จีบคนเถื่อน [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S] : Spin-Off

ตอนที่ 7 : จีบคนเถื่อน : 06

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,586
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 591 ครั้ง
    9 ธ.ค. 63






06




นิลกาฬ

---------------




เช้ารุ่งขึ้น


เมื่อคืนผมนอนไม่หลับ เอาแต่นอนคิดทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองทำลงไป คิดวนเวียนอยู่อย่างนั้นจนปวดหัว มีแค่แวบหนึ่งที่ผมผล็อยหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า แต่ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะแรงยวบที่เตียง เหมือนว่ามารุตจะเข้ามานอนในตอนที่ค่อนข้างจะดึกมากแล้ว ก่อนหน้านั้นเหมือนผมจะได้ยินเสียงเขาโวยวายมาจากข้างนอกห้องนอน ไม่รู้ว่าเขาทะเลาะอะไรกับไอริสอีกหรือเปล่า แต่นั่นมันก็เรื่องของเขา ผมนอนพลิกไปพลิกมาตลอดทั้งคืนจนรู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าข้างนอกก็เริ่มเปลี่ยนสีผมจึงลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาแล้วถือวิสาสะหยิบจับข้าวของในครัวของมารุตไปสักหน่อย


“ทำอะไรน่ะ?” เสียงร้องทักที่ดังขึ้นอยู่หน้าประตูห้องครัวทำให้ผมต้องละสายตาจากการทำมื้อเช้าง่ายๆ อย่างข้าวต้มหมูสับไปมองมารุตที่ยืนทำเท่กอดอกพิงขอบประตูอยู่


“ขอโทษที่ใช้ครัวโดยไม่ได้บอก” ผมผงกหัวขอโทษอย่างขอไปทีก่อนจะหันกลับมาสนใจหม้อข้าวต้มอีกครั้ง


ยังดีที่คอนโดนี้ยังมีของสดให้ผมได้ทำอะไรตอบแทนเจ้าของห้องเขาบ้าง จากการสำรวจภายในตู้เย็นไปก่อนหน้านี้ผมคิดว่ามารุตอาจจะมีแม่บ้านที่คอยซื้อของกินมาแช่ไว้ในตู้เย็นให้อยู่เป็นประจำ เพราะของแต่ละอย่างดูสดใหม่พอสมควร แต่ท่าทางของเจ้าของห้องกลับไม่น่าใช่คนประเภทนั้น


“ช่างเถอะ มึงทำอาหารเป็นด้วยเหรอ?” เขาไหวไหล่เบาๆ แล้วเดินเข้ามายืนมองหม้อข้าวต้มข้างๆ ผม


“พอได้” ผมตอบเขาไปตามความจริง จัดการปิดแก๊สแล้วหันไปหยิบชามมาตักข้าวเตรียมเสิร์ฟ มารุตเดินไปหยิบแก้วน้ำและขวดน้ำมาตั้งรอที่โต๊ะกินข้าว ส่วนผมก็ยกชามข้าวต้มไปเสิร์ฟ


“เป็นไง?” ผมลองถามดูหลังจากที่เห็นอีกฝ่ายนั่งกินข้าวเงียบไม่พูดไม่จาสักคำ


“ก็งั้นๆ”


“อืม” จะยังไงก็ช่าง แค่เขาไม่เทมันทิ้งก็ดีเท่าไหร่แล้ว ผมไม่ได้ว่าอะไรต่อทำเพียงแค่ตักข้าวกินต่อไปเงียบๆ เพื่อไม่ให้เป็นการขัดหูขัดตาเจ้าของห้อง


“เดี๋ยวออกเร็วหน่อยแล้วกัน กูจะพามึงไปดูรถก่อน” ระหว่างที่นั่งกินข้าวไปเพลินๆ มารุตก็พูดเตือนความจำของผมขึ้นมา


