คนอกหัก [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S]

ตอนที่ 17 : -Sixteen-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,065
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 115 ครั้ง
    20 ก.พ. 63



-Sixteen-



NILLAKAL PART :


“เชน” กว่าที่สมองจะประมวลผลออกมาได้ก็กินเวลาไปหลายวิฯ แต่เมื่อผมเข้าใจถึงสิ่งที่เชนพูดผมก็ถึงกับอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเลย ทำได้แค่เรียกชื่อเขาเหมือนพวกคนไร้สมอง สมควรแล้วล่ะที่จะถูกเชนด่า ตั้งแต่มาค่ายนี้ผมเรียกชื่อเขาเป็นร้อยรอบได้แล้วมั้ง


“เออ แม่งโคตรบ้าเลย พี่รู้ไหมว่าที่ผ่านมาพี่เหมือนปั่นหัวผมเล่น พี่เข้ามาในชีวิตผม คอยดูแล ทำนั่นทำนี่ให้ คนที่ไม่เคยมีใครในชีวิตอย่างผมจะไม่หวั่นไหวได้ยังไงวะ” เชนขมวดคิ้วมองหน้าผมเหมือนขัดใจอะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่เขาพูดออกมากลับทำให้ใจผมพองโตขึ้นมาได้


ตลกร้ายมากกว่าที่คิดอีก


“เชน” ผมเรียกชื่อเชนโดยพยายามไม่ให้ยกยิ้มจนปากฉีกไปถึงใบหู


เชนคิดแบบเดียวกันกับผม


เชนชอบผม


“ผมเคยคิดว่าตัวเองอยากเทคแคร์คนอื่น ผมคอยดูแลคุณรัชช์ ผมคิดว่าตัวเองเหมาะกับการดูแลคนอื่นมากกว่าที่จะถูกดูแล แต่พอมีพี่เข้ามา ผมแม่งโคตรชอบการที่ถูกพี่ดูแล เอาใจใส่ ชอบมาก ๆ จนอยากให้พี่ทำแบบนี้กับผมไปตลอด” พูดจบเชนก็นิ่งไป ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นนิด ๆ เหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอพูดอะไรออกมา


“ก็ให้โอกาสฉันได้กลับไปดูแลนายสิ” ผมบอกพร้อมยกมือขึ้นประคองสองข้างแก้มของอีกฝ่าย


“พี่ตัดใจจากคุณรัชช์ได้แล้วเหรอ?” เชนมองสบตากับผมนิ่ง แววตาของเขาสั่นไหวเหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง และสีหน้าของเขาก็ดูไม่มั่นใจเอาเสียเลย


“ก็บอกแล้วไงว่ารู้สึกน้อยลง แล้วก็กำลังคุยอยู่กับคนหนึ่ง” ผมระบายยิ้มบางออกมา นึกเอ็นดูอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย เชนเวลาไม่พยศก็น่ารักดีอยู่หรอก


“ที่พี่พูด...” เขาพึมพำเสียงแผ่วแล้วก็เงียบไป


“หมายถึงนายไง” ผมบอกด้วยรอยยิ้มบางเบาพลางใช้ปลายนิ้วโป้งลูบไปมาเบา ๆ ที่แก้มของอีกฝ่าย


ผิวเนียนจังวะ


“พี่พูดจริงเหรอ?” ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นทันทีที่ได้ยินคำพูดของผม


“จริงสิ” อดจะยิ้มเอ็นดูไม่ได้จริง ๆ เชนในตอนนี้โคตรน่ารักเลย


“แล้วพี่แองจี้ล่ะ?” เชนแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองด้วยความประหม่า


“แองจี้เป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน” ผมบอกออกไปตามความจริง แองจี้คือลูกของป้าผม เธอเป็นญาติทางฝั่งพ่อ แม่ของแองจี้เป็นพี่สาวของพ่อผม เราสนิทกันมาตั้งแต่เด็กเพราะอายุเท่ากัน ช่วงมัธยมปลายเราแยกกันเรียกคนละที่ แต่ก็มาบังเอิญเจอกันอีกในมหาลัย


“ห๊ะ? จริงเหรอ?” เชนตกใจตาโตร้องถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


“จริง แต่ไม่เคยบอกใคร เบื่อพวกถามมาก” ผมพยักหน้ายืนยันคำตอบอีกครั้ง ผมไม่เคยบอกใครและก็ไม่มีใครรู้ ผมกับแองจี้เลือกที่จะไม่พูดเพราะคิดว่ามันก็ไม่ได้สำคัญอะไร แองจี้เองก็สนิทกับมาวินด้วย ถ้าหมอนั่นรู้ว่าแองจี้เป็นญาติผมคงจะพาลไม่คุยกับแองจี้ไปด้วยแน่ ๆ


