จีบคนเถื่อน [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S] : Spin-Off

ตอนที่ 34 : ตอนพิเศษ : คนของพี่ & บอสของผม (2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 230 ครั้ง
    16 มิ.ย. 62





ตอนพิเศษ


คนของพี่ & บอสของผม (2/2)







---------------


อ้าว ข้าวปั้น ไหนว่าจะไปดูขนม ไม่เห็นได้อะไรเลย


มันไม่ถูกใจน่ะครับ เลยไม่ได้ซื้อมา


เหรอ


พอกลับมาถึงที่สตูดิโอผมกับมารุตก็เอาของที่ทุกคนฝากซื้อมาแจกจ่ายจนครบคน เนยที่นั่งคุยหัวเราะคิกคักเข้ากันได้ดีกับน้องๆ ที่เป็นดาวอีกสองคนหันไปทักข้าวปั้นที่เดินหน้านิ่งไร้อารมณ์เข้ามาตามหลังผมกับมารุต ผมเหลือบหางตาไปมองเด็กคนนั้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรบวกกับถูกมารุตลากให้ไปนั่งตรงเก้าอี้ที่ว่างด้วย ความสนใจทั้งหมดของผมจึงถูกดึงมาที่มารุตแทน


เดี๋ยวหลังพักจะถ่ายแยกชายหญิงนะ เนื่องจากผู้หญิงมีน้อยเราจะถ่ายผู้หญิงรวมไปเลย ส่วนผู้ชายก็จะมีถ่ายรวมแล้วก็แยกเป็นสอง สาม คือ คู่แฝด คุณรัชช์มารุตแล้วก็ข้าวปั้น หลังจากนั้นถึงจะสลับเป็นแฝดคุณรัชช์ มารุตข้าวปั้น


ต่อด้วย แฝดมารุต คุณรัชช์ข้าวปั้น และปิดท้ายที่ แฝดข้าวปั้น มารุตคุณรัชช์


ผมและกลุ่มดาวเดือนทั้งหลายหันมองหน้ากันตาปริบๆ จะว่างงมันก็งง แต่จะว่าไม่งงมันก็ไม่งง คือสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ต่างกันก็น่าจะประมาณว่า เพื่ออะไร? ชีวิตต้องยุ่งยากและวุ่นวายขนาดนั้นเลยเหรอ? ผมไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้วว่าจะต้องถ่ายกับใครหรือถ่ายยังไง แต่ถ้าเราถ่ายน้อยงานเราก็จะเสร็จเร็ว ถ้าถามว่าคนอย่างผมขี้เกียจเป็นไหมก็ตอบได้เลยว่าตอนนี้ก็ขี้เกียจอยู่ มารุตที่ได้ยินว่าจะต้องถ่ายคู่กับข้าวปั้นก็ทำหน้าเหมือนจะขาดใจตายแต่พอพี่วีวี่บอกว่าจะได้ถ่ายคู่กับผมด้วยก็ยิ้มกว้างกระดี๊กระด๊าขึ้นมาทันที ส่วนข้าวปั้น รายนั้นก็ดูจะพอใจอยู่ไม่น้อยที่จะได้ถ่ายคู่กับมารุต ผมว่าคงไม่ได้มีแค่ผมหรอกที่ดูออก มารุตเองก็คงพอจะรู้ตัว ก็เด็กคนนั้นออกตัวแรงเหลือเกิน ผมเห็นข้าวปั้นมองมารุตตั้งแต่ที่เรามาถึงกันแล้ว เขาพยายามเข้าหามารุตแต่เพราะคนตัวสูงเอาแต่ตัวติดกับผมเด็กคนนั้นเลยไม่มีโอกาส


ไป เริ่มเลย


การทำงานไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นไร้ซึ่งอุปสรรค ทุกคนตั้งใจทำงานเพื่อที่จะได้รีบกลับไปนอนพักผ่อน ระหว่างที่นั่งรอคิวถ่ายแต่ละคนก็สรรหาหัวข้อขึ้นมาพูดคุยกันฆ่าเวลา ผมเองที่นั่งมองมารุตถ่ายแบบคู่กับข้าวปั้นก็หันไปตอบคำถามของพวกพี่แฝดบ้างเป็นระยะ


ใกล้ไปไหมวะ?”


น้องเขาคิดว่าถ่ายภาพคู่รักอยู่เหรอ?”


ดูหน้ามารุต


เสียงของสตาฟที่ยืนอยู่ไม่ไกลพูดคุยกันทำให้ผมหันไปมองพวกพี่เขาก่อนจะกลับมาโฟกัสที่ความใกล้ชิดของมารุตกับข้าวปั้น ทั้งที่มันเป็นการถ่ายแบบธรรมดาแต่ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรุ่นน้องปีหนึ่งคนนั้นถึงต้องเข้าไปยืนเบียดมารุตถึงขนาดนั้น ทำเอาเด็กตัวโตของผมหน้าบึ้งตึงไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้างเลย


มารุต ยิ้มหน่อย พี่ที่เป็นช่างภาพร้องบอกนายแบบที่เอาแต่ทำหน้านิ่งไม่เลิก


คุณน้องรัชช์คะ ผมที่กำลังนั่งคิดอยู่ว่าจะสงสารหรือจะหัวเราะอีกฝ่ายดีก็ถูกพี่วีวี่เดินเข้ามาเรียก


ครับ?”


ช่วยไปยืนข้างๆ ตากล้องที นายแบบหน้าดุจนพี่เริ่มกลัวแล้วค่ะ ได้ยินอย่างนั้นผมก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วลุกขึ้นเดินตามร่างเพรียวบางของรุ่นพี่คนเก่งไปยืนข้างๆ พี่ที่เป็นช่างภาพของงานนี้


รุตพอเขาเห็นผมมายืนอยู่ตรงหน้าก็ยิ้มออกได้ รอยยิ้มของมารุตมันดูดีมากจนผมเองยังใจเต้นแรง ถ้าภาพของเขาถูกปล่อยออกไปเมื่อไหร่ ผมจะต้องตามหวงเขาจนเหนื่อยแน่ๆ ก็เล่นหล่อซะขนาดนี้


โอเค ดีมาก ใช้เวลาถ่ายต่ออีกไม่นานคู่ของมารุตกับข้าวปั้นก็ถ่ายเสร็จ


สลับเอาน้องผู้หญิงมาถ่ายต่อ ให้ผู้ชายไปพัก


ที่รักครับ ขอน้ำหน่อย หลังจากที่หลบมุมมาอยู่กันตามลำพังได้เจ้าเด็กที่โตแต่ตัวก็เข้ามาอ้อนผมทันที


คิ้วผูกกัน เห็นแบบนั้นแล้วเลยอดที่จะยื่นปลายนิ้วไปคลึงหัวคิ้วของอีกฝ่ายไม่ได้


รำคาญครับ ก็คงจะจริง หน้านี่งอเชียว


รำคาญเรา?” ผมแกล้งแหย่กลับไป


คุณก็รู้ว่าผมไม่มีทางรำคาญคุณ บทจะตรงก็ตรงจนใจกระตุกวูบ ไหนจะสายตาอ้อนๆ นั่นอีก


นี่ใช่คนเดียวกันกับคนที่จะต่อยผมเมื่อวันแรกที่เจอกันหรือเปล่าครับ?


เดี๋ยวก็ได้กลับไปพักแล้ว


คืนนี้นอนกับผมนะ


ต้องบอกคุณใหญ่กับคุณกลางก่อน ผมไม่ได้กลับบ้านมาประมาณสามวันได้แล้ว ไม่รู้ว่าถ้าขอค้างต่อจะโดนดุหรือเปล่า? ถึงแม้ว่าคุณกลางเองก็ติดแฟนมากเช่นกัน แต่กับผมนี่ไม่ได้เลยนะ อ้างว่าผมกับมารุตยังไม่ได้คบกัน มันดูไม่ดีที่จะไปค้างด้วยกันบ่อยๆ ผมก็ไม่อยากเถียงหรอกว่าทีตัวเองยังอยู่กับพี่มาวินตั้งหลายปีทั้งที่ก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน คิดว่าผมไม่รู้เหรอว่าระหว่างพี่มาวินกับคุณกลางเกิดอะไรขึ้นบ้าง อย่าให้ผมต้องแฉเลยไม่อย่างนั้นคุณกลางโดนคุณใหญ่ฟาดแน่


เดี๋ยวผมโทรไปบอกให้


โอเค


ให้มันน้อยๆ หน่อยคู่นั้น คนอยู่กันตั้งเยอะยังจะสร้างโลกส่วนตัวกันได้เนอะ


น้องมารุตอย่ามายุ่งกับผัวพี่ค่ะ ผัวขามาถ่ายแบบต่อเลยค่ะ


ครับ ผมหลุดหัวเราะออกมาให้กับสีหน้ายุ่งๆ ของคนข้างตัวที่ถูกขัดเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้


การทำงานของผมเริ่มขึ้นอีกครั้งและมันก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีหยุดพักเบรกกินข้าวกลางวันกันแปบหนึ่งแล้วก็เริ่มทำงานต่อ ที่เราต้องเร่งให้เสร็จไวๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าอยากกลับไปนอนพักที่ห้องแล้ว โชคดีที่งานนี้มีแต่คนเก่งๆ มาดูแลมันเลยใช้เวลาไม่มากนัก ทุกอย่างราบรื่นดีมากจนพี่เจนนี่ยิ้มกว้างไม่หุบ เล่นคุยโวกันไม่เลิก แถมในตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่คู่เดียวเท่านั้น


เอาล่ะ เรามาปิดท้ายที่คู่คนดังนะคะ


มารุตคุณรัชช์เชิญค่ะ!!!


