คัดลอกลิงก์เเล้ว
[SF] だいきくん は 誰ですか? | ❛ in the syzygy ❜ — #JINHWI #DEEPHWI | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


だいきくん は 誰ですか?
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

a daiki's story    |    in the syzygy

#ไดกิไหน




--




alluring summer

when the heart flutter begins





--










b
e
r
l
i
n
?

เนื้อเรื่อง อัปเดต 7 ก.ค. 61 / 20:29


Title : in the syzygy

Author : pondpond32

Pairing : Deephwi ; Bae Jinyoung x Lee Daehwi

Rate : PG

Hashtag : #ไดกิไหน

 

 

--

 

 

Dear God,

It’s okay about hurt im feel inside,

I just a:

…please take care of him.

 

 

               06 : 27 PM

               นาฬิกาข้อมือถูกยกขึ้นมามองลวกๆ ก่อนจะย้ายไปกระชับสายกระเป๋าเป้ใบเก่งไม่ให้ตกลงมาจากไหล่ เขาเร่งความเร็วฝีเท้าตัวเองให้มากขึ้นเมื่อคำนวณได้ว่าอีกไม่ถึงห้านาทีก็จะสายกว่าเวลานัดและอาจทำให้คนที่รออยู่ตั้งท่าบ่นไม่หยุดอีก รอยยิ้มบางๆแต้มบนใบหน้าเมื่อคิดประมวลไปถึงใบหน้าไร้เดียงสานั้นกำลังมุ่ยลงเพราะไม่พอใจ

              

 

 

               “ฮื่อ! ตกใจหมด”

 

               เสียงหวานปนฉุนเฉียวเล็กๆเอ่ยขึ้นเมื่อหลังมือของคนมาใหม่เคาะลงบนโต๊ะไม้สีอ่อนที่ตนเองกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนข้อความลงในกระดาษอย่างขะมักเขม้น เขาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอีกคนพลางวางกระเป๋าเป้ไว้บนที่ว่างข้างตัว การกระทำนั้นเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่ข้อมือเล็กของคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วถูกยกขึ้นมาดูนาฬิกา ก่อนที่จะเงยหน้ามองคนมาใหม่อย่างคาดโทษ “หกโมงสามสิบเอ็ดนาที พี่มาสาย จิโระคุง”

 

               “โธ่ บอกแล้วไหมให้เรียกจินยองๆคนถูกดุตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย แล้วอีกอย่าง หนึ่งนาทีไม่ถือว่าสาย โอเค๊

 

นี่.. พี่ฟังเรานะคนตัวเล็กกว่าเสียงเข้มขึ้นมาเมื่อได้ฟังวาจาไม่เข้าหู ข้อที่หนึ่ง ที่นี่ญี่ปุ่น พี่พูดภาษาญี่ปุ่น เราเองก็เป็นคนญี่ปุ่น การใช้ชื่อญี่ปุ่นก็ถูกแล้วและเราจะไม่ยอมพี่เรื่องนี้อีก”

 

“..........”

 

“ส่วนข้อที่สอง .. สายหนึ่งนาทีก็นับว่าสาย .. โอเค๊?”

 

โอเคๆ ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นตอบกลั้วหัวเราะก่อนจะหยิบเมนูอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิด ทว่าก็ยังไม่สามารถบอกปัดเรื่องให้มันจบๆไปกับคนตรงหน้าได้อยู่ดี

 

เดี๋ยวก่อน บอกมาก่อน เราชื่ออะไร

 

อะไรของเรา

 

ไม่ ไม่ บอกมา

 

ก็แดฮวีไง ทำไมล่ะ

 

ว่าแล้วเชียว พี่นี่ไม่ฟังกันบ้างเลย!ส่งน้ำเสียงหงุดหงิดจนทำให้คนฟังอดเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะไม่ได้ สายตาคาดโทษยังคงถูกส่งไปให้เขาแต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากขบขันและหัวเราะเบาๆเหมือนตั้งใจจะแกล้ง

 

“คุณครับ ผมจริงจังนะครับ”

 

“ฮ่าๆๆ ก็ได้ๆ ไดกิคุงครับ ไม่โมโหเนอะ สั่งข้าวดีกว่า”  

