เปรมไม่ได้ตั้งใจครับ (Mpreg)

ตอนที่ 4 : เวรกรรมอะไรของไอ้เปรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,364
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 190 ครั้ง
    9 ก.ย. 63

 

 

อุณหภูมิเย็นเฉียบของห้องแอร์ทำให้คนขี้หนาวต้องซุกตัวเข้าหาผ้านวมผืนโตเพื่อหาไออุ่น เมื่อได้อุณหภูมิอุ่นๆตามต้องการมือเรียวสวยจึงปัดป่ายไปมา ดวงตากลมโตปรือตาขึ้นมองไปยังผ้านวมข้างตัวซึ่งบัดนี้มีอีกคนซุกอยู่ด้านในผ้าห่มเช่นกัน ก่อนเปรมจะค่อยๆหลับตาลงอีกครั้งอย่างสบายใจ แม้ผ้านวมทั้งการตกแต่งห้องมันจะเป็นเครื่องยืนยันได้ทันทีว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องของเขาอย่างแน่นอน

                แต่ห้องนี้จะเป็นห้องของใครก็ช่างเถอะเขาก็ไม่สนใจสักเท่าไหร่ ถึงเมื่อคืนเปรมจะจำอะไรไม่ได้มากก็ตามแต่ก็คงต้องเป็นสาวๆสักคนที่เราสบตากันเมื่อคืน เมื่อคิดได้ดังนั้นเปรมทั้งกอด ทั้งลูบไปตามเนื้อตัวอีกฝ่าย สาวๆที่ไหนวะกล้ามบึกบึนขนาดนี้ ถ้าพี่เปรมถูกต่อยคงได้ลืมทั้งยืนแต่ไม่เป็นไรเดี่ยวนี้สาวๆเขาชอบออกกำลังกายกันอยู่แล้ว เปรมนึกพลางระบายยิ้มออกมาทั้งที่ตนกำลังหลับตาอยู่

               แต่พอเปรมมาคิดๆดูอีกครั้ง เอ๊ะหรือไม่ใช่สาวๆคงเป็นหนุ่มน้อยที่เขายิ้มให้เมื่อคืน มันต้องใช่อย่างแน่นอนมือค่อยๆเลื่อนไปช่วงหน้าท้องอีกฝ่ายแต่หัวคิ้วคนลูบแทบผูกกันเป็นปม เมื่อเปรมสัมผัสได้ถึงหน้าท้องอีกฝ่ายทำไมหน้าท้องถึงไม่แบนราบแต่เป็นลอนๆแข็งๆแบบนี้วะเปรมเมื่อคิดได้ดังนั้นจึงผละมือจากหน้าท้องอีกฝ่ายมาลูบหน้าท้องตนดูบ้าง ไอ้เชี่ย... กูยังสู้ไม่ได้เลย ไหนๆก็โบ๊ะบ๊ะกันมาถึงขนาดนี้แล้ว พี่เปรมคนนี้ก็ขอดูหน้าหน่อยเถอะ 

               เปรมค่อยๆลุกขึ้นนั่งช้าๆแต่ความเมื่อยล้าไปทั้งร่างกายทำเอาเขาอดนึกหวั่นใจไม่ได้ ถ้าเขายังรู้สึกเมื่อยล้าแขนขาขนาดนี้แล้วอีกฝ่ายล่ะจะขนาดนี้ ดวงตากลมโตค่อยๆกวาดมองรอบตัวอย่างชัดเจน ภาพตรงหน้าข้าวของทั้งเสื้อผ้าระเกะระกะไม่เป็นชิ้นดีและนั่นมันทำให้เขาแทบหายสงสัยในทันทีว่าทำไมร่างกายเขาถึงเป็นอย่างนี้ เพราะสภาพห้องมันไม่ต่างจากสนามรบเลยแม้แต่น้อย 

               ไม่รู้ทำไมเจ้าของห้องถึงเปิดแอร์เย็นขนาดนี้ ถึงใจเปรมอยากซุกตัวลงนอนเหมือนเดิมแต่ก็ยังอยากรู้ว่าคนใต้ผ้าห่มผืนหนานี้คือใคร เปรมค่อยๆดึงผ้านวมผืนหนาออกช้าๆ แต่ภาพตรงหนน้าทำเอาแทบล้มทั้งยืนเมื่อเห็นว่าใครนอนอยู่ข้างตนตลอดทั้งคืนใช่เพราะคนตรงหน้าเขาคือ ไอ้ผู้จัดการแผนกเขาอย่างไรล่ะ!  เปรมทั้งขยี้ตาตัวเองก็แล้ว ตบหน้าตนเองก็แล้วเผื่อเขาฝันแต่ความรู้สึกเจ็บบริเวณแก้มมันเป็นเครื่องยืนยันเป็นอย่างดีว่าเขาไม่ได้ฝันไป

               คนเพิ่งสร่างเมามองคนนอนอยู่อย่างนั้นก่อนมือทั้งสองข้างจะแอบกุมแก้มทั้งสองข้างของตนไว้คล้ายกำลังคิดย้อนเรื่องราวทั้งหมดเมื่อคืนว่าเรื่องมันเลยเถิดมาได้ขนาดได้ยังไง ถึงแม้ไม่ต้องให้อีกฝ่ายอธิบายเปรมก็พอรู้ได้ว่าระหว่างสองเรามันต้องเกินเลยไปแล้ว เขาไม่ใช่เด็กอมมือที่จะไม่รู้ถึงสภาพร่างกายตนในตอนนี้ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้รู้สึกเจ็บบริเวณนั้นเท่าไหร่ก็ตาม แต่ภาพที่ไหลย้อนกลับมาไอ้เปรมคนนี้แทบทุบเตียงเผื่อมันจะช่วยให้เขารู้สึกไม่อายไปกว่านี้ได้

               ฮื่อ... ไอ้เปรมนะไอ้เปรมมึงมันสุดแสนแห่งความเมาสิ้นสติจริงๆ เมื่อคืนทั้งเป็นฝ่ายรุกเขาเอง อีกทั้ง... ทั้งเป็นฝ่ายบอกชอบเขาซะหน้าด้านๆแบบนั้น ชีวิตหนอชีวิตต่อจากนี้จะเป็นยังไงต่อ แต่ขณะในหัวสมองมันกำลังประมวลผลหาทางออกทั้งมันกำลังย้อนเรื่องราวต่างๆเมื่อคืนให้เขาได้อายและสิ่งเดียวที่เปรมคิดได้ตอนนี้คือเขาต้องหนี หนีออกจากห้องนี้ไปเพราะเมื่อคืนก็ไม่ได้มีแค่เขาฝ่ายเดียวที่เมา อีกฝ่ายก็คงสภาพไม่ต่างกันมันก็คงจำไม่ได้หรอกว่าใครที่นอนด้วยเมื่อคืน 

               เมื่อคิดได้ดังนั้นเปรมจึงพึมพำกับตัวเองพร้อมใช้แขนยันร่างตนขึ้น แต่ชั่ววินาทีเดียวกันแขนทั้งสองข้างของเขากับถูกกระชากเสียก่อน เนื่องจากไม่ได้ทันได้ตั้งแต่ทำให้ร่างของเปรมถล่าไปตามแรงดึงร่างทั้งร่างเซทับลงบนตัวของอีกคน ดวงตากลมโตเบิกกว้างแทบจะทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่เขากำลังจะหนีตื่นขึ้นมาแล้ว

“จะไปไหน” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะคนกำลังหนีพร้อมอีกฝ่ายกอดช่วงเอวเปรมไว้แน่น ทรงผมของคนตรงหน้าแตกต่างไปจากที่เขาได้เห็นในทุกวัน นั่นแทบทำให้ใจไอ้เปรมคนนี้เต้นระส่ำแทบไม่เป็นจังหวะ ใจพยายามบอกตัวเองอย่าเผลอยิ้มกับรอยยิ้มนั่น

“กะ กูจะกลับห้อง ปล่อย!” คนพูดพยายามดันตัวขึ้นจากอกคนด้านล่างแต่เพราะเมื่อคืนเขาใช้พลังงานไปมากจึงทำให้ไม่สามารถหลุดออกจากไอ้อ้อมแขนเหนียวๆได้

“เดินไหว?” ทั้งคำพูดทั้งท่าทางยักคิ้วให้เชิงหยอกล้อนั่นทำเอาคนพยายามดิ้นหนีถึงกับหยุดชงัก ใจเต้นระส่ำแทบไม่เป็นจังหวะเมื่อเจอรอยยิ้มของคนที่ตนนอนทับอยู่ แต่เสียงร้องหึของอีกฝ่ายทำให้เปรมรู้ว่าตนกำลังทำเรื่องหน้าอับอายอยู่

“นี่คุณลืมๆมันไปเถอะนะเรื่องเมื่อคืน”เปรมหลับหูหลับตาพูดออกไป ถึงแม้เขาจะพูดจบประโยคแล้วแต่ใบหน้าก็ไม่ละไปจากมือตนเองที่ทาบทับอยู่กับหน้าอกของอีกคนเลยแม้แต่น้อย

