คนสุดท้าย [YAOI]

ตอนที่ 2 : คนสุดท้าย : 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    18 ก.ค. 63

 

คนสุดท้าย : 1

IRIS PART : 

ตึก ตึก ตึก

ด้วยสกิลการวิ่งเร็วที่ผมใช้เวลาฝึกฝนมานานเกือบ 2 ปี ในที่สุดผมก็พาตัวเองวิ่งมาถึงบันไดทางลงไปที่ชั้นล่างได้ในช่วงเวลาระยะสั้น ๆ ห่างเพียงแค่เอื้อมมือก็จะถึงแล้ว แม้จะปวดร้าวไปทั้งร่างกายแต่ผมก็ต้องฝืนทำใจแข็งวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าผมไม่รีบหนีตอนนี้ก็คงได้ถูกจับตัวไปอีกรอบแน่ และคราวนี้นิโคลคงไม่ปล่อยผมไปง่าย ๆ ดีไม่ดีอาจจะถูกซ้อมปางตายเอาเลยก็ได้

พลั้ก!

“โอ๊ย!” แต่ในจังหวะที่เลี้ยวตรงมุมกำแพงแล้วกำลังจะวิ่งลงบันไดผมก็ดันไปชนกับกำแพง(?)เข้าจนล้มกลิ้งไปนอนกับพื้น และในวินาทีนั้นผมก็ได้เห็นลูกน้องของนิโคลกำลังวิ่งตรงมาทางผม

ฉิบหายแล้ว!

“เฮ้! เดินระวังหน่อย” เสียงทุ้มร้องโวยขึ้น นั่นจึงทำให้ผมได้รู้ว่าที่ตัวเองวิ่งชนไปเมื่อกี้นี้นั้นไม่ใช่กำแพง แต่เป็นคน ผมเงยหน้ามองผู้ชายตรงหน้าแล้วก็นิ่งพักอึดใจหนึ่ง ผมไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร รู้เพียงแต่ว่าหล่อมาก หล่อแบบน่าสัมผัสและน่าจับต้องมากมาย เห็นแล้วใจเต้นแรงเลย 

“จับตัวมันมาให้ได้!” ก่อนที่ผมจะหลงละเมอเพ้อพกไปไกลกับความหล่อเหลาดูดีของคนแปลกหน้าเสียงร้องตะโกนจากโถงทางเดินก็ดังขึ้น ปลุกให้ผมหลุดออกจากภวังค์ความคิด ตอนนี้ผมต้องหนีพวกของนิโคลให้ได้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง แม้ร่างกายของผมจะเริ่มแสดงอาการที่มาจากฤทธิ์ของยาปลุกเซ็กส์ แต่ผมจะไม่ยอมตกเป็นทาสทางอารมณ์ของนิโคลอย่างแน่นอน

“คุณ! คุณช่วยผมด้วย! ช่วยผมด้วยนะ!” ผมลุกขึ้นยืนแล้วรีบลากผู้ชายที่ผมวิ่งชนเมื่อกี้ให้มาหลบอยู่ที่มุมกำแพง ลำพังแค่ผมคนเดียวคงหนีพวกของนิโคลไม่รอดเพราะอย่างนั้นผมต้องหาตัวช่วย

“ช่วยอะไร?” อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองหน้าผมด้วยความสงสัย ก่อนจะก้มมองมือของผมที่ถูกมัดด้วยเข็มขัดของนิโคล อีกฝ่ายตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะรีบแกะเข็มขัดออกให้ผมแล้วโยนมันทิ้งลงบนพื้น

“พวกมันจะทำร้ายผม ช่วยผมด้วย” ผมเกาะแขนคนตรงหน้าพร้อมว่าเสียงสั่น ทั้งเหนื่อยทั้งกลัว ไหนจะฤทธิ์ของยาปลุกเซ็กส์อีก เป็นแบบนี้ผมจะต้องแย่แน่ ๆ ยิ่งปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปมากเท่าไหร่ ร่างกายของผมก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น 

ให้ตายเถอะ! นี่มันวันดวงซวยอะไรของผมกันนะ!

เกิดเป็นไอริสนี่มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ แค่เรื่องที่ตัวเองสร้างไว้ก็เยอะแยะจนตามแก้ตามล้างไม่หวาดไม่ไหวอยู่แล้ว นี่ยังต้องมาเจอความฉิบหายบรรลัยของไอ้ลุงเขยเหี้ยอีก ทำไมป้าของผมถึงได้เลือกสามีผิดขนาดนี้นะ มีแต่เรื่องมีแต่ปัญหา วุ่นวายจังเลยโว้ย!

“มานี่มา” ดูเหมือนว่าฟ้าจะเข้าข้างผมแล้ว คู่กรณีที่ชนแล้วไม่หนีดึงแขนของผมให้วิ่งลงบันไดไปที่ชั้นล่างก่อนจะดันหลังผมให้เดินนำไปยังทางเข้าห้องน้ำที่มีแสงไฟสลัวจนมองเห็นภาพด้านหน้าได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก ซึ่งแถวนี้เป็นมุมอับลับตาที่ใครหลาย ๆ คนใช้เป็นสถานที่ในการพลอดรักกันกับคู่ของตัวเอง ผู้ชายคนนั้นดันผมให้เข้าไปอยู่ในมุมที่มีแสงไฟน้อยเป็นมุมอับที่ค่อนข้างมืดเลยทีเดียว แผ่นหลังของผมแนบชิดไปกับกำแพงที่เย็นเฉียบก่อนที่อีกฝ่ายจะทาบทับร่างกายของเขาเข้ามาหาผม ใบหน้าของเราอยู่ห่างกันเพียงแค่ฝ่ามือกั้น ดวงตาสอดประสานกันอย่างช่วยไม่ได้ เพราะสถานการณ์ที่บังคับ ทั้งตัวและใบหน้าของเราทั้งคู่อยู่ใกล้กันมาก มากชนิดที่หายใจรดจมูกกันเลยทีเดียว

ตึก! ตึก! ตึก!