หลบหน่อยเรือกูมา!”


“ไม้พายไม่ต้องเรือพี่ติดเครื่องยนต์ครับ!


ความเล่นใหญ่ของพี่เจนนี่มีคู่แฝดโอบอุ้มและโอบกอดเป็นคนตบมุข ผมได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ให้กับรุ่นพี่ทั้งสาม ก็รู้ว่าสนิทกันแต่ก็ไม่ต้องเล่นใหญ่เล่นโตขนาดนี้ก็ได้ ถ้าผมจะถูกเกลียดหรือถูกเหม็นขี้หน้าก็ให้รู้ไว้เลยว่าเพราะพี่พวกนี้แหละ


ขอแบบธรรมชาติเลย อยากโพสท่าไหนก็โพสไปเลย


อื้อหือ เรียลเว่อร์


อยากละลายกับสายตาของมารุต


ตายๆ รอยยิ้มคุณรัชช์คือดีมาก


น่ารัก~”


ผมอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับกับความเล่นใหญ่และชงไม่เลิกของทุกคนที่ร่วมงานกันในวันนี้ โมเม้นแค่สิบแต่ชงกันเกินร้อย ผมกับมารุตนี่แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กองอวยเขาทำงานดีเหลือเกิน ยังไงก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ชงกันหนักถึงขนาดนี้ ชงกันจนแก้วแตกไปเลยครับ ทำเอาผมเขินจนไม่กล้าหันไปมองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เลย


“ขอบคุณสำหรับวันนี้มากนะคะ ทุกคนทำได้ดีมาก เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ ถ้างานเสร็จเราก็จะเจอกันวันสุดท้าย แต่ถ้าไม่ก็เจอกันจนกว่างานจะเสร็จนะคะ โอเคแยกย้ายได้ค่ะ” สิ้นเสียงของพี่วีวี่พวกเราทุกคนก็แทบจะร้องเฮออกมาด้วยความดีใจ แต่ที่เรายังยั้งตัวเอาไว้ได้ก็เพราะว่าพรุ่งนี้ยังมีถ่ายวิดีโอต่ออีกครับ ทุกคนได้แต่มองหน้ากันพร้อมส่งสายตาประมาณว่า พรุ่งนี้งานต้องเสร็จนะให้แก่กัน


“เหนื่อยไหม?” ระหว่างที่เก็บของเตรียมกลับบ้านกันอยู่มารุตก็เอ่ยถามผมขึ้นมา


“ไม่เท่าไหร่” ปวดหัวกับเสียงหวีดร้องของเหล่าชิปเปอร์มากกว่า


“กินอะไรดี?”


“ซื้อของเข้าไปทำไหม? อยากทำ” หันไปขอความเห็นจากคนข้างๆ ผมไม่ได้ทำอาหารนานแล้ว ถึงจะพอทำได้แค่บางอย่างแต่ก็อยากจะทำบ้าง คุณกลางเคยบอกไว้ว่าแค่ข้าวผัดง่ายๆ มารุตก็กินได้แล้ว ไม่ต้องทำอะไรหรูหราหรอก ผมเคยทำแบบนั้นนะแล้วมารุตก็กินได้ไม่มีบ่นสักคำ เลี้ยงง่าย น่ารักมาก


“โอเคครับ” เก็บของกันเสร็จแล้วก็ตกลงว่าจะแวะซื้อของสดเข้าไปด้วย


“พี่มารุตครับ” แต่ยังเดินออกมาได้ไม่เท่าไหร่ก็มีเสียงร้องเรียกเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลครับ


คนที่คุณก็รู้ว่าใครนั่นแหละ


“มีอะไร?” เสียงแข็งสุดๆ


“ผมขอติดรถไปลงที่หน้ามหาลัยหน่อยได้ไหมครับ?” สเต็ปช้อนตามองหน้าอ้อนนี่มันยังไงนะ?


“ถามรัชช์สิ มันไม่ใช่รถพี่” อ้าว มาโบ้ยให้กันเฉย


“เอาสิ แค่ข้างหน้าใช่ไหม?” ยังไงก็พี่น้องร่วมสถาบันล่ะนะ แถมยังทำงานด้วยกันอีก จะไม่ช่วยก็ดูใจร้ายนะ


“หรือพวกพี่จะใจดีไปส่งผมไหมครับ? หอผมอยู่ข้างๆ นี่เอง ถัดไปแค่สามซอย” ดวงตากลมโตตวัดมองผมอย่างท้าทายด้วยใบหน้าที่ดูใสซื่อขัดกับแววตาเหลือเกิน ผมมองสบตากับเด็กตรงหน้าอย่าง(พยายาม)ใจเย็น


“ก็ได้นะ ทางผ่านอยู่แล้ว ไปส่งน้องหน่อยสิรุต” ก่อนจะแค่นยิ้มออกมา เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอคนแบบนี้นี่แหละ แต่คิดว่าแค่นี้จะทำอะไรผมได้เหรอ? ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมาฟาดฟันกับคนอายุน้อยกว่าเพราะเรื่องผู้ชายเนี่ย แต่ถ้าต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องผู้ชายจริงๆ มันก็คงดูไม่ดีเท่าไหร่นัก


“ครับๆ” นี่ก็ตอบรับแบบขอไปที ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจคนที่มองตัวเองตาเยิ้มเลย


ผมเดินนำไปที่รถโดยมีมารุตเดินตามมาติดๆ ส่วนข้าวปั้นที่พยายามจะเดินให้ทันก็ต้องกึ่งวิ่งกึ่งเดินเพราะน้องเขาขาสั้น แฮะ ผมหมายถึงน้องเขาตัวเล็กน่ะ พวกตัวสูงๆ ขายาวๆ อย่างผมกับมารุตก็เดินกันปกตินะ แต่น้องเขาเดินตามไม่ทันเองก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ มาทันก็ทัน ไม่ทันก็กลับเอง ผมยกยิ้มให้กับความคิดร้ายๆ ของตัวเอง นานแล้วที่ผมไม่ได้มีความคิดที่ดูเหมือนเป็นพวกตัวร้ายแบบนี้ ครั้งสุดท้ายก็คงเป็นตอนที่มีเรื่องกับชินล่ะมั้ง


“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ” ข้าวปั้นเอ่ยเสียงหวานขอบคุณมารุตด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร


“ไม่เป็นไร” สารถีประจำตัวของผมตอบรับกลับไปโดยที่ไม่แม้แต่จะหันไปมอง


เสียงเปิดปิดประตูดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีเสียงเอ่ยลาเจ้าของรถอย่างผมเลยแม้แต่คำเดียว แล้วผมก็เพิ่งมาคิดได้ว่าตกลงผมยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าหรือเป็นวิญญาณที่น้องข้าวปั้นเขามองไม่เห็น ลองหยิกแขนตัวเองดูก็ยังรู้สึกว่ามีกายหยาบอยู่นะ แล้วทำไมน้องเขามองไม่เห็นผมล่ะ? อ๋อ ไม่ใช่ไม่เห็น แต่ไม่สนใจต่างหาก


“หน้ายุ่งเชียว” หันไปมองคนข้างตัวที่ตั้งใจขับรถอยู่เงียบๆ แล้วก็อดจะแซวไม่ได้ ดูท่าแล้วจะไม่ชอบน้องเขาอย่างรุนแรงเลยนะเนี่ย


“ดูก็รู้ว่าอ่อย”


“ไม่ชอบเหรอ?” ตัวเล็กๆ ขาวๆ แถมหน้าหวานแบบนั้น ผมยังมองว่าน่ารักเลย


“ผมชอบแค่ตอนคุณอ่อยเท่านั้น คนอื่นผมไม่สนใจหรอก” ใบหน้าหล่อหันมามองผมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะยื่นหน้ามากดจูบหนักๆ ที่ริมฝีปากของผมหนึ่งทีในตอนที่รถติดไฟแดงพอดี


“เหรอ~” ผมอมยิ้มเขินๆ กับการกระทำนั้น


ทุกการกระทำของมารุตไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือใหญ่โตมันมักมีอิทธิพลต่อผมเสมอ โดยเฉพาะต่อหัวใจ

 







วันต่อมา


“เอาล่ะ วันนี้ขอให้เต็มที่นะ ถ้าเสร็จเร็วเราก็จะไปเลี้ยงกันต่อ แต่ถ้าไม่เสร็จก็ทำจนกว่าจะเสร็จ”


“แล้วไม่มีเลี้ยงเหรอ?”


