คนสุดท้าย [YAOI]

ตอนที่ 1 : คนสุดท้าย : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 424
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    4 พ.ค. 63

 

คนสุดท้าย : บทนำ

 

IRIS PART :

“อย่าให้เราต้องใจร้ายกับไอเลยนะ ถือว่าคนเคยรักกัน อย่าให้เราต้องเลว” เสียงทุ้มต่ำที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาททำเอาผมที่นั่งอยู่ตัวแข็งทื่อขึ้นมาฉับพลัน มือเท้าเย็นเฉียบอย่างคนที่กำลังหวาดกลัวและเสียขวัญ

“กะ ก็ได้” แม้ในใจจะร้องค้านว่าไม่อยากยอมแพ้และจะไม่ยอมเลิกรา แต่ในจังหวะที่เผลอไปสบตาเข้ากับอดีตคนรักที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผมก็ต้องรีบหลุบตาลงต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตาที่จะต้องเผชิญหน้ากันตรง ๆ

มารุตเป็นคนที่ใจดีกับผมมากที่สุดในชีวิต แต่นั่นไม่ใช่ในสถานการณ์ตอนนี้ ทุกอย่างมันเป็นอดีตไปแล้ว ไม่ว่าจะสถานะ ความรู้สึก หรือความสัมพันธ์ ทุกอย่างจบลงและพังทลายลงด้วยสองมือของผม ความคิดโง่ ๆ และการตัดสินใจอย่างไร้สตินำพามาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ในชีวิต ผมคือไอริสที่ใครต่อใครหวาดระแวงเพราะความร้ายกาจของผม แต่มาในวันนี้ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ความกล้าที่เคยมีได้อันตรธานหายไปจนหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในเวลานี้คือความหวาดกลัว ความเสียใจ และความเจ็บปวด แต่จะโทษใครได้ล่ะ นอกจากตัวของผมเอง

คนที่โง่เง่ามากที่สุดใยความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงนี้ก็คือผมเอง

“หวังว่าเราจะไม่เห็นหน้าไอที่มหา’ลัยอีกนะ” มารุตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่ฟังดูแล้วราวกับว่าเขาไร้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึก นี่อาจเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนสติของผมได้ดีว่าตอนนี้มารุตไม่เหลือเยื่อใยอะไรให้กับผมอีกแล้ว แน่นอนว่าผมเข้าใจดี จริง ๆ ก็เข้าใจมาสักพักแล้ว แต่กลับเป็นผมเองที่แกล้งไม่เข้าใจแล้วหลอกตัวเอง

“อะ อืม” ผมขานรับเสียงแผ่วเบา มารุตไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาลุกเดินออกไปโดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลาหรือสายตาอาลัยอาวรณ์เหมือนที่ผ่านมา ผมหลับตาลงพร้อมปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาอาบสองข้างแก้มโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าจะมีใครอยู่รอบข้างบ้าง

ผมชื่อไอริส เป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่กำลังจะไปลาออกจากมหาวิทยาลัย สงสัยใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม เอาเป็นว่าผมจะแล้วให้ฟังก็แล้วกัน

ผู้ชายที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อกี้นี้คือแฟนเก่าของผม เขาชื่อมารุต เราคบกันมาได้สองปี แต่ผมก็บอกเลิกเขา มารุตแม้จะเป็นคนดี แต่เขากลับไม่ใช่แฟนที่ดีนัก ก็ไม่เชิงว่าเขาไม่ดีหรอก แต่เป็นผมเองที่ไปคาดหวังกับเขาไว้สูง ตั้งแต่ที่รู้จักกัน มารุตมักมีเรื่องต่อยตีกับคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง อาจเป็นเพราะบุคลิกหน้าตาและนิสัยที่ไม่ยอมใครเลยทำให้มีปัญหากับคนอื่นไปทั่ว หลายครั้งที่ผมถูกคู่อริของมารุตตามราวีและกลายเป็นเหยื่อ ผมถูกทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า ผมขอร้องให้มารุตเลิกยุ่งกับคนพวกนั้น มารุตให้สัญญากับผมและบอกว่าเขาจะดูแลผมเป็นอย่างดี จะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่ผมก็ถูกทำร้ายอยู่ดี ครั้งล่าสุดผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เพราะได้คนดี ๆ อย่างพี่รัชช์ช่วยเอาไว้ ผมเลยรอดมาได้

พี่รัชช์เป็นรุ่นพี่ที่อยู่มหา’ลัยเดียวกันแต่คนละคณะ ผู้ชายคนนี้มีพร้อมทุกอย่างในแบบที่ผมชื่นชอบและปรารถนาที่จะให้มารุตเป็น พี่รัชช์ทั้งสุภาพ อ่อนโยน ใจดี และไม่หยาบคาย ซึ่งมารุตตรงข้ามกับพี่รัชช์ทุกอย่าง ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผมเลือกที่จะจบความสัมพันธ์กับมารุตก็คือการที่เขาไม่สามารถปกป้องดูแลผมได้ และใจผมก็ไม่อยากจะทนอีกต่อไป ยอมรับอย่างไม่อายเลยก็ได้ว่าผมชอบพี่รัชช์ ในตอนนั้นใจผมบอกว่าผู้ชายคนนี้นี่แหละที่ผมคู่ควร แต่ผมคงลืมไปว่ามันเป็นผมเองที่ไม่คู่ควรกับพี่รัชช์

