เหนือองศารัก (Yaoi)

ตอนที่ 2 : เป็นผมที่คิดไปเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,632
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 512 ครั้ง
    19 เม.ย. 63

 

------------------ ขอเปลี่ยนคำพูดแทน จาก  "เขา เป็น ผม "  นะคะเดี๋ยวอันเก่าจะไปแก้ไขให้ค่ะ --------------------------------------

 

ประโยคของไอ้ฟ่งกับไอ้บูมที่พูดออกมาดีหน่อยที่พวกมันไม่พวกมันไม่ได้พูดเสียงดังมาก  ไม่งั้นคนทั้งโรงอาหารคงได้คิดไปไกลอย่างแน่นอน ว่าผมชอบพี่เหนือ ทั้ง ๆ ที่ปฏิเสธเพื่อนทั้งสองไปแล้วก็ตามว่าไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับพี่เขา แค่ชื่นชอบเหมือนที่พวกมันชื่นชอบพี่เหนือ ทั้ง ๆ ที่ปฏิเสธไปแล้วทำไมกูต้องมานั่งเครียดนอนไม่หลับมาสามสี่วันขนาดนี้ด้วยวะเนี้ย นอนพลิกซ้ายพลิกขวาเปลี่ยนท่านอนไปตั้งหลายครั้งก็ไม่มีท่าทีว่าจะหลับตาลงได้เลย ในหัวที่มีแต่คำว่า ทำไมกูต้องตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ยินชื่อพี่เขาด้วยวะ ทำไมต้องใจเต้น เพื่อนสนิท ๆ ก็มีแค่ไอ้ฟ่งไอ้บูม จะไปปรึกษาพวกมันก็ไม่ได้เพราะเพิ่งพ้นข้อหาไป  ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่จนสุดท้ายเขาได้ยินเสียงแม่กับพ่อพูดคุยกันอยู่ด้านล่าง เมื่อได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองยังนาฬิกาปลุกซึ่งขณะนี้เข็มสั้นชี้ไปยังเลขสี่เข็มยาวชี้ไปยังเลขหก

“ กูนอนไม่หลับตั้งแต่ตี  2 ยันตอนนี้เลยเหรอวะ   ” 

พึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะดึงหมอนข้างมากอดไว้แน่น พลางพลิกตัวไปเปิดโคมไฟก่อนจะหรี่เสียงไฟให้อยู่ในระดับสบายสายตา เขาไม่ได้อ่อนต่อโลกจนไม่รู้ว่าอาการเช่นนี้คืออะไร เพื่อนที่โรงเรียนเก่าชอบเล่าให้ฟังเสมอเมื่อมันเจอคนที่ถูกใจ อาการใจเต้นทุกครั้งแม้แค่เอ่ยชื่อเขาก็ตาม สำหรับผมจะให้คิดไปถึงขั้นนั้นมันไม่ดูรวดเร็วไปหน่อยรึไง ทั้ง ๆ ที่รู้จักพี่เขามาได้แค่อาทิตย์กว่า ๆ ตั้งแต่วันนั้นเราไม่ได้คุยหรือทักทายกันอีก อีกทั้งช่วงนี้รุ่นพี่ม.6 ที่ต้องไปดูที่เรียนอยู่เสมอนั่นทำให้เห็นพี่เหนือบนรถบ้างในบางวัน ความรู้สึกมันไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือรักหรือแค่ชื่นชมเขาในฐานะรุ่นพี่คนนึง เริ่มเข้าสู่ความคิดของตนเองอีกครั้งจนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูห้องนอนเบา ๆ พร้อมเสียงเรียกของแม่ 

“ องศาตื่นได้แล้วลูกตี 5 จะครึ่งแล้ว ” 

เสียงของแม่ที่มาปลุกก่อนนาฬิกาปลุกแทบจะทุกเช้าทำให้เขาต้องลุกไปเปิดประตูห้อง

“ ตื่นแล้วครับแม่  ” 

“ หน้าตาไม่เห็นสดชื่นเลย เป็นอะไรรึเปล่าเรา  ” 

ผมเงียบไปสักพัก ในใจที่อยากถามแม่ออกไปกับไอ้อาการที่เป็นอยู่ในตอนนี้แต่กับต้องตัดสินใจไม่ถามออกไปเพราะไม่รู้แน่ชัดในความรู้สึกอยากให้อะไรมันชัดเจนมากกว่านี้

“ พอดีผมทำงานเสร็จช่วงตี 1 นี้เองครับ  ”

เมื่อได้ยินดังนั้นแม่จึงส่งยิ้มจาง ๆ มาให้ ก่อนเสียงนุ่มจะพูดขึ้น 

“ ขึ้นมอปลายแล้วงานก็ต้องเยอะกว่าตอนอยู่มอต้นอยู่แล้ว  เหลืออีกสองวันก็จะเสาร์ – อาทิตย์แล้ว สู้ ๆ เราเข้าไปอาบน้ำเถอะจะได้ลงไปกินข้าวพร้อมพ่อเรา ”

“ ครับ  ” 

หลังจากกินข้าวเช้าในช่วงหกโมงเช้าเรียบร้อยพร้อมกับพ่อ พ่อที่แยกไปทำงานเพราะทิศทำงานของท่านจะตรงข้ามกับโรงเรียนทำให้ท่านไม่สามารถไปส่งได้ ส่วนแม่ที่กิจวัตรประจำวันหลังจากผมกับพ่อแยกย้ายกันท่านจะไปบ้านสวนเสมอ 

 

และวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเช่นทุกวันที่ไม่เห็นพี่เหนือหรือพี่ ๆ ที่อยู่ม .6 เลย คงเป็นแนะแนวกันอีกแล้วสินะ 

“ มองหาใครอะครับเพื่อนองศา ” 

ไอ้คนนั่งข้างกายผมใช้ไหล่กระแทกไหล่ผมเบา ๆ น้ำเสียงล้อเลียนที่ไม่ต้องหันมองก็รู้ว่ามันกำลังพูดถึงเรื่องอะไร 

“ ไม่ได้มองอะไร มองไปข้างหน้า ” 

ตอบมันกลับไปนิ่ง ๆ ไม่ได้หันมองแต่อย่างใดเพราะผมรู้ดีคนอย่างไอ้ฟ่งมันก็ยังจะชอบหาเรื่องมาล้อเลียนจนได้อยู่ดี

“ จริงเหรอครับเพื่อนองศา อะ ๆ กูบอกให้ก็ได้ถึงเพื่อนองศาของเพื่อนบูมจะไม่อยากรู้ก็ตาม พอดี๊พอดีเมื่อเช้าตรู่ได้ยินพี่ปายที่อยู่ข้างบ้านตะโกนเรียกให้พ่อไปส่งโรงเรียนแต่เช้ามืดเพราะวันนี้ ม.6 เขาไปแนะแนวที่เทคนิคกัน อุ้ยลืมตัวจังเลย เพื่อนองศาก็ลืม ๆ ไปเถอะนะไม่ต้องไปคิดมากกับคำพูดของเพื่อนบูมคนนี้เลย  ใช่อะเนาะเพื่อนองศาจะไปสนใจเด็กม.6 ทำไมเนาะเพื่อนฟ่ง  ”

ไอ้บูมที่ทำท่าทางปิดปากเบา ๆ ท่าทางตกใจก่อนหันไปหาแรงสนับสนุนอย่างไอ้ฟ่งที่เตรียมรับอยู่แล้วมันดูละครหลังข่าวกันเกินไปหรึเปล่าวะ

“ ใช่ครับเพื่อนบูม เพื่อนองศาเขาไม่ได้มองหาใครหรอกเขามองถนนข้างหน้านู้น  ” 

หมามันเห่าแต่เช้ากันเหลือเกิน

“ สัส  วิชาเคมีวันนี้มีการบ้านมึงทำเสร็จยังต้องส่งตอนเช้านะ  ” 

ผมที่เปลี่ยนเรื่องคุยเพราะไม่อยากมาฟังหมามันเห่าตลอดทาง แต่ก็ต้องสดุ้งเมื่อไอ้ฟ่งมันตะโกนขึ้นมา 

“  กูลืมทำ ”  

เมื่อเห็นดังนั้นผมจึงส่ายหน้าเบา ๆ มันลืมทำตลอดแหละวิชานี้ ไอ้ฟ่งที่จับแขนผมเขย่าเบา ๆ ดวงตาอ้อนวอนที่ส่งมาให้ว่าช่วยเพื่อฟ่งด้วยทำเอาผมต้องถอนหายใจนี่ทีเรื่องอื่นมันยุ่งดีจังวะ พอมาเป็นเรื่องเรียนมันทำไมไม่ขยันเหมือนอยากรู้เรื่องผมเลย 

“ เพื่อนองศาเนี้ยช่วยกูหน่อยนะ ไม่งั้นครูต้องฆ่ากูแน่ ๆ  ”

“ เฮ้อ เอาไปมึงเปลี่ยนหน่วยด้วยห้ามเหมือนกู เข้าใจไหมครูเขายิ่งเพ่งเล็งกูกับมึงอยู่  ” 

งวดก่อนโดยที่ไม่รู้ว่าครูจะจับได้เลยให้ไอ้ฟ่งมันลอกการบ้านไปส่ง ผลสุดท้ายคือได้ศูนย์คะแนนกันทั้งสองคนแถมถูกเรียกไปดุทั้งสองคน รอบนี้ไม่มีทางที่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างแน่นอน

“ ครับ ๆ คราวนี้จะไม่ให้จับได้เลย  ”

ไอ้ฟ่งที่หันมายิ้มให้จนปากจะฉีกก่อนจะก้มหน้าก้มตาลงไปทำการบ้าน ส่วนไอ้บูมเมื่อไม่ได้อยู่ในบทสนทนาจึงกลับไปเล่นเกมต่อ

เพราะช่วงนี้เป็นช่วงเข้าหน้าฝนแล้วทำให้เกิดฝนตกตลอดทั้งวันแถมมาตกหนักตอนเย็น ๆ เวลาจะใกล้กลับบ้าน รถนักเรียนที่ปกติจะนั่งกันได้สบายตอนนี้กลับแออัดไปด้วยนักเรียน ทำให้พวกผู้ชายต้องเสียสละให้ผู้หญิงนั่งแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้หญิงบางคนที่ต้องได้ยืน คนที่ขึ้นรถในวันนี้ผมแทบไม่คุ้นหน้าเสียด้วยซ้ำรถที่จอดนิ่งอยู่นานแอร์เบา ๆ กับเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเพราะน้ำฝนพอความเย็นกระทบผิวหนังทำให้พวกผมต้องยืนห่อไหล่ตัวสั่นเพราะความหนาว จะไม่ให้ลุงเจ้าของรถไม่เปิดก็ไม่ได้เพราะสภาพรถที่เป็นปิดทั้งหมดอีกทั้งคนที่แออัด ทำให้ต้องเปิดแอร์ช่วยให้หายใจได้ง่ายขึ้น อยู่ ๆ แรงกระแทกเบา ๆ จากด้านหลังทำให้ผมถึงกับเซไปหาไอ้ฟ่งที่อยู่ด้านหน้าเล็กน้อย จังหวะเดียวกันที่มืออีกคนจับไหล่ผมไว้แน่น 

