เหนือองศารัก (Yaoi)

ตอนที่ 7 : แลกกันครับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,252
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 465 ครั้ง
    24 ก.ย. 63

 

 

 

“ชาบูร้านนั้นอร่อยจริง ไว้วันหลังเราไปกินกัน” ฟ่งพูดขึ้นพร้อมเดินตรงไปยังที่นอน แต่ยังไม่ทันเจ้าตัวจะทิ้งตัวลงนอนลงบนเตียง เสียงของคนยืนข้างผมก็ดังขัดขึ้นก่อน

“หยุด! ห้ามฟ่งนอนบนเตียงนะครับเพิ่งกินอาหารมาอิ่ม ๆ เดี๋ยวจุก อีกอย่างเดี๋ยวที่นอนเป็นกลิ่น” ทันทีวินพูดจบคนโดนดุถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดทันที ก่อนมันจะเดินเลี่ยงไปนั่งบนเก้าอี้พร้อมบ่นอุบอิบ

“แค่นอนเอง แค่นอนนิดเดียวเองไม่ได้เลยหรือไงวะ วินมึงใจร้ายทำร้ายจิตใจน้อย ๆ กูได้ลงคอ” พูดจบมันก็ตวัดสายตามองมายังคนบ่นทันที มีหรือเรื่องแบบนนี้วินมันจะยอมง่าย ๆ เช่นกัน

“ไม่ได้คือไม่ได้ครับ เรื่องอื่นเราไม่ห้ามแต่เรื่องนี้ไม่ได้จริง ๆ”  วินเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างฟ่งพลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกล้อ เมื่อเห็นดังนั้นผมจึงหันไปถอดเข็มขัดเพื่อเตรียมตัวเปลี่ยนชุดนักศึกษาออก แต่เสียงหมาหอนด้านหลังดังขึ้นเสียงดัง

“วู้.... วันนี้มีคนเลี้ยงชาบูมันดีจริง ๆ เนาะวินมึงว่าป่ะ”และดูเหมือนว่าอีกคนมันจะเริ่มเพิ่มสกิลขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

“ใช่ครับ แรก ๆ เราไม่ค่อยกล้ากินเท่าไหร่เลยเพราะสายตาพี่เหนือมององศามันทำเราเขินมาก ๆ เลย”  น้ำเสียงล้อเลียนดังขึ้นนั่นยิ่งทำให้มือไม้ผมมันแทบหยิบจับอะไรไม่ถูกเมื่อนึกตามคำพูดพวกมัน

“เออกูก็ว่างั้นแหละ ปกติไปกินหมูกระทะ ชาบูนะกินกันอย่างกับยักษ์ลง แต่วันนี้มีคนกินงุบงิบ ๆ สงสัยเขินผู้ชาย แต่เป็นกูก็เขินเหมือนกันแหละ”

“ไม่ใช่เหอะ กูแค่ไม่ค่อยหิว”  ผมหันไปพูดแก้ตัวกับไอ้สองคนที่นั่งนินทาระยะเผาขน ทั้ง ๆ พูดบอกเพื่อนแบบนั้นออกไปแต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกถึงความร้อนวูบวาบบนใบหน้า

“อย่านะไอ้องศา มึงอย่าคิดว่ากูไม่เห็นฉากหน้าร้านชาบูนะ ทำขนาดนั้นถ้าไม่มีใจนี่คงไม่ใช่แล้วมั้ง”  ฟ่งพูดขึ้นขณะเท้าคางมองมาด้วยสายตาล้อเลียน คำพูดนั่นยิ่งทำให้ผมทำอะไรไม่ถูกไปมากกว่าเดิม

“เนาะฟ่งเนาะ อะไรกันมาคล้องคอองศาหน้าร้านชาบูคนตั้งเยอะ อย่างนี้ขันหมากต้องมาสู่ขอได้แล้วนะไม่รู้หรือไงว่าองศาเสียหาย” ไอ้คนนั่งข้างกันก็ไม่วายพูดตอกย้ำว่าพวกมันเห็นเรื่องตอนเย็นจริง  ๆ

“ก็... ก็แค่ แค่พี่น้องคล้องคอกันไม่ได้หรือไง สู่ขงสู่ขออะไรพวกมึงแม่ง”  ผมพูดเถียงออกไปในเวลาเดียวกันก็พยายามถอดชุดนักศึกษาออกอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้รีบเดินหนีพวกมันสองคน แต่ระหว่างผมกำลังเดินไปยังห้องน้ำฟ่งมันกลับพูดขึ้นก่อน

“สวัสดีครับน้าสุเหรอครับ ผมจะโทรมาบอกว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของน้ามันกำลังมีผู้ชายมาจีบครับ หล่อมากครับ หล่อเหมือนพระเอกละครหลังข่าวเลย”ประโยคแรกที่ฟ่งเรียกชื่อแม่นั่นทำเอาผมแทบถล่าไปหาไอ้ตัวการ

“ไอ้ฟ่ง มึงมันโคตรนิสัยเสียเลย”  ผมที่พ่นด่ามันออกไปได้แต่ไอ้คนนั่งบนเก้าอี้กลับหัวเราะร่าอย่างไม่ทุกข์ร้อนใด ๆ แต่ยังไม่ทันได้คิดคำด่าออกไปอีกครั้ง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเสียก่อนนั่นทำให้ผมทำได้เพียงชี้นิ้วไปทางมัน

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”  ระหว่างนั้นผมจึงเดินเลี่ยงไปยังโต๊ะทำการบ้านซึ่งมีโทรศัพท์มือถือวางอยู่ แต่ชื่อปรากฏบนหน้าจอทำเอาผมต้องหันไปมองด้านหลังตนเอง ดูเหมือนไอ้สองงคนมันจะรู้ดีพอผมหันไปมองพวกมันก็รีบหันไปทำนั่นทำนี่เหมือนไม่มีอะไร แต่ผมอยากตะโกนดัง ๆ ว่าพวกมึงโคตรไม่เนียนกันเลยสักนิด ! 

“สวัสดีครับ”เพราะไม่อยากให้คนโทรต้องรอสายนานผมจึงกดรับสาย พร้อมเดินไปยังประตูอีกบานที่เป็นประตูไปยังระเบียงห้อง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายได้ยินเสียงหมาฟ่งเห่าหอนใส่อยู่ดี

“วู้~ ห่างกันยังไม่ถึง 20 นาที เขาก็โทรหากันแล้ว คนโสดสองคนตรงหน้ามันอิจฉาไม่ไหวแล้วครับ”  เนื่องจากกลัวคนในสายได้ยินผมจึงทำได้เพียงชี้นิ้วไปยังพวกมันสองคนพร้อมทำปากไร้เสียงว่าเงียบ ๆ หน่อย

“องศาได้ยินพี่หรือเปล่าครับ” ทันทีที่แนบโทรศัพท์เข้ากับใบหูตามเดิม เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูก็ดังขึ้นเช่นกัน

“ได้ยินครับ พอดีผมกำลังเปิดประตู”ระหว่างนั้นปลายสายดูเหมือนจะทำอะไรสักอย่างก่อนพี่เขาจะพูดขึ้นอีกครั้ง

“อ๋อครับ พี่จะโทรมาบอกว่าถึงห้องแล้วนะ”ระหว่างพี่เหนือพูดอยู่นั้น ผมจึงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเมื่อวานพร้อมหันหน้าไปทางประตูจะว่ากลัวพวกมันแอบฟังก็กลัว ถึงเรื่องส่วนตัวแบบนี้เราจะไม่ค่อยยุ่งเรื่องของกันก็เถอะแต่ไอ้ฟ่งมันไว้เจอไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมต้องกันไว้ดีกว่าแก้ แต่ขณะสายตามองผ่านบานเกร็ดหน้าต่างดูเหมือนวินมันจะกลับห้องไปอาบน้ำส่วนไอ้ฟ่งเดินไปหาเสื้อผ้าเพื่อจะไปอาบน้ำ นั่นจึงทำให้ผมหันมาโฟกัสกับคนในสายอีกครั้ง

“ครับ ขอบคุณเจ้าภาพวันนี้อีกครั้งนะครับ พี่หมดไปเยอะเลยให้พวกผมออกช่วยก็ไม่ยอม” อันที่ต่อให้มันจะคนล่ะ 259 แต่รวม ๆ กันมันเกินพันเลยก็ว่าได้ พี่เขาก็เป็นนักศึกษาเรื่องเงินก็คงยังต้องขอพ่อแม่เหมือนกัน แต่วันนี้วันเดียวหมดไปตั้งเยอะเงินจะถึงเดือนไหมก็ไม่รู้ 

“ก็พี่บอกเลี้ยงก็จะเลี้ยงไงครับ ไม่ต้องมาทำหน้าเสียงหง่อยเลยเรา เอาอย่างนี้ดีไหมไว้พี่จะให้พวกเราเลี้ยงพี่คืนบ้าง”พี่เหนือพูดปนหัวเราะ นั่นทำให้ผมต้องยิ้มกว้างไปตามด้วย

“งั้น...ไว้คราวหลังให้ผมได้เลี้ยงคืนบ้างนะครับ”ทั้ง ๆ มันเป็นประโยคแสนธรรมดาแต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณใบหน้า 

“ครับ... ตอนนี้ก็จะดึกแล้วเรานอนเถอะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ากัน เดี๋ยวพี่จะอาบน้ำแล้วเข้านอนเช่นกัน หลับฝันดีนะครับคนเก่ง”ประโยคสุดท้ายของคนในสายทำเอาผมต้องเม้มริมฝีปากแน่นกว่าเดิม ต่อให้ผมอาจไม่ใช่คนดีเท่าไรแต่ถ้าพี่บอกว่าคนดี ผมก็คงต้องเป็นคนดีจริง ๆ แล้วล่ะครับ...

