี้ได้เป็นทาสรับใช้เก่าแก่และอาจมีประโยชน์ในภายหลังเธอจึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่าการ ฆ่า! กับชายชราผู้นี้ไว้ องค์หญิงคงไม่คิดที่จะ...พ่อบ้านเอ่ยเสียงสั่นและดูเหมือนสีหน้าของเขาจะดูกังวลใจเป็นอย่างมากสาเหตุมาจากหนังสือเล่มหนาที่ดูเก่าเล่มนั่นเป็นหนังสือที่รวบรวมเวทย์มนต์ดำและไสยศาสตร์ชั่วร้ายต่างๆเอาไว้     และดูเหมือนการที่เอลร่าอ่านหนังสือเล่มนั่นก็เหมือนกับว่ากำลังพยายามทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขากังวลใจกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ข้าไม่คิดที่จะทำอะไรโง่ๆขนาดนั่นหรอกเจ้าไม่ต้องห่วงคำพูดและสายตาที่ยังคงดูเรียบเฉยเหมือนจะบอกว่าเธอไม่ได้โกหกชายชราแต่อย่างใด   ทำให้พ่อบ้านนั่นโล่งใจไปได้ครึ่งหนึ่งเพราะคำตอบของเอลร่านั่นไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดไว้แต่อย่างใด  แต่ความกังวลใจที่เหลือกับเป็นความกังวลที่เขากลัวและไม่สามารถรู้ได้ว่าเอลร่าพยายามจะเรียนมนต์ดำไปเพื่ออะไร   และมนต์ดำนั่นจะส่งผลกระทบกับตัวของเอลร่ามากแค่ไหน  เขาเป็นคนที่จักพรรดิ์จอมอสูรไว้วางใจมากเพราะเป็นคนค่อยดูแลจักพรรดิ์จอมอสูรมาตั้งแต่เยาว์วัย        เอลร่าจึงเปรียญเสมือนหลานของเขาคนหนึ่งถึงแม้เขาจะไม่ได้ดูแลเธอเหมือนกับดูแลจักพรรดิ์จอมอสูรเลยแม้แต่น้อย    แต่เขาก็เป็นห่วงเธอมาก เจ้าจะหยิบหนังสือมาให้ข้าได้หรือยัง เอลร่ากล่าวเสียงเรียบเช่นเคย   ดวงตาของเธอจ้องไปยังหนังสือเหมือนบอกป็นนัยต์ให้ชายชราที่อยู่ตรงหน้าเก็บหนังสือมาให้เธอเดี๋ยวนี้ไม่งั้นเขาอาจจะได้รับจุดจบที่คงไม่น่าดูสักเท่าไหร่    หนังสือเล่มหนาถูกบรรจงเก็บขึ้นมาอย่างทะนุถนอมด้วยคนที่เก็บนั่นกลัวว่าหนังสือเล่มนั่นจะขาดได้     เอลร่ายังคงมองการกระทำของชายชราด้วยสายตาเย็นชาแต่กลับมีรอยยิ้มที่ดูหน้ากลัวปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า   ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเธอคิดอะไรอยู่สายตาที่บ่งบอกได้ว่าเธอนั่นมีอำนาจเพียงใดและสามารถทำอะไรกับคนที่พยายามขัดขวางเธอบ้าง    ซึ่งสิ่งที่เธอจะทำนั่นคงไม่ใช่สิ่งที่น่าดูสักเพียงใด  เสียงที่พึมพำกับตัวเองของเธอดังออกมาจากริมฝีปากที่ดูงดงามนั่นแผ่วเบาจนไม่อามีผู้ใดได้ยิน  

ข้าก็คิดว่าจะไม่ทำอย่างนั่นหรอก...มั้งนะรอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายฉายชัดขึ้นบนใบหน้างาม 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

32 ความคิดเห็น

  1. #14 ผักกาดขาว__^ ^ (@pukkad12345jub) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 / 17:18
     อัฟต่อเลย หนุกมากองหญิง เอ้ย อินจัด อิอิ ^ ^
    #14
    0
  2. #5 SepTEM (@septem) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2552 / 20:58

    อัพต่อๆน่า~

    ชั้นคอยอยู่ ^^

    #5
    0
  3. #3 Tom.f_Me-r (@pangpond2535) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 / 20:47
    โอ อัพ ต่อๆๆเลยจร้า^^
    ไร้เตอร์สู้ๆน้า
    #3
    0