คนสุดท้าย [YAOI]

ตอนที่ 3 : คนสุดท้าย : 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 209
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    26 ก.ย. 63

 

คนสุดท้าย : 2

IRIS PART :

“อึก อือ” ผมส่งเสียงในลำคออย่างขัดใจเมื่อขยับตัวแล้วรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งร่าง อาการเจ็บน้อย ๆ ที่ก้นทำให้ผมชะงักแล้วลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ

“ตื่นแล้วเหรอ?” ทันทีที่ลืมตาขึ้นก็มีเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักขึ้นมา

“มาร์โลว์” ผมหันมองตามต้นเสียงแล้วก็พบกับผู้ชายตัวสูงที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ก็จะไม่ให้คุ้นได้ยังไง เมื่อคืนนี้นัวเนียกันทั้งคืน ขนาดผมไม่ค่อยมีสติยังจดจำรูปร่างหน้าตาของมาร์โลว์ได้อย่างดีแบบที่ไม่ต้องเสียเวลานึกย้อนความทรงจำเลย

“จำเรื่องเมื่อคืนได้ไหม?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วถาม มาร์โลว์เดินเปลือยอกอวดหุ่นขาวที่มี Six Pack แน่น ๆ เข้ามาหา

“ผม…” ผมลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก จู่ ๆ ก็รู้สึกปากแห้งคอแห้งขึ้นมาเสียอย่างนั้น มาร์โลว์คงไม่รู้สินะว่าผมแพ้เขาในสภาพแบบนี้ มาร์โลว์ที่หัวเปียกน้ำแล้วพันผ้าขนหนูที่เอวสอบอย่างหมิ่นเหม่นั่นชวนให้ใจสั่นจริง ๆ 

“เล่าให้ฉันฟังทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” เขาเดินมานั่งลงข้าง ๆ ผมในฝั่งที่เขานอนเมื่อคืนนี้ ผมหลุบตาลงต่ำเพราะนึกหวั่นในใจกลัวผ้าขนหนูนั่นจะหลุด แต่มาร์โลว์กลับไม่ได้สนใจมันเลย

“ผมถูกลุงเขยเอาไปขายให้กับเจ้าหนี้ แล้วเขาก็วางยาปลุกเซ็กส์ในแก้วเหล้า” ผมนั่งทำใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟังในเวอร์ชั่นรวบรัด

“รู้จักมันไหม?” พอได้ยินเรื่องที่ผมเล่ามาร์โลว์ก็นิ่งไป คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะตามมาด้วยคำสบถอีกหลายคำ

“ได้ยินว่าชื่อนิโคล” ผมไม่รู้จักคนพวกนั้น ไม่เคยเจอ ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอกับนิโคล แต่เป็นการเจอกันครั้งแรกที่ผมจะจดจำไปชั่วชีวิตเลย

“นิโคล?” มาร์โลว์ทวนคำพูดของผม เหมือนเขาจะติดใจกับชื่อของอีกฝ่าย ไม่แน่มาร์โลว์อาจรู้จักนิโคลก็ได้ ได้โปรดเถอะพระเจ้า ขออย่าให้สองคนนี้เป็นเพื่อนกันเลย ไม่อย่างนั้นชีวิตผมคงจะเป็นวังวนที่เลวร้ายมากแน่ ๆ

“อื้อ”

“นายพักเถอะ เดี๋ยวฉันมา” มาร์โลว์เงียบไปนานเหมือนเขากำลังใจความคิดอย่างหนัก แต่พอเห็นผมนั่งจ้องหน้าอยู่มาร์โลว์ก็ยื่นมือมาดันไหล่ผมให้ล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มทับถึงหน้าอกให้ การกระทำเหล่านั้นทำให้ผมแปลกใจ ผู้ชายคนนี้อ่อนโยนมาก 

“คุณจะไปไหน?” ผมคว้าจ้อมือหนาเอาไว้แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

“จัดการธุระนิดหน่อย” เขามองหน้าผมก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาบาง ๆ คล้ายกับว่าต้องการผมวางใจ เขาไม่ได้ทิ้งหรือหนีผมไปไหน 

“ไปส่งผมได้ไหม?” มันไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่ผมจะต้องรอเขา เราควรแยกกันได้แล้ว แต่ผมในสภาพนี้จะให้กลับเองก็ดูจะยากอยู่ จริง ๆ ก็กลับเองได้แหละ แต่ถ้าให้มาร์โลว์ไปส่งมันก็จะสะดวกสบายกว่า ซึ่งแน่นอนว่าผมรักความสะดวกสบายเหล่านั้น

