คนอกหัก [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S]

ตอนที่ 9 : -Eight-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 956
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 107 ครั้ง
    26 ส.ค. 63


 


 

-Eight-


 


 

KACHAIN PART :


 

07.00 AM


 

Rrrrr~


 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในเวลาเดิมและจากคนเดิมเหมือนในทุกวัน


 

“ฮัลโหล” แต่ผมก็ยังไม่ชินสักที


 

(“รออยู่ข้างล่างนะ”) เสียงทุ้มนุ่มที่ดังมาปลุกให้ผมที่ยังงัวเงียอยู่ตื่นขึ้นมา


 

“ขอ 20 นาที”


 

พูดจบผมก็กดตัดสายทันที ไม่รอให้คนปลายสายตอบรับหรือปฏิเสธ พาตัวเองลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองใช้เวลาไปกี่นาที แต่ผมก็รีบที่สุดเท่าที่จะทำได้


 

“พี่น่าจะบอกผมก่อนว่าจะมาเช้าขนาดนี้” ขึ้นมาบนรถได้ผมก็ขอบ่นอีกฝ่ายก่อนเลย ผมมีเรียนเก้าโมงเช้า ให้เขามารับผมตอนแปดโมงยังไปเรียนทันเลย คอนโดฯ กับมหา’ลัยก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ เขาจะรีบมาทำไมก็ไม่รู้ เวลานอนผมหายไปเกือบชั่วโมงหนึ่งเลยนะ


 

“เราต้องกินข้าวเช้ากันก่อนนะ” เขาว่า ทำเป็นไม่สนใจสายตาเคือง ๆ ของผม ก็ถ้าจะมาเช้าขนาดนี้ก็น่าจะโทรบอกผมล่วงหน้าไม่ใช่มาถึงแล้วถึงค่อยโทรหา นี่ผมก็รีบสุดชีวิตเพราะกลัวเขารอนาน ผมยังไม่ได้หวีเลย แต่ดีที่ลงรองพื้นกลบรอยช้ำบนหน้าได้ทัน


 

“พี่เป็นอะไรกับข้าวเช้ามากไหมเนี่ย?” ผมถลึงตามองเคือง ๆ อะไร ๆ ก็ข้าวเช้า แล้วเขาเป็นอะไรกินข้าวเช้าคนเดียวไม่ได้ต้องลากผมไปกินด้วยทุกวัน จะไม่ไปก็รู้สึกผิดบาปอีก เดี๋ยวจะหาว่าไม่รู้จักบุญคุณคน ผมกลายเป็นคนเหี้ยขึ้นมาทันทีเลยนะ


 

“มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ” เขาหันมายกยิ้มกวน ๆ หนึ่งทีก่อนจะหันกลับไปขับรถต่ออย่างตั้งใจ


 

“พี่ทำตัวเหมือนพ่อผมเลย” ผมขมวดคิ้วแน่น เขาคิดว่าตัวเองเป็นใคร? พี่รหัสหรือพ่อคนที่สองของผม บอกเลยนะว่าพ่อแท้ ๆ ของผมยังไม่สนใจผมเท่าเขาเลย สิ่งที่นิลกาฬทำนี่มากกว่าสิ่งที่พ่อกับแม่ทำให้ผมรวมกันเสียอีก


 

“ก็นายชอบตามใจตัวเอง ไม่ดูแลสุขภาพ เดี๋ยวก็เจ็บป่วยหรอก” เขาว่าเสียงดุ จู่ ๆ ก็จริงจังขึ้นมาเฉยเลย


 

“นี่ไง พี่พูดจาเหมือนคนแก่เลย” จะมีคนอายุ 22 สักกี่คนกันเชียวที่พูดจาแบบนี้ บอกใครใครจะเชื่อว่านิลกาฬคนดังจะทำตัวไม่ต่างจากลุงข้างบ้านแบบนี้


 

“เลิกว่าฉันแก่ได้แล้ว ฉันอายุมากกว่านายแค่ปีเดียวนะ” เขาตวัดตามองผมทำเหมือนผู้ใหญ่มองเด็กตัวเล็ก ๆ แต่ขอโทษทีนะ ผมคือผู้ชายที่สูงถึง 180 เซนฯ จะทำอะไรก็ให้เกียรติส่วนสูงผมด้วย


 

“แต่พี่ทำตัวเหมือนคนอายุ 50 60” คนแก่ที่ยังไม่แก่ By นิลกาฬ


 

“นายทำตัวเด็กเองมากกว่า” เขาย้อนกลับมาหน้าตาย แต่สายตาบ่งบอกมากว่าเหนือกว่า


 

“นี่พี่ว่าผมเป็นเด็กเหรอ?” กี่ครั้งแล้วก็จำไม่ได้ที่นิลกาฬพูดว่าผมเป็นเด็ก ผมเจ็บจี๊ด ๆ ทุกครั้งที่ถูกเขาว่าแบบนั้น ให้ใครเรียกก็ไม่เจ็บเท่านิลกาฬพูดหรอก ผมไม่ได้ทำตัวเด็กสักหน่อย แต่เขามันทำตัวแก่เองมากกว่า


 

“ก็ใช่” อีกฝ่ายพยักหน้าเบา ๆ ตอบกลับมา


 

