จีบคนเถื่อน [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S] : Spin-Off

ตอนที่ 23 : จีบคนเถื่อน : 22

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,685
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 398 ครั้ง
    11 ม.ค. 62






22





---------------




Marut Part :


06.14 นาฬิกา


“มาแต่เช้าเชียวนะคะ”  เดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ที่คุ้นเคยประหนึ่งว่าเป็นบ้านของตัวเองก็เจอกับคุณป้าแม่บ้านใจดีที่กำลังเดินสำรวจความเรียบร้อยภายในบ้านอยู่  


“สวัสดีครับ รัชช์ตื่นหรือยังครับ?” ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตรงหน้าอย่างนอบน้อม ทำตัวให้น่าเอ็นดูเข้าไว้ จะได้มีพรรคพวกคอยสนับสนุน แค่รู้ว่ารัชช์มีพี่ชายถึงสองคนผมก็กุมขมับแล้ว ไม่รู้ว่าพี่ๆ ของรัชช์จะหวงน้องชายคนเล็กของบ้านหรือเปล่า แต่พูดได้เลยว่าถ้าผมเป็นพี่รัชช์แล้วมีน้องอย่างนี้นะผมจะโคตรหวงเลย ความมึนความกวนหน้าตายของรัชช์มันดูน่าบีบน่าขย้ำมากๆ บางทีเขาอาจจะไม่รู้ตัวว่าไอ้นิสัยมึนๆ แบบนี้แหละที่ทำให้เขาดูน่ารักจนลืมไปว่าหน้าเขาหล่อมากแค่ไหน


“ตื่นแล้วค่ะ อยู่ที่ห้องอาหาร คุณจะรับมื้อเช้าด้วยไหมคะ?” ผู้ใหญ่ตรงหน้าเอ่ยถามอย่างใจดีและเป็นกันเอง


“อ่า ขอรบกวนด้วยครับ” ตอนแรกตั้งใจว่าจะชวนรัชช์ออกไปหาอะไรกิน แต่ถ้ารัชช์กำลังกินข้าวอยู่ผมก็คงต้องขอฝากท้องไว้ที่นี่แล้วล่ะครับ


“ได้ค่ะ” คุณป้าแม่บ้านยิ้มรับแล้วเดินแยกเข้าไปในห้องครัว


“กินไม่รอเลยนะ คุณเล็ก” เดินเข้ามาในห้องอาหารก็เจอกับลูกชายคนเล็กของบ้านนั่งกินข้าวแก้มตุ่ยมือข้างหนึ่งถือช้อนส่วนอีกข้างก็ถือโทรศัพท์เหมือนกำลังพิมพ์คุยกับใครอยู่


“ทำไมมาเช้า?” ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำละขึ้นมามองผมด้วยความสงสัย


“ก็มารับคุณไปซ้อมบาสไง” รัชช์มีซ้อมบาสวันเสาร์ ที่รู้เพราะคุยไลน์กันเมื่อคืนครับ ไม่ต้องถามหรอกว่าใครทักก่อน ผมนี่แหละ แค่ทักไปบอกเฉยๆ ว่าถึงห้องแล้วจากนั้นก็หาเรื่องชวนคุยจนรู้ว่าอีกฝ่ายมีซ้อมบาสตอนเช้าวันนี้ด้วย เมื่อวานเจ้าตัวเขาก็ออกไปซ้อมตอนเย็นหลังผมกลับห้องไปแล้ว ส่วนผมไม่ได้ไปซ้อมบอลหรอกครับ ขี้เกียจเลยโดด


“กลับไปพูดหยาบเหมือนเดิมเถอะ” มือเรียวสวยยื่นไปหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบปากก็พูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงสายตาไม่โฟกัสที่หน้าของผมตรงๆ แต่เบี่ยงมองไปทางอื่นแทน


“ทำไม?” ท่าทางแบบนี้มัน


“รู้สึกแปลกๆ”


“เขิน?” แน่ๆ เลย


“เปล่า มันไม่ชิน” อีกฝ่ายตอบเฉไฉแสร้งทำเป็นตักข้าวเข้าปากกินกลบเกลื่อน


“เขินก็พูดดิคุณ ผมไม่ล้อหรอก” เห็นแล้วก็อดจะแหย่กลับไม่ได้ คนอะไรฟอร์มเยอะจังวะ


“นี่ก็ล้ออยู่ไม่ใช่เหรอ?” เขาว่าผมด้วยสีหน้ายุ่งๆ


“ฮ่าๆ น่ารักว่ะ” แบบนี้เขาเรียกว่างอแงหรือเปล่าครับ?


“ประสาท” เห็นแบบนี้แล้วผมอยากจะพูดเพราะๆ ให้เขาเขินทุกวันเลย


“แล้วนี่จะไปกันยังไงคะ? จะไปมอเตอร์ไซค์อีกแล้วหรือคะคุณรัชช์?” บทสนทนาระหว่างผมกับรัชช์หยุดชะงักลงเพราะคุณป้าแม่บ้านเดินเข้ามาถามอย่างเป็นห่วง


“ไปมอเตอร์ไซค์ก็เร็วดีนะครับ” รัชช์หันไปยิ้มซื่อ


“รู้ว่าคุณริคไม่ชอบก็ยังจะดื้ออีกนะคะ เดี๋ยวถ้าคุณท่านกลับมา ป้าจะฟ้องให้โดนดุเลย” แต่ก็ได้รับสายตาดุๆ จากคนอายุมากกว่าตอบกลับมา