“จะไปไหน?” เหมือนอารมณ์ของมาร์โลว์จะเปลี่ยนทันทีที่ผมขอให้เขาไปส่ง ทำไมต้องทำหน้าดุขนาดนั้นนะ ไม่เห็นเข้าใจเลย

“ผม…จะกลับบ้าน” ผมหลุบตาลงต่ำมองมือตัวเอง จู่ ๆ ก็รู้สึกตัวหดเล็กลงเหลือสองเซนฯ 

“บ้าน?” มาร์โลว์ดูจะแปลกใจและไม่พอใจในคำตอบของผม ก็แน่ล่ะ เมื่อคืนผมเพิ่งบอกเขาไปว่าไม่อยากกลับบ้าน แต่ผมไม่ได้มีบ้านหลังเดียวไง 

“ผมมีบ้านของพ่อกับแม่ ผมจะกลับไปที่นั่น” ถึงปัจจุบันนี้จะอยู่บ้านของป้าที่โดนลุงยึดไปแล้ว แต่ผมก็ยังมีบ้านของพ่อกับแม่ให้ไปซุกหัวนอน ใจจริงก็ว่าจะกลับมาอยู่บ้านตัวเองนานแล้ว แต่เพราะไม่อยากให้ไอ้ลุงเหี้ยนั่นได้ใจกับการยึดสมบัติของครอบครัวผม ผมเลยยังอยู่บ้านป้าเพื่อคอยขัดแข้งขัดขา และนี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ไอ้ลุงแก่มันขายผมให้นิโคล เมื่อไม่มีผม การจะหุบสมบัติทั้งหมดแล้วเอาไปผลาญต่อก็ไม่ใช่เรื่องยาก

“ไม่ต้อง” มาร์โลว์สวนกลับมาทันควัน 

“ครับ?” นั่นทำเอาผมเหวอไปเลย

“อยู่กับฉัน” เขาพูดแค่นั้นแล้วก็ลุกไปแต่งตัว ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมงงเข้าไปใหญ่

“คือ…ยังไงนะครับ?” บทจะพูดน้อยก็น้อยจนปวดหัว

“ย้ายไปอยู่กับฉัน” หลังจากที่แต่งตัวเสร็จ คนตัวสูงก็เดินกลับมาที่เตียงพร้อมจ้องหน้าผมนิ่ง

“แต่ผมไม่รู้จักคุณ” ผมพึมพำเสียงแผ่วเบา เพราะเพียงแค่อ้าปากพูดมาร์โลว์ก็ถลึงตาดุใส่

เดี๋ยวสิ! ผู้ชายอ่อนโยนคนเมื่อกี้หายไปไหนแล้ว?

“ฉันชื่อมาร์โลว์ อายุ 25 ปี ทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ มีสนามแข่งรถ LW มีน้องชาย 1 คน อ้อ แล้วก็ฉันโสดและรวยมาก” เขาพูดออกมาสบาย ๆ ราวกับว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ง่ายไปไหม?

“ผมไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” ผมยกมือขึ้นกอดอกแล้วเบือนหน้าหนี แม้ภายในใจจะแอบเต้นแรงผิดจังหวะก็เถอะ เพราะนี่มันต่างจากที่ผมคาดคิดเอาไว้มากเลยนะ ผมนึกว่าพอผ่านเรื่องเมื่อคืนนี้ไปได้ มาร์โลว์ก็จะลอยแพผมเสียอีก แต่ที่ไหนได้ มาร์โลว์ไม่ได้ทิ้งผมไว้กลางทางอย่างที่ผมกลัว ตื่นเช้ามาผมก็เจอเขาและพอเขาจะออกไปทำธุระเขาก็บอกผมก่อน ไม่ได้หายไปดื้อ ๆ ซึ่งนั่นมันทำให้ผมประทับใจในตัวของมาร์โลว์ค่อนข้างมาก ทั้งที่ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับเขาเลยด้วยซ้ำ

“รู้และจำไว้ เพราะนายเป็นเมียฉัน” มาร์โลว์พูดพร้อมยื่นมือมาจับที่ปลายคางของผมแล้วดันให้หันไปมองสบตากับเขา