“ที่ผ่านมาผมคิดไปเองเหรอวะ?” เชนหลุบตาลงต่ำก้มหน้ามองพื้นแล้วพึมพำอะไรสักอย่างออกมา


“อย่าบอกนะว่าที่หลบหน้าก็เพราะเข้าใจผิด” ผมคิดว่าตัวเองเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องได้แล้วล่ะ เชนเข้าใจผิดคิดว่าผมกำลังคุยกับคนอื่นอยู่ทั้งที่ความจริงแล้วผมหมายถึงเขา และเขาก็คิดว่าแองจี้เป็นคนคุยของผมคนนั้น ที่ผ่านมาเขาเลยหลบหน้าผม ผมไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างที่ตัวเองเข้าใจ แต่เชนแค่เข้าใจผิดเท่านั้นเอง


“ก็...ประมาณนั้น” เขาเม้มปากแน่นพึมพำเสียงแผ่วเบา ได้ยินอย่างนั้นผมก็โล่งใจขึ้นเยอะ


“ถ้าอย่างนั้นเรา...”


“คุยกันไปก่อน” ผมที่กำลังจะฉีกยิ้มกว้างก็เป็นอันต้องหุบยิ้มฉับลงอย่างรวดเร็วเมื่อเสียงของเชนดังขัดขึ้นมา


“ต้องคุยอีกเหรอ?” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย


“ไม่คุยก็ได้นะ เลิกคุยไปเลย” แต่เชนก็ทำเหมือนไม่แคร์ไม่สนใจ


“แล้วเมื่อไหร่จะเป็นแฟนได้?” ใครจะยอมเลิกคุยง่าย ๆ ล่ะ กว่าจะเข้าใจกันก็แทบลากเลือด แล้วนี่ยังต้องอยู่ในสถานะคนคุยต่อไปอีก ไม่รู้ว่าต้องคุยกันอีกนานเท่าไหร่ถึงจะได้คบ เป็นอย่างที่เพื่อนผมบอกจริง ๆ นั่นแหละ พอเป็นเรื่องของเชนแล้วผมก็กลายเป็นคนโง่ขึ้นมาทันที


“ให้ความรู้สึกของเรามันชัดเจนมากกว่านี้ก่อน ผมไม่อยากคบกับใครทั้งที่ใจผมและเขายังลืมใครอีกคนไม่ได้” เชนว่าพร้อมสบตากับผมนิ่ง


“อืม เอาอย่างนั้นก็ได้” เรื่องนี้ผมเข้าใจเชนนะ ทั้งผมและเขาก็ยังลืมรัชช์ไม่ได้ทั้งหมด ความรู้สึกของเรามันยังดูครึ่ง ๆ กลาง ๆ เชนก็คงอยากได้ความมั่นใจมากกว่านี้


“ถามอะไรหน่อยสิ” เชนที่ยืนเงียบไปนานเอ่ยขึ้นมา


“ว่ามา” อยากรู้อะไรก็ถามมาได้เลย ผมพร้อมตอบ


“พี่...ชอบผมตั้งแต่เมื่อไหร่?” เขาถามเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่เพราะเราอยู่ใกล้กันมาก ผมถึงได้ยินที่เขาพูดอย่างชัดเจน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเชนประหม่าขนาดนี้


“อืม ไม่รู้สิ อาจเป็นตอนที่เราไปดื่มเหล้าด้วยกันบ่อย ๆ เป็นตอนที่กินข้าวเช้าด้วยกัน หรือไม่ก็อาจเป็นตอนที่เห็นนายเจ็บจากการถูกทำร้าย ฉันไม่รู้ว่าชอบนายตอนไหนหรือเพราะอะไร แต่รู้ตัวอีกที ฉันก็อยากที่จะปกป้องและดูแลนาย” ผมไม่คิดว่าความรู้สึกของผมมันเริ่มจากความสงสารหรอกนะ ผมไม่ได้มองเชนเป็นคนน่าสงสาร ความจริงแล้วผมน่าสงสารกว่าเขาอีก ผมมั่นใจว่าความรู้สึกชอบของผมไม่ได้เกิดจากความสงสารเขา แต่ตอนที่รู้ว่าเขาอยู่เพียงลำพังมาตลอด มันก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกที่ว่าอยากจะปกป้องและดูแลเขา


และนั่นแหละที่ทำให้ผมรู้ตัวว่าผมไม่ได้มองเชนเป็นแค่รุ่นน้องในคณะหรือเป็นเพียงน้องรหัสอีกต่อไป


“พี่แม่ง” เชนมองหน้าผมแล้วก็สบถออกมา


“อะไร?” ผมมองเขายิ้ม ๆ แม้นี่จะเป็นเวลากลางคืน แต่แสงจากดวงจันทร์ที่ส่องสว่างก็ทำให้ผมเห็นผิวแก้มของอีกฝ่ายขึ้นสีแดงจาง ๆ ได้


เชนกำลังเขิน


“คิดว่าหล่อแล้วจะพูดจาน้ำเน่ายังไงก็ได้เหรอ?” เขาบ่นออกมาทั้งที่หน้าขึ้นสีแดงก่ำมากกว่าเดิม


“น้ำเน่าไปเหรอ?” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย ผมทำตัวแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?