“ป้าครับ” จู่ๆ รัชช์ก็นิ่งไป


“มีอะไรหรือเปล่ารัชช์?” อดจะถามออกไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมคุณป้าแม่บ้านถึงพูดทำนองว่าไม่อยากให้รัชช์นั่งรถมอเตอร์ไซค์ แต่ที่ผ่านมารัชช์ก็ไม่เคยบอกอะไรผมเลย


“เปล่า ไม่มีอะไร” รัชช์เลี่ยงที่จะสบตากับผม เขาหันกลับไปกินข้าวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะต้องมีอะไรมากกว่าที่คิดแน่ๆ


“รถก็ออกจากอู่แล้วนะคะ เอารถยนต์ไปเถอะค่ะ”


“ทราบแล้วครับ”


“รีบทานเถอะค่ะ เดี๋ยวไปสาย”


“ครับ” รัชช์ขานรับแล้วก็เงียบไป ผมเองก็ได้แต่นั่งกินข้าวไปเงียบๆ แล้วลอบเก็บข้อมูลจากการที่ทั้งสองคนคุยกัน รัชช์ดูไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ส่วนคุณป้าแม่บ้านก็ดูจะเป็นห่วงรัชช์มากเหลือเกิน


“ไปเอากระเป๋าก่อนนะ” หลังจากที่รัชช์กินข้าวเสร็จเขาก็หันมาบอกผม


“อือ” ผมขานรับแล้วรีบกินข้าวเช้าของตัวเองต่อให้หมด


“เอ่อ ป้าครับ” พอรัชช์เดินหายออกไปได้พักหนึ่งแล้วผมก็รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหาคุณป้าแม่บ้านที่กำลังเก็บข้าวของในห้องครัวอยู่


“ว่าไงคะ?”


“ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”


“เรื่องคุณรัชช์ใช่ไหมคะ?”


“ครับ”


“คุณรัชช์เคยเกิดอุบัติเหตุตอนขี่รถมอเตอร์ไซค์ค่ะ ตอนนั้นอาการสาหัสมาก พวกคุณๆ เลยไม่อยากให้คุณรัชช์นั่งมอเตอร์ไซค์อีก มันเหมือนเป็นเรื่องที่ฝังใจทุกคนน่ะค่ะ” คุณป้าแม่บ้านเล่าอย่างรวบรัดเพราะกลัวว่าคุณชายคนเล็กของบ้านจะลงมาเจอเสียก่อน


“คือ...ผมไม่รู้เรื่องนี้เลย” ผมตอบกลับไม่เต็มเสียงนัก รัชช์ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังและเขาเองก็ไม่เคยแสดงอาการอะไรเวลาที่ผมให้เขานั่งซ้อนท้าย อ่า จริงสิ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าครั้งแรกที่รัชช์ให้ผมไปรับเขาที่โรงยิมตอนนั้นเขามีท่าทางแปลกๆ ตอนที่เห็นรถของผมด้วยนี่ คงเพราะเรื่องนี้ล่ะมั้งเขาถึงได้มีท่าทางแบบนั้น


“คุณรัชช์เธอไม่ใช่คนคิดมากหรอกค่ะ เธอเองก็ไม่ได้กลัวหรือฝังใจกับอุบัติเหตุครั้งนั้นสักเท่าไหร่ หลังจากที่หายดียังแอบเอารถออกไปขี่เล่นอยู่เลย ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ๆ ขอเอาไว้ก็นู่นแหละค่ะ ซนอีกตามเคย”


“เขาเป็นแบบนี้มานานแล้วเหรอครับ? หมายถึง นิสัยมึนๆ” ตีหน้าซื่อ ดื้อเงียบ ชอบตีมึนทำเนียนไปเรื่อย


“ชอบตีเนียนค่ะ คนนี้น่ะแสบสุดในบรรดาสามพี่น้องแล้ว” คนสูงวัยว่ายิ้มๆ อย่างเอ็นดู


“พี่ๆ เขาคงโอ๋น้องน่าดูเลยนะครับ” ขอใช้โอกาสนี้เก็บข้อมูลของครอบครัวนี้หน่อยก็แล้วกัน


“ค่ะ โอ๋กันหนักมาก ตามใจกันสุดๆ แต่คุณรัชช์เองก็ใช่ย่อย ชอบอ้อนให้พี่ๆ หลงตลอด”


“ผมยังไม่เคยเจอโมเม้นนั้นเลย” อยากโดนอ้อนบ้างจัง


“แต่ตอนคุณรัชช์อยู่กับคุณก็ดูสบายดีนะคะ คือป้าหมายถึง คุณรัชช์ก็ดูเป็นตัวของตัวเอง”


“งั้นเหรอครับ” ผมเม้มปากแน่นพยายามกลั้นรอยยิ้ม ถ้าคุณป้าแม่บ้านว่าอย่างนั้นก็คงจะจริงแหละครับ จากการที่เรียกไอ้เหี้ยมารุตเมื่อวานนี้ก็รู้เลยนะครับว่าสนิทกันขนาดไหน


“มารุต” เสียงหวานที่ผมเริ่มชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังมาจากทางหน้าประตูของห้องครัว ทำเอาผมกับคุณป้าแม่บ้านรีบหันไปมองทันที ไม่รู้ว่ารัชช์ได้ยินเรื่องที่พวกเราคุยกันหรือเปล่า


“เสร็จแล้วเหรอ?” ผมหันไปถามพร้อมเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย


“อือ”


“ไปก่อนนะครับ” ผมหันไปลากับคุณแม่บ้าน


“เดินทางปลอดภัยค่ะ” แล้วก็ได้รับคำอวยพรกลับมา


“คุณเล็ก”


“หืม?”