“คะ ครับฝันดีเช่นกันนะพี่เหนือ”ทันทีที่ผมพูดจบก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ จากในสายก่อนผมจะเป็นฝ่ายขอวางสายก่อน เพราะนอกจากพรุ่งนี้พวกผมต้องตื่นแต่เช้าแล้วนั้น พวกพี่เหนือยิ่งต้องตื่นเช้ากว่าพวกผมอีก

 

               เนื่องจากเมื่อวานเราเข้านอนค่อนข้างเร็ว ทำให้วันนี้เราตื่นเช้าโดยไม่ค่อยง่วงกันสักเท่าไร อีกทั้งเราสามคนยังอยู่ในชุดเสื้อโปโลสีเลือดหมูของคณะพร้อมกางเกงยีนส์สีเข้มตามพี่ฝ่ายสันทนาการบอกทุกอย่าง ในส่วนช่วงเช้าจะเป็นการรับน้องเป็นคณะส่วนตอนเย็นจะเป็นการประกวดดาวเดือนของแต่ล่ะคณะเพื่อหาคนที่จะได้เป็นดาว - เดือนมหาวิทยาลัย ซึ่งกิจกรรมนี้จะจัดอยู่บริเวณลานกว้าง อีกทั้งจะมีการออกบูตร้านค้าต่าง ๆ ของพี่ชมรมต่าง ๆ และตามคณะ

 ซึ่งในส่วนนี้ผมอดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะเห็นไอ้ฟ่งมันบอกว่าในงานจะมีพี่ ๆ จากคณะเกษตรมาขายต้นไม้ขนาดเล็ก เช่น แคตตัส  ซึ่งราคาถูกแสนถูกสำหรับนักศึกษา และผมคิดว่าจะเจียดเงินค่าขนมที่แม่ให้ไปซื้อน้อง ๆ มาสัก 2 – 3 ต้น ด้วย อันที่จริงผมชอบปลูกต้นไม้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อยู่บ้านก็มีอยู่ 3 – 4 ต้น แต่มาเรียนไกลเลยต้องให้แม่เลี้ยงให้แทน ไว้นึกแล้วตอนเย็นต้องให้แม่ส่งรูปมาให้ดูดีกว่าว่าตอนนี้เด็ก ๆ โตขนาดไหนกันแล้ว

“เอาล่ะครับน้อง ๆ แยกกันเป็นภาคเลย เร็วด้วยนะครับยิ่งจัดแถวเร็วเราก็จะไปถึงหอประชุมเร็วและจะมีเวลาพักด้วย” พี่ตะวันพูดผ่านโทรโข่ง พร้อมในเวลาเดียวกันพวกเราต่างแยกย้ายกันไปตามภาคที่ตนเรียน

“เออพี่เขายังใจดีพาพวกเราขึ้นรถบัสไปหอประชุมเนาะ นี่ถ้าให้กูเดินไปหอประชุมเหมือนเดินมาหอหญิงนะมึง... กูแม่งจะแกล้งเป็นลมให้ดู อะหื้อเหงื่อกูออกจนจะกลบกลิ่นน้ำหอมละ” ฟ่งยืนอยู่ด้านหลังผมบ่นฟอดแฟดไปตามอารมณ์มัน ผมที่ทนฟังไม่ได้จนต้องหันไปมองมันอีกครั้ง

“มึงเอาอะไรมาพูดว่าน้ำหอมมึงมันถูกกลิ่นตัวกลบหมด กลิ่นน้ำหอมฟุ้งขนาดนี้ อีกอย่างหอหญิงมันก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้นนะกูว่า” หอหญิงมันไม่ไกลจากหอพวกผมสักเท่าไร เช้า ๆ แบบนี้อากาศเย็นสบายมมันจะมาเหงื่อออกไปไหน

“จริงครับ เรานึกว่าฟ่งอาบน้ำหอมแทนอาบน้ำซะอีก คริๆ”  วินยืนด้านหน้าผมยังอดป้องปากหัวเราะไม่ได้เลย อันที่จริงมันก็พอเข้าใจแหละว่าความชอบใครความชอบมัน แต่เพื่อนฟ่งกรุณาเห็นใจเพื่อนองศากับเพื่อนวินซึ่งยืนข้าง ๆ มึงตลอดเวลาบ้างก็ดี

“อ้าวพวกมึงไม่เคยได้ยินเหรอ ของผู้หญิงยังแต่งไปก่อนเดี๋ยวอ่อนเอง ของกูก็ฉีดไปก่อนเดี๋ยวหอมเองอันนี้ก็เผื่อไว้ถึงตอนบ่าย ๆ เลยนะเว้ย กูได้ยินมาว่างานนี้มันรวมทุกชั้นปีเลย ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการผูกข้อไม้ข้อมือ เพราะเขาจะให้พี่ ๆ รวมทั้งอาจารย์ในคณะผูกข้อมือให้ แถมเขาจะแจกด้ายให้เราอีกเส้นจะให้ใครผูกให้ก็ได้ ช่วงสุดท้ายก็มีอาหารให้กินเป็นกลุ่ม ๆ ” คนด้านหลังผมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น หน้าตามันโคตรจะดี้ด๊าไม่เหมือนตอนผมปลุกให้ไปอาบน้ำเลยสักนิด

“รู้ดีเนาะมึงเนี้ย” ผมพูดประชดออกไปเบา ๆ เพราะพี่เริ่มให้ขึ้นรถกันแล้ว

“โหเรื่องแบบนี้กูก็ต้องสอบถามพี่รหัสกูมาก่อนสิวะ จะได้ไม่ต้องเซอร์ไพร์มาก กูยิ่งเป็นคนขวัญอ่อนมึงก็รู้” ฟ่งมันพูดพลางยักคิ้วให้อีกหนึ่งที มันกวนจริง ๆ นั่นแหละ อยากฉีกสัญญาความเป็นเพื่อนกับมึงทิ้ง ๆ ไป แต่ก็ทำไม่ได้เพราะมันรู้ความลับผมทุกอย่างเลย

“องศาเนี้ยเราไม่สงสัยหรอกว่าจะให้ใครผูกแขนให้ เนาะฟ่งเนาะ”วินอยู่ด้านหน้าผมโค้งตัวเล็กน้อยเพื่อไปหาคนสมทบคำพูดตัวเอง 

“ใช่แล้วครับเพื่อนวิน ไอ้เราสองคนน่ะมันไม่มีใครน่าสนใจเหมือนองศามันหรอก กูว่านะไม่ได้มีแค่เพื่อนเราหรอกที่จองตัวเขาคนนั้นไว้ เขาก็จองตัวเพื่อนเราไว้เหมือนกันน่ะแหละ อย่ามาทำหน้าตาโมโหกลบเกลื่อนความเขินกับกูนะไอ้องศา เพราะมึงทำได้ตลกฉิบหาย” เพราะไม่มีอะไรแก้ตัวผมจึงทำได้เพียงกัดริมฝีปากกลั้นรอยยิ้มไว้แน่น กลัวว่าหากเผลอยิ้มไปตามมันล่ะก็คงได้มีเรื่องล้อไปเป็นอาทิตย์อย่างแน่นอน

               ถึงระยะทางจากหอพักมายังหอประชุมคณะจะไม่ไกลมาก นักศึกษาสามารถนำรถจักรยานยนต์มาเองได้ก็ตามแต่ทางฝ่ายจัดงานก็คงอยากให้เป็นระเบียบกัน เรามาถึงก็เห็นมีคณะอื่น ๆ มาด้วยแล้วแถมผมยังเห็นติวกำลังยืนพิงไหล่บูมหลับอยู่ด้วย เมื่อคืนก็เห็นว่าอยู่ซ้อมจนถึงเกือบเช้าเลย วันนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้ามาทำพิธีอีกไม่รู้เจ้าตัวได้นอนบ้างหรือเปล่า 