“มาก” แล้วคำตอบของอีกฝ่ายก็ทำให้ผมยิ้มออกมาได้


“แล้วนายล่ะ? ชอบฉันตอนไหน?” ครั้งนี้เป็นผมบ้างที่ตั้งคำถาม ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเชนชอบผมตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วชอบเพราะอะไร


“อาจเป็นตอนที่พี่เข้ามาในช่วงเวลาที่ผมอ่อนแอ ผมอกหัก ผมถูกทำร้าย ผมไม่มีใครเลย แต่ช่วงเวลานั้นผมหันมาแล้วเจอพี่อยู่ตรงนี้” ริมฝีปากเรียวระบายยิ้มบางเบาออกมา


“...” ผมนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลานั้นแล้วก็พบว่ามันเป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูดจริง ๆ จะว่าไปแล้วเราก็ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะพอสมควรเลย อกหักจากคน ๆ เดียวกัน ไปดื่มเหล้าย้อมใจด้วยกัน พากันวิ่งหนีตีนของผัวชาวบ้าน สลับเฝ้ากันหลับ อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าน่าเบื่อด้วยกัน เราอยู่ด้วยกันในวันที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีใคร


“ความจริงแล้ว...ผมอาจจะต้องการแค่เพียงใครสักคนที่อยู่เคียงข้างผมในทุกเวลา พี่ทำให้ผมรู้สึกที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อในโลกที่อ้างว้างนี้ อยากที่จะตื่นมาเพื่อเจอและพูดคุยกับใครสักคน และ...พี่ทำให้ผมมีแม่” เชนมองสบตากับผมก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วระบายยิ้มบางเบาออกมา


“ที่ผ่านมาโดดเดี่ยวมากเลยใช่ไหม?” ก่อนหน้านี้ผมรู้จักเชนแค่ว่าเขาเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่คอนโดฯ เพียงคนเดียว มีพี่ชายชื่อชินที่แสนจะเหี้ย เคยได้ยินว่าพ่อแม่ของเขาหย่าร้างกัน แต่ผมก็ไม่คิดว่าเชนจะต้องโดดเดี่ยวขนาดนี้ ตอนที่รู้ความจริงว่าเขาต้องอยู่เพียงลำพังมาตลอดผมก็รู้สึกเจ็บปวดตามเขาไปด้วย ในตอนนั้นผมคิดแต่ว่าจะทำยังไงไม่ให้เชนต้องรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยว แล้วผมก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ในชีวิตของเชนเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าอยู่เพียงตัวคนเดียวอีกต่อไป


“ผมแพ้คนที่ใจดีกับผม ที่ผมชอบคุณรัชช์ก็เพราะเขาดีกับผมมาก ๆ เขาช่วยเหลือผม ฉุดผมออกมาจากโลกมืด ๆ ช่วยให้ผมได้มีเพื่อน ได้เจอกับสีสันต่าง ๆ ไม่ใช่แค่สีดำ ขาว และเทา” แววตาของเชนในตอนที่พูดถึงรัชช์มันเต็มไปด้วยความรักและความเทิดทูน แววตาของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้รู้สึกกับรัชช์ในแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว


“ใคร ๆ ก็ตกหลุมรักรัชช์เพราะความใจดีของเขา” ผมไม่แปลกใจที่ใคร ๆ ต่างก็พากันหลงรักรัชช์ รัชช์เป็นคนที่น่ารักทั้งหน้าตาและนิสัย ตำแหน่งเดือนมหาลัยที่เขาเคยได้มันเหมาะสมกับเขาที่สุดแล้ว รัชช์มักจะช่วยเหลือคนอื่นอยู่ตลอด และเขาทำโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ยิ่งรัชช์ดีมากเท่าไหร่คนก็ยิ่งรักเขามาก


“อืม ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งหวั่นไหว” เขาพยักหน้าเบา ๆ


