จีบคนเถื่อน [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S] : Spin-Off

ตอนที่ 19 : จีบคนเถื่อน : 18

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,636
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 436 ครั้ง
    16 ธ.ค. 61






18





---------------




Marut Part :


“แม่งเอ้ย! อะไรของมันวะ?” ผมนั่งเอ๋อที่อยู่ดีๆ ไอ้คนดีที่นั่งอยู่ด้วยกันก็พรวดพราดลุกเดินออกไปไม่สนใจใครเลย ไม่แม้แต่จะบอกกล่าวผมสักคำเลยด้วย


“ปากพาจนจริงๆ มึง” ไอ้น็อตยื่นหน้ายื่นปากเข้ามาพูดใส่ผม


“สมน้ำหน้า” ส่วนไอ้ไอซ์ก็ช่วยซ้ำเติมได้อย่างเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย


“หุบปากไปเลยพวกเวร” ผมหันไปด่าพวกมันอย่างหัวเสียก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความหาใครอีกคนที่เดินหน้าตึงออกไปเมื่อกี้

 


Marut

13.24 รัชช์

13.25 มึงอยู่ไหน?

13.25 อย่าอ่านแล้วไม่ตอบ

13.26 รัชช์

13.26 อย่าให้กูโมโห

 


ผมรัวข้อความไปหาอีกฝ่ายเพื่อหวังว่าเขาจะตอบมันกลับมาบ้าง

 


rRachr

รำคาญ 13.27

 


ผมตาโตกับข้อความที่อีกฝ่ายตอบกลับมา ถึงก่อนหน้านี้รัชช์มันจะเคยพูดคำนี้ออกมาต่อหน้าผมแล้วแต่ผมก็รู้ว่ามันแค่ยั่วโมโหกวนประสาทผมเล่นเฉยๆ แต่ครั้งนี้ที่แม้จะเป็นเพียงข้อความทั้งที่มันก็แค่ตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวแต่ผมกลับรู้สึกสะเทือนใจแปลกๆ เออ ยอมรับเลยว่าตอนที่เห็นข้อความเด้งขึ้นมานี่สะอึกเลย รัชช์กำลังโมโหอยู่แน่เลยว่ะ


“อะ ทำหน้าอย่างกับจะแดกโทรศัพท์เข้าไป”


“เขาไม่ตอบเหรอมึง?”


“ตอบ” ปากก็คุยกับเพื่อนมือก็กดส่งข้อความไปอีกเรื่อยๆ แต่คราวนี้รัชช์ไม่แม้แต่จะเปิดอ่านมันเลยด้วยซ้ำ


“แล้ว?”


“ตอบกลับมาว่ารำคาญ”


“อะ สมควร”


“อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อย่างกับผู้หญิง” ผมสบถอย่างหัวเสียแล้วเปลี่ยนมากดโทรออกหารัชช์รัวๆ แทน


“อันนี้หมายถึงคุณรัชช์หรือตัวมึงเอง?”


“เสือก!” ทำไมไม่รับวะ? หรือผมต้องออกไปตามด้วยตัวเอง?


“มึงหายไปไม่ได้นะ วิชานี้อาจารย์จำหน้ามึงได้ แล้วเขาก็เห็นมึงแล้วด้วย ถ้ามึงหายไปมึงโดนเล่นแน่” ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อจากที่คิดผมก็ถูกไอ้ไอซ์พูดดักขึ้นมาก่อน


“น่าเบื่อฉิบหายเลย” ทำได้แค่นั่งกดๆ โทรศัพท์ต่อไป


แต่ผ่านไปไม่นานรัชช์ก็กดปิดเครื่องจนผมติดต่อไม่ได้ ยกมือขึ้นเสยผมตัวเองอย่างหงุดหงิดแล้วหันมากระหน่ำส่งข้อความหาอีกฝ่ายไม่หยุด แม้จะรู้ว่ารัชช์ไม่มีทางเห็นมันหรอกแต่ผมก็หยุดตัวเองให้เรียกหาอีกฝ่ายไม่ได้ ก็ไม่รู้ทำไมต้องร้อนใจขนาดนี้ แต่ผมไม่ชอบที่อยู่ดีๆ รัชช์ก็หายออกไปแบบนี้


