คนอกหัก [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S]

ตอนที่ 10 : -Nine-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 942
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 103 ครั้ง
    15 ม.ค. 63



-Nine-



KACHAIN PART :


 เราจะไปไหนกัน?” ผมหันไปถามคนข้างตัวเมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากที่จอดรถของคอนโดฯ


ไปกินโจ๊กเขาหันมาตอบแค่นั้น แต่ผมก็รู้ได้เลยว่าเขาจะไปร้านไหน


อีกแล้วเหรอ?” ผมเอนหัวพิงกระจกเซ็ง ๆ มื้อเช้ามันมีอะไรมากกว่าแค่โจ๊กหรือข้าวต้มนะ


ร้านประจำฉันไงเขาบอกยิ้ม ๆ


พี่รู้ตัวไหมว่าตัวเองเหมือนโจ๊กผมหันมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายแล้วก็พูดออกมาเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้


ยังไงนะ?” เขาหันมามองผมงง ๆ สีหน้าดูเต็มไปด้วยคำถาม


จืดชืดผมพูดออกมาก่อนจะขยับยิ้มที่มุมปาก


เดี๋ยวเถอะนิลกาฬหันมามองตาดุเสียงเข้ม หน้าตาดูยุ่ง ๆ เหมือนปรับอารมณ์ไม่ถูก


หน้าพี่ตลกมากเลย ฮ่า ๆผมหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อเห็นสีหน้าปั้นยากของอีกฝ่าย นิลกาฬที่ดูดีอยู่ตลอดเวลาก็สามารถหลุดอาการได้เหมือนนะ พอถูกผมหัวเราะใส่เขาก็ไม่คุยกับผมเลยจนกระทั่งถึงร้านโจ๊ก ดูเหมือนจะเคืองผมอยู่นิดหน่อยนะ


วันนี้ว่างหรือเปล่า?” ระหว่างกินข้าวท่ามกลางความเงียบของเราสองคน นิลกาฬที่ดูท่าว่าจะหายเคืองผมแล้วก็เอ่ยถามออกมา


ก็ว่างนะ ทำไมเหรอครับ?” ผมว่างตลอดแหละ ยิ่งวันที่ไม่มีเรียนยิ่งว่าง ปกติก็หมกตัวอยู่ในห้อง พอตกค่ำก็ไปนั่งดื่มชิลล์ ๆ ที่ไหนสักแห่ง แต่ตั้งแต่ที่เริ่มสนิทกับนิลกาฬผมก็ไม่ค่อยได้ทำอย่างนั้นแล้ว ผมอยู่เพียงลำพังน้อยลงเพราะเขามาชวนผมไปกินข้าวเช้าทุกวัน


จะชวนไปลงชื่อเข้าค่ายอาสา เพื่อนต่างคณะฉันเป็นคนจัดเขาพูดออกมานิ่ง ๆ เหมือนชวนไปเดินห้าง แต่ขอโทษนะ นี่ค่ายอาสา


ใช่ที่เป็นของวิศวะกับสถาปัตย์ทำร่วมกันหรือเปล่า?” ผมถามอย่างสงสัย ก่อนหน้านี้ได้ยินคนพูดถึงกันอยู่ เห็นว่าเป็นค่ายที่เปิดรับคนจากทุกคณะไปทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนในต่างจังหวัด


อันนั้นแหละเขาพยักหน้า


เขาไปทำอะไรบ้าง?” ขึ้นชื่อว่าค่ายอาสาก็คงไม่ได้ไปนั่ง ๆ นอน ๆ หรอกครับ ผมไม่เคยไปค่ายแบบนี้ เคยไปแต่ปลูกป่าที่ทางคณะเป็นคนจัด ผมมันก็ไม่ใช่พวกมีจิตใจเมตตา มีจิตอาสาเสียด้วยสิ


เห็นเขาบอกว่าไปซ่อมแซมโรงเรียนกับเอาของไปบริจาค แล้วก็ทำห้องสมุดนิลกาฬหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโพสเชิญชวนคนให้ไปค่ายอาสาให้ผมดู


ก็น่าสนผมหยิบโทรศัพท์ของอีกฝ่ายมาอ่านดูรายละเอียดคร่าว ๆ ก็คิดว่ามันก็น่าสนใจดี ผมไม่เคยไปค่ายแบบนี้ แต่คิดว่ามันน่าจะสนุก


ไปไหม? วันนี้ลงชื่อวันสุดท้ายนะเขาเอ่ยชวนอีกครั้ง ดวงตาคู่คมมีประกายบางอย่าง เหมือนเขาคาดหวังกับคำตอบของผมไม่น้อยเลย


ถ้าอย่างนั้นก็แวะไปลงชื่อก่อนก็ได้ผมพยักหน้าเบา ๆ นาน ๆ ทีไปทำตัวให้มีประโยชน์บ้างก็คงดี แถมนิลกาฬเป็นคนชวนอีก จะปฏิเสธมันก็คงดูน่าเกลียด


หลังกินมื้อเช้าเสร็จนิลกาฬก็ขับรถมาที่มหาลัยเพื่อให้ผมได้มาลงชื่อในกิจกรรมค่ายอาสา จุดลงทะเบียนเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาลัยเพราะงานนี้ทางวิศวะฯ เป็นแม่งานร่วมกับสถาปัตย์ฯ


นิลกาฬระหว่างที่ผมต่อแถวรอลงชื่ออยู่ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาทักนิลกาฬที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ผม


ไงเขาหันไปพยักหน้าให้ใครอีกคน ผมมองเลยไปที่ผู้ชายตัวสูง ถ้าจำไม่ผิดคนนี้แหละที่น่าจะเป็นเฮดในการจัดกิจกรรมครั้ง


พอบอกว่ามึงจะไปค่ายด้วย สาว ๆ มาลงทะเบียนกันเพียบเลยอีกฝ่ายว่าพร้อมพยักพเยิดหน้าไปยังอีกแถวที่มีสาว ๆ รอต่อคิวลงชื่อกันหลายสิบคน