“ โทษทีครับ เจ็บตรงไหนรึเปล่า   ”

เสียงทุ้มต่ำเหมือนเสียงของคนที่ผมไม่ได้ยินเสียงมาหลายวันดังขึ้นเหนือศีรษะ ใจที่มันเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นคล้ายกับรับรู้ดีว่าคนที่ยืนซ้อนหลังผมอยู่ตอนนี้คือใคร หันมองไอ้ฟ่งกับไอ้บูมที่เอาแต่ฟังเพลงผมจึงยื่นมือไปสะกิดหลังมือเพื่อนเบา ๆ พร้อมกับพูดไม่ออกเสียงว่าใคร แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้แค่มันที่ยักคิ้วกวน ๆ มาให้ จะให้หันหลังกลับไปตอบก็ไม่ได้เพราะสภาพคนตอนนี้อัดแน่น ทำให้เขาทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นมองเพราะเสียงมาจากเหนือศีรษะ  ภาพแรกที่ปรากฏบนม่านสายตาคือดวงตาคู่คมของคนที่ผมไม่ได้เห็นตลอดหลายวันเราสบตากันนิ่ง ๆ สภาพอีกคนที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ผมที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำถูกปัดขึ้นไล่สลัดความเปียกชื้นแบบลวก ๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับยิ่งสร้างความดูดีเป็นอีกเท่าตัว  กรอบหน้าได้รูปที่มีหยดน้ำเกาะยิ่งสร้างเสน่ห์ให้อีกฝ่ายมากยิ่งขึ้น เรามองกันอยู่สักพักก่อนผมจะก้มหน้าลงตามปกติใจที่เต้นรัวมากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าเป็นเขาจริง ๆ   จังหวะเดียวกันกับสายตาล้อเลียนจากเพื่อนทั้งสองคนที่มองมาแต่แรก

“ องศา เราชื่อองศาใช่หรือเปล่า  ” 

เสียงทุ้มของคนที่ยืนอยู่เหนือศีรษะผมถามขึ้น มืออีกคนที่ย้ายออกจากไหล่ย้ายไปจับบนราวข้างบน อยู่ ๆ เรี่ยวแรงก็ง่ายไปดื้อ ๆ เมื่อคนด้านหลังถามขึ้น

“ คะ ครับ  ”

ผมที่พยายามพูดให้ดังเท่าที่เรี่ยวแรงตอนนี้จะมีอยู่ไม่รู้มันเบาหรือดังมากแค่ไหนถึงทำให้อีกฝ่ายก้มลงมากระซิบถามข้างหูผมอีกครั้ง

“ เราพูดว่าอะไรนะ พี่ไม่ได้ยินเลย  ”

เสียงทุ้มต่ำกระซิบถามอีกครั้งทำให้ผมถึงกับเม้มริมฝีปากแน่นเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะก้มลงมาถามแบบนี้

“ ชะ ใช่ครับ ผมชื่อองศา  ” 

ตอบกลับอีกคนไปด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิมอีกครั้ง ใจตอนนี้เต้นรัวเหมือนจะหลุดออกมาด้านนอกให้ได้ รู้สึกเหมือนร่างกายที่กำลังเริ่มหมดพลังงานทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลยแค่อีกฝ่ายถามแค่นี้ถึงกลับหมดพลังงานเลยรึไงวะไอ้องศา

“ อ๋อ พี่ชื่อเหนือนะ  เฮ้ย  ”

คนด้านหลังพูดขึ้น จังหวะเดียวกันที่รถเบรกกะทันหันทำให้เขาที่ไม่ทันระวังเซไปด้านข้างที่เป็นหน้ารถ แต่แรงฉุดรั้งตรงต้นแขนทำให้เซไปไม่ไกลนัก

“ ขอโทษครับ  ” 

 เอ่ยปากขอโทษคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าด้วยความรู้สึกผิด แรงเบรกรถที่มีมันกะทันหันก็จริงแต่แทบไม่มีใครขยับไปด้านหน้ามากเหมือนเขาเลยเสียด้วยซ้ำ หลังขอโทษคนที่ยืนด้านหน้าเรียบร้อยผมจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อที่จะขอบคุณคนที่ช่วยจับแขนไว้ไม่งั้นคงได้เซไปด้านหน้าอีกไกลและคงต้องมีใครได้รับบาดเจ็บมากกว่านี้อย่างแน่นอน

“ ขอบคุณนะครับพี่เหนือ  ” 

เงยหน้ามองคนที่อยู่ด้านหลังอีกครั้งก่อนจะพูดขอบคุณ จังหวะเดียวกันที่อีกคนยิ้มให้จาง ๆ ก่อนจะปล่อยมือจากต้นแขน 

“ ไม่เป็นไร เราเจ็บตรงไหนรึเปล่า  ”

“ ไม่เจ็บครับ ” 

ยิ้มตอบกลับไปว่าผมไม่ได้เป็นอะไร ทำไมอยู่ที่โรงเรียนเหมือนพี่เขาดูเข้าถึงยากแต่พออกนอกโรงเรียน พอมายืนอยู่ตรงหน้ามันเหมือนกับว่ามันเป็นคนละคนหรือเพราะว่าอยู่ด้านในโรงเรียนมีคนชื่นชอบพี่เขามากจนทำให้ต้องคลีพลุคงั้นเหรอ

“ มองพี่มีอะไรรึเปล่า  ” 

เสียงเรียกขึ้นทำให้ผมได้สติว่ากำลังเผลอมองหน้าอีกคนอยู่นานแล้ว

“ ปะ เปล่าครับ  ” 

เมื่อตอบคำถามอีกคนเสร็จเรียบร้อยจึงรีบก้มหน้าลงตามเดิมไม่กล้าแม้กระทั่งที่จะมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนตรงหน้า เพราะพวกมันน่าจะพอรู้อะไรสักอย่าง พอรู้อะไรบ้างจากเรื่องเมื่อสักครู่ แต่มันจะไปโทษใครได้นอกจากตัวผมเองที่เผลอไปมองหน้าพี่เขาซะขนาดนั้น

“ จับด้านบนด้วยสิเดี๋ยวจะเป็นเหมือนตอนนั้นอีกนะ ”

เสียงพูดเบา ๆ เหนือศีรษะทำให้ต้องยื่นมือขึ้นจับราวด้านบนไว้อีกครั้ง เพราะที่ว่างในการจับมีน้อยทำให้มือของพี่เหนือกับมือของผมอยู่ใกล้กันมาก กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำหอมที่ลอยมาจากด้านหลังทำให้ใจผมมันเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง เคยได้ยินที่เขาพูดกันว่าเวลาเราชอบใครสักคน คนเรามักจะใจเต้นแรงกับคนที่เราชอบเสมอแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม หรือในตอนนี้ผมกำลังชอบคนที่ยืนซ้อนด้านหลังเข้าให้เสียแล้ว

 

                

ตั้งแต่วันนั้นมาสิ่งที่ได้จากไอ้เพื่อนทั้งสองคนคือมันชอบแซวทุกครั้งที่เจอพี่เหนือ ปกติเวลาเจอพี่เขามันจะไม่พูดอะไรแค่มานั่งพูดกันสองคน โชคดีหน่อยที่ไอ้บูมมันเรียนอีกห้องไม่งั้นเขาต้องประสาทเสียอย่างแน่นอนแค่ไอ้ฟ่งแค่คนเดียวก็รู้สึกจะเป็นประสาทให้ได้แล้ว

“ วันนี้เรียนฟิสิกส์อีกแล้ว เอ๊ะ ห้องไหนเรียนก่อนนา ห้องไหนนา ฝ้ายวันนี้....ห้องไหนเรียนก่อนเรานะ  ”

คนข้างกายผมที่หันไปถามผู้หญิงที่นั่งใกล้สุดก่อนเสียงผู้หญิงเกือบทั้งห้องจะพูดขึ้น

“ 6 / 1 ห้องพี่เหนือ มีอะไรรึเปล่า   ”

“ อ่อเหรอ เปล่า ๆ ไม่มีอะไรหรอกเห็นพวกเธอรีบเก็บกระเป๋าไปเรียนกันแล้ว นึกว่ารีบไปไหน ”

คำพูดน้ำเสียงรอยยิ้มถูกส่งไปให้ผู้หญิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลนั้นผมรู้ดีว่าไอ้ฟ่งมันรู้ดีแก่ใจว่ามันเรียนวิชาฟิสิกส์ต่อจากห้องไหน ไม่รู้มันจะเสแสร้งไปไหน 

“ ปะ ๆ เพื่อนองศารีบเก็บของครับ วันนี้กูรีบไปเรียนฟิสิกส์  ”

ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากพูดอะไรออกไป หนังสือกับสมุดเรียนวิชาภาษาไทยก็ถูกจัดเข้ากระเป๋าผมในทันที ถ้ามึงจะเก็บของกูเร็วขนาดนี้ก็อย่าถามกูเลยดีกว่าฟ่ง

“ มึงจะรีบไปทำไม ไปก็ไปนั่งรอครูเขาปล่อยช้า ”

ดึงกระเป๋ามาจากไอ้ฟ่งได้ผมจึงปิดกระเป๋าให้เรียบร้อยทันที มันยิ่งชอบปิดกระเป๋าให้ไม่ดีอยู่วันก่อนสมุดเรียนก็หายกว่าจะตามหาเจอ

“ ก็กูจะไปนั่งเล่นรอ นี่ครูเขาก็ปล่อยแล้วมึงจะนั่งเล่นอยู่ทำไมงานก็เสร็จแล้ว  ”

“ อ่อเหรอ  ” 

หันไปตอบเสียงดังข้างหูมันจนทำให้ไอ้ฟ่งต้องเบี่ยงหน้าหนี

“ เออดิวะ แน่....คิดว่ากูจะรีบไปทำไมเหรอครับเพื่อนองศา ใจเรามันไม่เป็นของเราก็อย่างนี้ล่ะเนาะคิดถึงแต่หน้าเขา  ”