“มึงๆ เห็นแท็กนี้ยัง?”  ผมที่ยังหัวเสียไม่เลิกกับการที่ติดต่อรัชช์ไม่ได้ก็ถูกน็อตสะกิดเรียกให้หันไปดูอะไรสักอย่างในโทรศัพท์ของมัน แต่พอรับมาดูแล้วก็ต้องขมวดคิ้วแน่น

 



งงกับความสัมพันธ์ของ#มารุตคุณรัชช์


เพิ่งรู้ว่ามีแท็ก#มารุตคุณรัชช์


เจอมารุตมาส่งคุณรัชช์ที่คณะเมื่อเช้า#มารุตคุณรัชช์


‘‘#มารุตคนเถื่อนหล่อเท่#คุณรัชช์คนดีหล่อน่ารัก สรุปคือดี#มารุตคุณรัชช์เขาควรได้กัน


เช้ามาส่งที่คณะ เที่ยงมารับไปกินข้าวด้วยกัน บ่ายก็พาเข้าไปเรียนด้วย #มารุตคุณรัชช์#แฟนไม่แฟน?


‘#มารุตคุณรัชช์ตัวติดกันขนาดไหนถามใจดู *แนบรูป*


กล้าขนาดไหนถามใจดูถึงขั้นพามานั่งเรียนด้วย#มารุตคุณรัชช์


ไม่สบายแพคคู่ด้วยจ้า เห็นใส่แมสมาเหมือนกันเลย คนหนึ่งใส่สีดำอีกคนใส่สีขาว#มารุตคุณรัชช์


ชอบ#มารุตคนเถื่อน แต่ไม่ชอบ#คุณรัชช์คนดี เกลียด#มารุตคุณรัชช์


เกลียดมารุต#มารุตคนเถื่อน


ล่าสุดเหมือน#มารุตคุณรัชช์ทะเลาะกัน เห็นคุณรัชช์เดินออกนอกห้องไปแล้ว


มารุตดูหัวเสียมาก ใครเห็นคุณรัชช์บอกหน่อย#มารุตคุณรัชช์

 



“ช่างแม่งเหอะ เมื่อไหร่จะเลิกวะ?” ผมโยนโทรศัพท์คืนเจ้าของอย่างไม่แยแส


แม้จะไม่พอใจกับข้อความที่เห็นอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้หรอก ผมร้อนใจเรื่องรัชช์มากกว่า ปกติก็ไม่เห็นจะหัวร้อนง่ายนี่หว่า แต่ทำไมช่วงนี้พูดอะไรนิดหน่อยก็ไม่พอใจละ โกรธง่ายกว่าที่คิดอีกว่ะ


“ใจเย็น มึงเพิ่งเรียนไปยังไม่ถึงชั่วโมงเลย”


“เออ แล้ววิชานี้แม่งสามชั่วโมงนะ”


“กูจะนอน เลิกแล้วปลุกกูด้วย”


“เออ”


ผมเก็บโทรศัพท์ของตัวเองลงกระเป๋าแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ไม่สนใจอาจงอาจารย์อะไรทั้งนั้นแหละ ผมง่วงผมก็จะนอน เมื่อคืนผมกลัวรัชช์จะไข้ขึ้นมาอีกรอบเลยอยู่เฝ้า หลับๆ ตื่นๆ บ้างเพื่อลุกขึ้นมาดูอีกฝ่าย รัชช์ไข้ขึ้นอีกตอนเที่ยงคืนกว่า ผมก็ลุกขึ้นมาเช็ดตัวปลุกมากินยา แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเขาจะไม่รู้ตัวเองหรอกว่าไข้ขึ้น แถมผมก็ดูเหมือนจะติดหวัดมาจากเขาด้วย เช้ามาก็เจ็บคอแถมไออีก ตอนนี้ก็ชักจะปวดหัวแล้ว


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเริ่มจะไม่สบายหรือเพราะใครอีกคนกันแน่

 





16.03 นาฬิกา


“มึงๆ เลิกเรียนแล้วนะ”


“เออ วันนี้กูไม่ซ้อมนะ ลาพี่ตงให้ด้วย” พอได้ยินคำว่าเลิกแล้วเท่านั้นแหละผมก็ลุกพรวดขึ้นมาเก็บข้าวของเตรียมออกจากห้องทันที


“เฮ้ย! มึงอย่าคิดว่าเป็นลูกรักพี่ตงแล้วจะทำอะไรก็ได้นะ” พี่ตงที่พูดถึงเป็นกัปตันทีมบอลครับ พี่เขาเป็นพี่ในสายรหัสของผมเอง