“ยังไม่ได้เรียกช่างให้มาเปลี่ยนล้อให้เลย” ผมลืมไปเสียสนิทว่ารถผมยางแบนทั้งสี่ล้อ


“กูรู้จักช่างอยู่ เดี๋ยวโทรคุยให้” เขาว่าพลางลุกขึ้นไปตักข้าวต้มในหม้อเพิ่ม เชื่อแล้วล่ะว่ากินเยอะจริง


“จริงๆ ก็ใจดีนี่นา” ผมพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว มือก็คนข้าวต้มในชามไปด้วย ยิ่งเขาดีกับผมมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น


“มึงว่าอะไรนะ?” เหมือนมารุตจะไม่ได้ยินในสิ่งที่ผมพูดเขาเลยยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม นี่ไง เขาไม่ระวังตัวอีกแล้ว มีอย่างที่ไหนนึกจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้คนอื่นก็พุ่งเข้ามาเลยแบบนี้น่ะ บ้าจริงๆ เลยผู้ชายคนนี้


“เปล่า ใจคอจะไม่เรียกเราว่าพี่จริงๆ เหรอ?” ผมเอนตัวหลบแล้วแสร้งทำเป็นหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ ใครจะไปคิดว่าแม้แต่ตอนเพิ่งตื่นนอนผู้ชายคนนี้ก็ยังคงความดูดีเอาไว้ได้ ถึงรอบตัวผมจะเจอคนหน้าตาดีมาเยอะแล้วก็เถอะ แต่มารุตกลับเป็นคนในประเภทที่แตกต่างกันออกไป ผมเลยรู้สึกไม่ค่อยชินสักเท่าไหร่


“แค่ปีเดียว มึงอย่าเยอะได้ไหม?” เพียงแค่พูดไม่กี่ประโยคเขาก็หงุดหงิดเสียแล้ว เคยควบคุมอารมณ์หรือสีหน้าเป็นบ้างไหม?


“แต่คนอื่นจะมองนายไม่ดี” คงไม่ดีแน่ถ้าเขาต้องมาถูกต่อว่าเพราะผมเป็นต้นเหตุ


“เดือดร้อนแทน” เขาเบ้ปากล้อเลียนใส่ จนผมอดจะหมั่นไส้ไม่ได้


“ก็บอกว่าจีบอยู่”  เลยต้องแหย่อีกฝ่ายกลับให้หัวเสียต้อนรับเช้าวันใหม่เสียหน่อย


“มึงนี่มัน! ย้ำอยู่ได้ น่ารำคาญ!” และมันก็ได้ผล มารุตนั่งกระฟัดกระเฟียดหัวเสียเหมือนเด็กถูกขัดใจอีกจนได้


“...” ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพราะแค่นั้นมันก็สามารถทำให้ผมอมยิ้มได้แล้ว เพิ่งรู้ว่าการได้แกล้งแหย่ใครสักคนมันก็ทำให้เราอารมณ์ดีได้เหมือนกัน

 






หลังจากจบมื้อเช้าที่เกือบได้วางมวยกันมารุตก็เดินตึงตังเข้าห้องนอนไป เหลือแค่ผมที่เก็บถ้วยชามไปล้าง ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องทำงานบ้าน ถึงหน้าตาผมมันจะดูเหมือนลูกคุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็นก็เถอะ แต่เรื่องงานบ้านงานครัวผมก็ทำเป็นอยู่นะครับ พวกซักผ้ารีดผ้าอะไรพวกนี้ก็ทำได้ จริงๆ ออมม่ากับอาปาไม่ได้เลี้ยงเรามาแบบต้องให้คนอื่นมาทำให้ตลอด ถึงบ้านเราจะมีแม่บ้านแต่ลูกทุกคนในบ้านก็ต้องทำงานบ้านเป็นเพื่อที่จะได้สามารถเอาชีวิตรอดบนโลกใบนี้ได้ อย่างการเปลี่ยนยางรถยนต์ผมก็ทำได้ แต่ยางสำรองมันไม่ได้มีมากขนาดนั้น ผมเลยเปลี่ยนเองไม่ได้ พอจัดการเคลียร์ในห้องครัวเสร็จผมก็ไปอาบน้ำแต่งตัวบ้าง ชุดนักศึกษาที่ใส่ก็เป็นชุดของมารุตแหละครับ ขอยืมเขามาก่อนเดี๋ยวค่อยซักคืนให้


