จีบคนเถื่อน [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S] : Spin-Off

ตอนที่ 18 : จีบคนเถื่อน : 17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,003
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 482 ครั้ง
    6 ธ.ค. 61






17





---------------




“กลับกันเลยหรือเปล่า?” หลังจบวิชาของวันนี้ที่ถูกปล่อยเลทไปนิดหน่อยเราก็พากันเดินลงมาจากตึกอย่างเอื่อยเฉื่อย เพราะบทเรียนที่ค่อนข้างจะหนักทำเอาพวกเราล้ากันพอสมควร


“เราต้องไปแล้ว พี่ปัถย์ให้ไปหาน่ะ” กรินหันมาบอกอย่างรีบๆ


“มีแฟนแล้วติดแฟนเลยนะคุณหนูกริน” แล้วก็โดนเชนแซวเข้าให้


“ไม่ใช่แฟนสักหน่อย” กรินว่าออกมาหน้าบึ้ง


“ก็แค่คู่หมั้น” ผมอดจะล้อคนตัวเล็กกลับไปไม่ได้ เรื่องของกรินกับพี่ปัถย์น่ะผมรู้หมดแล้ว กริชเล่าทุกอย่างให้ฟังแล้ว พี่ปัถย์เป็นนักศึกษาแพทย์ปีสี่เขาเป็นเพื่อนกับพี่เมเบลที่อยู่ข้างบ้านของกริช ผมเคยเจอกลุ่มนี้อยู่ 2 – 3 ครั้งตอนไปหากรินกริชที่บ้าน แล้วน้องชายของพี่เมเบลที่ชื่อบรู๊คลินก็เป็นเพื่อนสนิทของกริชด้วย พวกนี้เขาเรียนโรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่มัธยมแล้ว ส่วนผมกับกรินเรียนอีกที่ครับ ผมเลยสนิทกับกรินมาก บางครั้งคนก็เข้าใจผิดว่าเราเป็นแฟนกัน


แต่จริงๆ ผมก็เคยมีแฟนนะตอนเรียนมัธยมน่ะ


“เดี๋ยวเถอะคุณรัชช์” ผมหลุดหัวเราะออกมากับฝ่ามือเล็กๆ ที่ยกขึ้นทำท่าจะตีผม แต่กรินไม่กล้าหรอกครับ


“แล้วคุณรัชช์จะไปกินข้าวที่ไหน? ไปด้วยกันไหม?”


“มะ...” ผมที่กำลังจะปฏิเสธเชนก็ชะงักเมื่อเห็นใครบางคนเดินเข้ามา


“รัชช์”  


“มารุต”  


“มันมาทำไมวะ?” เชนที่หันไปเห็นมารุตก็ชักสีหน้าใส่ทันที


“จะไปกันได้หรือยัง?” มารุตเมินคำพูดนั้นของเพื่อนผมแล้วหันมาถามผมโดยไม่สนใจเลยว่าคนรอบข้างจะมองมาด้วยสายตาแบบไหน


“ไหนบอกว่าจะโทรมา?” ผมขมวดคิ้วมองอย่างสงสัยติดจะกังวลนิดหน่อยที่จู่ๆ เขาก็โผล่มากลางวงเพื่อนๆ ของผมแบบนี้ เชื่อเถอะว่าจะต้องมีปัญหาตามมาอีกแน่ๆ แค่นี้เชนกับไทม์ก็มองอย่างไม่เป็นมิตรแล้ว


“กูโทรเป็นสิบแล้ว มึงไม่ได้ดูเลยหรือไง?” เขาว่าเสียงดุ ผมแอบตกใจเบาๆ กับคำพูดนั้นแล้วรีบคลำหาโทรศัพท์ของตัวเองแล้วก็พบว่ามันอยู่ในกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่


“โทษที พอดีเอาไว้ในกระเป๋าเป้” พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็เห็นว่ามีสายเรียกเข้าเกือบยี่สิบสายได้ ผมเหลือบมองคนตรงหน้านิดๆ ไม่คิดว่าเขาจะกระหน่ำโทรมาขนาดนี้ แต่เพราะปิดเสียงเอาไว้แถมยังใส่รวมกับหนังสือเล่มหนาขนาดปาหัวหมาแตกอีกผมเลยไม่รู้สึกตัว 


“ไปได้แล้ว กูหิวข้าว”  


“อืม ไปก่อนนะ” ผมพยักหน้ารับแล้วหันไปบอกเพื่อนอีกสามคนที่ยืนมองผมกับมารุตอยู่เงียบๆ


“จะไปกับมันเหรอ?” ไทม์รีบเดินเข้ามาขวางเอาไว้


“อือ นัดกันไว้แล้ว” ถึงจะเป็นการนัดฝ่ายเดียวก็เถอะ ผมไม่ได้อยากไปไหนมาไหนกับมารุตในตอนที่เขาอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้หรอกนะ


“หมายความว่าไง?” เชนตวัดตามองอย่างไม่พอใจทันที กรินยืนมองมาที่ผมเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่คนตัวเล็กก็เลือกที่จะเงียบและรอดูเหตุการณ์ต่อไป