“เรื่องอะไร?”คำถามนั่นของอีกฝ่ายแทบทำให้เปรมความดันขึ้นสูงปรี๊ดทันทีเมื่อได้ยิน เขารู้ว่าไอ้ผู้จัดการมันรู้ว่าหมายถึงเรื่องอะไร ใบหน้าของคนด้านบนเงยขึ้นสบกับคนพูดที่นอนอยู่ด้านล่างทันที

“ก็เรื่องทั้งหมดเมื่อคืนลืมๆมันไปเถอะ ถือว่าคุณได้ผมก็ได้เช่นกันแฟร์ๆจบ ปล่อยผมครับ”เปรมพูดออกไปด้วยน้ำเสียยงนิ่งๆ พูดออกไปแบบนั้นไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกเสียใจแต่ถ้าให้อีกคนมารับผิดชอบนั้น สำหรับไอ้เปรมคนนี้ถือว่ามันไม่จำเป็นเลย ถึงแม้เมื่อคืนเขาจะจำเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมดแต่เปรมจำได้ลางๆว่าเป็นคนเข้าหาอีกฝ่ายก่อน เพราะฉะนั้นเรื่องมันก็ควรหยุดอยู่แค่นั้น

“ไม่ปล่อย ทำไมผมต้องลืมเรื่องราวเมื่อคืนด้วยผมจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง” ทั้งแววตาทั้งน้ำเสียงหนักแน่นของคนพูดทำเอาเปรมถึงกลับเม้มริมฝีปากแน่น และเรื่องเมื่อคืนมันเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเขาหลงรักผู้ชายตรงหน้านี้เข้าให้แล้ว แต่ถ้ายิ่งให้ใกล้ชิดมากไปกว่านี้คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คงเป็นคนที่รู้สึกเกินหัวหน้ากับลูกน้อง อะไรที่มันไม่ได้เริ่มจากความรักน่ะสุดท้ายมันก็จบลงที่ไม่ได้รักเหมือนเดิมนั่นแหละ

               จะรับผิดชอบแล้วไง รับผิดชอบแล้วยังไงต่อจากนั้น... เราได้ครอบครองกันและกันเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆงั้นเหรอ แต่ถ้าวันนึงอีกฝ่ายได้เจอกับคนที่พร้อมจะจริงจังสุดท้ายมันต้องเป็นคนที่จริงจังตั้งแต่เริ่มแบบเขาคนนี้ใช่ไหมที่ต้องเจ็บปวดกับมัน สู้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันเลยดีกว่าต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเอง ต่างคนต่างลืมเรื่องราวในวันนี้ไป สุดท้ายถ้าเราสองคนลืมเรื่องเมื่อคืนไปเราก็กลับไปเป็นหัวหน้ากับลูกน้องเหมือนเดิม และมันก็คงเป็นทางออกเดียวสุดท้ายที่จะทำให้เปรมได้ลืมอีกฝ่ายได้บ้าง...

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมว่าสิ่งที่ผมพูดมันคือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”น้ำเสียงหนักแน่นถูกส่งไปให้คนนอนด้านล่างได้รับรู้ว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นไม่มีคำว่าล้อเล่นเลยแม้แต่นอน แววตาของร่างสูงใหญ่ที่เปรมสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสิ้นประโยคนั้น แม้คนเชี่ยวชาญด้านความรัก มีรักมานักต่อนักแบบไอ้เปรมคนนี้ก็ไม่สามารถเดาได้หรอกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ แม้กระทั่งเรื่องเมื่อคืนคนเมาจำได้แค่ว่าตนได้พลั้งเผลอบอกชอบอีกฝ่ายออกไป อีกทั้งยังจำไม่ได้เหมือนกันว่าคนตรงหน้าตอบว่าอะไรหรือเปล่า หรือแม้กระทั่งจำไม่ได้ว่าสิ่งที่ตนพูดออกไปนั้นมันไม่ใช่ส่วนที่ตนนึกคิดไปเองหรือเปล่า

“ยังไงผู้จัดการกรุณาปล่อยผมด้วยครับ” เมื่อเขาเว้นช่วงให้คนด้านล่างได้พูดอะไรบ้าง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเงียบไปเช่นกันจึงเป็นเปรมต้องพูดตัดปัญหาเอง แขนทั้งสองข้างของคนพูดค่อยๆขยับยันตัวลุกขึ้นทั้งๆที่ในใจตอนนี้มันปวดหนึบไปหมด อ้อมขนคลายแรงกอดรัดลงทำให้เปรมขยับตัวได้คล่องขึ้น ร่างสมส่วนหันหลังเตรียมจะใส่เสื้อผ้าซึ่งวางกระจัดกระจายอยู่ปลายเตียงนอน แต่เสียงทุ้มต่ำซึ่งเปล่งมาจากด้านหลังทำคนกำลังเก็บเสื้อผ้าถึงกับหยุดชะงัก

“ผมจะจีบคนเอง” ถ้อยคำหนักแน่นดังมาจากด้านหลังทำคนกำลังเสียใจหันกลับไปมองช้าๆด้วยความตกใจ

“...” เปรมไม่รู้ควรตอบอะไรกลับไปแววตาอีกฝ่ายที่ไม่มีความมล้อเล่นสักนิดทำเอาคนมองใจแกว่งไปชั่วขณะ

“สิ่งที่ผมพูด... ผมมีสติทุกอย่าง เข้าไปอาบน้ำเถอะผมจะสั่งอาหารมาทานกัน”ระหว่างพูดร่างสูงใหญ่ของคนนั่งบนเตียงก็ขยับตัวลุกพร้อมก้าวลงจากเตียง มือหนาเอื้อมไปหยิบเสื้อผ้าทั้งหมดใส่ตะกร้าผ้าให้เรียบร้อย

“คะ คุณจะเอาเสื้อผ้าผมไปไหน!” คนนั่งอยู่บนเตียงพูดออกไปด้วยน้ำเสียงละล้าละลังพร้อมจะลุกขึ้นยืน แต่คนตรงหน้ากลับมือไวก่อนเสื้อผ้าทั้งหมดจึงถูกรวบไปใส่ไว้ในตะกร้าผ้ามุมห้อง

“เดี๋ยวผมจะซักผ้าให้ก่อน ส่วนคุณใส่เสื้อผ้าผมไปก่อน ไปอาบน้ำเถอะ” คำพูดรัวเร็วคนฟังถึงกลับอ้าปากเหวอ มันจัดการชีวิตกูทุกอย่างเลยหรือไงวะ!...

“ไม่ต้องๆ เดี๋ยวผมจะกลับบ้านเลยอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง” เขาลุกขึ้นเดินไปทิศทางตะกร้าผ้าแต่แรงฉุดรั้งต้นแขนทำให้เปรมต้องหยุดชงักด้วยความตกใจ

“ไปอาบน้ำ!” น้ำเสียงทุ้มต่ำปนดุดังมาจากคนข้างกันนั่นยิ่งทำให้เปรมหน้าตาบึ้งตึงเหมือนกัน

“อย่ามาสั่งผมนะ ผมไม่ใช่เด็ก”คนพูดสลัดสิ่งเกี่ยวรั้งต้นแขนตนแรงๆเผื่อมือเหนียวๆนั่นจะหลุดออกได้ แต่แรงบีบรัดแน่นกว่าเดิมยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้เปรมเป็นเท่าตัว แรงกระชากครั้งเดียวทำให้เปรมเซกระแทกกับหน้าอกแกร่งของอีกคน สภาพเราตอนนี้ไม่ต่างจากชีเปลือยเลยแม้แต่น้อย นั่นยิ่งทำให้คนเพิ่งรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไปถึงกับหน้าร้อนผ่าวทันที

“ทำไมหน้าแดง ไม่สบายหรือเปล่า”มือคนพุยื่นมาทาบทับบนหน้าผากเปรมอย่างรวดเร็ว ส่วนคนถูกกล่าวหาก็สะบัดหน้าออกอย่างรวดเร็วเช่นกัน 

“อย่ามายุ่ง! ผมจะกลับบ้าน”เปรมพยายามสะบัดตัวออกจาอ้อมแขนของอีกคนแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายยิ่งกอดรัดเขาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก

“ทำไมดื้อ หรือต้องให้อาบให้”คำพูดนั่นทำเอาคนพยายามดิ้นหนีหยุดชงนักแทบทันที เราจ้องตากันนิ่งๆ

“เหวอ ปะ ปล่อยไอ้เจปล่อยมันจะตก”ร่างทั้งร่างของเปรมถูกคนตรงหน้าอุ้มขึ้นทั้งอย่างนั้นพร้อมกลับหันหลังตรงไปยังทิศห้องน้ำ มันสูงมากๆจนเปรมนึกหวั่นใจไม่ได้ถ้าตกไปนั่นมีหวังเขาได้ก้นระบมไปอีกหลายวันแน่ๆ