“เมีย!?” ทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดจบผมก็หวีดเสียงแหลมด้วยความตกใจและเขินอาย

“ใช่” เขาพยักหน้าตอบกลับมานิ่ง ๆ

“แต่ว่า…” ผมกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกับคิดในหัวไปด้วยว่าควรจะทำตัวอย่างไรและจัดการกับตัวเองยังไงในสถานการณ์นี้

“ไม่มีแต่ ฉันต้องไปทำธุระ ฉันพานายไปด้วยดีกว่า” คนตัวสูงไม่มีแววล้อเล่นแต่อย่างใด เขาตัดสินใจออกมาเองเสร็จสรรพ ซึ่งนั่นทำเอาผมเหวอไปอีกรอบ

เขาคิดจริง พูดจริง และทำจริง

“ผมไม่อยากไปกับคุณ” ผมสะบัดหน้าหนีแล้วล้มตัวลงนอน ดึงเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเพื่อหลีกหนีการเผชิญหน้ากันตรง ๆ ระหว่างผมกับมาร์โลว์ หัวใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะเลย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมเองก็รู้สึกดีกับคำพูดของเขา มันดีใจที่มาร์โลว์ไม่ได้ทิ้งผมไว้เพียงลำพัง

อย่างน้อยในโลกที่แสนโหดร้ายและอ้างว้างนี้ก็ยังคงมีคนที่นึกถึงผมอยู่

เพียงแค่นี้ผมก็ดีใจแล้วครับ

“ฉันไม่ได้ถามความเห็น แต่ฉันสั่ง” อีกฝ่ายว่าเสียงดุก่อนจะดึงผ้าห่มออกจากตัวผม

“นี่!” ผมถลึงตาใส่มาร์โลว์ที่กล้ากระทำการอุกอาจกับผม ทีอย่างนี้ไม่เห็นอ่อนโยนเหมือนเมื่อวานเลย!

“ไปอาบน้ำแต่งตัว ถ้าช้าฉันจะอาบให้เอง” เขายกมือขึ้นกอดอกพร้อมพยักพเยิดหน้าไปทางห้องน้ำ

“ฮึ่ย!” ผมส่งเสียงขัดใจแล้วลุกเดินจะไปเข้าห้องน้ำ

ขี้บังคับ จอมบงการ คนเอาแต่ใจ 

“ไม่พอใจ?” ในจังหวะที่ผมกำลังจะเดินผ่านมาร์โลว์ คนตัวสูงก็ยื่นมือมาจับแขนผมไว้แล้วดึงเข้าหาตัวเขาเบา ๆ

“…” ผมที่ไม่ทันตั้งตัวก็เสียหลักเซเข้าไปหาอีกฝ่าย ผมรีบยกแขนขึ้นมายันแผ่นอกกว้างเอาไว้เพื่อกันไม่ให้ร่างกายของผมกระแทกเข้ากับตัวของมาร์โลว์ แม้จะยกแขนขึ้นมากันแต่มันก็ดูจะไร้ประโยชน์ เพราะมาร์โลว์ดันกอดเอวผมไว้แน่นจนเหมือนเราจะรวมร่างกัน

“จับจูบนะ” พอเห็นผมเอาแต่จ้องหน้าไม่ยอมพูดไม่จา มาร์โลว์ก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ในระยะที่อันตรายต่อหัวใจของผม เมื่อได้สบตากับนัยน์ตาคู่คมสีเข้มอย่างใกล้ชิด ใจผมก็เริ่มเต้นถี่รัวอีกครั้ง และครั้งนี้ผมรู้สึกว่ามันเต้นดังมาก มากจนกลัวว่าคนที่ยืนกอดผมอยู่นั้นจะได้ยิน

“ไอ้บ้า!” ผมร้องเสียงแหลมแล้วรีบใช้จังหวะที่มาร์โลว์เผลอดันตัวเองออกจากอ้อมแขนแกร่งแล้ววิ่งหนีเข้าห้องน้ำไป

“เดี๋ยวเถอะ!” มีเสียงดุของมาร์โลว์ไล่ตามหลังมาติด ๆ 

“แบร่!” พอถึงหน้าประตูห้องน้ำผมก็หันไปแลบลิ้นใส่อีกฝ่ายก่อนจะรีบปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ไม่มีเสียงดุหรือต่อว่าให้ได้ยิน 

ผมเดินมาที่หน้ากระจกแล้วก็ถึงกับต้องตกใจเมื่อได้เห็นใบหน้าที่แดงก่ำของตัวเอง ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นประกบแก้มของตัวเองแล้วเป่าลมออกจากปาก นอกจากแก้มจะแดงไปถึงลำคอแล้วหน้ายังร้อนผ่าวไปหมดอีกด้วย

นี่ผมเขินมาร์โลว์จริง ๆ เหรอ? 