“ขอกุญแจรถหน่อยครับ” เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านผมก็คว้าต้นแขนเรียวเอาไว้แล้วแบมือขอกุญแจรถยนต์ของอีกฝ่ายเพื่อที่จะเป็นคนขับรถเอง มือเรียวเล็กยอมส่งกุญแจรถมาให้อย่างว่าง่าย หรือต่อให้เขาไม่ยอมผมก็จะแย่งกุญแจรถมาขับเองให้ได้ ผมไม่ยอมให้รัชช์ขับเองหรอก ก็ตอนนี้เราเป็นคนคุยกันอยู่ ผมก็ต้องเทคแคร์เขาให้เต็มที่สิ


“ทำไมไม่บอกว่าที่บ้านไม่ชอบให้นั่งรถมอเตอร์ไซค์” ขับรถออกมาจากบ้านได้สักพักหนึ่งผมก็เอ่ยถามคนข้างตัวที่นั่งเงียบมาตลอดทางตั้งแต่ขึ้นรถมา ผมไม่ได้อึดอัดกับการที่รัชช์เงียบ เราก็รู้จักกันในระดับหนึ่งแล้ว ผมเองก็พอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนพูดมากอะไร ถึงตอนแรกมันจะรู้สึกแปลกๆ ไม่ชินเพราะตลอดเวลาที่ผมคบกับไอริสอีกฝ่ายจะเป็นคนชวนผมคุยตลอด ไอริสเป็นคนที่พูดเก่งมาก ผมถึงได้บอกไงว่ารัชช์กับไอริสต่างกันมาก


แต่ผมชักจะเริ่มชอบความแตกต่างของรัชช์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิครับ


“เขาแค่ไม่ชอบ แต่ไม่ได้สั่งห้าม” เหรอรัชช์เหรอ?


“ดื้อว่ะ” แบบนี้นี่มันดื้อเงียบชัดๆ


“เปล่า แค่คิดว่านายคงไม่พาเราไปตายหรอก”


โอ้โห ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองชนะคนทั้งโลกเลยวะ?


“ก็เป็นซะอย่างนี้ ต่อไปมีอะไรให้บอกกันตรงๆ นะ เข้าใจไหม?” เอาเข้าจริงก็ไม่กล้าดุว่ะ คือรัชช์แม่งเป็นข้อยกเว้นของทุกอย่างบนโลกใบนี้เลยหรือเปล่า? ไม่แปลกใจเลยทำไมคนถึงได้อวยได้โอ๋กันนักก็เป็นแบบนี้ไง บางทีก็น่ารักน่าเอ็นดูแบบไม่รู้ตัว คือแค่ยืนเฉยๆ คนก็หลงรักแล้วเชื่อผมสิ เพราะตอนนี้ผมก็เริ่มจะชอบเขามากขึ้นๆ ในทุกวันแล้ว


“ครับ”


“อย่าพูดครับ” ผมชะงักด้วยความตกใจจนเกือบหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าข้างทางเมื่อได้ยินเสียงหวานตอบกลับมาสั้นๆ แม้มันจะเป็นเพียงแค่คำว่าครับแต่โคตรจะมีพลังทำลายล้างสูงเลยว่ะ


“ทำไม?” รัชช์หันมาถามอย่างไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจทั้งที่เมื่อกี้เขาเพิ่งทำผมใจเต้นแรงไป มันแรงมากจนผมกลัวว่าคนที่นั่งข้างๆ จะได้ยินมัน


“ใจบางว่ะ”


“ประสาท”


“เขินแล้วปากดีเนอะ เดี๋ยวขยี้ให้ปากช้ำ” ว่าแล้วก็ยื่นมือไปบีบปากเล็กๆ ที่ชอบด่าชอบว่าผมอยู่บ่อยๆ ด้วยความมันเขี้ยวหนึ่งที


“โรคจิต”


เนี่ย! ก็เป็นแบบนี้ไงถึงได้บอกว่าน่าขยี้ให้ปากช้ำ


ขับรถต่อมาอีกสักพักก็มาถึงมหาลัย เช้าๆ แบบนี้รถไม่เยอะเท่าไหร่แถมยังเป็นวันเสาร์อีกด้วย ผมขับตรงไปยังโรงยิมเพื่อไปส่งรัชช์


“ผมเอารถไปนะ เดี๋ยวเลิกแล้วมารับ” ผมบอกกับเจ้าของรถ เพราะวันนี้ผมเองก็มีซ้อมเหมือนกันเลยคิดว่าจะเอารถของรัชช์ไปจอดที่สนามบอลแล้วพอเลิกก็มารับเขา