“กูโทรบอกช่างให้แล้ว เดี๋ยวเขาไปดูให้ตอนสิบโมง มึงค่อยไปดูตอนพักเที่ยงหรือไม่ก็หลังเลิกเรียนแล้วกัน” ระหว่างที่กำลังรอลิฟต์อยู่มารุตก็หันมาบอกกับผม


“อืม ขอบคุณนะ” ผมยิ้มรับบางเบาให้กับความใจดีของเขา


“ถ้าอย่างนั้นกูไปส่งมึงที่คณะเลยก็แล้วกัน”


“อื้อ” เขาเป็นคนดีจริงๆ นั่นแหละ


จากคอนโดของมารุตมาที่มหาลัยใช้เวลาไม่มาก ถึงจะเจอรถติดแต่เพราะเป็นมอไซค์เลยสามารถแทรกๆ มาได้ แถมฝีมือการขับรถของมารุตก็ไม่ธรรมดา ผมเลยวางใจให้เขาลัดเลาะไปตามทางได้


“ขอบคุณ” ผมส่งหมวกกันน็อคคืนให้กับเจ้าของแล้วเอ่ยขอบคุณจากใจจริง


“อืม”


ไม่คิดว่าคนที่ถูกพูดถึงในทางเสียๆ จะเป็นคนดีได้มากขนาดนี้ คงจะจริงอย่างที่กริชพูด เราจะเชื่อแค่เพราะได้ยินคนอื่นพูดมาไม่ได้ วันนี้ผมได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่ามารุตไม่ได้เป็นคนแย่อย่างที่ใครๆ กล่าวหา เขาดีกว่านั้นมาก น่าเสียดายที่เขาไม่เคยออกมาตอบโต้ถึงข่าวแย่ๆ พวกนั้น แต่อย่างมารุตก็คงไม่ใช่คนที่จะมาแคร์เรื่องภาพลักษณ์อะไรหรอก หวังว่าสักวันเขาจะถูกมองในแง่ดีบ้าง ผมรอให้มารุตขับรถออกไปก่อนถึงค่อยเดินเข้าตึกคณะไป ตลอดทางที่เข้ามาในมหาลัยตั้งแต่หน้าประตูจนถึงฟุตปาธหน้าคณะนิติฯ ผมก็รับรู้ได้ว่าเราถูกจับจ้องจากคนรอบข้างมากแค่ไหน แต่นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา ถ้าใครจะมานั่งใส่ใจเราก็คงห้ามไม่ได้ แต่ข่าวระหว่างผมกับมารุตก็คงถูกกระพือจากคนที่เห็นเหตุการณ์อย่างแน่นอน


“คุณรัชช์” เชนที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนจู่ๆ ก็เดินเข้ามาประชิดตัวผม ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นทำท่าจะคว้าเข้ามาที่หัวไหล่ของผม


“ค่อยคุยนะ” ผมเบี่ยงตัวหลบแล้วเดินนำขึ้นตึกไป ผมรู้ว่าเชนต้องการจะพูดถึงเรื่องอะไร แต่ผมยังไม่อยากมาทะเลาะกับเขาตอนนี้ ให้มันผ่านไปสักพักก่อนเผื่อเขาจะใจเย็นลงบ้าง

 

“ทำไมถึงมากับมารุตได้ล่ะคุณรัชช์” คล้อยหลังอาจารย์ประจำภาควิชาเดินออกไปกรินก็รีบคว้าแขนผมเอาไว้แน่นแล้วเริ่มทำการซักถามทันที


“ก็...” ผมชะงักแล้วกลืนคำที่จะพูดลงคอไป


“อะไร?”