และใช่ ผมไม่คู่ควรกับมารุต ไม่คู่ควรกับใครเลย

ผมบอกเลิกมารุตและเว้นระยะห่างจากเขา แต่มารุตก็ยังคงตามง้อขอคืนดี ซึ่งในช่วงเวลานั้นใจของผมมันได้ไปจากมารุตแล้ว ทั้งสมองและหัวใจของผมไม่ได้คิดที่อยากจะอยู่กับมารุตอีกต่อไป ผมปฏิเสธอย่างจริงจัง แล้วเริ่มคิดหาทางที่จะเข้าใกล้พี่รัชช์ จนวันหนึ่งก็เหมือนฟ้าจะเข้าข้าง พี่รัชช์เดินมาขอเบอร์โทรศัพท์ของผม เล่นเอาผมทำตัวไม่ถูกเลย ดีใจจนแทบจะร้องไห้ แต่ทุกอย่างก็จบลงเมื่อผมได้รู้ว่าแท้จริงแล้วพี่รัชช์มาขอเบอร์ผมให้กับเพื่อนของเขาที่ชื่อไทม์

แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมอยู่ดี เพราะผมจะใช้เพื่อนของพี่รัชช์คนนี้นี่แหละเป็นสะพานในการเข้าไปหาเขาอย่างใกล้ชิด มันไม่ใช่เรื่องยาก และผมมั่นใจในตัวเองมากว่าสามารถทำมันได้ ทุกอย่างมันควรที่จะไปได้ดี หากแต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น เสียงลือลั่นไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัยว่าคุณรัชช์คนดีของทุกคนไปที่คณะเกษตรศาสตร์แล้วประกาศกลางโรงอาหารคณะเกษตรฯ ว่าเขาจะจีบมารุต ตอนที่ได้รู้เรื่องนี้ผมทำอะไรไม่ถูกเลย มันสับสนไปหมด ทั้งโกรธทั้งโมโห ผมไม่อยากให้ใครมายุ่งกับมารุต และผมก็ไม่อยากให้มารุตเข้าใกล้พี่รัชช์ด้วย ก็คงจะจริงอย่างที่มารุตพูดนั่นแหละว่าผมหวงก้าง ผมไม่ได้รักใครเลยนอกจากตัวของผมเอง และในตอนนั้นแผนร้าย ๆ ก็เริ่มปรากฎขึ้นในหัวของผม

เมื่อก่อนผมมักจะจัดการกับพวกที่ชอบเข้ามายุ่งกับมารุตด้วยวิธีการต่าง ๆ มากมายสารพัดที่จะทำได้ เบาสุดคือส่งจดหมายข่มขู่ ส่วนที่หนักสุด ๆ เลยก็คือส่งคนไปทำร้ายร่างกาย แต่ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสถึงปางตาย จริง ๆ ผมก็ไม่ได้อยากทำร้ายใครหรอก แต่คนพวกนั้นพูดดี ๆ ด้วยแล้วไม่ฟัง มันก็ต้องใช้ไม้แข็งกันสักหน่อย ผมกลั่นแกล้งพี่รัชช์สารพัดวิธี มีตั้งแต่ปล่อยลมยางรถยนต์ กรีดรถ ส่งจดหมายขู่ รื้อของในล็อกเกอร์ ทำลายข้าวของ เอาเลือดสัตว์ไปสาดใส่ล็อกเกอร์ รวมถึงการขังพี่รัชช์ไว้ในห้องน้ำด้วย ที่ผมทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อหวังให้พี่รัชช์ถอยห่างออกจากมารุต แต่พี่รัชช์ก็ดื้อกว่าที่คิด เหมือนยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ ทั้งสองคนเหมือนแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดเข้าหากันสูง

แล้ววันหนึ่งผมก็ได้รู้ความจริงที่ว่าแท้จริงแล้วพี่รัชช์ไม่ได้ชอบพอหรือมีความรู้สึกอะไรให้กับมารุตเลย เขาแค่ทำตามที่ไทม์ขอร้อง นั่นคือการเป็นไม้กั้นระหว่างผมกับมารุต เพราะไทม์ต้องการจะจีบผมเลยให้พี่รัชช์เข้าไปป่วนมารุตจนเขาไม่มีโอกาสมาง้อขอคืนดีกับผม

หลังจากที่รู้เรื่องนี้ผมก็ได้วางแผนให้พี่รัชช์และมารุตผิดใจกัน และผมก็ทำมันได้สำหรับ ผมใช้โอกาสนี้เข้าใกล้พี่รัชช์ แต่เหมือนว่ายิ่งนานวันเข้าพี่รัชช์และมารุตที่ผิดใจกันก็เริ่มรับรู้ความรู้สึกและหัวใจของตัวเอง ผมยอมรับไม่ได้ที่พวกเขามีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน แม้พวกเขาจะอยู่ในช่วงที่ทบทวนใจของตัวเองแต่ผมก็ไม่ยอมปล่อยให้ช่วงเวลานี้ผ่านเลยไป ผมพยายามเข้าหาพี่รัชช์และกลั่นแกล้งเขาลับหลังเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ผมหวังว่าพี่รัชช์จะเลิกยุ่งกับมารุต แต่มันก็เปล่าประโยชน์ พวกเขากลับมาคืนดีกันและดูท่าว่าจะไปกันได้ดีเสียด้วย