“ไปดูทางนั้น!” เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ดังมาให้ได้ยินในระยะไม่ไกลกันนี้

“อึก!” ผมหลับตาปี๋เมื่อร่างกายของอีกฝ่ายเบียดแนบชิดลงมาติดกับผมมากกว่าเดิม หัวใจของผมเต้นถี่รัวราวกับมีใครมารัวกลองใส่ ร่างกายที่เบียดเสียดเข้าหากันอย่างไม่ได้ตั้งใจสร้างความปั่นป่วนให้กับอารมณ์และความรู้สึกของผมได้เป็นอย่างมาก ยิ่งตอนที่มีพวกมันคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ผมก็เผลอยกมือขึ้นกอดแผ่นหลังของผู้ชายแปลกหน้าที่กำลังแสร้งทำเป็นโอบกอดผมอยู่ในตอนนี้เอาไว้แน่น และดูเหมือนว่าเขาเองก็น่าจะเข้าใจในความหวาดกลัวของผม เขาเลยขยับตัวยืนบังผมจนมิดและยกมือดันหัวของผมให้ซุกอยู่กับแผ่นอกของเขา พวกเราเล่นละครตบตาพวกมันโดยทำตัวเนียนเป็นลูกค้าที่มายืนจู๋จี๋ดู๋ดี๋กันหลังร้าน 

“เป็นอะไร?” หลังจากที่ลูกน้องของนิโคลเดินออกไปแล้วเขาก็ขยับเว้นระยะห่างจากผมนิดหนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงมาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน

“ผม…” ผมกัดริมฝีปากล่างพร้อมกับกำชายเสื้อของตัวเองแน่น ร่างกายของผมเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว แถมกลิ่นน้ำหอมของผู้ชายตรงหน้ามันก็เย้ายวนจนชวนให้ใจสั่นหวั่นไหว ผมทำอะไรไม่ถูกเลย ไม่กล้าบอกความจริงกับอีกฝ่าย และก็ไม่รู้ว่าจะพาตัวเองออกไปจากที่นี่ได้ยังไง ในเวลานี้สมองของผมมันขาวโพลนไปหมด

“นี่ อย่าบอกนะว่า…” ปลายนิ้วเรียวยาวเชยปลายคางของผมให้เงยหน้าขึ้นมองสบตากับเขา ในวินาทีนั้นก็คล้ายกับว่าหัวใจของผมกำลังจะหยุดเต้นไปเสียดื้อ ๆ 

ยังไม่ตายก็เจอเทพบุตรได้เหรอวะ? 

“อืม” ผมขานตอบเสียงแผ่วเบา อาจเป็นเพราะเขาหล่อมาก ตัวหอม เสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง แล้วก็มีดวงตาเรียวคมที่น่าจ้องมองมันเลยทำให้ผมไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้ ราวกับต้องมนต์สะกด ทั้งที่ผมไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครมาก่อน แม้แต่มารุตเองก็ยังไม่สามารถสะกดสายตาของผมแบบนี้ได้เลย

“เดี๋ยวออกทางหลังร้านแล้ววิ่งอ้อมไปที่ลานจอดรถ” คนตัวสูงว่าเสียงเครียด เขาคงรู้และเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ในช่วงเวลานี้ผมแทบไม่มีสติ ฤทธิ์ของยาเริ่มออกมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ชายแปลกหน้าที่ดูใจดีพาผมเดินหลบออกมาตามทางด้านหลังร้านที่ค่อนข้างมืดและเงียบแตกต่างจากภายในร้านลิบลับเลย

“คุณต้องช่วยผมนะ อย่าทิ้งผมนะ” ผมเกาะแขนอีกฝ่ายเอาไว้แน่น เหงื่อเริ่มซึมออกตามไรผม ร่างกาย และฝ่ามือจนมันชื้นไปหมด

“รู้แล้ว นายตั้งสติก่อน ฉันจะช่วยนายเอง” เขาก้มหน้าลงมาหาพร้อมยกมือขึ้นลูบหัวปลอบประโลมด้วยท่าทางที่อ่อนโยน การกระทำแบบนั้นยิ่งทำให้ผมเกร็งไปทั้งตัว 

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกให้ทุกคนรู้คือผมแพ้คนใจดี อ่อนโยน สุภาพ และอบอุ่น 

อ้อ! แล้วก็ผู้ชายหล่อด้วย

โอเค ที่พูดมาทั้งหมดนี่ไม่ได้ใกล้เคียงกับแฟนเก่าของผมเลยสักนิด(นอกเสียจากความหล่อ) แต่มันดันไปตรงกับแฟนใหม่ของแฟนเก่าจของผมเสียอย่างนั้น ถ้าจะพูดกันตรง ๆ แล้วพี่รัชช์นี่แหละสเปคผมเลย แต่ทุกคนก็รู้ใช่ไหมว่าแฟนในอุดมคติกับแฟนในชีวิตจริงมันแตกต่างกัน ชอบอีกอย่างแต่ได้อีกอย่าง ไม่ได้ใกล้เคียงกันเลยสักนิด แต่ถ้าต่อจากนี้ผมจะมีแฟนก็ขอที่ตรงสเปคหน่อยก็แล้วกันจะได้ไม่เหนื่อยมาก

“คุณ…” ผมหลุบสายตามองลงพื้นไม่กล้าที่จะสบตากับอีกฝ่าย ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของอาการเพ้อที่เป็นอยู่นี้มาจากฤทธิ์ของยาปลุกเซ็กส์ พวกคุณคงไม่รู้หรอกว่าในตอนนี้ผมกำลังคิดบาปอะไรบ้างกับคนที่เพิ่งเจอกันเพียงไม่กี่นาที

“ไหวไหม?” เสื้อแจ็คเก็ตยีนตัวใหญ่ถูกนำมาคลุมหัวพร้อมทั้งถูกดึงมาปิดหน้าปิดตาผมเสียจนมิดชิด คนตัวสูงใจดีถึงขั้นถอดเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองมาคลุมให้ผมเพราะด้านนอกเริ่มมีฝนตกปรอย ๆ 

แต่ว่านะ 

ฝนเม็ดเท่าหัวมดแค่นี้ไม่ได้ระคายเคืองผิวหรือภูมิต้านทานของผมหรอก อยากจะบอกว่าไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ แต่เพราะการดูแลเอาใจใส่ของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกดีจนพูดอะไรไม่ออก เขาประคับประคองผมเหมือนคนท้อง เรียกได้ว่าแทบจะอุ้มเดินเลยก็ว่าได้ การกระทำเหล่านั้นทำเอาผมใจสั่นและหลงละเมอไปกับสิ่งที่ได้รับ 

ผมอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า...บนโลกใบนี้ยังมีผู้ชายที่แสนดีอย่างนี้อยู่อีกเหรอ?