“วันนี้ไม่ได้เอารถมา แล้วบังเอิญเจอกันหน้ามหาลัยน่ะ มารุตก็เลยให้ติดรถมา” ถ้าพูดความจริงออกไป เรื่องคงไม่จบง่ายๆ แน่ ยิ่งเป็นเชนด้วยแล้ว เขาคงไม่ยอมอยู่เฉย


“หมอนั่นใจดีขนาดนั้นเชียว” กรินทำหน้าไม่เชื่อกับสิ่งที่ผมพูด


“เขาก็ไม่ได้เลวร้ายนะ” พยายามบอกในสิ่งที่ได้เจอมากับตัวให้เพื่อนๆ ได้รับรู้


“เหอะ!” ผมหันไปสบตากับเชนแต่เขากลับสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นแทน ผมอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่เชนก็เดินออกจากห้องไปก่อน กรินหันมามองหน้าผมอย่างขอความเห็น ผมเลยพยักหน้าให้กรินเดินตามเชนออกไป ถึงผมตามไปตอนนี้เขาก็คงไม่คุยกับผมอยู่ดี เชนไม่เคยเป็นอย่างนี้ ผมเลยรับมือกับเขาในสถานการณ์ตอนนี้ไม่ถูก


“คุณรัชช์”


“หืม?” ผมที่กำลังจะเดินตามเพื่อนๆ ออกไปก็ถูกไทม์เอื้อมมือมารั้งที่ข้อมือเอาไว้เสียก่อน


“ขอบคุณนะ” เขาว่าออกมาอย่างนั้น


“อืม” ผมไม่ต้องเสียเวลาคิดนานเลยว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ ยังไงก็คงไม่พ้นเรื่องมารุตกับไอริสอยู่แล้ว ไทม์กำลังคิดว่าที่ผมทำไมไปก็เพื่อช่วยเขา ใช่ ที่ผมทำไปทั้งหมดก็เพื่อช่วยเขา แต่ตอนนี้ผมเริ่มอยากหยุดทุกอย่างแล้ว ผมไม่ได้พูดอะไรกับไทม์ต่อ ทำเพียงแค่ยิ้มให้เขาบางๆ อย่างเช่นทุกทีแล้วเดินนำออกไป

 





 “คุณรัชช์ไม่ได้เอารถมา แล้วจะไปโรงยิมยังไง?” พอเดินลงมาถึงข้างล่างไทม์ก็พูดขึ้น มันทำให้ผมเพิ่งรู้ตัวว่าผมลืมคิดเรื่องนี้ไปอีกแล้ว


ให้เราไปส่งไหม?” เชนอาสา แต่ผมยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเขาตามลำพัง ผมยังไม่อยากให้อะไรๆ มันเปลี่ยนไป โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของพวกเรา


ไม่เป็นไร เอ่อ นั่นพี่นิล เดี๋ยวเราขอติดรถพี่นิลไปก็ได้ถือว่าโชคยังเข้าข้างผมอยู่บ้างถึงได้หันไปเจอกับพี่นิลที่เพิ่งเดินออกมาจากตึกคณะพอดี


อ่า ถ้าอย่างนั้นเจอกันพรุ่งนี้นะกรินหันไปมองตามนิ้วของผมที่ชี้ไปยังร่างสูงที่กำลังยืนคุยกับเพื่อนอยู่แล้วก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย


อื้อผมรีบก้าวเท้าไวๆ ออกมาเพื่อเลี่ยงที่จะตอบคำถามหรือสบตากับเชนอีก


พี่นิลครับ!” พอเห็นคนตัวสูงกำลังจะเดินตรงไปที่ลานจอดรถ ผมก็รีบวิ่งไปคว้าแขนหนาเอาไว้


อ้าว รัชช์พี่นิลหันมามองอย่างแปลกใจที่อยู่ดีๆ ผมก็เข้าไปทักเขาอย่างถึงเนื้อถึงตัวอย่างที่ไม่ค่อยเป็นบ่อยนัก


จะไปโรงยิมเลยหรือเปล่าครับ?” ผมยิ้มแก้เก้อแล้วดึงมือของตัวเองกลับมา ผมเป็นพวกติดสกินชิพบางครั้งเลยเผลอตัวไปบ้าง ถึงพี่นิลจะเคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้มาบ่อยแล้วก็เถอะ แต่เขาก็คงไม่ชินกับมันเท่าไหร่หรอก


อืม ทำไมเหรอ?”