ได้เงินบริจาคเยอะไหม?” นิลกาฬส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม เขาหันไปมองทางกล่องบริจาคที่ตั้งอยู่บนโต๊ะลงทะเบียนแทน


พอสมควรเลยคนที่คาดว่าน่าจะเป็นเฮดของกิจกรรมนี้ยกยิ้มกว้าง ท่าทางดูจะพอใจกับยอดบริจาคและการตอบรับของผู้คนไม่น้อยเลย ผมไม่แน่ใจว่าผู้ชายคนนี้ชื่ออะไร แต่ผมจำได้ว่าเขาเป็นสภานักศึกษาของมหาลัยด้วย ทั้งที่กิจกรรมพวกนี้ควรจะเป็นหน้าที่ของปีสาม แต่ก็ไม่รู้ทำไมถึงให้ปีสี่ทำ บางทีอาจารย์อาจจะไว้ใจเขามากก็ได้


พี่นิล ยืมตังค์พันหนึ่งผมที่ลงชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็อยากจะหยอดกล่องบริจาคบ้าง แต่ผมลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ในรถของนิลกาฬ ผมเลยหันไปสะกิดเรียกเขา


หืม? อ๋อนิลกาฬขานรับงง ๆ แต่พอหันมาเห็นผมยืนมองกล่องรับบริจาคอยู่เขาก็รีบหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาหยิบเงินให้ ผมรับเงินมาแล้วเอาไปหยอดกล่องทันที พอเสร็จผมก็เดินออกจากแถวมาหานิลกาฬที่ยืนอยู่กับเพื่อนของเขา


รุ่นน้องเหรอ?” อีกฝ่ายหันมามองหน้าผมแล้วหันกลับไปถามนิลกาฬ


ใช่นิลกาฬหันมามองหน้าผมนิด ๆ


เดี๋ยวโอนคืนนะผมบอกถึงเรื่องเงินที่ยืมเขามา ผมไม่ค่อยพกเงินสดติดตัวเยอะ ๆ ผมเลยคิดว่าโอนคืนสะดวกสุด


อืมเขาพยักหน้ารับเบา ๆ


กลับก่อนนะเขาหันไปบอกเพื่อนเมื่อผมทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว


ขอบใจนะเว้ยอีกฝ่ายยกมือขึ้นตบบ่านิลกาฬเบา ๆ


ไม่เป็นไรนิลกาฬยกยิ้มบาง ๆ แล้วหันมาพยักหน้าเรียกผมให้กลับ ผมหันไปค้อมหัวให้รุ่นพี่ต่างคณะเล็กน้อยแล้วรีบเดินตามหลังนิลกาฬไปติด ๆ


นี่ไม่ใช่ทางกลับคอนโดฯ ผมนี่ผมมองวิวข้างทางแล้วก็ต้องขมวดคิ้วฉับเมื่อเห็นว่าทางที่นิลกาฬขับไปนั้นไม่ใช่ทางกลับคอนโดฯ ของผม แต่เป็นทางที่ผมไม่คุ้นชิน


ก็ไม่ได้บอกว่าจะกลับคอนโดฯ นี่เขาหันมามองผมแล้วยกยิ้มมุมปากกวน ๆ


จะไปไหน?” ได้ยินอย่างนั้นผมก็ยิ่งงงหนักกว่าเดิม ผมนึกว่าเขาจะพาผมมาลงชื่อไปค่ายแล้วก็พากลับห้องเสียอีก แล้วนี่จะพาไปไหนอีกก็ไม่รู้


ใกล้ ๆ แถวนี้แหละเขาตอบแบบกั๊ก ๆ ผมไม่ได้ถามอะไรต่อ ถึงถามไปเขาก็ไม่บอกไปมากกว่านี้หรอก ถ้าเขาจะบอกจริง ๆ ก็คงบอกไปนานแล้ว บางทีนิลกาฬก็ชอบเล่นตัวเหมือนกันนะครับ


ขับรถมาประมาณเกือบ 20 นาที ก็ถึงที่หมาย นิลกาฬจอดรถและดับเครื่อง เขาหันมาพยักหน้าเรียกให้ผมลงจากรถ ผมมองด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรนิลกาฬก็ลงจากรถไปเสียก่อน ผมเลยต้องรีบตามเขาลงไปติด ๆ


สวนสาธารณะผมมองสถานที่ที่ตัวเองยืนอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ


นิลกาฬพาผมมาที่นี่ทำไม?


ใช่ รู้ไหมฉันเคยขอรัชช์เป็นแฟนที่นี่นิลกาฬที่ยืนหันหลังให้ผมหันกลับมายกยิ้มบางเบาให้ นัยน์ตาคู่คมมีประกายความสุขเล็ก ๆ ซ่อนอยู่


โรแมนติกมากผมชะงักไปนิดเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาบอก ผมไม่เคยรู้มาก่อน แอบแปลกใจนิดหน่อยที่จู่ ๆ เขาก็พาผมมาที่นี่และพูดเรื่องนี้ออกมา


ฮะ ๆ ตอนนั้นยังเด็กกันอยู่เลยเขาหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วหันกลับไปมองสระน้ำตรงหน้านิ่ง ๆ ผมไม่รู้เลยว่าตอนนี้นิลกาฬกำลังคิดอะไรหรือรู้สึกยังไง บางครั้งเขาก็เป็นคนที่อ่านยากและคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ลึก ๆ แล้วผมก็รู้สึกว่าตัวเองยังรู้จักเขาไม่มากพอ ระหว่างเรายังคงมีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ และผมก็ไม่รู้ว่าควรจะก้าวข้ามเส้นนั้นไปดีไหม?