“ สัส ปากมากนะมึง  ”

ตะโกนใส่หูมันดัง ๆ เรียบร้อยคว้ากระเป๋าเรียนได้มจึงรีบเดินออกมาจากห้องทันที มีมันนี่แหละที่จะทำให้คนอื่นสงสัยว่าผมชอบพี่เหนือ ขนาดยังไม่ได้บอกพวกมันตรง ๆ เรื่องพี่เหนือพวกมันยังเป็นขนาดนี้ถ้าบอกออกไป เรื่องนี้จะไม่ถูกประกาศไปทั่วโรงเรียนเลยรึไงวะ ไอ้ฟ่งรู้โลกรู้จริง ๆ 

 

ทางเดินของระเบียงชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นเกี่ยวกับวิชาสายวิทย์ ตอนนี้แน่นขนัดไปด้วยนักเรียนหลากหลายห้องทั้งเพิ่งเลิกเรียนและกำลังรอเรียนจนที่นั่งรอหน้าห้องเรียนแทบไม่เหลือที่นั่งให้

“ กูบอกแล้วว่าครูเขาปล่อยช้า มึงจะรีบมาทำไมวะไอ้ฟ่ง  ”

หันไปด่าไอ้เพื่อนที่เดินข้าง ๆ  ห้องเรียนพวกผมอยู่แทบชิดอีกฝั่งแต่เนื่องจากห้องน้ำผู้ชายอยู่ฝั่งนี้ทำให้ต้องเดินไกลขึ้นกว่าเดิม

“ เออมึงวันนี้คาบนิรุตแกบอกว่าให้ไปสืบค้นรายงานเกี่ยวกับกีฬาต่าง ๆ คนละหนึ่งชนิดกีฬานะส่วนใครได้อะไรเดี๋ยวไปดูกับหัวหน้าห้อง ส่วนคนซ้ำกันแกบอกต้องคนละแหล่งที่มาและต้องอยู่ห้องสมุดเท่านั้นทั้งชั่วโมงเห็นเมย์มันบอกมา  ”

เพื่อนอีกคนที่ก้มลงดูโทรศัพท์ในมือก่อนจะหันมาคุยกับพวกเขา ส่วนนิรุตคือครูที่สอนวิชาพละในคาบต่อไปแต่ไม่รู้ครูไปไหนแต่ยังไม่ทันที่จะได้ถามออกไปไอ้เพื่อนข้าง ๆ ก็พูดขึ้นก่อน

“ ครูไปไหนวะ  ”

ไอ้ฟ่งที่ถามขึ้นก่อนจะหันไปถามอีกคน

“ ครูเขาไม่สบายว่ะแต่แกจะสั่งรายงานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ทำไงได้วะก็รู้ว่าโรงเรียนเราครูพละน้อยนักเรียนก็เยอะมันก็ต้องดูแลตัวเองไปก่อนนั่นแหละ   ”

“ ส่งคาบหน้าเหรอวะ  ”

“ น่าจะใช่ แต่แกให้พี่บรรณารักษ์ดู ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นมึงอย่าคิดไปข้างนอกเลยไอ้ฟ่งครูเขาดักไว้ทุกทางแล้ว  ”

“ โห ไรวะกูอุตส่าห์จะไปนั่งกินน้ำเย็น ๆ อยู่โรงอาหารสักหน่อยหลังเลิกเรียนวิชานี้ วิชาฟิสิกส์มันยิ่งเครียด ๆ อยู่  ” 

ไอ้ฟ่งที่ส่ายหน้าก่อนจะกอดคอผมเดินไปข้างหน้า ตามด้วยไอ้ดิวคนพูดเมื่อสักครู่ที่ติดสอยห้อยตามมาเข้าห้องน้ำด้วย

“ ทำใจเท่านั้นไอ้ฟ่ง ควิซวันนี้จะรอดหรือจะร่วงมึงคิดเรื่องนี้ก่อนเถอะก่อนจะไปคิดถึงน้ำเย็น ๆ น่ะ  ”

หันไปมองเพื่อนที่ตอนนี้กำลังทำหน้าตาเซ็งสุดขีดเพราะคิดว่าจะได้ไปนั่งของกินอร่อย ๆ ที่โรงอาหารแล้ว มันไม่ได้ตั้งใจไปนั่งกินอะไรหรอกแค่ส่วนมากทุกห้องสามารถหาอะไรกินได้ตลอดทำให้คนที่ว่างไปซื้อขนมได้ แต่มีแค่ข้าวที่ต้องรอเพราะนักเรียนที่เยอะอาจไม่เพียงพอเพราะเป็นอย่างนี้โรงอาหารคือแทบเป็นจุดรวมทุกอย่างและจุดรวมสายตา

“ ไอ้องศา 12 นาฬิกา พี่เหนือกำลังเดินมาโว้ย  ”

น้ำเสียงเศร้า ๆ  ในทีแรกกับดูร่าเริงขึ้นในเสี้ยวนาที ทำให้ผมมองตามเสียงพูดไปด้านหน้าที่ตอนนี้กำลังมีรุ่นพี่กำลังเดินตรงมาและมันคงไม่มีใครเด่นเท่าร่างสูงของพี่เหนือ  ทั้ง ๆ ที่เสื้อผ้าก็หมือน ๆ กับคนอื่นแต่ทำไมต้องโดดเด่นขนาดนี้ด้วยวะเพราะระเบียงทางเดินไม่ได้กว้างมากบวกกับคนที่ค่อนข้างเยอะทำให้ระยะเดินสวนมันค่อนข้างชิดกันและเป็นผมที่อยู่ฝั่งใกล้กับคนที่เดินสวนมาตามด้วยไอ้ฟ่งที่กอดคอผมอยู่ตรงกลางถัดไปเป็นไอ้ดิว

“ เฮ้ยไอ้องศามึงขยับไปอีกดิวะเนี้ยข้างหน้ามีกลุ่มผู้หญิงอยู่เดี๋ยวมันดูไม่ดี ไอ้ดิวก็เดินไม่ได้ด้วย  ” 

แรงกระแทกจากไหล่ของไอ้ฟ่งทำให้ผมเซไปด้านข้างอีกเกือบ ๆ สองก้าว ข้างหน้ามีกลุ่มผู้หญิงยืนรอเข้าเรียนอยู่จริงแต่คนที่กำลังเดินสวนผมมาคือพี่เหนือคนที่เดินชิดฝั่งนี้ก็คือพี่เขาถ้าคาดจากระยะผมแถมจะดินชนพี่เขาเลย

“ มึงก็เดินเรียงแถวไม่เป็นรึไงไอ้ฟ่ง  ”

หันไปว่าเพื่อนที่ตอนนี้กำลังยักคิ้วให้อย่างอารมณ์ดีทั้ง ๆ เมื่อไม่นานมานี้มันยังหน้าบูดเพราะไม่ได้ไปโรงอาหารอยู่เลย

“ ไม่ได้ครับเดี๋ยวพวกกูจะหลงคนมันเยอะ ส่วนมึงเด็กใหม่เดี๋ยวจะเดินไม่ถูกห้องเพราะฉะนั้นเดี๋ยวเดินคล้องคอมึงไปแบบนี้นั้นดีที่สุดแล้ว  ” 

ผมรู้ว่าไอ้ฟ่งมันต้องไม่ได้หวังดีอะไรหรอกในตอนนนี้ในสมองมันอาจจะคิดแผนชั่ว ๆ อยู่ก็ได้ 

“ พลั๊ก เชี่ย.....   ” 

อยู่ ๆ ระหว่างที่กำลังเดินผ่านพี่เหนือไอ้ฟ่งก็ดึงแขนออกจากช่วงไหล่ผมพร้อมกับที่แรงกระแทกช่วงไหล่ทำให้เซไปด้านข้าง ชนเข้ากับอีกคนที่กำลังเดินสวนมาพอดี ผมที่ก้าวถอยกลับมายืนที่เดิมท่ามกลางเสียงเงียบลงของคนที่ยืนอยู่บริเวณโดยรอบ จะให้คิดไงวะถ้าผู้ชายสองคนที่เดินชนกัน บางคนต้องคิดว่าเขากับพี่เหนือกำลังมีเรื่องกันอย่างแน่นอน

“ พี่ไม่ได้ชื่อเชี่ย.... พี่ชื่อเหนือครับ  ”   

คำพูดของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มถูกส่งมาให้

“ ขอโทษครับพี่เหนือ พอดีเพื่อนผมแกล้งแรงเกินไป  ” 

“ ไม่เป็นไร เล่นอะไรกันก็ระวัง ๆ กันหน่อยคนเยอะ  ” 

ร่างสูงของคนตรงหน้าที่มองมายังผมก่อนจะมองไปยังทั้งสองคนที่อยู่ด้านหลังเวลาเดียวกันได้ยินเสียงไอ้ฟ่งพูดขึ้นเบา ๆ ว่าครับ เล่นอยู่คนเดียวสุดท้ายคนที่ถูกหางเลขไปด้วยก็คือผมกับดิวที่ไม่รู้เรื่องอะไรนี่สิ

“ เรียนอะไรกันวันนี้  ” 

เสียงทุ้มที่ถามขึ้นพร้อมกับเพื่อนที่เดินมาด้วยเริ่มเดินไปก่อนแล้ว โดยอีกฝ่ายแค่บอกเดี๋ยวตามไป 

“ ฟิสิกส์ครับ ”

“ ห้องเดียวกับพี่เลยครับ  ”

เสียงไอ้คนที่อยู่ด้านหลังพูดขึ้นแทรกทันที คนที่มันซึม ๆ เมื่อตอนนั้นมันหายไปไหนวะไอ้ฟ่ง

“ งั้นตั้งใจเรียนนะครับ  ” 

มือหนาของร่างสูงตรงหน้ายกขึ้นมาลูบศีรษะผมเบา ๆ การกระทำของอีกฝ่ายทำให้คำพูดที่จะถามอีกคนออกไปว่าเรียนอะไรเหมือนถูกกลืนลงไปพร้อมกับคำว่าตั้งใจเรียนนะครับ ไอ้เชี่ยฟ่งจับกูทีกูจะล้ม.... 