 

เมื่อเห็นว่าคุณไดกิดูไม่มีทีท่าจะอ่อนลงง่ายๆ เขาจึงตัดสินใจเลิกแกล้งแล้วตัดบทหยิบเมนูอาหารขึ้นมาเปิดให้อีกคนสั่งแทนเสียดื้อๆ ลมหายใจฟึดฟัดถูกส่งมาเป็นชุดสุดท้ายก่อนที่เจ้าของใบหน้ามุ่ยนั้นจะยอมเปลี่ยนโฟกัสไปสนใจที่เมนูอาหารตรงหน้าแต่โดยดี ซึ่งเขาก็ได้แต่ระบายรอยยิ้มออกมาในขณะที่ไล่สายตาเก็บภาพตรงหน้าช้าๆอย่างที่คนถูกมองก็คงจะไม่รู้ตัว

 

แดฮวี .. ไม่สิ ไดกิ .. ไดกิคุงอ่อนกว่าเขาราวสามปีได้ เขาพบเด็กผู้ชายตรงหน้าในชุดนักเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายที่สถานีรถไฟในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเขายังเป็นแค่จินยอง .. แพจินยอง นักศึกษาทุนเรียนดีชั้นปีที่สามที่ได้รับโอกาสไปเรียนต่างประเทศในชั้นปีสุดท้ายก่อนที่จะเรียนจบ จินยองเลือกเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเหตุผลง่ายๆอย่างระยะทางที่ไม่ไกลบ้านนักเผื่อว่าคิดถึงครอบครัวจะได้กลับไปหาได้สะดวก จนได้มารู้จักกับไดกิคุงเพราะเขาเผลอสบถเป็นภาษาเกาหลีออกมาขณะกำลังซื้อตั๋วรถไฟแล้วพบว่าทุกอย่างดูยุ่งยากและเขาเริ่มหงุดหงิด ในตอนนั้นเองที่เด็กมัธยมปลายตัวเล็กคนนึงอาสาเข้ามาช่วยโดยการใช้ภาษาเกาหลีในระดับที่เขาเผลอนึกไปแล้วว่าเป็นเด็กเกาหลีที่ย้ายมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่นเหมือนกันกับเขา

 

แม้จะไม่ถูกทั้งหมด แต่การเดาของเขาก็ไม่ได้ผิดไปจากนี้มากนัก ไดกิคุงคือลูกครึ่งเกาหลี-ญี่ปุ่นที่ย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นกับคุณแม่ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมต้น เทียวไปเทียวกลับเกาหลีญี่ปุ่นในทุกๆปิดเทอมภาคฤดูร้อนเพื่อใช้เวลาอยู่กับคุณปู่ที่เกาหลี  แน่นอนว่านี่จึงทำให้สนทนาได้คล่องแคล่วทั้งสองภาษาอย่างไม่ต้องสงสัย และเพราะเหตุนี้ เจ้าเด็กมัธยมปลายปีสุดท้ายที่มีน้ำใจช่วยเหลือชาวต่างชาติบนสถานีรถไฟก็เลยกลายเป็นติวเตอร์สอนภาษาส่วนตัวของเขา หลังจากที่ใช้เวลาเพียงสี่สิบนาทีบนรถไฟพูดคุยกันถูกคอจนถึงขั้นแลกอีเมล

 

ไดกิคุงเป็นเด็กร่าเริง มีอารมณ์ขัน เติบโตมาในครอบครัวที่มอบความรักให้อย่างอบอุ่น ทั้งคู่ออกมาเจอกันทุกสัปดาห์ตลอดฤดูร้อนในปีแรกที่เพิ่งเริ่มทำความรู้จัก ไดกิสอนภาษาญี่ปุ่นให้เขา เขาสอนไดกิทำโจทย์สำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเมื่อสนิทกันมากขึ้น  จิโระคุงก็เป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นที่ไดกิมอบให้เขาเป็นของขวัญชิ้นแรกตอบแทนมิตรภาพตั้งแต่เริ่มทำความรู้จักกันมา

 