“กูไม่ซ้อมวันเดียวก็ไม่ได้ทำให้ฟอร์มกูตกหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้กูก็กลับไปซ้อมเหมือนเดิม”


ผมจะซ้อมวันไหนก็ได้ แต่วันนี้ผมต้องไปตามหารัชช์ก่อน


“เออ แล้วแต่มึง หยุดซ้อมแล้วก็ไปเคลียร์กับเขาให้เรียบร้อยนะ”


“ใช่ ถ้ามึงชอบเขามึงก็ทำตัวให้มันดีๆ เดี๋ยวก็แห้วแดก”


“มึงคิดว่ากูจะลืมไอริสได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอวะ?” ผมที่กำลังจะลุกเดินออกไปก็หยุดชะงักแล้วหันกลับมามองหน้าเพื่อนทั้งสองด้วยความเคร่งเครียด


“ถ้าอย่างนั้นแล้วสิ่งที่มึงทำอยู่นี่คืออะไร?” ไอซ์ขมวดคิ้วมองกลับอย่างไม่เข้าใจ


“ไปรับไปส่ง ไปกินข้าว อยู่ด้วยกัน ตัวติดกัน คือมึงจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?”


“หรือมึงแค่เห็นคุณรัชช์เป็นตัวแทนไอริส?”


“มึงอย่าบ้า ไม่มีใครแทนไอริสได้ แล้วรัชช์ก็ไม่มีอะไรเหมือนไอริสเลย มันแทนกันไม่ได้” ผมกระชากเสียงอย่างไม่พอใจ ผมไม่ชอบที่ถูกกล่าวหาว่าเอารัชช์มาแทนไอริส ผมไม่เคยคิดอย่างนั้น เพราะรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้


“แล้วมึงทำแบบนี้ทำไม? หรือแค่ต้องการหาใครสักคนมาอยู่ด้วยเฉยๆ”


“...” ผมไม่สามารถตอบอะไรกลับไปได้เพราะสิ่งที่ไอซ์พูดมามันคือความจริง มันคือสิ่งที่ผมกำลังคิดและรู้สึกอยู่ในตอนนี้ จะบอกว่ามันพูดแทงใจก็คงไม่ผิดนักหรอก


“ไอ้มารุต!” น็อตที่เห็นผมนิ่งเงียบไปก็หัวเสียขึ้นมาทันที มันคงเดาคำตอบของคำถามเมื่อกี้ได้


“มึงทำเหี้ยไรเคยนึกถึงความรู้สึกของคุณรัชช์บ้างไหม? มึงก็แค่เหงา แค่เรียกร้องความสนใจจากใครสักคน แต่มึงเคยถามคุณรัชช์ไหมว่าเขาจะโอเคกับสิ่งที่มึงทำหรือเปล่า?”


ผมได้แต่นิ่งเพราะพูดอะไรไม่ออก ก็ถูกอย่างที่ไอซ์พูด ผมสนแต่ตัวเองจนลืมไปว่ารัชช์เองก็มีความรู้สึกเหมือนกัน


“มึงโตแล้วมารุต คิดเอาเองนะ”


“คิดดูดีๆ ว่าที่มึงรู้สึกกับไอริสมันคือความรักหรือความผูกพัน มึงยังรักหรือเสียดาย ลองกลับไปคิดดู”


“พวกกูไปซ้อมบอลก่อน เจอกันพรุ่งนี้”


ผมทำเพียงแค่พยักหน้ารับแล้วเดินแยกออกมาจากเพื่อนทั้งสอง ตลอดทางที่เดินไปยังรถของตัวเองผมก็ได้แต่คิดว่าผมทำผิดต่อรัชช์มากเกินไป ผมคิดเอาแต่ใจเอาแต่ได้ ที่ผ่านมารัชช์ก็ยอมผมมาตลอด มีแต่ผมที่ชอบทำตัวงี่เง่า


ว่าแต่ตอนนี้ผมจะไปตามหารัชช์ได้ที่ไหนวะ?

 







Rach Part :


“มึงๆ ดูนั่น”


“แม่งมาอีกแล้วเหรอวะ?”