“อืม” รัชช์พยักหน้ารับเบาๆ แล้วเดินลงจากรถไป


ผมมองตามแผ่นหลังบางเดินเข้าโรงยิมไปแต่แล้วก็ไปสะดุดตาเข้ากับใครคนหนึ่งที่เพิ่งเดินลงมาจากรถของตัวเอง ร่างสูงที่คาดว่าน่าจะไล่เลี่ยกันกับผมเดินมุ่งตรงเข้าไปหารัชช์อย่างรวดเร็ว ผู้ชายคนนั้นคือคนที่รัชช์เรียกว่าพี่นิลและถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นกัปตันทีมบาสของนิติศาสตร์ด้วย แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือสองคนนั้นเขามีความสัมพันธ์มีส่วนเกี่ยวข้องกันยังไง? คิดว่าผมดูไม่ออกเหรอว่าสายตาที่ผู้ชายคนนั้นมองรัชช์มันไม่ธรรมดา มันดูเกินกว่ารุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทกัน แล้วผมก็เคยเห็นรัชช์มองเขาคนนั้นด้วยสายตาแบบเดียวกัน จำครั้งที่ผมกับรัชช์บังเอิญเจอกันที่ร้าน MK ได้หรือเปล่าครับ? ผมจำได้ดีว่าสายตาที่รัชช์มองนิลกาฬมันเป็นยังไง


แต่ผมไม่สนใจหรอกนะว่าทั้งสองคนจะเคยเป็นอะไรกันหรือเคยมีความรู้สึกยังไงให้กันมาก่อน เพราะตอนนี้และอนาคตรัชช์จะต้องเป็นของผมคนเดียวเท่านั้น

 







Rach Part :


“เคลียร์กันแล้วเหรอ?” ก้าวลงจากรถของตัวเองมาได้ไม่เท่าไหร่ก็เจอกับพี่นิลที่ลงมาจากรถพอดี


“ครับ”


“สรุป?”


“ก็ลองคุยๆ กัน” ผมตอบไปตามความจริง แม้รู้ว่าหลังจากพูดออกไปแล้วอะไรหลายๆ อย่างจะเปลี่ยนไป แต่ผมก็ตัดสินใจแล้ว ถ้าผมเลือกที่จะให้มีมารุตอยู่ในชีวิต ผมก็ต้องเสียใครอีกคนไป มันเป็นกฎการแลกเปลี่ยนของโลกใบนี้ ผมไม่สามารถยึดคนสองคนไว้กับตัวได้


“...”


“พี่นิล” ผมเอื้อมมือไปแตะที่แขนแกร่งเพื่อเป็นการเรียกอีกฝ่าย ใจไม่ดีเลยที่เห็นพี่นิลนิ่งเงียบไปอย่างนั้น


“กูอยากด่ามึงนะรัชช์ แต่ในเมื่อมึงตัดสินใจไปแล้วก็แล้วแต่มึง” ดวงตาคมเลื่อนมามองสบกับผมด้วยแววตาที่สั่นไหว ขอบตาแดงก่ำอย่างคนที่กำลังอดกลั้นกับอะไรสักอย่าง


“ขอโทษนะครับ” ผมได้แต่เอ่ยคำเดิมๆ ออกไปอย่างคนโง่ ไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วที่ผมพูดคำนี้และมันไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น ไม่เคยเลย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่สิ มันดูแย่ลงเสียด้วยซ้ำ


“มึงไม่ผิดรัชช์ มึงไม่เคยผิดเลย” เขาบอกกับผมด้วยดวงตาที่เศร้าหมอง ยิ่งมองมันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่ เหนือสิ่งอื่นใดเลยคือหัวใจของผมที่มันบีบรัดแน่นจนปวดร้าวไปหมดทั้งใจ เป็นอีกครั้งที่ผมได้ทำร้ายผู้ชายคนนี้ ทำร้ายทั้งที่ไม่ต้องใช้อาวุธอะไรเลย และเขาก็ไม่เคยโกรธผมเลยสักครั้ง


“พี่นิล” ผมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ส่วนพี่นิลเดินแยกออกไปแล้ว เดินออกไปด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก


ไม่มีอีกแล้วนิลกาฬคนที่เข้มแข็ง ผมเป็นคนทำลายความเข้มแข็งนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมันไม่เหลืออะไรเลย


เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา


ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนอะไรๆ ถึงจะกลับมาดี

 





13.09 นาฬิกา


“เป็นอะไร?”


“เปล่า” ผมผงะเอนหลบด้วยความตกใจเมื่อมารุตยื่นมือมาแตะที่ข้างแก้มของผมด้วยความเป็นห่วง


“คิดอะไรอยู่?” แต่เมื่อเห็นท่าทางของผมเขาก็ชะงักนิ่งไป ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับเพราะรู้สึกไม่ดีที่เผลอทำท่าทีที่ไม่ดีใส่อีกฝ่ายออกไปเมื่อกี้


“รัชช์” มารุตเอ่ยเรียกผมอีกครั้ง ผมยื่นมือไปจับฝ่ามือใหญ่เอามาแนบแก้มของตัวเองเพื่อไถ่โทษกับการกระทำที่ไม่ดีก่อนหน้านี้ ผมมัวแต่คิดเรื่องของพี่นิลมากเกินไปจนเหม่อลอยทำให้ไม่ได้สนใจคนที่อยู่ด้วยกันในตอนนี้


“พรุ่งนี้ไปเที่ยวกัน” ผมช้อนสายตาขึ้นมองเสี้ยวใบหน้าคมของคนที่ตั้งใจขับรถอยู่


“อยากไปไหน?” เขาละสายตาจากถนนมามองหน้าผมแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปขับรถต่ออย่างตั้งใจ