“เสร็จเมื่อไหร่ก็เลี้ยงเมื่อนั้นแหละ”


นี่คือค่าจ้างของงานนี้เหรอครับ? ไม่ต้องเดาเลยว่าจะพากันเดินเข้าร้านแบบไหน พวกพี่แฝดนี่ตาเป็นประกายระยิบระยับแล้วครับ เชื่อได้เลยว่ายังไงวันนี้งานก็เสร็จ


“คุณรัชช์”


“หืม?” เริ่มงานไปได้สักพักเนยก็เดินเข้ามาสะกิดผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


“เด็กที่ชื่อข้าวปั้นอะไรนั่นดูแปลกๆ นะ”


“แปลกยังไง?”


“อ่อยมารุตชัดเจนมาก”


“เป็นผู้หญิงน่ะ พูดจาไม่น่ารักเลย” ผมเอ็ดเนยเสียงดุ


“ก็เราพูดความจริง”


ผมเองก็รู้แหละว่าข้าวปั้นสนใจมารุตและพยายามเข้าหามากขนาดไหน ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ทำอะไรเลย จริงๆ ผมก็คอยจับตาดูอยู่ห่างๆ แต่เห็นท่าทางไม่สนใจติดจะรำคาญของมารุตแล้วผมก็เบาใจ ถ้าข้าวปั้นแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชอบมารุต มารุตเองก็แสดงออกอย่างชัดเจนเช่นกันว่าไม่ชอบข้าวปั้น 


“หนูเตือนข้าวปั้นหลายครั้งแล้วนะคะ แต่เขาไม่ฟังหนูเลย” น้องนิ้งที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนยื่นหน้าเข้ามากระซิบกับผมด้วยสีหน้าเจื่อนๆ


“ระวังเถอะ เดี๋ยวเจอดี” พี่โอบกอดเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยอีกคน


“คุณรัชช์จะทำอะไรข้าวปั้นหรือเปล่าคะ? คือยังไงเขาก็เพื่อนหนู หนูไม่อยากให้เขาเดือดร้อน” น้องนิ้งรีบร้องถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล


“พี่ไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้นนะครับ” ผมหัวเราะเบาๆ ในลำคอให้กับใบหน้าตื่นๆ ของรุ่นน้องร่วมสถาบัน


“อย่างคุณรัชช์เหรอจะทำ? ไม่มีหรอก มีแต่ไอ้หน้าเถื่อนนั่นแหละ ยังไม่เคยเจอฤทธิ์เดชของมันล่ะสิ?” แน่นอนว่าถ้ามีโอบกอดที่ไหนต้องมีโอบอุ้มที่นั่น พี่เขาทำงานกันเป็นทีมดีนะครับ


“พี่มารุตเขาน่ากลัวเหรอคะ?” น้องนิ้งเหล่ตาไปมองมารุตที่ยืนคุยอยู่กับพี่เจนนี่โดยมีน้องข้าวปั้นเข้าไปร่วมแจมด้วยอย่างกล้าๆ กลัวๆ


“ชื่อเสียงดังกระฉ่อนตั้งแต่วันแรกที่เปิดเทอม”


“ทำไมคะ?”


“ต่อยพี่ว้ากคณะตัวเองคางแตก”


“โหดร้ายที่สุด!


“ผมก็เคยโดนเขาต่อยนะ หมัดหนักมาก” ก็ไม่แปลกใจถ้าพี่ว้ากคณะเขาจะคางแตกได้ ผมยังโดนเขาต่อยจนหน้าช้ำเป็นดวงเลย  ดีนะหน้าไม่พัง


“ทำเป็นพูดดี ไอ้คนที่เรียนมวยไทยมาตั้งแต่เด็กน่ะเงียบปากไปเลย” แล้วก็โดนพี่โอบอุ้มตวัดตามามองดุๆ


“ใจร้ายจังครับ”


“ไอ้มารุตมันรู้ไหมว่ามึงตอแหลเก่ง” อ้าว ผมผิดอะไรล่ะครับเนี่ย?


“ผมไม่ใช่พี่โอบนะครับ”


“แหม เรียกแบบนี้นี่กระทบสองเลยนะเว้ย!” พี่แฝดหันมาถลึงตามองใส่ผมทันที


“ล้อเล่นครับ” ผมได้แต่ยิ้มแหยๆ ตอบกลับไป ขอไม่สู้กับคู่นี้นะครับ ถ้าพี่เขาผนึกกำลังกันเมื่อไหร่ผมแพ้แน่


“มัวแต่นินทาชาวบ้านอยู่ได้ ไปเตรียมถ่ายต่อได้แล้วค่ะคุณๆ ขา~”


“ไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ”


“ครับๆ”


เสียงร้องไล่ของพี่เจนนี่ทำเอาวงสนทนาของพวกเราแตกกันกระเจิงไปคนละทิศละทาง มารุตหันมามองหน้าผมอย่างงงๆ ว่าผมมายืนจับกลุ่มคุยอะไรตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมก็ไม่ได้เดินเข้าไปหาเขาเพราะต้องมาเตรียมตัวถ่ายงานต่อ เอาไว้จบงานค่อยคุยกันทีเดียวก็แล้วกันเนอะ

 







“โอเค คัท!


“เย้! เสร็จแล้วโว้ย!


“เนื่องจากงานเราเสร็จทันเวลา เพราะฉะนั้นสองทุ่มครึ่งเจอกันที่ร้านสองศูนย์หนึ่งแปดนะจ๊ะ”


“โอเค”


“ครับ”


“ค่ะ”


“แยกย้ายได้ค่ะ”


งานเสร็จปุ๊บคนก็แยกย้ายกันปั๊บ มารุตรีบลากผมออกมาโดยที่ยังไม่ทันได้ล่ำลาใครเลย เพราะเจ้าตัวเขาให้เหตุผลว่ากลัวจะมีสัมภเวสีขอตามติดขึ้นรถมาด้วย ผมเลยยกมือตีปากอีกฝ่ายไปที ปากร้ายอะไรขนาดนี้นะคนเรา ก็รู้ว่าไม่ชอบน้องเขาแต่ก็ไม่เห็นต้องไปว่าเขาขนาดนั้นเลย นิสัยเสียจริงๆ


“ขี้เกียจไปจังเลยครับ” พอกลับมาถึงห้องได้ร่างสูงใหญ่ของคุณเจ้าของห้องเขาก็พุ่งลงโซฟาทันที


“ปฏิเสธได้ที่ไหนล่ะ” ผมว่าพลางเดินเอาของไปเก็บให้เข้าที เอาของกินที่แวะซื้อกินรองท้องมาจัดใส่จานให้กับเจ้าเด็กตัวโตที่งอแงไม่เลิกตั้งแต่อยู่บนรถ ขับรถไปก็บ่นไป ทำเอาคนฟังอย่างผมยังเหนื่อยแทนเลย


“นั่นสิ วันนี้ไม่ต้องแต่งหล่อมากนะครับ หวง” แขนแกร่งสอดเข้ามากอดรอบเอวของผมในตอนที่กำลังจัดอาหารใส่จานอยู่ในห้องครัว


“ไม่แต่งเยอะก็หล่ออยู่แล้ว ลำบากใจจัง” ผมแสร้งถอนหายใจอย่างหนักอกจนคนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังหัวเราะออกมาจากดังลั่น


“โอ้โห เถียงไม่ออกเลยครับ” หันไปมองค้อนให้กับคำพูดที่ดูไม่จริงใจนั่นแล้วดันร่างหนาออกเบาๆ เพื่อให้เขาไปนั่งกินของกินเล่นที่เพิ่งซื้อมารองท้องไปก่อน เรื่องหิวนี่ก็บ่นตั้งแต่ถ่ายงานยังไม่เสร็จจนผมต้องแอบแวบออกไปซื้อของไว้ให้


“ไปอาบน้ำ จะได้เตรียมตัวไปกัน” หลังกินเสร็จผมก็ปล่อยให้เขานั่งเล่นไปสักพักพอเห็นว่าถึงเวลาที่ควรไปอาบน้ำได้แล้วเลยเดินไปดึงโทรศัพท์ออกจากมือของอีกฝ่าย ที่ทุกวันนี้โทรศัพท์ของผมแบตหมดก็เพราะมารุตเอาไปเล่นเกมนี่แหละ ผมแทบไม่ได้จับโทรศัพท์ของตัวเองเลย พอขอโทรศัพท์คืนเขาก็เอาของตัวเองมาให้ผมเสียอย่างนั้น ทั้งที่โทรศัพท์ผมกับเขาก็ยี่ห้อเดียวกันรุ่นเดียวกันแท้ๆ


“ไม่อาบพร้อมกันเหรอ?” เดินไปถึงหน้าประตูห้องนอนแล้วแท้ๆ ยังจะหันมาแหย่ผมอีก


“ห้องน้ำมีสองห้อง” ชี้นิ้วไปยังห้องน้ำอีกห้องที่อยู่สุดทางเดิน


“ว้า~ เสียดายจัง”


“คิดเรื่องลามกอยู่หรือไง?”


“ผมรู้ว่าคุณก็คิด”


“เราชอบซิกแพคของรุต” ผมหรี่ตามองใบหน้าคมก่อนจะเลื่อนสายตาลงมาที่หน้าท้องแกร่งพร้อมกระตุกยิ้มเบาๆ ที่มุมปากเป็นการเอาคืนคนตัวสูง แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ผมพูดก็คือความจริง ผมชอบหุ่นของมารุตนะ โดยเฉพาะซิกแพคที่เรียงตัวกันสวยอยู่ตรงหน้าท้องของอีกฝ่าย


“พูดแบบนี้ระวังเจ็บตัวนะครับ” แม้จะพูดคาดโทษผมแต่ใบหูทั้งสองข้างของเขากลับแดงก่ำอย่างน่าเอ็นดู


“ล้อเล่นน่า เราไปอาบน้ำแล้ว รีบๆ นะ เดี๋ยวไปสาย”


“รับทราบครับ”


ยกมือไล่อีกฝ่ายแล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่เตรียมเอาไว้เดินเข้าห้องน้ำ เสื้อผ้าของมารุตผมก็เตรียมไว้ให้นะ ต้องคุมเรื่องการแต่งตัวหน่อย เดี๋ยวแต่งหล่อเกินไปแล้วมีคนมาตามชอบตามปลื้มอีก ผมก็จะปวดหัวเพิ่มขึ้นอีก คนที่เหนื่อยที่สุดก็ไม่พ้นผมอยู่ดีนั่นแหละ

 







20.45 นาฬิกา


“เต็มที่เลยนะทุกคน”


“เฮ~”


ผมยกยิ้มบางๆ ให้กับเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานของเพื่อนร่วมงานในครั้งนี้ คนที่สร้างหัวข้อบทสนทนาใหม่ๆ ขึ้นมาได้ไม่ขาดก็คงจะเป็นพี่เจนนี่กับพี่โอบกอด แล้วมีพี่โอบอุ้มเป็นตัวรับส่งมุขให้ ใครบอกกันนะว่าพี่โอบอุ้มน่ะเงียบ จริงๆ ร้ายนี้เขาก็กวนประสาทพอๆ กับแฝดน้องแหละครับ แต่เขาแค่พูดน้อยกว่าเท่านั้นเอง ผมหันไปพูดคุยกับเนยบ้างและคนอื่นๆ บ้างเวลาที่ถูกถาม ส่วนมารุตก็นั่งเงียบไม่พูดไม่จากับใคร ก็เจ้าตัวเขาไม่อยากมานี่ครับ เลยอารมณ์ไม่ค่อยดี


“พี่มารุตไม่ดื่มเหรอครับ?” เสียงทุ้ม(ที่พยายามทำให้)หวานเอ่ยถามคนที่นั่งติดกับตัวเอง


ตอนที่ผมกับมารุตมาถึงพวกเด็กปีหนึ่งกับสตาฟบางส่วนยังไม่มากัน ผมเข้าไปนั่งติดกับเนยเพราะสนิทกัน มารุตก็มานั่งข้างๆ เป็นเรื่องปกติ เผลอแปบเดียวข้าวปั้นกับน้องนิ้งก็มา ผมเห็นแล้วล่ะว่าน้องนิ้งจะเดินเข้ามานั่งข้างมารุต คล้ายกับว่าจะกันข้าวปั้นออกจากมารุตแต่ก็ถูกข้าวปั้นดันออกให้ไปนั่งอีกฝั่งแล้วตัวเองก็นั่งข้างมารุตแทน


“ต้องขับรถ” มารุตตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง อาการที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากคุยทำเอาคนรอบข้างเริ่มหยุดบทสนทนาของตัวเองแล้วหันมามองอย่างระแวดระวัง ผมเองก็ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบพลางลอบดูปฏิกิริยาของคนข้างตัวไปด้วย กลัวอยู่อย่างเดียวคือมารุตหงุดหงิดแล้วอาละวาดนี่แหละ แต่เขายังไม่ได้ดื่มเลยสติยังอยู่ครบ ไม่น่าห่วงเท่าไหร่


“พี่เอารถมาด้วยเหรอครับ?”


“รถรัชช์”


“เอ่อ ทำไมพี่มารุตถึงเรียกชื่อคุณรัชช์เฉยๆ ล่ะครับ” ข้าวปั้นที่ได้ยินชื่อผมโผล่ขึ้นมาในบทสนทนาของตัวเองก็หน้าเสียไปแวบหนึ่งแต่ก็รีบปรับอารมณ์กลับมาแล้วถามในสิ่งที่เขาน่าจะคาใจมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว


“สนิทกัน”


“อ่า เหรอครับ” อ้าว นึกว่าจะถามต่อว่าสนิทกันระดับไหนเสียอีก


“ไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้” เสียงหวานใสข้างตัวผมดังโพล่งขึ้นมากลางวง ทำเอาทั้งกลุ่มหันไปมองหน้าเนยด้วยความตกใจปนขำกับการหักหน้าข้าวปั้นนี้


“เงียบๆ น่า” ผมเอ่ยดุคนข้างตัวที่หันไปหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจกับพี่เจนนี่ใหญ่


“ขอโทษจ้า~” ทะเล้นจริงๆ เลย


ไม่มีเสียงของข้าวปั้นที่ชวนมารุตคุยอีกหลังจากเจอท่าทีที่เฉยชาของมารุตเข้าไป หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะไม่สามารถดึงความสนใจของมารุตไปจากผมได้ก็ไม่รู้ เดี๋ยวก่อน ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ มารุตเป็นฝ่ายหันมาชวนผมคุยเองต่างหาก แก้วเหล้าของผมที่วางอยู่ถูกมือหนายื่นมาหยิบไปยกกระดกหน้าตาเฉย เรียกความสนใจจากเพื่อนร่วมโต๊ะได้เป็นอย่างดี แต่มันเป็นเรื่องปกติระหว่างเราไปแล้ว เวลามารุตออกไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนก็มักจะหนีบเอาผมไปด้วยแล้วดื่มแก้วเดียวกันเพื่อกันไม่ให้เขาดื่มเยอะ ทั้งที่ผมก็ขับรถพาเขากลับบ้านได้แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมปล่อยให้ผมทำอย่างนั้น ชอบอ้างว่าอยากดูแลผม แต่ก็ยกแก้วกระดกไม่หยุด เพื่อนๆ เขามักพูดอยู่เสมอว่ามารุตขี้ขิง ผมเองก็คิดว่าการที่มารุตอ้างเรื่องนู่นอ้างนี่เพื่อที่จะให้เราดื่มแก้วเดียวกันนี่จริงๆ แล้วจุดประสงค์คืออยากจะอวดนั่นแหละ


“ไปเข้าห้องน้ำนะ เดี๋ยวมา” พอนั่งไปสักพักผมก็เริ่มง่วง อาจเป็นเพราะทำงานเหนื่อยติดกันมาสองวันแล้วก็ได้ มันเลยรู้สึกเพลีย อยากจะนอน