“ไม่เสือกสิ” คำตอบของคนตัวสูงกว่าทำเอาผมหันขวับไปมองเขาทันที ก็รู้นะว่าห้าวแต่ก็ไม่คิดว่าจะมาห้าวถึงถิ่นผมขนาดนี้ เด็กบ้านี่หาเรื่องอีกแล้ว


“อย่าปีนเกลียวไอ้เด็กเวร!” เชนว่าเสียงดังอย่างหัวเสียจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาหันมามองกันอย่างสนอกสนใจ


“หรือมึงจะเอา?” คนเด็กกว่าก็ไม่น้อยหน้าถึงอยู่ถิ่นคนอื่นแต่ก็ไม่หวั่น คนที่เพิ่งจะมีเรื่องกับอริเก่าไปเมื่อไม่กี่วันก่อนทำท่าจะพุ่งเข้าใส่เพื่อนของผม


“มารุต” ผมเลยต้องรีบคว้าแขนแกร่งเอาไว้แน่นพร้อมเอ่ยปรามอย่างใจเย็น


“เหอะ!” คนที่ตั้งท่าจะมีเรื่องหยุดชะงักไปทันทีที่หันมาสบตากับผม เขาสะบัดแขนออกจากมือของผมพร้อมสบถเบาๆ ในลำคออย่างหัวเสีย คนเราจะหัวร้อนง่ายอะไรขนาดนี้นะ ผมไม่เข้าใจเลยว่าไอ้แผลบนหน้านี่ไม่ได้ช่วยเตือนสติเขาได้เลยหรือไง?


“ขอโทษแทนมารุตด้วยนะเชน” ผมหันไปขอโทษเชนที่ก็หัวเสียไม่แพ้กัน ผมรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ไม่ชอบให้รุ่นน้องมาปีนเกลียวหรือพูดจาหยาบคายใส่ เพราะอย่างนี้ผมถึงได้คอยเตือนเรื่องคำพูดกับมารุตอยู่ตลอด แต่เขาก็ไม่ฟัง


“ทำไมต้องออกรับแทนมันด้วยคุณรัชช์!” ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดเชนถึงได้หันมาตวาดใส่ผมเสียงแข็งขนาดนี้


“เพราะกูสำคัญไง” แม้จะมีแมสปิดไปกว่าครึ่งใบหน้าหล่อแต่ผมก็มองออกว่าเขากำลังเหยียดยิ้มเยาะใส่เชนอยู่


“สำคัญตัวผิดน่ะสิมึง” ไทม์ที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของผมว่าขึ้นบ้าง


“อ้าว พูดแบบนี้ต้องแจกตีนแล้วล่ะ” ทำเอาคนที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่หันขวับไปมองดุๆ ทันที


“มาสิไอ้เด็กเปรต!” ทั้งเชนและไทม์พร้อมใจกันที่จะพุ่งเข้าหามารุตแต่ผมก็ขยับไปขวางเอาไว้


“มารุต” หันมาปรามคนที่เอาแต่หาเรื่องชาวบ้านเขาไปทั่ว ไม่แปลกใจเลยทำไมคนถึงเกลียดเขาเยอะขนาดนี้


“มึงดูเพื่อนมึงก็แล้วกันนะรัชช์ อย่าคิดว่าเป็นรุ่นพี่แล้วกูจะไว้หน้า” ก็ไม่ได้เคารพกันตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?


“เด็กเหี้ยๆ แบบนี้กูก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน!


“พอได้แล้ว ไม่อายคนอื่นหรือไง?” กรินที่ยืนเงียบอยู่นานเข้ามากระชากแขนเชนกับไทม์ให้หยุด เหลือบตามองรอบข้างแล้วก็ถึงกับต้องถอนหายใจหนักๆ นี่ผมต้องตกเป็นหัวข้อในบทสนทนาของวันนี้อีกแล้วใช่ไหม?


“เหอะ!” เชนกับไทม์ยอมหยุดเพราะรู้ดีว่าคณะเรามีบทลงโทษยังไงกับการมีเรื่องทะเลาะวิวาท แต่คนที่เหมือนจะไม่ยอมคือคนที่ผมรั้งแขนเอาไว้อยู่ ทำท่าเหมือนอยากจะต่อยเพื่อนผมมากๆ เลยล่ะครับ


“ไปได้แล้วมารุต” ขืนอยู่ต่อก็ได้มีเรื่องกันอีกแน่ นี่แค่ยืนอยู่เงียบๆ ยังมองกันไม่เลิกเลย


“ก็ไปสิ” เขาว่าแล้วยื่นมือมากระชากแขนผมให้เดินตาม


“ทำกับเพื่อนกูให้มันดีๆ หน่อย” แต่ยังไม่ทันได้เดินไปไหนขาผมก็ต้องหยุดชะงักเพราะถูกมือของใครบางคนรั้งข้อมือเอาไว้เสียก่อน


“ไม่ใช่เรื่องของมึง”


“ไอ้...”