“หมายถึงรัชช์เหรอ?” ผมเลิกคิ้วถามงง ๆ


“เปล่า หมายถึงพี่น่ะ” พูดจบเขาก็อมยิ้มขำเบา ๆ


“...” กลายเป็นผมเองที่เริ่มประหม่า ถึงจะเคยมีแฟนมาแล้วแต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมมีความรู้สึกแบบนี้


“พี่รู้หรือเปล่าว่าตัวเองนิสัยเหมือนคุณรัชช์เลย พี่ใจดี และพี่เป็นคนดึงผมออกมาจากความอ้างว้างและโดดเดี่ยว” เชนพูดด้วยรอยยิ้มกว้างเขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาพาดบ่าของผม และผมก็เพิ่งรู้ว่าเรายังคงอยู่ในท่าที่ค่อนข้างล่อแหลม แต่ทั้งผมและเชนก็ไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่ ขอแค่อย่าให้มีใครมาเห็นก็พอ


“นายเอง...ก็ดึงฉันออกมาจากความรักครั้งเก่าที่ฝังใจมาหลายปีเหมือนกัน” ผมไม่รู้เลยว่าถ้าไม่มีเชนผมจะสามารถลืมรัชช์ได้หรือเปล่า ผมยึดติดอยู่กับรัชช์มานานหลายปีแม้จะเลิกกันไปแล้วแต่ผมก็ไม่เคยเดินออกจากอดีต เชนเองก็ทำให้ชีวิตที่ว่างเปล่าของผมถูกเติมเต็มเหมือนกัน


“ขอบคุณที่พี่เข้ามาในชีวิตผมนะ” รอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าหล่อของอีกฝ่าย นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเห็นเชนยิ้มมากขนาดนี้ และเขาดูมีความสุขมาก สุขโดยที่ไม่ต้องพยายาม


“อย่าหนีไปไหนอีกนะเชน” ผมบอกพร้อมโน้มหน้าเข้าไปหาเขา ใกล้จนหน้าผากของเราแนบชนกัน


“อือ” เชนค่อย ๆ หลับตาลง ผมประกบริมฝีปากลงไปบนปากเรียวได้รูป ครั้งนี้เชนไม่ได้ขัดขืนและไม่ผลักไส เขาขยับริมฝีปากจูบตอบกลับมาเบา ๆ แขนเรียวที่พาดอยู่บนบ่าทั้งสองข้างของผมขยับมาโอบรอบลำคอของผม เชนโน้มคอผมให้ขยับเข้าไปหาเขาอย่างแนบชิด ผมเลื่อนมือมาโอบรัดรอบเอวของอีกฝ่าย จูบของเราเริ่มดุเดือดมากขึ้นตามแรงอารมณ์


“อืม~” เสียงครางแผ่วเบาของเชนยิ่งทำให้ผมรู้สึกดีมากขึ้นกว่าเดิม ผมสอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากของเชน ลิ้นของเราตวัดเข้าหากันอย่างโหยหาและปรารถนา พอผมดูดดุนลิ้นของเขา เชนก็ดูดลิ้นผมกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน ยิ่งเราจูบกันมากเท่าไหร่ ความต้องการยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ผมไม่ยอมถอนจูบออกไปง่าย ๆ เชนเองก็ดูจะชอบจูบนี้ของเราเช่นกัน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่ริมฝีปากของเรายังคงประกบแนบชิดอยู่อย่างนี้ แต่ที่ผมรู้แน่ ๆ เลยคือริมฝีปากของเชนจะต้องเจ่อบวมจนสังเกตเห็นได้


“อ่า” ผมผละจูบออกแล้วลากริมฝีปากลงมาที่ลำคอขาวของอีกฝ่าย กดจูบหนักเบาสลับกันไปมาก่อนจะขบเม้มผิวเนื้อให้มันขึ้นรอยจาง ๆ ใบหน้าของเชนเชิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว มือที่โอบรอบลำคอผมอยู่ก็เลื่อนขึ้นมาขยำเส้นผมของผมเป็นการระบายอารมณ์ ผมไม่ได้ห้ามหรือว่าอะไรกับการที่เชนกำเส้นผมของผมแน่นขนาดนี้ กลับกันผมกลับรู้สึกพอใจที่มันเป็นอย่างนั้นเสียด้วยซ้ำ