“ไปเป็นเพื่อนนะ” มารุตที่ได้ยินผมบอกแบบนั้นก็ทำท่าจะลุกตาม


“ไม่เป็นไร ไปแปบเดียว จะไปล้างหน้าเฉยๆ ง่วง” ผมรีบเบรกเอาไว้ เห็นเขากำลังคุยกับพวกพี่แฝดติดลมเลยไม่อยากขัดให้เสียอารมณ์


“รีบมานะครับ”


“อือ”


กว่าจะเดินผ่านกลุ่มคนที่แออัดมาได้ก็ใช้เวลานิดหน่อย ไหนจะเจอคนรู้จักอีก หมายถึงเขารู้จักผมแต่ผมไม่รู้จักเขา งงนิดหน่อยที่ถูกขอถ่ายรูปเพราะผมเองก็ไม่ใช่ดารา แต่ก็ขัดไม่ได้ เห็นบอกว่าเป็นรุ่นน้องมหาลัยเดียวกันก็เลยคุยด้วยสักพักแล้วขอตัวแยกออกมา ผมยืนมองใบหน้าง่วงๆ ของตัวเองผ่านกระจกแล้วก็ได้แต่คิดว่าทำไมรุ่นน้องกลุ่มนั้นถึงยังบอกว่าผมหล่ออยู่ คิดไปก็เท่านั้นแหละ ยื่นมือไปกวักน้ำมาล้างหน้าตัวเองให้ตื่นเพราะนี่เพิ่งจะสามทุ่มครึ่งเอง จะขอตัวกลับก่อนตอนนี้ก็คงจะดูน่าเกลียด ต้องรอดูว่าพวกพี่ๆ เขาจะกลับกันกี่โมง แต่ถ้าดึกมากก็คงต้องขอกลับก่อนล่ะนะ พอออกจากห้องน้ำได้ก็ตรงดิ่งกลับไปยังที่โต๊ะของตัวเองทันที


กึก!


แต่ภาพตรงหน้ากลับทำเอาใจผมกระตุกวูบ ร่างเล็กที่สูงไม่น่าถึงร้อยเจ็ดสิบห้าเซนฯ ของข้าวปั้นกำลังนั่งคร่อมอยู่บนตักแกร่งของใครบางคนที่ผมรู้จักดี จะไม่ให้ผมรู้จักได้ยังไงก็นั่นมันมารุตนี่ ริมฝีปากของทั้งคู่แตะโดนกันอย่างแนบชิด หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือพวกเขากำลังจูบกันอยู่


พลั้ก!


แต่ก่อนที่จะได้มีใครร้องทักท้วงอะไร ฝ่ามือใหญ่ก็ผลักร่างของคนที่อยู่บนตัวออกอย่างแรงจนร่างเล็กๆ นั่นกระเด็นไปกระแทกกับโต๊ะ ใบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงจางๆ จากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด แต่เพราะทุกคนยังอยู่ในอาการตกใจอยู่เลยไม่มีใครทันได้เข้าไปรับร่างของข้าวปั้น


“ทำบ้าอะไรวะ!” เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวอย่างโกรธเกรี้ยว ใบหน้าหล่อคมแสดงสีหน้าที่น่ากลัวออกมาจนเพื่อนร่วมโต๊ะและโต๊ะข้างๆ ต่างพากันตกใจกลัวไปตามๆ กัน


“รุต” ผมเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่ที่ทำท่าจะเดินเข้าไปหาเรื่องคนที่ตัวเล็กกว่าเอาไว้ นิ้งรีบวิ่งเข้าไปประคองเพื่อนของตัวเองขึ้นมาทั้งที่ตัวเองก็กลัวจนตัวสั่น


ถ้าไม่ห้ามมารุตเอาไว้ ข้าวปั้นแย่แน่


“เล็ก!” มารุตที่หันมาเห็นผมก็ตกใจดวงตาที่โตอยู่แล้วก็เบิกกว้างขึ้นไปอีก


“ทำอะไร?” ผมถามออกไปพลางมองเขาสลับกับใบหน้าหวานที่ซีดเผือดจนไม่เห็นเส้นเลือดนั่นไปด้วย ในหัวก็ค่อยๆ คิด วิเคราะห์และประมวลผลของเหตุการณ์ที่ได้เจอ


“มันไม่ใช่นะเล็ก คือรุต...” ฝ่ามือใหญ่ยื่นมาคว้าตัวของผมเอาไว้แล้วพยายามที่จะอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น


“ผมชอบพี่มารุต!


“ถ้าเมาก็กลับไปนอน!” มารุตดูท่าจะโมโหมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ยังดีที่ผมคว้าแขนหนาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นมารุตคงเดินเข้าไปเอาเรื่องข้าวปั้นแน่


“ผมไม่ได้เมา ผมชอบพี่มารุต ชอบมากๆ” ข้าวปั้นเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ดวงตาจะสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวก็ตาม ใครบ้างจะไม่กลัว มารุตเวลาโกรธนี่ใครไปล้อเล่นด้วยได้หรือไง


“แต่กูมีคนที่ชอบแล้ว!


“ผมไม่สน! ผมชอบพี่! ผมจะเอาพี่มาเป็นของผมให้ได้!” ผมนี่แทบยกมือขึ้นกุมขมับกับคำโต้เถียงของรุ่นน้องปีหนึ่งเลย มันต้องไปสุดถึงเบอร์นั้นเลยเหรอ?


“ไอ้เด็กเหี้ย!” ร่างสูงทำท่าจะพุ่งเข้าไปหาคู่กรณีอีกรอบ แรงของมารุตในตอนโกรธมันมากจนผมไม่สามารถดึงรั้งเขาเอาไว้ได้ ร่างเล็กๆ ของข้าวปั้นตกใจสุดขีดจนเผลอก้าวถอยหลังไปชนกับโซฟาตัวยาวแล้วล้มลงไปนั่งด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม


“เฮ้ยๆ ใจเย็นก่อน” โชคดีที่พี่แฝดเข้ามาคว้าตัวเขาไว้ได้ทันก่อนที่คนหัวร้อนจะได้ลงไม้ลงมือกับคนตัวเล็กกว่า


“รุต” ผมเองก็ตกใจมากไม่ต่างกัน มารุตดูโกรธมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไหนจะความใจกล้าของข้าวปั้นอีก


“อย่ามาห้ามนะเล็ก!


“เดี๋ยวเราจัดการเอง” ผมบอกพร้อมยื่นมือไปลูบแก้มสากเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบให้เขาใจเย็นลง มารุตที่มีท่าทีฮึดอัดเมื่อกี้ก็ค่อยๆ สงบลง แต่คิ้วของเขายังคงไม่คลายตัวออกจากกันอย่างที่ควรจะเป็น ตอนที่ต่อยกันจนปากแตกน่ะก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาน่ากลัวขนาดนี้ ที่ครั้งนี้เขาเป็นมากถึงขนาดนี้อาจเป็นเพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ ยิ่งในตอนนี้ที่เรายังไม่ได้คบกัน มันก็ยังถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราค่อนข้างจะเปราะบาง เขาถึงได้กลัวว่ามันจะมากระทบถึงเรื่องของเราทั้งคู่


แต่เชื่อเถอะว่าความรู้สึกที่เรามีให้แก่กันมันไม่ได้อ่อนแอหรืออ่อนไหวขนาดนั้น


“น้องครับ น้องมีสติหรือเปล่า?” ผมที่เห็นว่ามารุตนิ่งลงแล้วเลยหันมาคุยกับข้าวปั้นเพื่อที่จะเคลียร์ให้มันจบๆ ไป


“ผมไม่ได้เมา” อีกฝ่ายว่าเสียงแข็งดวงตาก็แข็งกร้าวไม่ต่างกัน


“ถ้างั้นพี่จะถือว่าน้องมีสติครบถ้วนนะครับ”


“จะพูดอะไรก็พูดมาเถอะครับ!