ขอติดรถไปด้วยได้ไหมครับ?”


ได้สิ ว่าแต่ไม่ได้เอารถมาเหรอ?” พี่นิลดูจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ได้ยินอย่างนั้น ถึงจะขึ้นรถโดยสารเป็นแต่ก็น้อยครั้งที่ผมจะไม่เอารถมา ยิ่งช่วงที่ต้องซ้อมบาสผมมักจะเอารถมาด้วยตลอดเพื่อที่จะได้สะดวกในการเดินทาง และผมคิดว่าเรื่องนี้พี่นิลน่าจะรู้ดีกว่าใคร


ไม่ได้เอากลับตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับผมบอกไปตามความจริง ยังไงก็โกหกไม่ได้หรอก เพราะพอไปถึงโรงยิมก็ต้องเห็นรถผมจอดอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว


ทำไมล่ะ?”


รถผมโดนปล่อยลมยางสี่ล้อ เพิ่งเรียกช่างมาเปลี่ยนเมื่อตอนสายนี้เองครับพอขึ้นมาบนรถได้ผมก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟัง เรื่องนี้ผมคงไม่ปิดบังพี่นิล เขาเป็นเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถให้คำปรึกษากับผมได้


โดนแกล้งเหรอ?”


คงจะเป็นอย่างนั้นล่ะครับ


เฮ้อ กูเตือนมึงแล้วนะรัชช์พี่นิลหันมามองผมแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปจ้องถนนเบื้องหน้า


ครับผมคงโต้เถียงอะไรไม่ได้ ทั้งหมดที่เป็นแบบนี้ก็เพราะผมทำตัวเองทั้งนั้น


รัชช์...” พี่นิลทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง


พวกน้องๆ มาแล้ว รีบไปเปลี่ยนชุดกันเถอะครับผมเหลือบไปเห็นรถหลายคันที่จอดอยู่หน้าโรงยิมจึงรีบเอ่ยขัดขึ้น ผมรู้ว่าพี่นิลกำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร แต่ผมยังไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนั้นในตอนนี้


อืมแม้จะดูขัดใจแต่พี่นิลก็ยอมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย 

 





รัชช์ กูมีธุระ ต้องรีบกลับ มึงคุมน้องต่อที หรือจะปล่อยกลับเลยก็ได้ กูไม่ว่าระหว่างที่กำลังซ้อมกันอยู่ พี่นิลก็วิ่งเข้ามาหาผมในสนามด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด ผมหยุดชะงักแล้วหันไปมองสบตากับอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง


ครับ เดี๋ยวอีกสักครึ่งชั่วโมงจะปล่อยน้องแล้วครับแต่ความปากหนักของผมทำให้ผมไม่ได้เอ่ยปากถามออกไปว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้ว่าระหว่างเรา ผมจะมีสิทธิ์ถามออกไปไหม? ไม่รู้ว่าถ้าเอ่ยปากถามไปแล้วจะดูก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเกินไปหรือเปล่า?


อืม ฝากด้วยนะ


ครับ


พี่นิลยื่นมือมาตบไหล่ผมเบาๆ แล้ววิ่งออกจากโรงยิมไป ผมหันกลับมาซ้อมบาสกับคนอื่นๆ ต่อ จนถึงเวลาที่ผมคิดว่าควรจะกลับได้แล้วจึงบอกให้ทุกคนเก็บของและแยกย้ายกลับบ้านได้ ผมเดินตรวจเช็คความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินมาที่รถของตัวเอง


!!!