คุณรัชช์คงน่ารักมากผมปัดเรื่องของตัวเองทิ้งไปแล้วหันกลับมาอยู่กับเรื่องที่คุยกันอยู่แทน ลองนึกเล่น ๆ ว่าคุณรัชช์ตอนเรียนมัธยมจะต้องน่ารักมากแน่ ๆ


ก็น่ารักพอ ๆ กับตอนนี้แหละนิลกาฬวาดยิ้มกว้างโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ผิวน้ำตรงหน้า


ก็คงจะอย่างนั้นผมรับคำเสียงแผ่ว


อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกไม่อยากฟังเรื่องราวในอดีตของอีกฝ่าย ไม่อยากได้ยินว่าเขายังคงอาลัยอาวรณ์คนรักเก่าอยู่ไหม ไม่อยากรู้ว่าเขารักอดีตคนรักของตัวเองมากแค่ไหน ผมรู้ดีว่าคุณรัชช์น่ารักและแสนดีขนาดไหน เขาเป็นคนที่ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางเหมือนเขาได้ แม้แต่ผมเองก็ไม่สามารถที่จะเป็นแบบเขาได้


และผมรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คนที่นิลกาฬจะหันมามองได้เลย


นิลกาฬไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ผมก็ไม่ได้ถามอะไร เขาเอาแต่ยืนมองไปที่สระน้ำด้านหน้า ส่วนผมก็ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังกว้างด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ผมสับสนกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้


ตกลงแล้วผมชอบนิลกาฬจริง ๆ เหรอ?


มันเป็นไปได้เหรอ?


ผมชอบนิลกาฬได้ยังไงกัน?


เพราะเขาดีกับผม หรือเพราะผมแค่อ่อนแอ?


เพราะนิลกาฬเข้ามาในช่วงเวลาที่ผมโดดเดี่ยว ผมถึงได้มองเขาเป็นที่พึ่ง เพราะเขาใจดี ผมเลยได้ใจ แต่ผมคงลืมไปว่าเรื่องระหว่างผมกับเขามันไม่มีทางเป็นไปได้ นิลกาฬรักคุณรัชช์มากแค่ไหนผมรู้ดี เขาฝังใจกับรักครั้งเก่ามานานหลายปี แล้วตลอดเวลาที่เลิกกับคุณรัชช์ เขาไม่เคยมองหรือสนใจใครเลย ใจเขามั่นคงกับคุณรัชช์มาตลอด แม้กระทั่งในตอนนี้ เขายังคงหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต เขายังมีความสุขอยู่กับในวันเก่า ๆ นิลกาฬยังไม่ก้าวเดินออกจากอดีต ส่วนตัวผม เดินออกมาจากคุณรัชช์ได้ แต่กลับมาติดอยู่กับนิลกาฬแทน


มีใครน่าสงสารเท่าผมอีกไหมครับ?


ท่ามกลางความเงียบระหว่างเราไม่รู้ว่านิลกาฬจะรู้ตัวไหม แต่ผมรู้สึกว่าความเงียบของเราในครั้งนี้มันน่าอึดอัดและน่ากระอักกระอ่วนไม่น้อยเลย ผมยืนอยู่ในสถานที่ที่เป็นความทรงจำอันแสนหวานของเขา


ผมที่ไม่ได้มองเขาเป็นเพียงพี่รหัส คนรู้จักหรือแม้กระทั่งศัตรูหัวใจ ผมที่เริ่มมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเขา ผมไม่ชอบที่นี่เอาเสียเลย ผมอยากออกไปจากที่นี่ แต่นิลกาฬยังไม่มีท่าทีที่จะขยับไปไหน เขายังคงยืนอยู่อย่างนั้นนิ่ง ๆ และผมก็ยืนมองเขาอยู่ตรงนี้


ผมทำได้แค่มองเขาเพียงเท่านั้น


เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมก็จำไม่ได้ นิลกาฬหันหลังกลับมา แววตาของเขาดูแปลกใจที่เห็นผมยังคงยืนอยู่ตรงนี้ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา ทำเพียงแค่ยกยิ้มอบอุ่นมาให้ ขายาว ๆ ของเขาค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้ผม ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นวางลงบนหัวของผมก่อนจะโยกไปมาเบา ๆ ผมไม่เข้าใจในการกระทำของเขาแต่ก็ไม่ได้ปัดป้องหรือกล่าวว่าอะไร ผมมองใบหน้าหล่อที่ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มและมีประกายความสุขอยู่ในดวงตาคู่นั้น


แล้วผมก็ได้รู้ว่าตัวเองอาจต้องอกหักอีกเป็นครั้งที่สอง อกหักจากผู้ชายที่เป็นแฟนเก่าของคนที่ผมเคยชอบ ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนดีจริง ๆ


นิลกาฬเดินกลับไปที่รถแล้ว แต่ผมยังยืนอยู่ที่เดิม สัมผัสของเขาเมื่อกี้ยังคงติดอยู่ไม่จางหาย ผมมองแผ่นหลังกว้างก่อนจะหลุดเสียงถอนหายใจออกมา ก้าวขาเดินกลับไปที่รถช้า ๆ ผมไม่มีอะไรจะต้องเสียแล้วล่ะ ถ้าจะต้องอกหักอีกรอบเพราะนิลกาฬก็ช่างมันสิ อย่างน้อยผมก็พบเจอกับเรื่องดี ๆ มา การที่มีนิลกาฬเข้ามาในชีวิตมันไม่ใช่เรื่องแย่ ผมไม่อยากเอาตัวเองไปผูกกับความเศร้า อกหักมาแล้วครั้งหนึ่งจะอกหักอีกสักครั้งจะเป็นไรไป อย่างน้อยผมก็ยังคงมีความรู้สึกอยู่ ไม่ได้เฉยชาและตายด้าน


บางทีเรื่องระหว่างผมกับนิลกาฬอาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด ผมจะเอาแต่คิดมากทำไมก็ไม่รู้


ฉันเอาหนังสือเล่มใหม่มาให้ ไม่รู้ว่านายจะชอบหรือเปล่าเขาว่าพร้อมส่งหนังสือที่อยู่เบาะหลังมาให้ผมในตอนที่เรากลับมาถึงคอนโดฯ ของผมแล้ว