“ไทม์” กรินเอ่ยปรามไทม์ที่กำข้อมือของผมเอาไว้แน่นเพราะความโกรธ ผมเบ้หน้าเพราะแรงบีบของไทม์มันไม่ใช่น้อยๆ เลย ก็รู้นะว่าเขาโมโหมารุต แต่เขาจะมาลงอารมณ์ที่ผมแบบนี้ไม่ได้


“รีบไปเถอะคุณรัชช์ อายคนอื่นจะแย่อยู่แล้ว” คนตัวเล็กเดินเข้ามาแกะข้อมือของผมออกจากฝ่ามือหนาของไทม์เหลือบตามองมารุตด้วยสายตาขุ่นๆ ก่อนจะดันให้ผมขยับเข้าไปหาใครอีกคนที่ยังจับข้อมือของผมไว้ไม่ยอมปล่อย


“ขอโทษนะกริน” ผมก้มหัวขอโทษเพื่อนเบาๆ ที่สร้างเรื่องวุ่นวายให้ แล้วรีบสับขาเดินตามแรงลากกึ่งกระชากของคนขี้โมโหอย่างไว ทำไมถึงเป็นผมที่ต้องมารองรับอารมณ์ของทุกคนด้วย?  


ผมถูกลากมาที่รถของมารุต ไม่มีบทสนทนาใดๆ ระหว่างเราทั้งคู่ พอมาถึงรถได้มารุตก็รีบขึ้นคร่อมรถเร็วๆ แต่ถึงเขาจะไม่พูดอะไรผมก็รู้ว่าเขากำลังอารมณ์เสียขั้นสุด ก็ดูได้จากการขับรถนั่นแหละ รีบเหมือนกลัวไม่ตายน่ะ

 





“สักวันเพื่อนมึงต้องโดนกูกระทืบแน่!” พอลงรถได้ก็ลากผมเข้ามาที่โรงอาหารของคณะเกษตร ผมอดจะตกใจไม่ได้ที่จู่ๆ ก็ถูกลากมาที่นี่ นึกว่าจะออกไปข้างนอกเสียอีก


“มากไปแล้ว” ผมยื้อแขนตัวเองเอาไว้พร้อมหันไปว่าอีกฝ่ายดุๆ


 “ก็มันกวนตีนกู”


“ไม่ใช่นายเหรอที่เป็นคนเริ่ม” ตัวเองไปหาเรื่องเขาก่อนแท้ๆ ยังจะมีหน้ามาพูดอีก นิสัยเสียจริงๆ เลย


“นี่มึงโทษกู?”


“...” ผมเงียบเพราะไม่ได้อยากจะว่าเขา เพื่อนผมเองก็ใช่ย่อยไง คนกลางอย่างผมก็ลำบากใจ รู้นิสัยของทั้งสองฝ่ายดีว่าเป็นยังไงเลยเลือกที่จะเงียบแทน และต่อให้พูดอะไรออกไปตอนนี้ยังไงก็ถูกพาลหาเรื่องใส่อีก เวลามารุตอารมณ์เสียเคยฟังอะไรที่ไหน เหมือนหูดับไปชั่วขณะเลยไม่ได้ยินเสียงคนอื่น ได้ยินแค่เสียงในหัวของตัวเองเท่านั้นแหละ


“อ๋อ เข้าข้างเพื่อนตัวเองใช่ไหม?” พอเดินมาถึงโต๊ะที่เพื่อนของเขานั่งกันอยู่ คนตัวสูงก็หันมามองผมด้วยสายตาเรียบนิ่งทันที


“มีเหตุผลหน่อยมารุต” ผมพยายามที่จะคุยกับเขาอย่างใจเย็น 


“เออ ก็ทุกอย่างที่มึงทำก็เพราะเพื่อนมึงนี่ มึงทำทุกอย่างได้เพื่อมัน กับอีแค่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด ยังไงมึงก็ต้องให้เพื่อนมึงถูกอยู่แล้ว กูมันก็แค่คนอื่น” แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมลงให้ง่ายๆ เลย ไม่ว่าผมจะพูดอะไรก็ถูกพาลหาเรื่องใส่ไปหมด แถมยังขุดเอาเรื่องที่ผมทำผิดมาพูดอีก


“มารุต!” ผมร้องเรียกคนที่เดินปึงปังออกไปทั้งที่ยังคุยกันไม่จบ โคตรเอาแต่ใจเลย


“เอ่อ ขอโทษนะครับ”


“แต่ว่า...ทะเลาะอะไรกันเหรอครับ?”


ผมหันตามเสียงเรียกก็เจอกับสายตาสองคู่ของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หันมามองอย่างสงสัยปนสนใจ


“เรื่องไร้สาระน่ะ” ผมตอบเพื่อนของมารุตไปก่อนจะเสยผมที่ปรกลงมาปิดหน้าอย่างหงุดหงิดไม่แพ้กัน


“อ่า มารุตดูหัวเสียมากเลยนะครับ”


“ก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” เดี๋ยวก็ผีเข้าผีออก ใครมันจะไปตามอารมณ์ทัน แถมเวลาบ้าขึ้นมาทีก็ไม่มีใครเอาอยู่หรอก คนแบบนั้นมันบ้าเกินไปแล้ว


“ก็จริงแหละ”


ปึ้ง!