ทำไมเป็นแบบนี้!?


ผมอยากจะร้องโวยวายดังๆ ให้สาสมกับสภาพรถคันโปรดในตอนนี้ มือเรียวยกขึ้นลูบไปตามรอยกรีดที่มีอยู่รอบคันรถอย่างสั่นเทา โกรธจนสั่นไปหมด เมื่อวานก็โดนปล่อยลมยางจนแบนแต๊ดแต๋ไปสี่ล้อ วันนี้ก็เล่นซะเละทั้งคันเลยนะ! ผมยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองอย่างหัวเสีย นี่แค่สองวันหลังจากที่ผมประกาศจีบมารุตไปก็โดนเล่นงานขนาดนี้แล้ว ถ้าวันที่สามหรือสี่รถผมไม่หายไปทั้งคันเลยเหรอ? ผมเดินสำรวจดูรอบๆ รถของตัวเองแล้วก็ถึงกับต้องกุมขมับ ค่าซ่อมบานเบอะแน่


เอ๊ะ! นั่นกระดาษอะไร?


ผมเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่เหน็บอยู่ตรงที่ปัดน้ำฝนขึ้นมาดู


เลิกยุ่งกับมารุตซะ!!!


ในกระดาษเอสี่แผ่นนั้นมันถูกเขียนด้วยปากกาสีแดงเข้ม ข้อความตัวใหญ่แทบเต็มกระดาษแสดงถึงความต้องการอย่างชัดเจน ผมกำกระดาษในมือแน่นอย่างโมโห ไม่ผิดจากที่คิดไว้จริงๆ เรื่องนี้มันเกี่ยวกับมารุตโดยตรง ผมพรูลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาใครบางคนที่น่าจะพอช่วยผมได้ในตอนนี้


ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด


(“จะให้กูไปช่วยอะไรอีกล่ะ?”) รอไม่นานปลายสายก็กดรับแถมยังส่งเสียงทักทายมาได้น่าโมโหอีกด้วย


ขอเบอร์กับที่อยู่ของอู่ซ่อมรถหน่อยในตอนนี้ผมต้องการความช่วยเหลือจากมารุตเพียงเท่านี้


รถผมยังใช้งานได้อยู่ แค่รอบคันมันดูเละไปนิดหน่อย จริงๆ ก็ไม่นิดหรอก ก็เละตั้งแต่ฝากระโปรง กันชนหน้า-หลัง กระโปรงท้าย พูดง่ายๆ คือไม่มีที่ตรงไหนจะอยู่รอดปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย


(“รถเป็นอะไร?”) มารุตถามออกมาอย่างแปลกใจ


อืม ถ้าผมเป็นเขาก็คงจะแปลกใจไม่ต่างกัน ใครมันจะซวยต้องเรียกหาช่างมาซ่อมรถถึงสองวันติดแบบผมกันล่ะ


โดนกรีด เละทั้งคันผมตอบกลับอย่างเซ็งๆ มืออีกข้างก็ขยำกระดาษที่อยู่ในมือจนยับยู่ยี่ไปหมด


(“เดี๋ยวแชร์โลเคชั่นไปให้”)


ขอบคุณ


ผมกดตัดสายแล้วเข้าไปนั่งในรถ ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีไลน์ของมารุตก็เด้งขึ้นมา ผมกดเข้าไปดูก็เห็นว่าเขาแชร์โลเคชั่นมาให้เรียบร้อยแล้ว จึงกดเข้าไปดูก็เห็นว่าตำแหน่งของอู่ซ่อมรถอยู่ไม่ไกลจากมหาลัยแถมยังเป็นทางผ่านไปบ้านผมอีกด้วย ผมเลยตั้งให้มันนำทางไปยังอู่และขับออกไปอย่างรวดเร็ว นับว่าคนที่ทำเรื่องนี้เก่งมาก เขาสามารถทำให้ผมโมโหได้ทั้งที่ผมไม่ใช่คนใจร้อน ขนาดผมกลับไม่ได้ดึกอะไรเลย ท้องฟ้าเพิ่งจะเปลี่ยนสีไปได้ไม่นานเอง แต่อาจเป็นเพราะตำแหน่งที่ผมเอารถไปจอดมันเป็นมุมอับ คนที่ทำเรื่องนี้ถึงได้กล้าและย่ามใจถึงขนาดนี้