“วันนี้มันจะมาต่อยใครเปล่าวะ? วันก่อนก็กวนตีนมันไปเยอะด้วยไง”


“มึงดูมันจ้องคุณรัชช์”


“จะแดกเข้าไปอยู่แล้วมั้งนั่น”


เสียงพูดคุยจากกลุ่มรุ่นน้องในทีมที่เป็นตัวสำรองดังขึ้นเมื่อพวกเขาหันไปเห็นใครบางคนเดินเข้ามาในโรงยิม ผมหันมองตามสายตาของพวกเขาแล้วก็ปะทะเข้ากับดวงตากลมโตที่จ้องมองมายังผมอย่างไม่วางตา ใบหน้าหล่อคมเรียบนิ่งเหมือนพร้อมจะมีเรื่องกับคนอื่นตลอดเวลา


“รัชช์ ยังไม่เคลียร์กับมันอีกเหรอ?” เสียงของพี่นิลดังเรียกสติของผมให้กลับเข้ามาอยู่ในสนามอีกครั้ง


“คุยแล้วแต่ยังไม่เคลียร์ครับ” ผมวิ่งเข้าไปแย่งลูกกับกัปตันคนเก่งโดยที่หางตาก็เหลือบมองใครอีกคนที่นั่งอยู่นอกสนามไปด้วย ไม่คิดว่าเขาจะตามมาถึงที่นี่ แถมดูท่าแล้วน่าจะโดดซ้อมบอลมาด้วย


“หมายความว่าไง?”


“เขาไม่ปล่อยผม”


“มันต้องการอะไร?”


“มันเป็นเรื่องของความรู้สึก” ผมตอบกลับแล้วเบี่ยงตัวหลบมือหนาที่ยื่นมาจะแย่งลูกบาสในมือของผม


“ของมันหรือของมึง?” พี่นิลยังคงถามต่อแม้เราจะยังคงซ้อมกันอยู่


“ของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้” ปากก็พูดไป มือก็เลี้ยงลูกบาสในมือไปด้วย ขาก็สับวิ่งอย่างไวไปทางแป้นบาส แล้วเราก็เล่นกันอยู่สองคนโดยไม่ได้สนใจเพื่อนร่วมทีมคนอื่นเลย วันนี้ผมกับพี่นิลถูกจับแยกฝั่งกัน เกมวันนี้เลยดูเหมือนจะดุเดือดนิดหน่อย


“รัชช์” พอได้ยินอย่างนั้นพี่นิลก็นิ่งไป เขาหยุดวิ่งตามผม ไม่สิ หมายถึง เขาหยุดวิ่งตามลูกบาสในมือผมแล้วยืนมองผมนิ่งๆ อยู่กับที่


“ตั้งใจหน่อยสิครับพี่นิล อย่ามัวแต่สนใจอย่างอื่น” ผมส่งลูกบาสให้กับเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งเพื่อให้เขาชู้ตลูกลงแป้นแล้ววิ่งกลับมาหาคนที่ยังยืนอยู่ที่เดิมแม้ทีมของผมจะทำแต้มนำไปได้แล้ว


“ยอกย้อน” คนอายุมากกว่าถลึงตามองดุๆ ผมเลยแกล้งยกมือขึ้นไปบีบๆ ที่ไหล่กว้างเพื่อให้อีกฝ่ายคลายอาการตึงเครียดลง แต่ดูเหมือนพี่นิลจะยิ่งทำหน้าเครียดกว่าเดิมอีกนะครับ


“กูว่ามึงคุยกับมันให้รู้เรื่องเถอะ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้อีกไม่นานมันคงลุกมาต่อยกู” ว่าพลางพยักพเยิดหน้าไปทางคนที่นั่งกอดอกมองมาทางนี้ด้วยสีหน้าที่เริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ


“เขาไม่ทำอย่างนั้นหรอก” ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องทำอะไรแบบนั้น


พี่นิลพูดราวกับว่ามารุตกำลังหึงหวงผมอยู่ แต่มันไม่ใช่หรอก อาการแบบนั้นมันสำหรับคนที่มีความรู้สึกพิเศษให้แก่กัน แต่ผมกับมารุตน่ะไม่ใช่ เขาไม่ได้รู้สึกชอบหรือสนใจอะไรผม ที่เขาเรียกร้องให้ผมอยู่กับเขาก็เพราะเขาแค่ไม่เหลือใคร เขาแค่ต้องการใครสักคนอยู่ข้างๆ เขากำลังอ่อนแอเพราะสูญเสียสิ่งสำคัญไปก็เท่านั้นเอง


“แน่ใจ?”


