จีบคนเถื่อน [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S] : Spin-Off

ตอนที่ 27 : จีบคนเถื่อน : 26

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,680
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 404 ครั้ง
    26 ม.ค. 62






26





---------------




“เรียบร้อยดีใช่ไหม?” ผมที่กำลังนั่งเหม่อเพราะคิดย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงนั้นก็ต้องสะดุ้งตกใจเบาๆ เมื่อมีเสียงเอ่ยทักของใครบางคน


“อืม” ผมขานตอบเร็กซ์กลับไปด้วยท่าทางที่นอยด์ๆ ยอมรับว่ารู้สึกตกใจมากที่รู้ว่าไอริสสร้างเรื่องอะไรบ้าง ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าทำอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องของรัชช์ ทั้งที่รัชช์ก็ดีกับไอริสขนาดนั้นแท้ๆ แต่เขากลับทำเรื่องร้ายๆ กับรัชช์ได้ แม้รัชช์จะไม่ได้รับบาดเจ็บกับการกระทำของเขา แต่ถ้ารัชช์รู้ว่าไอริสเป็นคนทำเรื่องพวกนั้น รัชช์จะรู้สึกยังไงกัน?


“ออมม่ากับอาปามาแล้ว” เร็กซ์บอกกับผมพร้อมหันไปมองทางประตูห้องที่มีผู้หญิงวัยกลางคนหน้าตาดูสะสวยผิวขาวสว่างจ้าหน้าตาไม่เหมือนคนไทยแต่ท่าทางดูใจดีเดินนำเข้ามา ข้างหลังมีผู้ชายสองคนเดินตามเข้ามาติดๆ คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อคมท่าทางดูภูมิฐาน ข้างๆ กันเป็นผู้ชายตัวสูงหน้าตาหล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่พวกผู้หญิงชอบอ่านกันคาดว่าน่าจะอายุยี่สิบปลายๆ การแต่งตัวที่แม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็ดูดีมากเช่นกัน ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาเลยว่าสามคนนี้คือใคร ก็ต้องออมม่า อาปาแล้วก็พี่ชายคนโตของรัชช์อยู่แล้วล่ะ


“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสามด้วยอาการเกร็งๆ สภาพผมตอนนี้มันไม่ค่อยเหมาะที่จะเจอกับผู้ใหญ่สักเท่าไหร่ เพราะมัวแต่คิดเรื่องที่เกิดขึ้นจนลืมไปว่าวันนี้ต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวของรัชช์ ทั้งที่รัชช์กับเร็กซ์ก็ย้ำบอกผมแล้วแท้ๆ แต่เพราะความไม่มีสติของผมเองแหละ มันเลยเป็นแบบนี้


“สวัสดีจ้ะ” ผมอดจะแปลกใจไม่ได้ที่ได้ยินคำตอบรับแบบนั้น แม่ของรัชช์พูดไทยชัดกว่าที่ผมคิดเสียอีก


“คนนี้เหรอที่คุณกลางเล่าให้ใหญ่ฟัง” ผมยิ่งเกร็งหนักขึ้นกว่าเดิมเมื่อถูกผู้ใหญ่ทั้งสามจ้องมอง ที่กดดันสุดๆ ก็คงเป็นสายตาของลูกชายคนโตตระกูลอัศวบุญโชค


“ใช่ๆ”


“ฉันริค พี่ชายของเร็กซ์กับรัชช์” และแม้จะเอ่ยแนะนำตัวเองออกมาแล้วแต่สายตาของริคก็ไม่ได้ดูเป็นมิตรกับผมเลยสักนิด เขามองราวกับว่าจะจ้องให้ผมอึดอัดจนกลั้นหายใจตายไปเองอย่างนั้นแหละ


“มารุตครับ” ผมได้แต่แนะนำตัวออกไปพร้อมรอยยิ้มโง่ๆ


นี่ยังไม่ทันไรผมก็โดนพี่ชายเขาหมายหัวแล้วเหรอวะ? ก็รู้นะว่าหวงน้อง แต่แบบจะมากดดันแบบนี้มันดูใจร้ายกันไปหรือเปล่า? คือพี่ริคเขาไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าสายตาเขามันน่ากลัวมากแค่ไหน?