การแสดงออกของเชนมันบ่งบอกว่าเขากำลังรู้สึกดีมากขนาดไหน


“พี่นิล พอก่อน” ผมที่กดจูบไปทั่วลำคอขาวแล้วไล่ลงมาที่ไหปลาร้าถูกเชนยกมือขึ้นประคองสองข้างแก้มให้เงยหน้าออกจากร่างกายของเขา เชนมองผมด้วยดวงตาที่ฉ่ำวาว ดูก็รู้ว่าเขาเองก็ต้องการผม เราต่างต้องการกันและกัน แต่ที่นี่และในเวลานี้มันไม่เหมาะ ผมเลื่อนใบหน้าเข้าไปกดจูบที่ริมฝีปากเรียวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมแค่กดจูบเบา ๆ เพียงเท่านั้น พอถอนจูบออกผมก็ซบหน้าลงกับบ่าของอีกฝ่าย เราทั้งคู่ต่างยืนนิ่ง เสียงลมหายใจที่หอบถี่ก่อนหน้านี้ค่อย ๆ เบาลง อารมณ์ที่พุ่งสูงก็ถูกกดให้ลงต่ำ เมื่ออารมณ์ผมเริ่มกลับมาเป็นปกติผมก็ละใบหน้าออกจากบ่าของเชน หันไปกดจูบที่สันกรามของอีกฝ่ายก่อนจะถอยออกมายืดตัวตรง


“กลับไปนอนกันเถอะ” ผมยกนิ้วโป้งขึ้นลูบริมฝีปากอีกฝ่ายเบา ๆ


“อืม” เชนหลุบตามองที่นิ้วโป้งของผมก่อนจะอ้าปากงับนิ้วปลายนิ้วเบา ๆ การกระทำของเชนทำเอาผมสะดุ้งจนแทบยืนไม่ติดที่ ผมเพิ่งจะระงับอารมณ์ไปเมื่อกี้แต่เขาก็ยังจะมายั่วผมอีก


เชนจะรู้ตัวไหมว่าการกระทำของเขามันยั่วยวนผมมากขนาดไหน


อีกฝ่ายหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอเมื่อเห็นใบหน้ายุ่ง ๆ ของผม นี่จงใจแกล้งผมสินะ ร้ายเหมือนกันนะเนี่ย แต่คืนนี้คงต้องพอแค่นี้ก่อน แต่ครั้งหน้าผมจะเอาคืนให้คุ้มเลย ปล่อยให้เขาได้ใจไปก่อน แต่เขาจะได้ใจถึงแค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ กลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อไหร่เดี๋ยวได้รู้กัน ว่าใครกันแน่ที่จะหัวเราะไม่ออก

 







KACHAIN PART :


ผมตั้งนาฬิกาปลุกตอนตี 5 เพื่อที่จะตื่นมาอาบน้ำและเก็บข้าวของเตรียมกลับกรุงเทพฯ งานทุกอย่างเสร็จหมดแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ช่วงเช้าถึงสายของวันนี้จะมีกิจกรรมที่พวกเราจะทำกับเด็ก ๆ แล้วก็มอบเงินบริจาคกับของบริจาคต่าง ๆ ให้กับทางโรงเรียนแล้วหลังจากนั้นเราถึงจะเดินทางกลับกัน เท่าที่คุยกับรุ่นพี่มาเหมือนเขาจะกำหนดเวลาเดินทางกลับประมาณ 10 โมงหรือไม่ให้เกิน 11 โมง เพราะเรายังต้องเดินทางอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพฯ


ไอ้เชนผมที่กำลังจะเดินกลับไปที่เต้นท์เพื่อที่จะเก็บกระเป๋าของของตัวเองก็เจอกับเพื่อนใหม่จากคณะวิศวะที่ชื่อเปา ผมหันไปเลิกคิ้วมองมันด้วยความสงสัย


เมื่อคืนมึงไปไหนมา?” มันเดินเข้ามาใกล้พร้อมมองด้วยสายตาจับผิด


ก็เปล่านี่ผมทำหน้าซื่อแสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้ ใครจะกล้าบอกความจริงกันล่ะ


อย่ามาโกหกเปากอดอกจ้องหน้าผมนิ่ง


อะไร?” ผมยังคงแกล้งทำไม่รู้เรื่องต่อไป เค้นให้ตายผมก็ไม่บอกหรอก


ถ้าอย่างนั้นรอยที่คอมึงมาจากไหน?” เปาพูดพร้อมจ้องมองมาที่ลำคอของผม


รอยอะไร?” ได้ยินอย่างนั้นผมก็ขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่เข้าใจ มันพูดถึงเรื่องอะไรวะ?