นี่เขาหลงมาจากยุคไหนกันแน่?

แสนดีอย่างกับพระเอกซีรี่ส์เกาหลีเลย

“ผมทรมาน” กว่าจะเดินมาถึงรถของอีกฝ่ายก็เล่นเอาผมเหงื่อซก ฤทธิ์ของยานี่ไม่ธรรมดาเลย ทำเอาร่างกายของผมร้อนรุ่มไปหมด ความต้องการทางด้านร่างกายนั้นเริ่มแสดงออกชัดเจนมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

“จะให้ฉันไปส่งที่ไหน บ้านนายอยู่ไหน?” เจ้าของรถปรับเร่งแอร์ให้แรงที่สุด เขารีบสตาร์ทรถแล้วขับออกไปจากที่นี่ แต่ขับมาได้ไม่เท่าไหร่ฝนก็ตกหนักลงมาราวกับท้องฟ้ารั่ว ทำให้มองทางข้างหน้าได้ยากลำบาก คนตัวสูงจึงจำต้องลดความเร็วในการขับรถลงเพราะกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ 

“ไม่ ผมไม่กลับบ้าน” ผมส่ายหน้าไปมาแผ่วเบา หัวเด็ดตีนขาดยังไงผมก็ไม่มีทางกลับไปที่บ้านอีกแน่นอน ผมไม่อยากกลับไปเจอไอ้ลุงเหี้ยนั่นอีก ถ้ามันรู้ว่าผมหนีนิโคลมา มันจะต้องเล่นงานผมแน่

“ทำไม?” เขาหันมาถามด้วยความไม่เข้าใจพร้อมทั้งค่อย ๆ ประคองรถให้ขับฝ่าฝนไปให้ได้ เพราะฝนห่าใหญ่จึงทำให้ไม่สามารถขับรถเร็วได้อย่างที่ควรจะเป็น แบบนี้ยิ่งยืดเวลาออกไปอีก แต่ร่างกายผมมันจะทนไม่ไหวแล้วนะ ฝนบ้านี่นึกจะตกก็ตก ไม่ดูวันดูเดือนเลย หลงฤดูจริง ๆ 

เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ว่านี่ผมกำลังโดนเวรกรรมตามทันหรอกใช่ไหม?

นี่อาจเป็นบทลงโทษที่ผมทำคนอื่นไว้เยอะ ถ้าบาปกรรมและเจ้ากรรมนายเวรจะมารวมตัวกันในเวลานี้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพักหลัง ๆ มานี้เกิดเรื่องมากมายขึ้นกับผมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว คล้ายกับว่าชีวิตของผมได้เดินทางมาถึงช่วงเวลาของความฉิบหายแล้ว

Welcome to the hell 

ไอริสเอ๊ย! นรกเรียกหาแล้ว

“ลุงผม…เป็นคนหลอกผมมา” ผมจิกเล็บลงกับหน้าขาของตัวเองแน่น ผมต้องใช้พยายามอย่างมากในการข่มอารมณ์และควบคุมความรู้สึกเอาไว้ แต่ดูท่าแล้วเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่นัก ร่างกายของผมมันร้อนรุ่มไปหมด อารมณ์ความต้องการทางด้านร่างกายทะยานสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนผมไม่สามารถอดกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป 

คงเหลือทางเดียวแล้วล่ะ 

“…” ดูเหมือนว่าคนตัวสูงข้างตัวจะตกใจกับสิ่งที่ผมบอกไป เขาเงียบคล้ายกับพูดไม่ออก หรือไม่เขาอาจจะไม่รู้ว่าควรพูดอะไรในสถานการณ์ตอนนี้

“พาผมไปที่ไหนก็ได้” ผมกลับบ้านของป้าไม่ได้ จะกลับบ้านของพ่อกับแม่ก็ไกลเกินไป ตอนนี้ผมไม่เกี่ยงว่าเขาจะพาไปที่ไหน จะโรงแรมห้าดาว หรือโรงแรมม่านรูดก็ได้ ให้ผมได้ไปจัดการตัวเองก่อน ผมเริ่มจะทนไม่ไหวแล้วนะ ส่วนนั้นของผมมันเริ่มดุนดันกางเกงยีนจนรู้สึกอึดอัดไปหมดแล้ว ดูท่ามันคงอยากออกมาดูโลกเต็มทีแล้วล่ะ

“ถ้าอย่างนั้นไปโรงแรมใกล้ ๆ” เขาว่าออกมาพร้อมกับเร่งความเร็วรถขึ้นอีกนิดแม้ฝนจะยังคงตกหนักอยู่ ดูเหมือนว่าเขาเองก็น่าจะเข้าใจกับสิ่งที่ผมเป็นอยู่ในตอนนี้ ดูเชี่ยวชาญเหมือนเรียนมา แต่ผู้ชายในวัยนี้ก็ต้องผ่านเรื่องราวสารพัดสารเพมาแล้วทั้งนั้น รวมถึงเรื่องอย่างว่าด้วย จากที่สังเกตดูบุคลิกและท่าทางของอีกฝ่ายแล้วผู้ชายคนนี้น่าจะอายุมากกว่าผมหลายปี แต่คิดว่าไม่น่าจะเกิน 10 ปี อาจจะราว ๆ สัก 5-6 ปีก็เป็นได้ 

“คุณ…ผมทรมาน” ไม่รู้ว่าอีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงโรงแรมเป้าหมาย ผมนั่งบิดตัวไปมาด้วยความอึดอัดทรมาน ในตอนนี้ผมอยากให้ไปถึงโรงแรมเร็ว ๆ ไม่อย่างนั้นผมคงได้ทำเรื่องน่าอายบนรถนี่แน่

“อดทนหน่อยนะ” เขาหันมาปลอบเสียงนุ่มพร้อมกับดึงเสื้อแจ็คเก็ตยีนมาคลุมที่ตัวของผม ผมนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อ ทั้งเขินทั้งอาย ก็จะไม่ให้อายได้ยังไงในเมื่อเป้ากางเกงของผมมันพองขึ้นมาจนมองเห็นได้ชัดเจนขนาดนี้!