“ท่าทางดูเหนื่อยๆ นะ” พ่อของรัชช์ที่ไม่ได้มีบทบาทเลยเอ่ยทักผมขึ้นมาบ้างหลังจากที่ทำการมองสำรวจผมอยู่เงียบๆ มาสักพักหนึ่ง ขอบคุณพระเจ้าที่อย่างน้อยพ่อของรัชช์เขาก็ไม่ได้ดูรังเกียจเดียดฉันท์ผมจนไม่อยากเสวนาด้วยอย่างที่ผมกังวลมาตลอด


“ก็มันเฝ้าคุณเล็กตลอด” ผมที่ไม่รู้ว่าควรจะตอบอะไรก็ได้เร็กซ์มาช่วยชีวิตเอาไว้


“ขอบใจนะ”


โอเค ผมรู้แล้วล่ะว่าพี่ริคได้ความน่าเกรงขามแบบนี้มาจากใคร นี่ก็อปปี้วางกันมาเลยหรือเปล่าครับ?


“ผมเต็มใจครับ” ตอบแบบนี้พอจะผ่านไหมครับ?


“เห็นแบบนี้แล้วหัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบสลาย” คุณแม่ที่เห็นสภาพลูกชายแล้วก็ถึงกับยกมือทาบอก


“แต่คิดอีกแง่คือรัชช์ก็ปลอดภัยดีนะครับ” ถ้าปากจะพูดดีแต่แววตาแค้นเคืองแบบนั้นก็อย่าเลยดีกว่าครับพี่ริค ผมว่างานนี้ไอ้ชินได้ตายจริงๆ แน่ อยู่ดีไม่ว่าดีไง ชอบหาเรื่องใส่ตัวตลอด


“ต้องคิดในแง่ดีสินะ”


“ครับ”


“เอ่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ” เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไมผมเลยขอตัวกลับก่อน คือตอนนี้ผมมันก็คนนอกไง รัชช์ก็ยังหลับอยู่ด้วย ถึงรัชช์ตื่นมาเขาก็ควรได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวบ้าง


“จะกลับแล้วเหรอคะ?” แม่ของรัชช์หันมาถามอย่างใจดี ผมสัมผัสได้ว่าทั้งบ้านมีแต่แม่ของรัชช์นี่แหละที่ดูเป็นมิตรกับผมที่สุด ส่วนเร็กซ์นี่ไม่กล้าพูดได้เต็มปากหรอกว่าเป็นมิตรกัน เมื่อก่อนอาจใช่ แต่พอมีเรื่องรัชช์เข้ามาผมก็คิดว่าไม่น่าใช่แล้ว พ่อของรัชช์ผมยังดูไม่ออก แต่พี่ริคนี่คงไม่อ้าแขนรับผมง่ายๆ แน่นอน


“อยากให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันน่ะครับ” หล่อมาก หล่อที่สุด หล่อกว่านี้ก็หน้าผมแล้วล่ะครับ


“กลับไปพักเถอะ นายดูเหนื่อยล้ามาก” ประโยคที่แสดงดูคล้ายกับห่วงใยแต่จริงๆ มันคือการเอ่ยไล่กลายๆ


ขอบคุณที่พี่ชัดเจนขนาดนี้นะครับพี่ริค!


“ขอตัวนะครับ”


“เดินทางปลอดภัยนะจ๊ะ”


“ขอบคุณครับ” ผมยกมือขึ้นไหว้ลาผู้ใหญ่ทั้งสามแล้วรีบพาตัวเองแยกออกมาทันที


เกือบได้กลั้นหายใจตายแล้วไหมล่ะมารุต? นี่ถ้าไม่มีเร็กซ์อยู่ด้วยผมคงสติแตกแน่ๆ พี่ริคนี่มาแบบไม่ขัดขวางแต่ก็ไม่ยอมรับหรือเปล่าวะ? คือถ้าเป็นแบบนั้นแม่งโคตรอึดอัด แต่ถ้าคิดในแง่ดี อย่างน้อยผมก็ไม่ถูกขัดขวางหรือกลั่นแกล้งสินะครับ เออ ถ้าคิดแบบนี้แล้วสบายใจคิดแบบนี้ก็ได้วะ



 





Rach Part :


“ไง หายซ่าหรือยังเรา?” สิ่งแรกที่ผมรับรู้ได้หลังจากตื่นนอนคือเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ได้ยินมาตั้งแต่เกิดดังขึ้นอยู่ข้างเตียงที่ผมนอนอยู่