“ไอ้เด็กเปรต!” มารุตที่เห็นว่าข้าวปั้นแสดงท่าทีที่ไม่ดีต่อผมก็อารมณ์เสียขึ้นมาอีกรอบ ถ้าไม่ได้พี่โอบกอดกันเอาไว้ล่ะแย่เลย แต่อย่าว่าแต่มารุตเลยที่ไม่พอใจผมเองก็เริ่มจะหัวร้อนขึ้นมานิดๆ แล้ว


“ฟังพี่ดีๆ นะครับ พี่ไม่สนหรอกว่าน้องจะชอบรุตมากน้อยแค่ไหน แต่ช่วยชอบอยู่เงียบๆ ได้ไหมครับ? พี่ไม่อยากมีปัญหากับน้อง” ผมว่าอย่างใจเย็น เรื่องที่ใครจะชอบใครผมคงไปห้ามไม่ได้ นั่นเป็นสิทธิ์ของเขา แต่สิ่งที่ข้าวปั้นกำลังทำอยู่ในตอนนี้มันไม่ถูกต้อง


“แล้วพี่มายุ่งอะไรด้วย!” ไปสุดจริงนะเด็กคนนี้


“ก็คนที่น้องจูบแล้วก็บอกชอบเมื่อกี้เขาเป็นคนของพี่ น้องมาทำแบบนี้มันออกจะเกินไปหน่อยนะครับ” ผมตวัดตามองร่างเล็กตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง ถ้าพูดดีๆ ด้วยแล้วไม่ฟังจะหัวร้อนแล้วนะ


“แต่พวกพี่ยังไม่ได้คบกัน ผมก็มีสิทธิ์” มันก็ถูก ผมกับมารุตยังไม่ได้คบกัน สถานะระหว่างเรามันอาจไม่ชัดเจนสำหรับคนอื่น แต่ไม่ว่ายังไงการที่น้องเขามาเที่ยวจูบคนอื่นแบบนี้ก็ไม่ถูกอยู่ดีนะครับ ถ้าเพียงแค่น้องเขาชอบมารุตเฉยๆ มันคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก


“น้องไม่เข้าใจเหรอครับ? ว่าต่อให้พวกพี่จะคบกันหรือยังไม่ได้คบกันมันก็ไม่ได้แตกต่าง เพราะยังไงเราก็เป็นของกันและกัน เจ้าของหัวใจมันไม่ได้อยู่ที่สถานะนะครับ


!!!


“เชี่ย!


“พ่อมาว่ะมึง”


“รอเหี้ยไรกันกราบพ่อสิวะ!


“อู้ย ผัวขา~”


“พี่ไม่อยากพูดอะไรมากเพราะเดี๋ยวจะหาว่าพี่รังแกเด็ก แต่น้องก็ต้องเข้าใจพี่ด้วยนะครับว่าพี่ก็ต้องปกป้องคนของพี่เหมือนกัน” ผมพยายามพูดอย่างใจเย็น เสียงรอบข้างเงียบลงอีกครั้งเพื่อรอฟังว่าผมจะพูดอะไรต่อ


“...” ข้าวปั้นไม่ได้ตอบอะไรแต่ยังคงสบตากับผมอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ดวงตากลมจะสั่นไหวอย่างรุนแรงและพยายามกลั้นน้ำตามากแค่ไหนก็ตาม


“ขอโทษแทนข้าวปั้นด้วยนะคะคุณรัชช์” น้องนิ้งรีบเอ่ยขอโทษผมด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก 


“พี่ไม่ได้โกรธนะครับ แต่ไม่อยากให้ไปทำแบบนี้กับใครอีก มันไม่ดีต่อตัวน้องเอง คนอื่นเขาจะคิดยังไงที่จู่ๆ น้องก็ไปจูบคนอื่นเขาแบบนั้น” เผลอถอนหายใจออกมาอย่างคนปลงตก เรื่องที่ข้าวปั้นชอบมารุตนั่นยังไม่น่าหนักใจเท่าที่อีกฝ่ายพูดไม่รู้เรื่องแถมยังทำตัวไม่น่ารักอีก


“พี่ไม่คิดว่าพี่มารุตเขาจะเป็นฝ่ายมาจูบผมก่อนบ้างเหรอครับ? พี่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้นี่ครับ” นัยน์ตากลมสีเข้มที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตามองตอบผมกลับมาอย่างท้าทาย ท่าทางที่ดูราวกับว่าเขาอยู่เหนือกว่าผมมันดูน่าหงุดหงิดไม่น้อยเลยล่ะครับ


“เฮ้ย! ผมไม่ได้เป็นคนเริ่มนะคุณ! คนถูกกล่าวหาร้องแย้งออกมาทันควัน ผมหันไปมองมารุตก็เห็นว่าเขามองผมอยู่ก่อนแล้วเราสบตากันแวบหนึ่ง แค่นั้นมันก็ทำให้ผมเข้าใจถึงเรื่องที่เกิดขึ้นได้แล้ว


“ครับ พี่ไม่คิดว่ารุตจะทำอย่างนั้น เพราะพี่เชื่อใจรุต พี่เชื่อว่าเขาจะไม่ทรยศต่อความรู้สึกของพี่และตัวเขาเอง แล้วน้องไม่ละอายใจบ้างเหรอครับที่ขนาดถูกจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ก็ยังจะเถียงไม่เลิกอีก” ผมเลือกที่จะเลิกใจดีกับเด็กตรงหน้า ถ้าจะเผลอพูดแรงไปก็เพราะอารมณ์ในตอนนี้ล้วนๆ เลย


“ผมไม่ผิด!


“ครับ พี่รู้ว่าการชอบใครสักคนมันไม่ผิด แต่น้องต้องแยกแยะและวางตัวให้เหมาะสม ทั้งหมดมันก็เพื่อตัวน้องเอง น้องไม่คิดจะเซฟตัวเองหน่อยเหรอ? แบบนี้มันอันตรายนะครับ” เพราะถ้าผมไม่ใช่คนใจเย็น น้องเขาอาจจะโดนผมต่อยไปแล้วก็ได้ เกิดมาไม่เคยเจอใครกวนอารมณ์ได้มากเท่านี้มาก่อนเลย


“เลิกเสแสร้งเป็นคนดีเถอะ ผมไม่เชื่อหรอกว่าพี่จะดีอย่างที่ใครเขาพูดกัน พี่เองก็แย่งพี่มารุตมาจากไอริสเหมือนกันนั่นแหละ!” ได้ยินชื่อนี้แล้วคิ้วกระตุกทุกที


เคยมีใครบอกไหมว่าอย่าพูดชื่อแฟนเก่าให้(ว่าที่)แฟนใหม่เขาได้ยินน่ะ


“พี่ว่าน้องกำลังผิดประเด็น แล้วพี่ก็ไม่ได้แย่งรุตมาจากใคร ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องพี่ว่าน้องกลับไปนอนเถอะ พี่จะทำเป็นลืมว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง” พูดจบผมก็หันหลังเตรียมจะเดินแยกออกมา เพราะถ้าขืนยังคุยกันต่ออาจเป็นผมเองที่เผลอพลั้งมือทำร้ายเด็กตรงหน้าไปก็ได้ ผมไม่ใช่คนใจเย็นขนาดนั้น และก็ไม่ใช่คนใจดีด้วย ไม่ใช่คนดีมากพอที่จะไม่อยากต่อยหน้าคนที่มาจูบคนของตัวเองหรอกนะ


“คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาสั่งคนอื่นน่ะ ห๊ะ!” แขนของผมถูกกระชากกลับไปอย่างแรงจนผมที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเสียหลักไปนิด แต่เมื่อหันกลับไปก็เจอกับฝ่ามือเล็กๆ ที่ง้างขึ้นเตรียมจะฟาดลงมาที่ใบหน้าของผม


ซ่า!


“เลิกบ้าสักที! มึงทำกูหงุดหงิดมากเลยนะไอ้เด็กเหี้ย!” แต่ก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะได้ปะทะเข้ากับแก้มของผมมารุตก็ดึงตัวของผมออกพร้อมกับยกแก้วเหล้าของใครสักคนซาดใส่ใบหน้าหวานไปอย่างรวดเร็ว


“รุต” ทำเอาทั้งผมและคนอื่นๆ อ้าปากค้างไปเลย


“พี่มารุต!


“เลิกยุ่งกับกูสักที! กูไม่ชอบมึง! และจะไม่ชอบใครอีก ตอนนี้กูมีแค่รัชช์ เขาเป็นเจ้าของหัวใจกูแค่คนเดียว!