เขากับไดกิคุยกันได้ทุกเรื่อง เรื่องสัพเพเหระ เรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องที่บ้านเขา เรื่องที่บ้านไดกิ ทั้งคู่แลกเปลี่ยนและเรียนรู้กันผ่านทั้งการคุยทางอีเมลและการสนทนาต่อหน้า ไดกิรู้แทบทุกเรื่องของเขา และเขาเองก็รับฟังปัญหาแทบจะทุกอย่างของไดกิ ว่ากันว่าการเล่าความลับให้กันฟังจะทำคนเราสนิทกันขึ้นอีกหนึ่งระดับเพื่อรักษาความลับเหล่านั้น ถ้ามันเป็นแบบนั้น สำหรับเขา ไดกิคือคนที่เขาสนิทมากที่สุดไม่ว่าจะในแผ่นดินญี่ปุ่นหรือเกาหลี

 

เขาไม่รู้หรอกว่าอีกคนเล่าเรื่องส่วนตัวให้เขาฟังมากแค่ไหน

แต่จากที่เคยถาม ไดกิก็บอกว่าเกือบจะทั้งหมดแล้วนะ

ซึ่งในเกือบจะทั้งหมดนั่นน่ะ ก็มีบางเรื่องที่เขาไม่ค่อยอยากจะรู้สักเท่าไหร่

 

ไดกิมีคนที่ชอบอยู่แล้ว นั่นดับฝันเขาตั้งแต่เดือนแรกที่รู้ตัวว่ารู้สึกยังไงกับไดกิ เด็กนั่นน่ารักเกินไปและเขาก็ห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้ เรื่องเล่าเกี่ยวกับบุคคลที่สามที่จินยองไม่แม้แต่อยากจะรู้จักกลายเป็นหัวข้อสนทนาอยู่บ่อยๆเวลาที่อีกคนขัดใจหรือไปหึงอะไรเขามา สารภาพว่าจินยองไม่อยากรู้เลยสักนิดเดียวแต่ก็ต้องปั้นหน้าทำเป็นรับฟัง

 

“แล้วนั่นเขียนอะไรอยู่” ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกคนเริ่มลงมือเก็บข้าวของที่วางกระจัดกระจายบนโต๊ะในตอนแรกเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับวางอาหาร ตัวเล็กรูดซิปปิดกระเป๋าเครื่องเขียนก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาตอบ

 

“คำอธิษฐานแหละ เอาไว้แขวนขอพร”

 

“อ้อ”

 

วันนี้ทานาบาตะนี่นะ..

เขามองตามกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นยาวในมือของอีกคน ในใจรู้อยู่แล้วแต่ก็อดถามขึ้นมาอีกไม่ได้

 

“อธิษฐานว่าอะไร”

 

“ไม่บอกหรอก บอกไปก็ไม่สมหวังสิ”

 

จินยองฝืนหัวเราะ  ส่งสายตาเป็นเชิงคำถามเพื่อย้ำคำตอบจากไดกิอีกครั้ง ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่าอีกคนส่ายหน้าปฏิเสธ

ทังซะคุสีชมพู แปลว่าขอพรเกี่ยวกับความรัก

 

“เขามีแฟนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

 

“พี่อย่ามาหลอกถามหน่อยเลย”

 

“ไม่เคยหลอก นี่ถามจริงๆ” จินยองมองทุกการกระทำของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ตั่งแต่กระดาษแผ่นนั้นค่อยๆถูกคว่ำลงไม่ยอมให้เขาอ่าน จนกระทั่งมันถูกย้ายไปเก็บใส่ในกระเป๋าอย่างปลอดภัย “ไปขอพรแบบนั้น มันจะไม่ดูเหมือนอยากให้เขาเลิกกันเหรอ”

 

“ไม่ใช่นะ!