“อาปา” เมื่อหันไปมองก็เห็นใบหน้าของผู้ให้กำเนิดขยับเข้ามาหา จมูกโด่งกดประทับลงมาแผ่วเบาที่กลางหน้าผากของผมพร้อมกับฝ่ามืออบอุ่นที่ยกขึ้นลูบหัวอย่างปลอบโยน


“ทำเอาคนอื่นตกอกตกใจไปหมดเลยนะคุณเล็ก” คุณใหญ่ที่อยู่อีกฝั่งของเตียงเอ่ยทักขึ้น


“ขอโทษครับ”


“ขวัญเอ๋ยขวัญมานะคนเก่ง”


“ครับ” ได้ทีผมก็หันอ้อนออมม่าใหญ่ พอถูกหอมถูกจุ๊บเข้ามากๆ ผมก็ยิ่งชอบ นานแล้วที่ผมไม่ได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้า เมื่อเราทุกคนโตขึ้น เราต่างก็มีภาระหน้าที่ของตัวเอง งานของออมม่า อาปาและคุณใหญ่ก็เยอะ แต่ตอนนี้ได้มาอยู่ด้วยกันแล้วมันก็ดีมากๆ เลยล่ะครับ


“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้กลับบ้านแล้ว”


“อยากกลับวันนี้เลยครับ” หันไปอ้อนคุณใหญ่อีกคน


“ไม่ได้ครับ อย่าดื้อนะ” แม้จะไม่ได้ถูกว่าหรือถูกดุอะไรแต่คำพูดของคุณใหญ่ก็มีอิทธิพลกับผมมาก


ผมจะดื้อกับใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่คุณใหญ่


“ครับ” ผมรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ผมพยายามสอดส่ายสายตามองหาใครอีกคนที่ผมหวังว่าจะเห็นเขาให้ทุกๆ ครั้งที่ตื่นนอน แต่ก็ไม่เจอ


“มองหาใครครับ?” อาปาที่เห็นท่าทางของผมจึงเอ่ยถามขึ้นมา


“มารุตไปไหนครับ?” ถามหาคนที่บอกว่าจะปลุกผมถ้าครอบครัวของผมมา แต่นี่ครอบครัวผมก็มากันครบแล้ว แต่มารุตกลับไม่อยู่เสียอย่างนั้น


“กลับไปแล้ว เห็นบอกอยากให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน” ได้ยินคุณกลางว่าอย่างนั้นผมก็ถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นอย่างสงสัย มารุตไปเองจริงๆ หรือมีคนทำให้เขารู้สึกต้องเดินออกไปกันแน่ ผมหันไปหรี่ตามองคุณใหญ่ที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ข้างๆ แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ตั้งแต่คบกับพี่นิลแล้วครับ ถึงจะไม่เคยบอกใครเรื่องที่ผมคบกับพี่นิล แต่คุณใหญ่ก็คงพอจะมองออก คุณใหญ่ไม่เคยพูดหรือห้าม ไม่ขัดขวางด้วย แต่ชอบเล่นสงครามประสาท ดีที่พี่นิลใจเย็นเลยทนได้ แต่มารุต ผมไม่รู้ว่าเขาจะทนกับการกวนอารมณ์ของคุณใหญ่ได้หรือเปล่า?


พี่ชายคนโตของผมน่ะ ร้ายลึก ร้ายเงียบ ส่วนพี่ชายคนกลางก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน แต่คนนี้จะทำอะไรอย่างตรงไปตรงมาตลอด


“ท่าทางหน่วยก้านดีนะคนนี้ ถึงหน้าจะดูนักเลงไปสักหน่อย” ได้ยินอาปาพูดแบบนั้นผมก็ตาโตทันที พูดแบบนี้แสดงว่าอาปาไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ?