แล้วจู่ ๆ เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ผมถูกใครบางคนจับตัวไปและทำร้ายร่างกาย แม้จะโกรธจนตัวสั่นแต่พอได้รู้ว่านี่เป็นแผนการที่จะทำให้พี่รัชช์และมารุตผิดใจกันของใครบางคนผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร จริง ๆ ก็ติดใจแหละ เพราะอีกฝ่ายต้องการแก้แค้นผมที่ทำเรื่องไม่ดีกับพี่รัชช์เอาไว้ด้วย คนที่จับตัวและทำร้ายผมก็คือเชน เพื่อนอีกคนในกลุ่มของพี่รัชช์ ซึ่งเขาคนนี้ก็ชอบพี่รัชช์ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าที่ผ่านมาผมกับเขาไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่นัก แต่ก็นั่นแหละ มารุตมาช่วยผมไว้ แล้วผมก็ได้รู้ว่าเขาทิ้งพี่รัชช์เอาไว้อพียงลำพังก่อนจะมาช่วยผม ตอนนั้นผมทั้งห่วงและโมโห เรื่องบ้า ๆ นี้เริ่มไม่สนุกแล้ว

หลังจากนั้นผมก็ได้ยินว่าพี่รัชช์เข้าโรงพยาบาล ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมพยายามถามไทม์ อยากไปเยี่ยมพี่รัชช์แต่ก็ไม่กล้า ลึก ๆ แล้วผมเองก็ไม่กล้าสู้หน้าพี่รัชช์ตรง ๆ ด้วย ผ่านมาได้ไม่กี่วันมารุตก็นัดผมมาเจอกันที่ร้านกาแฟหน้ามหา’ลัย ผมไม่รู้ว่าเขาไปเอาหลักฐานที่แสดงถึงการกระทำอันเลวร้ายของผมที่ได้กระทำต่อพี่รัชช์เหล่านี้มาจากไหน

ใช่ ที่มารุตมาหาผมในวันนี้ก็เพื่อมาคาดคั้นเอาคำตอบจากผม และผมก็ยอมรับว่ามันเป็นฝีมือของผมจริง ๆ หลักฐานคาตาขนาดนี้ต่อให้ปฏิเสธก็ไม่มีใครเชื่อหรอก มารุตโกรธ เขาโกรธมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สองปีที่เราคบหากัน ในแต่ละครั้งที่ผมถูกคู่อริของเขาทำร้ายหรือหาเรื่อง แม้มารุตจะไปเอาคืนให้ แต่แววตาของเขาไม่เคยแสดงออกถึงความโกรธเคืองและแข็งกร้าวเหมือนอย่างในเรื่องของพี่รัชช์แบบนี้เลย แล้วในตอนนั้นผมก็ได้รู้ว่ามารุตไม่ได้รักผมอีกต่อไปแล้ว และผมก็สิ้นโอกาสจากพี่รัชช์

ทุกอย่างพังทลายลงเพราะการกระทำของผม ผมที่เห็นแก่ตัว ผมที่โลเล และผมที่หวงก้าง

ในวันนี้ผมได้รับบทเรียนราคาแพงที่จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต เอาล่ะ ได้เวลาไปลาออกจากมหา’ลัยกันแล้ว ผมไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้ มารุตไม่ใช่คนที่ผมจะล้อเล่นด้วยได้ เขาไม่ได้น่ากลัวแค่เพราะบุคลิกที่ดูดิบเถื่อนหรือนิสัยที่ดูเหมือนพวกอันธพาน แต่เพราะเขาคือทายาทนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงโด่งดังติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ ครอบครัวของเขาทำเกี่ยวกับการผลิตอาหารแช่แข็งที่มีการส่งออกไปเกือบทั่วโลก เขารวยมาก และพ่อแม่ของเขาก็มีอิทธิพลไม่น้อยเลยล่ะ ไหนจะครอบครัวของพี่รัชช์อีก ถ้าเกิดพวกเขาเอาเรื่องผมขึ้นมาจริง ๆ ต่อให้เป็นพ่อกับแม่ก็ช่วยผมไม่ได้หรอก

นี่จะเป็นวันที่ผมจดจำไปจนวันตาย การกระทำโง่ ๆ ของคนโง่ ๆ มักจะนำพาหายนะมาสู่ตนเองเสมอ

แต่อย่างน้อยก็คงต้องขอบคุณมารุตที่ยังพอมีเมตตาให้กับผมอยู่บ้าง เพราะถ้าเขาเอาจริงขึ้นมาเมื่อไหร่ ผมคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้อ้าปากพูด

 

 

 

 

 

ผมก้มหน้ามองข้อความที่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์แล้วเงยหน้าขึ้นมองสถานที่ที่ผมกำลังยืนอยู่ในตอนนี้ ที่นี่คือสถานบันเทิง สถานท่องเที่ยวของนักท่องราตรี หรือก็คือผับนั่นแหละ ผมกวาดสายตามองบริเวณรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกหวาดระแวง แม้ผมจะดูเหมือนพวกกร้านโลก แต่จริง ๆ แล้วผมไม่ค่อยจะเข้าสถานที่แบบนี้สักเท่าไหร่นัก ก็ไม่ถึงกับว่าไม่เคยมา เอาเป็นว่าผมก็ไม่ค่อยไว้ใจสถานที่แบบนี้นักรอกนะ ยิ่งมาคนเดียวด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังตัวให้มากเป็นพิเศษ ใจจริงผมก็ไม่ได้อยากมาที่นี่ แต่เพราะมีใครบางคนนัดผมให้มาเจอกันที่นี่ ผมเลยจำเป็นต้องมาอย่างเสียไม่ได้