“ไม่ปล่อยผมให้โอกาสคุณอาบน้ำเองแล้ว ยังมาลีลาท่ามากอยู่ได้อาบด้วยกันนี่แหละจะได้ไม่ต้องรอนาน อึบ” ร่างสมส่วนถูกวางลงบนพื้นห้องน้ำเย็บเฉียบ สัญชาติญาณทำให้เปรมต้องก้าวถอยหลังแต่ก้าวได้เพียงไม่กี่ก้าวแผ่นหลังก็แนบชิดกับผนังห้องน้ำนั่นทำให้เปรมต้องหาทางรอดใหม่ แล้วมันไม่สนใจสภาพโป๊เปลือยของเราตอนนี้เลยหรือไงวะ

“นะ นี่คุณผมบอกว่าจะกลับบ้านไงวะทำไมพูดไม่รู้ อะ” ยังไม่ทันเปรมจะพูดจบประโยคสายน้ำเย็นช่ำก็ร่วงร่นลงมาพร้อมในจังหวะเดียวกันที่คนมัวแต่ตกใจกับน้ำเย็นอยู่นั้น ร่างสูงใหญ่ของเจก็ขยับเข้าไปแนบชิดมากกว่าเดิม

“สระผมก่อนแล้วกันหัวเหม็นมากรู้หรือเปล่า”ยังไม่ทันเปรมจะได้อ้าปากออกไปแม้แต่คำเดียวยาสระผมถูกมือหนาของคนกักเข้าไว้บีบลงบนฝ่ามือถูกไถเล็กน้อยจนเกิดฟองพร้อมโป๊ะลงบนผมของเขา

“อื้อ ทำบ้าทำบออะไรวะเนี้ยมันแสบตานะ”คนพูดหลับตาแทบจะทันทีเมื่อฟองแชมพูเริ่มไหลลงมาจนแทบจะเข้าตาเขาอยู่แล้ว ไม่รู้ไอ้ผู้จัดการมันบีบฟองมาขนาดไหน ทั้งทีเขาพยายามล้างน้ำออกแต่เหมือนว่ามันจะยิ่งมีมาเรื่อย ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆจากคนยืนอยู่ตรงข้าม นั่นยิ่งทำให้เปรมนึกโมโหกว่าเดิม พร้อมในเวลาเดียวกันที่มืออีกคนค่อยๆถูเบาๆกับศีรษะเขาเอง

“หึๆ เป็นยังไงบ้างแสบตาอยู่หรือเปล่า ไหนลืมตาซิ”เสียงทุ้มต่ำของเจพูดขึ้นเบาๆ คล้ายหลอกล้อเด็กน้อยก็ไม่ปาน

“ไม่ต้องมาหัวเราะเลยก็คุณนั่นแหละ ที่ทำให้ผมมาแสบตาอยู่อย่างนี้ไงเล่า...”คำสุดท้ายแทบกลืนไปกับเสียงของสายน้ำที่กระทบพื้นกระเบื้อง ดวงตาสองคู่สบกันนิ่งๆ ดวงตาคู่หนึ่งสั่นระริกเพราะกลัวว่าอีกคนจะมารับรู้ความลับที่ตนเก็บซ่อนไว้ ส่วนอีกคู่จ้องลึกให้ถึงใจจริงของอีกฝ่ายแต่ใจมนุษย์มันยากแท้หยั่งถึง การกระทำตอนนี้กับเมื่อคืนมันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เจได้แต่คิดในใจ

“หายแสบตาหรือยังครับ”เสียงทุ้มต่ำของร่างสูงเหมือนการเรียกสติให้เปรมหลุดออกจากภวังค์ความคิดตนเอง มือเรียวสวยผลักอกของคนตรงหน้าแรงๆพร้อมพูดขึ้นรัวเร็วพร้อมใบหน้าแดงระเรื่อ

“ผมอาบน้ำเองได้อยากอาบคนเดียวด้วย แต่ถ้าคุณอยากอาบก่อนเดี๋ยวผมไปรอข้างนอกเอง”ยังไม่ทันเปรมจะเบี่ยงตัวออกไปมืออีกคนก็จับตนแขนเขาไว้เสียก่อน

“คุณอาบเถอะ เมื่อคืนผมพอได้อาบแล้วแต่เมื่อคืนได้แค่เช็ดตัวให้”คนตัวสูงพูดเสียงเรียบมือหนาเอื้อมไปกดสบู่เหลวอาบน้ำมาถูทั่วร่างกายพร้อมล้างออกด้วยความรวดเร็ว

“เดี๋ยวผมไปสั่งอาหารรอ อย่าอาบน้ำล่ะเดี๋ยวไม่สบาย” คำสั่งรวดเร็วอย่างกับเจ้านายสั่งลูกน้องพร้อมร่างสูงใหญ่ของอีกคนที่เดินออกจากห้องน้ำไปทันที ทิ้งให้เปรมอ้าปากเหวออยู่คนเดียว

“ไอ้เผด็จการ!”คนถูกสั่งได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความโมโห ทำอะไรมันก็ไม่ได้สักอย่างได้แต่สั่งๆอยู่นั่น ร่างสมส่วนที่อยู่ในอารมณ์หงุดหงิดใช้มืออีกข้างกดหัวปั๊มสบู่พร้อมลูบไล้ไปตามร่างกายตนแรงๆเพื่อระบายความหงุดหงิดในตอนนี้กลิ่นหอมจางๆของสบ่อาบน้ำที่พอให้เขาคลายความเครียดได้บ้าง

“แล้วกูจะทำยังไงต่อดีกับชีวิตวะ ไอ้บ้าเอ้ยทำไมต้องเป็นไอ้ผู้จัดการด้วยวะแล้วเรื่องเมื่อคืนมันจะจำได้ไหมวะเนี้ย” ยิ่งคิดมือสวยก็ยิ่งลูบไล้ไปตามร่างกายตัวเองแรงๆ เขายอมรับว่าเรื่องราวเมื่อคืนทำให้เขาถึงกับเต็มอิ่มกับมันมาก แต่ทำไมทุกอย่างกลับต้องพลิกหน้ามือเป็นหลังตีนอย่างนี้ ไอ้เปรมคนนี้จะไม่คิดมากเลยถ้าไม่ได้คิดเกินเลยกลับอีกฝ่ายก่อน

“เชี่ย! ทำไมรอยมันเยอะอย่างนี้วะ” หลังจากชำระร่างกายเรียบร้อยเปรมจึงเดินมาตรวจสอบรอยบริเวณร่างกายตน ตอนแรกเขาเห็นรอยต่างๆบนผิวของไอ้คุณเจมันแล้วยังแทบตกใจว่าตนเองทำขนาดนั้นเลยหรือไง แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามมองผ่านๆไม่สนใจอะไรสักเท่าไหร่ แต่พอยิ่งมาเห็นรอยบนร่างกายตัวเองแล้วนั้นเขายิ่งนึกหงุดหงิดถึงแม้รอยนอกร่มผ้ามีไม่มากแต่ไอ้ใต้ร่มผ้านี้สิ

“เป็นยุงลายหรือไงมึง แม่งเกิดกูช้ำตายก่อนจะทำให้ ฟหกดเสวงสบยร฿๕฿๖ แง่มๆ แล้วไม่มีเสื้อผ้าให้กูใส่อีก!” บ่นเรื่องรอยยังไม่ทันจบเปรมก็มีเรื่องให้หงุดหงิดใจเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่อง ดวงตาคู่สวยพยายามมองไปรอบๆห้องอาบน้ำเผื่อจะเจอผ้าเช็ดตัวสักผืนก็ยังดี ถึงจะโบ๊ะบะกันมาแล้วตั้งครั้งนึงแต่เขาก็ไม่ใช่คนไม่อายที่จะเดินแก้ผ้าต่อหน้าคนอื่นหรอกนะ เปิดตู้นั้นตู้นี้อยู่สักพักก็ไม่มีอะไรที่สามารถปกปิดร่างกายได้เลยสักอย่าง ไม่นานเสียงเคาะประตูห้องน้ำก็ดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะเป็นเสียงของไอ้คุณเจดังขึ้นพร้อมเสียงเปิดประตูเข้ามาทันที

“ผมเอาเสื้อผ้ามาให้” เสื้อกีฬากับกางเกงขาสั้นถูกวางไว้ข้างอ่างล่างหน้า ในจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายยื่นผ้าเช็ดสีขาวสะอาดมาให้ “รีบแต่งตัวเราจะได้กินข้าวเช้ากัน นี่เลยเวลาอาหารเช้ามามากแล้วคุณจะได้กินยาด้วย...” น้ำเสียงปนเป็นห่วงทำเองคนกำลังยื่นมือไปรับผ้าขนหนูถึงกับเม้มริมฝีปากแน่น ใจเต้นระรัวจนเปรมกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินได้ 

“เออสั่งๆอยู่ได้ ออกไปได้แล้วครับคุณผมจะได้แต่งตัว” คนพูดพยายามมองมือตัวเองซึ่งตอนนี้งุ่นง่านอยู่กับการพันผ้าขนหนูอีกทั้งยังหลบจากสายตาเจ้าเล่ห์นั้นด้วย สายตาคู่สวยมองปลายเท้าของตนและอีกคนแต่อยู่ๆ คนตรงหน้ากลับเดินเข้ามาใกล้แทนที่จะต้องเดินออกไปจากห้องนี้ตามคำเชิญกึ่งไล่ของเขา เปรมอีกใจเต้นรัวไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร แต่ฝ่ามืออุ่นที่ประทับลงบนศีรษะเขาเบาๆนั้นทำเอาเปรมถึงกลับสดุ้งตกใจ

“เป็นอะไร ทำไมหน้าตาซีดๆปวดหัวหรือเปล่า” น้ำเสียงนุ่มนวลเจือปนด้วยความเป็นห่วงนั่นยิ่งทำให้เปรมถึงกลับหลับตาแน่นข่มอารมณ์แปรปวนในใจตนขณะนี้

“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ เชิญ” คนพูดเงยหน้าขึ้นมองอีกคนด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมผายมือไปยังทิศประตูห้องน้ำ ถึงเปรมจะทำหน้าตาจริงจังแค่ไหน แต่สีหน้าของคนตรงหน้าเขานั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะสลดลงแต่อย่างใด ยังมีหน้ามายิ้มหน้าระรื่นให้คนขี้หงุดหงิดได้อารมณ์ขึ้นอีกรอบ อยู่กับมันเขาได้ประสาทกินอย่างแน่นอน เปรมได้แต่คิดในใจ...