“เหอะ!” ผมอดที่จะสบถในลำคอไม่ได้ เถียงไปก็ไม่ชนะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเถียงไปทำไม


 

นิลกาฬไม่ได้พูดอะไรต่อเขาหันกลับไปตั้งใจขับรถ แต่ผมเห็นนะว่าเขายิ้มอยู่ หาเรื่องกวนผมได้ก็อารมณ์ดีเลยนะ ผมอยากจะตอกเขากลับไปบ้างแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรหรือทำยังไงให้ตัวเองชนะ สุดท้ายผมก็ได้แต่นั่งบ่นในใจเงียบ ๆ นิลกาฬแวะร้านโจ๊กตรงแถวคอนโดฯ ผมเพื่อกินข้าวเช้ากันก่อน ตอนนี้คนยังไม่เยอะมากเท่าไหร่ แต่ถ้าอีกสักพักคนจะเริ่มเยอะและแน่นร้าน ผมกับนิลกาฬเลยคิดว่ารีบกินและรีบไปกันน่าจะดีกว่า


 

“ถึงแล้วคุณชาย” ทันทีที่รถขับเข้ามาจอดสนิทในลานจอดรถเขาก็หันมายักคิ้วกวน ๆ ใส่


 

“อย่ากวนน่า” ผมถลึงตามองดุ ๆ กวนประสาทชะมัด


 

“เลิกแล้วก็โทรมา” ระหว่างที่เดินเข้ามาในตึกคณะและเราต้องแยกกันไปเขาก็หันมาบอก


 

“ผมเรียนถึงเที่ยง” ผมบอกตารางเรียนของตัวเองไป วิชานี้อาจารย์ปล่อยตรงเวลาไม่มีเลทและไม่มีการปล่อยก่อน เวลาเลิกจึงเป็นที่แน่นอน


 

“อืม” เขาพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเดินแยกไปอีกทาง


 

ส่วนผมก็รีบก้าวขายาว ๆ ไปยังห้องเรียนของตัวเองบ้าง ผมมาถึงห้องเรียนก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เพื่อนในกลุ่มยังไม่มีใครมาเลย ผมนั่งลงตรงโต๊ะแถวกลางที่เป็นที่ประจำของผมกับเพื่อน หยิบหนังสือที่ขอยืมมาจากนิลกาฬขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา


 

“เดี๋ยวนะ นี่มึงอ่านหนังสือแบบนี้ด้วยเหรอ?” เสียงร้องทักอย่างตื่นเต้นของไทม์ดังขึ้นข้าง ๆ หู


 

“อืม ทำไม?” ผมละสายตามามองเพื่อนสนิทด้วยความสงสัย


 

“หนังสือประวัติศาสตร์” อีกฝ่ายมองหน้าผมอึ้ง ๆ แล้วจิ้มนิ้วลงมาที่หน้าปกหนังสือรัว ๆ


 

“ก็สนุกดี” ผมไหวไหล่เบา ๆ แล้วก้มหน้าลงมาอ่านหนังสือต่อ


 

“มึงแปลก ๆ นะ ไม่มาเรียนแค่ไม่กี่วันแต่ทำไมกูถึงรู้สึกว่ามึงเปลี่ยนไปวะ?” ไทม์ทิ้งตัวลงนั่งพร้อมยื่นมือมาจับหน้าผม ทำหน้าทำตาเหมือนเห็นสิ่งแปลกประหลาด


 

“มึงมันบ้า” ผมยกมือขึ้นปัดมือของไทม์ออกเบา ๆ ด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ อะไรของมันก็ไม่รู้


 

“เล่มนี้สนุกดีนะ” เสียงทุ้มหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างผอมบางที่ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อีกฝั่งหนึ่งของผม


 

“เคยอ่านเหรอ?” ผมหันไปมองคุณรัชช์ที่ยกยิ้มบาง ๆ ส่งมาให้ คุณรัชช์เป็นคนที่เหมาะกับรอยยิ้มมากที่สุด รอยยิ้มของเขามันสวยงามเสมอ ทุกครั้งที่เขายิ้มมันเหมือนโลกจะสดใสตามไปด้วย เป็นคนที่ดีต่อใจจริง ๆ


 

“เคยเห็นพี่นิลอ่าน เลยไปซื้อมาอ่านบ้าง” เขาว่ายิ้ม ๆ


 

“นึกว่าอ่านแต่นิยายสยองขวัญ” ผมแปลกใจนิดหน่อยที่ได้ยินอย่างนั้น ปกติเห็นเขาอ่านแต่นิยายผี ๆ ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะสนใจหนังสือประวัติศาสตร์ด้วย แต่ถ้าใครเห็นนิลกาฬอ่านก็คงนึกอยากอ่านตามบ้างนั่นแหละ เพราะรายนั้นเขาดูอ่านอะไรก็น่าสนใจไปหมด ไม่รู้ว่าหนังสือมันดีอยู่แล้วหรือเป็นเพราะอินเนอร์ของอีกฝ่ายกันแน่


 