“ลุงนัดให้ผมมาที่นี่ทำไม?” ทันทีที่เห็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมท่าทางคุ้นตาเดินลงมาจากรถยนต์คันหรู ผมก็ปรี่เข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามอีกฝ่ายทันที ผู้ชายคนนี้เป็นลุงเขยของผมเอง แต่เป็นลุงที่ผมไม่ค่อยอยากเคารพนับถือสักเท่าไหร่นัก เรียกได้ว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้อยู่ห่าง ๆ ในระยะสักสิบเมตรร้อยเมตรไปเลย

“พามาหาคนรู้จัก” เขาบอกแค่นั้นแล้วก็เดินนำผมไปยังทางเข้าของร้าน

“ใคร?” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย อยากให้เจอคนรู้จักทำไมไม่ไปนัดที่อื่น ไปร้านอาหารหรู ๆ สักร้านก็ได้ ไม่เห็นต้องนัดเจอกันที่ผับบาร์แบบนี้เลย

“ตามมาเดี๋ยวก็รู้เองล่ะน่า” ลุงชักสีหน้าใส่ด้วยท่าทางที่ไม่พอใจ

“ผมไม่ไป” ซึ่งผมเองก็ยืนกรานเสียงแข็ง ผมไม่เข้าไปข้างในนั้นแน่ ๆ ผมไม่รู้จุดประสงค์ของลุง แต่ผมมั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน

ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าลุงมันเหี้ย

“ฉันบอกให้ตามมาก็ตามมา อย่ามาเรื่องเยอะ” ลุงหันมาขึ้นเสียงใส่แล้วฉุดกระชากลากถูแขนผมให้เดินตามเข้าไปภายในตัวอาคาร แม้ผมจะยื้อยุดแต่ก็ไม่เป็นผล ตัวผมเล็กแค่นี้เอง ลุงเขยของผมแม้จะมีรูปร่างท้วมแต่ก็ตัวสูงใหญ่ มิหนำซ้ำยังเป็นอดีตทหารบกอีก เรื่องกำลังนี่ผมสู้ไม่ได้เลย

“ลุงคิดจะทำอะไร?” ผมขืนแรงเอาไว้ แต่เพราะภายในมีผู้คนมากมายเดินเบียดเสียดกันไปมาผมจึงไม่สามารถพาตัวเองหนีออกไปได้

“หุบปากแล้วตามมา” นัยน์ตาสีเข้มตวัดมองหน้าผมด้วยสายตาที่ดุดันก่อนจะออกแรงกระชากที่แขนของผมอีกครั้ง

“ไม่” ผมพยายามที่จะแกะมือของลุงออก เขาจับแรงมาก แรงบีบที่ข้อมือเริ่มเพิ่มมากขึ้นจนผมปวดร้าวไปทั้งแขน

“อย่าให้ฉันโมโหนะ สำนึกบ้างสิว่าที่แกมีที่ซุกหัวนอนอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะใคร” พอผมเลิกที่จะต่อต้านเพราะทนความเจ็บที่แขนไม่ไหวลุงก็รีบลากผมให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว

“เพราะป้าไง ไม่ใช่ลุง” ผมมองค้อนตาคว่ำแม้อีกฝ่ายจะมองไม่เห็นก็ตาม แต่ผมได้ทำการสาปแช่งในใจไปเรียบร้อยแล้ว

ผมโคตรเกลียดลุงเลยว่ะ

“ป้าแกก็เมียฉันไง ตามมา” เป็นอีกครั้งที่ลุงหันมาถลึงตาใส่แล้วกระชากแขนผมเต็มแรงเพื่อให้ผมเดินตามทันจนมายืนอยู่ข้าง ๆ เขา

“เรามาทำอะไรกันที่นี่?” ผมหันมองรอบ ๆ ตัวด้วยความวิตกกังวล ถึงจะเคยมาสถานบันเทิงแบบนี้แต่ตอนนั้นผมมากับเพื่อนไง มันเลยรู้สึกอุ่นใจและสบายใจกว่าอยู่กับลุงเหี้ยนี่

“เงียบ” เขากดเสียงต่ำพร้อมดันหลังผมให้เดินนำขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง

“ฉันมาหาคุณนิโคล”เมื่อเดินมาตามทางก็พบว่าชั้นบนนี้แบ่งออกเป็นห้อง ๆ ซึ่งมีป้ายติดหน้าประตูห้องว่าVIP ลุงพาผมเดินเข้ามาจนถึงห้องข้างในที่อยู่สุดทางเดิน หน้าห้องมีผู้ชายใส่ชุดสูทสีดำยืนอยู่ ท่าทางของเขาดูน่ากลัวและไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

“เด็กคนนี้เหรอ?” ผู้ชายคนนั้นกวาดสายตาไล่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากออกมาอย่างน่าสยดสยอง

“ใช่” ลุงหันมามองผมแล้วพยักหน้าแผ่วเบา ท่าทางของทั้งสองทำให้ผมรู้แล้วว่าหายนะกำลังจะมาเยือนผมในอีกไม่ช้า นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเลย สัญชาตญาณมันร้องบอกผมแบนั้น

“ตามมา” แต่ยังไม่ทันที่จะได้คิดหาทางเอาตัวรอด ผู้ชายที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องก็เปิดประตูแล้วเดินนำเข้าไปข้างใน ผมยืนนิ่งไม่ไหวติงแต่ก็ถูกลุงผลักจนเสียหลักหน้าแทบทิ่มพื้น สุดท้ายผมก็ก้าวเข้ามาอยู่ภายในห้อง VIP นี่แล้ว