“งั้นรีบแต่งตัวนะ” คนตัวสูงตรงหน้าเปรมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดตลกนั่นยิ่งทำให้คนฟังคิ้วแทบชนกันทันที แต่เมื่ออีกฝ่ายออกไปแล้วนั้นเปรมจึงได้รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยด้วยความรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกหิวข้าวแต่อย่างใด แต่เพราะเปรมมีเรื่องจะถามอีกฝ่ายให้แน่ชัดว่าสิ่งที่เขาเพิ่งนึกได้นั้นอีกฝ่ายรู้หรือไม่...

               ทันทีที่เปรมออกจากห้องน้ำสายตาคู่สวยมองไปรอบๆห้องซึ่งครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาสภาพอย่างกับสนามรบก็ไม่ปาน แต่ตอนนี้ห้องกลับเรียบร้อยคลายสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ตะกร้าผ้าซึ่งวางอยู่ข้างราวตากผ้าตอนนี้กลับไม่อยู่ที่เดิมแล้ว

“มันก็คงเอาไปซักนั่นแหละ... สะอาดเหลือเกินนะมึง” เปรมได้แต่บ่นพึมพำอยู่กับตนเองพร้อมในเวลาเดียวกันที่มือสวยตากผ้าเช็ดตัวไว้บนราวด้วย ไม่ต้องพิถีพิถันกับร่างกายตนเองหรือประโคมครีมทาผิวที่ตั้งเรียงรายอยู่บนที่นอนให้ยากเพราะถ้าไม่ไปไหนเขาก็ไม่ใช้อยู่แล้ว เปรมทำเพียงปลายตามองครีมทาผิวยี่ห้อดังซึ่งเจ้าของบ้านเป็นคนนำมาวางไว้ให้ แค่ดูก็รู้ว่าราคานั้นแพงหูฉีกแค่ไหน ไหนจะบรรดาเครื่องประโคมผิวในห้องน้ำอีกดูก็รู้ว่ามันแพงเอามากๆ 

เขาก็พอเข้าใจได้ว่าระดับผู้จัดการเงินเดือนมันก็ต้องคนละระดับกว่าพวกพนักงานธรรมดาอยู่แล้ว แต่มันคงไม่มีทางที่จะมีมากขนาดพอซื้อของพวกนี้ได้อีกทั้งช่วงน้องปุยนุ่นอยู่เขาเห็นเธอใช้แต่ของแบร์นดังๆทั้งนั้นตอนแรกก็คิดว่าบ้านเธอรวยแต่ดูจากทั้งสองคนพูดวันนั้นคงเป็นไอ้คุณเจเป็นคนดูแลทุกอย่าง หรือบ้านมันรวย? แล้วทำไมมันต้องมาทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งงงแต่ก็ช่างเถอะตอนนี้ขอเคลียร์เรื่องตัวเองก่อนไม่งั้นไอ้เปรมคนนี้คงได้อายจนไม่กล้าแม้กระทั่งมองหน้ามันอย่างแน่นอน

               กลิ่นหอมจางๆของอาหารลอยปะทะจมูกทันที่เมื่อเขาเดินไปยังโซนห้องครัวท้องไส้เริ่มจะปั่นป่วนทันทีเมื่อได้กลิ่นหอมๆ จากเปรมมองดูเวลาในโทรศัพท์ตอนนี้ก็ปาไปเกือบเที่ยงแล้ว ร่างสมส่วนหยุดอยู่หน้าประตูห้องครัวมองร่างสูงของอีกคนซึ่งกำลังรวบถุงขยันลงในถุงพลาสติกเขาแค่อยากเห็นมุมอื่นๆของผู้ชายตรงหน้าบ้าง ไม่ใช่แค่สีหน้าเคร่งขึมวางมาดเหมือนเวลาอยู่บริษัทสิ่งที่คิดมาตลอดวันนี้เปรมกลับได้เห็นมันแล้ว... อย่างน้อยก็ได้ขยับความสัมพันธ์เข้าใกล้อีกฝ่ายอีกขั้น ซึ่งถ้าตัดเรื่องเมื่อคืนออก....

“ยืนเหม่ออะไรอยู่นั่นคุณ ไม่หิวข้าวหรือไง” เสียงทุ้มต่ำของพ่อครัวดังแทรกภวังค์ความคิดจนทำให้เปรมต้องหันไปมองอีกครั้ง ในจังหวะเดียวกันกับที่อีกฝ่ายส่งยิ้มกว้างมาให้ การกระทำนั่นเหมือนเป็นสิ่งกระตุ้นให้เขาต้องเดินเขาไปใกล้อีกฝ่ายเรื่อย ๆ

“กินข้าวเยอะๆจะได้กินยาตัวก็อุ่นๆ แล้วทำไมปล่อยให้ผมเปียกขนาดนี้ถ้าเป็นหวัดขึ้นมาจะทำไง นั่งรอตรงนี้นะห้ามไปไหน ถ้าผมออกมาไม่เห็นคุณ ผมตามถึงบ้านแน่!” น้ำเสียงสีหน้าซึ่งแสดงออกว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขามากแค่ไหน คนตรงหน้าพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนอีกฝ่ายจะเดินออกไปจากห้องครัวทันที และสิ่งที่เขาได้รู้อีกอย่างคือเจไม่ใช่คนพูดน้อย...

               เมื่อไม่มีอะไรทำเปรมจึงมองอาหารบนโต๊ะไปพลางๆ สีสันของอาหารดูค่อนข้างจะจืดชืดไปสักหน่อยสำหรับคนกินรสจัดแบบเขา แต่เพราะเปรมไม่อยากจะเถียงกับอีกคนให้เสียอารมณ์อีกทั้งตอนนี้เขายังรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวด้วย นั่งรอไม่ได้ร่างสูงคุ้นตาก็เดินมาหยุดอยู่ด้านข้างเปรมพร้อมผ้าเช็ดผมสีขาวสะอาดตา

“โทษทีนะ พอดีผมลืมเอาเครื่องเป่าผมที่คอนโดมาด้วย” คนด้านข้างเปรมพูดขึ้นพลางยื่นผ้าผืนเล็กมาให้เขาดูอีกครั้ง นี่มันยังมีคอนโดอีกเหรอวะ... บ้านหลังนี้ตั้งหลายล้านนี่มันเป็นแค่ผู้จัดการจริงๆใช่ไหม ไม่ใช่ลูกเจ้าของบริษัทที่ไหนถึงได้ส่งเสียเลี้ยงดูเด็กๆ ให้มาอยู่บ้านเป็นหลังส่วนตัวเองก็ยังมีคอนโดอีก เปรมได้แต่ใช้สายตามองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่ปลายเท้าเรื่อย ๆขึ้นมาจนสายตาสบเข้ากับดวงตาคู่คมของอีกฝ่าย

“มะ มองอะไร!” คนถูกจับได้ เฉไฉว่าอีกคนพร้อมร่างสมส่วนรีบหันกลับไปกินข้าวในจานตนเองทันที แต่จู่ๆขณะเปรมกำลังตักผัดผักมือเขาจำเป็นต้องหยุดชะงักเมื่อสัมผัสเบาๆบนเส้นผมพร้อมเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น

“กินต่อสิ เดี๋ยวผมเช็ดผมให้” น้ำเสียงเหมือนสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่คนฟังถึงกลับใจเต้นรัวมือไม้แทบอ่อนแรงเสียดื้อๆ

“มะ ไม่ต้องผมชอบแบบนี้ มันเย็นสบายดี” เปรมพูดพลางจับผ้าที่อีกคนกำลังเช็ดผมให้ตนไว้แน่นในเวลาเดียวกันกับที่เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายนิ่งๆ 

“หาเรื่องจะไม่สบายหรือยังไงเปรม ผมเช็ดให้แปบเดียวก็แห้งแล้ว” ทั้งสีหน้าทั้งหน้าเสียงปนดุทำเอาคนฟังอย่างเปรมถึงกลับใจห่อเหี่ยวลงนิดหน่อย เพราะแบบนี้ไงล่ะเขาถึงไม่อยากชอบใคร ลำบากหัวใจตัวเองฉิบหายแค่เขาแสดงอาการไม่พอใจกูแม่งก็แทบยอมเขาทุกอย่างแล้วไงล่ะ เวรกรรมอะไรของมึงน้อไอ้เปรมถึงได้มาชอบคนแบบนี้ได้ 