รอยดูดนี่ไงไม่ว่าเปล่ามันยังยกนิ้วขึ้นมาจิ้มที่คอของผมด้วย


ห๊ะ?” ผมร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ


เอากระจกไหม?” มันพูดพร้อมทำเป็นจะหยิบกระจกจากกระเป๋าเป้ของตัวเองขึ้นมาให้ ผู้ชายอะไรพกกระจกวะ? แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน


ไม่ต้อง!” ผมตวัดตามองมันก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้องหน้าเพื่อดูรอยดูดที่อีกฝ่ายว่า


“x!” พอผมเห็นรอยช้ำแดง ๆ ที่ขึ้นอยู่ตรงลำคอก็ถึงกับสบถออกมาเสียงดังด้วยความหัวเสีย


ไอ้พี่นิล! ไอ้คนเลว! เขาทำรอยไว้ตอนไหนกัน ทำไมผมถึงไม่รู้ตัว


ตกลงว่าไง?” เปายืนกอดอกเลิกคิ้วถาม


กูโดนยุงกัดผมยกมือขึ้นถูตรงรอยช้ำเบา ๆ แสร้งทำเป็นลูบ ๆ เกา ๆ เหมือนว่าคันจริง ๆ


คันจริงที่ไหนล่ะ คันตอแหลมากเลย แล้วรอยยุงกัดอะไร พูดแบบนั้นแล้วใครจะเชื่อ


เหรอ เชื่อก็น้องควายแล้วครับ เปามันไม่เชื่อ ซึ่งถ้าผมเป็นมันผมก็ไม่เชื่อเหมือนกัน คนเราจะปัญญาอ่อนขนาดไหนถึงแยกรอยดูดกับรอยยุงกัดไม่ออก ก็อย่างที่เปาบอกนั่นแหละ เชื่อก็น้องควายแล้ว


มึงอย่ามาเซ้าซี้น่า มันไม่มีอะไรผมขมวดคิ้วทำท่าทางไม่พอใจใส่ เลิกถามกูสักที กูหาเรื่องแก้ตัวไม่ถูกแล้ว อยู่ดี ๆ สมองก็ error ขึ้นมาทันที


กูจะเชื่อให้ก็ได้อีกฝ่ายเบ้หน้าแล้วทำเป็นพยักหน้าเบา ๆ


ประชดประชันเก่ง


แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ รีบจ้ำขาเดินกลับไปที่เต้นท์แล้วรีบเก็บข้าวของของตัวเอง แม่ง! แล้วมีใครเห็นบ้างก็ไม่รู้ เมื่อกี้ก็เดินผ่านคนตั้งเยอะตั้งแยะ ถ้าเปามันไม่ทักผมก็ไม่มีทางรู้ได้เลย คิดแล้วก็หงุดหงิด อยากต่อยหน้านิลกาฬสักหมัด ทำอะไรตามใจชอบเกินไปไหม ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว นึกอยากจะจูบผมก็จูบ ไม่ได้สนใจสถานที่เลย ถ้ามีคนมาเห็นเข้าจะทำยังไง ไหนจะรอยคิสมาร์กนี่อีก


โว๊ย! หงุดหงิด


ยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองระบายอารมณ์ที่ไม่สามารถไปลงกับใครได้ แล้วผมจะทำยังไงกับรอยนี่ดีวะ จะหาอะไรมาปิดดี เสื้อผมก็เป็นเสื้อยืดคอกลมหมดเลย จะเอาปกเสื้อมาบังรอยก็ไม่ได้ หรือจะเอาพลาสเตอร์ยามาปิดทับรอยก็เกรงว่ามันจะดูเด่นมากขึ้นกว่าเดิม


ทำยังไงดี?


ผมนั่งคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก สุดท้ายเลยรีบเก็บกระเป๋าแล้วเอาไปวางกองรวมกับของทุกคน เดี๋ยวกินข้าวเช้าแล้วก็มีกิจกรรมอีกนิดหน่อย ตอนที่ต้องไปรวมกับทุกคน ต้องมีคนสังเกตเห็นรอยแน่ ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งหัวร้อน ผมกับเพื่อนช่วยกันเก็บเต้นท์แล้วเอาข้าวของไปวางรวมไว้ และเป็นอย่างที่คิด มีคนเข้ามาทักถาม และเอ่ยแซวตั้งแต่เก็บเต้นท์เสร็จยันตอนเดินมาถึงลานกว้างที่เอาของไว้ ผมแทบจะแทรกหน้ามุดแผ่นดินหนี ไอ้เปาเอาแต่หัวเราะไม่หยุดในตอนที่ผมบอกกับทุกคนว่าแพ้ยุง ก็มีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อนั่นแหละ แน่นอนว่าไอ้เปาไม่เชื่อแน่ ๆ จังหวะนั้นเองผมก็หันไปเห็นนิลกาฬที่ยืนคุยกับพี่เวย์อยู่ ผมรอจนพี่เวย์เดินออกไปหาพี่ริวแล้วเหลือนิลกาฬที่ยืนอยู่คนเดียวแล้วผมถึงเดินเข้าไปหาเขา


พี่นิลผมยกมือขึ้นปิดคอตัวเองในตอนที่มีหญิงสาวกลุ่มหนึ่งจับจ้องสายตามาที่ลำคอผม


มองอะไรกันครับ?