“ เป็นอะไรเรา พี่ไปก่อนนะเพื่อนรอแล้ว  ”

ร่างสูงใหญ่ของคนตรงหน้าที่เดินไปแล้วแต่คงเหลือเพียงผมที่สมองไปสามารถประมวลผลได้ว่าตอนนี้ควรทำยังไงต่อ  รู้แค่ใบหน้าที่กำลังเห่อร้อนกับใจที่มันเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ

“ อะ อะ ไอ้องศา เมื่อกี้พี่เหนือลูบหัวมึงเหรอ พี่เหนือลูบหัวมึง โว้ย เชี่ย ๆ กูเขินเขินชิบหาย ”

อยู่ ๆ คนที่ยืนอยู่ด้านหลังผมกระชากให้หันกลับไปก่อนจะถูกเขย่าตัวจนสั่นไปหมด 

“ กะ กะ ก็แค่ลูบหัวมึงไม่เคยถูกพี่มึงลูบหัวหรึไงไปเรียนกันได้แล้ว วู้ เดี๋ยวครูเขาก็ได้เช็กชื่อพวกเราขาดทั้งหมดนี่หรอก  ” 

ตอบคำถามไอ้คนที่ยืนยิ้มจนปากจะฉีกก่อนจะดึงให้มันเดินไปได้แล้วเพราะเพื่อนเริ่มทยอยเข้าห้องเรียนกันจนใกล้จะหมด แต่เหมือนมันจะไม่ยอมง่าย ๆ 

“ มึงอย่ามาเฉไฉไอ้องศา อะไรยังไงว่ามาเลยสัส มึงไปสนิทสนมกับพี่เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ กูกับไอ้บูมสงสัยตั้งแต่พี่เขาชวนมึงไปนั่งด้วยแล้วนะ จะว่าเพื่อนพี่เขาต้องไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนแล้วที่นั่งว่าง  เขาก็ไม่ต้องมาชวนมึงนิว่าไหมเพื่อน ถ้าตีความสนิทนะดูพี่เขาควรจะสนิทกูกับไอ้บูมมากกว่าไหมวะ แล้วนี่ยังไงวันนี้ยังมาลูบหัวมึงอีกมันไม่ใช่เล่น ๆ แล้วนา  ” 

ไอ้คนตรงหน้าที่หรี่ตามองผมคล้ายคนจะจับผิด มันมีอะไรที่เป็นความลับของผมที่พวกมันสองคนจะไม่รู้บ้างวะ ส่วนเรื่องที่นั่งบนรถโดยสารตั้งแต่วันนั้นที่ฝนตกหนักรถโดยสารมีคนขึ้นมาเบียดกันแน่นขนัดไปหมด เพื่อนพี่เหนือก็ไม่เคยขึ้นอีกเลย วันถัดมาฝนชอบมาตกในช่วงเย็น ๆ แต่จำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นมานิดหน่อยแต่ส่วนมากไม่ค่อยมีใครกล้าขอที่นั่งของรุ่นพี่ม.6 ซะเท่าไหร่ส่วนพวกเขาที่อยู่ท้าย ๆ ก็ต้องเสียสละให้รุ่นน้องกับรุ่นพี่ผู้หญิงนั่งก่อน ที่ไอ้บูมกับไอ้ฟ่งที่ได้ที่นั่งก่อนทำให้ในกลุ่มเหลือแค่ผมที่กำลังยืนอยู่ แต่จู่ ๆ เสียงเรียกของพี่เหนือที่ดังขึ้นว่าให้ไปนั่งด้วยทำให้เขาต้องจำใจไปนั่งด้านหน้า ตั้งแต่วันนั้นมาอีกคนให้จองที่นั่งแทนเพราะเพื่อนไม่ได้ขึ้นอีกแล้วและให้นั่งไปด้วยกันเลยสรุปตั้งแต่นั้นมาผมจึงต้องย้ายที่นั่งไปนั่งด้านหน้าแทน มันก็เท่านั้นเองเราไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรมากเพราะส่วนมากพี่เขาจะคุยกับเพื่อน  ๆ มากกว่า 

“ ก็อย่างที่กูเคยบอกนั่นแหละพี่เขาให้กูจองที่นั่งไว้ให้แล้วเขาให้กูนั่งด้วยเลยตรงที่นั่งกูไอ้บูมก็มานั่งกับมึงแล้วนิ ด้านหลังจะได้ให้คนอื่นนั่งด้วย มึงก็รู้ว่าคนขึ้นรถใหม่ ๆ มีแค่ผู้หญิง แล้วเขาไม่กล้านั่งข้างพี่เหนือก็แค่นั้นมึงคิดมากไรวะเนี้ย  ”

ไอ้คนตรงหน้าพยักหน้าเหมือนเข้าใจก่อนจะคล้องคอเขาหันไปด้านหน้าที่เป็นทางเดินไปยังห้องเรียนทันที

“ อ่อเหรอกูแค่ถามน่ะเพื่อน ทำไมมึงต้องเถียงคอเป็นเอ็นขนาดนี้  ”  

ยังไม่ทันที่เขาจะตอบอะไรกลับไปเสียงของคนที่อยู่อีกฝ่ายก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ องศามึงเอ่อคุย ๆ อยู่กับพี่เหนือเหรอวะหรือเอ่อชอบ ๆ พี่เขาอยู่   ”

ไอ้ดิวที่มีทีท่ากล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะถามออกมาสายตาสงสัยที่ปิดไม่มิดของมันยิ่งสร้างความกังวลใจให้ผมเป็นเท่าตัว สิ่งที่กังวลไม่ใช่ที่ผมเริ่มสนิทกับพี่เหนือ แต่เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ผู้ชายคนนึงให้กับผู้ชายอีกคนพวกมันจะรับกันได้ไหม ถ้าเรื่องไหนมันไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวเรา เรามันจะยอมรับกันได้แต่พอมันเป็นเรื่องของคนใกล้ตัว  เรื่องของคนในครอบครัวมันคงต้องใช้เวลาที่พวกเขาจะทำใจยอมรับมันได้และผมเองก็กลัวเขารับไม่ได้ อย่างไอ้ฟ่งไอ้บูมมันก็แค่ชอบพี่เขาเหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไปมันกล้าที่จะคุยกล้าที่จะทักทายแต่มันผิดกับผมที่ต่อให้จะนั่งข้างพี่เขาแต่แค่ทักทายระหว่างเปลี่ยนคาบเรียนผมยังไม่กล้าพอเลยด้วยซ้ำ ผมที่มองสลับระหว่างไอ้ฟ่งกับไอ้ดิวก่อนจะตอบออกไป 

“ ไม่ได้คุยหรอกแค่สนิทกันปกติ พี่เขาเห็นกูเป็นเด็กใหม่มั้งเลยเอ็นดูปกติ ส่วนเรื่องชอบ.... อย่าไปเชื่อไอ้ฟ่งเลยมันไม่มีอะไรหรอก   ”

“ เฮ้ย ทำไมทำหน้าตาซีดเซียวขนาดนั้นแค่ถามเฉย ๆ เอาจริง ๆ นะมึงจะชอบผู้หญิงผู้ชายหรือใครกูไม่มีสิทธิ์ว่ามึงได้หรอก มึงไม่ต้องเครียดขนาดนั้นกูรับได้นะถ้ามึงจะชอบพอผู้ชายด้วยกันเอง ความรักน่ะมันไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกอายุ หน้าตาหรอกนะรักมันก็คือรักนั่นแหละกูเคารพในการตัดสินใจของมึงและมึงก็ต้องเคารพในความรู้สึกของตัวเองด้วย  อย่ายึดติดกับกรอบจนไม่เป็นตัวของตัวเองสิวะ รู้ไหมทำไมกูรับได้เพราะพี่ชายกูมันก็คบกับผู้ชายเช่นกัน   ”

ฝ่ามือหนัก ๆ ที่ตบลงบนไหล่ผมคล้ายบอกไม่ต้องคิดมาก 

“ พี่คิวเหรอวะ เฮ้ยจริงดิ  ” 

ไอ้ฟ่งที่ถามออกไปด้วยความตกใจ ผมไม่รู้หรอกว่าคนชื่อคิวคือใครแต่จากรูปประโยคก็น่าจะเป็นพี่ชายของดิว 

“ ก็เออดิวะนี่กูให้มึงรู้นะว่ากูรับได้จริง ๆ ไอ้องศา  มึงจะพี่โฟล์คตัวสูง ๆ ที่ชอบเดินกับพี่กูได้ไหม  ”

ไอ้ฟ่งที่พยักหน้าเวลาเดียวกันที่เรามาถึงห้องเรียนโชคดีที่วิชานี้จะให้จับกลุ่มนั่งสามคนเพราะถ้าส่วนไหนไม่เข้าใจจะได้ช่วยกันได้ ไอ้ดิวที่นั่งกับพวกเขาตั้งแต่แรกทำให้มันไม่ต้องย้ายที่นั่งให้ยุ่งยากขนาดเข้าสายขนาดนี้ครูยังไม่เข้าเลยด้วยซ้ำ

“ จำได้สิวะเขาเป็นเพื่อนสนิทกันไม่ใช่รึไงหรือกูเข้าใจอะไรผิด  ”

เสียงไอ้ฟ่งที่กระซิบถามไอ้ดิวเบา ๆ แม้เสียงพูดคุยที่ค่อนข้างจะเบาแต่เพราะผมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไอ้ฟ่งจึงได้ยินเลยดูเหมือนไอ้คนพูดมันอยากให้ผมได้ฟังไปด้วย 

“ ก็เออดิวะก็เพื่อนสนิทกันนี่แหละ พอพี่กูจบไปแล้วใช่ไหมพวกพี่เขาติดที่เดียวกันจากพี่กูพี่โฟล์คที่ไม่มีแฟนใช่ไหมพอเจอโลกกว้างกว่าโรงเรียนได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตา ตอนแรกพี่เขามีรุ่นพี่ผู้หญิงมาชอบเว้ยมึงก็รู้พี่โฟล์คเขาไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อะไรตอนอยู่โรงเรียนแทบจะฮอตเท่าพี่เหนือด้วยซ้ำ  แล้วเหมือนแม่งจะได้คบมั้ง ช่วงนั้นใกล้ปิดเทอม 2 ของมหาลัยมั้งนานละสัสจำไม่ได้ ข้าม ๆ แล้วพี่กูมันกลับบ้านกูก็นึกว่ามันปิดเทอม แต่เห็นมันอ่านหนังสือดึกทุกวันเลยถามว่าทำไมไม่ไปอ่านกับพี่โฟล์คณะก็คณะเดียวกันนิ กูก็ยังนึกว่าพี่โฟล์คทำไมเขาไม่กลับบ้านปกติก็กลับด้วยกันตลอดอีกอย่างก็เป็นรูมเมทกัน   ”

“ ไอเชี่ยกูนึกว่านิยาย แล้วไงต่อ ๆ โอ๊ยครูอย่ารีบเข้ามานะผมขอฟังเพื่อนพูดก่อน ”