“คุณ…ขอร้อง…ช่วยผมที” ผมคว้าแขนแกร่งเอาไว้แน่นพร้อมกับช้อนตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาด้วยดวงตาที่ฉ่ำวาว สติของผมพร่าเลือนจนเริ่มที่จะไม่สามารถยับยั้งความคิดความชั่งใจต่าง ๆ ได้ คล้ายกับว่าสามัญสำนึกของผมมันไหลไปกับน้ำฝนแล้ว ทำไมถึงได้พูดจาน่าอายแบบนั้นออกมาได้นะ แย่จริง ๆ เลย

“จะให้ฉันช่วยยังไง?” เขาขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ดึงแขนออกจากมือของผมแต่อย่างใด ผมคิดว่าเขาคงไม่ได้ให้ความสนใจกับตรงจุดนั้น เพราะฝนก็ตกหนักจนขับรถได้ยาก แถมยังโดนผมพูดจาแปลก ๆ ใส่อีก

“ช่วยให้ผมหายทรมานที” ในวินาทีที่ยาออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ เมื่ออารมณ์ดิบและความต้องการทางด้านร่างกายพุ่งสูงจนไม่สามารถข่มเอาไว้ได้ ผมก็พูดสิ่งที่ไม่สมควรออกไป สมองของผมมันว่างเปล่า ผมไม่สามารถยับยั้งชั่งใจกับสิ่งต่าง ๆ ได้อีกต่อไป สิ่งที่ผมต้องการในตอนนี้มีเพียงแค่ต้องการปลดปล่อยความอัดอั้นที่อยู่ภายในร่างกายออกมาก็เพียงเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น ผมไม่ได้นึกถึงเลย

“นายมั่นใจแล้วเหรอ?” อีกฝ่ายมีท่าทางที่ลังเล

“ขอร้อง…ผมทนไม่ไหวแล้ว” ความใจกล้าหน้าด้านขั้นต่อไปของผมคือการที่ดึงมือหนามาสัมผัสกับส่วนที่กำลังตื่นตัวอยู่ภายใต้เนื้อผ้า แม้จะมีเสื้อยีนคลุมท่อนล่างเอาไว้แต่เมื่อสัมผัสโดนก็สามารถรับรู้ได้ถึงการตื่นตัวของส่วนนั้น

“…” ดูเหมือนว่าคนตัวสูงก็ตกใจกับการกระทำที่แสนจะไร้ยางอายของผมไม่น้อยเลย เขาหันมามองหน้าผมอย่างชั่งใจแต่ก็ยังคงขับรถต่อไปอย่างระมัดระวัง อีกฝ่ายจะคิดหนักก็ไม่แปลกหรอก มีคนแปลกหน้ามาขอให้ช่วยเรื่องอย่างว่าแบบนี้ก็ต้องคิดมากเป็นธรรมดา และทั้งผมทั้งเขาต่างก็เป็นผู้ชายทั้งคู่ ถ้าเขาจะรู้สึกไม่โอเคกับเรื่องนี้ผมก็เข้าใจได้

“คุณ…” ผมเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ถึงจะรู้ว่าไม่ควรแต่ผมก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ถ้าผมไม่ได้ปลดปล่อยในตอนนี้ ผมต้องแย่แน่ ๆ ผมทรมานจะตายอยู่แล้ว ผมต้องการตัวช่วย เพราะในช่วงอารมณ์และความรู้สึกที่ถูกควบคุมโดยยาปลุกเซ็กส์ถ้าจะให้ผมทำเองคงไม่พอหรอก

“ฉันจะช่วยนายเอง” คนตัวสูงเลี้ยวรถเข้าไปในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแล้วจอดรถแอบในมุมที่ค่อนข้างมืดและเปลี่ยว โชคดีที่รถคันนี้ติดฟิล์มดำทึบและฝนก็ตกหนักจนทำให้มองอะไรไม่เห็น จากในรถมองออกไปข้างนอกก็เห็นเพียงแค่สายฝนห่าใหญ่เพียงเท่านั้น ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าไม่มีใครสามารถมองฝ่าสายฝนเข้ามาภายในตัวรถได้อย่างแน่นอน สบายใจได้ว่าที่นี่ค่อนข้างมิดชิดและปลอดภัยในระดับหนึ่ง

ผู้ชายแปลกหน้าที่ใจดียอมช่วยผมอย่างไม่นึกรังเกียจโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกชนกัน เขาปรับเบาะที่ผมนั่งอยู่ให้เอนลงไปและดันตัวผมให้นอนราบไปกับเบาะ ผมทำตามอย่างว่าง่ายเพราะไร้เรี่ยวแรงที่จะทำอะไรแล้ว นอนหอบหายใจถี่รัวมองเสี้ยวใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายสลับกับการกระทำของเขา ฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างยื่นมาช่วยกันปลดกระดุมและรูดซิปกางเกงยีนของผมออกอย่างเบามือ อีกฝ่ายดูค่อนข้างจะใจเย็น ผิดกับผมที่อยากจะกระชากกางเกงของตัวเองออกใจแทบขาด แต่สติสัมปชัญญะที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็ได้ยับยั้งความคิดเหล่านั้นเอาไว้ ผมต้องใจเย็น ๆ ตั้งสติสิไอริส อย่าให้ไอ้ยานรกนั่นมาอยู่เหนือสามัญสำนึกได้ ถ้าแสดงออกมากกว่านี้มันจะดูไม่ดีแล้วนะ อย่าลืมว่าอีกฝ่ายคือคนที่เพิ่งเจอกัน มันไม่ควรเป็นอย่างนี้เลย 

แต่มันก็ดูไม่ดีตั้งแต่ที่ร้องขอให้ผู้ชายแปลกหน้ามาช่วยตัวเองแล้วไม่ใช่หรือไง? 