ผมเริ่มจะชอบหนังสือพวกนี้แล้วผมก้มมองหนังสือประวัติศาสตร์ยุโรปที่นิลกาฬเคยอ่านก่อนหน้านี้แล้วรับมาถือแนบอก นิลกาฬเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผมมากขึ้นเรื่อย ๆ หลาย ๆ อย่างเริ่มเปลี่ยนไปโดยที่ผมก็ไม่รู้ตัว


แล้วสุดท้ายผมก็จะขาดนิลกาฬไม่ได้


ถ้าอยากได้อีกก็บอก เดี๋ยวเอามาให้อ่านเขายกยิ้มใจดีส่งมาให้


จริง ๆ แล้วนิลกาฬก็ใจดีจริง ๆ นั่นแหละ


ขอบคุณครับผมผงกหัวขอบคุณแล้วรีบลงจากรถ วันนี้นิลกาฬทำผมเพ้อไปเยอะแล้ว ผมขอกลับไปตั้งหลักก่อน อย่างน้อยก็ขอให้ตัวเองมีสติมากกว่านี้ไม่ใช่เอาแต่เพ้อเรื่องของเขาไม่หยุด


ให้ตายสิ ผมไม่เป็นตัวของตัวเองเลย

 







เช้ารุ่งขึ้น


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้นอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมสะดุ้งตัวตื่นด้วยความตกใจแล้วรีบวิ่งไปเปิดประตูห้องนอนทันที เพราะเพิ่งตื่นนอนสมองเลยคิดอะไรไม่ทัน จนลืมไปว่าใครอีกคนมีคีย์การ์ดเข้าห้องผม


“พี่นิล” และใช่ คนที่บุกเข้ามาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นิลกาฬคนที่ยึดเอาคีย์การ์ดห้องผมไปไง


“ไง” เขาทักสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้มกวน ๆ ที่มุมปาก


“6 โมง?” ผมหันมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังแล้วถึงกับร้องเสียงหลง เขามาเช้าไปหรือเปล่า?


“อาบน้ำแต่งตัวเร็ว ไปทำบุญกัน” เขาว่าพร้อมจับไหล่ผมพลิกหันหลังแล้วดันแผ่นหลังให้เดินไปทางห้องน้ำ


“ห๊ะ?” แต่ผมก็ขืนตัวไว้แล้วหันมองหน้าเขางง ๆ อยู่ดี ๆ ก็มาชวนไปทำบุญเนี่ยนะ อะไรของเขาวะเนี่ย?


“ไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวค่อยคุยกัน” พูดพร้อมดันหลังผมให้เข้าไปในห้องน้ำ


“ครับ” ผมขานรับอย่างเสียไม่ได้ แม้จะมึนงงกับการบุกถึงห้องนอนและมาแต่เช้าขนาดนี้ของเขาแต่ผมก็ยอมทำตามที่เขาบอก


อาบน้ำเสร็จเดินออกมาก็ไม่เห็นนิลกาฬอยู่ในห้องนอน สงสัยคงนั่งรออยู่ข้างนอก ผมรีบเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วแต่งตัวให้เรียบร้อย หยิบกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์เดินออกไปหานิลกาฬที่นั่งรออยู่บนโซฟากลางห้อง พอเขาหันมาเห็นผมก็ไม่พูดไม่จาอะไรแต่เดินมาจับข้อมือผมแล้วออกแรงลากให้เดินตามเขาไป ผมยกมือขึ้นเกาหัวงง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป จนกระทั่งเข้ามาในลิฟต์


“ขอเหตุผลที่พี่มาเช้าขนาดนี้” ผมกอดอกยืนพิงผนังลิฟต์ด้วยความง่วงนอน เจ็ดโมงก็ว่าเช้าแล้ว นี่เล่นมาหกโมงเลย ผมว่าผมสู้ไม่ไหว อยากนอนต่อว่ะ


“วันนี้เป็นวันเกิดฉัน” เขาหันมามองหน้าผมแล้วก็พูดออกมานิ่ง ๆ


“อ่า สุขสันต์วันเกิดครับ” ผมยืนเอ๋อไปหลายวิฯ ก่อนจะกระพริบตาปริบ ๆ เรียกสติให้กลับมาแล้วพูดออกไปแบบมึน ๆ ผมไม่รู้มาก่อนว่าวันนี้เป็นวันเกิดเขา ถึงชวนผมไปทำบุญสินะ ก็แอบตกใจและแปลกใจอยู่นิดหน่อย แต่เจ้าของวันเกิดกลับดูเหมือนไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือดีใจอะไรเลย เขาเอ่ยออกมาหน้านิ่งเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศธรรมดาทั่วไป แปลกคนจริง ๆ ด้วย


“ขอบใจ” เขาพยักหน้ารับเบา ๆ พอดีกับที่ลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่างพอดี นิลกาฬเดินนำไปยังที่จอดรถ ผมก็เดินตามไปพร้อมคำถามมากมายในหัว


“แล้วเราจะไปไหนกัน?” ผมถามด้วยความสงสัยเมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากคอนโดฯ ของผม


“ไปทำบุญที่วัด แม่ฉันรออยู่ที่นั่น” เขาหันมายิ้มให้ผมแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองถนนเหมือนเดิม


“แม่เหรอ?” ผมทวนคำด้วยความแปลกใจ


“ใช่” เขาพยักหน้าเบา ๆ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ


นิลกาฬกำลังตั้งใจขับรถ ส่วนผมก็จมอยู่กับความคิดของตัวเอง ผมไม่เคยรู้เรื่องครอบครัวของเขา ผมไม่รู้ว่าเขามีพี่น้องหรือรู้ว่าครอบครัวเขาอยู่กันกี่คน นิลกาฬไม่เคยพูดถึงและผมก็ไม่เคยถาม แต่ที่แน่ ๆ ครอบครัวเขาคงอบอุ่นกว่าครอบครัวผม เพราะผมไม่เหลือครอบครัวอีกต่อไปแล้ว ไม่มีทั้งพ่อและแม่ รวมถึงพี่ชายด้วย