“ก็อ่านหมดแหละ” คุณรัชช์โคลงหัวไปมา แล้วหยิบหนังสือนิยายแนวสืบสวนสอบขึ้นมาให้ผมดู เห็นอย่างนั้นก็อดเอ็นดูไม่ได้ ไม่ว่าคุณรัชช์จะทำอะไรก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูไปหมด


 

“มีอะไรแนะนำไหม?” ผมถามยิ้ม ๆ อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะแนะนำหนังสือแบบไหนให้ผม


 

“ถ้าเรื่องหนังสือประวัติศาสตร์ก็ต้องถามพี่นิล เขาอ่านมาเยอะ” คุณรัชช์ทำท่าคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ เหมือนคิดไม่ออก


 

“ก็คงจะอย่างนั้น” ผมยกยิ้มเห็นด้วย ถ้าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ผมคงต้องไปให้นิลกาฬช่วยเลือกให้แล้วล่ะ ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมชอบอ่านหนังสืออะไรแบบนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนแค่ให้เดินเฉียดเข้าไปใกล้ผมยังไม่อยากเดินผ่านเลย แต่ตอนนี้ความคิดของผมได้เปลี่ยนไปแล้วเพราะใครอีกคน


 

พูดคุยกันได้ไม่เท่าไหร่อาจารย์ประจำวิชาก็เดินเข้ามาในห้อง ผมเก็บหนังสือที่อ่านเล่นลงในกระเป๋าแล้วหยิบหนังสือกับชีทเรียนของวิชานี้ออกมาแทน เวลาสามชั่วโมงในการเลคเชอร์เป็นไปอย่างน่าเบื่อและเชื่องช้า ผมนั่งเท้าคางมองจอโปรเจคเตอร์เซ็ง ๆ หันมองคุณรัชช์กับกรินก็เห็นว่าทั้งสองกำลังตั้งใจเรียนอยู่ ส่วนไทม์นั่งหลับในไปแล้ว ผมถอนหายใจออกมาแล้วนั่งรอให้เวลาหมดลง แล้วในที่สุดเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง


 

เลิกเรียนแล้ว


 

เมื่ออาจารย์เดินออกจากห้องไป เหล่าฝูงซอมบี้ก็รีบลุกพรวดออกจากห้องไป ผมหันไปปลุกไทม์ให้ตื่น แล้วรวบเอาของบนโต๊ะลงกระเป๋า ต่างจากคุณรัชช์และกรินที่ค่อย ๆ เก็บของทีละอย่างด้วยความเรียบร้อย เมื่อเดินออกมาจากห้องแล้วพวกเราสี่คนก็แยกย้ายกันไปทันที คุณรัชช์ไปรอมารุตที่ห้องสมุด ส่วนกรินต้องไปหาคู่หมั้นที่เรียนหมอที่อยู่คนละมหา’ลัยกับเรา ส่วนไทม์ รายนี้บอกอยากกลับไปนอน ผมรอให้เพื่อน ๆ แยกกันกลับไปก่อนแล้วถึงค่อยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหานิลกาฬ


 

(“ฮัลโหล”) รอไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับสาย


 

“ผมเลิกแล้ว” ผมบอกพร้อมก้าวเดินออกจากตึกคณะ


 

(“เจอกันที่รถเลย ฉันกำลังลงจากตึก”)


 

“ครับ” ผมรับคำแล้วกดตัดสายไป เดินเอื่อยเฉื่อยเรื่อย ๆ ไปยังลานจอดรถที่อยู่ข้างหลังตึกคณะ


 

“หาข้าวกินกัน” ไม่นานนิลกาฬก็เดินมาถึงที่รถ เขากดปลดล็อครถ ผมรีบเข้าไปนั่งในรถเพราะอากาศที่ร้อนมากของประเทศไทย ผมเหมือนจะตายเลย


 

“แวะห้างก็ได้ ผมอยากเดินเล่น” ผมว่าพร้อมเปิดเร่งแอร์ให้แรงที่สุด อากาศแบบนี้ผมไม่นั่งกินข้าวร้านข้างทางแน่ อากาศร้อนมาก ๆ แล้วมันกินอะไรไม่อร่อยนะครับ ความอยากอาหารจะลดลงไปเยอะเลย


 

“แล้วไม่เจ็บแผลแล้วเหรอ?” เขาหันมามองผมแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองทางข้างหน้าต่อ


 

“เจ็บนิด ๆ แต่อยากเดินเล่น” แผลผมเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว อีกไม่นานก็คงหายดี อีกไม่กี่วันคงกลับมาซ่าได้แล้ว


 

“ตามใจ ถ้าไม่ไหวก็บอก” เขาพยักหน้าเบา ๆ


 

“ครับ~” ผมรับคำเสียงยานคางกวน ๆ จนโดนอีกฝ่ายหันมามองตาดุ ผมเบ้หน้าล้อเลียนอีกฝ่ายในตอนที่เขาหันกลับไปมองถนน นิลกาฬเลยไม่เห็นสีหน้าล้อเลียนของผม เชื่อเถอะว่าเขาต้องบ่นผมออกมาแน่ ๆ ถ้าเขาเห็นการกระทำของผมเมื่อกี้


 