ผมหวั่นไหวกับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ยังไง?

ไม่เอาน่า ผมยังไม่พร้อมที่จะมีใครในตอนนี้ เพราะเคยสร้างเรื่องไว้เยอะ ผมก็เลยอยากจะเก็บ ๆ ตัวหน่อย มันก็มีนอยด์บ้างแหละ แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ ผมทำผิดเอง

แต่แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ มารุตที่ได้พี่รัชช์อยู่เคียงข้าง ดูมีความสุขและเป็นตัวเองมากกว่าตอนที่คบกับผม 

“เฮ้อ” ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ล้างหน้าล้างตาแล้วหันมาอาบน้ำ แต่ลืมไปว่าตัวเองเจ็บก้นอยู่พอขยับตัวเร็วมันก็เลยมีอาการเจ็บแปล็บเล็ก ๆ แต่ผมก็ฝืนทน

ผมไม่ชอบทำตัวอิดออด ไม่ใช่คนเรียบร้อยพูดเพราะ หรือเป็นคนใส ๆ ซื่อ ๆ ผมก็แค่เด็กวัยรุ่นผู้ชายคนหนึ่ง มีความร้ายกาจเฉพาะตัว บางครั้งหัวรุนแรง เอาแต่ใจ งี่เง่า และอารมณ์รุนแรง ผมไม่ใช่เด็กที่ดีเท่าไหร่นัก ผมอยากทำอะไรก็ทำ แต่ระยะสองปีที่คบกับมารุต ผมก็พยายามทำตัวดี ๆ ผมไม่ได้ต้องการเสแสร้งหรือสร้างภาพ ผมพยายามปรับตัวเข้าหามารุต จริง ๆ ความสัมพันธ์ของผมกับมารุตมันไม่ได้ราบรื่นและสวยหรู ทั้งผมและเขานิสัยเด็กกันทั้งคู่ ทะเลาะกันทีก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ผมก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเราคงไปด้วยกันไม่ได้ แต่เพราะเราทั้งคู่ดันทุรัง คิดแบบเด็ก ๆ ว่าเราชอบกัน เราก็จะคบกันได้ แค่รักกันก็พอแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น เราต่างต้องปรับตัวและพยายามที่จะเข้าหาอีกฝ่าย บางครั้งก็รู้สึกฝืน บางครั้งก็รู้สึกอึดอัด เราไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น

การที่ผมตัดสินใจเลิกกับมารุตมันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่ว่าผมไม่รักหรือหมดรักเขาไปแล้ว ผมรักเขา แต่แค่ความรักอย่างเดียวมันไม่พอ มันมีหลายสาเหตุที่ทำให้ผมเลือกที่จะปล่อยมือจากเขา เหมือนว่าผมอดทนมานาน พอถึงจุดหนึ่งที่มีตัวกระตุ้นความรู้สึกและความคิด ผมจึงเดินออกมา

จะว่าไปแล้ว พอพูดถึงมารุตก็แอบคิดถึงเขาอยู่เหมือนกันนะ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่โหยหาอยากได้เขาคืนหรืออยากกลับไปคบกัน แต่มันเป็นความคิดถึงที่ดูโหวง ๆ การที่คน ๆ หนึ่งในชีวิตเราหายไป มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้สึกอะไร ใจจริงผมก็อยากไปขอโทษมารุตกับพี่รัชช์เหมือนกันนะ ทั้งสองคนเป็นคนดีมาก ผมเองก็ไม่อยากเสียคนดี ๆ ในชีวิตไป เพราะชีวิตของผมในตอนนี้ไม่เหลือใครแล้ว

 

“คุณพาผมมาที่นี่ทำไม?” ผมเดินตามมาร์โลว์เข้ามาในคอนโดฯ แห่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะหรูหราชนิดที่ว่าห้องชุดนี่ราคาแพงกว่าบ้านทาวน์เฮ้าส์ 3-4 หลัง ผมไม่รู้ว่ามาร์โลว์พามาที่นี่ทำไม แต่ก็พอจะเดาได้ว่านี่น่าจะเป็นห้องของเขา