“ถ้าตัดเรื่องความใจร้อนกับปากหมาออกไป มารุตมันก็ดีนะครับ อันนี้กลางรับประกันเลย” มีคนสนับสนุนแล้ว


“อืม ก็ดูๆ กันไปก็แล้วกันเนอะคุณเล็ก” ออมม่าว่าอย่างใจดี ท่าทางดูไม่ได้ติดขัดอะไรกับการที่ผมจะคบหาหรือดูใจกับมารุต พอมองสบตากับทุกคนแล้วก็เห็นว่าไม่มีใครคัดค้านอะไร


“ครับ” ผมยกยิ้มเต็มแก้มอย่างอารมณ์ดี


ผมโชคดีมากที่มีครอบครัวคอยซัพพอร์ตในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน ความชื่นชอบในด้านต่างๆ สิ่งที่สนใจ สิ่งที่รัก หรือแม้แต่ในเรื่องของความรัก ไม่ว่าผมจะคบกับใครหรือเพศไหน ทุกคนเข้าใจและยอมรับได้ ผมไม่ได้รู้สึกแตกต่าง และเพราะมีครอบครัวคอยอยู่ข้างๆ ผมเลยไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองผมยังไง ตราบใดที่ยังมีครอบครัวคอยสนับสนุนและอยู่เคียงข้างกันผมก็พร้อมที่จะต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่กลัวว่าจะต้องถูกมองด้วยสายตาแบบไหนหรือถูกปฏิบัติใส่เช่นไร ผมคงไปบังคับให้พวกเขาเหล่านั้นยอมรับหรือเข้าใจในสิ่งที่เป็นผมไม่ได้ สิ่งที่ผมทำได้ก็คือการที่ผมต้องยอมรับตัวเอง ผมจะไม่หลีกหนีในสิ่งที่เป็น ไม่ปิดบังเพียงเพราะกลัวแตกต่าง ผมก็จะยังเป็นผมอย่างนี้ การที่คนเราจะมีความรักกับเพศเดียวกันมันไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนหรือทำสิ่งที่ผิดมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราไม่สามารถไปบังคับความรู้สึกได้ ถ้ามันจะชอบใครสักคนก็คือชอบ และถ้ามันจะรักก็รักนั่นแหละ


เรื่องเพศน่ะมันสำคัญจริงๆ เหรอ?


สิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่ความรู้สึกของตัวเราเองหรอกเหรอ? คนอื่นจะเป็นยังไงผมไม่รู้หรอกนะ แต่สำหรับผมการที่ผมจะรักหรือชอบใครสักคนผมไม่ได้มองว่าเขาเป็นเพศอะไร เพราะการมองที่เพศมันทำให้ผมรู้สึกว่าแท้จริงแล้วเรารักเขาที่อะไร? รักเขาในสิ่งที่เป็นเขาหรือเพศของเขากันแน่? ทุกคนอาจมีมุมมองในเรื่องความรักที่แตกต่างกัน ในส่วนตัวของผมแล้วนั้น รักก็คือรัก อย่าไปคิดอะไรเยอะเลย อะไรที่ทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะ ยิ่งถ้าสิ่งที่ทำมันทำให้มีความสุขก็ควรจะทำ การจะมีความสุขกับเรื่องใดสักเรื่องมันไม่ใช่หาได้ง่ายๆ ถ้าเราค้นพบสิ่งนั้นแล้วก็คว้ามันเอาไว้ ดูแลสิ่งนั้นให้ดี ทำให้มันเป็นความสุขของเราไปนานๆ เท่าที่จะทำได้ แต่ทุกอย่างก็ต้องคิดให้ดีว่าไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน อย่างการแย่งมันมาจากใครสักคนนั่นก็คงจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก หรือการทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา ผมคิดว่ามันไม่ดีเอาเสียเลย


จนถึงตอนนี้ผมก็ยังคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิด การที่ผมยอมทำตามคำขอร้องของไทม์ มันมีแต่คนขี้ขลาดเท่านั้นที่ใช้วิธีแบบนี้ ถ้าจะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่างมา อย่างน้อยเราก็ควรที่จะต่อสู้กันอย่างตรงไปตรงมาไม่ใช่เหรอ?


แต่เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว เอาเป็นว่าเราปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นอดีตไปเถอะ ตอนนี้ผมควรโฟกัสกับปัจจุบัน


และคนที่อยู่กับผมตอนนี้

 