“...” สิ้นประโยคนั้นก็เกิดความเงียบขึ้นปกคลุมทั้งโต๊ะและผู้คนรอบข้างที่เฝ้ามองดูสถานการณ์อยู่เงียบๆ


“พามารุตกลับก่อนเถอะคุณรัชช์ เดี๋ยวได้มีคนตายกันพอดี” พี่วีวี่เดินเข้ามาแตะที่แขนของผมเพื่อเป็นการเรียกสติ


“ขอโทษที่ทำให้เกิดปัญหานะครับ” ผมหันไปขอโทษกับกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่มาด้วยกันในวันนี้


“ไม่ต้องขอโทษหรอก ไม่ใช่ความผิดเราเลย” พี่เจนนี่ยิ้มให้ผมบางๆ ก่อนจะปรายตามองรุ่นน้องปีหนึ่งที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน น้องอาจจะช็อกเพราะถูกมารุตพูดแบบนั้นใส่ก็ได้


การถูกคนที่ชอบพูดใส่หน้าแบบนั้นเป็นใครก็คงทำใจไม่ได้ 


“กลับก่อนนะครับ ไปเถอะรุต” ผมหันไปลาทุกคนแล้วรีบลากคนขี้โมโหข้างตัวออกมา


“คุณรู้ไหมว่าผมโมโหจนอยากจะกระทืบไอ้เด็กนั่น!” พอเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าวเสียงทุ้มต่ำก็สบถคำหยาบออกมาอีกหลายคำจนผมต้องยื่นมือไปกุมมือเขาไว้ให้ใจเย็นลง อีกนิดก็เปิดสวนสัตว์ได้แล้วล่ะ


“ใจเย็นหน่อย เดี๋ยวเราขับเอง ให้รุตขับเราคงได้ไปนอนโรงพยาบาลแทนเตียงที่ห้องแน่”


ผมแย่งเอากุญแจที่อยู่ในมือใหญ่มาถือไว้แล้วจูงเขาไปที่รถของตัวเอง ตลอดระยะทางจากร้านไปคอนโดเราทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันเลย ผมไม่ได้โกรธ แต่คิดว่ามารุตน่าจะอยากได้เวลาอยู่กับตัวเองก่อน เขากำลังโมโห ผมอยากให้เขาใจเย็นลงก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน ผมเองก็ต้องใช้เวลาในการระงับอารมณ์ไม่ต่างกัน บอกได้เลยว่าข้าวปั้นทำผมหัวร้อนมาก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมารุตถึงไม่ชอบเด็กคนนั้นนัก

 





กลับมาถึงห้องได้เราก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำอีกรอบ แต่พอผมออกมาจากห้องน้ำก็เจอเข้ากับร่างสูงใหญ่ของมารุตนั่งหน้าเครียดอยู่ตรงปลายเตียง เหมือนอีกฝ่ายยังคงกังวลถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่


“คุณเชื่อผมใช่ไหม? เชื่อว่าผมไม่ได้เป็นคนเริ่ม” ใบหน้าหล่อเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับผมด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก


“เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น” ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างเขาพร้อมยื่นมือไปจับกับมือใหญ่เอาไว้


“ผมนั่งคุยกับพวกพี่โอบอยู่ดีๆ เด็กนั่นก็เดินมานั่งตักผมแล้วก็จูบผมหน้าเฉย ผมตกใจมากแต่พอตั้งสติได้ก็รีบผลักออกทันทีเลย แล้วคุณก็เข้ามาเห็น ตอนแรกผมกลัวมาก กลัวว่าคุณจะโกรธ กลัวว่าคุณจะเชื่อกับภาพที่เห็น  กลัวไปหมด”


“ทำไมถึงได้ดูถูกความเชื่อใจเราขนาดนั้นล่ะ?” ผมไม่ได้งี่เง่าถึงขนาดจะไม่ฟังอะไรเลยสักหน่อย


“มันไม่ใช่อย่างนั้น ผมก็แค่กลัว” นัยน์ตาสีเข้มหม่นแสงลง ใบหน้าดุดันก็ดูจะงอแงกว่าทุกวัน


“รุต เราเชื่อใจรุตนะ ตั้งแต่ที่รู้จักกันมารุตไม่เคยทำตัวเจ้าชู้ให้เราเห็นหรือให้เรารู้สึกระแวง ตั้งแต่ที่รุตคบกับไอริสรุตก็ซื่อสัตย์และมีแค่เขามาตลอด เราเลยรู้ว่ารุตไม่ใช่คนแบบนั้น ยิ่งความรู้สึกที่รุตมีให้เรามันมากจนเราสัมผัสได้อยู่ในทุกวัน มันทำให้เราเชื่อมั่นว่ารุตจะมีแค่เราและซื่อสัตย์กับเราไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง เราเชื่อมั่นในความรู้สึกของเราทั้งคู่ และเราก็ไม่ได้งี่เง่าขนาดแค่มองเห็นภาพเพียงไม่กี่วิฯ แล้วจะตีโพยตีพายเล่นใหญ่ ไม่ว่ายังไงเราก็ไม่มีทางเดินหนีจนกว่าจะได้ฟังเรื่องเล่าทั้งหมดจากปากของรุต”


ผมบอกทุกความคิดของตัวเองออกไปให้เขาได้เข้าใจพร้อมกระชับฝ่ามือที่กุมกันเอาไว้ให้แน่นขึ้นกว่าเดิม ผมไม่มีทางปล่อยมือคู่นี้หากยังไม่ได้ฟังความจริงจากปากของเขาอย่างแน่นอน กว่าที่ผมจะมีมารุตอยู่ในชีวิตมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอย่างนั้นผมไม่มีทางปล่อยมารุตไปง่ายๆ หรอก


“ผมไม่ได้ยินคุณพูดยาวๆ แบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ?” คิ้วเข้มขมวดชนกันอย่างสงสัย


“โฟกัสผิดจุดแล้ว” ชกไหล่หนาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อไปเบาๆ หนึ่งดีด้วยความหมั่นไส้ มาขัดซีนอารมณ์ของผมซะเสียเลย แต่เห็นเขายิ้มได้แบบนี้ก็ดีแล้ว


“ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวผมนะครับแล้วก็ขอโทษที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย”


“ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอก เราเข้าใจ รู้ไหมว่ามันมีอีกเหตุผลหนึ่งนะที่ทำให้เราเชื่อมั่นในตัวรุต”


“อะไรเหรอครับ?”


“เพราะรุตผลักเขาออก”


“หืม?”


“รุตผลักเขาออกก่อนที่จะมีใครทันได้ร้องทักอะไร รุตผลักเขาออกทั้งที่ไม่รู้ว่าเรายืนมองอยู่ แล้วก็ ถ้ารุตคิดจะสานความสัมพันธ์กับเขาต่อจริงๆ รุตคงไม่มานั่งจูบกันให้คนอื่นเห็นแบบนี้หรอก จริงไหม?” แถมมารุตก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจข้าวปั้นเลยตั้งแต่แรก ผมรู้สึกว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่ไม่เล่นใหญ่อะไรไปในตอนแรก อาศัยดูจากปฏิกิริยาของมารุตและคนรอบข้างเป็นตัวช่วย เพราะถ้ามารุตเป็นฝ่ายเริ่มก่อนหรือเล่นตอบข้าวปั้นจริง ปฏิกิริยาของคนรอบข้างจะไม่เป็นอย่างที่ผมเห็นในวันนี้ จะไม่มีใครเข้าข้างมารุตอย่างแน่นอน


“คุณเป็นคนที่น่ากลัวแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับบอส?” แขนเรียวยาวตวัดโอบรอบตัวผมไว้แล้วดึงเข้าหาตัวทำให้ตัวของผมขึ้นไปนั่งเกยอยู่บนตักของเขา ท่าทางที่ค่อนข้างจะล่อแหลมทำเอาใจผมกระตุกวูบ


“เพราะผมคือบอสของคุณ ผมถึงต้องน่ากลัวแบบนี้ไง” ตัวของผมที่นั่งคร่อมอยู่บนตักแกร่งและแขนทั้งสองข้างที่ถูกจับให้คล้องรอบลำคอหนา ดูยังไงก็คิดดีไม่ได้เลย


“ผมโคตรหลงคุณในลุคนี้เลย” ใบหน้าหล่อยื่นมาคลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้มของผม จมูกโด่งกดย้ำๆ ไปมาจนแก้มผมเริ่มจะช้ำแล้ว


“แล้วปกติไม่หลงเหรอ?” ผมเอียงหน้าหลบริมฝีปากได้รูปที่ทำท่าจะพุ่งเข้ามากดจูบที่ปากของผม ยกมือขึ้นกันเอาไว้ก่อนที่เราจะเลยเถิดไปไกลทั้งที่ยังคุยกันไม่จบ


“หลงทุกอย่างที่เป็นคุณแล้ว ยิ่งตอนที่คุณบอกว่าผมเป็นคนของคุณผมยิ่งหลงเข้าไปใหญ่ เวลาคุณเกรี้ยวกราดนี่มันดีต่อใจผมจริงๆ นะ” มารุตดึงมือของผมออกพร้อมตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มกว้างที่แทบจะฉีกไปถึงใบหูอย่างน่าหมั่นไส้


“บ้าจริงๆ เลยนะมารุตเนี่ย” ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างเขินๆ เมื่อถูกอีกฝ่ายกดจูบซ้ำๆ ที่ข้อนิ้วและหลังมือสลับไปมา อืม เอาให้เขินตายกันไปข้างเลย


“ขนาดยังไม่ได้คบคุณยังหวงผมขนาดนี้ ถ้าคบกันคุณจะหวงผมขนาดไหนนะ? ชักอยากรู้แล้วสิ” อ่า ผมไม่ชอบเวลามารุตทำหน้าแบบนั้นเลย รอยยิ้มร้ายๆ กับแววตาเจ้าเล่ห์ มันดูเหมาะกับหน้าดุๆ คมๆ ของเขามาก มากเสียจนหัวใจของผมเต้นแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเหนื่อย


“ก็รอดูตอนคบสิ”


“ถ้าอย่างนั้น…”


หืม?”