“รอฉันอยู่ที่นี่ ฉันจะไปทำธุระ” เขาว่าพร้อมพยักพเยิดหน้าไปทางโซฟา เห็นอย่างนั้นแล้วผมเลยเดินไปนั่งลงที่โซฟาหนังสีดำอย่างว่าง่าย ระหว่างนั้นก็แอบมองสำรวจรอบ ๆ ห้องไปด้วย ห้องนี้ตกแต่งในสไตล์มินิมอล คือของน้อยมาก แต่มันดูเก๋และมีเอกลักษณ์ ของหลายอย่างในห้องนี้จะมีลักษณะที่เฉพาะตัวซึ่งเน้นโทนสีขาวกับดำ ผมเหลือบตามองคนตัวสูงเพื่อดูว่าเขากำลังทำอะไรอยู่

“ผมหิวข้าว” พอเห็นว่าเขายืนกอดพิงโซฟามองมาที่ผมอยู่ก็ทำเอาผมรู้สึกเกร็งและเกิดอาการเก้อเขิน

ทุกคนรู้ใช่ไหมว่ามาร์โลว์หล่อ 

และใช่ ผมแพ้คนหล่อ

“เดี๋ยวสั่งข้าวมาให้” 

“อื้อ” ท่าทีของมาร์โลว์ยังคงนิ่ง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเดินแยกตัวออกไป ผมเลยมีโอกาสได้พักหายใจหายคอบ้าง ผมรู้สึกว่ามาร์โลว์น่ากลัว มันไม่ใช่อารมณ์แบบผู้ชายที่นิสัยหยาบกระด้างหรือโผงผางอย่างมารุต แต่ผู้ชายคนนี้นิ่ง ใจเย็น และดูสุขุม เขาดูมีความเป็นผู้ใหญ่ แม้จะนิ่งได้ไม่เท่าพี่รัชช์ แต่ผมก็คิดว่าเขาต้องใจเย็นและมีสติมากกว่ามารุตแน่นอน 

พูดไปพูดมาก็เหมือนกับว่าผมกำลังนินทาแฟนเก่าอยู่เลย ว่าแต่ตกลงแล้วพี่รัชช์นี่โชคดีหรือโชคร้ายกันนะที่ได้มารุตไปเป็นแฟน? 

ไม่นานมาร์โลว์ก็เดินกลับมา แต่เขาไม่ได้กลับมามือเปล่า มาร์โลว์เข้าไปในห้องครัว เทน้ำมาวางบนโต๊ะกินข้าวแล้วพยักหน้าเรียกให้ผมเดินเข้าไปหา ผมเดินตามไปอย่างว่าง่าย คนตัวสูงเลื่อนเก้าอี้ให้ผมนั่ง ซึ่งผมก็นั่งลงด้วยท่าทางเงอะ ๆ งะ ๆ ขนาดมารุตยังไม่ดูแลผมดีขนาดนี้เลยนะ คือผมก็ไม่ได้จะบอกว่ามารุตดูแลผมไม่ดีนะ มารุตดูแลผมดี แต่มาร์โลว์นี่มาเหนือมาก เขาดูแลผมอย่างดี และทำเหมือนผมมีความสำคัญต่อเขา บรรยากาศระหว่างเราค่อนข้างจะอึดอัดเล็กน้อยถึงปานกลาง มาร์โลว์ไม่ใช่คนพูดมาก และผมก็ทำตัวไม่ถูก

อย่าลืมสิว่าเมื่อคืนนี้ผมกับมาร์โลว์มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกัน แถมเรายังเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอีก จะให้มานั่งมองหน้าพูดคุยยิ้มแย้มหัวเราะร่านี่เป็นไปไม่ได้เลย เวลาผ่านไปสักพักมาร์โลว์ยังคงนิ่ง และผมก็แสร้งทำเป็นมองนั่นมองนี่ ไม่นานก็มีเสียงโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นหูดังขึ้น มาร์โลว์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับแล้วเดินออกจากห้องไป ก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะกินข้าวอีกครั้งพร้อมอาหารในมือ

