จีบคนเถื่อน [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S] : Spin-Off

ตอนที่ 15 : จีบคนเถื่อน : 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,069
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 471 ครั้ง
    5 พ.ย. 61






14





---------------




Marut Part :


“ปีนี้นิติศาสตร์กะเอาที่หนึ่งบาสอีกแล้วเหรอวะ?”


“ก็ได้ที่หนึ่งติดกันมาสามปีแล้วนี่”


“แค่พี่นิลกาฬคนเดียวก็แย่แล้ว ยังมาเจอคุณรัชช์อีก”


“ตอนพี่นิลอยู่ปีหนึ่ง คณะอื่นยังพอสูสีนะ แต่พอคุณรัชช์เข้ามานี่พวกนิติฯ เหมือนนอนมาเลย”


“เล่นดีจนกูยังเคลิ้มตาม”


“กูยังเผลอเชียร์คุณรัชช์เลย”


“กูนี่อยากถวายตัวให้ จะให้เป็นผัวเป็นเมียกูก็ยอม”


“ถึงคุณรัชช์จะหล่อแบบฉิบหาย แต่จริงๆ เอวบางมากนะมึง”


“รู้ได้ไงวะ?”


“เพื่อนกูที่เป็นนักบาสของคณะนั้นแอบถ่ายรูปตอนคุณรัชช์เปลี่ยนชุดมา เห็นแค่ข้างหลังแต่ใจสั่นมาก เอวเล็กและขาวมากมึงเอ๊ย!


“อื้อหือ อยากเห็น”


“ไอ้พวกเหี้ย ใจเย็นๆ นะ จัญไรกันฉิบหายพวกมึง สงสารคุณรัชช์เลยกู”


“ได้ยินว่าวันนี้คุณรัชช์ก็มาเรียนนี่”


“เขาไม่โดนเรียกตัวเหรอวะ? ข่าวดังขนาดนั้น”


“เส้นใหญ่มึง ทั้งคุณรัชช์ทั้งไอ้มารุตเลย”


“เออ จริง”


“เห็นว่าไปซ้อมบาสต่อด้วยนะ”


“ใจโคตรได้”


พวกเหี้ย! นินทาเหมือนกูไม่ได้นั่งอยู่ด้วย


พรึบ!


หลังจากที่ผมนั่งฟังเพื่อนร่วมทีมพูดถึงใครบางคนที่ผมไม่ได้เจอเลยตั้งแต่ที่มีเรื่องกันตั้งแต่บ่ายวันศุกร์จนวันนี้ก็วันจันทร์แล้ว ไม่มีข้อความที่ทักมากวนประสาทหรือชวนไปนู่นไปนี่ ไม่มีสายเรียกเข้าที่โทรมาขอความช่วยเหลือหรือบอกให้ไปรับไปส่ง และไม่ได้เจอหน้าหล่อๆ ที่มักจะชอบโผล่มาแหย่ให้หงุดหงิดใจเล่น แค่นี้ก็รู้ได้แล้วว่าถูกโกรธแน่ๆ


“มึงจะไปไหนวะมารุต?” ผมที่เตรียมจะเดินออกจากสนามก็ถูกไอซ์คว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน


พวกผมซ้อมกันเสร็จสักพักแล้ว วันนี้ได้เลิกเร็ว แต่มาเสียเวลาตรงนั่งเล่นนั่งคุยกันนี่แหละ พวกมันยังไม่อยากกลับบ้านกันก็เลยนั่งจับกลุ่มคุยกันต่อ แถมประเด็นที่พวกมันคุยก็ไม่ได้ไกลตัวผมเลย มันใกล้มากจนผมนั่งอยู่ต่อไม่ได้


“กลับบ้าน” ผมว่าแล้วแกะมือไอซ์ออกก่อนจะเดินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว


“รีบเหรอวะ? อ้าว ไปซะละ” ได้ยินเสียงน็อตดังตามหลังมา แต่ผมไม่ได้หันกลับไปตอบคำถามของมัน เลือกเดินออกมาโดยไม่พูดอะไรมากแบบนี้มันก็น่าจะเข้าใจได้แล้วนะว่าผมรีบหรือไม่รีบน่ะ

 