“ไม่แดกข้าวหรือไง!


“พูดให้มันดีๆ หน่อยมารุต” ผมปรายหางตามองคนที่เดินเข้ามากระแทกจานข้าวลงบนโต๊ะเสียงดังอย่างไม่พอใจ ให้มันรู้บ้างว่าผมเองก็ไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ของเขาเหมือนกัน ไม่ได้มีเขาแค่คนเดียวที่จะโมโหได้


“จะกินอะไร” มารุตเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงจากเดิม


“...”


“จะไปซื้อให้”


“อะไรก็ได้...”


“ที่ไม่เผ็ด ไม่น่าถามให้เสียเวลาเลยกู” พูดจบก็เดินออกไปท่ามกลางความมึนงงของผมและเพื่อนของเขา


“ไม่เห็นมารุตมันบอกว่าคุณรัชช์จะมากินข้าวด้วยกัน”


“ก็ไม่คิดว่าเขาจะลากมาที่โรงอาหารคณะเกษตรเหมือนกัน” ถ้ารู้ว่าจะโดนพามาที่นี่ผมไม่มาด้วยหรอก แค่นี้ก็ถูกพูดถึงไปหลายร้อยทวีตแล้วมั้ง


“เอ่อ น็อตครับ”


“ไอซ์ครับ”


“ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ผมยิ้มรับให้กับรุ่นน้องที่แนะนำตัวออกมาอย่างเกร็งๆ ถ้าจำไม่ผิดสองคนนี้น่าจะเป็นนักบอลเหมือนกับมารุตด้วยล่ะมั้ง เหมือนผมจะเคยเห็นแวบๆ ตอนไปรอกลับบ้านพร้อมมารุต


“ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมครับ? คือผมเป็นแฟนคลับคุณรัชช์” น็อตที่นั่งอยู่ข้างผมหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วถามผมอย่างตื่นเต้น 


“ดะ...” ผมอ้าปากเตรียมจะตอบรับ


“ไสหน้าโง่ๆ ของมึงไปไกลๆ เลย!” แต่ก็ถูกคนบ้าขัดขึ้นแถมยังผลักเพื่อนตัวเองให้ออกห่างจากผมจนอีกฝ่ายเกือบตกเก้าอี้ จานข้าวที่มีผัดแขนงหมูกรอบกับไข่เจียวหมูสับถูกวางลงตรงหน้าผมพร้อมกับขายาวๆ ที่ก้าวสอดเข้ามาเพื่อนั่งคั่นกลางระหว่างผมกับน็อต


“มึงจะรีบมาทำไม!?” น็อตว่าอย่างหัวเสียแล้วลุกขึ้นไปนั่งอีกฝั่งที่อยู่ข้างเดียวกันกับไอซ์


“สาระแน”


“อะ กูโดนจนได้”


ผมไม่ได้สนใจว่ากลุ่มเพื่อนเขาจะถกเถียงอะไรกันเพราะมัวแต่นั่งเขี่ยใบแขนงออกจากจานข้าวของตัวเอง


“ตักมาให้กูทำไม?” ใบหน้าหล่อที่ไร้แมสปิดบังใบหน้าเพราะเตรียมจะกินข้าวหันมามองผมอย่างไม่เข้าใจ


“ไม่กิน” ผมตอบกลับไปทั้งที่ยังคงตักใบแขนงไปใส่จานของคนข้างๆ ก็ผมไม่ชอบนี่ ผมไม่กินมัน


“ทำไมไม่เขี่ยไว้ข้างจาน?”


“เสียดาย” เขี่ยไว้ข้างจานก็ไม่มีใครกิน ผมที่ถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าให้กินข้าวให้หมดจานเลยรู้สึกผิดนิดหน่อยที่มื้อนี้จะกินข้าวไม่หมด


“ก็เลยตักมาให้กู? มึงเป็นคนแบบนี้เหรอวะรัชช์?”


“อือ”


“แดกๆ เข้าไปเถอะ อย่าเรื่องมาก” เขาว่าติดจะหงุดหงิด


“ไม่ชอบ” ก็คนไม่ชอบจะมาบังคับให้กินได้ยังไง? บ้าหรือเปล่า?


“มึงโตแล้วนะรัชช์ มึงจะเลือกกินไม่ได้” เขาถอนหายใจแรงก่อนจะว่าผมดุๆ


“ใครบอกเหรอว่าโตแล้วห้ามเลือกกิน?” ผมเลือกกินมันผิดตรงไหน? ใครๆ เขาก็เลือกแค่ของที่ชอบเท่านั้นแหละ ไม่ชอบแล้วจะฝืนใจทำไมกันเล่า!