เอเชียทีค” พอได้ยินผมบอกออกไปแบบนั้นมารุตก็หันมามองหน้าผมอย่างแปลกใจทันที โชคดีที่รถติดไฟแดงพอดี ไม่อย่างนั้นได้ชนรถคันข้างหน้าแน่เลย คิ้วหนาเลิกขึ้นคล้ายจะถามย้ำอีกครั้งให้แน่ใจ


“โอเค” เมื่อผมพยักหน้ายืนยันเขาก็ยกยิ้มบางๆ ก่อนจะเอามือมาขยี้หัวผมเบาๆ อย่างหยอกล้อ


มารุตพาผมมาหาอะไรกินกันที่ห้างก่อนกลับบ้าน เหมือนว่าชีวิตเราจะวนเวียนกันอยู่แต่ห้างสรรพสินค้านะครับ ครั้งนี้ผมให้มารุตเป็นคนเลือกร้าน และหวยก็มาออกที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ ผมกับมารุตเองก็ไม่ใช่คนติดหรูอะไร เราแค่หาที่เย็นๆ อยู่เท่านั้นเองครับ ถึงจะอาบน้ำหลังซ้อมเสร็จมาแล้วก็เถอะ แต่ช่วงเวลาบ่ายๆ แบบนี้ไม่ว่าจะไปไหนก็ร้อนทั้งนั้นแหละครับ ถ้าไม่หมกตัวอยู่ในห้องแอร์ก็ต้องเดินห้างนี่แหละ เมื่อกินเสร็จเราก็เดินเล่นดูนั่นดูนี่กันสักพักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจกลับบ้าน แต่คนตัวสูงขอแวบเข้าห้องน้ำแปบหนึ่งก่อน ผมเลยยืนรอแถวๆ ทางเข้าแทน


“คุณรัชช์”


“เชน” ระหว่างที่ยืนรอมารุตเข้าห้องน้ำผมก็หันมองนั่นมองนี่ไปเรื่อยจนกระทั่งไปสะดุดตาเข้ากับใครบางคนที่ผมรู้จักดี เชนยืนอยู่ไม่ไกลจากผมนัก


“มาทำอะไรเหรอ?” เขามองผมอย่างแปลกใจก่อนจะเดินเข้ามาถามผม


“มากินข้าว” ผมตอบกลับอย่างไม่คิดอะไร


“มากับใคร?” แม้มันจะเป็นคำถามทั่วไปแต่กลับทำผมพูดไม่ออก กลัวว่าถ้าตอบออกไปจะทำให้เชนไม่พอใจ


“จะกลับเลยหรือเปล่าเล็ก?” ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไรกลับไปเสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์ที่คุ้นหูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของมารุตที่เดินเข้ามาประชิดตัวผม


“มึง!” เป็นไปอย่างที่คิด เพียงแค่เห็นหน้ามารุต เชนก็มีท่าทางที่เปลี่ยนไปทันที แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบนิ่งแต่ดวงตากลับวาวโรจน์อย่างน่ากลัว


“อ้าว ว่าไงครับ? รุ่นพี่” คนข้างตัวผมก็ไม่น้อยหน้า ดวงตากลมโตตวัดมองเพื่อนสนิทของผมด้วยแววตาท้าทายพร้อมกับริมฝีปากได้รูปที่กระตุกยกยิ้มบางๆ อย่างกวนประสาท


“มาด้วยกันเหรอ?” ดวงตาเรียวมองจ้องใบหน้าของผมนิ่งอย่างรอคอยคำตอบ


“ใช่ มาด้วยกัน” แต่ผมก็ตอบไม่ทันมารุตอีกเช่นเคย แขนแกร่งยกขึ้นโอบรอบเอวของผมพร้อมดึงเข้าหาตัวเขาแผ่วเบาคล้ายกับกำลังแสดงสิทธิ์ในตัวผมอยู่ ผมเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวใบหน้าคมสลับกับใบหน้าของเชนอย่างลำบากใจ


“คบกันแล้วเหรอ?” น้ำเสียงทุ้มฟังดูแข็งกระด้างกว่าปกติหลายเท่าอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีเข้มจับจ้องที่การกระทำของมารุตไม่วางตาและมันก็ดูจะแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ จนผมต้องสะกิดคนข้างตัวให้หยุดปั่นหัวอีกฝ่ายเสียที


“ยัง คุยกันอยู่ แต่เดี๋ยวก็คงคบ” มารุตตอบกลับด้วยท่าทางสบายๆ หากแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจและแววตาของผู้ที่อยู่เหนือกว่า สีหน้ามั่นอกมั่นใจราวกับว่าตนนั้นเป็นผู้ชนะในสงครามประสาทครั้งนี้


“ก็ขอให้ได้คบนะ” เชนเบนสายตามามองสบตากับผมแวบหนึ่งก่อนจะตวัดกลับไปมองหน้ามารุตด้วยสีหน้าที่เย้ยหยันอย่างที่ใครเห็นเป็นอันจะต้องหัวร้อนทุกราย


“มึง!” โดยเฉพาะคนข้างตัวผม


“เราไปก่อนนะคุณรัชช์ เจอกันวันจันทร์” เพื่อนสนิทของผมเลือกที่จะเมินท่าทางไม่พอใจของใครอีกคนแล้วหันมาเอ่ยบอกลากับผมนิ่งๆ แทน


“อืม” ผมนิ่งไปเสี้ยววินาทีเมื่อเผลอไปสบตากับอีกฝ่าย แววตาที่ว่างเปล่าของเชนทำเอาผมทำตัวไม่ถูก ตั้งแต่คบกันมาเชนไม่เคยใช้สายตาแบบนี้มองผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่เป็นครั้งแรกซึ่งผมไม่เคยคิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น