               พอนึกถึงเพื่อนใจมันพลอยนึกถึงร่างสูงของคนใจดีที่เลี้ยงชาบูเมื่อวานไปด้วย ขนาดพวกผมยังต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าอาบน้ำแต่งตัวให้ทันเวลาหกโมงครึ่งตามพี่ ๆ นัด แล้วอีกคนล่ะสภาพคงไม่ต่างจากติวเท่าไรนัก ระหว่างเดินเข้าไปด้านในหอประชุมคณะ สายตาผมก็พยายามมองหาพี่เหนือไปด้วยแต่เพราะวันนี้คนค่อนข้างเยอะมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถเจอพี่เขาได้ง่าย ๆ 

“เดี๋ยวพี่ให้เวลาน้อง ๆ กินข้าวเช้ากันก่อนนะคะ วันนี้อาจค่อนข้างเช้าเกินไปสำหรับมื้ออาหารแต่พยายามนะลูกเดี๋ยวจะเป็นลมเอา พี่ ๆ เป็นห่วง” ทันทีที่เรามาถึงหอประชุมพร้อมกับนั่งตามเก้าอี้กันเสร็จเรียบร้อยทุกคน หน้าที่ดูแลพวกเราจึงถูกสับเปลี่ยนเป็นพี่แป้งและพี่เอ็มมี่เหมือนเช่นทุกครั้ง ส่วนคนทั้งสองที่อยู่ในชุดช็อปของทางคณะนั้นทำให้ผมต้องมองรอบ ๆ อีกครั้งพี่ ๆ ก็เหมือนจะอยู่ในชุดนี้เช่นกัน

“ส่วนขยะให้เดินไปทิ้งกับพี่ ๆ ที่ยืนอยู่หัวแถวนะ พี่ ๆ มีเวลาให้เราครึ่งชั่วโมงในการรับประทานอาหาร เพราะเดี๋ยวเราจะต้องเริ่มพิธีการต่าง ๆ ด้วยกันอีกนะคะ” ระหว่างพี่แป้งพูดก็มีกล่องข้าวส่งต่อ ๆ กันมาเมนูเช้านี้เป็นอาหารสิ้นคิดของคนไทยอีกเช่นเคย นั่นก็คือกะเพราไก่ไข่ดาวอีกเช่นเคย อย่างพี่เอ็มมี่บอกต่อให้เราจะกล้ำกลืนฝืนทนกับอาหารตรงหน้านี้เท่าไหร่ เราก็ต้องกิน เพราะไม่รู้ว่าจะได้กินข้าวเที่ยงอีกครั้งตอนไหน ไอ้สองคนที่นั่งอยู่ขนาบข้างซ้าย – ขวาดูหน้าตาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นักโชคดียังมีน้ำให้อีกคนล่ะแก้ว

               หลังจากเรากินข้าวเช้าพร้อมเก็บกวาดขยะเรียบร้อยไม่ถึงสิบนาที ฝ่ายระเบียบก็มาทำหน้าที่แทนฝ่ายสันทนาการ และนั่นทำให้ผมได้เห็นพี่เหนือครั้งแรกของวันนี้ เพราะอยู่โซนกลางจึงทำให้ผมเห็นพี่เขาบ้างแต่เสียงทุ้มต่ำของฝ่ายระเบียบทุกคนพูดขึ้นพร้อมกันว่าเราจะซ้อมกันอีกรอบนั่นแทบทำเอาเสียงทุกเสียงในหอประชุมต้องหยุดชงักลง

               เราซ้อมกันอีกรอบพร้อมพี่ ๆ นัดแนะอะไรอีกเล็กน้อย ไม่นานเสียงหอประชุมก็เงียบลงพร้อมอาจารย์ทุกท่านเริ่มเดินเข้ามาด้านในหอประชุม โดยรั้งท้ายจะเป็นป้ายภาควิชาต่าง ๆ หลังท่านคณบดีคณะกล่าวเปิดงานพร้อมพูดเกี่ยวกับการเรียนของที่นี่เรียบร้อย ก็เป็นฝ่ายเราที่ทำทุกอย่างที่ได้ซ้อมกันมา ทั้งบูมมหาลัยฯ บูมวิศวะถูกร้องด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พิธีผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อถึงพิธีการมอบเกียรติบัตรให้นักศึกษาเรียนดีของภาควิชาต่าง ๆ ก็ทำให้ผมยิ้มกว้างอีกครั้งเมื่อมีชื่อของใครคนนึงด้วย

“พี่เหนือขององศานี่เรียนเก่งจัง” เสียงคนนั่งข้างกันกระซิบเบา ๆ นั่นยิ่งทำให้ผมยิ้มกว้างกว่าเดิม นั่นสินะไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด

“อื้ม... สมัยเรียนมัธยมที่เขาได้เกียรติบัตรประจำเลย กูยังอิจฉาพี่เขาไม่รู้ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่ให้กินอะไรเข้าไป” ผมหันไปพูดกับวินอีกครั้ง เพราะเราต่างมองไปยังพี่ ๆ ด้านบนเวทีที่ยืนเรียงแถวกันอยู่

“อย่างนี้เพื่อนองศาของกูก็คงมีคนติวพิเศษให้แล้วอ่ะดิ่ อย่าลืมพวกกูนะครับเพื่อน” ฟ่งที่โน้มศีรษะเข้ามาซบบนไหล่ผมพร้อมถูไถไปมา 

“ติวพิศง พิเศษอะไรเล่า! เขาก็ต้องเรียนกูก็ต้องเรียนเวลามันจะตรงกันได้ไง เดี๋ยวกูพาไปติวใต้หอเอาก็ได้ง่ายดี” ต่อให้เกรดเฉลี่ยของพี่เหนือที่ได้ยินมันจะสูงแค่ไหน ผมก็ไม่กล้าจะไปขอให้พี่เขามาติวให้ได้หรอก ไม่รู้จะว่างหรือเปล่าอีกอย่างที่นี่มีติวใต้หอฟรี ๆ ซึ่งจัดโดยพี่ ๆ ที่มีเกรดในวิชานั้นสูงมากมาสอนน้อง มีทั้งป.ตรี ป.โท สำหรับผมแค่นี้ก็คงน่าจะเพียงพอแล้ว ใครจะไปกล้าไปขอให้พี่เหนือมาติวให้กัน สติผมคงไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวหรอกถ้าจะต้องมานั่งเรียนกับคนที่เราแอบชอบ 

“วู้ ~ กูแค่ถามเฉย ๆ ไม่ต้องมาทำจมูกแดงใส่ก็ได้มั้งคนเราน่ะ เขินง่ายนะเราเดี๋ยวนี้” ไอ้ฟ่งมันพูดขึ้นพร้อมบิดปลายจมูกผมเล่นไปมานั่นทำให้ผมต้องทุบหลังมันไปอึกนึง แต่ไม่ทันฟ่งมันจะได้โวยวายอะไรพี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เดินเข้ามาบอกให้เบา ๆ เสียก่อนทำให้เราต้องเงียบเสียงกันไป พิธีการดำเนินไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วงผูกข้อมือ เนื่องจากนักศึกษาค่อนข้างเยอะทำให้ไม่สามารถให้อาจารย์ผูกข้อมือได้ทุกคน จึงต้องแบ่งให้พี่ ๆ ผูกให้ด้วย โดยจะแจกให้อีกคนละเส้นเหมือนฟ่งมันพูดไว้ 

“ยืนมองอยู่แบบนี้ พี่เขาจะรู้ไหมเดินเข้าไปเลยมึงกลัวไรวะ” เสียงดังขึ้นข้างตัวทำให้ผมต้องหันไปมองฟ่งที่เดินมายืนข้างกันตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ก่อนจะตามด้วยวินที่เพิ่งเดินออกมาจากการให้พี่ผู้หญิงคนนึงผูกข้อมือให้ 

“กู... กูไม่กล้า” ผมพูดออกไปตามความรู้สึกพร้อมก้มมองด้ายสายสิญจน์ในมือตนเองไปด้วย ก่อนจะเงยหน้ามองร่างสูงที่ยืนอยู่มุมหอประชุมอีกครั้ง ร่างสูงคุ้นตากำลังผูกข้อมือให้เพื่อนรุ่นเดียวกับผมทั้งหญิงและชาย ใบหน้านิ่งขึมตลอดการรับน้องตอนนี้กลับแปลเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง พี่เหนือของใคร ๆ กลับมาแล้วสินะ....