“มึงอย่ามากวนตีนกูนะรัชช์”


“ก็กินเองสิ” ผมว่าอย่างไม่ยอมแพ้ เป็นอะไรมากไหมชอบว่าผมกวนตีน แค่ถามแค่นี้ก็ว่าผมอีกแล้ว


นิสัยเสียเนอะ


“รัชช์” เขาเรียกผมนิ่งๆ คล้ายอ่อนใจที่จะคุยกับผมต่อ


“ถ้าคุณรัชช์ไม่อยากกิน น็อตกินให้เองก็ได้นะครับ”


“ขะ...”


“เสือก!” ผมหุบปากที่กำลังจะขอบคุณน็อตลงทันทีที่มารุตตวัดเสียงใส่เพื่อนของตัวเอง


“มึงมันดื้อรัชช์” พอด่าเพื่อนตัวเองเสร็จก็หันมามองผมตาดุ หน้าเถื่อนยังจะทำตัวโหดอีก


“อือ”


“เดี๋ยวมึงจะโดน”


“กิน” ผมว่าพร้อมยื่นส้อมที่จิ้มเอาใบแขนงขึ้นมาจ่อที่ปากของอีกฝ่าย มันเป็นการบังคับกลายๆ ให้เขากินมัน เพราะถ้าเขากินมันก็เท่ากับว่าเขาจะกินทั้งหมดที่อยู่ในจานของผมให้


“เออ เขี่ยไว้ข้างจานนั่นแหละ เดี๋ยวกูกินเอง” มารุตยอมอ้าปากงับใบแขนงที่ผมยื่นไปจ่อที่ปากแม้จะดูไม่อยากทำสักเท่าไหร่ พอเคี้ยวหมดก็หันมาสั่งผมแล้วหันกลับไปกินข้าวของตัวเองต่อ ผมกลับมานั่งเขี่ยใบแขนงออกจากหมูกรอบเสร็จก็นั่งกินข้าวไปเงียบๆ มารุตหันมาตักใบแขนงในจานผมบ้างเป็นระยะจนมันเริ่มลดลงเรื่อยๆ


“หน้าไปโดนอะไรมาเหรอครับ?” ผมชะงักกับคำทักนั้นของน็อตที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมลืมไปว่าหน้าตัวเองเป็นแผลอยู่ แล้ววันนี้ก็ใส่แมสตลอดเพื่อนๆ เลยไม่มีใครสังเกตเห็น แต่พอจะกินข้าวแล้วต้องถอดแมสออกก็เลยทำให้เห็นแผลบนใบหน้าอย่างชัดเจน


“มีเรื่องนิดหน่อย” ผมกับมารุตลอบสบตากันนิดๆ เพราะหน้าเราเละไม่ต่างกัน คนมองก็คงสงสัยแหละว่าไปมีเรื่องมาด้วยกันหรือเปล่าหรือไม่ก็อาจจะคิดว่ามีเรื่องกันเอง


“ไปด้วยกันมาใช่ไหมครับ?” น็อตว่าติดตลก ผมกับมารุตหันมองหน้ากันแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องปิดบัง เพื่อนเขาก็ดูเหมือนจะชินกับการที่มารุตไปมีเรื่องแล้วเจ็บตัวกลับมาบ่อยๆ


“ตอนบ่ายคุณรัชช์มีเรียนไหมครับ?” ไอซ์ที่ดูเป็นคนไม่ค่อยพูดมากเอ่ยถามผมบ้าง


“ไม่มี”


“อ้าว อย่างนี้กินเสร็จก็กลับเลยเหรอครับ?”


“เปล่า รอซ้อมบาสตอนเย็น”


“ปีนี้คุณรัชช์จะลงบาสด้วยเหรอครับ?”


“ก็ลงทุกปี” ผมตอบพลางเหลือบมองคนข้างตัวที่ตักเอาไก่ทอดกระเทียมของตัวเองมาใส่จานผม โดยไม่พูดไม่จา ผมไม่ได้หันไปถามอะไร แต่ก็ตักไก่กระเทียมขึ้นมากิน


“จะเอาที่หนึ่งอีกแล้วเหรอครับ?” ไอซ์ยังคงชวนผมคุย เหมือนเขากลัวว่าผมจะอึดอัดล่ะมั้งครับ ก็นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยกับพวกเขาอย่างจริงจังนี่นา


“ใครแข่งก็หวังที่หนึ่งกันทั้งนั้นแหละ” ถึงจะบอกว่าเล่นเอาสนุก มันก็แค่เกมกีฬามีแพ้มีชนะ แต่ร้อยทั้งร้อยก็ต้องอยากชนะมากกว่าแพ้อยู่แล้ว


“เลิกคุยแล้วกินเร็วๆ กูมีเรียนบ่าย” คนที่นั่งเงียบอยู่นานหันมาว่าผมก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เพื่อนของตัวเอง


ตกลงเขาจะมีปัญหากับคนทั้งโลกเลยใช่ไหมเนี่ย?