ผมนอนเปื่อยอยู่ในห้องพักฟื้นเพียงคนเดียวโดยมีโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่คุณกลางเพิ่งไปถอยมาให้ถืออยู่ในมือ ครอบครัวผมกลับไปกันแล้ว เพราะทุกคนเพิ่งเดินทางมาจากต่างประเทศเลยต้องกลับไปพักผ่อนกัน คุณกลางก็มีหน้าที่ขับรถไปส่งทุกคนที่บ้าน ในห้องเลยเหลือแค่ผมกับโทรศัพท์หนึ่งเครื่องเท่านั้น แต่ถึงมีโทรศัพท์มันก็ไม่ได้ทำให้ผมหายเหงา หนังสือที่วางอยู่ผมก็ไม่ได้หยิบขึ้นมาอ่านอย่างที่ควรจะเป็นแม้นั่นจะเป็นหนังสือเล่มโปรดที่ผมอยากจะอ่านมันมากแค่ไหนก็ตาม แต่นั่นมันเป็นความรู้สึกก่อนหน้านี้ ตอนนี้ผมไม่อยากอ่านมันแล้ว ผมเบื่อ ไม่รู้หรอกว่าเบื่ออะไร รู้แต่ว่าเบื่อ มารุตก็หายเงียบไปเลย จะโทรตามให้มาอยู่ด้วยผมก็กลัวว่าเขาจะเหนื่อยเพิ่งจะได้กลับไปพักเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเอง ผมควรทำยังไงดี? ไม่รู้ว่าวันนี้คุณกลางจะกลับเข้ามาหาอีกหรือเปล่า เห็นว่าช่วงนี้ก็ยุ่งๆ อยู่ด้วย ไม่รู้ว่ายุ่งอะไร แต่คุณกลางก็ดูเหนื่อยๆ เพลียๆ ตลอด ผมไม่อยากรบกวนใครเลย แต่ผมก็ไม่อยากอยู่คนเดียว


Rrrrr


ผมสะดุ้งตกใจเบาๆ เมื่อโทรศัพท์ที่อยู่ในมือส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อก้มดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ของคนที่ผมช่างใจอยู่นานว่าจะโทรหาดีไหมปรากฏขึ้นมา


“ฮัลโหล”


(“คิดถึงกันไหม?”) เสียงทุ้มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมารุตดังสวนขึ้นมาทันทีที่ผมรับสาย


“อยู่ไหน? ทำไมไม่มาหา?”


(“อยากให้เล็กใช้เวลาอยู่กับครอบครัวไง”)


“อือ จะมาหาหรือเปล่า?” เหลือบมองดูนาฬิกาบนฝาผนังแล้วก็ต้องถอนหายใจ มันเย็นแล้ว ไม่รู้ว่าเขายังอยากจะออกมาอีกหรือเปล่า?


(“บอกก่อนสิว่าคิดถึงกันหรือเปล่า?”) คนปลายสายย้อนถามกลับมาด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์


“มารุต” เอ่ยเรียกอีกฝ่ายอย่างอ่อนใจ


(“ไม่พูดก็ไม่ไปนะ”) ทำไมชอบหาเรื่องต่อลองตลอดเลย


“มารุต” ผมเม้มปากแน่นไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี?


(“เฮ้อ ช่วงนี้เหนื่อยๆ เนอะ อยากนอนพักอยู่ที่ห้องจังเลย”) ก็รู้ว่าเขาเหนื่อยแต่ผมก็อยากให้เขามา แล้วก็รู้อีกว่าเขาจงใจแกล้งผม แต่ถ้าไม่พูดเขาก็จะไม่มาใช่ไหม?


“คิดถึง” ผมกลั้นใจพูดออกไปอย่างไม่เต็มเสียงนัก


(“ห๊ะ? พูดอะไรไม่ได้ยินเลย สงสัยสัญญาณไม่ดี”) ขี้แกล้ง


“มารุต เราคิดถึง”


(“หยิบกุญแจรถแล้ว ไม่เกินครึ่งชั่วโมงเจอกัน”) ผมแทบจะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเขาพูดอย่างนั้น บางทีมารุตก็ตลกเกินไป


“เร็วๆ นะ อยู่คนเดียวเหงามากเลย”


(“โอเค สิบห้านาทีถึง”)


“ไม่ต้องรีบก็ได้ ขับรถดีๆ นะ”


(“ครับผม”)


ระหว่างที่รอมารุตมาหาผมก็นอนเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ พร้อมกับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี จู่ๆ ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น อาการเบื่อหน่ายที่มีก่อนหน้านี้ก็หายไปทันที นี่มารุตมีอิทธิพลต่อผมได้มากขนาดนี้เลยเหรอ แต่นอนเล่นไปได้ไม่นานอารมณ์เบื่อหน่ายก็ตีกลับขึ้นมาอีกครั้ง โทรศัพท์ในมือไม่มีอะไรน่าสนใจอีกต่อไปแล้ว เหลือบมองดูนาฬิกาก็เห็นว่าเพิ่งจะผ่านมาไม่กี่นาทีเอง ช่วงเย็นแบบนี้รถน่าจะติดด้วย พอไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อผมเลยเก็บโทรศัพท์แล้วหลับตานอนแทน ถ้านอนผมก็จะได้ไม่ต้องมาคิดอะไรเยอะแล้วก็ไม่เบื่อด้วย ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ 

 





จุ๊บ!