“มาครับเดี๋ยวเราพาไปต่อแถวเอง คิดอะไรมากคนไปต่อแถวให้พี่เหนือผูกข้อมือให้กันตั้งเยอะ องศาไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะรู้หรอกว่าองศาน่ะชอบพี่เหนือ คริ ๆ” ประโยคสุดท้ายของคนยืนข้างกันทำให้ผมแทบปิดปากมันแทบไม่ทัน แต่ก็ยังไม่วายมีคนมาปกป้องวินจนได้ 

“อย่ามาเขินแล้วทำร้ายร่างกายเพื่อนนะไอ้องศาจะไปไม่ไปหาพี่เหนือมึงอ่ะ ถ้าไม่ไปพวกกูสองคนจะได้ไปกันเนาะวิน” ฟ่งหันไปพูดพร้อมยิ้มกว้างกับวินมันไม่พอ ไอ้สองคนก็มีท่าทีจะเดินไปทิศพี่เหนือยืนอยู่จริง ๆ 

“ปะ ไปก็ได้ กูให้พี่เหนือผูกข้อมือให้ก็ได้!” ผมหลับหูหลับตาพูดออกไปอย่างรวดเร็ว ชั่ววินาทีเดียวกันนั้นไอ้สองคนกลับพาดแขนลงบนไหล่ผมพร้อมเดินไปข้างหน้าคล้ายพวกมันรู้ว่าผมไม่มีทางเดินไปเองอย่างแน่นอน

“ดีมาก ๆ มันต้องอย่างนี้สิวะถึงจะสมเป็นเพื่อนกู” ฟ่งมันพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี ระหว่างทางก็มีทั้งผู้หญิงผู้ชายต่างต่อแถวให้พี่ ๆ ฝ่ายสันทนาการผูกข้อมือให้พี่ระเบียบบ้าง บางคนก็กลับไปนั่งเก้าอี้ตามเดิมแล้ว บริเวณพี่เหนือจำนวนคนเริ่มน้อยลงแล้วนั้นทำให้ผมถึงกลับยิ้มกว้างออกมาแต่ยิ้มได้ไม่นานก็ต้องหุบยิ้มลงช้า ๆ ทั้ง ๆ เดินผ่านอีกแค่ไม่กี่คนเราก็จะเดินถึงพี่เหนืออยู่แล้วแต่อยู่ ๆ กลับมีกลุ่มรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งเดินตัดหน้าพวกผมไปเสียก่อนพร้อมกลับเจ้าตัวหยุดลงตรงหน้าพี่เหนือ มันช่างเป็นจังหวะเหมาะเจาะคนต่อคิวหมดพอดีและกลุ่มคนเพิ่งเดินเข้าไปใหม่นั้นเป็นกลุ่มของพวกพี่หญิง...

               ทั้ง ๆ ใจมันพร่ำบอกอย่าคิดมากแต่ดูเหมือนขาผมมันไม่มีเรี่ยวแรงก้าวเดินเสียด้วยซ้ำ ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปมาด้านหน้าก็ไม่สามารถดึงความสนใจไปจากกลุ่มคนตรงหน้าได้เลย ดูเหมือนเพื่อนทั้งสองคนของผมมันไม่ได้ดึงดันให้ก้าวต่อแต่อย่างใด เราทำแค่มองไปข้างหน้านิ่ง ๆ โดยไม่ได้เอ่ยอะไรกันออกมาสักคำ

               ภาพตรงหน้าซึ่งมีผู้หญิงตัวเล็กสุดของกลุ่มก้าวเดินไปหยุดหน้าพี่เหนือพร้อมเจ้าตัวยื่นด้วยสายสีขาวให้คนตรงหน้าทั้งท่าทีเขินอาย ส่วนร่างสูงของคนตรงข้ามรับไปเจ้าตัวส่งยิ้มให้ร่างเล็กตรงหน้าตนเองพร้อมก้มหน้าผูกด้ายบนข้อมือเล็ก คนรอบข้างหลายสิบคนต่างมองมาด้วยความสงสัยที่ปีอื่นยกเว้นปีหนึ่งให้พี่ว๊ากผูกข้อมือให้บ้าง บางคนก็มองยิ้ม ๆ เหมือนกำลังคิดอะไรมากเกินกว่านั้น

“บางครั้งเรื่องแบบนี้... ไม่แข่งมันก็ไม่ได้นะครับ” หลังจากเราเงียบกันมานานวินเป็นฝ่ายพูดเบาๆทำลายความเงียบนี้

“มึงจะเอาไง” ฟ่งถามขึ้นมาเหมือนรอฟังผมอีกที ระหว่างผมกำลังคิดว่าจะเดินเข้าไปหาพี่เขา แต่อยู่ ๆ พี่หญิงกลับยื่นถุงสีน้ำตาลขนาดกลางให้คนตรงหน้า สีหน้าของคนให้แดงระรื่อแทบทันทีเมื่ออีกฝ่ายรับไป ยังไม่ทันที่ผมจะได้ก้าวเดินต่อเสียงประกาศจากด้านบนเวทีให้กลับที่กันได้แล้ว เนื่องจากเราต้องรับประทานอาหารร่วมกันอีกนั่นเป็นจังหวะเดียวกับพี่เหนือถูกเพื่อนดึงไปคุยด้วย ผมจึงได้แต่ตัดใจเดินกลับไปนั่งที่ตนเองตามเดิน 

               หลังจากคณบดีกล่าวปิดงานพวกเราจึงต้องช่วยกันเก็บเก้าอี้ไปซ้อนไว้ตรงมุมห้องหอประชุม พร้อมแบ่งกลุ่มนั่งหกคนนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน เนื่องจากเลยอาหารกลางวันมาแล้วค่อนข้างนานทำให้ต่างคนต่างกินเพื่อนอีกสามคนก็เป็นคนในภาคเดียวกันทั้งนั้นจึงไม่ค่อยเขินอายกันสักเท่าไร

“เราให้ถือว่าปลอบใจ กินเยอะ ๆ” น่องไก่ทอดชิ้นนึงถูกวางลงบนจานข้าว คนนั่งข้างกันยิ้มกว้างมาให้นั่นทำให้ผมต้องยิ้มตอบกลับเป็นการขอบคุณวินมันไปด้วย แต่ไม่วายฟ่งยังตักน้ำพริกร้อนมาใส่ให้อีกคน 

“เฮ้ย! กูไม่ได้เป็นอะไรเลยจริง ๆ นะเว้ย” แค่ตอนนี้กูกำลังคิดว่าจะเจอพี่เหนือได้อีกตอนไหน ถ้าผ่านวันนนี้ไปโอกาสจะได้เจอพี่ปีสูงก็คงน้อยลงไปด้วย พอยิ่งคิดยิ่งทำให้จังหวะการกินข้าวช้าไปด้วย

“ไม่เป็นเชี่ยไรล่ะ มึงดูดิพวกกูนั่งกินกันจนเพิ่มข้าวๆไปแล้วตั้งรอบนึงมึงเพิ่งใกล้หมด โคตรไม่ใช่ไอ้องศาเลยวะ” ฟ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมชี้มาทางจานข้าวผมกับของมันสลับกันไปมา

“โอ้โหไอ้ฟ่งมึงว่ากูกินจุเหรอหะ! บอกมา กูให้โอกาสมึงพูดใหม่” จังหวะเดียวกันนั้นผมที่พุ่งไปบีบแก้มมันจนแก้มบีบเข้าหากัน กรรมการอย่างไอ้วินก็รีบวางช้อนกินข้าวแทบไม่ทันมานั่งตีมือผมแปะๆให้หยุดเล่นกัน ส่วนอีกสามคนก็เป็นผู้ชมที่ดีโดยการนั่งขำจนแทบสลักข้าว เออดีชุลมุนวุ่นวายดีกับกลุ่มพวกผม แต่ระหว่างผมพวกกำลังแกล้งกันอยู่นั้น เสียงเรียกชื่อผมกลับดังขึ้น

“น้ององศาครับ” เสียงดังขึ้นทางด้านหลังทำให้ผมต้องปล่อยมือจากแก้มฟ่งรีบหันไปมองเพราะดูจากสรรพนามคงเป็นรุ่นพี่ แต่ภาพตรงหน้าทำเอาผมถึงกลับเม้มริมฝีปากแน่นเพราะเป็นกลุ่มพี่ระเบียบ2 – 3 คน พี่สองคนส่งยิ้มมาให้แต่อีกคนผมต้องเพ่งสายตามองดี ๆ ว่าเป็นใครเนื่องจากเจ้าตัวยืนพิงไหล่เพื่อนพร้อมหันหน้าไปทางด้านหลัง

“ไอ้เชี่ยเหนือมึงก็หันไปคุยเองดิ่” พี่คนถูกพิงหันไปบอกคนที่ไม่ได้มองมาทางพวกผม นั่นทำให้ใจผมเต้นแรงมากกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าอีกคนคือใคร 

“เออไม่พูดพวกกูกลับแล้วนะ คนแม่งมองมาโคตรเยอะมึงรีบ ๆ ดิ” พี่อีกคนกระซิบกับพี่เหนืออีกครั้ง แต่พี่ ๆ จะรู้ไหมว่าทุกประโยคผมได้ยินหมดเลย เมื่ออีกฝ่ายไม่พูดอะไรผมก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกไปเช่นกัน แต่รออยู่ไม่นานพี่เขาหันกลับมาพร้อมปลายจมูกขึ้นสีแดงจาง ๆ  เราสบตากันนิดหน่อยชั่ววินาทีเดียวก่อนร่างสูงค่อย ๆ ย่อตัวลงให้อยู่ระดับเดียวกัน

“พี่เอ่อ.. พี่จะมาผูกแขนให้เรา” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเบา ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้ผมยิ้มกว้างออกมา เมื่อเห็นมือใหญ่ของคนตรงหน้ายื่นด้ายสีขาวมาให้ดู เมื่อเห็นดังนั้นผมจึงหยิบอีกเส้นซึ่งอยู่ในกระเป๋าออกมาด้วย นึกว่าจะได้เอาทิ้งซะอีก.....