ครอบครัวที่มีเพียงผมอยู่คนเดียวมันไม่เรียกว่าครอบครัวหรอกนะ

 





ขับรถมาราว ๆ เกือบครึ่งชั่วโมงเราก็มาอยู่กันที่วัดแห่งหนึ่ง ขออนุญาตไม่บอกชื่อนะครับ พอดีเมื่อกี้อ่านชื่อวัดไม่ทัน แต่เป็นวัดที่ไม่ใหญ่มาก ค่อนข้างเงียบและสงบ นิลกาฬจอดรถใกล้ ๆ กับศาลาวัด พอจอดรถเสร็จเขาก็ลงจากรถไปทันที เขาเดินไปหยิบชุดสังฆทานที่เบาะหลังแล้วเดินตรงไปยังศาลา ผมที่ยังมึน ๆ งง ๆ เหมือนคนที่ยังไม่ตื่นดีก็รีบลงจากรถตามเขาไป


“มาสิ” พอเดินมาใกล้หน้าศาลากลางวัดแล้วผมก็ไม่กล้าเดินต่อ ข้างหน้าศาลาผมเห็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งยืนคุยอะไรสักอย่างกับหลวงพ่ออยู่ นิลกาฬหันมาพยักหน้าเรียก ผมเม้มปากแน่นด้วยความประหม่าก่อนจะเดินตามเขาไป


“แม่ครับ” นิลกาฬเดินเข้าไปยกมือไหว้หลวงพ่อแล้วหันไปเรียกแม่ของตัวเอง


“มาแล้วเหรอนิล” คนเป็นแม่หันมายกยิ้มสวยให้ลูกชาย ผมยืนตะลึงในความสวยของอีกฝ่าย แม้อายุจะเริ่มมากแล้วแต่ความสวยยังคงอยู่ ผมรู้แล้วล่ะว่านิลกาฬหน้าตาดีเหมือนใคร


“แม่ครับ นี่เชน รุ่นน้องผมครับ” เขาหันมาแนะนำผมให้แม่ของเขาได้รู้จัก


“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม แม้จะประหม่าและเกร็งอยู่ไม่น้อย แต่ผมก็พยายามทำตัวให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้


“สวัสดีจ้ะ เข้าไปข้างในกันเถอะ” แม่ของนิลกาฬยกมือรับไว้พร้อมรอยยิ้มใจดี เป็นคนที่สวยจริง ๆ นั่นแหละ


ผมกับนิลกาฬเดินตามแม่เข้ามาในศาลา เราเข้าไปถวายสังฆทานกับหลวงพ่อรูปที่คุยกับแม่ของนิลกาฬเมื่อกี้ นิลกาฬกระซิบบอกกับผมว่าหลวงพ่อรูปนี้เป็นเพื่อนสนิทของพ่อเขา ผมเลยไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้แม่ของนิลกาฬยืนคุยกับท่าน พอถวายสังฆทานรับศีลรับพรและกรวดน้ำเสร็จเรียบร้อยเราก็พอกันเดินออกมาจากศาลา


“มีให้อาหารปลาด้วย” ผมหันไปสังเกตเห็นป้ายที่เขียนว่าให้อาหารปลาแล้วมีลูกศรชี้ไปอีกทางที่คาดว่าน่าจะเป็นริมน้ำ


“ไปไหม?” นิลกาฬหยุดเดินแล้วหันมาถาม


“อื้อ” ผมพยักหน้าเบา ๆ ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้มาวัด ไหน ๆ มาแล้วก็ทำบุญทำทานให้ครบเลยก็แล้วกัน


“นิล เดี๋ยวแม่กลับก่อนนะ เจอกันที่บ้านนะลูก” แม่ที่เดินตามออกมาทีหลังเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มอบอุ่น


“ครับแม่” นิลกาฬหันไปตอบรับแล้วเดินไปส่งแม่ที่รถที่จอดอยู่ข้าง ๆ กับรถของเขา


“แม่ขับรถมาเองเหรอ?” ผมถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นแม่หยิบกุญแจรถออกมาปลดล็อคแล้วเข้าไปนั่งที่ตำแหน่งคนขับ


“ใช่” เขาพยักหน้ายิ้ม ๆ เหมือนจะภูมิใจไม่น้อยกับการที่แม่ของตัวเองขับรถมาเอง


“แม่สวยมาก” พอรถของแม่เคลื่อนออกจากประตูวัดเราถึงค่อยพากันเดินมาที่ท่าน้ำเพื่อซื้อขนมปังมาให้อาหารปลา


“ใคร ๆ ก็บอกแบบนั้น” นิลกาฬไหวไหล่เบา ๆ ทำตัวหน้าหมั่นไส้อีกแล้ว


“พี่น่าจะบอกผมก่อน ผมไม่มีของขวัญให้พี่เลย” หันไปมองคนข้างตัวแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมามองฝูงปลาที่แหวกว่ายกันขึ้นมาแย่งกินอาหาร


“ไม่จำเป็นหรอก แค่นายอยู่ตรงนี้ก็ขอบคุณมากแล้ว” เขาหันมามองผม และพอผมหันไปมองเขา นิลกาฬก็ยกยิ้มอบอุ่นส่งมาให้ นัยน์ตาคู่คมเป็นประกายระยิบระยับ และซุกซ่อนบางอย่างอยู่ในแววตา ผมไม่สามารถอ่านนิลกาฬจากแววตาของเขาได้ แต่จากที่เห็นอยู่ตอนนี้เขาคงมีความสุขไม่น้อยเลย แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือคำพูดของเขา คำพูดที่พูดจาชวนให้คิดไปไกล


เขาทำเหมือนผมมีความสำคัญกับเขามากอย่างนั้นแหละ


“พี่ทำอะไรบ้างในวันเกิด?” ผมเบือนสายตาออกจากดวงตาคู่นั้นหันกลับมามองขนมปังในมืออย่างเก้อเขิน ผมกำลังเสียอาการเพราะนิลกาฬ