ผมขี่รถมาจอดที่หน้าโรงยิมที่ยังคงมีรถจอดอยู่หลายคันให้ได้เห็น หนึ่งในนั้นไม่ได้มีรถญี่ปุ่นของรัชช์อยู่ แสดงว่าเขาไม่ได้เอารถมา หรือว่ายังไม่ได้รถวะ รถเขาเสียหายเยอะอยู่ ก็คงต้องใช้เวลานานหน่อยล่ะนะ ผมเดินเข้าไปในโรงยิมก็เห็นว่ายังเปิดไฟจ้าอยู่ อุปกรณ์ต่างๆ ถูกเก็บเรียบร้อยแล้ว แต่พวกนักบาสยังคงไม่กลับกัน เห็นนั่งจับกลุ่มคุยกันไม่ต่างจากพวกเพื่อนผมเลย กวาดสายตามองหาใครบางคนแต่ก็ไม่เจอ ไม่รู้ว่ากลับไปหรือยัง ผมเลยเดินเข้าไปกะจะถามหาใครคนนั้นจากพวกนักบาสที่ยังคงนั่งพูดคุยกันอยู่


“เห็นหน้าคุณรัชช์ไหม?”


“รอยยังอยู่เลย”


“ขนาดโดนต่อยตั้งแต่วันศุกร์แต่รอยยังไม่หายเลยว่ะ”


“หน้าคุณรัชช์ตอนมีแผลนี่ก็เซ็กซี่ดีนะ ดูดิบๆ ยังไงก็ไม่รู้ว่ะ”


“เออ คือสาบานเลยว่าถ้ามีแฟนแบบนี้จะไม่นอกใจ จะรักแบบถวายหัวถวายตัว”


“จริง อิจฉาไอ้เหี้ยมารุตฉิบหาย ทำบุญด้วยอะไรทำไมคุณรัชช์ถึงได้ตามจีบ”


“แต่หลังจากนี้คงไม่มีแล้วว่ะ เล่นทะเลาะกันแรงขนาดนั้นกูว่าคุณรัชช์คงไม่เข้าไปยุ่งแล้ว”


“เกลียดแม่งฉิบหาย อย่าให้กูเจอนะ!


“เจอแล้วมึงจะทำไม?” ผมที่ยืนกอดอกฟังพวกนั้นนินทาผมอยู่ก็เดินเข้าไปใกล้มากขึ้นพร้อมเอ่ยถามออกมาหน้านิ่งๆ ด่าซะเหมือนกูไปเผาบ้านพวกมึงอย่างนั้นแหละ


“กูก็จะ เฮ้ย!


“มึงจะทำไมกู?” ผมเลิกคิ้วถามไอ้คนพูดที่ทำปากเก่งแต่พอเห็นหน้าผมก็หน้าซีดอ้าปากพะงาบๆ เหมือนตะพาบขาดน้ำอย่างนั้นแหละ ไม่แน่จริงนี่หว่า


“มึงมาทำไม?” หนึ่งในนั้นมองหน้าผมอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ผมไม่สนใจหรอก ก็ตั้งแต่ที่มีเรื่องกับรัชช์ก็เจอสายตาแบบนี้จากคนจะทั้งมหาลัยแล้ว เชื่อแล้วว่าคุณรัชช์เขาเป็นที่รักของทุกคนจริงๆ


“รัชช์อยู่ไหน?” ผมถามในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาทะเลาะกับคนพวกนี้


เอาไว้ว่างเมื่อไหร่จะมาทะเลาะด้วยก็แล้วกันนะ


“คุณรัชช์!


“กูถามว่ารัชช์อยู่ไหน?” ผมกลอกตาไปมาอย่างนึกรำคาญ ก็กูจะเรียกแบบนี้ กูสะดวกแบบนี้พวกมึงจะทำไม?


“มึงจะอยากรู้ทำไม? จะมาหาเรื่องอะไรคุณรัชช์ของพวกกูอีก!