               เขาไม่ได้พูดอะไรต่อหลังจากนั้นนอกจากก้มลงกินข้าวต่อส่วนอีกฝ่ายก็เริ่มเช็ดผมให้ต่อเช่นกัน ไม่นานเสียทุ้มต่ำก็ดังขึ้นเหนือศีรษะเขาเบาๆ 

“เห็นไหมเช็ดแปบเดียวก็แห้งแล้ว ดีกว่าปล่อยไว้ชื้นๆให้ตัวเองเป็นหวัด” เมื่ออีกฝ่ายมีท่าทีจะผละออกจากกันเปรมจึงรีบรั้งมืออีกคนไว้ก่อน

“เดี๋ยว... เมื่อคืนผม เอ่อ ผมได้พูดอะไรออกไปบ้าง” จบคำพูดห้องทั้งห้องก็เงียบลงแทบทันที เรามองหน้ากันนิ่งๆก่อนจะเป็นคนยืนอยู่พูดขึ้นทำลายความเงียบและอึดอัดในตอนนี้

“แล้วคุณจำอะไรได้บ้างล่ะ” ทั้งรอยยิ้มมุมปากกับสายตาเจ้าเล่ห์นั่นที่มองมาทำคนฟังต้องเม้มริมฝีปากแทบทันที มันจำเรื่องเมื่อคืนได้ทุกอย่างเหรอวะ... 

“ผะ ผมจะไปรู้ได้ยังไง ผมเมาคุณก็รู้!” คนโกหกถึงกับพูดออกไปเสียงดัง พร้อมในเวลาเดียวกันที่เขาพูดจบคนตรงหน้าโน้มตัวเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าเราห่างกันแค่ฝ่ามือเดียวเท่านั้น ก่อนคนยืนอยู่จะพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ถ้าเปรมจำอะไรได้... ผมก็จำได้เหมือนเปรมทุกอย่างนั้นแหละ” ขณะที่เขากำลังอึ้งกับคำตอบที่ได้อยู่นั้นอยู่ๆอีกฝ่ายก็ก้มลงมาประกบริมฝีปากลงบนริมฝีปากเขาและผละออกด้วยความรวดเร็ว

“อรุณสวัสดิ์ครับ” เสียงทุ้มต่ำของคนตรงหน้าดังขึ้นเบาๆทำให้เปรมได้สติ มือเรียวสวยผลักอกคนตรงหน้าแรงๆพร้อมลุกขึ้นยืนทันที “มึงทำอะไรของมึงเนี้ย!” คนพูดใช้หลังมือถูริมฝีปากตนเองแรงๆ นี่มันกล้าทำกับกูขนาดนี้เลยหรือไง!

“ถะ... ถอยออกไปสิวะ จะขยับเข้ามาทำเชี่ยไรของมึง!” ยิ่งเปรมพูดอย่างนั้นคนตรงหน้ายิ่งแกล้งเดินมาใกล้เรื่อย ๆ จนหลังเปรมชนเข้ากับขอบโต๊ะ ยิ่งสายตาเจ้าเล่ห์กับรอยยิ้มชั่วร้ายของมันยิ่งทำเอาคนมองต้องเม้มริมฝีปากแน่น แล้วดูความสูงเขากับมันไม่รู้เด็กๆ บ้านมันให้กินอะไรเข้าไปถึงสูงชลูดขนาดนี้

“ไอ้เจ! มะ มึงถอยออกไปหน่อยสิวะ”คนถูกสั่งกลับไม่ถอยอย่างที่เปรมพูด อีกทั้งยังเกี่ยวรั้งเอวสอบไว้แน่น

“พูดเพราะๆก่อน รู้ตัวไหมว่าเราพูดไม่เพราะเอามากๆพี่ไม่ค่อยชอบเลย” น้ำเสียงปนตำหนิของร่างสูงทำเอาเปรมยิ่งหน้าบึ้งมากกว่าเดิม “กะ ก็พอใจแล้วจะทำไม อันที่จริงกูน่ะพูดโคตรเพราะ นิสัยก็ดี๊ดีๆแต่เสียใจด้วยว่ะที่มึงจะไม่มีวันได้เห็นมัน” คนพูดพลางเชิดหนน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส แต่แทนที่เปรมจะได้ยินคำพูดร้ายกาจจากอีกฝ่ายแต่เสียงหัวเราะในลำคอนั่นทำเอาคนฟังแทบขมวดคิ้วเป็นปม

“หึ ทำอะไรให้มันตรงใจตัวเองหน่อย” ได้ยินดังนั้นเปรมแทบตวัดสายตามองแทบจะทันที

“อะไร พูดบ้าอะไรหะ! โหยปล่อยได้แล้วเจมันอึดอัด” มึงไม่ร้อนบ้างหรือไงวะ ต่อให้อากาศด้านในจะเย็นช่ำขนาดไหนแต่เพราะเขารู้สึกไม่ค่อยสบายด้วยแค่ยืนขากูก็แทบสั่นแล้ว อีกอย่างเขากลัวว่ามันจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแทบไม่เป็นจังหวะตอนนี้ด้วย

“จะจีบ”เสียงทุ้มต่ำกับใบหน้านิ่งๆแต่มีอิทธิต่อใจคนฟังเป็นอย่างมาก มือไม้ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนดีเพราะมันดูระเกะระกะไปเสียหมด “เอาจริงๆนะเจ คือถ้ามึงจะมารับผิดชอบเชี่ยไรเนี้ยมึงไม่จำเป็นเลยสักนิด ต่อให้เมื่อคืนกูกับมึงจะจ้ำจี้มะเขือเปาะเปะกันแล้วก็ตาม แต่กูได้มึงก็ได้แค่นั้นจบ ถ้าจะรับผิดชอบมันไม่จำเป็นเลยสักนิด” เพราะกูกลัวว่าคนที่จะคิดไกลเกินกว่านั้นมันจะเป็นกูเอง... เปรมได้แต่คิดในใจ ประโยคสุดท้ายที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะพูดมันออกไปไม่รู้ตอนนี้เขาทำสีหน้าแบบไหนออกไป จึงทำให้สีหน้าของมันเหมือนคนกำลังคิดอะไรสักอย่าง

“จำไม่ได้จริงๆสินะ”น้ำเสียงปนอ่อนใจของคนพูดยิ่งสร้างความงุนงงให้เปรมเป็นเท่าตัว จำอะไรไม่ได้เรื่องเมื่อคืนเขาก็พอจำได้ว่าไอ้เปรมคนนี้บอกชอบมันแล้ว... แล้วจากนั้นอะไรต่อวะช่วงนั้นมันเบลอมึนๆ จำได้ว่าต่อจากนั้นๆอีกคือเรื่องที่ทำให้ต้องมานั่งเถียงกับมันอยู่ตอนนี้อย่างไรล่ะ หรือก่อนหน้านั้นมันมีเรื่องอะไรอีก? 

“แล้วมีเรื่อง อะ... อ๊อด อ๊อด” ขณะเปรมกำลังจะถามมันว่ามีเรื่องอะไรอีก แต่เสียงอ๊อดหน้าบ้านดังขึ้นติดกันถี่ๆจนทำให้เขาต้องเป็นฝ่ายผลักอกแกร่งของอีกคนออกในชั่ววินาทีเดียวกันนั้นใบหน้าของอีกคนดูจะเซ็งเล็กน้อยก่อนจะแปลเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยในเวลารวดเร็ว เสียงยังดังต่อเนื่องจนเขาต้องเพยิดหน้าให้มันรีบไปดูหน้าบ้านก่อนเผื่อมีเรื่องอะไร

               เจ้าของบ้านหายไปนานนับสิบนาทีจนคนรอกินข้าวแบบเขาต้องเดินออกไปดูเผื่อมันเกิดเป็นลมไป แต่เผื่อมันจะคุยธุระอยู่เปรมจึงทำเพียงเดินไปเปิดม่านตรงบริเวณที่สามารถมองเห็นส่วนหน้าบ้านได้ แต่ภาพตรงหน้าที่เปรมเห็นแทบทำเอาความชาไล่ทั่วทั้งร่างกาย ชายหญิงตรงหน้ากอดกันกลมไม่อายแม้ใครจะขับรถผ่านไปมา ผู้ชายคนนึงเปรมจำได้ดีคือคนที่เขาคิดว่าจะมาดูเผื่อมันเป็นอะไรไป ส่วนผู้หญิงร่างเล็กในอ้อมแขนนั่นถึงแม้เขาจะไม่สามารถเห็นหน้าตาอีกฝ่ายแต่เขากลับจำได้ดีว่านั่นคือน้องปุยนุ่น ในชั่ววินาทีเดียวกันนั้นทั้งสองผละออกจากกันจึงทำให้เขารู้ได้แน่ชัดว่าเขาคิดไม่ผิด