“ทำบุญแล้วก็อยู่ที่บ้านกับแม่ กินข้าว ดูหนัง พูดคุยกัน แค่นี้แหละ” เขาพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม สีหน้าและแววตาเมื่อเอ่ยถึงแม่มันเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย


“พี่คงรักแม่มาก” ถึงจะเพิ่งเจอแม่ของนิลกาฬแค่ไม่นานแต่ผมก็มองออกว่าสองแม่ลูกคู่นี้รักกันมากขนาดไหน


น่าอิจฉาจริง ๆ เลย


“อืม พ่อฉันเสียตั้งแต่เด็ก มีแม่ที่เลี้ยงมาเพียงลำพัง เรามีกันแค่สองคน เวลาช่วงเทศกาลต่าง ๆ ฉันก็จะอยู่กับแม่ไม่ออกไปไหน” นิลกาฬที่ให้อาหารปลาหมดแล้วหันหลังยืนพิงระเบียงแล้วแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า


ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อของเขาเสียแล้ว มันน่าเศร้าจริง ๆ


“ดีเนอะ พี่มีแม่ให้อยู่ด้วย แต่ผมไม่มีใครเลย” อย่างน้อยเขาก็ยังมีคนให้เรียกว่าครอบครัว ยังมีแม่ให้กลับไปหา ยังมีคนคอยห่วงใยและอยู่ด้วยกัน แต่ผมไม่มีใครสักคน


พ่อกับแม่ต่างแยกกันไปมีความสุข พี่ชายเพียงคนเดียวก็ติดคุกข้อหาพยายามฆ่า ญาติพี่น้องที่ไหนก็ไม่มี ผมตัวคนเดียวจริง ๆ เลย ถ้าไม่ได้เงินก้อนใหญ่จากพ่อและแม่ผมคงอดตายไปแล้ว บางครั้งผมก็ยังแอบคิดว่าตายเสียยังดีกว่า ผมไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ แต่ที่ตลกร้ายกว่านั้นคือผมเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะตายเหมือนกัน ผมเลยใช้ชีวิตอยู่ต่อมาเรื่อย ๆ แบบนี้ ดีบ้างเลวบ้างก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร ไม่ได้ทำให้ใครผิดหวังหรือเสียใจกับสิ่งที่ผมเป็นหรือทำ คิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้อยู่บนความคาดหวังของใคร ผมจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้ตามที่ตัวเองต้องการ มันก็ดีแหละแต่กลับกันผมก็เหงามากเช่นกัน ผมโดดเดี่ยว เดียวดายและอ้างว้าง หันไปทางไหนก็เจอแต่ความว่างเปล่า เหมือนโลกทั้งใบมีเพียงผมแค่คนเดียว


มันรู้สึกแย่จริง ๆ นะ


“ไม่เห็นยากนี่ นายก็มาเป็นลูกของแม่ฉันอีกคนก็ได้ ฉันจะใจดีแบ่งแม่ให้ เอาไหมล่ะ?” ระหว่างที่กำลังเหม่ออยู่ในห้วงของความคิดเสียงของนิลกาฬก็ปลุกผมให้ตื่นจากความเจ็บปวด พอหันไปมองหน้าเขาก็ได้รับรอยยิ้มอบอุ่นกลับมา


หัวใจของผมมันเหมือนจะพองโตขึ้นเลย


“ไม่กลัวผมแย่งความรักของแม่พี่เหรอ?” ผมแกล้งถามยิ้ม ๆ หลังจากนี้ผมคงไม่คัดค้านหากได้ยินใครเรียกนิลกาฬว่าเทพบุตร เพราะเขาก็เหมาะสมกับฉายาจริง ๆ นั่นแหละ


นิลกาฬดีกับผมมากกว่าใครที่ผ่านมา ดีกว่าพ่อกับแม่ของผมเสียด้วยซ้ำ


“ทำได้ก็ทำสิ” เขายักคิ้วกวน ๆ พร้อมมองผมด้วยสายตาท้าทาย


“ใครจะไปทำได้กันล่ะ” ผมเม้มปากแน่น นั่นแม่เขานะ ผมจะไปแย่งมาได้ยังไงกัน ผมก็แกล้งทำเป็นปากดีไปอย่างนั้นเอง แค่เจอหน้าแม่เขาผมก็เกร็งไปหมดแล้ว อยู่กับผู้ใหญ่แล้ววางตัวไม่ถูกเลย จะพูดจะจาหรือทำอะไรก็กลัวถูกตำหนิต่อว่าไปหมด การเข้าหาผู้ใหญ่ของผมมันติดลบสุด ๆ เลยล่ะ


“กลับกันเถอะ” หลังจากที่ผมให้อาหารปลาหมดเราก็ยืนรับลมเย็น ๆ กันต่ออีกสักพัก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ นิลกาฬถึงได้เอ่ยชวนออกมา


“อื้อ” ผมรับคำแล้วเดินตามนิลกาฬออกไป


เช้านี้เป็นเช้าที่ดีกว่าทุก ๆ วันเลยล่ะ

 





“นี่บ้านพี่เหรอ?” ผมมองบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น


“ใช่” เขาตอบแค่นั้นแล้วลงจากรถไป


“พาผมมาทำไม?” ผมรีบลงจากรถแล้วเข้าไปรั้งแขนอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนที่เขาจะได้เดินเข้าบ้านไป


“พามาหาแม่ไง” นิลกาฬหันกลับมาตอบนิ่ง ๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เออ จริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ผมเพิ่งเจอแม่เขาแค่ไม่กี่นาทีเองนะ ถึงแม่เขาจะใจดีมากก็เถอะ แต่จะให้ผมทำตัวสนิทสนมกับแม่เขามันก็ไม่ใช่ไหมล่ะ


“แต่วันนี้วันเกิดพี่ พี่ควรได้อยู่ตามลำพังกับแม่นะ” อีกอย่างเลยนี่มันวันเกิดเขา นิลกาฬก็บอกเองว่าทุกปีจะใช้เวลาอยู่กับแม่ แล้วเขาจะเอาผมมาเป็นหัวหลักหัวตอทำไมก็ไม่รู้