หืม?” นิลกาฬหันมาขานรับเสียงนุ่ม


ผิดเวลามาก


มานี่ผมพูดพร้อมยื่นมือไปจับข้อมือเขาแล้วลากออกไปยืนคุยกันอย่างเป็นส่วนตัว พอผมเห็นว่าเราเดินมาไกลจากคนอื่น ๆ แล้วถึงได้หยุดเดิน


มีอะไรเชน?” อีกฝ่ายถามด้วยสีหน้างง ๆ


พี่ทำรอยไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” ผมว่าพร้อมแหงนหน้าขึ้นให้เขาดูรอยที่อยู่บนคอผม


ก็เมื่อคืนไงนิลกาฬจ้องมองรอยช้ำนั้นก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก แววตาเป็นประกายระยิบระยับเหมือนพึงพอใจและถูกอกถูกใจกับการกระทำของตัวเอง


แล้วพี่ทำทำไม!” ผมเผลอร้องโวยอย่างหัวเสียง


อย่าเสียงดังสิเขาว่ายิ้ม ๆ


นิสัยเสียชะมัดถลึงตามองดุ ๆ อยากทุบสักที เห็นเงียบ ๆ แต่ร้ายใช่เล่น


ขอโทษนิลกาฬทำหน้ารู้สึกผิด ยกมือขึ้นมาลูบที่รอยบนคอผมเบา ๆ

ผมโดนทักตั้งแต่หน้าเต้นท์ยันลานกว้างผมว่าอย่างหัวเสีย ทักกันจนผมอายแล้วอายอีก อยากหายตัวไปทุกทีที่มีคนเข้ามาทัก


ก็สวยดีนี่เขาว่าแล้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ นัยน์ตาคู่คมเป็นประกายแลดูเจ้าเล่ห์ไม่น้อยเลย


ไม่ตลกนะผมปัดมือที่ลูบลำคอผมอยู่ออกเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกำลังถูกลวนลามอยู่ เช้าแล้วเขายังกล้าทำอะไรแบบนี้อีกเหรอ?


นี่ฉันก็จริงจังอยู่เขามองหน้าสบตาผมแล้วระบายยิ้มบางออกมา เหมือนเราพูดกันคนละเรื่องเลย


ถ้าพี่ทำแบบนี้อีกผมต่อยพี่แน่ไม่ได้ขู่นะ แต่ผมจะทำจริง ๆ เขาไม่มาเป็นผมเขาไม่เข้าใจหรอก ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะหน้าบางอะไรจนมาถึงวันนี้นี่แหละ


โคตรอายเลย


โอเค ไม่ทำแล้วเขายกมือขึ้นสองข้างคล้ายกับยอมแพ้


เหอะ!” ผมได้แต่สบถในลำคอเมื่อสบตาเข้ากับอีกฝ่าย ผมไม่เชื่อคำพูดของเขาหรอก ตาเป็นประกายวาววับขนาดนั้น จะให้ผมทำใจเชื่อได้ยังไง


นิลกาฬนี่มันตัวอันตรายชัด ๆ


หลังจากที่คุยกับนิลกาฬเสร็จเราก็ถูกเรียกให้ไปกินข้าวเช้าก่อนที่จะเริ่มทำกิจกรรมกัน เรามีเวลากินข้าวกันหนึ่งชั่วโมง แต่ใช้เวลากินกันจริง ๆ ก็ไม่ถึงหรอก ผมหลบผู้คนออกมานั่งกินข้าวคนเดียวเงียบ ๆ รอยที่คอยังเด่นชัดอยู่เลย ผมไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้นแหละ แม้แต่นิลกาฬ ผมก็อายเป็นเหมือนกันนะครับ ผมจะไปกล้าสู้หน้ากับคนอื่นได้ยังไง อยากด่าให้นิลกาฬสำนึก แต่ผมรู้ดีว่าเขาไม่สำนึกหรอก


“เชน” ในตอนที่กำลังยืนรับลมอยู่ก็มีเสียงเรียกผมดังขึ้น


“ครับ?” หันไปมองก็พบว่าเป็นแองจี้


“มานี่มา เดี๋ยวพี่กลบรอยให้” อีกฝ่ายกวักมือเรียกโดยที่มืออีกข้างมีรองพื้นอยู่ในมือ


“เขาเห็นกันทั้งค่ายแล้วมั้ง” ผมเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย ถึงจะบ่นออกไปแบบนั้นแต่กลบรอยก็ดีครับ เผื่อใครยังไม่เห็นจะได้ไม่เห็นมันอีก