“กินข้าวนะ เดี๋ยวฉันมา” เขาวางจานข้าวผัดหมูลงตรงหน้าพร้อมกับยาแก้ปวด

“คุณจะไปนานไหม?” ผมมองสิ่งของตรงหน้าแล้วก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา มาร์โลว์ใส่ใจทุกรายละเอียด เขาไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่ทุกการกระทำของเขาล้วนแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและอ่อนโยน

“ถามทำไม?” มาร์โลว์ที่ได้ยินผมถามก็หรี่ตามองอย่างจับผิด

“ก็ผมอยู่คนเดียว” ผมตอบกลับโดยระวังไม่ให้ตัวเองแสดงพิรุธอะไรออกมา

“ฉันจะรีบกลับมา” เขาพูดสั้น ๆ แล้วลุกขึ้นยืนโดยที่ไม่ได้สงสัยอะไร

“ครับ” ผมขานรับเสียงเบาแล้วตักข้าวขึ้นมากิน มาร์โลว์เดินออกจากห้องไปแล้ว เหลือเพียงผมที่นั่งกินข้าวอยู่ที่เดิม หันมองตามแผ่นหลังกว้างไปจนกระทั่งอีกฝ่ายออกจากห้องไปแล้ว

ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นนี้มันคืออะไร และผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะชอบใครสักคนได้เร็วเพียงแค่ชั่วข้ามคืน มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ ผมอาจจะแค่หวั่นไหวเพราะมาร์โลว์ใจดี เขาแตกต่างจากผู้ชายคนอื่น แล้วก็…เขาบังเอิญตรงสเปคผม

เอายังไงดีล่ะ?

ผมต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่เรื่องระหว่างผมกับมาร์โลว์จะบานปลายไปมากกว่านี้

หลังกินข้าวเสร็จผมก็ลุกขึ้นเดินสำรวจรอบ ๆ ห้อง มาร์โลว์รวยมากจริง ๆ ห้องนี้น่าจะเกินสิบล้าน แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องที่เขาจะรวยหรือไม่รวยหรอกนะ ผมหวังแค่ว่าเรื่องระหว่างเราจะสิ้นสุดแค่ตรงนี้ มาร์โลว์เป็นคนดี และเขาไม่ควรมาเดือดร้อนเพราะผม หลังจากนี้นิโคลจะทำอะไรอีกผมก็เดาไม่ออก แต่นี่เป็นปัญหาของผม ผมไม่กล้าดึงมาร์โลว์เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

‘ขอบคุณที่ช่วยผมไว้ ลาก่อน’

ผมถือวิสาสะหยิบโพสอิทและปากกามาเขียนข้อความทิ้งไว้ ผมทราบซึ้งในน้ำใจของมาร์โลว์มาก หากมีโอกาสผมจะต้องตอบแทนเขาอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ผมขอกลับไปจัดการปัญหาของตัวเองก่อน ผมมีเรื่องที่ยังต้องทำอีกเยอะ อย่างแรกก็คือกลับไปที่บ้านของตัวเอง ที่บ้านของพ่อกับแม่มีเงินสดอยู่ในตู้เซฟ และมีบัตร ATM ของบัญชีที่พ่อกับแม่ฝากประจำเอาไว้ให้ผมหลายบัญชี ไหนจะเงินจากเบี้ยประกันอีก เมื่อรวม ๆ กันแล้วเงินที่มีทั้งหมดมันมากพอที่จะช่วยให้ผมมีชีวิตอยู่ไปจนตายได้ เป้าหมายของผมในตอนนี้คือหอบเอาเงินทั้งหมดหนีไปอยู่ที่อื่น

 

ผมนั่งรถแท็กซี่กลับมาที่บ้านของตัวเอง ผมไม่ได้อยู่ที่นี่มานานแล้ว พ่อแม่ของผมเสียไปตั้งแต่ที่ผมอยู่มัธยมปลาย ผมมีป้าเป็นผู้ปกครอง ตอนเรียนผมอยู่ที่นี่เพราะเดินทางสะดวก แต่หลังจากที่สร้างเรื่องไว้กับพี่รัชช์และมารุตผมก็ย้ายตัวเองไปอยู่บ้านป้า ผมไม่สามารถอยู่คนเดียวในช่วงเวลาที่อ่อนแอได้ แต่ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะเกลียดผม เพราะหลังจากที่ไปอยู่บ้านป้าได้ไม่เท่าไหร่ ป้าของผมก็เสีย ชีวิตผมนี่ตลกร้ายจริง ๆ 