ไอ้ฟ่งที่พูดไปเบา ๆ พร้อมหันไปมองที่หน้าประตูห้องเรียน คำพูดเว้นช่วงของไอ้ดิวนั้นยิ่งทำให้ผมพลอยลุ้นไปกับมันด้วย

“ เออแล้วแม่งเงียบบอกช่วงนี้พี่โฟล์คมีแฟนไม่มีเวลาอ่านด้วยกันหรอกคงให้แฟนติวให้แล้วแม่งมีน้ำตาซึมกูก็นึกว่าเออมันเครียดเรื่องเรียนแหละ  ใครมันจะรู้ว่าพี่กูมันกลับมาเลียแผลใจที่บ้านวะ แต่กลับได้ไม่ถึงสามสี่วันหรอก แม่งพี่โฟล์คมาตามถึงบ้านเลยกูสดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงดังก็นึกว่าพี่กูถูกตีอยู่หน้าบ้านแต่ที่แท้พี่กูเล่นต่อยพี่โฟล์คซะเลือดกบปาก พ่อกับแม่กูก็วิ่งออกไปด้วย กูกลัวว่าพี่กูจะไปฆ่าพี่เขาตายก่อนเลยรีบไปดึงออก ไอ้สัสแม่งยืนร้องไห้ทั้งสองคนกูนี่งงเป็นไก่ตาแตกเลย พอพ่อกูถามว่าเป็นอะไรกันต่อยกันทำไมเพราะพี่เขาก็สนิทกับครอบครัวกูพอสมควร พี่กูนี่แทบดึงพ่อกับแม่เข้าบ้านเลยแต่คำพูดของพี่โฟล์คที่ขัดขึ้นก่อน    ” 

“ พี่โฟล์คว่าไง ไอ้ดิวถ้ามึงเล่าไม่จบนะกูได้ต่อยมึงแทนแน่ ”

ไอ้ฟ่งที่ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้กว่าเดิมพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนมือที่ไปคว้าปกเสื้อไอ้ดิวไว้แน่น

“ เออเนี้ยกูเล่ากูยังตื่นเต้นกับตอนนั้นเลย พี่โฟล์คเขาพูดว่า มึงโกหกพ่อแม่มึงมึงโกหกได้นะ แต่มึงโกหกความรู้สึกที่มึงมีให้กูไม่ได้หรอกและกูก็โกหกตัวเองไม่ได้เช่นกันว่ากูไม่ได้รักมึง กว่ากูจะยอมรับความรู้สึกเหล่านั้นได้รู้ไหมว่ามันทรมานขนาดไหน เวลาเกือบอาทิตย์มึงเป็นยังไงบ้างทรมานแบบกูไหมแค่ไม่ได้ยินเสียงมึงแค่วันเดียวกูเหมือนจะตายเลยว่ะ มึงคิดดูเจอคำพูดตรง ๆ ไป แม่กูถึงกับเซจะเป็นลมส่วนพ่อกูที่ตรงเข้าไปต่อยหน้าพี่เขาก่อนจะบอกว่ารู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา  ” 

“  แล้วพ่อกับแม่รับได้ไหม ไหนบอกว่าพี่โฟล์คมีคนมาชอบ  ”

ผมที่ถามออกไปเพราะดูจากมันพูดเหมือนพ่อกับแม่น่าจะรับไม่ได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน

“ ตอนแรกแกรับไม่ได้หรอกแต่พอพี่โฟล์คถูกพ่อกูต่อยจนล้ม พี่กูมันก็ถล่าไปดูเลยแล้วพ่อกูจะมาดึงตัวพี่กลับมั้งตอนนั้นพี่กูก็กอดพี่โฟล์คไว้แน่นเลย บอกโฟล์คเจ็บ ๆ โอโห้ทีตัวเองต่อย ๆ เขาแม่งมันไม่นึกถึงเลย  สุดท้ายแม่งต้องให้พ่อแม่พี่เขามาเคลียร์ให้ สรุปท่านก็พอ ๆ รู้แหละแค่ไม่อยากพูดเรื่องแบบนี้ในสังคมเราใช่ว่าจะรับได้ง่าย ๆ นี่หว่า แต่มันคือความสุขของลูกจะให้ไปขัดก็ไม่ได้ แต่พ่อกูโมโหคือพ่อกับแม่เคยเห็นพี่กูแอบร้องไห้พอถามมันก็บอกเครียด ๆ เรื่องเรียนพอถามหาพี่โฟล์คพี่กูก็ตอบว่าอยู่กับแฟนรุ่นพี่ แต่ความจริงคือไม่ใช่แฟนเป็นพี่เทคให้มาช่วยแกล้ง ๆ เป็นแฟนให้หน่อยอยากรู้ว่าพี่กูจะรู้สึกไงไหมก็อย่างที่เห็น สรุปตอนนี้ก็คบกันมาตั้งแต่ปี 1 ยันจะปี 4 แล้ว ที่กูพูดน่ะคือความจริงทุกอย่างนะไอ้องศากูไม่ได้จะยัดเยียดให้มึงชอบพี่เหนือ กูพูดในที่นี้คือกูยอมรับได้นะเพราะคน ๆ นั้นก็คือพี่ชายกูเอง อย่าไปกังวลเรื่องอนาคตเลยว่ะปวดหัวเปล่า ๆ   ”

ไอ้ดิวที่ตบบ่าผมเบา ๆ เวลาเดียวกันนั้นที่ครูเข้ามาในห้องพอดีทำให้เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากไปกว่านี้ แต่สิ่งที่ทำให้ดีใจอยู่ลึก ๆ คือรอยยิ้มของไอ้ฟ่งที่หันมายิ้มให้คล้ายกำลังปลอบใจว่ากูคนนึงที่เข้าใจเรื่องแบบนี้ การรักใครสักคนสำหรับผมมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด ผมไม่เคยมีแฟนไม่เคยรู้สึกชอบพอใครสักคนช่วงม.ต้น ก็แค่ไปเรียน ไปหาเพื่อนกลับบ้านแค่นั้น ช่วงนั้นตั้งใจเรียนมากเพราะอยากเข้าสายวิทย์ – คณิต ให้ได้  เพื่อนส่วนมากมันก็ไม่ได้สนใจเรื่องแบบนี้ ยอมรับว่าความรู้สึกที่ให้พี่เขามันค่อนข้างอธิบายไม่ถูก เขาเป็นผู้ชายผมเองก็เป็นผู้ชายการตกหลุมรักใครสักคนเป็นเรื่องง่ายก็จริงแต่การให้อีกคนรักกลับมันมันช่างเป็นเรื่องยากเหลือเกิน ถ้าพี่เขารู้เขาจะถอยห่างรึเปล่าเราเพิ่งเริ่มจะสนิทกันแต่เป็นผมที่คิดกับพี่เขาไปเกินคำว่าพี่น้องแล้ว พี่เขาไม่มีทีท่าว่าจะสนใจใครเลยสักคนทั้ง ๆ ที่ก็มีคนมาชอบมากมายทั้งชายและหญิงไม่รู้ว่าพี่เหนือเขาชอบใครหรือคบกับใครอยู่หรือเปล่าเพราะเจ้าตัวเล่นแค่ไอจีที่รูปสุดท้ายที่ลงคือท่าชู๊ตบาสเมื่อปีที่แล้ว และสิ่งที่ผมกลัวคือการที่เราบอกความในใจไปแล้วสุดท้ายพี่เขาเกลียด ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงขอถอยกลับมายืนที่เดิมดีกว่าหรือต้องแอบชอบพี่เขาแบบนี้ตลอดไปแค่ได้อยู่ใกล้ ๆ แค่ได้มีความทรงจำร่วมกันแค่นั้น.....

 

“ หวัดดีครับเพื่อน ๆ ว่าไงครับเจ้าของโจทย์ของวันนี้มีอะไรจะบอกพี่บูมคนนี้รึเปล่า  ”

เพราะรายงานที่ส่งได้ภายในอาทิตย์หน้าอีกทั้งยังสามารถค้นหาในอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ทำให้ส่วนมากที่มาห้องสมุดเพราะมานั่งเล่นมากกว่า แอร์เย็น ๆ กับสถานที่ที่สามารถแอบนอนได้ แต่ขณะที่เขากำลังเคลิ้ม ๆ หลับเสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นเสียก่อนเพราะไอ้ดิวที่มันอยู่ได้ทุกกลุ่มแต่ส่วนมากต้องอยู่กับพวกผมเพราะต้องทำงานแต่ไม่รู้มันนึกครึกอะไรถึงบอกจะอยู่ด้วยคุยกับพวกเขาแล้วรู้สึกสบายใจ ผมกับไอ้ฟ่งก็ไม่ได้ว่าอะไรมีเพื่อนเยอะ ๆ ดีเสียอีกจะได้ช่วยกันทำงาน แต่ไอ้คนที่นั่งลงตรงข้ามผมนี่มันว่างขนาดนี้เลยรึไง

“ ว่าไงไอ้องศาวันนี้มึงมีเรื่องอะไรพูดให้กูฟังไหม กูได้ยินแว่ว ๆ มานะว่าพี่เหนือลูบหัวมึงท่ามกลางคนตั้งเยอะใช่ไหม มึงยังไงบอกมา  ”

ทันทีที่มันพูดจบผมจึงหันไปมองไอ้ฟ่งที่นั่งยิ้มอยู่ข้างไอ้บูม คงไม่มีใครที่จะไปบอกไอ้บูมได้หรอกนอกจากมันคนเดียว 

“ มึงได้ยินมาว่าอะไรล่ะ  ”

ตอบมันกลับไปนิ่ง ๆ ระหว่างนั้นผมซบหน้าด้านนึงลงบนท่อนแขนเพื่อรอฟังคำพูดของเพื่อนตรงหน้า

“ ก็ไม่ได้บอกไรมากตามนั้น แต่ที่รู้ ๆ พี่เขาอยู่ห้องสมุดด้วยฝั่งนั้น  ”

ไอ้บูมชี้ไปยังห้องสมุดอีกฝั่งซึ่งตรงข้ามกับผมนั่งที่เป็นโซนอ่านหนังสือส่วนอีกฝั่งเป็นโซนหนังสือ มันจะเจอกันบ่อยเกินไปแล้วนะเว้ยสงสารคนที่มันแอบชอบหน่อยครับ

“ มึงไม่มีเรียน ” 

ผมที่ถามออกไปเพราะไม่อยากให้เพื่อนถามอะไรมาก ไม่ใช่ไม่อยากบอกแค่กลัวรับไม่ได้ก็แค่นนั้นเอง.....