“ก็ถ้านายจะมาเป็นลูกแม่ฉันอีกคน เราก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน” เขาหันมากอดอกมองผมด้วยสายตาเป็นประกายวาววับ เหมือนกำลังเจอเรื่องสนุกอยู่


“พูดเองเออเองทั้งนั้น” ผมยกมือขึ้นเสยผมตัวเองเซ็ง ๆ นิลกาฬเองก็เป็นจอมเอาแต่ใจเหมือนกัน แถมยังชอบคิดเองเออเองพูดเองอีก ตัดสินใจให้ผมเสร็จสรรพ ไม่ถงไม่ถามความเห็นผมสักคำ ทำตัวน่าหมั่นไส้อีกแล้ว


“ถ้าอย่างนั้นไปถามแม่กัน” เขายกยิ้มกว้างออกมาเต็มแก้ม


“ห๊ะ?” ผมร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ อะไรของเขาอีกเนี่ย?


“ไปเร็ว” ไม่พูดเปล่าแต่นิลกาฬยังยื่นมือมาจับข้อมือผมแล้วออกแรงดึงลากเข้าไปในบ้าน


“เดี๋ยวสิพี่นิล” ผมพยายามยื้อตัวเองไว้ แต่แรงอีกฝ่ายก็มีมากกว่า เขาดึงผมให้เดินตามเข้ามาในบ้านและตรงเข้าไปที่ห้องครัวของบ้านทันที


“แม่ครับ” นิลกาฬเดินเข้าไปหาแม่ของเขาพร้อมเอ่ยเรียกโดยที่มือยังไม่ปล่อยข้อมือผม


“ว่ายังไงครับลูกชาย?” มือที่กำลังจัดเตรียมมื้อเช้าอยู่หยุดชะงักลง คนเป็นแม่หันมาขานรับลูกชายเสียงหวานเจี๊ยบ


“แม่อยากได้ลูกชายเพิ่มอีกคนไหมครับ?” จู่ ๆ นิลกาฬก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีเกริ่นนำใด ๆ แถมสีหน้าและท่าทางยังดูจริงจังอีกด้วย


เอาแล้วไง


“หืม? ทำไมล่ะ?” แม่เอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย


“แม่รับเชนเป็นลูกชายอีกคนของแม่ได้ไหมครับ?” นิลกาฬหันมาดึงผมให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าแม่แล้วเปลี่ยนมายืนข้างหลังเอามือจับบ่าทั้งสองข้างของผมแทน


ปิดทางกันขนาดนี้ ใจคอจะไม่มีทางให้หนีเลยเหรอ?


“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ถ้าเชนอยากเป็นลูกแม่ แม่ก็ยินดีนะ” แม่เหมือนจะงง ๆ และตกใจอยู่แวบหนึ่งแต่สุดท้ายแม่ก็ยกยิ้มสวยออกมา มือเรียวบางยกขึ้นแตะที่ข้างแก้มของผมแผ่วเบา แม้จะเป็นสัมผัสที่เบาบาง แต่ผมกลับรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ


นี่สินะสัมผัสของคนเป็นแม่


ผมไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกและสัมผัสแบบนี้มานานแล้ว ผมคิดถึงและโหยหามันมากจริง ๆ


“ไหว้แม่สิ” คนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังเอ่ยบอกพร้อมบีบที่ไหล่ทั้งสองข้างของผมเบา ๆ


“ขอบคุณครับ” ผมยกมือไหว้ด้วยความจริงใจ รู้สึกขอบคุณจริง ๆ มันเป็นความรู้สึกทั้งหมดที่ออกมาจากใจ ผมดีใจมากที่มีใครสักคนมาเรียกแทนตัวเองว่าแม่ และผมเองก็ไม่ได้เรียกใครด้วยคำนี้มานานแล้ว ผมรู้สึกดีมากจนอธิบายไม่ถูกเลย


“นิลก็อย่าแกล้งน้องนะ เป็นพี่ต้องปกป้องดูแลน้องนะ” แม่ยกมือขึ้นจับมือผมแล้วบีบเบา ๆ ผมคิดว่าแม่เองก็คงจะพอรู้เรื่องราวของผมผ่านนิลกาฬมาบ้างแล้ว ไม่อย่างนั้นแม่คงต้องถามอะไรออกมาแล้วล่ะ แต่นี่แม่ก็ไม่ได้มีท่าทีสงสัยอะไรเลย ผมเลยคิดว่าแม่ต้องรู้เรื่องครอบครัวของผมแน่ ๆ


“ผมไม่เคยแกล้งน้องเลยนะ ถามเชนได้เลยครับ” นิลกาฬที่โดนกล่าวหารีบร้องแย้งทวงความยุติธรรมให้กับตัวเองทันที


“จริงเหรอเชน?” แม่หันมาถามพยานปากเอกอย่างผม


“ครับ พี่นิลช่วยผมไว้เยอะมากเลยครับ” ผมหันมองหน้านิลกาฬแวบหนึ่งก่อนจะหันมาตอบแม่ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ผมถูกนิลกาฬช่วยเหลือไว้หลายครั้ง ที่ผมรอดตายมาได้ก็เพราะนิลกาฬกับเพื่อนช่วยเอาไว้ ไม่อย่างนั้นผมคงกลายเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนไปแล้ว


“ดีแล้ว ดูแลกันดี ๆ นะ” แม่ว่าพร้อมยกมือขึ้นแตะไหล่ผมกับนิลกาฬคนละข้าง รอยยิ้มของแม่มันสวยงามมาก และสัมผัสของแม่ก็อบอุ่นมากเช่นกัน


“ทราบแล้วครับ” ผมกับนิลกาฬหันมองหน้ากันด้วยความตกใจปนแปลกใจที่เราพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


“เรามากินมื้อเช้ากันเถอะ” แม่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปยกถาดอาหาร


“ครับ” เราขานรับพร้อมกันอีกครั้ง แล้วทั้งผมและนิลกาฬก็หลุดเสียงหัวเราะออกมา


นิลกาฬรีบเข้าไปรับถาดอาหารจากมือแม่แล้วเดินไปที่โต๊ะกินข้าว ผมรีบเดินเข้าไปช่วยนิลกาฬจัดโต๊ะกินข้าวทันที แม่ยกถาดน้ำมา นิลกาฬเดินไปดึงเก้าอี้ให้แม่นั่งแถมยังบอกให้นั่งรอเฉย ๆ อีก พอแม่ทำท่าจะช่วยจัดโต๊ะ ก็ถูกนิลกาฬตวัดสายตามองดุ ๆ ทันที ผมยกยิ้มขำกับท่าทางของสองแม่ลูก รีบจัดโต๊ะกินข้าวให้เสร็จก่อนที่แม่ลูกเขาจะทะเลาะกัน คนลูกก็อยากให้แม่อยู่เฉย ๆ แต่คนแม่ก็อยากจะช่วย ก่อนกินข้าวเลยมีเรื่องวุ่นวายเล็ก ๆ ให้ได้เห็น


“กินเยอะ ๆ นะเชน” แม่บอกพร้อมตักไก่น้ำแดงมาใส่จานผม


“ขอบคุณครับ” ผมยกยิ้มด้วยหัวใจที่พองโต ความอบอุ่นแบบนี้ผมไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมรู้สึกถึงคำว่าครอบครัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่เรื่องนั้นมันไม่สำคัญแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ผมกำลังจะได้ครอบครัวใหม่ มีแม่ที่สวยและใจดี ส่วนพี่ชาย ไม่อยากมีเลยครับ เอาเป็นว่าผมมีความสุขที่ได้มีแม่อีกครั้ง และผมก็อยากที่จะมีแม่แบบนี้ต่อไปอีกนาน ๆ


“ต่อไปนี้เชนก็เป็นลูกชายของแม่อีกคนแล้ว ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาแม่นะ บ้านหลังนี้ยินดีต้อนรับเชนเสมอ” แม่บอกด้วยรอยยิ้มใจดี มีแวบหนึ่งที่ผมแอบคิดว่านิลกาฬช่างเหมือนแม่ของเขาจริง ๆ ความใจดี ความอ่อนโยน และความอบอุ่น นิลกาฬมีครบเหมือนที่แม่ของเขามีเลยล่ะ ไม่ใช่แค่หน้าที่คล้าย แต่นิสัยก็ยังเหมือนกันอีกด้วย


“ขอบคุณครับ” ผมยกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้ง ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะแค่นี้มันก็ดีแล้ว ผมไม่ได้คิดจะมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้จริง ๆ ผมแค่อยากมีใครสักคนให้ผมได้เรียกว่าแม่ ให้ไปหาได้ในเวลาที่คิดถึง และพูดคุยกันอย่างสนิทสนมและสนิทใจ ไม่รู้ว่าผมเรียกร้องมากไปหรือเปล่า


“แล้วแม่ก็ลืมลูกชายคนนี้เลยนะครับ” นิลกาฬที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นมาพร้อมท่าทางและน้ำเสียงงอน ๆ ผมแทบกลั้นขำไม่ทันตอนที่เห็นนิลกาฬยกมือขึ้นกอดอกแล้วทำหน้าบึ้งเหมือนเด็กสามขวบ


“อย่ามาทำเป็นใจน้อยหน่อยเลย ตัวก็โต แต่ขี้น้อยใจจัง” แม่แสร้งทำเสียงดุใส่แต่ก็ยื่นมือไปตักผัดผักใส่จานให้ลูกชายตัวโตที่กำลังงอนเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่


“โธ่ แม่ครับ” พอถูกแม่ว่าให้เข้าหน่อยก็โอดครวญทันที ผมอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางแบบนั้น ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นพ่อเทพบุตรเขาทำตัวงอแงเป็นเด็กแบบนี้ ปกตินี่เนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่เคยมีหลุดแบบนี้หรอก แต่อย่างว่าคนเรามักเป็นเด็กเสมอเวลาอยู่กับพ่อแม่ ต่อให้โตเท่าไหร่แต่ในสายตาของพ่อแม่ ลูกก็ยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ไม่เคยเปลี่ยน


นิลกาฬโชคร้ายที่เสียพ่อไป แต่เขาก็โชคดีที่มีแม่ที่รักเขามากขนาดนี้ ผมเองก็โชคดีที่ได้รู้จักนิลกาฬ และได้มาเป็นลูกอีกคนหนึ่งของแม่นิรา









-------------------------------------------------------------------











เบา นิลกาฬเบา เบา ๆ หน่อยนาย

ออกตัวแรงมากเลยนะ แม่เราก็เหมือนแม่เขาอะเนอะ

เป็นลูกแม่อีกคน เป็นครอบครัวเดียวกัน โอเค ๆ เข้าใจละ

อยากป้อนนมแล้วตบตูดกล่อมน้องเชนนอนจังเลยลูก

เวลาอยู่กับคนอื่นเราก็แมน ๆ เนอะ แต่พออยู่กับพี่เขาเราก็เป็นน้อง งุ้ย ๆ

ย้ำอีกครั้งว่าฟีลกู๊ดนะคะ กู๊ดมาก ๆ เลย เนอะ ๆ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 103 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

144 ความคิดเห็น

  1. #114 Feum23 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 14:13
    ตอนนี้อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆเลยค่ะ ฮือ
    #114
    0
  2. #35 lina2123 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มกราคม 2563 / 20:13
    เป็นแค่พี่น้องจริงๆหรอนิลกาฬ แค่พี่น้องไม่พอน้าาา
    #35
    0
  3. #28 Suni-Waew (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 00:25
    ล่อลวงน้องอ่ะ
    #28
    0
  4. #27 Anelta (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 11:55
    เป็นแค่พี่หรอพี่นิล​ แล้วเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหมน้า555555
    #27
    0