“รอในนี้ เดี๋ยวคุณนิโคลมา เครื่องดื่มอยู่ตรงนั้น เชิญตามสบาย” อีกฝ่ายว่าพร้อมผายมือไปทางเครื่องดื่มมากมายที่อยู่บนรถเข็น ชั่วแวบหนึ่งที่ผมเห็นผู้ชายชุดสูทยกยิ้มมีเลศนัยส่งให้กับลุง ท่าทางเหล่านั้นยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวาดระแวงและหวาดกลัว นี่มันไม่ปลอดภัยสำหรับผมเลยนะ

“มาสิ” หลังชายชุดสูทดำเดินออกไป ลุงก็เดินไปยังรถเข็นที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มแล้วจัดการผสมเครื่องดื่มด้วยท่าทีที่นิ่งเฉยและดูสบายอกสบายใจ

“เรามาหาใคร?” ซึ่งมันต่างจากผมในตอนนี้ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาห่วงเรื่องเครื่องดื่มหรือชื่นชมความหรูหราภายในห้อง VIP นี้ ผมไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นแหละ ผมต้องการออกไปจากที่นี่

“เจ้าหนี้ฉัน อะ ดื่ม” ลุงตอบกลับมาโดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังส่งแก้วเหล้ามาให้ผมหน้าตาเฉยอีกด้วย

“ผมไม่อยาก…” ผมหลุบตามองแก้วเหล้าแล้วถอยหลังหนี ใครจะไปมีกะจิตกะใจดื่มของมึนเมาในช่วงเวลาอย่างนี้กันล่ะ

“ดื่ม!” มือใหญ่หนายื่นมากระชากแขนผมให้เข้าไปหาแล้วลุงก็ยัดแก้วเหล้าใส่ในมือของผม เพราะแขนที่ถูกบีบอยู่มันเจ็บจนเกือบน้ำตาไหล ผมเลยต้องรับแก้วเหล้ามาอย่างจำใจ

“ตกลงเรามาทำอะไรกันที่นี่?” ผมไม่เข้าใจว่าลุงพาผมมาที่นี่ทำไม แถมยังพามาหาคนที่เป็นเจ้าหนี้ของตัวเองอีก ผมรู้มาว่าลุงเล่นการพนันและติดหนี้ก้อนโต เขาจึงพยายามสูบเลือดสูบเนื้อจากครอบครัวของผมเพื่อเอาไปใช้หนี้ แต่เอาไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ เขาเอาไปมากจนตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรให้เขาเอาไปอีกแล้ว นอกจากชีวิตของผม

ผมถึงได้บอกไงว่าไอ้ลุงนี่มันเหี้ย!

“มาใช้หนี้ของฉันไง” ลุงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะกระดกแก้วเหล้าขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

“ใช้หนี้? ลุงมีเงินแล้วเหรอ?” ทันทีที่ได้ยินอย่างนั้นก็เกิดคำถามมากมายขึ้นมาในหัว แม้จะไม่รู้ว่าลุงมีหนี้ทั้งหมดกี่ล้านแต่ที่แน่ ๆ คือไม่ใช่แค่ล้านสองล้านมันต้องมากกว่านั้น แล้วน้ำหน้าอย่างลุงนี่นะจะหาเงินมาใช้คืนได้เร็วขนาดนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังมาถามหาสมบัติของป้าจากผมอยู่เลย เป็นผู้ชายที่ทุเรศและน่าสมเพชจริง ๆ งานการไม่ทำ วัน ๆ มีแต่จะแบมือขอเงินจากภรรยาไปผลาญเล่น ตัวเองเป็นแค่ข้าราชการวัยเกษียณ แต่ใช้เงินเก่งเหมือนเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน

“ใครบอกว่าฉันจะใช้หนี้เป็นเงิน” อีกฝ่ายว่าพร้อมหัวเราะออกมาเบา ๆ

“หมายความว่ายังไง?” ผมกำมือเข้าหากันแน่น ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย

“ฉันเอาแกมาใช้หนี้ต่างหากล่ะ ไอ้เด็กโง่! ฮ่า ๆ” ลุงเอ่ยออกมาเสียงดังแล้วหัวเราะชอบอกชอบใจอย่างกวนส้นตีน

“อะไรนะ!?” ผมโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ยกแก้วเหล้าที่อยู่ในมือขึ้นสาดใส่ใบหน้าของไอ้ลุงชั่วแล้วรีบเดินไว ๆ ไปที่ประตูห้อง

“แกจะไปไหน!?” ลุงตวาดเสียงกร้าวพร้อมพุ่งตัวเข้ามากระชากแขนของผมอย่างแรงจนผมเสียหลักจนเกือบล้ม

“ผมจะกลับบ้าน” ผมสลัดแขนออกแล้ววิ่งไปที่ประตูอีกครั้งหนึ่ง

“ฉันไม่ให้แกไปง่าย ๆ หรอกนะ” ไอ้ลุงเหี้ยไม่ยอมรามือง่าย ๆ เขารีบเข้ามารั้งแขนผมไว้ทันที

“โอ๊ย!” ใบหน้าของผมหงายเชิดขึ้นเพราะถูกอีกฝ่ายตะปบจับเข้าที่เส้นผมอย่างเต็มแรงมือ

“อย่าดื้อด้านไอริส” อีกฝ่ายกดเสียงต่ำมองหน้าผมด้วยสีหน้าที่โหดเหี้ยมก่อนจะออกแรงกระชากอีกครั้งและคราวนี้มันทำให้ผมหงายหลังลงไปนอนกับพื้นได้ในเพียงชั่วพริบตา

“ผมเจ็บนะ!โอ๊ย!” ผมร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวด เวรกรรมอะไรของผมถึงได้มีลุงเขยเหี้ย ๆ แบบนี้นะ?