หน้าผมตอนนี้ก็ไม่น่าจะเหลือยางอายอะไรแล้ว หนาว่าคอนกรีตก็หน้าผมนี่แหละ

ผมยกตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่ให้อีกฝ่ายดึงกางเกงยีนและกางเกงในตัวจิ๋วลงมากองอยู่ที่ข้อเท้า เขาไม่ได้ถอดกางเกงของผมออกจนหมด ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว ถ้าถอดออกก็คงจะหวิวน่าดู วอนสังคมช่วยเหลือพื้นที่ให้ผมได้ยืนต่อบ้าง อย่าได้รังแกกันอีกเลย แต่ถ้าไม่มีที่ให้ผมยืนก็ขอที่ให้ผมนั่งก็ได้จะได้ไม่เมื่อย

“อะ อึก” ผมขบเม้มริมฝีปากล่างของตัวเองแน่นในตอนที่ฝ่ามืออุ่นร้อนยื่นไปสัมผัสกับส่วนนั้นของร่างกาย เขากอบกุมมันเอาไว้ก่อนจะค่อย ๆ ขยับรูดมือขึ้นลงช้า ๆ อย่างเบามือประคบประหงมราวกับว่ากลัวผมจะเจ็บ  

แต่ทุกคนเข้าใจอารมณ์ผมในตอนนี้หรือเปล่า

มันต้องแรง ๆ เร็ว ๆ สิ! 

“อะ อือ อ๊ะ” ผมหลุดเสียงครวญครางออกมาตามแรงอารมณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกตอนนี้ได้เลย รู้เพียงแค่รู้สึกดีกว่าก่อนหน้านี้เยอะเลยล่ะ

“ดีขึ้นไหม?” เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวของเขาอีกครั้ง กลิ่นมันเย้ายวนเสียจนผมอยากกระชากคนตรงหน้าเข้ามาปู้ยี่ปู้ยำ แต่ในความเป็นจริงแล้วผมทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะกลัวว่าจะเป็นผมเองนี่แหละที่จะถูกปู้ยี่ปู้ยำเสียเอง ถึงคนตรงหน้าจะตรงสเปคเหมือนคู่สร้างคู่สม แต่เราเพิ่งเจอกันเองนะครับ ยังรู้จักกันไม่ดีพอเลย

“เร็ว ๆ เร็วกว่านี้ อะ อา” มือข้างหนึ่งของผมเกาะบ่ากว้างเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็จับขอบประตูรถเอาไว้ไม่ยอมปล่อย อารมณ์ดิบภายในพลุ่งพล่านเสียจนผมเริ่มจะคุมตัวเองไม่อยู่ นอกจากจะบอกให้เขาช่วยแล้วยังขยับเอวรับกับการชักมือเข้าออกของอีกฝ่ายอีกด้วย เมื่อความต้องการทางด้านร่างกายมันมีมาก สมองก็คล้ายกับว่าจะหยุดการทำงาน ผมไม่สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ ไม่รู้จักการยับยั้งชั่งใจ และไม่รู้จักคำว่าละอาย 

ผมไม่รู้ว่าในช่วงเวลานี้สิ่งที่ผมกำลังเรียกร้องอยู่นั้นมันเกิดจากฤทธิ์ของยาปลุกเซ็กส์หรือความต้องการภายในตัวของผมกันแน่ อารมณ์และความรู้สึกเหล่านี้เป็นผลจากฤทธิ์หรือเปล่านะ หรือมันคือสัญชาตญาณดิบที่อยู่ข้างในกันแน่

“นายชื่ออะไร?” คนตรงหน้าเอ่ยถามโดยที่สายตาไม่ละออกไปจากใบหน้าของผมเลยแม้แต่น้อย ผมสังเกตมาสักพักแล้วว่าเขาไม่ยอมมองไปที่ส่วนนั้นของผม หลังจากที่ปลดกางเกงให้ผมแล้วเขาก็เอาแต่จ้องมองใบหน้าของผมอยู่ตลอด ขยับมือช่วยโดยไม่หันไปมองส่วนล่าง ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น แต่ผมก็แอบรู้สึกดีอยู่นิดหน่อยที่เขาไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือลำบากใจ เพราะถ้าเขามานั่งจ้องหนอนน้อยของผมล่ะก็ผมคงอับอายยิ่งกว่านี้

แค่นี้ก็อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีแล้ว

แต่ความต้องการทางด้านร่างกายยังไม่หมด เพราะอย่างนั้นผมเลยยังหนีอายไปไหนไม่ได้ ต้องทำหน้าด้านหน้าทนต่อไป วินาทีนี้ยางอายอะไรผมไม่รู้จักหรอก

เอ๊ะ!? เดี๋ยวก่อนนะ 

หากมาคิดดูดี ๆ แล้วจะมีผู้ชายปกติที่ไหนอยากเห็นไอ้นั่นของผู้ชายด้วยกันเองบ้าง แล้วนี่ยังต้องมาใช้มือช่วยปลดปล่อยให้อีก อย่าว่าแต่คนแปลกหน้าเลย สนิทกันจขนาดไหนก็ไม่มีทางมาทำอย่างนี้ให้กันหรอกนะ ถ้าไม่ใช่แฟนหรือคนรัก 

ฉิบหายแล้ว! 

หรือว่าเขาจะรังเกียจผม?!