“แม่งเอ๊ย!” คล้อยหลังเชนไปมารุตก็สบถเสียงดังอย่างหัวเสีย


“รุต” ผมร้องเรียกเตือนสติคนตัวสูงกว่าอย่างใจเย็น


“อยากซัดแม่งสักหมัด”


นี่ก็ขึ้นง่ายจริง ทีตัวเองไปหาเรื่องเขาก็เห็นดูสนุกดีไม่ใช่หรือไง? พอถูกเขาเล่นกลับก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงเชียว


“กลับเถอะ” ว่าพร้อมดึงแขนยาวให้เดินตามมา ปล่อยไว้ไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวเป็นบ้าวิ่งไปหาเรื่องใครเขา


“เมื่อกี้คุณเรียกผมว่าอะไรนะ?” แต่ยังเดินไปได้ไม่ทันพ้นสองก้าวก็เป็นผมเองที่ถูกดึงให้เซถลาเข้าไปหาคนที่ตัวสูงกว่า ก็รู้ว่าแรงผมสู้ไม่ได้ก็ยังจะชอบเล่นอะไรพิเรนทร์ๆ อยู่อีก


“รุต” พอตั้งหลักได้ผมก็ตอบกลับไปอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดมากนัก


“เรียกแบบนี้แล้วดูสนิทเนอะ” จากใบหน้าที่บึ้งตึงก่อนหน้านี้ก็เปลี่ยนเป็นฉีกยิ้มกว้างจนหน้ายับ


“แล้วเมื่อกี้เรียกเล็กเฉยๆ เลยเหรอ?” ผมย้อนถามกลับ ก่อนหน้านี้บอกว่าจะเรียกคุณเล็กไม่ใช่หรือไง?


“ก็ไม่อยากเรียกซ้ำกับพี่คุณไง” ว่าพร้อมยิ้มหน้าระรื่นอย่างอารมณ์ดีผิดกับก่อนหน้านี้ลิบลับทั้งที่เพิ่งผ่านไปยังไม่ถึงห้านาทีเลยด้วยซ้ำ  


“ตามใจ” ผมเบนสายตาไปทางอื่นเพื่อเป็นการเลี่ยงที่จะสบตากับคนตรงหน้า กับแค่คำเรียกแทนตัวจะต้องตื่นเต้นดีใจอะไรขนาดนั้น แปลกคนจริงๆ เลย


แล้วทำไมผมจะต้องมาใจเต้นกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี้ด้วย

 







วันอาทิตย์ 20.39 นาฬิกา


“คนเยอะจัง” ผมกวาดสายตามองภาพเบื้องหน้าด้วยความประหม่าเล็กๆ ผมไม่ชอบสถานที่ที่คนเยอะๆ แต่ตอนนี้ผมกลับยืนอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยผู้คน หลากหลายช่วงอายุ หลากหลายเพศและหลากหลายสัญชาติ


“ก็อยากมาเองนะ” คนที่มาด้วยกันอย่างมารุตยกยิ้มขำนิดๆ กับสีหน้ากระอักกระอ่วนของผม สืบเนื่องจากเมื่อวานที่ผมบอกว่าอยากไปเอเชียทีค วันนี้มารุตเลยพาผมมาอย่างที่คุยกันไว้ และตอนนี้ผมก็อยู่เอเชียทีคแล้ว


“ก็ไม่เคยมานี่” ผมพึมพำเสียงแผ่ว เพราะไม่เคยมาเลยอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ถึงผมจะใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมาตลอดแต่ผมก็ไม่ค่อยได้เที่ยวอะไรแบบนี้หรอก ยิ่งเป็นตอนกลางคืนยิ่งไม่เคยเลย ผมชอบที่จะเก็บตัวอยู่ในห้องและอ่านหนังสือเรื่องโปรดสักเล่มมากกว่าการออกมาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายและเสียงที่ค่อนข้างดัง


“พูดจริง?” มารุตหันมามองผมอย่างแปลกใจ สีหน้าเหมือนไม่เคยเจอคนแบบผมมาก่อน


“อืม”


“อยากได้อะไรไหม?”


“ยัง เดินดูไปก่อน” ผมไม่ได้คิดไว้หรอกว่าอยากได้อะไรหรือจะทำอะไร แค่อยากมาลองเดินเล่นดูเฉยๆ ฝ่ามือใหญ่ดันแผ่นหลังของผมให้เดินนำหน้าเขาไป


“นี่”


“อือ” ผมขานรับทั้งที่สายตายังคงสอดส่ายมองสิ่งรอบข้างอย่างสนใจ


“บลูเบอร์รี่ชีสเค้กวันนั้นน่ะ ทำเองหรือเปล่า?”