นิลกาฬขับรถมาที่ห้างตามที่ผมบอกจริง ๆ เราเสียเวลาวนหาที่จอดรถอยู่ประมาณ 20 นาที และในที่สุดเราก็ได้ที่จอด พอลงจากรถได้ผมก็เดินนำมาที่ร้านอาหารก่อนเลย ครั้งนี้ผมไม่พลาดเดินเข้าร้านอาหารเกาหลีเหมือนครั้งก่อน แต่เดินเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นแทน ซึ่งนิลกาฬก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาเดินตามมาติด ๆ ต่างคนต่างสั่งอาหารของตัวเองและนั่งรออย่างใจเย็น ช่วงเวลานี้คนก็จะเยอะเป็นพิเศษเพราะมันเป็นช่วงพักเที่ยง รอหว่างรออาหารมาเสิร์ฟผมกับนิลกาฬก็นั่งดูดน้ำรอไป พวกเราพูดคุยกันในเรื่องต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แชร์สิ่งที่ชอบและไม่ชอบของตัวเองออกมา คุยกันเรื่อย ๆ จนกระทั่งอาหารมาเสิร์ฟ บทสนทนาทุกอย่างยุติลง ผมกับนิลกาฬต่างนั่งกินข้าวกันด้วยความหิวโหย


 

และครึ่งชั่วโมงต่อมาพวกเราก็จัดการกับอาหารตรงหน้าได้หมดครบทุกอย่างไม่มีเหลือ เวลาหิว ๆ นี่กินกันน่ากลัวจริง ๆ นะครับ


 

“จะเดินไหน?” พอออกจากร้านอาหารมาได้นิลกาฬก็หันมาถามผมทันที


 

“ร้านหนังสือ” ผมตอบออกไปโดยไม่ต้องเสียเวลาหยุดคิดนาน


 

“หืม?” ทันทีที่ได้ยินอย่างนั้นเขาก็เลิกคิ้วสูงมองเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง


 

“อย่ามองแบบนั้นน่า ผมอยากไปดูหนังสือ” จ้องหน้าอีกฝ่ายกลับตาดุเมื่อถูกมองด้วยสายตาแปลก ๆ  


 

ให้ตายสิ ผมจะเข้าร้านหนังสือแล้วมันผิดตรงไหน แปลกหรือไง?


 

“ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรนี่” เขาอมยิ้มน้อย ๆ แล้วยื่นมือมาโยกหัวผมไปมาเบา ๆ ผมตีหน้าบึ้งทันทีที่เขาทำแบบนั้น


 

ผมไม่ใช่เด็กสักหน่อย!


 

“พี่มีหนังสือแนะนำไหม?” พอมาถึงร้านหนังสือผมก็เดินตรงมาที่โซนหนังสือประวัติศาสตร์ทันที แต่ยืนอยู่สักพักยังเลือกหนังสือไม่ได้เลยเดินไปหานิลกาฬที่ดูหนังสือกฎหมายอยู่


 

“หมายถึงหนังสือประวัติศาสตร์เหรอ?” เขาหันมามองหน้าผมงง ๆ แต่เขาก็น่าจะพอเดาได้อยู่แล้ว เพราะผมเพิ่งเดินออกมาจากโซนหนังสือประวัติศาสตร์เมื่อกี้นี้


 

“ใช่” ผมพยักหน้าเบา ๆ


 

“ไม่ต้องซื้อหรอก เดี๋ยวฉันเอาของฉันมาให้อ่าน” เขาว่าอย่างใจดี


 

พี่รหัสที่แสนดี


 

“จะดีเหรอ? เกรงใจ” อันนี้เกรงใจจริง ๆ ไม่ได้แกล้งพูด หนังสือพวกนี้เล่มหนึ่งตั้งกี่บาท แพงจะตาย จะยืมใครอ่านทีก็ต้องเกรงใจล่ะครับ


 

“ไม่เป็นไร ยืมอ่านได้ ไม่ได้หวง” เขาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มอบอุ่นมาให้


 

“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยนะครับ” ผมชะงักไปนิดก่อนจะเบือนหน้าหนีดวงตาคู่คมที่มองมา


 

“ได้สิ” เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอแล้วหันกลับไปดูหนังสือกฎหมายต่อ ผมเม้มปากแน่นเมื่ออยู่ดี ๆ ก็รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา ผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แต่มันเหมือนผมเขินนิลกาฬยังไงก็ไม่รู้


 

บ้าชะมัด ความรู้สึกแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับผมเลย


 


 


 


 


 


 

 

07.00 AM


 

Rrrrr~


 

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ผมที่กำลังแต่งตัวอยู่ต้องหยุดมือแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับ ปลายสายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนเดียวกันกับที่โทรหาผมเมื่อวานนั่นแหละ


 

“ขอ 10 นาที” ผมชิงพูดก่อนที่อีกฝ่ายจะได้เอ่ยอะไร วันนี้ผมตื่นตอนหกโมงครึ่งเพราะเดาไว้แล้วว่านิลกาฬจะต้องโผล่มารับผมตอนเจ็ดโมงเช้าเหมือนเมื่อวานแน่ ๆ


 

(“ได้ รอข้างล่างนะ”) ได้ยินคนปลายสายหัวเราะเบา ๆ


 

ตลกมากเหรอครับ?