“เอาน่า เดี๋ยวพี่ไปตีนิลกาฬให้” เธอว่ายิ้ม ๆ แล้วจัดการทารองพื้นที่คอของผมและตามด้วยทาแป้งตลับให้ พอเสร็จแองจี้ก็ส่งกระจกมาให้ผมสำรวจความเรียบร้อย


“ขอบคุณนะครับ” ผมค้อมหัวขอบคุณเบา ๆ หลังจากที่ตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองแล้ว


“ไม่เป็นไร แต่แค่นี้ก็โอเคแล้วเนอะ” อีกฝ่ายยกยิ้มใจดีส่งมาให้


“ดีกว่าเมื่อกี้เยอะเลยครับ” ผมหัวเราะฝืด ๆ


“นี่ พี่ขอเตือนนะ นิลกาฬน่ะ เห็นอย่างนั้นร้ายใช่ย่อยเลยนะ” แองจี้เก็บของลงกระเป๋าแล้วหันมาพูดกับผมด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง


“ก็พอจะดูออกครับ” ดูจากเมื่อคืนก็คิดว่านิลกาฬน่าจะร้ายได้มากกว่านี้อีก ผมไม่น่าเคลิ้มไปกับเขาเลย ไม่อย่างนั้นเรื่องน่าอายแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น โทษใครก็ไม่ได้ ทำตัวเองทั้งนั้น แล้วไหนจะเรื่องที่เข้าใจเขาผิดอีก พอรู้ความจริงแล้วพูดแทบไม่ออกเลย ตีโพยตีพายเล่นใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลย


โง่ชะมัดนายคเชนทร์


“อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจคบกันนะ” แองจี้จ้องหน้าผมนิ่ง


“ทำไมครับ?” ผมมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ


“แกล้งนิลไง” แล้วเธอก็ยิ้มเผล่ออกมา สวยมาก แองจี้เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา ไม่แปลกใจเลยที่เขาเป็นญาติกับนิลกาฬได้ หน้าตาดีกันทั้งตระกูลเลยล่ะมั้ง สมฉายานางฟ้าคนสวยนั่นแหละ


“อ๋อ ได้ครับ” ผมขยับยิ้มบาง ๆ ด้วยความเอ็นดูอีกฝ่าย บางทีก็แอบคิดนะว่าถ้าผมจะชอบผู้หญิงสักคนก็น่าจะแนว ๆ นี้ สวย น่ารัก นิสัยดี Perfect Girl


“นี่เบอร์กับไอดีไลน์พี่ มีปัญหาอะไรก็มาหาพี่ได้ เข้าใจไหม?” กระดาษแผ่นเล็กถูกยื่นมาตรงหน้าผม เมื่อก้มมองดูก็พบว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์กับ ID Line ตามที่อีกฝ่ายบอก


“ขอบคุณครับ” ผมรับกระดาษแผ่นเล็กมายัดใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเราสองคนก็พากันเดินกลับไปที่ลานกว้างเพื่อเตรียมตัวทำกิจกรรมสุดท้ายก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ









-------------------------------------------------------------------







นิลกาฬ นายมันร้าย 
น้องเชนจะทันพี่เขาไหมลูก?

ก็บอกแล้วว่านี่มันนิยายฟีลกู๊ด! 
กู๊ดหรือยังคะ?
หรือทุกคนคาดหวังอะไรกันอยู่?

ทุกคนหวังอะไรเราไม่รู้ 
แต่เราหวังอย่างเดียวค่ะ หวังอี้ป๋อ บัย~
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 115 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

144 ความคิดเห็น

  1. #119 Feum23 (@Feum23) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 21:13
    น้องน่ารักจังงง วีนพี่นิลแบบบบบ 555555
    #119
    0
  2. #85 Pum1981 (@Pum1981) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:47

    Love love คนกำลังมีความรัก

    #85
    0
  3. #84 lina2123 (@lina2123) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:46

    อิพี่นิลคือร้ายมาก ลูกชั้นจะตามพี่เค้าทันมั้ย
    #84
    0
  4. #83 KK_P1610 (@ktmkww1166) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:56
    ร้ายมากพี่นิล5555555
    #83
    0
  5. #82 yuki5555 (@yuki352010) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:29
    กู๊ดแบบเวรี่กุ๊ดดดด
    #82
    0
  6. #81 Anelta (@Anelta) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:25
    อร้ายยย​ อิพี่นิลร้ายมากกกกกกกก​ ฟินค่ะฟินๆ55555​ มาต่อไวๆนะคะรอค่ะสนุกมากกกกกก​
    #81
    0