“ผมก็ว่าจะให้พี่ผูกให้เหมือนกันครับ” เสียงเปล่งออกไปมันทั้งแผ่วเบาทั้งสั่นจนผมกลัวว่าพี่เหนือจะไม่ได้ยินมัน เนื่องจากเสียงเพลงที่เปิดอยู่ด้วย แต่ชั่ววินาทีเดียวกันมือของคนตรงหน้ากลับเอื้อมมาหยิบด้ายสีขาวบนมือผมไป เจ้าตัวมัดด้ายสายสิญจน์ของผมรวมกับของตนเอง พร้อมพันจนมันกลายเป็นเส้นเดียวกัน เมื่อเห็นดังนั้นผมจึงยื่นข้อมือด้านไม่มีด้ายผูกแขนไปให้ เรามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนคนตรงหน้าจะก้มไปผูกข้อมือให้ เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นให้รู้สึกอุ่นซ่ายไปทั้งหัวใจ

“พี่ขอต้อนรับเราเป็นพี่น้องร่วมสถาบัน ร่วมคณะกันอีกครั้งนะ ตลอดระยะเวลา 4 ปีต่อจากนี้ไปขอให้ทุกอย่างราบรื่น ขอให้พบเจอแต่มิตรภาพที่ดีต่อจากนี้ มีอะไรปรึกษาพี่ได้ตลอดนะ พี่เหนือคนนี้ก็ยังเป็นคนเดิมตลอดมา” ประโยคสุดท้ายนั่นผมไม่รู้ว่าพี่เขาหมายถึงอะไร เราเพียงมองหน้ากันนิ่ง ๆ ชั่ววินาทีเดียวกันที่มือหนาของคนตรงหน้าวางลงบนศีรษะผมพร้อมลูบไปมา

               การกระทำนั่นทำเอาผมแทบไปไม่เป็น สายตานับสิบคู่รอบข้างก็เริ่มมองมาเช่นกันนั่นทำให้เจ้าตัวเหมือนรู้สึกตัว รีบผละมือออกพร้อมหันไปพูดกับไอ้ฟ่งที่นั่งอ้าปากค้างไม่ต่างจากผมเท่าไรนัก

“เอ่อ.... พวกเราจะให้พี่ผูกให้ไหมพอดีด้ายมันเหลือแค่เส้นเดียว เดี๋ยวพี่ถามเพื่อนพี่ให้” พี่เหนือพูดขึ้นพร้อมล้วงเข้าไปยังกระเป๋าเสื้อตนเอง มือไม้ที่ดูเหมือนจะเกะกะไปซะหมดนั่นทำเอาผมแทบกลั้นยยิ้มไม่อยู่

“เขินแล้วอย่าลนครับไอ้พี่เหนือ” น้ำเสียงนิ่ง ๆ ของเพื่อนพี่เหนือนั่นทำให้เราหันมามองหน้ากันอีกครั้งก่อนจะรีบผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ผมที่เอาแต่ก้มมองด้ายบนข้อมือตนเองไม่รู้ฟ่งมันพูดอะไรออกไปบ้าง แต่ระหว่างนั้นกลับมีพี่ผู้หญิงเข้ามาพูดอะไรสักอย่างว่าอาจารย์ต้องการเจอพี่เหนือทำให้เราไม่ได้พูดอะไรกันต่อจากนั้น

               เราหันกลับไปกินอาหารกันตามเดิม ตอนแรกผมแอบกังวลเหมือนกันว่าเพื่อนอีกสามคนมันจะรู้สึกอะไรหรือเปล่าที่เห็นภาพเมื่อสักครู่ไป สำหรับคนรอบนอกมันอาจไม่ค่อยเห็นภาพเพราะมีทั้งเพื่อนพี่เหนือบังไว้ทั้งฟ่งกับวินด้วย แต่อีกสามคนซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกันย่อมต้องได้ยินทั้งท่าทางทั้งคำพูด อีกทั้งผมไม่รู้ว่าตอนนั้นได้แสดงกิริยาท่าทางอะไรออกไปบ้าง แต่ดูจากสีหน้าล้อเลียนนั่นทำเอาผมจากกังวลกลับยิ่งรู้สึกเขินไปมากกว่าเดิม

               กิจกรรมช่วงเย็นซึ่งเป็นการประกวดเพื่อคัดเลือกดาวเดือนซึ่งกิจกรรมนี้นักศึกษาทุกชั้นปีสามารถเข้าร่วมได้ โดยไม่มีการบังคับ โชคดีที่เรากลับมาจากกิจกรรมคณะเร็วกว่ากำหนดเล็กน้อยจึงได้มีเวลาพักผ่อนบ้างอีกทั้งต้องเก็บพลังงานไว้เชียร์ติวมันด้วย เห็นมันบอกในแชทกลุ่มว่าไม่ต้องซื้อดอกไม้อะไรไปให้มันหรอกเปลืองเงินเปล่า ๆ แค่พวกผมทั้งหมดไปยืนเสนอหน้าใกล้ ๆ เวทีให้กำลังใจมันก็เกินพอแล้ว

 แต่เพื่อนประกวดทั้งทีใครเล่าจะไม่ให้รางวัลบ้าง เพราฉะนั้นพวกผมทั้งสี่คนจึงลงขันกันวางเงินคนละหนึ่งร้อยซื้อดอกไม้ไปให้มันสักช่อหนึ่งแล้วกัน แถมเงินนี้ก็ไม่ได้เบียดเบียนเงินส่วนอื่นด้วย เงินในส่วนนี้มาจากค่าขนมวันนี้ที่พวกผมยังไม่ได้ใช้เลย อุสาห์คิดข้ออ้างมาแล้วติวมันจะได้ไม่ต้องมาหาเรื่องบ่นพวกผมได้

“เออมึงจะไปรอพวกกูที่ไหน อ้าวเหรอเออ ๆ เนี้ยกำลังแต่งตัวอยู่ มึงก็ให้ไอ้บูมมาอยู่เป็นเพื่อนก่อน ดีงั้นแปบเดียวสัสอย่าเร่งเดี๋ยวกูไม่หล่อ! แค่นี้นะ” ผมซึ่งกำลังใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดผมอยู่หน้าพัดลมอยู่นั้นจำต้องหันไปมองตามไอ้ฟ่งที่เพิ่งวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ พร้อมมันรีบประโคมครีมลงบนใบหน้า

“ดิวว่าไงบ้าง”  คนถูกถามหันมามองหน้าผมเล็กน้อยก่อนมันจะหันกลับไปทาครีมต่อ

“มันมาอยู่หน้าหอแล้ว นี่บูมมันก็ไปอยู่เป็นเพื่อนแล้ว” ฟ่งมันพูดจบก็เป็นจังหวะเดียวกับประตูห้องถูกเปิดออกจากคนด้านนอก แต่พวกผมก็ไม่ต้องมองให้ยากว่าเป็นใครเข้ามา

“ฟ่งหล่อแล้ว” วินมันพูดขึ้นยิ้มระหว่างมานั่งลงบนเตียงนอน พอเพื่อนพูดอย่างนั้นออกไปไอ้คนยืนหน้ากระจกตัวเองหน้าตามันดูพออกพอใจเป็นอย่างมาก

“วันนี้น้องวินอยากกินอะไรบอกพี่ฟ่งคนนี้ได้เลยครับ พี่มีงบให้ 10 บาท” ทั้งผมและวินแทบหัวเราะร่าเมื่อได้ยินถึงจำนวนเงิน 

“10 บาทก็ได้ไอติมโบราณตั้งสองแท่งแหนะ เราเห็นพี่ ๆ ลงโปรโมตในกลุ่มคณะไว้เราไปลองกินกัน” คนนั่งบนเตียงพูดขึ้นอย่างร่าเริง ก่อนไอ้ฟ่งมันจะพูดว่าถ้าไอ้ติวมันได้สักรางวัลจะเลี้ยงคนละไม้เลย สิบบาท ยี่สิบบาทน่ะพอเลี้ยงได้แต่เกินกว่านี้มันคงเกินงบวันนี้ไปแล้ว 