ผู้พิทักษ์คุณรัชช์นี่มีทั่วทุกที่ในมหาลัยเลยใช่ไหม? แบบนี้คือกูจะถูกรุมกระทืบวันไหนก็ได้สินะ


“ของพวกมึง? ไอ้คุณรัชช์ไปเป็นของพวกมึงตั้งแต่เมื่อไหร่?” ผมยกมือขึ้นเสยผมเปียกๆ ของตัวเองอย่างหงุดหงิด ทำอย่างกับรัชช์แม่งเป็นของสาธารณะอย่างนั้นแหละ


“ไม่เสือกเด้อ”


“ต้องให้กูกระทืบพวกมึงก่อนใช่ไหมถึงจะบอกได้น่ะ?” ไม่สนละว่าไอ้ที่ยืนอยู่นี่จะมีรุ่นพี่อยู่หรือเปล่า แต่ถ้าจะกวนตีนขนาดนี้ก็ขอสักหน่อยเถอะ


“มึงอย่ามาทำตัวเถื่อนๆ ถ่อยๆ แถวนี้ ยิ่งมึงทำแบบนี้มึงแม่งยิ่งไม่คู่ควรกับคุณรัชช์”


“แล้วไง? แต่รัชช์แม่งก็เป็นฝ่ายเข้าหากูไม่ใช่เหรอ?” ผมยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า ด่าไปเถอะ คิดว่าผมสนเหรอ? พวกมันก็ได้แต่มองรัชช์อยู่ห่างๆ ไม่มีทางได้เข้าใกล้รัชช์อย่างผมได้หรอก


“ไอ้เหี้ยนี่!


“กูไม่ได้มาเพื่อจะตีกับพวกมึง กูมาหารัชช์ กูมีเรื่องจะคุยกับมัน” ผมยกมือขึ้นชี้หน้าไอ้หน้าจืดคนหนึ่งที่ทำท่าจะพุ่งเข้ามาต่อยผม ยังดีที่มีเพื่อนมันรั้งตัวเอาไว้ได้ทันไม่งั้นเจอผมถีบคว่ำแน่


“อย่ามาเรียกคุณรัชช์แบบนั้น!” อะ ไม่จบไม่สิ้นกับสรรพนามของรัชช์สักที เจ้าตัวแม่งยังไม่จริงจังขนาดนี้เลย


“พากูไปหารัชช์ก่อนที่กูจะหมดความอดทน” เสยผมตัวเองลวกๆ อีกครั้งด้วยความหัวเสีย


ถ้ายังช้าจะกระทืบคนโชว์แล้วนะเฮ้ย!


“ตามมา” ใครสักคนในกลุ่มพูดขึ้นแล้วเดินนำเข้าไปทางข้างในของโรงยิม เหมือนจะเป็นพวกห้องน้ำหรืออาจเป็นห้องเก็บของล่ะมั้ง ผมไม่เคยมาเล่นบาสที่นี่ ปกติเล่นแต่กลางแจ้งเลยไม่ชินกับที่นี่เท่าไหร่


ไอ้คนที่คาดว่าน่าจะเป็นเด็กปีหนึ่งเดินนำผมเข้าไปในห้องที่มีล็อกเกอร์วางอยู่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ มีนักบาสหลายคนที่ยังคงไม่กลับและกำลังแต่งตัวอยู่ในนั้น ผมสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ห้องแต่ก็ไม่เห็นคนที่ผมอยากเจอเลย ไอ้คนตรงหน้าผมมันเลยเดินไปถามรุ่นพี่ในทีมของมัน ทุกคนในนั้นมองมาที่ผมเป็นตาเดียวอย่างอาฆาตแค้นแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีคนหนึ่งชี้เข้าไปทางด้านในสุดของห้อง เมื่อมองดีๆ แล้วมันมีประตูอีกบานหนึ่งอยู่ ผมกับไอ้เด็กปีหนึ่งเลยเดินไปที่หน้าประตูบานนั้น


ก๊อก ก๊อก


คนตรงหน้าผมยกมือขึ้นเคาะประตูเป็นมารยาทก่อน รอไม่นานก็มีคนมาเปิดประตูให้ ผมมองไม่เห็นเพราะยืนอยู่ตรงข้างกำแพง ไม่ได้ยืนอยู่หน้าประตูเหมือนไอ้เด็กปีหนึ่งนี่


“มีคนมาหาคุณรัชช์ครับ”


“ใคร?”