“อะ ไอ ไอริส อ๊ะ อ๊ะ อ๊า!” ปากตอบคำถาม สมองก็ขบคิดอย่างหนักหน่วง แต่แล้วช่วงเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง ผมหวีดร้องเสียงหลงเมื่ออารมณ์ดิบถูกเหวี่ยงขึ้นสูงจนมาถึงปลายทาง ในที่สุดผมก็ได้ปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นออกมา 

“แฮ่ก ๆ” ผมหอบหายใจถี่ เหนื่อยอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าเหนื่อย นี่ขนาดไม่ได้ทำเองนะ แต่ก็นั่นแหละ ยามันแรง ผมกระพริบตามองทุกการกระทำของอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่เต้นระรัวเร็ว ผู้ชายใจดีตรงหน้าเอี้ยวตัวไปหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดคราบน้ำสีขาวขุ่นที่ผมปลดปล่อยออกมาเปรอะเปื้อนมือของเขาและตัวของผม

“เป็นไงบ้าง?” เขาเลิกคิ้วถามพลางเช็ดทำความสะอาดไปตามร่างกายและเสื้อผ้าให้กับผมอย่างเบามือ บอกเลยว่าผมหวั่นไหว คนอะไรหล่อแล้วยังใจดีมีน้ำใจอีก แค่เขาช่วยพาผมหนีมาจากพวกของนิโคลมาได้ผมก็ซึ้งในบุญคุณของเขาจะแย่อยู่แล้ว แต่นี่ยังถูกผมร้องขอให้ช่วยทำเรื่องที่น่าอายให้อีก 

ไอริสเอ๊ย! ชีวิตมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว ชาตินี้คงไม่มีอะไรน่าอายไปกว่านี้แล้วล่ะ

“ผมต้องการ…มากกว่านี้” ครับ ไอ้ที่คิดว่าน่าอายแล้วก็ยังมีที่น่าอายกว่าอีก ผมไม่รู้ตัวเลยว่าทำไมถึงกล้าพูดออกไปอย่างนั้น คงเป็นเพราะร่างกายของผมมันร้องท้วงว่าเพียงแค่นี้ยังไม่พอสำหรับความต้องการที่เกิดขึ้นจากยาปลุกเซ็กส์ ยานั่นมันคงแรงมาก ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ขาดสติและไร้ยางอายแบบนี้

แต่เคยได้ยินไหมว่าด้านได้อายอด

และคืนนี้ผมต้องได้(ปลดปล่อย) 

มาภาวนาให้ยามันหมดฤทธิ์เร็ว ๆ กันเถอะ ระหว่างยาหมดฤทธิ์กับผมไร้สติอันไหนจะมาก่อนกัน

“x! ฉันจะพานายไปที่โรงแรม” ผู้ชายแปลกหน้าที่แสนใจดีคนนั้นสบถหัวเสีย เขาช่วยใส่กางเกงให้ผมก่อนจะรีบหันไปขับรถออกจากปั๊มน้ำมัน 

“คุณ…” ผมเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา สติของผมเริ่มจะเลือนรางมากกว่าเดิม แม้จะพยายามประคองสติ แต่ผมก็เริ่มฝืนทนไม่ไหวแล้ว มือไม้จิกเข้าหากันด้วยความทรมาน ภายในร่างกายร้อนรุ่มไปหมดราวกับมีไฟมาสุมที่ตัว นี่อาจเป็นไฟนรกที่พร้อมจะแผดเผาผมให้มอดไหม้จนไม่เหลือซาก

ผมจะตายไหม?

มาร์โลว์ ฉันชื่อมาร์โลว์” เขาหันมามองหน้าผมแวบหนึ่งก่อนจะยื่นมือมาดึงมามือของผมที่จิกเนื้อตัวเองอยู่ออก ฝ่ามืออุ่นกอบกุมมือของผมเอาไว้แน่น ท่าทางอ่อนโยนเหล่านั้นทำเอาใจของผมเต้นแรงผิดจังหวะ ในตอนนี้ผมรับรู้ได้ในทันทีว่าแม้จะเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก แต่ถ้าผมจะต้องทำเรื่องอย่างว่ากับใครสักคน ผมก็อยากให้เป็นเขา อย่างน้อยก็ดีกว่ากลายเป็นเครื่องระบายความใคร่ของไอ้นิโคลนั่นแหละ

“มาร์โลว์ ช่วยผม ให้มากกว่านี้ได้ไหม?” ผมใช้มืออีกข้างจับมือของมาร์โลว์เอาไว้พร้อมช้อนตาขึ้นมองเสี้ยวใบหน้าด้านข้างของเขา วันนี้ผมเข้าใจถึงคำกล่าวที่ว่าด้านได้อายอดอย่างแท้จริงแล้วล่ะ เหมือนกับว่าภายในใจลึก ๆ ของผมก็เชื่อมั่นว่ามาร์โลว์ไม่ใช่คนเลวร้ายและเขาจะไม่ทำร้ายผม

ให้ตายสิ! ไม่ใช่ว่าผมกำลังตกหลุมรักเขาหรอกใช่ไหม? 

ในเวลานี้นี่นะ? 

บ้าน่า! เป็นไปไม่ได้หรอก เพิ่งเจอกันยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเลยนะ ไร้สาระ

“อดทนหน่อย ใกล้ถึงแล้ว” มาร์โลว์นิ่งไปนิดเหมือนกำลังใช้ความคิด เขาเอ่ยปลอบผมซ้ำ ๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาได้เลยสักนิด ผมไม่ได้ต้องการคำปลอบโยน ผมต้องการการปลดปล่อย และดูท่าว่ามาร์โลว์เองก็คงจะเข้าใจดี เขาเพิ่มความเร็วรถให้มากขึ้นเมื่อฝนเริ่มซาลง

ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองแต่มันก็โคตรยาก ยากฉิบหาย ผมทั้งอึดอัด ร้อน และทรมาน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเจอเรื่องแบบนี้ เป็นครั้งแรกที่โดนขายเหมือนสิ่งของ และเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับยาปลุกเซ็กส์ เข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมคนถึงเรียกมันว่ายานรก ผมหวังว่านี่จะเป็นครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายกับเรื่องบ้า ๆ นี่ ผมปล่อยมือที่จับมือมาร์โลว์ออกแล้วขยับไปปรับแอร์ให้แรงขึ้นกว่าเดิม แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย มาร์โลว์หยิบโทรศัพท์ของเขาออกมาแล้วกดโทรหาใครสักคนด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

(“ว่าไง?”) ไม่นานปลายสายก็กดรับ ผมได้ยินเสียงของอีกฝ่ายดังลอดออกมาแม้ไม่ดังมากนักแต่ก็พอที่จะจับใจความได้