“ตอนนั้นก็บอกจะจีบๆกู ผ่านมายังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำมากอดเมียเก่าซะกลมดิก ดีแล้วไอ้เปรมที่มึงไม่หลงกลมัน ขอให้รักกันนานๆแล้วกัน!” มือเรียวสวยตวัดผ้าม่านแรงๆเผื่อจะช่วยระบายอารมณ์ได้บ้าง ร่างสมส่วนเดินดุ้มๆเข้าไปเก็บชามข้าวตัวเองพร้อมทำความสะอาดให้เรียบร้อย ในส่วนอาหารต่างๆที่ยังส่งกลิ่นหอมเขาจึงใช้จานปิดไว้ทั้งหมดต่อให้เขาจะโมโหเจ้าของบ้านแค่ไหน แต่อาหารพวกนี้เกิดแมลงวันมาลงก็อาจทำให้ท้องเสียกันได้ โกรธเขายังไงสุดท้ายก็ยังห่วงเขาอยู่ดีเน้อไอ้เปรม

               เพราะหน้าบ้านยังมีสองคนนั่นยืนคุยกันอยู่อีกทั้งเขาไม่อยากไปเจอหน้าไอ้เจ้าของบ้านอีก เปรมจึงจำใจต้องปีนกำแพงบ้านในส่วนของห้องครัวไปยังบ้านเขาแทน สิ่งที่เขาทำมันเหมือนจะเป็นเรื่องตลกแต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อหัวใจของไอ้เปรมคนนี้ ต่อให้เรื่องที่ทำมันตลกกว่านี้เขาก็จะทำ... 

               ตั้งแต่ตอนนั้นเปรมก็ไม่เห็นไอ้ผู้จัดการอีกเลยดู วันจันทร์ก็ไม่เห็นมันมาทำงานดูเหมือนว่ามันจะหายไปตั้งแต่วันนั้น.. วันที่น้องปุยนุ่นมาหาจนกระทั่งมาถึงวันอังคารดูเหมือนอีกฝ่ายก็ยังไม่กลับมา

“หึ! มึงหวังอะไรอยู่วะไอ้เปรม แค่นี้ก็รู้แล้วว่าสิ่งที่มันพูดว่าจะจีบมึงวันนั้น... มันเป็นเพียงการรับผิดชอบเท่านั้น” เสียงผะแผ่วท้ายประโยคย้ำสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ตอกย้ำว่าเขาควรเลิกเข้าข้างตัวเองได้แล้ว ดวงตาคู่สวยหันมองโรงรถบ้านข้างกันอีกครั้งก่อนจะหันมาปิดประตูหน้าบ้านให้แน่นหนา แต่ระหว่างที่เปรมกำลังคร่อมรถจักรยานยนต์คู่ใจเพื่อจะไปทำงานอยู่นั้น อยู่ๆเสียงเรียกชื่อคุ้นหูก็ดังขึ้นด้านหลัง

“เดี๋ยวๆเปรมอย่าเพิ่งไปลูก อย่าเพิ่งไป” เสียงพูดปนหอบของชายวัยกลางคนทำเอาคนกำลังไปทำงานต้องรีบจอดรถไว้ที่เดิมพร้อมในจังหวะเดียวกันที่ร่างสมส่วนรีบเดินเข้าไปหาชายวัยกลางคนซึ่งยืนส่งยิ้มกว้างมาให้

“มีอะไรหรือเปล่าครับลุง”รอยยิ้มกว้างของคนพูดส่งให้คนตรงหน้าแทบจะทันที พร้อมในจังหวะเดียวกันที่ลุงชูปิ่นโตในมือตนขึ้น

“ป้าเขาฝากมาให้ ไม่สบายหรือเปล่าทำไมหน้าตาดูไม่ค่อยสดใสเลย” น้ำเสียงติดกังวลของคนตรงหน้าทำเองเปรมต้องรีบส่ายหัวปฏิเสธแทบจะทันที 

“ไม่ได้ไม่สบายหรอกครับพอดีเมื่อคืนผมอนอนดึกนิดหน่อย ส่วนอาหารเช้าขอบคุณมากๆเลยนะครับ อันที่จริงลุงกับป้าให้ผมได้ซื้อบ้างเถอะให้ฟรีบ่อยๆเดี๋ยวก็ได้ขาดทุนกันพอดี” ทันทีที่เขาพูดจบชายตรงหน้าระบิดเสียงหัวเราะดังลั่นจนคนกำลังต่อแถวซื้อข้าวต้มต่างหันมามองด้วยความสงสัย

“โอ๊ย... แค่ชามเดียวมันไม่พอขาดทุนหรอกน่า ลุงกับป้าถือว่าเป็นการตอบแทนที่ทำให้เราทั้งสองได้กลับมาทำอาหารขายอีกครั้ง”เปรมยิ้มกว้างกับคำพูดของลุง อันที่จริงเขาไม่ค่อยได้ช่วยอะไรมากขนาดนั้นค่าใช้จ่ายต่างๆก็เป็นลูกชองลุงกับป้าเป็นคนออกให้ก่อน “รู้สึกภูมิใจในตัวเองเลยลุง ขอบคุณสำหรับมื้อเช้าอีกครั้งนะครับ ยังไงผมขอตัวไปทำงานก่อนสวัสดีครับ”

“ขับรถดีๆนะ รถใหญ่ลุงไม่ค่อยห่วงหรอก ห่วงเราขับรถตกหลุมตกบ่อเข้า”ทั้งเขาและลุงต่างหัวเราะขมขื่นกับถนนหนทางของประเทศนี้ รถจักรยานยนต์แบบเขานอกจากต้องระวังรถยนต์ รถบรรทุกแล้วนั้นยังต้องมาระวังหลุมอุกกาบาตที่หล่นใส่ถนนอีก

               หลังบอกลาลุงเรียบร้อยเปรมจึงรีบมาทำงานาทันที เพราะเขาต้องเผื่อกินมื้อเช้าอีก โรงอาหารบริษัทวันนี้ค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษอาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นหน้าฝนทำให้ทุกคนต่างต้องรีบมาทำงานเร็วกว่าปกติด้วยเหตุนี้จึงต้องมาฝากท้องมื้อเช้าที่โรงอาหารแทน หลังจากกินข้าวเช้าฝีมือป้าจนหมดเขาจึงนำปิ่นโตไปล้างพร้อมกับคว่ำไว้บนตะแกรงเหล็กข้างๆชั้นวางจานชาม โชคดีหน่อยที่บริษัทจะแยกให้ว่าแต่ละชั้นจะมีแค่2แผนกเท่านั้นจึงทำให้ส่วนของห้องครัวเล็กๆนี้จะไม่ค่อยมีคนมาใช้สักเท่าไหร่

“มาเช้าจังน้องเปรม”พี่ผู้หญิงในแผนกสักคนเอ่ยขึ้นระหว่างที่เขาสแกนบัตรเข้าทำงานเรียบร้อย แต่เปรมยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรออกไปหางตากลับมองไปยังประตูห้องทำงานถูกผลักออกพร้อมร่างสูงเจ้าของห้องเดินออกมาด้วยสีหน้านิ่งๆ เราสบตากันชั่ววินาทีก่อนจะเป็นเปรมเป็นฝ่ายหันใบหน้าหนี 

“พอดีวันนี้ดูฝนจะตกน่ะพี่ผมเลยรีบมา”คนพูดส่งยิ้มกว้างให้พี่ผู้หญิงที่นั่งมองมาตั้งแต่แรกโดยที่เขาไม่ได้สนใจสายตาของใครอีกคนที่มองมาตั้งแต่ประตูห้องทำงานด้านในถูกผลักออกมา ในจังหวะที่เขากำลังเดินไปยังเก้าอี้ของตนเองเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผู้จัดการแผนกจะเดินออกไปยังด้านนอกพอดี สัมผัสเบาๆบริเวณปลายนิ้วก้อยทำเปรมต้องเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมขยับแขนขึ้นมาจับสายกระเป๋าไว้แน่นคล้ายกับไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่...