“กูเอง” ผมเดินออกไปยืนตรงหน้าประตูเพื่อให้คนที่เอ่ยถามมองเห็นผมได้อย่างชัดเจน


!!!” ใบหน้าหล่อที่มีแววความอ่อนล้าจากการซ้อมกีฬาหนักแสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่เขาเห็นผมมายืนอยู่ตรงหน้า


“มึงมาทำไม?” เพราะมัวแต่ลอบสำรวจใบหน้าเนียนที่มีรอยช้ำเขียวๆ ม่วงๆ ตรงข้างแก้มของรัชช์อยู่เลยไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครอีกคนอยู่ในห้องนั้นด้วย ผมเหลือบตามองคนพูดอย่างไม่สบอารมณ์


“เสือก” แค่คิดว่าสองคนนี้เข้ามาอยู่ในห้องเก็บของกันตามลำพังก็ทำเอาผมอารมณ์ขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล


“ไอ้เด็กเปรต!” ผู้ชายตัวสูงหน้าตาดีแต่น้อยกว่าผมตวาดเสียงก้าวแล้วทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาเรื่องผม


“พี่นิล!” แต่รัชช์ที่ไวกว่าร้องเสียงดังแล้วหันไปคว้าตัวคนข้างๆ เอาไว้ไม่ให้เข้ามาประชิดตัวผมได้


“กูมีเรื่องจะคุยกับมึง” ผมเลิกสนใจหมาบ้าที่ผมไม่รู้จักแล้วหันไปสบตากับใครอีกคนที่ผมตั้งใจมาหา


“จะพูดจะจาอะไรก็เคารพกันหน่อย พวกกูไม่ใช่เพื่อนเล่นมึง”


“กูไม่ได้จะคุยกับมึง อย่าเจ๋อ!” เป็นอีกครั้งที่ผมหัวเสีย ไอ้คนที่รัชช์กอดรั้งตัวเอาไว้แน่นมันหาเรื่องผมไม่เลิกจริงๆ


“ไอ้เด็กเวร! มึงจะเอาใช่ไหม!?”


“พี่นิลใจเย็นก่อน ออกไปรอข้างนอกก่อนมารุต เดี๋ยวตามไป” รัชช์พยายามรั้งไอ้คนชื่อนิลเอาไว้ไม่ให้เข้ามากระทืบผมได้ แต่ก็ดูเหมือนจะยาก ไอ้นิลอะไรนั่นก็ดูท่าจะแรงเยอะ ไอ้เด็กปีหนึ่งที่เป็นคนนำทางผมมาเลยต้องเข้าไปช่วยกันจับหมาบ้าเอาไว้ไม่ให้หลุดออกมากัดผมได้


“ยังจะคุยกับมันอีกเหรอรัชช์? คนเหี้ยๆ แบบนี้อย่าไปคุยกับมันให้เสียเวลาเลย!


นี่คนทั้งมหาลัยรู้จักผมด้วยชื่อไอ้เหี้ยเหรอ? แหม ก็ดังอยู่เหมือนกันนะเราเนี่ย หึ!


“พี่นิล” คุณรัชช์คนดีของทุกคนร้องปรามเบาๆ แล้วส่งสายตาให้ผมเป็นเชิงบอกให้ออกไปก่อน


“หึ! กูไปรอข้างนอกนะ เก็บของให้เรียบร้อยแล้วตามออกไป” ผมทิ้งท้ายเอาไว้พร้อมรอยยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะเดินออกมาโดยไม่สนใจสายตาทิ่มแทงของผู้คนรอบข้างที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่

 







Rach Part :


“มันคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ!?” คล้อยหลังมารุตไปพี่นิลก็สะบัดออกจาการจับกุมอย่างแรงจนผมเสียหลังเกือบล้มแต่ยังดีที่ตั้งตัวได้ทันเลยไม่ได้เป็นอะไร


“พี่นิลไม่เคยเป็นแบบนี้” ผมพยักหน้าไล่รุ่นน้องปีหนึ่งออกไปก่อนจะหันมาปรามคนข้างตัว ทั้งที่เป็นคนใจเย็นแท้ๆ แต่พอเจอหน้ามารุตก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย


“ก็ดูมันสิ! ใครจะใจเย็นได้วะ?”


“เดี๋ยวผมกลับก่อนนะครับ”


“จะกลับกับมันเหรอ?”