“ก็ไม่เกี่ยวกันนี่”  เขามีเรียนแต่ผมไม่มีนี่นา


“เกี่ยว”


“อะไร?”


“กูบอกให้รีบๆ กิน ยังจะพูดมากอีก” พอได้ยินเขาพูดอย่างนั้นผมก็อ้าปากเตรียมจะสวนกลับแต่กลับถูกอีกฝ่ายตักข้าวเข้ามายัดใส่ปากเสียก่อน ผมเลยทำได้แค่นั่งมองคนข้างตัวตาโตอย่างตกใจ ร้ายกาจมาก!


“พวกมึงขึ้นไปก่อน เดี๋ยวกูตามไป” พอกินข้าวเสร็จเขาก็รีบไล่เพื่อนตัวเองให้ขึ้นไปก่อน สวนผมก็ถูกรั้งให้อยู่กับเขาก่อน ผมกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย วุ่นวายกับชีวิตผมจังเลย


“เออ เร็วๆ นะ เดี๋ยวโดนล็อกห้อง”


“อืม”


“ไปกับกู” คล้อยหลังเพื่อนของเขาไปไม่นานคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็หันมาบอก อ่า ไม่สิ นี่มันออกคำสั่งชัดๆ เลย


“ไปไหน?” ผมถามอย่างไม่เข้าใจ เขาจะให้ผมไปไหนกับเขา? ก็ไหนเขาบอกว่ามีเรียนไม่ใช่เหรอ?


“ไปเรียน” พูดจบก็ลากผมให้เดินเข้าไปในตึกเรียนพร้อมกันท่ามกลางสายตาแปลกใจของเด็กเกษตรหลายสิบคู่


“เป็นบ้าเหรอ?” ผมพยายามขืนแรงเอาไว้ไม่ให้เดินตามเขา แต่ดูเหมือนว่าแรงของผมจะสู้เขาไม่ได้เลย กินอะไรเข้าไปถึงได้แรงเยอะขนาดนี้เนี่ย!


“ก็มึงว่าง”


“จะไปห้องสมุด” คนจะไปอ่านหนังสือประมวลกฎหมายทำไมถึงไม่เข้าใจล่ะ?


“ไม่ให้ไป มึงต้องไปเรียนกับกู”


“อย่าเยอะ”


“วันนี้มึงทำกูอารมณ์เสียหลายรอบแล้วนะรัชช์”


“เป็นบ้าเองอย่ามาโทษคนอื่น”


“อย่าให้กูโมโห ถ้ามึงไม่ไปกับกู กูก็จะนั่งเฝ้ามึงอยู่ตรงนี้แหละ” จู่ๆ เขาก็ทิ้งตัวลงไปนั่งที่ม้าหินอ่อนใต้ตึกคณะแถมยังดึงแขนผมให้ลงไปนั่งข้างๆ กันอีกด้วย


“ประสาท จะไปก็ไป รำคาญ” ผมลุกขึ้นพร้อมออกแรงกระชากแขนอีกฝ่ายให้ลุกตามมา คนตัวสูงชักสีหน้าหงุดหงิดใส่เพราะเขาเสียหลักเกือบหน้าทิ่มเพราะแรงกระชากของผมเมื่อกี้ ผมแอบยกยิ้มบางๆ อยู่ภายใต้แมส


นิดๆ หน่อยๆ ก็ถือว่าได้เอาคืนล่ะเนอะ


“มึงไม่มีสิทธิ์รำคาญกูนะรัชช์” พอตั้งหลักได้เขาก็หันมาโวยใส่ผมที่ยืนมองหน้าเขาอย่างติดจะรำคาญอยู่


“รำคาญ”


“กวนตีน”


แค่พูดว่ารำคาญก็โดนว่าอีกแล้ว คนอะไรไม่ยอมรับความจริงเอาเสียเลย ก็เขาทำตัวน่ารำคาญจริงๆ นี่แล้วก็ยังทำตัวงี่เง่าอีกด้วย กว่าจะเถียงกันจบก็ปาไปเกินห้านาทีได้ สุดท้ายผมก็ต้องเดินตามมารุตเข้าไปที่ห้องเรียนของเขาอย่างไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ไปด้วยเขาก็ต้องมานั่งเฝ้าผมอย่างที่พูดแน่ๆ ผมรู้ว่าเขาพูดจริงทำจริง ก็เขามันบ้าไง

 





“เฮ้ย! นั่นคุณรัชช์”


“กรี๊ด! แกๆ คุณรัชช์”


“มากับมารุตว่ะ”


“โอ้โห แม่งโคตรกล้า”


“ตัวจริงคุณรัชช์หล่อมาก”


“โคตรขาว แล้วมายืนข้างมารุตนี่ยิ่งเด่นเลย”


“ทำไมมุมนี้คุณรัชช์ดูสวยวะ”


“เขาคบกันแล้วเหรอ?”