               เปรมไม่ได้หันไปดูด้านหลังตนแต่อย่างใด เมื่อถึงโต๊ะทำงานตนเองเขาจึงวางกระเป๋าไว้ที่ประจำพร้อมกับเปิดเครื่องคอมพ์ของตนเอง นั่งทำนั่นทำนี่ไม่นานเพื่อนรักของเขาเดินมานั่งลงข้างกัน เราพูดคุยกันนิดหน่อยก่อนจะแยกย้ายกันทำงานของตนเองเนื่องจากได้เวลาทำงานแล้ว ช่วงนี้เรนมีสีหน้าสดใสกว่าตอนที่มันเข้าไปอยู่กับพ่อจ๋าของทีเร็กซ์ใหม่ๆ เขาก็ได้แต่หวังว่าสุดท้ายทีเร็กซ์จะได้มีพ่อจ๋าแม่จ๋าที่อยู่ด้วยกันตลอดไปเสียที

“น้องเปรมจ๊ะ หัวหน้าเรียกแหนะ”พี่ผู้หญิงเพิ่งเดินกลับมาจากด้านนอกเดินมากระซิบบอกเขาเบาๆ ก่อนเจ้าตัวจะส่งยิ้มให้กำลังใจส่วนคนนั่งข้างกันอย่างเรนรีบหันมามองด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรหรอก”เปรมส่งยิ้มกว้างให้คนนั่งข้างกันก่อนเขาจะเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของหัวหน้าทันที เมื่อเขาทำงานผิดตั้งแต่เริ่มงานจนเลิกงานเลยก็ว่าได้ ทั้งคีย์ข้อมูลผิด ใส่ตัวเลขผิดแต่เรื่องมันจะไม่ร้ายแรงเลยถ้าในส่วนของเขาที่ใส่ตัวเลขผิดอีกทั้งเอกสารใบนั้นถูกส่งงานให้กับแผนกช่างต่อ เนื่องจากตัวเลขที่ผิดไปหนึ่งหลักแต่ค่อนข้างจะเกินไปจากเดิมมาก จนทำให้หัวหน้าอีกแผนกต้องมาคุยเอง ทั้งแผนกแทบวิ่งวุ่นเพราะเขาแค่คนเดียวเมื่อวานเขาถูกหัวหน้าตักเตือนไปพอสมควร แต่เนื่องจากเรื่องเอกสารเมื่อวานค่อนข้างสำคัญ จึงทำให้หัวหน้าต้องส่งรายงานไปยังผู้จัดการอีกครั้ง

“นั่งสิ... รู้ใช่ไหมพี่เรียกเรามาทำไม” น้ำเสียงหนักแน่นของหญิงวัยใกล้กลางคนเอ่ยออกมาเบาๆคล้ายให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคนเท่านั้น เปรมส่งยิ้มจางๆพร้อมพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ

“ผมรู้ครับ... ยังไงผมต้องขอโทษหัวหน้าอีกครั้งนะครับที่ต้องมาเดือดร้อนด้วยแบบนี้”มือเรียวสวยพนมไหว้คนอายุมากกว่าตรงหน้าแทบทันที ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เปรมได้ทำงานเสียหายขนาดนี้ เขาเองก็นึกเสียใจในสิ่งที่ตนทำไปไม่น้อยเลยแต่จะให้กลับไปแก้ไขอะไรก็ไม่ได้แล้ว ได้แต่ก้มหน้ายอมรับความเป็นจริง

“อย่าคิดมากเลย... ที่เรียกเรามาวันนี้เพราะพี่ต้องรายงานผู้จัดการอีกทั้งท่านก็ต้องพูดคุยกับเราเรื่องงานในส่วนที่ผิดพลาดนี้ด้วย เฮ้ยทำไมหน้าซีดขนาดนั้น ที่ผู้จัดการเรียกคุยไม่ใช่เขาจะเอาเราออกนะแค่เรียกไปคุยด้วย”

“ผม เอ่อ... ผมไม่คุยได้ไหมครับ ให้เขาสั่งผ่านพี่มาก็ได้...” ผมไม่อยากเจอหน้าผู้ชายคนนั้น...

“ไม่ได้หรอก พี่พอเข้าใจนะว่าเราเป็นเด็กใหม่คงยังไม่ค่อยรู้จักผู้จัดการเท่าไหร่นัก แต่เขาเป็นคนมีเหตุผลคนนึงนะไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกเชื่อพี่”หัวหน้าส่งยิ้มกว้างมาให้นั่นจึงทำให้เขาต้องส่งยิ้มกลับไป เรื่องงานเปรมรู้ว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลมากแค่ไหน แต่ที่ไม่อยากเจออีกฝ่ายนั้นมันไม่ใช่เรื่องงานน่ะสิ เราคุยกันอีกนิดหน่อยก่อนหัวหน้าจะเดินมาส่งเขาด้านห้องที่ปิดสนิทไม่สามารถเห็นด้านในได้

“ก๊อกๆ ขออนุญาตค่ะผู้จัดการ เปรม ปุริมขอพบค่ะ”เสียงปลดล็อคประตูดังขึ้นเบาๆคล้ายแทนคำอนุญาตก่อนหัวหน้าจะผลักประตูเข้าไปทันที ในจังหวะพวกเขาเดินเข้าไปด้านในเจ้าของห้องเซ็นต์เอกสารตรงหน้านิดหน่อยก่อนเสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้น

“เชิญนั่งครับ ส่วนคุณออกไปทำงานต่อเลยก็ได้ครับ”เมื่อผู้จัดการพูดดังนั้นหัวหน้าหันมามองหน้าเขาเล็กน้อย พร้อมเดินออกไปทันที ส่วนเขาเมื่อถูกเจ้าของห้องเชิญให้นั่งขนาดนั้นจึงจำใจนั่งลงเก้าอี้ตรงข้ามอีกฝ่ายด้วยความจำใจ เจ้าตัวมองเอกสารในมือตนเอง เพราะห้องค่อนข้างเก็บเสียงจึงทำให้เราไม่ได้ยินเสียงจากด้านนอกและนั่นยิ่งสร้างความอึดอัดให้เขาเป็นเท่าตัว เมื่อไม่รู้จะทำอะไรเปรมจึงได้แต่ก้มมองมือทั้งสองข้างของตนเองที่ประกบกันบนหน้าตัก บรรยากาศในห้องเงียบไปสักพักก่อนเสียงทุ้มต่ำของคนตรงหน้าเขาจะดังขึ้นเนิบนาบ

“ทำไมถึงทำงานผิดพลาด แทบทุกอย่างเลยเมื่อวานเป็นอะไรหรือเปล่า...” ประโยคคำพูดที่แสดงถึงความใกล้ชิดนั่นยิ่งทำให้คนฟังเม้มริมฝีปากแน่น มือสองข้างกุมกันไว้แน่นคล้ายกับมันเป็นเครื่องกระตุ้นความรู้สึกว่าไม่ควรถล้ำลึกไปมากกว่านี้

“เปล่าครับสบายดี ผมต้องขอบคุณในความเป็นห่วงของผู้จัดการต่อลูกน้องคนนี้ ส่วนเรื่องเมื่อวานมันคือความผิดของผมเองที่สะเพร่าไม่ตรวจงานให้เรียบร้อยก่อนส่งจนกระทั่งเกิดเรื่องวุ่นวายต่างๆขึ้น ผมไม่มีข้อแก้ตัวใดๆครับ” ระหว่างพูดเปรมเงยหน้ามองคู่สนทนาตลอดจนจบประโยคเขาจึงก้มหน้าลงอีกครั้ง

“ตัวเลขมันไม่ใช่น้อยๆ รู้ใช่ไหมถ้าส่งงานให้ลูกค้าไปมันจะเกิดความเสียหายแค่ไหน”น้ำเสียงตำหนิของอีกคนทำเปรมได้แต่พยักหน้าเบาๆคล้ายยอมรับในความผิดครั้งนี้ของตนเอง

“ทราบครับต่อไปผมจะไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก” คนอายุน้อยกว่ายกมือไหว้ขอโทษอย่างสำนึกผิดในเหตุการณ์เมื่อวาน “ไม่เป็นไรหรอก ตรวจเช็คทุกอย่างให้ดีๆก่อนส่งแล้วกันส่วนเรื่องโทษคงต้องให้เป็นไปตามกฏของบริษัท”

“ครับ”เมื่อเขาพูดจบทั่วทั้งห้องก็เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกอึดอัดถาโถมเข้ามาทันทีเมื่อต่างคนต่างเงียบ เปรมไม่รู้ควรทำอย่างไรขอตัวออกไปด้านนอกเลยได้หรือเปล่า แต่ผู้ชายตรงหน้าเป็นผู้จัดการถ้าเจ้านายไม่สั่งลูกน้องแบบเขาจะทำอะไรได้

“เป็นอะไร... ไหนลองบอกผมได้หรือเปล่า” สายตาแสดงความเป็นห่วงจนปิดไม่มิด จนทำให้เปรมเบี่ยงหน้าหนีแทบทันที

“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวไปทำงานก่อน สวัสดีครับ”คนพูดลุกขึ้นยืนพร้อมทำความเคารพเจ้านายเล็กน้อยก่อนร่างสมส่วนจะรีบหันหลังก้าวเดินไปยังประตูห้องทำงาน แต่ดูเหมือนจะมีเรื่องให้ได้หัวเสียเพิ่มเมื่อประตูถูกล็อคอัตโนมัติอีกทั้งดูเหมือนว่าคนปลดล็อคประตูนี้ได้คงมีแค่คนเดียวเท่านั้น

“บ้าเอ้ย! ทำไมเปิดไม่ออกวะ”เปรมได้แต่สบถกับตัวเองเบาๆ ยิ่งเสียงรองเท้าหนังดังกระทบพื้นดังเข้ามาเรื่อย ๆมากเท่าไหร่ เขายิ่งทั้งเขย่าทั้งผลักประตูมากเท่านั้น น้ำตาเจ้ากรรมมันก็พลอยจะไหลออกมา อ่อนแอจริงๆนะไอ้เปรม...