“ฉันจะตีแกให้ตายเลย” ไม่พูดเปล่าแต่ไอ้ลุงเหี้ยยังทั้งตบทั้งตีไปตามใบหน้าและร่างกายของผมจนเจ็บปวดไปทั้งตัว แม้จะพยายามต่อสู้ขัดขืนแต่ก็สู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี และไม่ใช่เพียงแค่ตบตีเท่านั้น

“โอ๊ย!” ผมหลุดร้องเสียงหลงเมื่อถูกเตะอัดเข้าที่ท้องจนจุก ตัวผมงอเป็นกุ้งลวกเลย

“ทำอะไร!?” ในขณะที่ผมโดนลุงเขยของตัวเองซ้อมอยู่นั้นประตูห้องก็เปิดออกแล้วตามมาด้วยเสียงตวาดดังก้องกังวาล

“คุณนิโคล”ลุงหยุดการกระทำอันชั่วช้าลงก่อนจะหันมาดึงผมให้ลุกขึ้นยืน แต่ผมก็ยืนแทบจะไม่ไหว สภาพในตอนนี้คงจะหนักพอสมควร

“แกจะทำให้ของของฉันเป็นรอยหรือไง?” คนที่ถูกเรียกว่านิโคลเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ เขามองลุงด้วยสายตาดุดันก่อนจะมองเลยมายังผม ในเวลานี้ผมไม่กล้าที่จะมองหน้าใครทั้งนั้น ผมกำลังกลัว กลัวมากจริง ๆ ถึงที่ผ่านมาผมจะทำตัวร้ายและเป็นตัวร้าย แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเมื่อตัวเองต้องมาประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงจริง ๆ มันจะน่ากลัวขนาดนี้

“ขอโทษครับ” ลุงดูสงบเสงี่ยมขึ้นมาทันตา ไม่หลงเหลือมาดให้น่าเคารพนับถืออีกแล้ว ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่น่านับถือตั้งแต่แรกอยู่แล้วแหละ

“จะไปไหนก็ไป” นิโคลตวัดสายตาไล่ให้ลุงออกไปจากห้อง นั่นทำเอาใจของผมเต้นถี่รัวด้วยความกลัว ผมจะต้องอยู่ตามลำพังกับผู้ชายคนนี้อย่างนั้นเหรอ?

“แล้วเงิน…” ไม่มีความห่วงใยที่ส่งถึงหลานชาย มีแต่ความเหี้ยกระจัดกระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า นอกจากเอาผมมาใช้หนี้แทนแล้วยังเรียกเงินเกินเพื่อที่จะได้เงินกลับไปด้วย ทำเอาอยากรู้เลยว่าค่าตัวของผมมันเท่าไหร่กันแน่ จู่ ๆ ก็กลายเป็นสิ่งของที่มีราคาขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ออกไปเอาข้างนอก ไสหัวไปได้แล้ว” นิโคลว่าเสียงดังใบหน้าดุดัน เขาเป็นผู้ชายรูปร่างสูง มีดวงตาที่เรียวคม และคิ้วที่ดูขี้โกง ดูจากโหงวเฮ้งแล้วน่าจะเป็นพวกเฮงซวยไม่ผิดแน่

“ครับ” เมื่อได้ยินอย่างนั้นลุงก็รีบออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองผมเลยแม้แต่น้อย

ไอ้เหี้ย!!!

เสียแรงที่เคยยกมือไหว้ ไปตายไปไอ้เหี้ยแก่!!!

อย่าให้กูเจอนะมึง! จะกระโดนถีบขาคู่ใส่ให้ล้มเลย!

“เป็นยังไงบ้าง?” หลังจากที่ประตูห้องถูกปิดลงนิโคลก็หันไปล็อกประตูห้องทันที ก่อนจะเดินเข้ามาหาผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเป็นมิตร

เขาดูใจดีดุจเป็นญาติมิตรหรือ?

ผิด! ดูเป็นมิจฉาชีพนี่แหละ!

ดูหน้าก็รู้แล้วว่าเลว!

“ปล่อยผมไปเถอะนะ” ผมยกมือขึ้นไหว้อ้อนวอนร้องขอความเห็นใจ นี่คือจุดตกต่ำที่สุดของชีวิต และดูท่าแล้วว่ามันน่าจะยังคงสามารถตกต่ำได้อีก ผู้ชายคนนี้ต้องไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน เพราะคนดีที่ไหนเขาจะเอาเงินมาแลกซื้อคนเป็นสิ่งของแบบนี้กันล่ะ!

“ใจเย็น ๆ ดื่มน้ำก่อน” นิโคลพยายามเข้าหาผมอย่างเป็นมิตร แต่ผมไม่มีทางหลงเชื่อท่าทางจอมปลอมพวกนี้อย่างแน่นอน อย่าลืมสิ ผมก็เป็นพวกเสแสร้งเก่ง แต่ตอนนี้เก่งไม่ออกแล้วครับ เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย กลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้วนะ!