“บอกให้ผมรีบมาหาแล้วตัวเองก็มาหลับใส่นี่นะ” 


“อือ~ รุต” เพราะถูกก่อกวนจากสัมผัสหนักๆ ที่กดลงมาบนริมฝีปากในตอนที่กำลังนอนอยู่ผมเลยต้องลืมตาตื่นขึ้นมาดูอย่างเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็คือใบหน้าหล่อคมที่กำลังมองมายังผมด้วยรอยยิ้มทะเล้นอยู่


“ง่วงเหรอครับ?” เขาถามยิ้มๆ


“เปล่า เราแค่เบื่อ”


“เลยหลับรอ?”


“อื้อ” ก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้วนี่


“ยังเจ็บแผลอยู่ไหมครับ?” ไม่ว่าเปล่า มือใหญ่ยังเลื่อนมาบริเวณหน้าท้องของผมที่ถูกมีดเฉี่ยวจนเป็นแผล


“นิดหน่อย ดีนะมันแค่เฉี่ยวๆ” คิดภาพไม่ออกเลยว่าถ้ามีดอันนั้นมันจิ้มเข้ามาในพุงของผมสภาพผมจะเป็นยังไง?


“เฉี่ยวๆ ก็ไม่ควร ขอโทษนะที่ไม่ได้อยู่กับคุณในตอนนั้น” เขามองผมดุๆ แล้วถอนหายใจออกมาอย่างคนหนักใจ


“รุตไม่ผิด เราไม่ได้โทษรุต”


ใครจะไปคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมเองก็ไม่คิดว่าชินจะทำแบบนี้ จริงๆ คือมีหลายเรื่องที่ผมคาดไม่ถึง ทั้งเรื่องชินและเชน มันตีกันยุ่งเหยิงไปหมด เชนเองก็ไม่ทันคิดว่าพี่ชายของตัวเองจะตลบหลังเขาแบบนี้ ที่เชนจับตัวไอริสไปก็เพราะอยากสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ของผมกับมารุต เขาสั่งกับชินไว้แล้วว่าไม่ให้เข้ามายุ่งกับผม แน่นอนว่าชินรับปากเสียดิบดีแต่สุดท้ายชินก็ไม่ได้ทำอย่างที่ปากพูด ส่วนในตอนนี้ชินจะเป็นยังไงบ้างผมไม่ขอพูดถึง ผมไม่ได้ถามคุณกลางว่าตกลงแล้วจะจัดการยังไง ผมเองก็ไม่ได้จะใจดีถึงขนาดจะมาช่วยเหลือคนที่คิดจะฆ่าผมหรอกนะ ที่ผมจะช่วยก็มีเพียงแค่เชนเท่านั้น ยังไงเขาก็เป็นเพื่อนของผม


“ผมน่าจะดูแลคุณได้ดีกว่านี้” เขาว่าเสียงเศร้า


“ตอนนี้ก็ดูแลอยู่ไง” เห็นหน้าหงอยๆ ของเขาแล้วก็อดจะมันเขี้ยวไม่ได้เลยยื่นมือไปขยี้หัวอีกฝ่ายเบาๆ


“เลิกปลอบใจผมได้แล้ว เจ็บขนาดนี้ก็ยังจะห่วงคนอื่นอีกนะ” มารุตดึงมือของผมไปจับเอาไว้แน่น


“คนอื่นที่ไหนกัน?”