ผมจำต้องใช้เวลาอยู่ในบ้านนานหน่อยเพราะของที่ผมต้องการจะนำติดตัวไปด้วยนั้นมันหายไป ผมหาไม่เจอ แถมผมยังลืมรหัสตู้เซฟอีก ผมต้องรื้อห้องทำงานของพ่อเพื่อหารหัส และหากุญแจตู้เซฟเครื่องเพชรของแม่ ผมไม่ได้จะหอบเอาทุกอย่างไปหมดหรอกนะ แต่ผมจะทิ้งพวกกุญแจหรือรหัสตู้เซฟไว้ที่นี่ไม่ได้ ถ้าไอ้ลุงเขยเหี้ยมาเจอเข้าล่ะก็มันได้ยกเค้าบ้านผมแน่

ผมแค่นยิ้มออกมาด้วยความสมเพชและเวทนาตัวเอง มีใครโชคร้ายกว่าผมอีกไหม นี่ผมกำลังโดนพระเจ้าลงโทษอยู่หรือไงกันนะ? 

แต่ดูท่าแล้วผมน่าจะโชคร้ายได้มากกว่านี้อีก และ ใช่ โชคร้ายแบบที่เหมือนโดนสาปแช่งให้พบเจอแต่ความวิบัติฉิบหาย ผมที่กำลังจะเดินออกจากบ้านก็เจอเข้ากับพวกมัน ผู้ชาย 4-5 คนที่หน้าตาน่ากลัวนั่นเป็นลูกน้องของนิโคล ผมจำได้ดี ก็พวกเดียวกับที่วิ่งไล่ตามผมกับมาร์โลว์นั่นแหละ

ทำยังไงต่อดีล่ะ? พวกมันกำลังจะเข้ามาในบ้านแล้ว คิดสิไอริสคิด

ปีนรั้ว! ผมต้องปีนออกทางหลังบ้าน ถึงจะเปลี่ยวและอันตรายแต่มันก็ยังดีกว่ายืนอยู่เฉย ๆ ให้พวกมันมาจับตัว พวกมันน่าจะรู้แล้วว่าผมเข้ามาในบ้าน ไม่น่ามัวเสียเวลาหาของเลย นี่ก็มืดแล้วด้วย ถ้าถูกฆ่าหมกป่าข้างทางก็อย่าหวังเลยว่าจะมีคนมาเจอศพ คิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองคิดผิด นี่ผมหนีมาร์โลว์เพื่อมาเจอพวกนี้เหรอ?

พลั้ก!

“โอ๊ย!” ผมเสียหลักจนเกือบจะล้มเมื่อโดนท่อนไม้หรืออะไรสักอย่างแข็ง ๆ ฟาดเข้าที่หลัง 

ผลั้วะ! 

พลั้ก!

ผมทรุดหมอบลงไปนอนที่พื้นอย่างหมดท่าเจอทั้งมือทั้งตีน บอกเลยว่าสู้ไม่ไหว ผมโดนเตะและกระทืบอีกหลายที เหมือนอีกฝ่ายจะเอาให้ตายคาตีน ผมไม่สามารถเงยหน้าขึ้นไปมองได้ว่าใครคือคนที่กำลังทำร้ายผมอยู่ ผมเกือบจะยอมแพ้ แต่สายตาก็หันไปเห็นกระถางต้นไม้เปล่าวางอยู่ตรงกำแพง ใกล้ ๆ กันมีท่อนไม้ที่เอามาแต่งสวนทำเป็นรั้วไม้ ผมแข็งใจดันตัวเองให้กลิ้งไปทางไม้ 

ผลั้วะ!

เพล้ง!

เมื่อหยิบไม้ได้ผมก็ฟาดหน้าอีกฝ่ายไปเต็มแรง ก่อนจะยกกระถางต้นไม้ที่ดินเผาขึ้นมาทุ่มใส่หัวไอ้คนที่มันทำร้ายผม และในจังหวะนั้นผมก็ได้เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย

“นิโคล” ร่างกายผมชาราวกับโดนแช่แข็ง นี่ผมเล่นตัวพ่อมันเลยเหรอ?

“เสียงอะไร!?”

“นายครับ!”