 

อีกคนตอบทันทีโดยแทบจะไม่ต้องคิด

 

“เราก็ขอให้เราสมหวังของเรา มันไม่เกี่ยวกับว่าเขาต้องเลิกกันสักหน่อย”

 

อืม .. เขาก็พูดไปอย่างนั้นล่ะ

จริงๆแทบจะไม่ต้องเดาเลยด้วยซ้ำว่ามีข้อความอะไรถูกเขียนลงในกระดาษสีชมพูแผ่นนั้นบ้าง

 

 

...แต่ว่านะ

ถ้าไดกิคุงจะดูใจร้ายที่อธิษฐานขอพรให้ตัวเองสมหวังโดยที่เขาจะต้องเลิกกัน

เขาเองก็คงไม่ต่างกันที่เอาแต่ภาวนาให้คนตัวเล็กตรงหน้าเลิกหวังอะไรที่ไม่มีวี่แววว่าจะสมหวังเสียที

 

--

 

หลังอาหารมื้อเย็น จินยองถูกไดกิรบเร้าให้เดินเที่ยวงานทานาบาตะเป็นเพื่อน จริงๆแผนวันนี้สำหรับเขากับไดกิก็มีแค่นัดกินข้าวกับคืนหนังสือที่เขายืมอีกคนไปเมื่อเดือนก่อน แต่เมื่อถูกชวนและจินยองไม่ได้รีบจะไปไหนต่อก็เลยไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องปฏิเสธ

 

จริงๆแล้วจินยองไม่ได้ชอบทานาบาตะสักเท่าไหร่ เขาไม่ชอบขอพร ไม่ชอบความรู้สึกเวลาที่ตัวเองขออะไรไปแล้วไม่สมหวัง เขามองว่าความรู้สึกแย่ที่เกิดขึ้นจากความผิดหวังน่ะมันแย่กว่าความรู้สึกแย่ที่เกิดขึ้นเองตามปกติเสียอีก ทานาบาตะสำหรับเขาก็เลยค่อนข้างน่าเบื่อและไม่ได้น่ารอคอยให้มาถึงอะไรขนาดนั้น ไม่เหมือนกับอีกคนที่ดูจะชอบเอาซะมากๆจนนับวันรอให้มาถึงเร็วๆแทบจะทุกปี

 

เขาเดินตามไดกิคุงที่เดี๋ยวเดินเดี๋ยวหยุดถ่ายรูปอยู่แทบจะตลอดเวลามาจนถึงทางเดินเลียบริมแม่น้ำสายใหญ่ โคมไฟสีเหลืองส้มในลูกบอลจักสานถูกนำมาตั้งกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นหญ้า และก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้เห็นคนตัวเล็กข้างหน้าเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความร่าเริง

 

“นั่งตรงนี้สักพักก่อนแล้วค่อยกลับนะ”

 

คนตัวเล็กเอามือตบปุๆที่พื้นหญ้าข้างตัวเป็นการเชิญชวนให้เขานั่ง จินยองย่อตัวนั่งลง แววตาเป็นประกายทอดมองลงไปในพื้นน้ำตรงหน้า สายน้ำไหลเอื่อยๆยังคงทำหน้าที่สะท้อนแสงไฟในยามค่ำคืน

 

“เรามาที่นี่ทุกปีเลยไหม”  

 

“เรามาทั้งปี” น้ำเสียงเจือหัวเราะเอ่ยตอบ จินยองหันมามองเสี้ยวหน้าอีกคน ไดกิคุงค่อยๆคลี่ยิ้มออกมาบางๆ “โกรธก็มา เศร้าก็มา”

 

“ .. เราชอบมาสงบสติอารมณ์”

 

ดูเหมือนบรรยากาศจะเปลี่ยนไปเร็วจนน่าตกใจ

เพราะมันเหมือนจะค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆเมื่อเจ้าตัวต่อประโยคจนจบ

มีแต่เสียงถอนหายใจเบาๆเท่านั้นที่เขาได้ยิน

 

และไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือเปล่า ที่จินยองยอมปล่อยให้มันเป็นแบบนั้น

 

“แล้วดีขึ้นไหม”

 

“...ก็”

 

“..........”

 

“ไม่รู้สิ.. ดีขึ้นมั้ง”

 

ไดกิคุงเป็นคนเก็บความรู้สึกไม่เก่งเลยสักนิด

 

“เราอาจจะใจร้ายอย่างที่พี่คิดก็ได้นะ เพราะถ้าให้มันหาย ก็คงจะต้องเป็นตอนที่เราสมหวังอะ”

 

“.........”