“พี่นิลอย่าพานอกเรื่อง เราซ้อมกันอยู่นะ” ผมว่าหน้ายุ่ง ตัวเองเป็นกัปตันทีมแท้ๆ แต่ชอบพาออกนอกเรื่องตลอด


“หึ!” หันมายิ้มเยาะๆ แล้วก็เดินหนีออกไปเฉยเลย อะไรของเขาเนี่ย?

 





19.39 นาฬิกา


หลังจากที่ซ้อมเสร็จผมก็รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกมาหาคนที่นั่งรอผมมาเกือบสามชั่วโมงได้ มารุตยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เขาไม่ได้ลุกไปไหน และแทบจะไม่ได้ละสายตาไปจากผมเลย ตลอดเวลาที่ผมซ้อมอยู่ผมรู้สึกได้ การกระทำของเขาทำเอารุ่นน้องในทีมของผมอึดอัดกันเป็นแถบ มีเพื่อนที่เป็นรุ่นเดียวกันมาถามผมว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะกลัวจะมีเรื่องต่อยตีกันอีกเหมือนคราวก่อน แต่ผมก็บอกไปว่าไม่มีอะไร


“ไม่ซ้อมบอลเหรอ?” เพราะมารุตทำท่าจะลุกเดินหนีทั้งที่ไม่ยอมพูดอะไรกับผมสักคำ ผมเลยต้องรั้งเขาไว้ก่อน


สรุปใครกันแน่ที่ควรจะโกรธ?


“กูลา” เขาตอบกลับมาสั้นๆ แค่นั้น


“อย่าทำแบบนี้” ถึงขนาดกับต้องขาดซ้อมมานั่งรอผมเลยเหรอ? ผมว่ามันดูไร้สาระเกินไป ทั้งที่เขาก็ไม่ได้จะใส่ใจอะไรกับผมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับมาทำเหมือนกลัวผมหายไปอย่างนั้นแหละ เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่


“มึงนั่นแหละ อย่าทำแบบนี้” เขาว่าพร้อมกระชากแขนผมเข้าหาตัว


“ทำอะไร?” ผมพยายามดึงแขนตัวเองออกแต่ก็ไม่สำเร็จ


“อยู่ๆ ก็ลุกเดินหนีออกมา พอกูไลน์ไปหาก็เมินกู ปิดเครื่องหนีกูอีก” เขาชักสีหน้าหงุดหงิดใส่แถมยังบีบแขนผมแน่นกว่าเดิมอีกด้วย


“มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น” ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องของผมหรือตัวผมเลย แล้วตอนนี้เขาจะมาทำเป็นเดือดร้อนอะไร เขาทำเหมือนกับว่าผมสำคัญทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกเขาไปแล้วว่าไม่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของผมมากนักก็ได้ ในเมื่อความจริงแล้วผมก็รู้ตัวดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่


“ไม่ว่ายังไงมึงก็ไม่ยอมใช่ไหมรัชช์?” มารุตยอมคลายมือของตัวเองออกจากแขนผมก่อนจะถอนหายใจออกมา


“นายทำทุกอย่างตามที่นายต้องการ แล้วเราล่ะ? นายถามเราบ้างไหมว่าเราต้องการให้เรื่องระหว่างเรากับนายเป็นแบบนี้หรือเปล่า? ทำไมนายไม่จบมันสักที ที่นายบอกว่าเราเข้าใจความรู้สึกของนายที่สุดแล้วน่ะ จริงๆ เราไม่เข้าใจ เราไม่เข้าใจนายเลยว่าจะทำแบบนี้ไปทำไม?”


ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นผม หรือเพราะผมเป็นฝ่ายที่เดินเข้าไปในชีวิตของเขาก่อน?


“กูก็แค่คิดว่าอาจจะเป็นมึง” เขาว่าเสียงเครียด แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความสับสน


“นายคิดว่าอาจจะ แต่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้” จู่ๆ ผมก็รู้สึกจุกๆ ตื้อๆ ขึ้นมาที่หน้าอก อาจเป็นเพราะความสับสนที่เห็นได้ชัดจากดวงตาคู่สวยนั่นล่ะมั้ง มันดูลังเลและไม่แน่ใจ


“ทำไม?” เขาถามกลับอย่างไม่เข้าใจ


“เพราะนายรักไอริส นายจำได้ไหมว่านายเคยบอกว่ารักไอริสมาก นายเคยไล่เราต่อหน้าคนอื่น และนายบอกว่าไม่ได้ชอบเรา” ทุกคำพูดสีหน้าและแววตายังคงเด่นชัดในความทรงจำ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทำไมถึงจดจำเรื่องในตอนนั้นได้มากถึงขนาดนี้ หรือเป็นผมเองที่ให้ความสำคัญกับเขามากเกินไป?