“ไม่” ผมก้าวถอยหนีและยังคงยืนยันคำเดิม

“ดื่มสิ จะได้สดชื่น” แต่นิโคลก็ยื่นมือมาดึงแขนของผมไว้แล้วยื่นแก้วมาจ่อที่ริมฝีปากผม พอจะหันหน้าหนีนิโคลก็ยกมือขึ้นมาบีบปากผมแล้วบังคับให้ดื่มน้ำแก้วที่เขาถือติดมือเข้ามาเมื่อกี้ ผมจำต้องยอมดื่มน้ำส้มแก้วนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

“คุณปล่อยผมไปได้ไหม?” หลังดื่มน้ำจนหมดแก้วแล้วผมก็ร้องขอความเห็นใจจากนิโคลอีกครั้ง

“ชู่ว~ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย นั่งพักก่อนนะ” เขาเอ่ยปลอบเสียงนุ่มขัดกับท่าทางคุกคามเมื่อสักครู่นี้ นิโคลกดไหล่ผมเชิงบังคับให้นั่งลงที่โซฟาตัวยาวด้านหลัง แม้ใจอยากจะขัดขืน แต่กลับทำเช่นนั้นไม่ได้ ผมต้องยอมทำตามที่นิโคลสั่งเพราะผมในตอนนี้เสียเปรียบเขาเป็นอย่างมาก มันแย่จริง ๆ ที่ผมถูกล่อลวงให้เข้ามาในถ้ำเสือ และกำลังจะถูกเสือจับกินในไม่ช้า

ขอร้องล่ะ แม้ผมจะไม่ใช่คนดี แต่ช่วยผมออกไปจากไอ้ชั่วนี่ทีเถอะ

“คุณจะทำอะไร?” ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อฝ่ามือใหญ่วางแหมะลงบนต้นขาของผมแล้วลูบไล้ไปมาแผ่วเบา แม้จะมีกางเกงยีนกั้นกลางระหว่างขาของผมกับฝ่ามือของนิโคลแต่ผมก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนจากฝ่ามือหนา ผมดันมือของนิโคลออก ซึ่งเขาก็ยอมดึงมือกลับไป อีกฝ่ายลุกขึ้นไปชงเหล้ามาอีกหนึ่งแก้ว ครั้งนี้นิโคลไม่ได้บังคับให้ผมดื่มแต่เขาชงเหล้ามาเพื่อให้ตัวเองดื่ม ผมไม่เข้าใจว่านิโคลต้องการอะไร เขาไม่ได้พูดหรือสนใจอะไรผม นิโคลนั่งดื่มเหล้าด้วยท่าทางที่แสนจะชิลล์ ต่างจากผมที่ร้อนรนจนนั่งไม่ติดที่

“เริ่มรู้สึกหรือยัง?” ในระหว่างที่ผมเริ่มรับรู้ได้ถึงอาการแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง นิโคลก็ขยับเข้ามาประชิดตัวพร้อมกับใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวของผมให้เข้าไปหาเขา

“อะไรนะ!?” ผมที่ได้ยินคำถามนั้นเข้าก็ถึงกับตกใจหวีดร้องเสียงแหลม และพยายามดันตัวเองให้หลุดออกจากอ้อมแขนอันน่ารังเกียจนี่

“อืม หอม” แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นิโคลรวบมือทั้งสองข้างของผมเอาไว้ก่อนจะยื่นใบหน้ามาซุกไซร้ที่ซอกคอของผม จมูกโด่งไล่สูดกลิ่นบนตัวผมตั้งแต่ซอกคอมาจนถึงแผ่นอก

“ปล่อยผมนะ! อึก!” ผมร้องโวยพร้อมดิ้นหนี แต่กลับถูกนิโคลผลักให้นอนราบไปกับโซฟาตัวยาว นิโคลดึงเข็มขัดที่เอวของตัวเองออกมาแล้วนำมันมามัดข้อมือทั้งสองข้างของผมอย่างแน่นหนา มันทำให้ผมคิดหนีได้ยากขึ้น

“เป็นอะไรไปล่ะ?” นิโคลแสยะยิ้มร้ายออกมา เขาจ้องมองผมด้วยสีหน้าและแววตาของผู้ชนะ

ใช่ คืนนี้เขาเป็นนักล่า และผมก็เป็นเหยื่อ เขาคงคิดว่าเหยื่ออย่างผมจะตกเป็นอาหารอันโอชะของเขาได้ง่าย ๆ แต่ผมจะไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอกนะ

“แกใส่อะไรลงไปในแก้ว!” ผมตวาดเสียงแข็ง ยิ่งเวลาผ่านไปอาการของผมก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่เคยประสบพบเจอกับตัวแต่ก็เคยเห็นมากับตาว่าอาการอย่างที่ผมกำลังเป็นอยู่นี้มันคืออะไรและเกิดจากอะไร

“แกเลยเหรอ? หึ ๆ อยากรู้เหรอ? ก็ยาปลุกเซ็กส์ไง” นิโคลไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านและไม่ได้ถือสาหาความกับสรรพนามที่ผมใช้เรียกเขา กลับกันนั้นดูเหมือนว่านิโคลจะชอบใจเสียด้วยซ้ำ

“!!!” หูของผมอื้อไปชั่วขณะหนึ่ง สิ่งที่ผมคิดนั้นคือเรื่องจริง ก่อนหน้านี้ผมเคยไปเที่ยวกับเพื่อน พอเริ่มดึกโต๊ะข้าง ๆ ก็ค่อย ๆ แสดงอาการแปลก ๆ ออกมาและมันก็เหมือนกับผมในตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