 

“ครับ” ผมรับคำแล้วกดตัดสายไป หันกลับมารีบแต่งตัวให้เสร็จเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรอนาน ใช้เวลาแค่ห้านาทีผมก็เดินออกมาจากห้องแล้วลงมาหานิลกาฬที่รถ


 

วันนี้ผมใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ


 

“ถ้าพี่จะมาเช้าทุกวันแบบนี้ พี่เอาคีย์การ์ดห้องผมไปเลยก็ได้นะ” ขึ้นรถได้ผมก็หันไปบ่นอีกฝ่ายทันที ผมยังขอยืนยันคำเดิมว่า 7 โมงมันเช้าเกินไปสำหรับคนเรียน 9 โมงแบบผม บอกแล้วไงว่าออกแปดโมงก็ยังไปทัน


 

“เอามาสิ” เขาว่าพร้อมแบมือมาตรงหน้าผม มีการกระดิกนิ้วด้วยนะ


 

“ผมประชด” เขาไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง นี่ผมประชดเขาอยู่นะ


 

“แต่ฉันพูดจริง” เขาว่าพร้อมหันมามองสบตากับผมนิ่ง ๆ มันเป็นช่วงที่รถติดไฟแดงพอดี นิลกาฬถึงสามารถหยุดจากการขับรถมามองหน้าผมได้


 

“ไม่” ผมว่าเสียงแข็ง คีย์การ์ดสำรองที่ไม่ให้ใครแม้แต่เพื่อนสนิท ทำไมผมต้องเอาให้พี่รหัสตัวเองด้วย


 

สนิทกันเหรอ?


 

“เชน” นิลกาฬเอ่ยเรียกชื่อผมเสียงดุ สายตาข่มขู่กันสุด ๆ


 

“อย่าขโมยของห้องผมก็แล้วกัน” สุดท้ายผมก็ต้องยอมหยิบคีย์การ์ดสำรองออกมาให้เขา จะทำไงได้ล่ะก็เขาเล่นจ้องผมไม่หยุดเลย น่าโมโหจริง ๆ ผมทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าบ่นกับตัวเองในใจ


 

“ฉันจะขโมยอะไร ฉันรวยอยู่แล้ว” เขารับคีย์การ์ดไปเก็บในช่องใส่ของหน้ารถก่อนจะหันมาขมวดคิ้วมองผมนิด ๆ


 

“พี่แม่งน่าหมั่นไส้จริง ๆ ด้วย” ผมเองก็ขมวดคิ้วมองเขากลับไปบ้าง ขยันอวดรวยจริง ๆ เลย ถ้าเป็นคนอื่นผมด่าไปแล้ว แต่ท่าทางของนิลกาฬก็ไม่ได้เหมือนคนอวดรวยอะไร เหมือนนี่คือเรื่องปกติของเขา ก็แค่พูดออกมาธรรมดา ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คนฟังน่ะคิดหมั่นไส้ไปเต็ม ๆ เลย

 


 


 


 


 

หลังจากที่กินข้าวเช้าแถวคอนโดฯ ผมเสร็จเราก็มาที่มหา’ลัยกันทันที ถ้าถามทำไมไม่กินข้าวที่มหา’ลัย ก็บอกได้เลยว่าเข็ดครับ นิลกาฬส่ายหน้าพรืดตอนที่ผมชวนกินข้าวที่มหา’ลัย เราเลยแวะร้านใกล้ ๆ กินก่อน


 

 “ผมเลิกเที่ยงนะ” พอมาถึงมหา’ลัยเราก็เดินเข้ามาในคณะด้วยกัน ช่วงเวลานี้คนก็เริ่มทยอยมากันแล้ว พวกที่มีเรียนแปดโมงเช้าก็รีบวิ่งหน้าตั้งขึ้นไปให้ทันคลาส ส่วนผมกับนิลกาฬมีคลาสตอนเก้าโมงเหมือนกัน เราเลยเดินกันชิลล์


 

“ฉันเลิกบ่ายสอง ถ้าอยากกลับก่อนก็ให้เพื่อนไปส่ง” เขาบอกในตอนที่เราเดินมาถึงที่โต๊ะหินอ่อนใต้ตึกคณะ


 

“เหมือนพี่ไล่ผมเลย” ผมขมวดคิ้วขัดใจน้อย ๆ พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงกันครับ?


 

“เปล่า แต่นายต้องรออีกตั้ง 2 ชั่วโมง เผื่อนายอยากกลับก่อน” เขาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก


 

นิลกาฬดูเป็นผู้ชายอบอุ่นจริง ๆ นั่นแหละ


 

“ถ้าเลิกแล้วผมจะไปรอที่ห้องสมุด” ผมนิ่งคิดไปนิดก่อนจะตัดสินใจรอ ถึงผมจะอยู่คอนโดฯ เดียวกับไทม์ แต่ผมไม่ได้อยากกลับกับมันนี่ มากับใครก็อยากกลับกับคนนั้นนั่นแหละ


 

“เอาอย่างนั้นก็ได้” เขาชะงักไปแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ


 