“เคท เปิดห้องให้กูที” มาร์โลว์หันมามองผมแวบหนึ่งในตอนพี่เขาพูดกับคนปลายสาย ทันทีที่ได้ยินอย่างนั้นใบหน้าของผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ไอร้อนที่ออกจากตัวยังไม่ร้อนเท่าหน้าผมในตอนนี้เลย ทั้งที่ผมเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสา แต่ผมกลับรู้สึกเคอะเขินยังไงก็ไม่รู้ คำว่าเปิดห้องนี่ทำผมคิดไปได้ไกลถึงอเมริกาเลยนะ

(“ตอนนี้เหรอ?”) อีกฝ่ายเหมือนจะแปลกใจที่ได้ยินมาร์โลว์พูดแบบนั้น

“ใช่ เดี๋ยวกูเล่าให้ฟังทีหลัง ให้คนมารอรับกูข้างล่างด้วย”

(“เออ ๆ”) 

บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น มาร์โลว์ไม่ได้พูดอะไรกับผม เขาตั้งใจขับรถจนมาถึงโรงแรมหรูหราระดับดาวล้านดวงแห่งหนึ่ง ในตอนนี้ผมเข้าใจถึงบทสนทนาของมาร์โลว์และคนปลายสายได้เป็นอย่างดี คนที่มาร์โลว์โทรไปหาน่าจะเป็นเพื่อนของเขา และฝ่ายนั้นก็น่าจะมีตำแหน่งที่ค่อนข้างใหญ่โตในโรงแรมนี้ หรือไม่ก็อาจเป็นเจ้าของโรงแรม

“คุณมาร์โลว์ครับ” มาร์โลว์ลงจากรถมาเปิดประตูฝั่งที่ผมนั่งแล้วอุ้มผมออกมาจากรถก่อนจะเดินไว ๆ เข้าไปข้างในโรงแรม ในจังหวะเดียวกันก็มีผู้ชายคนหนึ่งที่น่าจะเป็นพนักงานของโรงแรมวิ่งออกมาต้อนรับ

“ห้องไหน?” มาร์โลว์เอ่ยถามพร้อมกับเดินตรงไปที่ลิฟต์

“3047 ครับ ให้ผมช่วย...” พนักงานชายคนเดิมทำท่าจะเข้ามาช่วยอุ้มผม

“ไม่ต้อง ฉันจัดการเอง ไปทำงานได้แล้ว” มาร์โลว์เบี่ยงตัวหลบ เขารับกุญแจห้องพักมาแล้วพยักพเยิดหน้าให้อีกฝ่ายกดเลขชั้นที่ลิฟต์ให้

“ครับ” พนักงานคนนั้นไม่กล้าถามอะไรต่อ เมื่อหมดหน้าที่แล้วเขาก็เดินออกไปทันที

“มาร์โลว์” ผมมองเขาด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ผมเริ่มจะทนไม่ไหวอีกแล้ว ผมต้องรีบจัดการกับตัวเองก่อนที่ตัวผมจะทรมานไปมากกว่านี้

“ชู่ว~ ใจเย็น ๆ ใกล้ถึงแล้ว” มาร์โลว์ก้มหน้าลงมามองผมพร้อมเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม

“ผมทรมาน” ผมว่าเสียงแผ่ว ยกมือขึ้นโอบกอดรอบลำคอของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น ผมชอบกลิ่นน้ำหอมที่ตัวของเขาจังเลย กลิ่นมันหอมเย็น ๆ ดมแล้วรู้สึกสบายจมูกและหัวโล่งดี

“ฉันรู้ อดทนหน่อยนะ” มาร์โลว์มีท่าทีที่กังวล เขาสับขาเดินไว ๆ จนมาถึงห้องพักที่สั่งให้เปิดรอไว้ เขาวางผมลงบนเตียง ส่วนตัวเองก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

“ร้อน มันร้อนไปหมด ช่วยผมที” ผมดึงเสื้อแจ็คเก็ตของมาร์โลว์ออกจากตัวแล้วค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าของตัวเองออก ในใจผมอยากกระชากมันให้ขาด แต่ก็คิดได้ว่าผมยังต้องใส่มันอีกเลยกัดฟันฝืนทนถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง จนร่างกายเปลือยเปล่าไร้ซึ่งอาภรณ์หรือสิ่งปกปิดใด ๆ ผมนอนหอบหายใจถี่เพราะเริ่มอ่อนแรง แค่ถอดเสื้อผ้าก็หมดแรงแล้ว ไม่รู้ว่ามาร์โลว์หายเข้าไปในห้องน้ำทำไมตั้งนาน ป่านนี้ยังไม่ออกมาอีก ผมทนไม่ไหวแล้วนะ

“มาร์โลว์” ผมร้องเรียกเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมออกมาหาผมสักที จะทิ้งผมให้นอนทรมานแบบนี้หรือไงกัน?

“หยุดเรียกชื่อฉันด้วยเสียงแบบนั้นสักที” มาร์โลว์เดินออกมาในสภาพที่หน้าอกเปลือยเปล่า ที่ตัวมีเพียงกางเกงยีนสีเข้มเอวโหลดต่ำชนิดที่เห็นขอบกางเกงในโผล่ออกมา เมื่อเห็นสภาพเปลือยเปล่าของผม มาร์โลว์ก็เบือนหน้าหนีทันที

ท่าทีแบบนั้นมันอะไรกัน!