“รู้ตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วนะ” อีกฝ่ายกรีดยิ้มร้าย นิโคลยกมือขึ้นลูบไล้ไปตามหน้าท้องของผมผ่านเสื้อเชิ้ตตัวบาง ผมดิ้นหนีเพราะรู้สึกขยะแขยงกับสัมผัสเหล่านั้น ถึงแม้ว่าผมจะเคยคบกับผู้ชายมาก่อน และไม่เคยชายตาแลผู้หญิงเลยสักครั้ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะชอบผู้ชายทุกคนที่เข้าหาผม ซึ่งนิโคลก็คือคนที่น่ารังเกียจมากที่สุดในชีวิตของผม

“ปล่อย!” ผมดิ้นหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งถีบทั้งยันเพื่อเอาตัวรอด วินาทีนี้ผมคิดเพียงแค่ว่าต้องหลุดไปจากที่นี่ให้ได้ หัวสมองของผมมันเบลอไปหมด คิดอะไรไม่ออกเลย ผมไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับสถานการณ์ในตอนนี้ มือทั้งสองข้างที่ถูกมัดด้วยเข็มขัดพยายามหาวิธีที่จะให้มันหลุดออกจากกัน

“ปล่อยให้โง่สิ ฉันหมดเงินไปเยอะแล้วนะกว่าจะได้ตัวนายมาน่ะ” นิโคลไม่ได้สนใจท่าทางหนีตายของผมเลย เขาหัวเราะราวกับว่าสนุกสนานที่ได้ล้อเล่นกับความหวาดกลัวของผม แม้ผมจะถีบตัวเองออกจากนิโคลแต่ก็ถูกเขารั้งข้อเท้าเอาไว้ทำให้ผมไม่สามารถที่จะหนีไปได้อย่างที่ใจต้องการ แล้วในวินาทีนั้นผมก็เหลือบไปเห็นข้าวของมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก

“ปล่อยผมนะ ปล่อย!” ผมดิ้นหนีแล้วพลิกตัวลงไปที่พื้นห้องเพื่อที่จะได้เข้าไปใกล้โต๊ะกระจกให้ได้มากที่สุด

“มาสนุกกันดีกว่าน่า” นิโคลไม่ทันได้เอะใจอะไร เขายังคงตามเข้ามาหาผมอย่างใจเย็น ส่วนผมก็ถอยหนีไปเรื่อย ๆ จนเข้าใกล้กับเป้าหมายที่เล็งเอาไว้

“ไม่!” จังหวะที่นิโคลดึงข้อเท้าของผมให้เข้าไปหาเขาผมก็ยื่นมือออกไปหยิบขวดเหล้าที่อยู่บนโต๊ะมาไว้ในมือด้วยความรวดเร็ว

เพล้ง!

“อึ่ก!” เพียงในชั่วพริบตาผมก็ฟาดขวดเหล้าที่ยังมีเหล้าเหลืออยู่เกินครึ่งขวดใส่ลงหัวของนิโคลเต็มแรงจนขวดแตกกระจายและเหล้าก็กระเด็นมาเปียกเสื้อผ้าของผม ความเจ็บทำให้นิโคลหยุดชะงักไปในทันที

พลั้ก!

ผมใช้โอกาสนี้ถีบเข้าไปที่กลางอกของนิโคลอย่างแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้จนอีกฝ่ายหงายหลังล้มตึงไปบนโซฟา แล้วผมก็กัดฟันฝืนความเจ็บปวดและความทรมานจากยาปลุกเซ็กส์ลุกขึ้นมายืนเพื่อที่จะวิ่งหนีออกไปจากที่นี่ อาจเป็นเพราะยังคงมึนงงจากการถูกตีไม่หายนิโคลเลยยังไม่ได้ขยับตัวตามผมออกมา ต้องขอบคุณที่นิโคลเอาเหล้าขวดนั้นมาวางไว้บนโต๊ะ ไม่อย่างนั้นผมคงหาอาวุธมาฟาดใส่หัวเขาไม่ได้ และเหมือนโชคจะเข้าข้างผมอีกครั้งเมื่อออกมาจากห้องแล้วพบว่าที่โถงทางเดินนั้นว่างเปล่าไร้คนของนิโคลเฝ้าอยู่ แม้มือจะยังเอาออกจากกันไม่ได้ แต่เท้าของผมก็สับไวราวกับจะไปวิ่งชิงแชมป์ระดับโลก

ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้มารุตครับ เพราะผมต้องวิ่งหนีอริเขาอยู่บ่อยครั้ง แรก ๆ นี่วิ่งช้าจนโดนจับได้ตลอด หลัง ๆ ทักษะเริ่มพัฒนาจนวิ่งเร็วพอ ๆ กับโจรวิ่งราว

และนี่คือบททดสอบต่อไปของผม วิ่งหนีตายจากไอ้หื่นกาม

To be continued…

 

 

 

 

 

---------------------------------------

 

 

 

 

 

 

สวัสดีค่ะทุกคน

มีใครคิดถึงเราหรือเปล่าคะ?

มาเปิดคู่ใหม่แต่คู่เก่ายังลงไม่จบ แหะ ๆ

วันหยุดเนอะ ก็เลยมาลงให้อ่านกันเล่น ๆ ก่อน

เดี๋ยวค่อยมาลงจริงจังหลังจากที่ปิดต้นฉบับแล้ว

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ *ยิ้มแห้ง*

ติชมหรือพูดคุยกันได้นะคะ ฝาก #เฮียมาร์โลว์ ด้วยค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #3 kmmmmmm (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 14:57
    วิ่งเร็วววว
    #3
    0
  2. #2 Nyoong (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 18:56
    พอมาอ่านมุมนี้แล้ว วิ่ง! วิ่งสิไอ
    #2
    0