 

“ซึ่งถ้าจะให้เราสมหวัง เขาก็คงต้องเลิกกันก่อนน่ะสิ”

 

...อ้อ เรื่องนี้เอง

 

 

“แต่เพราะมันทำไม่ได้ไง เราก็เลยได้แต่มานั่งตรงนี้เฉยๆ นั่งไปเรื่อยๆจนกว่าจะเลิกคิดอะไรโลภๆแบบนั้นได้สักทีอะ”

 

 

จินยองถอนหายใจออกมาช้าๆ ก่อนจะตัดสินใจเลื่อนมือตัวเองไปกุมมืออีกคนแล้วบีบเบาๆ

 

ถึงแม้ว่าเขาจะได้ยินเรื่องของคนที่ไดกิชอบมาเป็นล้านครั้งและเห็นคนตัวเล็กข้างๆนั่งหน้าหงอยแบบนี้ทุกทีที่พูดถึงเขา แต่อาการตัดพ้อน้อยอกน้อยใจมากขนาดนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นให้เขาเห็นบ่อยสักเท่าไหร่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาไดกิเลือกปิดมันไว้ด้วยรอยยิ้มและบางครั้งที่จินยองเริ่มจับสังเกตได้ว่าคงจะไม่ไหว เจ้าตัวก็รีบขอตัวแยกไปก่อน

 

เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรมันถึงได้เกิดขึ้นในวันนี้ ตอนนี้ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะคำถามโง่ๆคำถามนั้นของเขาเองหรือเปล่าที่ทำให้อีกคนคิดมากจนจิตตก แต่แววตาที่เคยสดใสคู่นั้นตอนนี้ฉายแววหม่นหมองจนทำให้จินยองอดกำชับมือที่กุมอยู่กับอีกคนให้แน่นขึ้นกว่าเดิมไม่ได้ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่ไดกิคุงหันมา ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองที่เก่า

 

จะไปรักคนที่เขาไม่รักทำไมนะ

รักแล้วก็มาเจ็บอยู่อย่างนี้ ทำเขาเป็นห่วงแทบบ้า

 

แล้ว

 

ถ้ารู้ว่ามีคนเขาแอบชอบอยู่

ถ้ารู้ว่ามีคนเขาเห็นคุณค่า

ไดกิคุงจะยอมให้โอกาสคนคนนั้นหรือเปล่า?

 

 

 

“เราเหนื่อยแล้ว”

 

... จะเป็นไปได้มั้ยนะ

 

“เราอยากตัดใจแล้วอะ”

 

... ที่เขาจะมีโอกาส..

 

 “อยากเลิกชอบ อยากชอบคนอื่น”

 

... ได้ลองคุยกับไดกิคุง.. ด้วยสถานะอื่น?

 

“อยากพอสักที”

 

 

...ถ้าเพียงแค่ลองบอก ลองสารภาพออกไป

 

 

 

“แต่พี่รู้มั้ยว่ายิ่งเราพยายาม .. มันก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองคงทำไม่ได้”

 

...

 

“เพราะแค่เราเห็นเค้ายิ้ม เราก็มีความสุขตามเค้าไปด้วยแล้วอะ”

 

..

 

 

“เราคงทำไม่ได้หรอก”

 

มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก

 

--

 

ก่อนที่ไดกิคุงจะรู้สึกแย่ไปมากกว่านั้น จินยองเลยตัดสินใจชวนกลับบ้านและพาเด็กหน้างอไปส่งที่สถานีรถไฟ แววตาหงอยๆยังคงปรากฎให้เขาเห็นอยู่ตลอดจนถึงวินาทีสุดท้ายที่โบกมือลากัน จินยองพูดอะไรออกไปไม่ได้มากไปกว่าเป็นห่วง ซึ่งอีกคนก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเศร้าๆว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงหาย วินาทีนั้นเขาก็ได้แต่ตะโกนตอบในใจออกไปแทบจะทันทีว่าแล้วยังไงล่ะ สุดท้ายไดกิคุงก็เลิกชอบเขาไม่ได้อยู่ดี

 