“เปรม... คุณโกรธผมมเรื่องนั้นใช่ไหม” อ้อมแขนแกร่งของอีกคนดึงรั้งร่างสมส่วนไปกอดไว้แน่นใบหน้าคมวางลงบนไหล่คนถูกกอด เสียงทุ้มต่ำติดอ้อนจนคนฟังแทบไม่เชื่อหูตนเอง

“ปล่อยผมด้วยครับผู้จัดการ กรุณาอย่ามาทำยุ่มย่ามกับร่างกายของผม”ทันทีที่เปรมพูดจบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่แรงกอดรัดทางด้านหลังค่อยๆคลายออกเช่นกัน 

“กรุณาเปิด อะ!”คราวนี้ไม่ใช่แค่แรงกอดรัดที่เปรมถูกอีกฝ่ายกระทำแต่ร่างทั้งร่างถูกช้อนอุ้มทั้งอย่างนั้น ก่อนเจ้าของห้องจะเดินอุ้มเขาไปวางไว้บนโต๊ะทำงานพร้อมร่างสูงใหญ่ของคนอุ้มจะนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่แต่ไม่วายแขนทั้งสองข้างยังรั้งช่วงเอวคนนั่งบนโต๊ะทำงานไว้แน่น

“ปะ ปล่อยผมด้วยครับผมจะไปทำงาน”เปรมพูดขึ้นทั้งๆไม่ได้มองหน้าคนพูด ท่านี้มันดูไม่ดีต่อหัวใจไอ้เปรมคนนี้เอามากๆ

“ไม่! บอกผมมาก่อนสิว่าคุณเป็นอะไร โกรธผมเรื่องกินข้าววันนั้นใช่ไหม”คำถามเดิมถูกจี้มาอีกครั้งจนเปรมต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อจะได้ตอบคำถามนี้ให้จบๆไป

“ผมไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น คุณจะอยู่หรือจะไปไหน ทำอะไรกับใครที่ไหนอย่างไรมันก็เรื่องของคุณ ไม่ใช่เรื่องของผม”

“แม่ปุยนุ่นเสียน้องไม่มีใครแล้ว เลยมาขอให้ผมไปดูแลเรื่องจัดงานช่วย”ประโยคที่ได้ยินทำเอาเปรมแทบอยากนึกด่าตัวเอง

“แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้าง แล้วแม่น้องเป็นอะไรเสียถามได้ไหม”น้ำเสียงปนเศร้าถามออกไป เขากับน้องเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันตั้งแต่แรกพอมารู้ว่าน้องต้องสูญเสียคุณแม่ไปอีก

“อุบัติเหตุรถชน เพราะคู่กรณีเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่น้องกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงมาขอให้เข้าไปดูในส่วนตรงนี้ให้หน่อย ตั้งแต่วันนั้นเจยังไม่ได้นอนเลย ว่าจะลาอีกวันเมื่อวานตอนเย็นก็มีเมลส่งมาบอกว่ามีเด็กใหม่ทำวุ่นกันทั้งแผนก”แววตาเหนื่อยล้าของอีกฝ่ายยิ่งสนับสนุนคำพูดได้นั้นได้เป็นอย่างดี

“ผมขอโทษ...”เสียงพูดแผ่วเบาเอ่ยออกไปอย่างรู้สึกผิดในทุกๆเรื่อง แต่ขณะเปรมกำลังนึกโทษตัวเองอยู่นั้นอยู่ๆคนนั่งบนเก้าอี้ก็ซบหน้าลงบนตักเขาในเวลาเดียวกันที่น้ำเสียงอู้อี้ปนอ้อนดังขึ้นเบาๆ

“เปรมอย่าโกรธเจเลยนะ เพราะต้องรีบไปเคลียร์เรื่องน้องเขาจริงๆว่าจะไปหาก่อนฝั่งนั้นเขาก็โทรมาเร่งเรื่องจัดงาน”

“...” เปรมไม่รู้ว่าควรตอบอะไรกลับไป ต่อไปนี้น้องก็คงไม่เหลือใครถ้าน้องอยากกลับมายืนจุดเดิมมันก็ไม่ผิด ไม่เลยสักนิดแล้วคนนอกอย่างไอ้เปรมคนนี้จะไปเรียกร้องอะไรได้ในเมื่อเป็นคนปฏิเสธมันไปเอง

“กับน้องน่ะมันไม่อะไรแล้ววจริงๆ”คล้ายอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แววตาอ้อนช้อนมองคนนั่งบนโต๊ะด้วยความซื่อตรงในคำพูดของตนเอง

“ระ เรื่องของมึงสิมันเกี่ยวอะไรกับกู ปล่อยจะไปทำงาน”เขาไม่ชอบเลยสักนิดที่มันมาทำหน้าตาออดอ้อนนแบบนี้ ให้ตายเถอะใจมันก็เต้นแรงตามรอยยิ้มเขาทุกครั้งแบบนี้ไม่ได้นะไอ้เปรม อย่าใจง่ายท่องไว้ๆ 

“ห้ามคิดมากเรื่องผมกับน้องเขารู้ไหม สำหรับผมจบคือจบ และถ้าบอกว่าจะจีบก็คือจะจีบจริงๆ”

“เรื่องของมึงๆ ได้ยินชัดไหมหะ! ปล่อยโว้ย~”ยิ่งได้ยินประโยคสุดท้ายนั่นความรู้สึกร้อนผะผ่าวบนใบหน้ายิ่งเกิดขึ้นแทบทันที

“ตอนเที่ยงออกไปกินข้าวกัน”คล้ายกับมันไม่ได้ยินประโยคก่อนหน้า อีกทั้งยังมาทำลอยหน้าลอยตาถามเรื่องอาหารกลางวันอีก

“ไม่ไปๆ ผมนัดกินข้าวกับเรนมันไว้แล้ว”มือเรียวพยายามผลักไหล่อีกคนให้ลุกออกได้แล้ว แต่แรงเขาก็ไม่สามารถสู้แรงหมีควายมันได้อยู่ดี 

“งั้นตอนเย็นไปทานข้าวกัน”ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรออกไปเสียงโทรศัพท์วางอยู่ไม่ไกลก็ดังขึ้นเสียก่อน

“สวัสดีครับเจ แผนก... พูดครับ ครับ ผมขอไว้เวลาห้านาที”ระหว่างอีกฝ่ายคุยโทรศัพท์อยู่นั้น ก็ไม่วายจับมือเขาไปจับเล่น แม้การกระทำดูเหมือนไม่มีอะไรแต่มันโคตรไม่ดีต่อใจคนแอบชอบแบบกูเลยฮื่อ~ เวรกรรมอะไรของมึงน้อไอ้เปรมชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรยังมองภาพไม่ออกเลยสักนิด

               

 

 

ขอโทษที่หายไปนานค่ะ ติดธุระจริง ๆ T-T

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 190 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

142 ความคิดเห็น

  1. #84 skm.M (@mooyor99) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 14:25
    กรี๊ดดก รอน่าค้าบบบ
    #84
    0
  2. #83 ampsuwanna (@ampsuwanna) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 20:10

    รอค่ะ อย่าหายไปอีกนะคะ
    #83
    0
  3. #81 Jaa0909 (@Jaa0909) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 11:52
    รอออออ
    #81
    0
  4. #79 0986895515 (@0986895515) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2563 / 21:41
    รอนะคะ รีบมาต่อน้ะ
    #79
    0
  5. #78 yimelamai (@yimelamai) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2563 / 13:27
    อย่าหายไปอีกนะคะ
    #78
    0
  6. #77 winanya19 (@winanya19) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2563 / 12:44
    ดีใจมากๆที่ไรท์มาอัพ รออยู่นะจ๊ะ
    #77
    0
  7. #76 nannichar202 (@nannichar202) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 22:15
    รอไรท์เสมอค่ะ
    #76
    0
  8. #75 jikadigigi (@jikadigigi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 21:27
    สู้ๆค่าาาไรท์
    #75
    0
  9. #74 jikadigigi (@jikadigigi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 21:27
    สู้ๆค่าาาา
    #74
    0
  10. #73 PRF. (@resepnin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 19:51
    ไม่เป็นไรครับบ welcome backๆ
    #73
    0
  11. #72 Suni-Waew (@Suni-Waew) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 19:39
    งื้อๆๆๆๆๆๆเจ้าเปรม พูดก่ะพี่เค้าเพราะๆๆๆลูก
    #72
    0
  12. #71 Nut'reeeee (@nutree) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 17:16
    ไม่ชอบเลยอะ เอาจริงเปรมแบบเรียกร้องความสนใจนะ แถมแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่เป็นอีก จะมาเหม่อกรอกเลขผิดไปหลายหลักนี่มันเรียกว่าไม่ใส่ใจต่องานแล้ว แถมพอเขาง้อหรือรู้เหตุผลก็หายโกรธตัวอ่อนยวบแบบนั้น คือจริงๆก็คิดอยากสานต่อแต่น้อยใจแหละ สรุปซึนมาก แต่ไม่น่าเอ็นดู
    #71
    0
  13. #70 nepblue (@nepblue) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 17:08
    อ้อนเนอะพระเอกคนนี้
    #70
    0
  14. #69 iibua (@iibua) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 15:29
    เปรมสู้ๆๆๆ นะ
    #69
    0