“อ่า ใช่ ทำไมเหรอ?” ผมชะงักไปกับคำถามนั้นเพราะไม่คิดว่าเขาจะพูดมันขึ้นมาอีก ไม่คิดด้วยซ้ำว่าเขาจะสนใจกับเค้กชิ้นเล็กๆ ที่ตกอยู่บนพื้นวันนั้น วันที่ผมกับเขาต่อยกัน มันรุนแรงมากจนถึงขั้นที่สามารถแตกหักกันได้ แต่น่าแปลกที่ในตอนนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น


“ขอโทษนะ” เขาว่าเสียงแผ่วอย่างคนรู้สึกผิดจริงๆ


“ขอโทษทำไมอีก?” เห็นท่าทางซึมๆ เหมือนโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ถูกดุแบบนั้นก็อดจะสงสารปนเห็นใจไม่ได้


“ขอโทษที่เข้าใจผิด ขอโทษที่ทำร้าย ขอโทษที่พูดไม่ดี ขอโทษที่ทำให้รู้สึกแย่ ขอโทษทุกๆ เรื่องเลย” เขาว่าพร้อมจับมือของผมเอาไว้แน่น


“มันผ่านมาแล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอก” เห็นแบบนั้นแล้วผมเลยยื่นมือไปลูบหัวคนอายุน้อยกว่าเบาๆ ทีอย่างนี้ล่ะทำตัวน่าสงสารเชียว  ก่อนหน้านี้ก็ห้าวเหลือเกิน


“ใจดีจริงๆ ด้วยนะ” รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นแทนใบหน้าเศร้าซึม ไหนจะสายตาอ่อนโยนนั่นอีก


“ไปตรงนั้นกันเถอะ” ผมเบนสายตาหลบก่อนจะแกล้งเฉไฉชี้ชวนไปทางอื่นแล้วออกเดินนำออกไปโดยไม่รอคนที่เอาแต่ยืนยิ้มเหมือนคนบ้า


“เล็ก”


“หืม?” ระหว่างกำลังมองนั่นมองนี่เพลินๆ เสียงทุ้มต่ำจากคนข้างหลังก็ดังขึ้นเรียกให้ผมหยุดเดิน


แชะ!


“รุต” และเมื่อผมหยุดเดินเขาก็ขยับมายืนซ้อนข้างหลังแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายรูปของผมกับเขาเอาไว้อย่างรวดเร็วโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวเลยแม้แต่น้อย


“ชอบว่ะ เอาลง IG ดีกว่า” เขายื่นภาพที่เพิ่งถ่ายเมื่อกี้ให้ผมดูด้วยรอยยิ้มซนๆ ตั้งท่าเตรียมจะอัพโหลดรูปภาพลงในแอพพลิเคชั่นชื่อดังอย่างที่ปากว่าจริงๆ ผมเองก็ยกมือขึ้นกะจะห้ามเขาเหมือนกัน


Rrrrr


แต่ยังไม่ทันที่ผมหรือเขาจะได้ทำอย่างที่ตั้งใจเสียงโทรศัพท์ของมารุตก็ร้องดังขึ้นเตือนว่ามีสายเข้าขึ้นมาเสียก่อน


“ฮัลโหล” คนตัวสูงกว่าหันมามองผมแวบหนึ่งก่อนจะยื่นมือมาดึงผมให้หลบออกไปที่มุมหนึ่งแล้วกดรับโทรศัพท์ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก ชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอที่ผมเห็นแวบๆ คือเบอร์ของไอริส


“เกิดอะไรขึ้นกับไอ!? มึงเป็นใคร!? มึงทำอะไรไอ!?” จู่ๆ มารุตก็ตวาดใส่ปลายสายเสียงดัง ผมที่ยืนมองเขาอยู่เงียบๆ ก็พลอยตกใจตามไปด้วย


“อย่าทำอะไรไอ กูจะรีบไป” ใบหน้าที่ทะเล้นก่อนหน้านี้ตึงเครียดขึ้นมาทันทีที่ได้พูดคุยกับคนปลายสาย


“มีอะไรเหรอ?” อดจะถามออกไปอย่างเป็นห่วงไม่ได้ ท่าทางของมารุตทำเอาผมเริ่มเป็นกังวล ไหนจะคำพูดของเขาอีก ต้องมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับไอริสแน่ๆ


“ไอโดนจับตัวไป ผมต้องรีบไปช่วยไอ” เขาหันมาบอกผมด้วยใบหน้าเคร่งเครียด แววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยทำเอาผมชะงักนิ่งไปนิด นิ่งไปเพราะหัวใจที่กระตุกวูบ ความรู้สึกที่ไม่ดีตีตื้นขึ้นมาจนผมต้องบีบมือตัวเองแน่นเพื่อข่มอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้


นอกจากความห่วงใยที่ผมเห็นชัดเจนในดวงตาคู่สวยนั่นแล้ว ผมยังเห็นถึงความรู้สึกที่มารุตมีต่อไอริสอีกด้วย


Rrrrr


“อะไรอีก!?” นิ้วเรียวกดรับสายแล้วเปิดลำโพงให้ผมได้ยินด้วย คนตัวสูงดูหัวเสียมากจนผมไม่กล้าพูดอะไร


(“รีบมาก่อนที่มันจะตาย”) เสียงที่ดังลอดมาจากปลายสายทำผมนิ่งค้างไปหลายวินาที


ทำไมเสียงนั่นถึงคุ้นจัง


“โธ่เว้ย!” มือใหญ่ยกขึ้นขยี้หัวตัวเองอย่างแรงหลังจากที่อีกฝ่ายกดตัดสายไป


“มันจำเป็นใช่ไหม?” ผมหลุบตาลงต่ำก่อนจะเลื่อนขึ้นสบกับนัยน์ตาสีเข้ม ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้ไอริสกำลังเดือดร้อน และมารุตต้องไปช่วย ชีวิตคนคนหนึ่งมันสำคัญมากกับการตัดสินใจในตอนนี้