“ฮือ~ คุณรัชช์”


“มารุตยังหล่อเหมือนเดิมเลย~

 


ผมได้แต่ยกยิ้มแหยๆ ให้กับตัวเองภายใต้แมส เสียงซุบซิบที่ดังไม่ต่างจากการพูดคุยกันปกติดังขึ้นตั้งแต่หน้าประตูที่ผมกับมารุตเดินเข้ามา จนเดินมาถึงโต๊ะแถวหลังที่มีน็อตกับไอซ์นั่งอยู่ ทั้งสองหันมามองด้วยสีหน้าแปลกใจแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มารุตนั่งลงข้างน็อตก่อนจะดึงให้ผมนั่งลงข้างๆ เขา ผมทำตามอย่างจำยอมถึงจะเกร็งๆ กับการเป็นจุดสนใจของคนทั้งห้องนี้ก็เถอะ ขนาดมีแมสปิดไปครึ่งหน้าขนาดนี้ยังดูรู้เลยว่าเป็นผม บางคนก็บอกว่าผมหล่อทั้งที่ไม่เห็นอีกครึ่งหน้า ผมชักสงสัยแล้วล่ะว่าพวกเขารู้ได้ยังไง?


เชื่อเถอะว่าถ้าพวกเขาเห็นหน้าเละๆ ของผมตอนนี้จะไม่พูดอย่างเมื่อกี้แน่นอน


“อ้าวๆ เสียงดังเหมือนเด็กอนุบาลเลยนะพวกคุณ ตั้งใจเรียนกันหน่อย พร้อมเรียนกันหรือยัง?” อาจารย์ประจำวิชาแคลคูลัสที่ผมจำได้แม่นยำว่าเคยเรียนด้วยเมื่อปีก่อนเดินเข้ามาพร้อมส่งเสียงทักทายลูกศิษย์ของตัวเอง


“พร้อมครับ/พร้อมค่ะ”


“นั่งกันตั้งเยอะแต่เสียงมีเท่ามด อ้าว ข้างหลังนั่นหน้าคุ้นๆ นะ” อาจารย์ที่พูดหยอกล้อกับเด็กแถวหน้าหันมาเห็นผมที่นั่งหลบอยู่ด้านหลัง แต่เพราะตรงที่อาจารย์ยืนมันเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าเลยทำให้สามารถมองเห็นทั้งห้องได้หมด


“เชี่ย! อาจารย์ตาดีฉิบหาย” ผมได้ยินเสียงน็อตสบถเบาๆ ทั้งห้องหันมามองที่ผมเป็นตาเดียวแม้ผมจะพยายามหลบอยู่ข้างหลังของคนด้านหน้าและมีแมสปิดเกินครึ่งหน้าแต่อาจารย์นวัตก็ยังคงจำผมได้เป็นอย่างดี รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยล่ะครับ


“ไง ไม่ได้เจอกันนานนะ” ท่านเอ่ยทักผมอย่างเป็นกันเอง


“ครับ” ถ้าถามว่าสนิทไหมก็บอกได้เลยว่าสนิทกัน แต่จริงๆ ก็ไม่อยากสนิทด้วยเท่าไหร่นัก


“ปีก่อนคุณได้ท็อปนี่ ยังไงก็ช่วยเข็นคนข้างๆ คุณหน่อยนะ หัวดีแต่ขี้เกียจเหลือเกิน” มารุตหันมามองผมอย่างแปลกใจพร้อมกับเสียงฮือฮาของคนรอบข้าง


“อ่า ครับ” ผมได้แต่ตอบรับกลับไปเพื่อตัดบทให้มันจบๆ


“เอาล่ะ เรามาเริ่มเรียนกันเลย” แล้วอาจารย์ก็พาคนทั้งห้องเข้าสู่บทเรียน


ผมหยิบหนังสือประมวลกฎหมายของตัวเองขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา ถึงจะรู้สึกรำคาญสายตาของคนรอบข้างบ้างแต่พอมีสมาธิมากๆ ผมก็ตัดความรำคาญนั้นทิ้งไปได้จนหมด


“ตั้งใจหน่อยสิ” หางตาเหลือบไปเห็นคนข้างๆ ที่ฟุบหน้าหลับอยู่กับโต๊ะก็อดไม่ได้ที่จะหยิบปากกาบนโต๊ะของตัวเองไปเคาะหัวคนขี้เกียจเบาๆ หนึ่งทีอย่างหมั่นไส้ อาจารย์เพิ่งพูดไปไม่ทันขาดคำเลย


“ก็มันง่วงนี่” เขาผงกหัวขึ้นมาหยีตามองผมนิดๆ แล้วก็คว่ำหน้าลงไปอีกรอบ


“เพิ่งโดนอาจารย์ว่าไปเมื่อกี้นะ”


“แล้วไง?”


“มารุต”


“มึงก็ติวให้กูสิ ท็อปไม่ใช่เหรอ?” เขายอมลุกขึ้นมานั่งดีๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจที่อาจารย์กำลังสอนอยู่ดี


“จำเป็นด้วยเหรอ?”  