“เขาคงไม่ไปส่ง แต่เดี๋ยวนั่งแท็กซี่กลับก็ได้ครับ” ไม่รู้ว่ามารุตต้องการจะคุยอะไรแต่ผมคิดว่าคุยๆ ไปให้จบๆ ก็ดีเหมือนกัน หลังจากนี้จะได้ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก จะได้จบสักที


“มึงนี่โคตรดื้อเลยรัชช์” โดนดุอีกจนได้


“พี่นิลไม่ใช่คนแรกหรอกครับที่พูดแบบนี้” ผมว่ายิ้มๆ อย่างไม่คิดจริงจัง


“เออ กูรู้”


“เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”


“อืม”


ผมเดินออกมาจากห้องเก็บของแล้วแวะไปเอากระเป๋าที่ตู้ล็อกเกอร์ เอ่ยลากับสมาชิกในทีมคนอื่นๆ นิดหน่อยก่อนจะเดินออกมาที่ข้างหน้าโรงยิม ผมเห็นมารุตยืนพิงรถมอเตอร์ไซค์ของเขาอยู่ ใบหน้าหล่อคมแหงนขึ้นมองท้องฟ้าสีดำสนิทเบื้องบนอย่างเหม่อลอย มือข้างหนึ่งของเขาคีบบุหรี่เอาไว้ ผมยืนมองคนตรงหน้ายกบุหรี่ในมือขึ้นสูบเงียบๆ จนเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งคนที่ถูกมองอยู่ก็เริ่มรู้สึกตัว เขาหันมามองผมแล้วทิ้งบุหรี่ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งลงตรงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบขยี้จนไฟดับสนิท


“เอาไป” หมวกกันน็อคสีดำที่คุ้นเคยดีถูกยื่นมาตรงหน้าผมโดยเจ้าของรถ


“เราไม่คุยกันที่นี่เหรอ?” ผมหลุบตามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ยื่นมือออกไปรับ


“ไม่ พวกขี้เสือกมันเยอะ” ปากพูดแต่สายตากลับมองเลยไหล่ของผมไปทางโรงยิมที่อยู่ด้านหลัง ผมหันไปมองตามสายตาของเขาแวบหนึ่งก่อนจะยื่นมือไปรับหมวกมาสวมอย่างว่าง่าย

 





“มาห้างทำไม?” ผมมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่เอาแต่ลากแขนผมอย่างไม่เข้าใจ


“กูร้อน” นั่นคือเหตุผลหรือไง?


“ถ้ายังไม่อยากคุยค่อยคุยวันอื่นก็ได้” ผมพยายามยื้อแขนตัวเองกลับ แต่ก็ยากเพราะยิ่งต่อต้านอีกฝ่ายก็ยิ่งออกแรงมากขึ้นกว่าเดิม คิดว่าตัวใหญ่กว่าแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไง!


“กูพูดเหรอว่าไม่อยากคุย?” เขาหยุดเดินแล้วหันมาทำหน้ายียวนใส่


“รีบๆ พูดได้ไหม? อยากกลับบ้านแล้ว” พรุ่งนี้ผมก็มีเรียนอีกนะ ใจคอจะไม่ให้ผมได้พักเลยหรือไง?


“อยู่กับกูสัก 2 – 3 ชั่วโมงมันจะตายเหรอ?” ตากลมโตตวัดมองผมเคืองๆ หน้าตาบ่งบอกว่าหงุดหงิดมากแค่ไหน


“บอกแล้วไงว่าถ้าไม่เลิกบ้าก็ไม่ต้องมาคุยกัน” แทนที่จะได้เคลียร์กันเดี๋ยวก็มาทะเลาะกันอีก รอบนี้ถ้าต่อยกันนี่เป็นข่าวฉาวไปทั่วแน่นอน


“ก็เพราะใครล่ะที่ทำให้กูบ้าขึ้นมาอีกน่ะ”


“ไม่อยากทะเลาะนะ เหนื่อย” ผมเบือนหน้าหนีสายตาดุๆ ที่จ้องมองมา แค่เรียนแล้วก็ซ้อมบาสผมก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ถ้าต้องมาทะเลาะกับเขาอีกผมต้องบ้าแน่


“ไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยกัน” คนตัวสูงกว่าถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วลากผมเข้าไปในร้านอาหาร


“มึงจะกินอะไร?” เมนูอาหารถูกผลักมาตรงหน้าผม


“ไม่ อยากกินอะไรก็สั่งเลย” แต่ผมก็ดันคืนเขากลับไป ผมไม่มีอารมณ์มานั่งสั่งอาหารกินอย่างสบายใจหรอกนะ


“เดี๋ยวสั่งมาแล้วแดกไม่ได้จะมาโทษกูไม่ได้นะ” เขาว่าเสียงเข้ม


“อะไรก็ได้ที่ไม่เผ็ด”


“แดกเผ็ดไม่ได้”


“อืม” ไม่เชิงว่ากินไม่ได้เสียทีเดียว แต่ระดับความเผ็ดที่ผมกินได้มันไม่เท่ากับคนอื่นเขา เผ็ดของผมกับของคนทั่วไปมันไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นเซฟตัวเองไว้ดีที่สุดล่ะนะ


“เด็กฉิบหาย” อีกฝ่ายเบะปากล้อเลียนผมไม่เลิก เห็นแล้วอยากเอาเมนูฟาดปากจริงๆ


“มองทำไม? หน้าผมเหมือนผัวคุณเหรอ?”