“ผมขอโทษ แต่ผมต้องไป” เขาว่าออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก


“อะ อืม” อย่างน้อยมารุตก็แคร์ผมในระดับหนึ่ง คิดว่านะ


“ถึงบ้านแล้วโทรหาผมนะ ผมจะรีบกลับไปหาคุณ” เขาว่าอย่างรีบๆ แล้ววิ่งออกไป


“อืม” ทิ้งให้ผมขานรับคำค้างอยู่เพียงลำพัง


ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มารุตกำลังรู้สึกยังไง แต่สิ่งที่ผมเห็นและเข้าใจได้เป็นอย่างดีเลยคือมารุตเป็นห่วงไอริสมาก ความรู้สึกที่คงไม่ได้เปลี่ยนกันได้ง่ายๆ คำที่เขาเคยย้ำนักย้ำหนา แม้ผมจะรู้ดีอยู่แก่ใจแต่ผมก็แสร้งมองข้ามมันมาตลอด จนกระทั่งวันนี้ที่ผมได้รู้แล้วว่ามารุตไม่เคยเปลี่ยนไปเลย


ผมหมายถึงใจของเขาน่ะ ไม่ว่ายังไงก็ยังเป็นไอริสอยู่ดีสินะ



---------------



อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า

ตกลงคุณรัชช์กับพี่นิลเป็นอะไรกัน?

แล้วที่เชนพูดนี่หมายความว่าไง?

ใครทำไอริส?

เสียงที่รัชช์บอกว่าคุ้นจริงๆ แล้วคือเสียงใคร?

เอ๊ะ เอ๊ะ เอ๊ะ

ปั่นเก่ง ปั่นเป็นจักรยานเลยนะ!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 398 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

569 ความคิดเห็น

  1. #544 B3erry (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:22
    เป็นเรื่องที่ปมเยอะมากก อ่านมา20กว่าตอนปมเก่ายังไม่คลาย ปมใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เครียสสส ชั้นเครียสสส
    #544
    0
  2. #540 Boontharak (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 12:38
    เกลียดไรท์ได้ไหม
    #540
    0
  3. #530 OoNuizqBk (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 08:25
    พี่นิลลลลคนดีอยากให้คู่กับคุณใหญ่คนดี55
    #530
    0
  4. #426 whyis (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 08:09
    เกลียดไรท์ก็ตรงปั่นเก่งนี่แหละ​ -​-
    #426
    0
  5. #406 MayAkk (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 23:55
    แงงงง ตึ้บไปหมดแล้วค่ะ
    หลายเรื่อง ปวดหัวแทน
    คุณรัชช์แย้ววว
    #406
    0
  6. #359 linonan_ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:40
    ดั้ยป่ดดดดดดดด เขาเพิ่งจะดีกันเอง ;-; ไม่มีอะไรหรอกน่า คุณรัชช์อย่าคิดมากนะ รุตแค่เป็นห่วงไอริสในฐานะคนเคยคบกัน -ที่สวีตๆกันเมื่อกี้หายไปกับฝุ่นเลย นุร้องไห้แน้วววววว
    #359
    0
  7. #247 Lc_Jw (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 01:00

    ไม่รู้สิ แบบมันบอกไม่ค่อยถูกแต่ครส.คือรุตก็แคร์รัชอะ รุตแคร์เธอนะ ในจุดที่คุยๆกันอยู่คือเราว่ามันน่ารัก อบอุ่น ดูห่วงกันด้วย รัชก็คือรัชที่เป็นแบบนี้อะใจดี ทะเลาะกันครั้งนั้นคือมันแรงมาก แตกหักเลิกคบกันได้เลย แต่นี่ใครนี่คุณรัชไง ไม่คิดมากนะคะคนดี

    #247
    1
    • #247-1 Perdita P.R.(จากตอนที่ 23)
      12 มกราคม 2562 / 05:05
      👍👍👍
      #247-1
  8. #243 jjingg. (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 23:36
    เสียงใครดี โอ้ยยย แง กำลังไปได้ดีแท้ๆ รีบกลับมาเคลียร์กับคุณเล็กต่อนะมารุตตต
    #243
    0
  9. #242 $yrup (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 20:53
    เชนป้ะ หรือใครอ่ะ
    #242
    0
  10. #241 OnlyF (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 18:36

    ต่อนะคะไรท์ สู้สู้ค่าาาา
    #241
    0
  11. #240 BellPiyanan (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 12:34
    กำลังเข้มข้น
    #240
    0
  12. #239 K24J28 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 02:14
    เชน? มาวิน?
    #239
    0
  13. #238 e_reborn (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 01:27
    เซนรึเปล่า เหมือนๆจะอยากแยกคู่นี้ออกจากกันหน่อยๆ
    // ปั่นได้แต่อย่าทิ้งให้ค้างนานไม่งั้นจะตามไปเผาบ้านไรต์เลยยย ^^
    #238
    0
  14. #237 KYUMIN137 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 00:39
    อหๆๆๆ นึ้ว่ากำลังจะไปได้ดี มีเรื่องงงงอีกแน้วววววว
    #237
    0
  15. #236 Hell Dream-Satan (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 00:36
    เบื่อที่ชอบปั่น
    #236
    0
  16. #235 kongdamp (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 00:35
    เสียงแฟนเก่ารัชช์ป่ะ ที่รัชช์เจอตอนนั้น
    #235
    0