บทสนทนาจบลงแค่นั้น ผมกับนิลกาฬไม่ได้คุยอะไรกันต่อต่างฝ่ายต่างหยิบหนังสือออกมาอ่านเล่นรอเวลาเข้าเรียน และแม้จะไม่ได้พูดคุยอะไรกันแต่บรรยากาศระหว่างเราก็ไม่ได้น่าอึดอัด ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราสามารถเงียบใส่กันได้ และน่าแปลกที่ผมดันชอบบรรยากาศในตอนนี้มากกว่าตอนที่เราเถียงกันหรือพูดจากวนประสาทใส่กันเสียอีก ผมชอบความเงียบที่ให้ความรู้สึกสบายใจแบบนี้


 

มันรู้สึกดีจริง ๆ นั่นแหละ

 


 


 


 


 

คลาสของวันนี้จบลงถึงแค่ตอนเที่ยงเพราะตอนบ่ายมีการยกเลิกคลาส หลังเลิกเรียนผมก็เดินมารอนิลกาฬที่ห้องสมุด หยิบหนังสือที่เอามาจากเขาขึ้นมาอ่าน ผมอ่านมาได้เกินครึ่งเล่มแล้ว หนังสือเล่มนี้ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่ผมคิด เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นและน่าสนใจมาก ยิ่งผมอ่านผมก็ยิ่งชอบ จนตอนนี้ผมจับหนังสือเล่มนี้บ่อยกว่าหนังสือประมวลกฎหมายเสียอีก ถ้าไฟนอลคะแนนจะตกลงมาก็คงไม่แปลก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนที่ขี้เบื่ออย่างผมสามารถนั่งอยู่กับที่เพราะหนังสือประวัติศาสตร์นี้ได้นานเป็นชั่วโมง ๆ โดยไม่หันไปสนใจสิ่งอื่นใด


 

เพราะนิลกาฬแท้ ๆ เลย ผมถึงได้ติดหนังสือเล่มนี้ขนาดนี้


 

แต่ไหน ๆ ก็พูดถึงนิลกาฬแล้ว ผมก็ขอพูดอีกสักหน่อย ทุกวันนี้ผมเจอหน้านิลกาฬบ่อยกว่าคุณรัชช์อีกมั้ง เจอกันทุกวันไม่เว้นวันหยุด และเหตุที่ต้องเจอกันก็เพราะมื้อเช้า มันก็ตลกดีนะครับที่คนไม่ค่อยได้กินข้าวเช้าอย่างผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมากินมื้อเช้ากับใครสักคน หนังสือที่ผมไม่เคยคิดแตะแต่ตอนนี้กลับวางมันไม่ลง นิลกาฬทำให้การใช้ชีวิตหรือมุมมองต่าง ๆ ในชีวิตของผมเปลี่ยนไป มันเหมือนกับว่าผมได้เจอสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยได้รู้จักมาก่อน แล้วที่ตลกร้ายกว่านั้นคือผมกลับชอบชีวิตที่มีนิลกาฬเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างที่เป็นอยู่เหมือนในตอนนี้


 

ผมไม่เคยคาดหวังหรือคาดเดาเหตุการณ์ในชีวิตที่มีนิลกาฬอยู่ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้นิลกาฬจะทำให้ผมแปลกใจกับเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้หรือวันต่อ ๆ ไปจะยังมีนิลกาฬโทรมาเรียกให้ไปกินข้าวด้วยกันอีกหรือไหม ผมไม่เคยคิดถึงวันที่ต้องแยกจากกัน ผมไม่อยากคิดให้ตัวเองรู้สึกแย่นำไปก่อน ยอมรับเลยก็ได้ว่าผมชอบที่มีนิลกาฬอยู่ในชีวิตแบบนี้ และผมก็หวังอยากให้เขาอยู่กับผมแบบนี้ไปอีกนาน ๆ ถึงแม้จะรู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้


 

ผมกำลังมีความรู้สึกบางอย่างให้นิลกาฬ


 

มันกลายเป็นว่าผมเริ่มที่จะไม่ได้มองเขาเป็นเพียงพี่รหัสหรือแค่คนรู้จักอีกต่อไปแล้ว ผมไม่สามารถห้ามความรู้สึกของตัวเองได้ ผมมันก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่งที่รู้สึกดีกับคนที่ใจดีด้วย


 

ชอบที่จะถูกดูแลและดูมีค่ามีความหมายกับใครสักคน


 

ผมชอบสิ่งที่นิลกาฬทำให้


 

ชอบการกระทำ


 

ชอบความคิด


 

และ


 

ผมชอบ…นิลกาฬ


 

“เชน” เสียงเรียกชื่อผมดังขึ้น ปลุกให้ผมที่จมอยู่กับภวังค์ความคิดตื่นขึ้นมาอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง


 

“ครับ” ผมหันไปขานรับสั้น ๆ และคนที่เรียกผมก็ไม่ใช่ใครอื่น


 

คนที่ผมกำลังคิดถึงอยู่นั่นแหละ


 

นิลกาฬไม่ได้พูดอะไร เขาแค่พยักหน้าเรียก ผมเก็บหนังสือลงกระเป๋าแล้วเดินตามเขาออกไปที่รถ


 

“แวะไหนก่อนไหม?” ขึ้นรถมาได้เขาก็หันมาถามทันที


 

“ผมยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง” ผมตอบออกไปไม่เต็มเสียง โดนบ่นแน่ ๆ


 

“ทำไมไม่กิน?” พอได้ยินผมบอกแบบนั้นนิลกาฬก็ตีหน้าดุใส่ทันที


 

“ผมเบื่ออาหารที่โรงอาหาร” ผมเบือนหน้าหนีออกไปมองนอกกระจก ใครจะกล้าบอกล่ะว่าผมไม่อยากนั่งกินข้าวคนเดียว นิลกาฬทำให้ผมเคยตัว และเคยชินกับการที่มีเขานั่งกินข้าวด้วยอยู่ตลอด


 

ผม…กำลังจะขาดนิลกาฬไม่ได้


 

ถ้าขาดเขาผมก็คงเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างไป


 

อะไร…ที่มันเป็นสิ่งสำคัญ


 

มันเป็นเรื่องตลกร้ายที่ผมไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่าตัวเองซึมซับการมีอยู่ของนิลกาฬไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกที นิลกาฬก็ไม่ได้แค่ยืนอยู่ข้าง ๆ แต่กลับค่อย ๆ เดินเข้ามาอยู่ในใจผมทีละนิด ทีละนิด กว่าจะรู้ตัว ผมก็ไหวตัวไม่ทันแล้ว ผมกำลังเดินออกมาจากคุณรัชช์ แต่กลับเดินเข้าไปหานิลกาฬแทน ผมไม่รู้เลยว่าอะไรมันแย่กว่ากัน ก่อนหน้านี้ผมชอบผู้ชายคนเดียวกันกับเขา แต่ตอนนี้ผมกำลังจะชอบเขาแทนอย่างนั้นเหรอ?


 

เป็นเรื่องที่ตลกร้ายจริง ๆ นั่นแหละ


 

“แล้วจะกินอะไร?” เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ คล้ายเหนื่อยใจกับผม


 

“ข้าวขาหมู” หันไปมองหน้าเขาแล้วก็ยกยิ้มออกมา จะว่าไปผมไม่ได้กินข้าวขาหมูมานานแล้วนะ ครั้งสุดท้ายก็คือวันที่วิ่งหนีตีนแล้วไปนั่งกินข้าวกับนิลกาฬนั่นแหละ ถึงแม้ว่าพอนับวันจริง ๆ แล้วมันจะเพิ่งผ่านมาไม่กี่วันเองก็เถอะ แต่ผมรู้สึกว่ามันนานจริง ๆ นะ


 

“ร้านนั้นน่ะเหรอ?” เขาหันมาเลิกคิ้วถาม


 

“อื้อ” ก็ร้านที่ผมพาเขาไปกินนั่นแหละ อร่อยที่สุดในย่านนี้แล้ว แถมยังขายทั้งวันทั้งคืนอีก หิวตอนไหนก็ไปกินได้ ปกติผมจะซื้อกลับมากินที่ห้อง เพราะผมรู้สึกว่าการนั่งกินข้าวคนเดียวในร้านอาหารมันเหงามาก เลยซื้อกลับมากินในห้องคนเดียวดีกว่า ผมทำแบบนั้นแทบทุกมื้อ แต่ตั้งแต่มีนิลกาฬเข้ามา ผมก็นั่งกินแต่ในร้านอาหาร แทบจะไม่ได้ซื้อข้าวกลับห้องมากินคนเดียวเลย


 

ก็เป็นแบบนี้แล้วจะไม่ให้ผมเคยตัวได้ยังไง


 

นิลกาฬไม่ได้ว่าอะไร เขาขับรถพาผมไปยังร้านข้าวขาหมูเจ้าประจำของผมโดยไม่บ่นสักครั้ง ผมแอบหัวใจพองโตนิด ๆ เมื่อถูกอีกฝ่ายตามใจ


 

ผมกำลังแพ้ความใจดีของนิลกาฬ


 

“อ่านหนังสือเล่มนั้นจบหรือยัง?” ระหว่างรอข้าวที่สั่งไปมาเสิร์ฟนิลกาฬก็เอ่ยถามผมขึ้นมา


 

“ยัง แต่ใกล้แล้ว” ผมส่ายหน้าเบา ๆ หนังสือมันเล่มหนาเอาเรื่องเหมือนกันนะ แต่ผมก็อ่านแบบเป็นบ้าเป็นหลัง อ่านจริงจังกว่าหนังสือประมวลกฎหมายอีก


 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาเล่มใหม่มาให้” เขาบอกอย่างใจดี


 

นิลกาฬใจดีกับผมอีกแล้ว


 

กับแค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มันกลับสร้างความประทับใจที่ยิ่งใหญ่ได้


 

“ขอบคุณครับ” ผมบอกเขาเสียงแผ่ว ไม่รู้สิ จู่ ๆ มันก็รู้สึกเก้อเขินแปลก ๆ ทั้งที่มันก็ไม่ได้มีอะไร แต่คงเป็นเพราะนิลกาฬ ผมถึงได้รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ


 

หลังจากนี้ผมจะมองหน้านิลกาฬโดยที่ไม่เผลอคิดไปไกลได้ยังไง?