คบกับผมนะครับ ที่รัก


“เอาอย่างนี้เลยเหรอ?” เป็นอีกครั้งที่ผมต้องหลุดเสียงหัวเราะออกมาเพราะความเก้อเขิน เขินมากจนทำอะไรไม่ถูกเลย โดนจู่โจมเข้าให้แล้ว


“คุณก็รู้ว่าผมน่ะรู้สึกกับคุณมากขนาดไหน?” นัยน์ตาสีเข้มคู่สวยมองสบกับผมอย่างจริงจังหากแต่ยังคงแฝงความหวานเชื่อมเอาไว้ให้ผมหน้าร้อนผ่าวไม่หยุด


“ขนาดไหนล่ะ?” ผมแกล้งถามกลับทั้งที่ตัวเองก็ใจสั่นไปหมดแล้ว


“ขนาดที่อยากจะจับคุณขึงไว้กับเตียงแล้วกอดคุณแน่นๆ จนถึงเช้าเลยล่ะ”


เพี๊ยะ!


“นี่แหนะ! เจ้าเด็กลามก” เหมือนขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ ทั้งเขินทั้งอายเลยต้องระบายอารมณ์โดยการฟาดแขนคนพูดมากไปที ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ


“ผมไม่เด็กแล้วนะ ห่างกันแค่ปีเดียวเอง”


“เหรอ?”


“ใช่ โตพอจะเป็นผัวคุณได้แล้วนะครับ”


ปึก!


“ขอเป็นแฟนทั้งทีก็น่าจะลดความห่ามลงบ้างนะ” อยากจะชกให้แขนหักให้สาสมกับความดิบเถื่อนของเขาเหลือเกิน  ความโรแมนติกนี่อย่าหวังเลยว่าจะมี ยังไม่ทันไรก็เริ่มจะหื่นกามเสียแล้ว


“มันเป็นสไตล์ คุณไม่รู้เหรอ?”


“พูดใหม่อีกทีสิ” ผมยกมือขึ้นประคองสองข้างแก้มสากด้วยรอยยิ้มบางๆ


“หืม? หมายถึงขอเป็นแฟนน่ะเหรอ?”


“อืม”


“เป็นแฟนกันนะคระ อืม~” ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายพูดจนจบประโยคผมก็ให้คำตอบเขาโดยการประกบริมฝีปากลงไปที่เรียวปากได้รูป ขบเม้มสลับดูดดึงริมฝีปากล่างและบนอย่างเชื่องช้า แม้ในตอนแรกมารุตจะตกใจอยู่ไม่น้อยแต่ผ่านไปไม่นานเขาก็จูบตอบกลับมาอย่างอ่อนโยนก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นผมเองที่เริ่มจะหายใจไม่ทัน ดีที่มารุตยังใจดีไม่ปล่อยให้ผมต้องขาดอากาศหายใจตายเพราะจูบของเขา มารุตถอนจูบออกไป แต่ยังไม่ได้ถอยห่างออกไปไหนไกล


“ตกลง” ผมเอ่ยกระซิบเสียงแผ่วโดยที่ยังมีริมฝีปากของอีกฝ่ายคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง ท่าทางของเราในตอนนี้ผมทำเอาทั้งผมและเขาต่างหายใจกันไม่ทั่วท้องกันเลยทีเดียว


“ร้ายกาจจังเลยนะครับ”


“ก็ผมเป็นบอสของคุณนี่”


“ครับ คุณเป็นบอสของผม แค่คนเดียว” เขากดจูบผมย้ำๆ อยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด คล้ายกับว่าต้องการจะย้ำถึงความรู้สึกที่เขามีต่อผม


“มันก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว” ผมเป็นของเขาแค่เพียงคนเดียว และเขาเองก็เป็นของผมแค่คนเดียวเช่นกัน มันแตกต่างจากการที่ผมเป็นบอสของทุกคนในบ้าน กับครอบครัวแล้วผมไม่ต่างจากเจ้านายตัวน้อยที่ทุกคนต้องตามใจ


แต่กับมารุต มันมีอะไรที่พิเศษกว่านั้นเยอะ


“รักนะครับ บอสของผม”


“รักเหมือนกันครับ คนเถื่อนของเรา”


ผมยิ้มกว้างออกมาเต็มแก้มกับคำบอกรักครั้งแรกของเราทั้งคู่ มันเป็นคำเรียกน่ารักๆ ที่ผมไม่คิดว่าเขาจะพูดมันออกมา ร่างของผมถูกมารุตดันลงนอนราบไปกับเตียงนอนก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเป็นฝ่ายพลิกมาคร่อมทับตัวผม เขาโน้มใบหน้าลงมาหาผมแล้วกดจูบแผ่วเบาลงมาที่หน้าผากมน เลื่อนมาที่เปลือกตาทั้งซ้ายขวา ไล่ลงมายังปลายจมูกโด่ง ขยับไปสองข้างแก้ม และริมฝีปาก ค้างอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งกดย้ำอีกหนึ่งครั้งอย่างอ่อนโยน


“ฝันดีครับ” ก่อนจะผละออกไปแล้วทิ้งตัวลงนอนข้างตัวผม อ้อมกอดที่คุ้นเคยยังคงมอบความอบอุ่นให้ผมอย่างเช่นในทุกวัน


“ฝันดี” ผมขยับจัดท่านอนที่คิดว่าสบายที่สุดในอ้อมแขนแข็งแรงนั่น


กอดที่ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย กอดจากคนที่ทำให้ผมอยากจะเริ่มต้นใหม่กับเขา


กอดของคนที่ผมรักและเขาก็รักผม กอดจากผู้ชายที่ชื่อมารุต เป็นกอดที่ผมอยากจะมีมันอยู่อย่างนี้ไปนานๆ








---------------





เรื่องนี้จบแล้ว แต่เราไปเจอกันที่เรื่องใหม่นะคะ

อันนี้เป็นคู่ของมาวินกับเร็กซ์ค่ะ

ใครที่อยากรู้เรื่องของคุณกลางก็ตามไปอ่านได้เลยค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 230 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

569 ความคิดเห็น

  1. #553 Nyoong (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 16:05
    หวานเวอร์วังอลังการมากกกกก
    #553
    0
  2. #542 Hirakosan (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 00:54
    ภาค2 จะมีพี่เจนนี่(จอห์น)กับคู่แฝด(โอบอุ้ม,โอบกอด)ไหมคะะ ชอบตอนเขาสามคนเถียง/หยอกล้อกันอ่ะ >_< ขอเถอะพลีสสสส
    #542
    0
  3. #515 ips. (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 15:38
    สนุกมากกก คุณรัชช์น่ารักสุดๆ มารุตพอรู้ว่ารักก็น่ารักกกกกก
    #515
    0
  4. #505 ผีขนมหยก (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 00:41
    งุ้ยยย ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ อ่านรวดเดียวจบ อิจฉามารุตที่ได้คุณรัชช์ไป ฮืออออ คุณรัชช์มีความเคะควีนมาก บางทีก็เคะคิง แต่แบบชอบๆๆๆๆคุณรัชช์มากเลยค่ะ
    #505
    0
  5. #491 เฟยเฟิ่ง (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 21:47
    คู่แฝดสมควรกินกันเอง555 โอ้ยเขินน มารุตกับรัชช์

    ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆคร้า
    #491
    0
  6. #490 iamnumwan (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 13:05
    สนุกค่ะ
    #490
    0