จินยองหันหลังให้รถไฟขบวนนั้นด้วยความรู้สึกใหม่ เหมือนจะทำใจได้ แต่ก็รู้ดีว่ามันคงไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ เขากับไดกิก็เหมือนกัน .. แอบชอบเหมือนกัน ไม่มีหวังเหมือนกัน ต้องตัดใจเหมือนกัน บอกไปก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอก  .. เอาจริงๆแค่โลกอนุญาตให้เขาโคจรมาพบกับไดกิคุงก็ถือว่าใจดีกับเขามากพอแล้ว แค่ได้อยู่ข้างๆ .. หรือมากที่สุดก็อาจจะได้อยู่ตรงข้าม แต่ยังไงเขาก็คิดว่ามันคงไม่มีทางจะมาบรรจบกันได้อยู่แล้วแหละ

 

ก็ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไปนั่นแหละดีแล้ว

เพราะเขาคงดูเห็นแก่ตัวน่าดู

ถ้าไปสารภาพรักในช่วงเวลาที่อีกคนอ่อนแอจนเกือบจะร้องไห้ขนาดนั้น

 

เดินคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็เดินย้อนกลับเข้ามาในงานทานาบาตะ บรรยากาศงานที่เพิ่งซึมซับได้ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกนี่เอาจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ดูน่าเบื่อขนาดนั้น กระดาษหลากสี ต้นไม้ โคมไฟ ผู้คน ... พอทุกอย่างมาอยู่รวมกันแบบนี้แล้วก็ดูสวยดี

 

จินยองถอนหายใจ ยืนนิ่งมองต้นไม้ที่เต็มไปด้วยกระดาษขอพรอีกครั้ง ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่เขาเลิกสนใจที่จะอธิษฐานขอพร อาจจะสามปี .. ห้าปี .. หรือมากกว่านั้น ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้นคือเขาไม่อยากรู้สึกผิดหวัง .. ฟังดูงี่เง่า แต่เขาก็เลิกขอพรไปตั้งนานแล้วเพราะเชื่อแบบนั้นจริงๆ

 

.. แล้วถ้าเขาจะลองตั้งความหวังกับมันอีกสักครั้งมันจะเป็นยังไง?

หรือถ้าต่อให้มันผิดหวังแล้วมันจะเป็นยังไงต่อไปนะ?

 

 

 

เขาแขวนซังทะคุสีชมพูไว้ที่กิ่งไผ่ที่เต็มไปด้วยกระดาษแผ่นยาวหลากสี

พนมมืออธิษฐานขอให้คำขอเป็นจริงสักครั้งก่อนจะเดินออกไป

 

ทำถูกแล้วล่ะนะ

ทำถูกแล้วจินยอง

 

 

 

ขอให้รักที่เฝ้ารอคอยมานานของไดกิซังสมหวังได้สักที.

 

 

 

 

 

 

end.

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

Note: แต่งไปครึ่งเรื่อง เพิ่งสำนึกได้ว่าไดกิสตอรี่ทำไมแต่งมุมจินยองวะ 5555555555555555 แต่ก็นั่นล่ะค่ะ เริ่มแบบนี้ก็ต้องไปแบบนี้ คิดว่ามันไม่ค่อยสนุกอะ ติชมได้เด้อ อย่าลืมไปอ่านอีก 4 เรื่องด้วยนะคะ และอย่าลืมแท็ก #ไดกิไหน ด้วยนะ ตะตามไปส่องค่ะ รักๆๆๆๆ /หัวใจ




ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ `p.plaster จากทั้งหมด 8 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. #5 KAXXI (@0123456789105) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 16:04
    หน่วงๆยังไงมั่ยลู้ 😭🙊🙉🙈
    #5
    0
  2. วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 03:34

    พิ๊จินนนนนㅠㅅㅠ

    ตะไมมันเศร้าแบบเนร้

    #4
    0
  3. #3 Jinhwiislife (@arcanist) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 21:30
    สงสารทั้ง 2 คน ;-;
    #3
    0
  4. #2 toonmyeon2 (@toonmyeon) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 20:57
    ทำไมมันเศร้าคะไรท์จะร้องฮื้อTT
    #2
    0
  5. #1 toonmyeon2 (@toonmyeon) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 20:55
    ไรท์คะทำไมมันเศร้าาแบบเน้ฮื้ออออTT
    #1
    0