               เราไม่ได้พูดอะไรกันเกินกว่านี้เนื่องจากต้องรีบลงไปหาดิวและบูม ลานกิจกรรมจัดงานอยู่ห่างจากหอพักพอสมควรและช่วงกลางคืนไม่มีรถเมล์มอให้ขึ้น พวกเราจึงต้องนำรถจักรยานยนต์ไปเองและเป็นเรื่องปกติที่คนไม่มีรถแบบผมจะมีตัวเลือกเยอะว่าจะนั่งกับใคร สุดท้ายก็ต้องเลือกนั่งรถกับวินแทนเพราะเส้นตัดจากหน้าหอไปยังสนามมีช่วงหนึ่งค่อนข้างมืดวินมันขี้กลัวด้วยมีเพื่อนซ้อนท้ายด้วยก็ยังดี

               พวกเรามาถึงงานก็รีบไปซื้อดอกกุหลาบด้านหน้างานทันทีเพราะคนก็ต่อคิวซื้อค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เห็นคนอื่นมาเป็นช่อสวยงามได้แต่ก้มมองกุหลาบช้ำ ๆ ในมือตนเองไปด้วย สุดท้ายเพื่อความสวยงามจึงให้แม่ค้าผูกเชือกกล้วยง่อย ๆ ไปอีกหนึ่งทบความสวยงามเพิ่มขึ้นมาอีกศูนย์จุดห้าเปอร์เซ็นต์ แค่ไอ้ติวมันเห็นพวกผมซื้อดอกไม้ไปให้น้ำตามันก็แทบไหลเป็นทางแล้วมันไม่ค่อยสนใจเรื่องความสวยงามเท่าไหร่หรอกมั้ง

“ฮื่อ วันนี้ติวหล่อโคตร ๆ เลย” วินพูดขึ้นทันทีเมื่อเราเบียดผู้คนเข้ามายืนใกล้เวทีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไอ้ตัวมันหล่อจริง ๆ นั่นแหละนี่ก็คงถูกพี่เขาทำทรงผมให้ใหม่เปิดหน้า ดูเป็นติวคนใหม่จริง ๆ นั่นแหละนะ

“เชี่ย! อย่างหล่อกูแทบจำเพื่อนตัวเองไม่ได้เลย” บูมมันพูดขึ้นยิ้ม ๆ พร้อมมองไปยังคนที่ยืนยิ้มอยู่บนเวที ดูเหมือนเราจะมาทันช่วงตัวแทนสถาปัตย์เดินโชว์ตัวพอดี  ยืนดูกิจกรรมไปเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าจบในส่วนตรงนี้แล้วค่อยไปเดินดูร้านรอบ ๆ แทน เนื่องจากกิจกรรมในส่วนนี้หลังจบการประกวดจะเป็นมินิคอนเสิร์ตจากพี่ ๆ กว่างานจะจบก็คงเกือบ ๆ เที่ยงคืนพอดี

               กิจกรรมดำเนินไปเรื่อย ๆ มีช่วงมอบดอกไม้ ดูติวมันจะตกใจพอสมควรที่พวกผมหอบดอกกุหลาบไปให้มันถึงหน้าเวที แต่เห็นอย่างนี้มันก็ได้กุหลาบจากคนอื่นมาอีกไม่น้อยเช่น ผลสุดท้ายติวก็ได้รางวัลขวัญใจช่างภาพพร้อมเพื่อนผู้หญิงคณะเดียวกัน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วกว่ากำหนดการเล็กน้อยเนื่องจากเหมือนฝนจะตกนั่นทำให้เรามีเวลาหาอะไรกินเร็วกว่าเดิมค่อนข้างมากกว่าเดอมพอสมควร

“ไป ๆ วันนี้ไอ้ติวมันได้รางวัลมา ตามสัญญาที่กูเคยพูดไว้ไหนวินร้านไอติมโบราณมึงอยู่ตรงไหน” ฟ่งมันพูดขึ้นระหว่างเดินไปคล้องคอวินมากอดไว้แน่น ก่อนคนถูกถามจะชี้ ๆ ไปทางหนึ่ง

“เราเห็นแวบ ๆ ตอนเดินเข้ามาอยู่ทางนั้น” วินพูดจบพร้อมคนไม่รู้อะไรแต่ถูกโยงเข้าไปในบทสนทนานั้นต้องถามขึ้นด้วยสีหน้างุนงง

“อะไร ๆ กูไปเกี่ยวอะไรด้วย” ติวมันถามขึ้นระหว่างนั้นเดินไปขนาบข้างอีกข้างด้วยอีกคน

“ฟ่งบอกว่าถ้าติวได้รางวัลอะไรสักอย่างจะเลี้ยงไอติมคนละแท่งครับ” วินพูดขึ้นเสียงร่าก่อนไม่นานเราจะเดินมาถึงร้านพอดี

“มีรสอะไรบ้างครับพี่” วินถามขึ้นด้วยความสนใจเพราะคนด้านหลังเราค่อนข้างมากเช่นกัน 

“ตอนนี้เหลือแค่รสโค๊กเลยที่เป็นไอติมแล้ว ส่วนรสอื่นต้องรอเลยค่ะ” พี่คนขายพูดยิ้ม ๆ ก่อนวินจะหันมาทางพวกผมเชิงถามว่าจะเอายังไงเพราะข้างหลังคนเยอะทำให้พวกเราตัดสินใจเอารสนั้นไปเลย หลังได้ของและเอ่ยขอบคุณเจ้าภาพไปแล้วนั้นพวกเราจึงเดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้น

“จะไปไหนอีกวะ ติวมึงได้กินอะไรยัง” ดิวถามขึ้นพร้อมท้ายประโยคหันไปถามติวซึ่งดูจากสีหน้าก็คงเหนื่อยพอสมควร

“ยังเลยได้กินไปช่วงเที่ยง ลูกชิ้นปิ้งร้านนั้นก็ได้”  ติวมันพูดขึ้นพร้อมชี้ไปยังร้านลูกชิ้นปิ้งซึ่งอยู่ข้างร้านแคคตัสผมพอดีนั่นทำให้ผมแทบจะตอบตกลงทันที หาตั้งนานที่แท้มาอยู่ตรงนี้นี่เอง

“แหม่ม... ยิ้มกว้างเลยนะมึง” บูมมันพูดแขวะขึ้นเบา ๆ เมื่อเรามาหยุดยืนอยู่หน้าร้านลูกชิ้นแต่พูดเอาแต่มองไปยังร้านขายต้นไม้ แต่เพราะความหิวมันก็มีเช่นกันเราซื้อของกินเสร็จค่อยไปดูต้นไม้ต่อก็ไม่เสียหายอะไร

“เออใจกูไปร้านนั้นแล้ว” ผมเอ่ยกับคนยืนข้างกันเบา ๆ ต้นไม้มันเยอะมากจริง ๆมีแต่ต้นสวย ๆ เลยแต่คนก็เยอะเช่นกัน หลังจากเราต่อคิวซื้อลูกชิ้นปิ้งเรียบร้อยผมก็แทบตรงไปยังร้านขายต้นไม้ทันที

“เลือก ๆ เลยนะน้องราคาสุดพิเศษแถวนี้ต้นละ15 บาทไปเลย ส่วนฝั่งนี้20 บาท เงินเป็นคนร้อนต้องรีบใช้จ่าย”พี่ผมยาวพูดขึ้นระหว่างขายของไปด้วย กลุ่มผมที่แยกย้ายกันดูราคามันถูกกว่าข้างนอกแถมต้นไม้ก็มีแต่สวย ๆ ต้นอยู่บ้านผมซื้อมาตั้งต้นละ35บาท ตอนนั้นแทบกลั้นใจซื้อเลยแถวบ้านนาน ๆ จะมีมาขายทีจะไปสวนมันก็อยู่ตั้งในเมืองค่ารถแพงกว่าค่าต้นไม้อีก

“องศาต้นนี้น่ารักมาก เหมือนหูกระต่ายเลย” วินโชว์กระถางต้นไม้ขึ้นให้ดูรอยยิ้มกว้างของคนพูดทำให้ผมต้องยิ้มตามไปด้วย

“เขาเรียกต้นหูกระต่ายนั่นแหละ” ผมเอ่ยยิ้ม ๆ ชั่ววินาทีเดียวกับคนตรงหน้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจพร้อมพูดขึ้นอีกครั้งด้วยความตื่นเต้น

“องศารู้จักต้นนี้เหรอ มันจะโตแค่ไหนเหรอจะมีดอกไหม” คำถามร่ายยาวของเจ้าตัวทำเอาผมหัวเราะออกมาเบาๆ