“ ไม่มีครับและอย่าเปลี่ยนเรื่อง มึงสนิทกับพี่เหนือแบบไหนอะไรยังไง ที่รู้มาคือมเขาสนิทกับมึงปกติ แล้วมึงอะคิดกับเขาปกติหรือมากเกินกว่านั้น   ”

คำถามจี้จุดกับสายตานิ่ง ๆ ของเพื่อนตรงหน้าทำให้ผมหันมองคนที่นั่งอยู่ด้านข้างพร้อมกับหันมองคนทั้งสองที่นั่งอยู่ตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเพื่อระบายความหนักหน่วงในใจออกไป

 “ พวกมึงจะรู้ความจริงให้ได้เลยใช่ไหม อืม ถ้าพวกมึงพร้อมฟังกูก็ยอมเล่าทุกอย่างให้ฟัง..... กูไม่รู้หรอกนะว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้คืออะไรกูไม่เคยมีความรักสักครั้งในชีวิต แต่เวลาอยู่ใกล้เขากูชอบใจเต้นแรงแปลก ๆ ตอนแรกก็คิดว่าเพราะพวกมึงรึเปล่าที่แซวเกินไปทำให้กูรู้สึกอินไปด้วย แต่พอมึงยังไม่แซวกูที่แค่เห็นเขาอยู่ไกล ๆ ใจมันก็เต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก เวลาเห็นเขาออกไปรับรางวัลหน้าเสาธงทำไมกูต้องยิ้มตามตลอดกับภูมิใจในตัวเขา แค่น้ำเสียงแค่กลิ่นหอม ๆ จากเขามันกับทำให้กูใจเต้นแรง อยากอยู่ใกล้ ๆ พี่เขาตลอด แค่เขายิ้มเขาอยู่ใกล้กูมันก็เหมือนหมดพลังงานไปเสียดื้อ ๆ ถ้าการที่ผู้ชายคนนึงรักผู้ชายอีกคนแล้วเรียกผู้ชายคนนั้นถูกเรียกว่าเกย์ กูคงยอมรับว่ากูคงเป็นเกย์ กูที่รักผู้ชาย กูที่รักพี่เหนือ .......  ”

ผมในตอนแรกที่เอาแต่ก้มหน้าพูดจนประโยคสุดท้ายก่อนจะเงยหน้าเพื่อถามเพื่อนทั้งสามคนออกไป พวกมันที่เงียบจนใจผมนึกหวั่นไอ้ดิวมันอาจรับได้แล้วไอ้บูมกับไอ้ฟ่งล่ะมันจะคิดยังไง

“ พวกมึงรังเกียจกูรึเปล่า ”

คำถามที่ผมพยายามเปล่งออกไปให้ดังที่สุดแต่มันกับคล้ายว่าผมกำลังพึมพำกับตัวเอง

“ กูจะรังเกียจไปทำไมวะ เอาจริง ๆ กูแค่ตกใจที่มึงชอบพี่เขาแบบจริง ๆ จัง ๆ ไม่เหมือนกูกับไอ้บูมกูบอกแล้วไงกูรับได้ กว่ามึงจะรับความรู้สึกของตัวเองได้มันคงงยากมากเลยสินะ อ้าว ๆ ตอนนี้กูยกให้มึงเป็นที่หนึ่งกูจะชงมึงกับพี่เหนือ  ”

“ ไอ้เชี่ย เอาจริง ๆ นะไอ้องศากูเป็นมึงก็ต้องมีหวั่นไหวบ้างแหละ ไม่ใช่มีผู้หญิงที่แพ้คนลูบหัวนะครับ ผู้ชายก็แพ้เป็นเหมือนกัน  ด้อมเหนือองศาต้องมาแล้วไหมวะ   ”

ไอ้บูมที่เขย่าตัวผมจนเจ็บไปหมดก่อนไอ้คนข้าง ๆ จะพูดขึ้นบ้าง

“ กูก็ไม่ไงนะ แบบเรื่องพี่กูคือเดอะเบสในใจแล้วว่ะ  แต่พี่เหนือแม่งหล่อจริงถ้าอยากเป็นที่หนึ่งในใจนะมึงต้องตามจีบพี่เขาให้ติดหรือถ้ามึงจะแอบชอบเรื่อย ๆ แบบนี้ก็ได้นะเว้ยเพราะเราก็ไม่รู้ว่าพี่เขาคิดยังไงอาจจะแค่พี่น้องจริง ๆ เพราะเราไม่ได้เห็นทุกมุมมองของเขา เอาจริง ๆ นะหล่อระดับพี่เหนือมึงว่าจะไม่มีแฟนหรือคนคุยเลยเหรอวะ  ”

ไอ้ดิวพูดขึ้นก่อนจะมองพวกผมที่นั่งฟังอยู่ ดิวพูดมันก็เรื่องจริงเราไม่ได้เห็นทุกมุมชีวิตของเขา สิ่งที่เขาให้เราเห็นอาจเป็นส่วนที่เขาให้รับรู้ก็ได้ ส่วนเรื่องพี่เหนือมีแฟนหรือเปล่าผมไม่รู้จริง ๆ แต่ถ้าให้คิดตามความรู้สึกก็อย่างไอ้ดิวบอกเขาหล่อระดับนั้นจะไม่ให้มีแฟนได้ยังไง หรือเขาอาจมีคนคุย ๆ อยู่ก็ได้ 

“ เพราะฉะนั้นพวกเราลง เรือเหนือองศา แล้วเราต้องแล่นเรือให้ถึงฝั่ง อันดับแรกครับปะไอ้องศาพากูไปหาหนังสือมาอ่านเล่นหน่อยฝั่งนั้นน่ะฝั่งนั้น  ” 

ไอ้บูมชี้ไปยังโซนหนังสือทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่ามันต้องมีเรื่องให้ชวนปวดหัวอย่างแน่นอน

“ กูไม่ไปหรอกจะไปทำไมเรียนฟิสิกส์มาเหนื่อย ๆ กูอยากนอน  ” 

“ ไม่ได้ ๆ มึงลืมการบ้านฟิสิกส์แล้วเหรอวะต้องส่งจันทร์หน้านะเว้ยแล้วหนังสือมันมีแค่ในนี้ด้วย  ”

ไอ้ดิวพูดขึ้นทำให้เขานึกขึ้นได้ว่ามีการบ้านวิชานี้อยู่ ได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินตามเพื่อน ๆ ไปยังโซนชั้นหนังสือ 

วิชาฟิสิกส์ที่ชั้นวางอยู่แทบจะท้าย ๆ ทำให้ผมต้องเดินตามทางเดินไปก่อนเพื่อนเพราะไอ้สามคนที่มีคนรู้จักชวนคุยตลอดทางเพื่อไม่ต้องให้ไอ้เพื่อนมาใช้เป็นข้ออ้างในการล้อเลียนถ้าหากได้เจอพี่เหนือ แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดชงักอยู่กับที่เพราะภาพตรงหน้าของคนที่นั่งหลับตาพิงอยู่กับชั้นหนังสือแม้จะมีเพื่อน ๆ คนอื่นที่นอนเล่นรวม ๆ กันแต่ร่างคุ้นตากับทำให้ผมไม่กล้าจะเดินเข้าไปแล้วทำไมต้องมานอนข้างชั้นหนังสือที่ต้องไปดูด้วยวะ

“ ทำไมมึงไม่เดินไปดูวะไอ้องศา..... อ่ออย่างนี้นี่เอง   ”

ไอ้ฟ่งที่เดินมากอดคอผมไว้แน่นในตอนแรกที่มันกำลังจะพาเดินไปแต่เมื่อเห็นกลุ่มรุ่นพี่ที่นอนอยู่มันถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ 

“ มึงว่าคนเรามันจะมีเรื่องบังเอิญอะไรขนาดนี้ไหมวะเพิ่งพูดถึงไปไม่นาน  ”

ส่ายหน้าเป็นคำตอบให้คนข้างกายว่ากูไม่รู้ก่อนจะดึงแขนมันออกแล้วเดินไปยังชั้นหนังสืออีกด้าน ถึงอย่างนั้นจบวิชานี้ก็เป็นคาบว่างถ้าหาไม่เจอค่อยกลับมาหาอีกรอบ แต่ขณะกำลังยืนเรียกหนังสือกับพวกไอ้ฟ่งอยู่นั้นเสียงพูดคุยของรุ่นพี่ซึ่งนั่งอยู่อีกด้านของชั้นหนังสือก็ดังขึ้น

“ เชี่ยแม่งกูเครียดว่ะกลัวไม่ติดมหาวิทยาลัย  ” 

ในตอนแรกที่ผมกำลังจะเดินกลับไปยังที่นั่งเพราะหนังสือฟิสิกส์ม.4 น่าจะอยู่อีกฝั่งแต่ชื่อของใครบางคนที่เข้าไปอยู่ในบทสนทนาทำให้ต้องยื่นอยู่กับที่เหมือนเดิม

“ เออนั้นดิ แต่พอพูดเรื่องนี้ทีไรก็สงสารไอ้เหนือมันวะ แม่ก็อยากให้เรียนหมอแต่มันนี่ดิไม่อยากเรียนคุยกันเที่ยวไหนทะเลาะกันเที่ยวนั้น  ”

“ จริงเหรอวะดูแม่มันก็เหมือนใจดี ๆ ไม่บังคับมันนิ ”

“ กูเป็นญาติมันกูรู้ทุกอย่าง..... แม่มันน่ะใจดีจริงนั่นแหละแต่มึงเข้าใจไหมเรื่องแบบนี้ให้ลูกกับพ่อแม่ผิดกันเท่าไหร่แล้ว มันอยู่ที่เขาจะรับฟังหรือเปล่า ผู้ใหญ่บางคนชอบมีตรรกะว่าฉันเกิดก่อนพวกเธอเป็นลูกต้องทำตามทุกอย่าง เห็นมันกำลังพูด ๆ อยู่ไม่รู้จะขอได้ไหม  มึงก็รู้นิเห็นมันแบบนี้เอาจริง ๆ ถ้ามันไม่เอาคือไม่เอาเลยกูว่ามันคงให้แม่มันเลือกระหว่าง คณะที่มันอยากจะเข้ากับมันไม่เรียนเลยนั่นแหละ  ”

“ เออไอ้ที่ถ้าไม่เอาคือไม่เอาเลยนี่คือสุด ๆ ละเพื่อนกู กูล่ะยอมใจมันจริง ๆ  อ๋อที่มันยังไม่ยอมยื่นสักที่เพราะเรื่องแบบนี้เองเหรอวะ กูเห็นมันเป็นลูกคนเดียวแถมบ้านรวยซะขนาดนั้นนึกว่าครอบครัวมันจะให้มันบินไปเรียนไกลถึงต่างประเทศ  ” 

เสียงพูดคุยของคนอีกด้านทำให้ความรู้สึกเศร้ามันเริ่มก่อตัวในจิตใจ เรื่องน่าเศร้าของผมมันคงจะอยู่ตรงนี้ถ้าเขาจบม.3 เรายังมีสิทธิ์จะได้พบเจอกันได้ แต่ถ้าจบม.6 ไปโอกาสแทบจะไม่มี บ้านพี่เหนือไกลกับบ้านผมพอสมควรขนาดเคยปั่นจักรยานผ่านบ้านพี่เขาบ่อย ๆ ยังไม่เคยเห็นเลยสักครั้งถ้าพี่เขาไปเรียนต่อที่อื่นคงไม่ได้เจออย่างแน่นอนเวลาเหลืออีกแค่เทอมเดียวทำไมรู้สึกน้อยนิดจังวะ......