“ลามปาม” ผมปรามเสียงดุ แค่ผมมองหน้าเขาเฉยๆ เขายังหาเรื่องผมไปเรื่อย มันน่าฟาดปากให้แตกอีกรอบ


“เอ้า! ใครจะไปรู้ ก็เห็นมึงมาบอกว่าจะจีบกู ก็ต้องอยากได้กูเป็นผัวไม่ใช่เหรอ?” เขาลอยหน้าลอยตาตอบกลับมา


“ไม่ได้พิศวาสขนาดนั้น” ผมแอบเบะปากอย่างขัดใจ คนอะไรหลงตัวเองชะมัดเลย


“มึงว่าอะไรนะ?”


“ไม่คิดว่าจะโดนกดบ้างเหรอ?” ผมเอียงคอเท้าคางมองสบตากับอีกฝ่ายพลางกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างท้าทาย ถึงเขาจะสูงกว่าผมนิดหน่อยและตัวหนากว่าแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคนตัวเล็กกว่าจะกดคนตัวใหญ่กว่าไม่ได้นี่ จริงไหม?


“หึ! ตัวแค่นี้จะเอาแรงที่ไหนมากดกู? ผลักทีเดียวก็ปลิวแล้ว” ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มเย้ยหยันออกมา


“ไร้สาระ”


“ปากเก่งดีเนอะ”


สาบานเลยว่าถ้ามีโอกาสได้กดเขาลงเตียงเมื่อไหร่ล่ะก็ผมจะหาหมอนมากดปิดหน้าปิดจมูกเขาให้ขาดอากาศหายใจตายไปเลยจะได้ไม่ต้องมีปากมาพูดอะไรไร้สาระอีกตลอดชีวิต!


 




22.22 นาฬิกา


“เมื่อไหร่จะพูดเรื่องที่อยากพูดสักที?” ผมเริ่มหัวเสียเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ ไปกินข้าวก็แล้ว เดินวนจนห้างปิดก็แล้ว จนกระทั่งเขาลากผมมาที่คอนโดของเขา อ้างว่าต้องการความเป็นส่วนตัว ต้องการที่สงบๆ ในการคุยกัน ผมก็ยอมตามเขากลับมาด้วย แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ปริปากพูดอะไรกับผมสักคำ เขาเอาแต่ยืนเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ที่หน้าระเบียงแล้วปล่อยให้ผมยืนคุยกับอากาศอยู่ข้างใน


“ขอเวลากูทำใจก่อน” เขาหันมามองหน้าผมอย่างชั่งใจ


“...”


“เรื่องวันนั้น...กูขอโทษ”


“...” ผมกระพริบตามองอย่างมึนงง นี่คือเรื่องที่เขาอยากจะพูดกับผมอย่างนั้นเหรอ?


“กูคงไม่ได้พูดอะไรมาก แต่อยากให้รู้ว่ารู้สึกผิดจริงๆ” เขาว่าพร้อมยกมือขึ้นเกาท้ายทอยของตัวเองอย่างประหม่า


“แค่นี้ใช่ไหม? จะได้กลับ” ก็แค่นี้ แล้วให้ผมเสียเวลาอยู่กับเขาตั้งหลายชั่วโมงเพื่ออะไรก็ไม่รู้


“มึงโกรธกูเหรอวะ?” ร่างสูงกว่าขยับมาขวางทางเดินออกของผมเอาไว้ ผมรีบชักเท้ากลับแล้วถอยหลังหนีทันทีที่รู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเรามันสั้นเกินความเหมาะสม


“ก็แค่เรื่องเข้าใจผิด ถ้าขอโทษก็จบ จริงๆ ก็จบตั้งแต่ที่แลกกันคนละหมัดแล้ว” ผมไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอะไร ปกติผู้ชายทะเลาะกันแลกกันคนละหมัดสองหมัดมันก็เคลียร์แล้ว แต่พอเขามาขอโทษด้วยผมก็โอเค ถ้าเขารู้ว่าตัวเองทำผิดมันก็เป็นผลดีต่อตัวเขาเอง เรื่องแค่นี้ผมให้อภัยเขาได้อยู่แล้ว


“มึง...”