“ก็เริ่มกันใหม่ไง” ทั้งที่ผมควรจะรู้สึกดีกับคำพูดนั้นแต่เปล่าเลย มันดูไม่หนักแน่นและไม่มั่นใจอะไรสักอย่าง


“มันเริ่มไม่ได้” ผมรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก


“ทำไม?”


“นายน่าจะรู้ดีที่สุด ระหว่างเรามันไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มันเริ่มจากการติดลบ ยิ่งนายรักไอริสมากเท่าไหร่ ค่าติดลบก็ยิ่งมาก แล้วเราต้องทำอีกเท่าไหร่ถึงจะทำให้ค่าติดลบเป็นศูนย์ แล้วเริ่มจากศูนย์ขึ้นมาใหม่ ต้องเหนื่อยเท่าไหร่เหรอ?”


ผมไม่คิดว่าจะมีวันนี้ วันที่ผมกลายเป็นคนที่ต้องไล่ตามใครสักคนจริงๆ เพราะอะไรมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ? เพราะผมที่เผลอรู้สึกดีจนเริ่มคิดไปไกลเหรอ? หรือเพราะความเหงา?  


“รัชช์”


“เราว่านายเลิกมองหาไอริสให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน” ผมคงไปต่อไม่ได้ถ้าหากเขายังคงยึดติดอยู่กับไอริส ผมรู้ดีว่าเขามักจะมองหาไอริสอยู่เสมอโดยที่ไม่รู้ตัว มันคงเป็นความเคยชินนั่นแหละ แต่ผมก็ไม่โอเคถ้าเขาจะรั้งผมไว้ทั้งที่ใจเขายังมีใครอีกคน ผมยอมรับก็ได้ว่าผมเริ่มจะชอบเขาบ้างแล้ว แต่มันก็แค่เริ่มไง ผมถึงไม่อยากเข้าไปเสี่ยงให้ตัวเองเจ็บหนักกว่าเดิม ถ้ารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ผมว่าผมถอยออกมาดีกว่า


“มึงกำลังโมโห” มารุตยื่นมือมาจะจับแขนผมให้ใจเย็นแต่ผมเบี่ยงตัวหลบ


“ไม่ได้มีนายคนเดียวที่โมโหเป็น”


“มึงโกรธ?”


“โกรธที่นายพูดไม่รู้เรื่อง แค่ต่างคนต่างอยู่มันยากเหรอ?” ตอนนี้ผมแค่ต้องการจะเซฟความรู้สึกของตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


“ก็กูไม่เหลือใครแล้วไง! เขาตวัดตามองผมด้วยดวงตาที่แดงก่ำ


“แค่เลิกกับแฟนมันไม่ตายหรอก โตแล้วคิดเองได้” ผมไม่อยากที่จะเป็นเพียงตัวสำรองของใคร อาจเพราะไม่เคยต้องอยู่ในจุดนั้นหรือไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับผมมาก่อน ผมเลยรู้สึกว่าผมไม่จำเป็นต้องลดตัวเองลงไปอยู่ในจุดที่ไม่สำคัญ


เพราะผมคือรัชช์ อัศวบุญโชค ใครๆ ต่างก็มักจะให้ความสนใจกับผมมาตลอด และผมก็เป็นที่หนึ่งเสมอ เพราะอย่างนั้นผมจะไม่ยอมถอยลงไปเป็นเพียงเงาหรือตัวสำรองของใคร


“อย่างมึงมันจะไปเข้าใจอะไร!?” เขาเริ่มกลับมาหัวเสียอีกครั้ง


“ก็ไม่ได้อยากเข้าใจคนงี่เง่านักหรอก” พูดกันได้ไม่เท่าไหร่ก็ทะเลาะกันอีกแล้ว มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ผมถึงได้บอกไงว่าระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องไอริสแต่เพราะตัวมารุตเองด้วย


“รัชช์!


“ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็อย่าเพิ่งคุยกันเลย” ผมเองก็เริ่มจะปวดหัวแล้วด้วย เหมือนไข้จะขึ้นอีกแล้วเลย


“งั้นกลับ กูจะไปส่ง”


“อืม” เขายกมือขึ้นเสยผมตัวเองลวกๆ แล้วเอื้อมมือมากระชากแขนของผมให้เดินตาม ผมเม้มปากแน่นอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ จำต้องยอมเดินตามแรงกระชากนั้นอย่างขัดขืนไม่ได้

 





20.36 นาฬิกา


“ขอบคุณที่มาส่ง”


“กูบอกที่อู่แล้วว่าให้เอารถมาส่งที่บ้านมึง คงจะได้สักวันเสาร์”


“อืม” เกือบลืมเรื่องรถไปแล้ว มันอยู่ในอู่นานมาก


“กูกลับแล้วนะ”


“มารุต” ก่อนที่เขาจะไปผมร้องเรียกรั้งเขาเอาไว้หลังจากที่คิดทบทวนกับตัวเองมาสักพัก


“ว่า?”


“อย่าเจอกันสักพักดีไหม?” ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่ตัวสูงกว่า


“หมายความว่าไง?” ตาคู่สวยเป็นประกายวาวโรจน์ทันทีที่ได้ยินผมพูดอย่างนั้น


“ตอนนี้ อะไรๆ ก็ดูจะวุ่นวายไปหมด ทั้งนายทั้งเรา ลองไม่เจอกัน เผื่ออะไรจะดีขึ้น” เพราะอยู่ใกล้กันเกินไป บางครั้งก็เลยรู้สึกอึดอัด ผมไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกและความคิดของตัวเองในตอนนี้ได้เลย ถ้าผมไม่เจอกับมารุตสักระยะหนึ่งมันจะทำให้ผมแน่ใจในความรู้สึกของตัวเองหรือเปล่านะ?


บางทีผมอาจจะไม่ได้รู้สึกชอบมารุตแต่อาจจะแค่เหงาหรือไม่ก็แค่รู้สึกดีเฉยๆ


“นานเท่าไหร่?” เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามออกมา


“หนึ่งอาทิตย์” มันคงไม่นานเกินไปจนทำให้เราเสียเวลา และก็คงไม่เร็วเกินไปจนทำให้เราจัดการเรื่องทั้งหมดไม่ได้ ผมคิดว่าในหนึ่งอาทิตย์นี้เราจะจบเรื่องทุกอย่างได้อย่างแน่นอน


“แล้วยังไง? ถ้าครบหนึ่งอาทิตย์แล้วมึงจะทำยังไงต่อ?” เสียงทุ้มกดต่ำอย่างใจเย็น ถึงสีหน้าและแววตาจะดูไม่พอใจอยู่ลึกๆ แต่ผมก็คิดว่าเขาเองคงหาทางออกที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว ถึงได้ยอมทำตามที่ผมบอก


“ให้ความรู้สึกตอนนั้นเป็นตัวตัดสินก็แล้วกัน” ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรอดูกันอีกที


“หนึ่งอาทิตย์นี้มึงจะทำอะไรบ้าง? บล็อกไลน์? บล็อกเบอร์? หลบหน้า?” มือใหญ่ยกขึ้นเสยผมตัวอย่างลวกๆ อย่างหัวเสีย ถึงจะพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้เย็นลงแต่เขาก็ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก ทุกอย่างยังคงแสดงออกมาทางสีหน้าอยู่ดี


“ทำเหมือนเดิม เหมือนตอนที่ยังไม่รู้จักกัน” ผมไม่ได้จะตัดมารุตออกจากชีวิต ผมแค่อยากให้เราทั้งคู่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเอง อยากให้ความรู้สึกระหว่างเรามันชัดเจนจริงๆ ไม่ใช่คลุมเครือหรือมีหมอกควันปกคลุมแบบนี้


“มึงแม่งโคตรใจร้ายเลยรัชช์ มึงอาจใจดีกับคนทั้งโลก ยกเว้นกู” นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาอ่อนแสงลงกว่าครั้งไหนๆ ที่ผ่านมา เหมือนเขาเหนื่อยล้าแล้วก็กำลังจะหมดแรง มันเป็นภาพที่ดูน่าสงสาร แต่ผมเองก็คงมีสภาพไม่ต่างจากเขา


“นายก็คงจะใจร้ายกับคนทั้งโลก ยกเว้นไอริส” ผมกับเขาสบตากันนิ่ง สิ่งที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของอีกฝ่ายคือภาพสะท้อนของตัวผมเอง และผมคิดว่ามารุตก็น่าจะเห็นภาพของตัวเขาในแววตาของผม