ผมคงปล่อยเรื่องนี้ไว้ไม่ได้ แต่อาจต้องรอเวลาอีกสักหน่อย 

 





ระหว่างทางที่กำลังไปที่ร้านผมลองโทรเข้าไปที่อู่เพื่อสอบถามเวลาเปิด-ปิดและพูดคุยถึงเรื่องรถของผมที่กำลังจะเอาเข้าไปซ่อม ขับมาตามทางเรื่อยๆ ไม่นานก็มาถึงอู่ซ่อมรถขนาดใหญ่ที่มีทั้งลูกค้าและช่างเดินไปมากันอยู่เต็มไปหมด


เละเอาเรื่องเลยนะครับช่างวัยกลางคนเดินเข้ามาสำรวจรถของผมแล้วก็หลุดสีหน้าตกใจออกมา ผมทำได้แค่ยิ้มรับบางๆ เพียงเท่านั้น


จะใช้เวลานานหรือเปล่าครับ?”


ประมาณสองอาทิตย์ครับก็เละขนาดนั้น จะใช้เวลาหน่อยก็คงไม่แปลก


ถ้าอย่างนั้นช่วยตรวจเช็คสภาพรถให้ด้วยนะครับผมใช้รถคันนี้มาตั้งแต่ที่เข้าปีหนึ่งไม่เคยได้เปลี่ยนเลย ปกติก็จะให้คนขับรถที่บ้านเอารถไปตรวจเช็คสภาพให้ แต่ไหนๆ ก็มาถึงอู่แล้ว ตรวจไปทีเดียวเลยละกัน


ได้ครับ


เฮีย! เห็นโทรศัพท์ผมไหม?”


อยู่ในห้องทำงานกู


เออ อ้าว มึง!ผมหันไปตามเสียงที่ร้องโหวกเหวกโวยวายอยู่ทางข้างหลังก็เจอเข้ากับ


มารุต


มาทำอะไร?” ร่างสูงเดินเข้ามาหาผมด้วยความสงสัย ผมไม่ได้ตอบอะไรแต่ยกมือขึ้นชี้ไปทางรถของตัวเองที่มีช่างหลายคนมาเดินวนๆ ดู


อื้อหือ เขาคงเกลียดมึงมากพอเห็นสภาพรถของผม มารุตก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ


คงงั้น


รู้จักกันด้วยเหรอ?” ผู้ชายด้วยสูงใหญ่ที่ดูจะอายุมากกว่าพวกเราไม่เท่าไหร่เดินเข้ามาทักด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร ผู้ชายคนนี้ก็คือคนที่มารุตตะโกนร้องเรียกว่าเฮียเมื่อกี้ เขาเดินเข้ามาหาพวกเราพร้อมเอาโทรศัพท์เครื่องหรูมาส่งให้มารุต


ครับคนที่ตอบกลับไปเป็นมารุต ผมทำเพียงแค่ยิ้มให้อีกฝ่ายเพียงเท่านั้น จากท่าทางที่ช่างทั้งอู่ดูจะนอบน้อมและให้เกียรติแล้ว ผู้ชายตัวสูงคนนี้คงจะเป็นเจ้าของอู่แน่ๆ


ถ้างั้นมึงก็ไปส่งเขาหน่อยสิมารุต ไหนๆ ก็รู้จักกันและประโยคนี้ก็ทำเอาผมหุบยิ้มฉับ


ห๊ะ!? ผมเหรอ!?” คนถูกใช้ร้องโวยลั่นจนคนทั้งอู่หันมามองเป็นตาเดียว


เออ ก็รถคุณเขาต้องอยู่ที่นี่ตั้งสองอาทิตย์ มึงไปส่งเขาที่บ้านหน่อย ยังไงเขาก็ลูกค้ากู


แล้วเกี่ยวอะไรกับผม?”