“นั่นสิ ผมลืมไปว่าผมไม่ได้เป็นคนอื่นสำหรับคุณ” รอยยิ้มทะเล้นปรากฏขึ้นอีกครั้งแทนใบหน้าหงอยๆ ก่อนหน้านี้


“ลืมไอริสได้แล้วจริงๆ เหรอ?” ผมนอนมองหน้าเขาพร้อมกับเอ่ยถามในสิ่งที่ยังคงค้างคาใจ


“ถ้าไม่พูดถึงผมก็ไม่ได้นึกถึงเขานะ ทุกวันนี้ผมก็มีแค่คุณ คุณทำให้ผมสนใจแค่คุณคนเดียวได้”


“หลงรักเราแล้วล่ะสิ” ผมยกยิ้มล้อเลียนก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของอีกฝ่าย อ้าปากค้างตาโตเชียว น่าเอ็นดูจริงๆ เลยนะครับ


“หึ คุณนี่นะ เอ้อ! พวกเพื่อนผมมันอยากมาเยี่ยมคุณด้วย แต่ผมบอกว่าไม่ต้องมา กลัวพวกมันมารบกวนคุณ” พอปรับอารมณ์ได้เขาก็เปลี่ยนเรื่องหนีทั้งที่หูยังแดงเถือก


“ว่าเพื่อนอีกแล้ว”


“ถ้าผมบอกว่าผมหวงคุณ จะผิดหรือเปล่า?” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่นอย่างครุ่นคิด ใบหน้าหล่อดูจริงจังขึ้นมาผิดกับก่อนหน้านี้ อะไรกันเนี่ย? เปลี่ยนอารมณ์เร็วจัง หนึ่งนาทีร้อยอารมณ์


“เพราะเรายังไม่ได้เป็นอะไรกันเหรอ?” ผมย้อนถามกลับตามที่คาดเดา มารุตเองก็น่าจะกังวลถึงจุดนี้อยู่ไม่น้อย


“อื้อ สำหรับคุณแล้วตอนนี้ผมเป็นอะไร?” ผมนิ่งไปนิดเพราะคำถามที่ถูกยิงมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว


“ตอบพร้อมกันไหม?” สบตากันอยู่พักหนึ่งก่อนจะเป็นผมที่เอ่ยถามขึ้นมา เราต่างก็คงจะมีคำตอบของตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ใครสักคนบอกออกมาก่อนมันก็คงจะดูยังไงๆ อยู่นะ เอาเป็นว่าบอกพร้อมกันน่าจะดีกว่า


“อืม เอาสิ”


“คนของใจ/คนของใจ”


“ใจตรงกันเนอะ” คำตอบที่เราทั้งคู่ต่างตอบออกมามันทำให้อีกฝ่ายยิ้มออกมาจนแก้มแทบปริได้ มารุตมองผมอย่างล้อๆ พร้อมรอยยิ้มกว้างที่น่ามอง ซึ่งผมเองก็ยิ้มกว้างไม่ต่างจากเขาเลย


“เราคุยกันไปเรื่อยๆ ก่อนก็ได้ ไม่ต้องรีบหรอก” เพราะระยะเวลาที่เรารู้จักกันมันเพียงแค่เดือนกว่าๆ เอง ผมไม่ได้รีบที่จะมีแฟน ผมชอบในความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ อยากให้มันค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ศึกษากันไปเรื่อยๆ เรื่องจะคบกันเมื่อไหร่นั้นก็เอาเป็นว่ารอให้ความรู้สึกมันก้าวไปไกลกว่านี้ก่อนดีกว่า อีกอย่างเราทั้งคู่ก็เพิ่งผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมายมา อาจมีเรื่องที่ทำให้เราสับสน เพราะอย่างนั้นผมถึงอยากให้อะไรๆ มันแน่นอนและชัดเจนที่สุดก่อน


“ผมทำให้คุณได้ทุกอย่าง แค่คุณเอ่ยปากบอกมา” เขาว่าด้วยรอยยิ้มบางที่มันดูอบอุ่นและอ่อนโยนพร้อมกับดึงมือของผมไปกดจูบแผ่วเบา


“ขอบคุณนะ” ขอบคุณที่เข้าใจ


“ผมต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น ชอบคุณนะ” ครั้งนี้เป็นผมเองที่ต้องตาโตด้วยความตกใจหลังจากที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย มารุตที่เห็นสีหน้าของผมก็กลั้นขำจนสุดฤทธิ์จนหน้าเขียวหน้าแดง


“ขอบคุณ” ผมแก้คำพูดให้เขาใหม่ทั้งที่หน้าร้อนผ่าว


“อ้อ ใช่ๆ ขอบคุณครับแล้วก็ชอบคุณด้วย” เขาหัวเราะร่วนออกมาอย่างชอบอกชอบใจจนหน้ายับ