 


 


 


 


 


 

07.00 AM


 

ติ้งหน่อง ติ้งหน่อง


 

ผมขยับตัวตื่นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยความเคยชิน แต่วันนี้ไม่มีสายเข้า จากเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์กลายมาเป็นเสียงออดหน้าห้องแทน ผมยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองเบา ๆ อ้าปากหาวปากกว้างอีกทีแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนเพื่อไปเปิดประตูให้กับแขกกิตติมศักดิ์


 

“พี่นิล” ครับ คนที่อยู่หลังบานประตูห้องไม่ใช่ใครที่ไหน นิลกาฬคนเดิมเพิ่มเติมคือขึ้นมาถึงหน้าห้องแล้ว


 

ก็แน่ล่ะ เขาได้คีย์การ์ดห้องผมไปแล้วนี่


 

“ไปกินข้าวเช้ากัน” เขายกยิ้มพร้อมยื่นมือมาจัดทรงผมที่ยุ่ง ๆ ของผมให้เข้าที่


 

“ขอ 10 นาที” ผมยกมือปิดปากแล้วหาวออกมาอีกรอบ


 

“ตามสบาย” เขาพยักหน้ารับเบา ๆ นิลกาฬเป็นอีกคนที่ผมคิดว่าเขาใจเย็นมาก และเขาก็มีความพยายามมาก ๆ มาลากผมไปกินข้าวด้วยทุกวัน แล้วยังต้องมารอผมทุกวันอีก ส่วนผมก็ไม่เคยอยากจะตื่นมารอเขาหรอก ผมก็แค่คิดว่าผมไม่อยากเสียเวลานอนไปแม้แต่ 5 หรือ 10 นาที บอกแล้วไงว่าผมรักเตียงนอนมากที่สุดน่ะ


 

“เข้ามาก่อนไหมครับ?” ผมพูดพร้อมเบี่ยงตัวหลบให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาในห้อง


 

“อืม” นิลกาฬตอบรับเบา ๆ แล้วเข้ามาข้างใน เขามองสำรวจรอบ ๆ ห้องด้วยความสนใจ


 

นี่เป็นครั้งแรกที่นิลกาฬมาที่ห้องของผมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ดีนะที่ผมไม่ใช่พวกชอบทำห้องรก ไม่อย่างนั้นคงขายขี้หน้าเขาตายเลย


 

“ความจริงพี่เข้ามาเลยก็ได้นะ” ผมเดินไปเอาน้ำมาให้เขาก่อนจะมองหน้าเขานิ่ง ๆ คีย์การ์ดที่เขามีสามารถใช้เปิดเข้ามาในห้องผมได้ เพราะฉะนั้นเขาไม่จำเป็นต้องมายืนกดกริ่งรอให้ผมมาเปิดประตูให้เขาก็ได้


 

“ไม่ล่ะ ยังไงก็ต้องเกรงใจเจ้าของห้อง” เขาส่ายหน้าเบา ๆ แล้วอมยิ้มน้อย ๆ คำพูดดูเกรงใจ แต่สายตาไม่ใช่แบบนั้นเลยนะ ถ้าเกรงใจจริงก็คงไม่ยึดคีย์การ์ดผมไปหรอก


 

นิลกาฬชักจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผมมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสิ


 

“ตามสบายเถอะ ผมไม่ถือ” ผมไหวไหล่เบา ๆ ยังไงผมก็ไว้ใจเขานั่นแหละ ความจริงผมกับเขาก็รู้จักกันมานานแล้ว แต่เพิ่งมาสนิทกันมากขึ้นในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมานี้ แต่การสนิทของเรามันเริ่มจะเป็นปัญหาเมื่อผมดันมีความรู้สึกอื่นแทรกเข้ามาด้วย


 

ดันมารู้สึกกับคนที่ไม่สมควรรู้สึกเข้าจนได้


 


 


 


 


 


 


-------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

นายคเชนทร์นายหวั่นไหวกับพี่รหัสแล้วอะ

นายนิลกาฬ แสนดีที่สุดเลย เหมือนเกิดมาเพื่อเป็นพระเอกอะ

ฟีลกู๊ดเนอะ กู๊ดยังอะคะ? 
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 107 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

144 ความคิดเห็น

  1. #113 Feum23 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 14:02
    โหหหห น้องชอบพี่นิลแล้วแงงง พี่นิลรู้สึกยังไงกับน้องบ้างนะ ชอบน้องบ้างยังงงง
    #113
    0
  2. #26 lina2123 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 21:51
    แล้วคนพี่ละคะรู้สึกยังไงกับคนน้อง?
    #26
    0
  3. #22 Anelta (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 21:25
    ชอบภาษาการเขียน​ของไรท์​นะคะ​ชอบแบบบอกไม่ถูก5555​
    #22
    0
  4. #21 Thingyib (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 20:52

    ดีอะฮือออออ
    #21
    0
  5. #20 yuki352010 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 11:21
    คนพี่รู้สึกยังไงคะตอนนี้~~
    #20
    0
  6. #19 Anelta (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 10:31
    คนน้องชอบคนพี่แล้วววว​ อบากอ่านตอนต่อไปแล้วค่ะไรท์​ มาอัพเรื่อยๆนะคะ​ รออ่านเลยค่ะ
    #19
    0