ที่เราทั้งคู่ต่างเหนื่อยมันไม่ใช่เหนื่อยที่กาย แต่เหนื่อยที่ใจ


มันคล้ายกับว่าเราแบกความรู้สึกที่หนักอึ้งเอาไว้อยู่ในใจ ไม่รู้เลยว่าจะต้องทำยังไงมันถึงจะหายไป


“เกลียดกูแล้ว?” คนตัวสูงถามด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ เพราะต่างก็เหนื่อยล้ากันทั้งคู่เลยไม่มีแรงที่จะมาโต้เถียงกันเหมือนก่อนหน้านี้


“เปล่า กลับไปได้แล้ว มันมืดแล้ว” ผมดันไหล่แกร่งเบาๆ ให้เดินกลับไปที่รถ


“อืม” เขาขานรับอย่างว่าง่าย


ผมรอจนกระทั่งมารุตขับรถออกไปจนสุดสายตา และแม้ว่ามารุตจะจากไปไกลแล้วแต่ผมก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม อยู่กับความคิดที่ผมได้ตัดสินใจลงไป จมอยู่กับตัวเองอยู่อย่างนั้น


The best way to appreciate something is to be without it for a while.


วิธีที่ดีที่สุดในการประเมินค่าอะไรบางอย่าง คือการอยู่โดยไม่มีสิ่งๆ นั้นสักพัก



---------------



โดนไล่ให้ไปปรับทัศนคติ แค่ก! ไม่ใช่!
มารุตต้องกลับไปทบทวนตัวเองใหม่นะ
คุณรัชช์คือสายสตรอง คุณเขาแข็งแกร่งมาก
จริงๆ แล้วคุณรัชช์ควรเป็นของเรา


เราไม่ได้หายนะ คือเราโดนหลอกให้ออกจากบ้านเกือบทุกวัน เราไม่ว่างเลย
อยากนอนอยู่บ้านก็โดนลากออกไปตลอด เศร้า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 436 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

569 ความคิดเห็น

  1. #354 linonan_ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:27
    มันแบบ... ห่างกันสักพักดูนะ เจ็บแทนรัชช์ แบบนี้อ่ะดีแล้ว ฝืนไปไม่ใช่ก็เจ็บ แล้วเราก็ไม่โอเคที่รุตต้องการรัชช์แค่เพราะตัวเองไม่เหลือใคร แบบนี้คือเห็นแก่ตัว
    #354
    0
  2. #201 Kim-kibom (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 21:32
    คุณรัชต์ทำถูกแล้ว ความไม่ชัดเจนืยิ่งฝืน มันก็ยิ่งแย่
    #201
    0
  3. #191 Lc.Jw (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 06:50

    อึมครึมไปหมด สบสัน ไม่แน่ใจอะไรกันสักอย่าง ที่เธอไม่ขอเจอเทอไปยืมคำของใครมา~~~ รัชช์ก็รู้สึกไปแล้ว สงสาร รุตรู้สึกยังไม่รู้แต่ตอนนางบอกอยากให้อยู่เราใจอ่อนตลอดเลย;-;

    #191
    0
  4. #178 jjingg. (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 20:00
    คุณรัชช์ใจแข็งจริงด้วย ดีแล้วววว คนอย่างคุณรัชช์ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวสำรองของใคร ให้ระยะหนึ่งสัปดาห์มารุตไปจัดการความรู้สึกของตัวเองให้ดีก่อน
    #178
    0
  5. #147 bj vamtoon (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 15:05
    รอนะครับ
    #147
    0
  6. #146 ha_def (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 18:23
    สงสารมารุต คุณรัชใจแข็ง
    #146
    0
  7. #145 daodoy (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 23:27
    มารุตนายต้องจัดการความรู้สึกตัวเองก่อนนะ
    #145
    0
  8. #144 $yrup (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 23:16
    มารุตเราขอคุณรัชช์นะ ขอบคุณ
    #144
    0
  9. #143 primo xxii (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 19:56
    รุตต้องคิดถึงจนเป็นบ้าแน่ๆ
    #143
    0
  10. #142 Hell Dream-Satan (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 19:23
    เหมือนพระนายเป็นบ้า จัดการความรู้สึกไม่ได้ เราก็บ้าตาม =-= มันน่าตบทั้งคู่
    #142
    0
  11. #141 BellPiyanan (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 19:20
    รอเด้อ
    #141
    0