“ชอบเหมือนกัน” ผมเอ่ยบอกความรู้สึกของตัวเองออกไปบ้าง คนตัวสูงนิ่งค้างไปเหมือนถูกสาปก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาราวกับคนบ้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาหน้าแดงหูแดงไปหมด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเขิน ผมเองก็ไม่ต่างกันหรอก


ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวระหว่างเราจะดำเนินมาในทิศทางนี้ได้ คนที่ต่างก็คิดว่าจะไม่มีทางชอบกันได้กลับเป็นคนที่อยากเริ่มต้นใหม่ด้วยมากที่สุด เราทั้งคู่ต่างเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของกันและกัน แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดีล่ะนะ



---------------




กว่าจะได้หวานกันนี่ก็เกือบจบเรื่องละ
อยากมีคุณรัชช์เป็นของตัวเอง
สามพี่น้องริคเร็กซ์รัชช์ก็คือน่ารักกันทั้งบ้านนะ
มารุตก็คือเต็มที่สุดๆ แล้ว ฮาาา

ความสัมพันธ์ของคู่นี้ค่อนข้างเป็นเรื่องยากสำหรับเรานะ
เรื่องนิลกับรัชช์อันนี้ก็ยาก เป็นความเจ็บปวดที่งดงาม
ตอนเขียนนี่เหมือนจะง่าย แต่จริงๆ คือยากมากๆ

ตอนนี้เลยมาคิดได้ว่าถ้าเราเลิกเขียนนิยายซะ
เราก็จะไม่รู้สึกว่ามันยากอีกต่อไป
ขอบคุณค่าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 404 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

569 ความคิดเห็น

  1. #364 linonan_ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:23
    พี่ริคไม่เอาาา นั่นน้องเขยไง55555555555 คุณรัชช์น่ารักที่สุดเลยสนูปี้ของแม่ ////_//// หอมกลิ่นความรักจังเลยค่าาาาาาา
    #364
    0
  2. #334 heartrocker2412 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:57
    ชอบคุณใหญ่ แง้งงงง
    #334
    0
  3. #324 jjingg. (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:00
    ม่ายยย ไม่ให้เลิกเขียนน้า5555555คุณรัชช์น่ารักกกกแง น่ารักแบบไม่ต้องพยายาม
    #324
    0
  4. #298 Kim-kibom (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 21:00
    หวาน มุ้งมิ้งจริงๆ
    #298
    0
  5. #297 daodoy (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 11:16

    งื้อคนของใจ
    #297
    0
  6. #296 boumbim (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 21:41

    ทังสองน่ารักมากเลย...งือ...แต่ว่าไรอย่าพูดว่าจะไม่แต่งน้า~อย่าทำร้ายจิดใจรีด~แงT_T เรายังอยากอ่านเรื่องของคุณกลางกับนิล แต่ถ้าเพี่มเรื่องของคุณใหญ่ด้วยก็จะดีมากเลย~แฮ่ๆ...ชอบเรื่องของไรแต่งมากเลย...สู้ๆ...เป็นกำลังใจให้ค่า^^
    #296
    0
  7. #295 bj vamtoon (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 18:58
    น่ารัก​ /รอครับ
    #295
    0
  8. #294 areeoranan (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 10:23
    ใจตรงกันน่ารักกกกก
    #294
    0
  9. #292 KYUMIN137 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 02:31
    น่ารักๆๆๆๆๆ
    #292
    0
  10. #291 primo xxii (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 00:38
    ตายเลยค่ะ โดนคุณรัชช์แอทแทคหัวใจ ใต้ความบอกคิดถึงรุตตนั้นนน รึตเขินแค่ไหนไม่รู้แต่เค้าเขินมากกกกกกก บ้าจริงเลย คุณรัชช์ทำไมดีขนาดดดนี้คะ
    #291
    0
  11. #290 pppndb (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 00:24
    อย่าเลิกเขียนเลยค่า เห็นใจรีดเดอร์ตาดำๆด้วยนะคะ ชอบความสัมพันธ์ที่มันค่อยเป็นค่อยไปของคุณรัชช์กับมารุตนะ มันน่ารักแล้วก็อบอุ่นดี และใช่ค่ะอยากมีคุณรัชช์เป็นของตัวเอง เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ
    #290
    0