“ขอตัวก่อน มันดึกมากแล้ว” ผมว่าแล้วเบี่ยงตัวหลบ ปล่อยให้ผมได้กลับไปนอนพักสักทีเถอะ


เหนื่อยล้าไปหมดแล้ว


“พรุ่งนี้มึงเรียนเช้า นอนนี่ก็ได้เดี๋ยวกูไปส่ง” เขารั้งแขนของผมไว้ก่อนจะออกแรงลากให้เดินเข้าไปในห้องนอนของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจของผมเลยแม้แต่น้อย


“ไม่รบกวนหรอก” ผมพยายามยื้อตัวเองเอาไว้ไม่ให้ถูกฉุดไปตามแรงของอีกฝ่ายแต่มันก็ยากเอาเรื่อง


“กูมีอีกเรื่องที่ยังไม่ได้พูด” ฝ่ามือใหญ่ผลักผมให้นั่งลงที่ปลายเตียงส่วนเขาก็ยืนดักเอาไว้สองมือยกขึ้นกดที่บ่าทั้งสองข้างของผมแน่นเพื่อกันผมหนี


“อะไร?” ผมพยายามใจเย็นกับท่าทีคุกคามตรงหน้า แต่มันก็น่าหงุดหงิดไม่น้อยที่เขาทำอะไรตามอำเภอใจโดยไม่ได้เกรงใจผมเลยแม้แต่น้อย


“กูคุยกับไอริส เขาบอกว่ามึงเป็นคนดีมาก ถ้ากูไม่ได้ชอบมึงให้กูปล่อยมึงไปแล้วก็อย่าทำร้ายมึง กูไม่รู้ว่าแบบไหนคือการทำร้ายและไม่ทำร้ายมึง อะไรมันจะดีกว่ากันระหว่างปล่อยมึงไปกับรั้งให้มึงอยู่” นัยน์ตากลมสีเข้มมองสบกับผมนิ่ง ท่าทางที่จู่ๆ ก็จริงจังขึ้นมาจนผมตั้งตัวไม่ทันทำเอาผมไม่สามารถคาดเดาความคิดของเขาได้เลย


“ต่างคนต่างอยู่มันอาจจะดีกว่า” ผมชั่งใจอยู่นานกว่าจะพูดออกมาได้ แม้จะรู้สึกประหม่าไปบ้างแต่ผมก็พูดออกไปตามที่ได้ตัดสินใจเอาไว้แล้ว


“มึงคิดอย่างนั้นเหรอ?”


“ก็ถ้านายคืนดีกับไอริสแล้ว เราคงไม่เข้าไปยุ่งกับนายอีก” มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเรื่องความรักของคนอื่น ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาความรู้สึกของตัวเองไปเสี่ยงอีก


“กูพูดเหรอว่ากูคืนดีกับไอริส?” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น


“ก็นาย...” ผมชะงักแล้วหยุดคิด ก่อนหน้านี้ไอริสพูดบอกว่าเข้าใจกับมารุตดีแล้ว นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาคืนดีกันหรอกเหรอ?


“ที่กูบอกว่าเคลียร์กับไอริสคือเราจบกันแล้ว จบแบบถาวร” มารุตขยายความถึงสิ่งที่ผมข้องใจออกมา


“อ่า” พูดไม่ออกเลยครับ


“กูมาคิดๆ ดู ในเมื่อไอริสอยากเริ่มต้นใหม่กับใครสักคน แล้วทำไมกูไม่เริ่มต้นใหม่บ้าง?” คำพูดนั้นทำเอาผมต้องเงยหน้าขึ้นไปสบตากับอีกฝ่าย พยายามมองท่าทางและแววตาของเขาว่าจริงจังกับคำพูดเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน


และก็พบว่าเขาจริงจังกับมันมาก


“นายรักไอริสมากไม่ใช่เหรอ?” ไม่มีทางที่เขาจะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนได้ง่ายๆ ก็เล่นรักฝังใจเสียขนาดนั้น


“ก็ใช่ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ยังไงไอริสก็ไม่กลับมา”


“...”