“รู้จักดิ่นี่ก็ว่าจะซื้อสักต้นเหมือนกัน มันโตตามกระถางไม่อยากให้มันโตกว่านี้มากก็ไม่ต้องเปลี่ยนกระถางก็ได้ ส่วนดอกต้นนี้มีนะแต่น่าจะหลายปีเลย ถ้าอยากเลี้ยงให้มีดอกเร็ว ๆ แนะนำต้นอื่นดีกว่า” คนตรงหน้าพยักหน้าเข้าใจ

“เราเอาต้นนี้แหละต้นนึงเพราะมันน่ารักมากเลย ต้นนี้ใช่ไหมที่องศาบอกว่ามีดอกเร็ว” วินชี้ไปยังกระถางต้นไม้ที่ผมบอก

“ใช่ ๆ ทั้งแถวนี้เลยมีดอก แต่ฝั่งนู้นกูไม่ค่อยรู้เท่าไรลองถามพี่ดูนะ” ผมเพยิดหน้าไปยังต้นไม้อีกฝั่งวินพยักหน้าก่อนจะหันไปสนใจต้นไม้ตรงหน้าอีกครั้ง ส่วนอีกสามคนมันก็เหมือนจะได้ต้นไม้คนละกระถางแล้วเช่นกัน แต่ระหว่างกำลังเลือก ๆ  ต้นไม้อยู่นั้นพี่คนขายกับพูดขึ้น

“น้องเอาถาดใส่ไหม” ผมหันมองไปยังต้นไม้ของพวกผมห้าคนเกือบ ๆ สิบต้นได้มั้ง เมื่อเห้นดังนั้นผมจึงหันไปพูดกับพี่ที่ถาม แต่จังหวะเงยหน้าขึ้นไปรับถาดใส่ต้นไม้ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นพี่ที่ผมเพิ่งเจอไปเมื่อช่วงเที่ยง มือที่กำลังเอื้อมไปหยิบถาดถึงกับหยุดชะงักพี่เขาก็เหมือนจะตกใจเช่น

“เอาแล้ว ๆ กูว่าแล้ว เอ่อน้องเดี๋ยวให้คนฝั่งนู้นก่อนแล้วกันคนมันเยอะ” อยู่ ๆ พี่เขากลับดึงมือคืนพร้อมเดินไปอีกฝั่งทันทีแต่เสียงพูดขึ้นหลังจากนั้นแทบทำให้จังหวะการจับต้นไม้ของผมแทบหยุดชะงักไปตามเช่นกัน

“คนด้านหลังเอาถาดมาให้ลูกค้าหน่อย ฟังชัด ๆ นะกูเน้นคนชื่อเหนือ คนอื่นไม่ชื่อนี้ไม่ต้องมาเสือกอยากขยันทำงานตอนนี้ กูบอกเลยนาทีทองนะครับพี่เหนือ นาทีทองมึงไม่มามึงพลาด” เสียงเรียกชื่อนั่นทำเอาเพื่อนทั้งสี่คนเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาล้อเลียนแต่มันก็ไม่ได้พูดอะไรกันต่อจากนั้นอาจเพราะคนเยอะด้วย

“ทำไมต้องชื่อกู มึงทำเองไม่ได้เลยหรือไงขาดกูแล้วมันจะขาดใจ?” เสียงทุ้มต่ำแต่ติดกวน ๆ นั่นทำเอาผมแทบกลั้นขำไม่อยู่

“แล้วมึงจะต้องขอบใจกูเพื่อน เอาถาดไปให้ฝั่งนู้นดิอย่ามาทำหงุดหงิดใส่กูเพราะหาน้องเขาไม่เจอ!” เสียงเถียงกันเล็กน้อยไม่นานเสียงเรียกชื่อผมก็ดังขึ้นเบา ๆ 

“องศา”  ผมเงยหน้าไปตามเสียงเรียกชื่อตนเองในเวลาเดียวกันที่สายตาปะทะเข้ากับร่างสูงคุ้นตา

“เอ่อ... พี่มาช่วยเพื่อขายของเหรอครับ” ผมถามขึ้นเบา ๆ ระหว่างนั้นวินก็ยื่นมือไปรับถาดใส่ต้นไม้พร้อมจับกระถางที่เราเลือกไว้ใส่ในถาดก่อนเจ้าตัวจะรีบถือไปหาเพื่อนที่อยู่อีกฝั่งทันที

“ใช่ครับ เราชอบต้นไม้ด้วยเหรอ” พี่เขาเดินเข้ามายืนข้างกันระหว่างนั้นเจ้าตัวก็มองไปยังต้นไม้ซึ่งเรียงรายอยู่ตรงหน้าไปด้วย

“ครับ นี่ก็ว่าจะไปจ่ายตังค์แล้วครับ” ทันทีที่ผมพูดจบเจ้าตัวก็เหมือนจะมีสีหน้าเศร้าลงทันทีหรือผมคิดไปเอง

“แล้วจะไปไหนกันต่ออีกหรือเปล่า” ผมหันไปมองสีหน้าติวซึ่งตอนนี้อีกฝ่ายมีท่าทีเหมือนจะหลับกลางอากาศให้ได้ เห็นสภาพเพื่อนแบบนี้ผมก็ไม่กล้าจะชวนเดินเล่นต่อ ถึงในงานจะมีของกินมากมายก็เถอะ

“ยังไม่รู้เลยครับ ติวไหวหรือเปล่า” ผมหันไปถามคนยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกันเจ้าตัวพยักหน้าว่าไหวแต่กับหน้าตาตอนนี้ไม่ไหวแน่ ๆ พร้อมมองคนรอบ ๆ ที่บอกว่ายังไงก็ได้แต่ในงานก็ไม่รู้จะซื้ออะไรแล้ว 

“ก่อนกลับพากูไปซื้อลูกชิ้นปิ้งไปกินที่ห้องก่อนนะ พี่เหนือจะพาองศามันเที่ยวต่อก็ได้นะพี่ แค่ส่งมันให้ถึงห้องก่อนเที่ยงคืนก็พอ”  ประโยคสุดท้ายฟ่งหันไปพูดกับพี่เหนือแต่ไม่วายหันมาทำหน้าตาล้อเลียนผมจนได้

“กูไม่ได้จะไปไหนเหอะ!” ผมก่นด่าไอ้คนตรงข้ามเบา ๆ แต่ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงหัวเราะจากคนข้างกันอยู่ดี ๆ 

“งั้นก็ไปจ่ายเงินเถอะนี่ก็ดึกมากแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเรียนไม่ทันกัน รอพี่อยู่ร้านลูกชิ้นนะเดี๋ยวพี่มา” ประโยคสุดท้ายร่างสูงหันมาพูดกับผมเบา ๆ ก่อนเจ้าตัวจะเดินออกจากร้านไปทันที ผมที่ยังงุนงงอยู่ช่วงแรก ๆ แต่ก็ทำตามอีกฝ่ายบอก

               ลูกชิ้นปิ้งร้านนี้น้ำจิ้มรสเด็ดจริง ๆ ตอนแรกฟ่งมันชวนมาแค่คนเดียว แต่กลายเป็นว่าเราทุกคนต่างซื้อกันอีกแทบทุกคน พี่เจ้าของร้านถึงกับแถมให้คนละไม้เพราะจำได้ ยิ่งไอ้ติวนี่แถทให้อีกตั้ง2ไม้ เจ้าตัวถึงกลับยิ้มกว้างกันเลยทีเดียว เราเดินเลยร้านลูกชิ้นไปแวะซื้อน้ำกันคนละแก้ว เพราะคำพูดของพี่เหนือทำให้พวกผมต้องวนกลับมายืนรอพี่เขากันอยู่ระหว่างร้านต้นไม้กับร้านขายลูกชิ้นปิ้ง

ยืนรอไม่นานร่างสูงคนตรงก็วิ่งมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าอีกฝ่ายดูเหนื่อยหอบพอสมควร การหายใจถี่แรงกว่าปกติตรงขมับยังมีเหงื่อซึมออกมาไม่รู้พี่เขาวิ่งมาจากตรงไหนแต่ดูท่าทางคงไกลพอควร

“พี่ไปไหนมาครับดื่มน้ำหน่อยไหม” ผมชูแก้วน้ำโค๊กของตนเองขึ้นพร้อมในเวลาเดียวกันกับที่ใบหน้าคมของคนตรงหน้าจะคลี่ยิ้มแทบจะทันที

“ขอบคุณครับ” จังหวะกำลังส่งแก้วน้ำให้อีกฝ่ายผมก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่ออยู่ ๆ พี่เหนือกลับยื่นมือขึ้นมาวางมือลงบนมือผมที่กำลังจับแก้วน้ำพร้อมเจ้าตัวก้มลงมาดื่มน้ำในแก้ว การรับรู้ของผมในตอนนี้เหมือนมันพังไปดื้อ ๆ รอบตัวเหมือนเสียงเงียบลงโดยฉับพลันยิ่งแววตารอยยิ้มของร่างสูงตรงหน้าที่มองมายิ่งทำให้แข็งขามันแทบไม่มีแรง