“ อันนี้เห็นคุยกับมันตั้งแต่ช่วงม.4 ละแต่มันก็ยืนยันว่าไม่ไป พ่อแม่เขามีลูกคนเดียวมันก็มีตาม ๆ ใจบ้างแหละ แต่เรื่องนี้กูไม่รู้วะจะจบไง ส่วนพ่อมันก็แล้ว ๆ แต่แม่มันแหละ  ”

“ แม่งบ้านมันนะต่อให้มันไม่เรียนต่อก็มีอันจริงกินยันแก่  ”

“ เออเรื่องจริง เดี๋ยวมันตื่นมึงลองถามมันดูแต่ถ้าเรียนหมอจริงมันคงได้ย้ายไปอยู่กรุงเทพ ฯ แหละเพราะเห็นว่าแม่มันอยากให้เข้ามอดังแต่จะพ่ายให้กับคำว่าผมไม่ชอบของเพื่อนกูไหมแค่นั้นแหละ  ” 

“ เออเผื่อกูติด ๆ แถวนั้นบ้างจะได้ขอไปอยู่ด้วยแต่ก็ขอให้มันติดสิ่งที่มันอยากเรียนล่ะวะ  แม่งเรียนหมอไม่ใช่ง่าย ๆ นะ มึงเรียนเก่งแต่ใจไม่ไปมันก็ไม่ได้ปะวะ  นอน ๆ พูดเรื่องเรียนละกูเครียด ”  

เสียงที่เงียบไปของคนทั้งสองจากอีกด้านทำให้ผมต้องเดินถอยหลังออกมา พอมาได้รับรู้เรื่องราวของพี่เขาผ่านคนใกล้ชิดมันก็พลันทำให้ใจห่อเหี่ยว ผมที่เป็นผู้ชายว่าสิทธิ์ที่จะรักเขามันยากแล้วยิ่งมารับรู้ฐานะทางบ้านของเราที่ห่างกันไกล สิ่งที่รู้มาตลอดคือบ้านพี่เขาพอมีฐานะแต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้อีกทั้งยังเป็นลูกชายคนเดียว ต่อให้ทุกสิ่งมันขึ้นอยู่กับพี่เขาแต่มาเจอแบบนี้มันก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน 

“ เฮ้ยอย่าคิดมากดิวะ เหลือเวลาอีกเทอมมันจะน้อยนิดแต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีเวลาเลยนะเว้ย  ”

ไอ้ฟ่งตบบ่าเบา ๆ คล้ายกำลังให้กำลังใจ

“ อย่างไอ้ฟ่งมันว่าแหละ เอาจริงมึงมาไกลกว่าคนอื่น ๆ อยู่นะ  ”

ไอ้บูมที่นั่งตรงข้ามพูดขึ้นบ้าง 

“ กูรู้... ตั้งแต่กูรู้ว่ากูชอบพี่เขาก็รู้ว่ากูไม่มีสิทธิ์อะไรเกินนั้นหรอกแต่ที่เสียใจมันเรื่องเวลานี่แหละ มึงก็รู้นาน ๆ ทีเราได้เจอพี่เขายิ่งม.6 ที่เวลาแทบจะไม่มีนอกจากช่วงมาเรียนกับช่วงกลับบ้านเราก็แทบไม่เจอพี่เขาเลยแล้วนี่เขาจะจบแล้ว ตอนนี้พี่เขาต้องเครียดเรื่องเรียน ไหนจะเรื่องที่บ้านอีก   ”

“ มึงห่วงพี่เขา....  ”

ไอ้ดิวถามขึ้นเบา ๆ ในขณะที่มันกำลังเปิดอ่านการ์ตูนที่มันถือติดมือมาด้วยสรุปหนังสือที่จะต้องทำงานก็ไม่ได้

 “ ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ กูอยากให้พี่เขาได้เรียนในสิ่งที่รัก ”

“ เออคนเรามันต้องมีปัญหาเข้ามาบ้างแหละ อย่างเพื่อนพี่เขาพูดขนาดพี่เหนือจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศพี่เขาพูดไม่อยากไปยังไม่ได้ไปเลย นี่เรียนต่อมึงเชื่อกูสิพี่เหนือที่เราเห็นอะมึงแค่ส่วนที่เขาให้เราได้เห็นแต่พี่เหนือจริง ๆ อาจเป็นอีกแบบก็ได้ แบบที่ดื้อ ๆ ต้องให้องศาปราบแล้วแหละ  ”

“ ก็เชี่ยล่ะครับไอ้ดิว พูดเชี่ยไรเนี้ย ” 

“ เชี่ยเอ้ย แม่งไอ้องศามึงเขินได้ฮาจริง ฮ่า ๆ กูจะแกล้งมึงตลอดละ  ” 

“ กูด้วยครับ / กูด้วย ๆ  ” 

“ กู กูจะไปนั่งข้างไอ้ฟ่งเหมือนเดิมแล้ว ”

ไอ้ฟ่งที่หรี่ตามองมาก่อนไอ้บูมจะกลั้นขำจนหน้าแดง ส่วนไอ้ดิวที่ยื่นหน้ามาแทบชิดหน้าผมก่อนพวกมันจะพูดออกมาพร้อมกัน

“ เจอพี่เขาบอกองศาจองที่ให้พี่หน่อยมึงก็ไปตามเขาแล้วโว้ย  ”  

 

ช่วงเวลาของเกือบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมก็ยังแอบชอบพี่เขาเหมือนเดิมสถานะเราก็คือพี่น้องเฉกเช่นเดิม แต่ตอนนี้เพื่อนในห้องพี่เขารู้จักผมพอสมควรอาจเป็นเพราะพี่เหนือที่เริ่มทักผมบ่อยขึ้นแต่เรื่องเรียนผมก็ยังไม่กล้าที่จะถามพี่เขาว่าเป็นยังไงบ้าง อย่าเครียดมากนะครับได้พักผ่อนบ้างไหม กินข้าวอร่อยหรือเปล่านั้นคือสิ่งที่อยากถามในทุก ๆ วันแต่มันกลับไม่กล้าที่จะพูดออกไป เวลาที่ล่วงเลยใกล้ฤดูสอบปลายภาคเข้ามาเต็มทีและนั้นมันก็หมายถึงเวลาที่ผมจะได้อยู่ใกล้พี่เหนือนั้นน้อยลงไปด้วย

“ เดี๋ยวเราจองที่ให้พี่ด้วยนะเดี๋ยวพี่มาฝากกระเป๋าหน่อย  ”

ร่างสูงของคนที่นั่งอยู่ข้างผมบนรถโดยสารอยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นหยิบชีทสีขาวเล่มหนาในกระเป๋าขึ้นมาก่อนวิ่งลงไปจากรถโดยสารทันที ไม่รู้อีกฝ่ายกำลังไปไหนเมื่อเห็นดังนั้นผมจึงหันมองอีกฝั่งที่เป็นนักเรียนรอรถกลับบ้านกันแต่อยู่ ๆ เสียงพูดของคนด้านหน้าก็ดังขึ้น 

“ จะทำอะไร เล่นอะไรก็หัดดูสีหน้าแฟนเขาด้วยนะอย่าให้มันเกินหน้าเกินตามาก  ”

ผมไม่รู้ว่าคำพูดของพี่ผู้หญิงที่นั่งด้านหน้าหมายถึงใครแต่ทั้งรถโดยสารมีพี่ทั้งสองคนที่นั่งด้านหน้า ผมเองที่นั่งอยู่ถัดมากับพวกไอ้ฟ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังเกือบท้าย ๆ บนรถก็ยังไม่มีใครขึ้นมา แต่ไม่นานก็ได้คำตอบเมื่อมองตามสายตาของพี่ทั้งสองไปยังนอกรถ ชายหญิงคู่นึงที่กำลังยืนคุยกันรอยยิ้มนั่นสื่อให้รู้ว่าทั้งสองสนิทกันมากแค่ไหน พี่ผู้หญิงคนนั้นผมจะพอจะคุ้นหน้าอยู่บ้างว่าเป็นพี่ม.5  เพราะช่วงกีฬาสีที่เป็นคนนำทุกคนร้องเพลง อย่างนี้นี่เองสินะเขาแค่ยังไม่เปิดตัวกันก็ได้หรือเขาคบกันแล้วแต่เพราะผมเป็นคนนอกจึงไม่รู้เรื่องเลย ความรู้สึกอึน ๆ เกิดขึ้นในใจแทบจะทันที ท้องที่มันรู้สึกปั่นป่วนไปหมดขอบตาที่เร่มจะร้อนผะผ่าว หัวสมองที่มันตื้น ๆ มึน ๆ  คิดอะไรไม่ออกรู้แค่ว่าผมต้องเดินออกไปจากตรงนี้ออกไปจากที่นี่ไปหาเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านหลังคำพูดของพี่ด้านหน้าก็ชัดซะขนาดนั้น จะอยู่ทำไมเขาพูดซะขนาดนี้แล้ว

                      วางกระเป๋าของอีกคนไว้ดี ๆ ก่อนจะจับกระเป๋าของตัวเองแล้วลุกไปด้านหลังเงียบ ๆ ไอ้สองคนที่เงยหน้าจากโทรศัพท์มองผมอย่างงุนงงแต่ผมเองที่หันมองไปยังด้านหลังที่เป็นคนทั้งสองยืนอยู่อีกครั้ง เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบา ๆ ก่อนบูมจะลุกขึ้นให้ผมได้นั่งส่วนมันก็ย้ายไปนั่งที่เดิม ระหว่างเราที่มีแต่ความเงียบผมที่มองไปยังสองคนที่คุยกันนานจนคนเริ่มขึ้นรถมาเยอะแล้ว