“ช่วยผมด้วย” ผมร้องเรียกอีกครั้ง มาร์โลว์ถอนหายใจแรง เขาเดินเข้ามาหาผมพร้อมผ้าขนหนูผืนใหญ่ หลังจากที่เอาผ้าขนหนูคลุมตัวผมไว้แล้วมาร์โลว์ก็อุ้มผมเข้าไปข้างในห้องน้ำ

“ฉันกำลังทำให้อยู่นี่ไง” อีกฝ่ายพึมพำเสียงเบา ในตอนที่วางผมลงในอ่างอาบน้ำที่มีน้ำอยู่เกือบครึ่งอ่าง เขาดันให้ผมเอนตัวลงนอนพิงขอบอ่างแล้วกวักน้ำขึ้นมาลูบที่ใบหน้าและตามตัวของผม ผมนอนบิดเร้าไปมาด้วยความทรมาน มาร์โลว์ที่เห็นแบบนั้นก็เลื่อนมือลงไปจับส่วนอ่อนไหวของผมก่อนจะขยับมือช่วยให้ผมได้ปลดปล่อยออกมา แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับผมอยู่ดี 

“นายจัดการตัวเองไปก่อนนะ” มาร์โลว์เองก็ดูเหมือนจะฝืนทนข่มอารมณ์ตัวเองเอาไว้ไม่ไหว เขาเดินออกจากห้องน้ำไปทิ้งให้ผมนอนแช่อยู่ในน้ำเพียงลำพัง

ทิ้งผมไว้กลางทางเฉยเลย 

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ ผมพยุงตัวเองลุกขึ้นมาจากอ่างน้ำ ผมคงต้องช่วยตัวเองไปก่อน และเหตุการณ์ต่อจากนี้มันคงไม่หยุดแค่ที่มาร์โลว์ใช้มือช่วยผม เพราะผมรู้ว่าแค่นั้นมันไม่พอกับความต้องการที่ผมมี ตอนนี้ผมต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกายที่กำลังจะเกิดขึ้น มาร์โลว์ทิ้งผมให้อยู่เพียงลำพังสักพักแล้วก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ที่ติดตัวเขาเข้ามาด้วย พอเห็นผมนั่งช่วยตัวเองอยู่ที่ขอบอ่างอาบน้ำ มาร์โลว์ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยอีกครั้ง

“ไม่ มาร์โลว์ มากกว่านี้ ผมต้องการมากกว่านี้”  ผมเกาะบ่ากว้างทั้งสองข้างของมาร์โลว์เอาไว้แน่น แม้จะปลดปล่อยออกมาหลายครั้งแล้วแต่ฤทธิ์ของยาก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย 

“…” นัยน์ตาคมหลุบมองต่ำมายังร่างกายที่เปลือยเปล่าของผมก่อนจะเลื่อนขึ้นมามองสบตากัน อีกฝ่ายเหมือนกำลังชั่งใจคิด แต่ในเวลานี้ผมไม่ต้องการให้เขาคิดอะไรทั้งนั้นแหละ นอกจากคิดช่วยผมน่ะ!

“ได้โปรด” ผมยกขาทั้งสองข้างขึ้นเกี่ยวเอวหนาเอาไว้แล้วดึงให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ ผมจงใจบดเบียดร่างกายที่เปลือยเปล่าของตัวเองเข้าหามาร์โลว์อย่างแนบแน่นพร้อมทั้งขอร้องและอ้อนวอนเขาให้ทำเรื่องอย่างว่ากับตัวเอง

ตั้งแต่ที่ยาปลุกเซ็กส์ออกฤทธิ์ความอายมันก็ได้หายไปจากตัวผมแล้ว

“…ตื่นมานายคงไม่ต่อยฉันหรอกใช่ไหม?” มาร์โลว์เงียบไปพักหนึ่ง ส่วนผมก็ยังไม่เลิกนัวเนียกับร่างกายของอีกฝ่าย และแล้วก็เหมือนกับว่าเส้นความอดทนของมาร์โลว์ได้ขาดลงเพราะแรงยั่วยุ(ยั่วยวน)จากผม เขาอุ้มผมออกมาจากห้องน้ำแล้วตรงไปยังเตียงนอนขนาดคิงไซส์ 

“ผมจะทำแบบนั้นทำไม?” เรามองสบตากัน แต่มาร์โลว์ก็ยังคงยืนนิ่ง เขาไม่ยอมขยับเข้ามาหา ผมเลยลุกขึ้นนั่ง ยกขาทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งฉากแล้วอ้าออกกว้าง ๆ ก่อนจะเลื่อนมือมาขยับส่วนนั้นของตัวเองช้า ๆ โดยมีมาร์โลว์ยืนมองอยู่

ที่สุดของการอ่อย 

*คำเตือน เด็ก ๆ ไม่ควรทำตามนะครับ นี่เป็นแบบอย่างไม่ดี ผมเสียการควบคุมตัวเองเพราะฤทธิ์ยาปลุกเซ็กส์!*

(หรือเปล่า?)

มาร์โลว์ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นคล้ายกับกำลังคิดอะไรอยู่ นัยน์ตาเรียวคมวาววับขึ้นมาทันทีที่เห็นการกระทำของผม จู่ ๆ ผมก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา คล้ายเห็นใบหน้าของหมาป่าเจ้าเล่ห์ซ้อนทับกับใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย

 

 

 

 

CUT

 

 

 

 

มาร์โลว์กระตุกยิ้มพึงพอใจที่มุมปากแล้วเขาก็เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนปลายจมูกของเราชนกัน และในที่สุดเขาก็ทาบทับริมฝีปากลงมาด้วยท่าทางที่เชื่องช้าและอ่อนโยน มาร์โลว์ขบเม้มริมฝีปากของผมแผ่วเบา ดูดดุนหยอกเย้าอย่างน่ารัก เขาอ่อนโยนกับผมมาก มากเสียจนผมหลงใหลไปกับสัมผัสและการชักนำของเขา 

หลงอยู่ในวังวนที่ชื่อว่ามาร์โลว์

นี่มันหนีเสือปะจระเข้ชัด ๆ หนีจากนิโคลมาเจอมาร์โลว์ และดูเหมือนว่าจระเข้ตัวนี้จะร้ายกาจกว่าเสือเสียด้วย

แต่ถ้าจระเข้จะงานดีขนาดนี้ ผมยอมถูกกินอีกหลาย ๆ รอบเลยก็ได้

 

 

 

 

---------------------------------------

 

 

 

 

ไอริส น้องเป็นคนตลกค่ะ ฝากเอ็นดูน้องด้วยนะคะ

(เราลงนิยายไว้ 3 ที่นะคะ Dek-D , ReadAWrite  และ ธัญวลัย) 

 

ฝากเพจของเราด้วยนะคะ

ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #5 kmmmmmm (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 10:06
    แงงงงง
    #5
    0