เสียงตะโกนนดังอยู่ไม่ไกล ผมหันมองด้วยความตกใจ พยายามคิดหาทางเอาตัวรอด แต่ผมถูกปิดล้อมทางออก ไม่มีทางวิ่งออกทางหน้าบ้านได้ คงต้องทำตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ คือปีนรั้วหนี

เออ! ปีนก็ปีน!

ตุ้บ!

“อูย~” ผมเบ้หน้าออกมาเมื่อปีนข้ามรั้วหลังบ้านมาได้แต่กลับกระโดดลงผิดท่าเลยทำให้ก้นกระแทกพื้น

“เฮ้ย! มันอยู่นั่น!” เสียงร้องตะโกนดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งของรั้ว ซึ่งก็คือภายในบ้านของผมนั่นเอง 

ไปไหนล่ะ ไปไหนดี?

ผมหันมองสภาพแวดล้อมรอบตัวแล้วก็เบะปากออกมา จะร้องไห้แล้วนะ! ผมจะหนีไปทางไหนดี? รอบข้างมีแต่ป่าแล้วก็มืดมาก เอาล่ะ! วิ่งไปตามทางนี่ก็ได้ เดี๋ยวมันก็ไปตัดเข้าถนนใหญ่ ถ้าวิ่งออกไปได้ผมก็จะเจอกับพวกสถานบันเทิง ถึงตรงนั้นแฝงตัวเข้าไปกับผู้คนผมก็รอดแล้ว แต่ให้ตายเถอะ! ผมไม่ใช่นักกรีฑา แถมยังขาสั้นอีก ไอ้พวกคนเลวนั่นก็วิ่งตามมาติด ๆ ดูแล้วโอกาสรอดของผมจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ ผมหลับหูหลับตาวิ่งไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่พะวงหันมองข้างหลังเลยทำให้ผมไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้ตัวเองวิ่งมาถึงไหนแล้ว

เอี๊ยด!

ตุ้บ!

แสงไฟที่สาดมาบนตัวของผมทำให้ผมรับรู้ได้ถึงอันตรายที่เข้ามาประชิดตัว ผมตกใจกับภาพที่เห็น รถยนต์คันหนึ่งกำลังจะพุ่งตรงเข้ามาหาผมด้วยความเร็วในระดับหนึ่ง เสียงเบรกดังเอี๊ยดทำให้ผมตกใจไหนจะอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่งทางไกลอีก ผมรู้สึกคล้ายกับจะเป็นลมหมดสติ เพียงแค่เสี้ยววินาทีผมก็ทรุดตัวลงไปนอนอยู่ที่หน้ารถยนต์โดยที่ไม่สามารถประคองสติของตัวเองเอาไว้ได้

“คุณครับ เป็นอะไรหรือเปล่า?” เจ้าของรถยนต์คันนั้นเปิดประตูลงมาดูผม

ทำไมเสียงคุ้นจังเลย

“…” ผมไม่ได้ตอบอะไรออกไปเพราะพยายามที่จะประคองสติของตัวเองเอาไว้ไม่ให้เลือนราง แต่มันก็เป็นเรื่องที่ยากมาก ตาของผมพร่ามัวไปหมด ยิ่งตอนนี้มันเป็นช่วงเวลากลางคืนด้วยแล้ว ผมมองอะไรได้ไม่ชัดเจนเลย

“คุณคะ ไอริส!” เสียงร้องเรียกที่คุ้นหูทำให้ผมต้องรวบรวมสติเพื่อที่จะมองใบหน้าของอีกฝ่ายให้ชัด ๆ 

“พะ พี่รัชช์” ทันทีที่ได้รู้ว่าคนตรงหน้านั้นเป็นใครผมก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ผมอยากจะพูดอะไรสักอย่างกับพี่รัชช์ แต่ร่างกายของผมมันไม่ยอมเป็นใจ 

“ไอริส! ไอริส!” เสียงสุดท้ายที่ได้ยินก็คือเสียงร้องเรียกชื่อผมจากปากของพี่รัชช์ แล้วผมก็หมดสติไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีก

---------------------------------------

 

 

 

 

ยังไม่ได้ตรวจคำผิดแต่เอามาลงให้ก่อนนะคะ 

ถ้าเคลียร์งานเสร็จแล้วจะมาลงนิยายให้บ่อยขึ้นนะคะ

ฝากเพจของเราด้วยนะคะ

ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #6 kmmmmmm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 06:45
    มาร์โลวต้องโกรธน้องแน่ๆเลยยย
    #6
    0