ครั้งก่อนที่มึงไปเสยฟุตปาธกูยังไม่ได้บอกพ่อมึงนะ


ขู่กูตลอดเลยจ้า~”


อย่าพูดมาก รีบๆ ไป


มารุตลากคุณเจ้าของอู่ไปยืนคุยกันที่มุมหนึ่งของของร้าน แต่มันก็ไม่ได้ไกลจากที่ผมยืนมากนัก และผมก็ได้ยินพวกเขาคุยกันอย่างชัดเจน เห็นมารุตพยายามโต้เถียงอยู่แต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายเขาก็เดินหน้าบึ้งตึงเหมือนเด็กถูกขัดใจเข้ามาหาผม


จ่ายค่าน้ำมันให้กูด้วย!นั่นคือสิ่งที่เขาพูดกับผมก่อนจะเดินตึงตังออกไปที่หน้าร้าน


ขี้งกเนอะผมเดินตามหลังเขาไปติดๆ พร้อมพูดขึ้นลอยๆ แต่ก็จงใจให้อีกฝ่ายได้ยินด้วย


ไอ้ห่านี่!” และเป็นอย่างที่คิดไว้ โดนด่ากลับจนได้ ผมหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ได้คิดมากอะไร ออกจะเฉยๆ เสียด้วยซ้ำ นานๆ มีคนที่พูดหยาบๆ ใส่บ้างมันก็รู้สึกแตกต่างดีเหมือนกัน 



---------------



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 591 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

569 ความคิดเห็น

  1. #568 Chana1996 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 13:31
    สงสารคุณรัชแงงงง
    #568
    0
  2. #561 chdhu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 00:42

    เชนรึป่าวอะ

    #561
    0
  3. #509 Khun Noo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 01:09
    คุณรัชเนี่ยเมะแน่ๆ
    #509
    0
  4. #388 ffevelyn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:42
    น่ารักแบบแปลกๆ55555555555 ทำไรไม่ได้ขึ้นเสียงใส่ตลอด เหมือนเดฌกดื้ออ่ะ ฮึ่ยยยย น่าหยิก
    #388
    0
  5. #340 linonan_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:57
    อยู่กับรุตแล้วรัชช์ดูยิ้มบ่อย หัวเราะบ่อยดีนะ

    .///.
    #340
    0
  6. #164 Lc.Jw (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 16:52

    ร้ายอย่างเทอ ต้องเจออย่างฉัน55555

    #164
    0
  7. #155 jjingg. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 13:34
    ใครกันช่างแกล้งขนาดนี้;-;
    #155
    0
  8. #114 Khammii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 08:06
    ดูกล้องวงจรปิดดดดเลย
    #114
    0
  9. #97 K24J28 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 20:27
    แจ้งความได้มะ เล่นเเบบนี้เยอะเกิ้นไปป่ะ
    #97
    0
  10. #19 RTPP1444 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กันยายน 2561 / 16:08
    น่ารักๆ
    #19
    0
  11. #18 zsmile2 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 21:42
    ชอบๆๆๆ น่ารักกก
    #18
    0
  12. #17 markbam55 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 22:50
    น่ารัก555
    #17
    0
  13. #16 GG.Garn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 15:07

    ชอบบบบ...จาเอาคุณรัชช์ คนนี้ๆๆๆ

    #16
    0
  14. #15 aomkikiko (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 14:30
    ชอบเรื่องนี้อ่ะ
    #15
    0
  15. #14 Hyubi (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 14:22
    ไอริสแน่ๆ ชัว
    #14
    0