“ แค่รุ่นพี่รุ่นน้องกันรึเปล่า ”

คำพูดเบา ๆ ของไอ้ฟ่งดังขึ้นผมส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“ ตอนแรกกูไม่รู้หรอกว่าเขาทั้งสองเป็นอะไรกันแต่พี่ผู้หญิงที่นั่งหน้ากูเขาพูด..... เขาพูดว่าจะทำอะไรเล่นอะไรก็หัดดูสีหน้าแฟนเขาด้วยนะอย่าให้มันเกินหน้าเกินตามาก  กูทำอะไรผิดวะกูแค่แอบชอบของกูอยู่เงียบ ๆ   ”

ผมที่หันหน้าไปมองหน้าต่างอีกฝั่งเพราะพี่เหนือที่เดินกลับขึ้นรถมาแล้ว

“ องศา....พี่เหนือมองมึง ”

ผมส่ายหน้าให้กับเพื่อนช้า ๆ ก่อนจะเอนศีรษะลงบนไหล่ของคนข้างกายหลับตาลงช้า ๆ อกหักนี่มันเจ็บแบบนี้เองเหรอวะ

“ ไหวไหมมึง  ”

คำพูดแค่ประโยคเดียวของเพื่อนเหมือนเป็นสิ่งที่สะกิดแผลสด ๆ ร้อน ๆ ให้กลับมาเจ็บอีกครั้ง ผมส่ายหน้าให้มันแทนคำตอบเพราะตอนนี้เรี่ยวแรงที่จะโต้ตอบกลับไปแทบจะไม่เหลือ  อยู่ ๆ น้ำตาที่กลั้นมาตลอดกลับไหลออกมาช้า ๆ พยายามที่จะเช็ดมันออกแต่เหมือนยิ่งเช็ดมันยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิมจนกระทั่งความมืดเข้าปกคลุม

“ คลุมหัวไว้ใครถามก็ไม่ต้องตอบเดี๋ยวกูบอกว่ามึงปวดหัวเอง มึงไม่ผิดเพราะมึงไม่รู้  ”

“ กูว่าพี่เขาพูดแรงไปนะ แล้วมันเชี่ยตรงเพื่อนกูไม่ได้เป็นคนเริ่มเข้าหาพี่เหนือเอง เออมึงก็อย่าโทษตัวเองเลยองศาใครมันจะไปรู้วะจริงไหม  ”

น้ำหนักมือที่ลูบลงบนหัวของคนด้านหลังยิ่งทำให้ผมต้องกัดฟันกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเอง ใช่พี่เขาว่าแรงเกินไปรึเปล่าทั้ง ๆ ที่ผมไม่รู้เลยว่าพวกเขาคบกัน คำพูดที่พี่ทั้งสองพูดนั่นแปลเป็นคนอื่นไม่ได้อย่างแน่นอนถ้าผมรู้ว่าพี่เขามีเจ้าของแล้วผมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาตั้งแต่แรกหรอกใครมันจะไปให้ตัวเองถูกตราหน้าว่าเป็นคนไปสร้างความแตกแยกให้คนอื่นวะ ใครมันอยากให้ใจตัวเองเจ็บแบบนี้ ต่อจากนี้ผมคงต้องกลับมานั่งที่เดิมหยุดยิ้มให้เขาเวลาเจอหน้า หยุดตอบคำถามซ้ำ ๆ ระหว่างเปลี่ยนคาบว่าเรียนอะไร หยุดที่จะมองหาเขาทุกครั้งเป็นคนแรกในช่วงพักเที่ยง ทนเอานะองศาทนเหน่อย อีกแค่ไม่ถึงเดือนเท่านั้นเราก็จะแยกย้ายกันไปแล้วและสักวันที่จะเลิกรักเขาได้เอง  ขอบคุณสำหรับความรักครั้งแรกแม้จะเจ็บไปหน่อยแต่ขอบคุณที่ทำให้ผมได้รู้จักมันแม้จะเป็นแค่รักข้างเดียวก็ตาม

 

 

เวลาอาจเร็วไปอาจสับสนบ้างแต่เราอยากให้กระชับเพราะเล่าอยากเล่าย้อนให้เห็นความรู้สึกขององศาที่มีให้เหนือตั้งแต่เริ่มต้น

ตอนหน้าเข้าสู่ช่วงมหาลัยแล้วนะคะ  ฝาก #เหนือองศารัก      ด้วยนะคะ 

 

 

FB : Ponoi_____

TW : poonoi_16

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 512 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

471 ความคิดเห็น

  1. #371 ENJOY_EVERYDAY (@pink-peat) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 23:43
    งือออ สงสารน้องมาก ๆ เลย ยังดีที่น้องมีเพื่อน ๆ ที่เข้าใจ แล้วยังคอยปลอบใจน้องอีก น้องมีเพื่อนที่ดีจริง ๆ
    #371
    0
  2. #361 Sssaiparnnn (@Saipannewgens) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 07:19
    ชะนี 2 คนคืออิหยังวะคะมากๆๆๆ หล่อนไปเกี่ยวอะไรกับเขาก๊อนนนนนนนน
    #361
    0
  3. #343 hh_9094 (@9094_hh) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 20:13
    องศาลูกกกกก
    #343
    0
  4. #318 Mellowpink (@mildmind19) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 16:56
    แงเข้าใจองศานะ คิดว่าการถอยออกมาเองคือวิธีที่ดีที่สุดในครสตอนนั้น;-;
    #318
    0
  5. #272 984363270 (@0984363270) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 17:59
    อะไรน้องทำอะไรผิดด!!! น้องก้อแอบชอบอยู่ในส่วนของน้อง เป็นไรมากมั้ย??? เบื่อจริงๆสังคมในรร.
    #272
    0
  6. #245 nayaunza (@nayaunza) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 02:41
    อิชะนี2ตัวที่ว่าลูกฉัน -ไรด้วย มีหน้าที่โหนกิ่งต้นไม้ก็โหนไปสิ สาระแนนัก!! แม่งเอ่ย!!ขึ้น นางโหนอยู่กิ่งไหนของต้นไม้วะ! ฉันจะไปเด็ดมันมาเขวี้ยงทิ้งทำเช็ดเท้า//ขึ้นค่ะขึ้น
    #245
    0
  7. #235 thanaporn0 (@thanaporn0) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 16:58
    ติดตามม
    #235
    0
  8. #224 GFMB (@GFMB) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 03:40
    งืออออ องศาลูกกก เป็นตอนที่อยากคอมเม้นท์ทุกช่วงอ่ะ แต่บอกตัวเองว่า ทนอ่านให้จบก่อนนะ อีกนิดๆ! ที่ไหนได้! 55555555 รวมทุกรสจบครบใน 1 ตอน

    มือชง เพื่อนที่ดี เพื่อนที่น่ารัก ฟ่ง บูม ดิว งือออออ น่ารักกกก ตลก โบ๊ะบ๊ะ น่าเอ็นดูมากๆ55555 จบท้ายด้วยอะไรที่เรายังรู้สึกว่า ผู้หญิง คือ ว่าแรงไปนะ นี่เคยโดนเพื่อนใส่ความหาว่าจะแย่งแฟนเพื่อน ทั้งๆที่ดราไม่เคยเห็นหน้า รู้จัก เจอ แฟนของเพื่อนเลย....-_- ประโยคนี้รุนแรงอยู่นะ แม้ว่าน้องจะแอบชอบก็ตาม แต่น้องไม่ได้ทำอะไรผิดนะเว้ย โหย ใจร้ายจริง! //กอดลูกกอดดดดดด
    #224
    0
  9. #209 immortal_ploy (@ploykannikar) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 06:43
    เข้าใจองศาเลย สู้ๆคับ เป็นกำลังใจให้
    #209
    0
  10. #179 071727 (@071727) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 20:29
    โอ๊ยมันหน่วง สงสารองศา พี่เหนือก็ไม่ชัดเจนไม่บอกอะไรน้องเลย
    #179
    0
  11. วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 22:37

    แงงงง น้องงงองศาของแม่
    //ยังไงก็สู้ๆนะคะ ตามผลงานของคุณไรต์อยู่นะคะ
    #73
    0
  12. #70 Noeyyy9692 (@Noeyyy9692) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 07:03

    ✌✌✌✌✌✌
    #70
    0
  13. #68 Azisa (@0616213309) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 22:32
    รอๆๆๆๆๆ
    #68
    0
  14. #67 @GhYloSFa94_ (@Ranizy61) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 03:20

    ชอบๆๆนะฮะ ปูเรื่องได้ดี รอติดตามอยู่นะๆ
    #67
    0
  15. #65 pxrn (@Parnza_mb) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 10:13
    รอนะคะไรท์ㅠㅠ
    #65
    0
  16. #64 vorrakonratt (@kwan-sao) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 19:35
    หูยยย... ชอบพลอตเรื่องแบบนี้
    ตามมาจากเจ้าทีเร็กซ์ค่ะ....
    ไรท์มาต่อเรื่องนี้ไว ๆ นะค๊าาาา
    #64
    0
  17. #63 chinegidaoo (@chinegidaoo) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 21:49
    มาต่อเร็วๆน้า

    เรารออยู่
    #63
    0
  18. #61 Aoy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 14:55

    รีบอัพเถอะขอออร้องงงงง

    #61
    0
  19. #60 GT_SD03 (@dormzii2543) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 14:08

    เข้าใจความรู้สึกองศาเลยอ่ะเจ็บมากๆเลยอ่ะแต่ก็ต้องทนและทำให้ได้ ยังไงก็แล้วแต่รออ่านตอนต่อไปอยู่นะไรท์
    #60
    0
  20. #59 reapB (@reapB) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 01:15
    รอมากๆ นะคะโครงเรื่องดีมากเรารอนาาาา
    #59
    0
  21. #58 Wipawee Sadteetanyahan (@moo_noy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 09:23
    ดีมากเลยค่าา รอนะค่าา
    #58
    0
  22. วันที่ 21 เมษายน 2563 / 14:44
    ชอบการบรรยายมากเลยค่ะ มันเห็นภาพ รอนะคะ
    #57
    0
  23. #56 Mmm02 (@Mmm02) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 07:58

    เฮ้อ...สงสารน้องจัง อย่าม่ามากนะ มันหน่วงง่ะ.



    #56
    0
  24. #55 Conasu0_0 (@Conasu0_0) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 11:31
    สงสารน้องฮื่อออออออออ//สู้ๆนะคะไรท์รออ่านตอนต่อไปอยู่น้า
    #55
    0
  25. #54 faiifuza (@faiifuza) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 07:25
    เจ็บจึกๆแทนองศาเลย งื้อออออ
    #54
    0