“แลกกันครับ” ทันทีที่เจ้าตัวผละมืออกจากกันเป็นจังหวะเดียวกับที่ดอกกุหลาบสีขาวหนึ่งดอกถูกยื่นมาให้

“หะ ให้ผมเหรอครับ” ผมถามขึ้นด้วยความตกใจ ในสมองที่มันโคตรไม่อยากเข้าข้างตัวเองว่าคนตรงหน้าจะให้ดอกไม้ผมจริง ๆ ให้ทำไมยังไง โจทย์แม่งยากยิ่งกว่าแคล 1 ที่อาจารย์สอนไปเมื่อวานอีก 

“ครับ แลกกับน้ำแก้วนี้ได้หรือเปล่า” เสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมยื่นกุหลาบมาให้ผมพร้อมกับเจ้าตัวที่หยิบแก้วน้ำผมไปแทน

“เอ่อ ได้ ได้ครับ งั้นผมกลับก่อนนะ สวัสดีครับ” ผมยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้าก้มจะรีบก้มหน้าหงุดลงตามเดิม แต่จังหวะที่กำลังเดินผ่านอยู่นั้นอยู่ ๆ แรงฉุดรั้งตรงต้นแขนทำให้ตรงหยุดเดิน เป็นวินาทีเดียวกันที่เสียงทุ้มต่ำกระซิบบอกคล้ายให้ได้ยินสองคน

“พี่รอให้เกียร์เราอยู่นะ”

คำนั้นแทบทำให้ผมจะล้มลงนั่งกับพื้น มันหมายความว่ายังไงกัน! ในหัวสมองที่มีแต่เครื่องหมายเควสชั่น มาร์ค ลอยวนอยู่เต็มบอกหมด คำพูดของพี่เหนือมันแปลได้สองความหมาย เพราะพี่เขาเป็นฝ่ายระเบียบซึ่งจะมีกิจกรรมมอบเกียร์รุ่นอยู่แล้ว กับเกียร์อีกความหมายคือพี่เหนือจะให้เกียร์ของตัวเองให้ผมงั้นเหรอ.... ไอ้เชี่ย! ใครมันจะกล้าเข้าข้างตัวเองวะ แต่ทำไมกูต้องร้อนวูบวาบที่ใบหน้าอีกแล้ววะเนี้ย! 

 

 

 

อีพี่นับวันยิ่งอัพความแรงจริง ๆ เลยนะ ความหมายก็กำกวมไม่รู้หมายถึงอะไร ลูกอิฉันยิ่งไม่ค่อยเข้าข้างตัวเองเอยู่ ๆ บาริสต้ามือชงทั้ง 4 คนก็ไม่ค่อยชงเข้มเท่าไหร่แต่ก็พร้อมประเคนเพื่อนให้เขาเลย เฮ้อ ๆ ๆ 

 

ไว้เจอกันหลังวันที่ 12 นะคะ ขอหนีไปอ่านหนังสือสอบก่อน T_T

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 465 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

471 ความคิดเห็น

  1. #464 Mareemintty (@Mareemintty) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 13:04
    เบาได้เบาพี่ อินี่ไม่ไหวแล้ววว
    #464
    0
  2. #457 MinorA (@aun-aom) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 22:48
    ไม่ต้องพายละค่ะ กัปตันทำทุกอย่างแล้วจริงๆ ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเพื่อนๆพี่และน้องด้วยยย แอแงงงง ฟินนน
    #457
    0
  3. #412 ENJOY_EVERYDAY (@pink-peat) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 21:28
    ไม่ต้องชง ไม่ต้องพายให้เหนื่อย กัปตันเดินเรือวิ่งฉิวไปเลยค่ะ
    #412
    0
  4. #357 laddawan7 (@laddawan7) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 06:06
    พี่เหนือโว้ยยยยย
    #357
    0
  5. #348 hh_9094 (@9094_hh) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 01:03
    แรงไม่ตกเลยพี่จ๋า
    #348
    0
  6. #335 chalak_Mt (@chalak_Mt) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 00:57
    ฮืออออ มันดีมากเลยตัวเธอ เรารักความเหนือองศา เราชอบบ อ้ากกกกกกกกกกก
    #335
    0
  7. #328 glasss (@glasss) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 16:45
    พรุ่งนี้ไรท์จะมามั้ย...
    #328
    1
  8. #326 GFMB (@GFMB) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2563 / 12:03
    กุหลาบบอกความในใจแหละ อร๊ายยย

    ใจเด็กวิศวะอยู่ที่เกียร์ เกียร์อยู่ที่ใคร ใจอยู่ที่เกียร์

    อ๊ากกกกกกก+฿+")#(*!฿ พ่อไม่แผ่วเลยค่าาา พ่อไม่ยอมแผ่วเล๊ยยย

    ขำความกวนเพื่อนของพ่อ แต่เจอหน้าน้องก็คือ.......สภาพพี่เค้าเข้าขั้นคลั่งรักอยู่นะคะ! คนคลั่งรักดีๆนะเองงงง~>//<

    ปล.ว่าละหิวลูกชิ้นปิ้งเลย5555555 โอ๊ย ทั้งหิวทั้งเขินไปกะเค้า~
    #326
    0
  9. #324 ParichatWut (@ParichatWut) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2563 / 21:58

    รอนะค่ะ คิดถึงแล้วคะ
    #324
    0
  10. #320 Flurry333 (@Flurry333) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 20:24
    แงงงงงงงงงง เขินนนนนนน อยากอ่านต่อแล้ววว รอนะคะ
    #320
    0
  11. #317 Wilwanza (@Wilwanza) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 14:59
    รอนะค่ะ เขินแทนน้องเลย
    #317
    0
  12. #313 071727 (@071727) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 20:15
    รอวันที่เขาจะมอบเกียร์ให้กันค่ะ สู้ๆนะคะคุณไรท์ ขอให้สอบได้Aทุกวิชานะคะ
    #313
    0
  13. #311 AreeyaBubphamart (@AreeyaBubphamart) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 15:32
    แง้น่ารักก
    #311
    0
  14. #310 Tudtu Sujaree (@tudtutudtu) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 09:37
    อ้ายยย น่ารักกันสุดๆเลย บรรดาเพื่อนๆ
    #310
    0
  15. #308 immortal_ploy (@ploykannikar) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 20:42
    สนุกดีค่ะ ชอบเพื่อนพี่เหนือ ชงเก่ง แต่รอวันที่พี่เหนือจะชัดเจนมากกว่านี้นะคะ
    ยังมีคำผิดอยู่บ้าง
    เป็นกำลังใจให้นะคะ ทั้งเรื่องเรียน และงานเขียน
    #308
    0
  16. #307 Gift2524 (@Gift2524) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 17:10
    แล้วรีบมานะคะ..รออออ
    #307
    0
  17. #306 9ningnong9 (@9ningnong9) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 16:39
    พี่เหนืออออออออ
    #306
    0
  18. #305 Manan 🦊🦊 (@2pmexo) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 15:26
    แอแง้เขินพี่เหนือออออออ คนคลั่งรักที่แท้ทรู ไรท์สู้ๆน้าา ขอให้สอบได้เน้ออ
    #305
    0
  19. #304 Waannyenn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 15:04

    แล้วๆๆ น้องเหลวเป็นน้ำแล้วอิพี่

    #304
    0
  20. #303 Applewalaiphorn (@Applewalaiphorn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 14:39
    โอ้ย ไรท์มาแล้ว
    #303
    0
  21. #302 Manoweee (@Manoweee) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 14:39
    พี่เหนือเราอะไม่เบาเลยนะ คงไม่ได้แค่ชอบแล้วมั้ง เขาเรียกว่า คลั่งรัก แล้วแหละ เราให้เต็มสิบไม่หักเลยพี่เหนือ ปล. สู้ สู้ ค่ะไรท์ เป็นกำลังใจขอให้สอบได้ สอบผ่านน๊า.♥️
    #302
    0
  22. #301 Double_2 (@Double_2) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 13:27
    สู้ สู้ค่ะไรท์
    #301
    0
  23. #300 Tualek_Orp (@tualek_orp) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 12:41
    พี่เหนืออออออ ไม่เบาเลยนะ
    #300
    0
  24. #299 glasss (@glasss) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 12:33
    มีพี่เหนือเหลืออยู่อีกมั้ย โอ๊ย ใจบางงงง
    #299
    0
  25. #298 我的王子 (@2559dongyi) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 12:30
    โอ๊ยยยยตายแล้วขอประทานโทษที่ต้องพูดคำหยาบ ใจกูไม่เป็นของกูเลยตอนนี้(灬º‿º灬)♡
    #298
    0