“ก็กูจะให้มึงติวให้”


“อย่าเอาแต่ใจ” ไม่ตั้งใจเรียนแล้วยังจะเรื่องเยอะอีก มีใครนิสัยเสียขนาดนี้อีกไหมครับ?


“กูก็เป็นแบบนี้ มึงจะทำไม?” คิ้วหนาเลิกขึ้นสูงอย่างกวนๆ


“งี่เง่า” เหนื่อยที่จะคุยด้วยแล้วนะ


“ได้รัชช์ได้ เดี๋ยวรู้เลย”


“ออกไปจีบกันข้างนอกได้ไหม? พวกกูจะเรียน” น็อตที่นั่งอยู่ข้างๆ มารุตยื่นหน้ามาเบะปากใส่ ผมเม้มปากแน่นเพราะไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนสมาธิการเรียนของใครแต่เพราะคนข้างตัวผมนั่นแหละที่หาเรื่องต่อล้อต่อเถียงไม่ยอมหยุด


“สาระแน” มารุตยกมือขึ้นผลักหน้าของน็อตกลับไปอย่างไม่สนใจทำเอาคนโดนแกล้งบ่นอุบไม่หยุด


“อย่าหาเรื่องเพื่อน” ผมปรามเขาเพราะไม่อยากให้มานั่งเถียงกันอีก ตอนอยู่ในโรงอาหารก็เถียงอะไรกันก็ไม่รู้


“เป็นใครวะมาสั่ง?” ตากลมโตตวัดมองผมอย่างไม่พอใจ


“แล้วแต่เหอะ” ผมชะงักไปนิดก่อนจะปิดหนังสือประมวลกฎหมายของตัวเองแล้วเก็บข้าวของทั้งหมดกวาดลงกระเป๋าอย่างรวดเร็วก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจสายตาของคนรอบข้างหรือแม้แต่อาจารย์นวัตที่ยืนสอนอยู่หน้าห้องเลยแม้แต่น้อย 


“เฮ้ย! จะไปไหน?” มารุตที่หันมาเห็นผมลุกขึ้นยืนก็ทำท่าจะคว้าแขนไว้แต่ก็ไม่ทัน


ผมรีบก้าวขายาวๆ ออกมาจากห้องอย่างไวไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีก ผมก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ผมไม่ชอบที่มารุตทำเหมือนไม่แคร์ผมแบบนั้น ทั้งที่เขาลากผมให้มาด้วยกันแท้ๆ แต่เขากลับไม่ยอมฟังที่ผมพูดอะไรเลยแม้แต่น้อย แล้วไหนจะคำพูดของเขาอีก


น่าหงุดหงิดชะมัด



---------------




มารุตนี่อารมณ์ยิ่งกว่าคนท้องอีกนะ
จะคุยกันดีๆ ไม่ได้เลยใช่ไหม!

ได้โปรดอย่าเห็นฉันเป็นสนามอารมณ์ : คุณรัชช์ไม่ได้กล่าว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 482 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

569 ความคิดเห็น

  1. #550 IAMSAD568 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 13:21
    มารุตแกทำดีๆกับคุณรัชช์หน่อยไม่ได้หรืองัยว่ะหะะะะ!!!
    #550
    0
  2. #465 Mikii (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 02:17

    สงสารคุณรัชคนดี. รอบตัวมี่แต่คนบ้ากะคนเห็นแก่ตัว

    #465
    0
  3. #353 linonan_ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:12
    ความปากไวกว่าสมองของรุตนี่น่าจะแก้ยาก ต้องโดนคุณรัชช์โกรธนานๆดูซะบ้างจะได้หราบจำ
    #353
    0
  4. #216 020540 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 18:16
    มารุตนี้ นบ้าาา
    #216
    0
  5. #196 real_apin (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 01:10

    นองอ้อนไม่เป็นไง เกรี้ยวการดอย่างเดียววว5555

    #196
    0
  6. #190 Lc.Jw (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 06:30

    เด็กน้อยจัง เอาแต่ใจด้วยเนี่ย ไหนมุมอ้อนๆมารุตเป็นไง,-,

    #190
    0
  7. #176 jjingg. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 19:48
    คุณรัชช์ของแม่ แงงงง ถ้าเป็นแฟนกันแล้วมารุตไม่ยิ่งงอแงกว่านี้หรอ555555
    #176
    0
  8. #140 Kim-kibom (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 13:57
    มารุตนี่กวนประสาทมากๆๆ
    #140
    0
  9. #139 BellPiyanan (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 00:07
    รอเทอจนแก่แล้วไรท์ มาอัพทุกวันก็ดีเด้อ กำลังได้ที่
    #139
    0
  10. #138 Ness (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 19:46
    วอแวเก่งนะมารุต ถถถถ
    #138
    0
  11. #134 primo xxii (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 15:28
    จีบแบบเถื่อน ๆ มาอัพอีกกกคิดถึง ~
    #134
    0
  12. #133 ใจหม่น (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 15:05
    งอแงเก่งที่หนึ่งอ่ะมารุต55555
    #133
    0