“มันอาจดูเห็นแก่ตัว แต่คืนนี้มึงอยู่กับกูก่อนได้ไหม?”


“เพื่ออะไร?” ผมไม่เข้าใจ และคงไม่มีทางเข้าใจในความคิดของเขา


หรือแค่ต้องการหาใครสักคนมาเป็นตัวแทนของคนรักเก่าอย่างนั้นเหรอ?


“เพื่อให้มึงมีเวลาคิดว่าอยากจะไปหรืออยากจะอยู่กับกูตรงนี้”


“ทำไมถึงถามแบบนั้นออกมา?” หัวใจของผมเต้นถี่รัวอย่างไร้เหตุผล ผมพยายามคิดหาคำตอบของการกระทำเหล่านั้นอย่างหนัก ไม่รู้ทำไมเรื่องราวมันถึงได้เดินมาในทางนี้ได้


“มึงกำลังคิดว่าเพราะกูไม่เหลือใครใช่ไหม? ก็อาจจะใช่ กูเสียไอริสไปแล้ว กูเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ทั้งที่ตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมากูมีไอริสอยู่ด้วยตลอด” เขาเหยียดยิ้มออกมาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผม


“...” ผมที่เห็นสีหน้าเจ็บปวดของเขาก็พูดอะไรไม่ออก ทำได้แค่นั่งเงียบๆ แล้วตั้งใจฟังที่อีกฝ่ายกำลังพูดถึงความรู้สึกของตัวเองออกมาก็เท่านั้น


“มันเหมือนกูเอามึงมาเป็นตัวแทนไอริส แต่มันไม่ใช่ ไอริสก็คือไอริส ใครก็แทนไม่ได้ และมึงก็เป็นมึง ที่ไม่เหมือนใครและคงไม่มีใครเหมือน กูแค่หวังว่ามึงอาจเป็นคนที่ทำให้กูลืมไอริสได้ กูไม่ได้บังคับให้มึงอยู่ กูเคารพการตัดสินใจของมึงนะรัชช์” เราต่างมองสบตากันนิ่ง แววตากลมโตสะท้อนออกถึงความจริงจังมากกว่าครั้งไหนๆ มันดูทั้งเจ็บปวดและโหยหาในเวลาเดียวกัน


“...” ผมได้แต่คิดว่าควรจะตอบเขากลับไปว่าอะไรดี ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่กันแน่ มาเพื่อจบทุกอย่างหรือเดินเข้าไปให้มันยิ่งวุ่นวายมากกว่าเดิมกันแน่


“แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่อยากให้ไป” เสียงทุ้มต่ำดังเรียกสติของผมให้กลับมาอยู่กับโลกความเป็นจริงที่แสนจะน่าปวดหัวอีกครั้ง ผมสับสนเกินกว่าที่จะตอบตกลงหรือปฏิเสธออกไปได้ในตอนนี้


“ดึกมากแล้ว ไปนอนเถอะ” นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ผมทำตัวหนีปัญหาอย่างคนขี้ขลาด ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องที่ตัวเองสร้างเอาไว้ ไม่กล้าที่จะยอมรับความจริง


“รัชช์”


“ทุกอย่างมันต้องใช้เวลา พรุ่งนี้หลังซ้อมบาสเสร็จจะให้คำตอบ”


“อืม”


ผมเองก็ต้องการเวลาที่จะคิดและตัดสินใจเหมือนกัน เรื่องที่เกิดขึ้นมันเริ่มมาไกลเกินกว่าที่ผมจะควบคุมเอาไว้ได้ บทละครที่ผมสร้าง การแสดงที่ผมคิดมันดึงพวกเราให้เข้าหากัน ความรู้สึกที่ถูกเอามาเสี่ยง มันเหมือนกับการเล่นเกมที่มีหัวใจของพวกเราเป็นสิ่งเดิมพัน ปมที่ผมผูกไว้มันยุ่งเหยิงเกินจนผมเองก็ยังแก้ไขไม่ได้ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ถ้าแค่ผมเดินออกมาแล้วทุกอย่างก็จบมันก็คงจะดี แต่มันคงไม่ง่ายอย่างนั้น ไม่ง่ายเลยเมื่อความรู้สึกของผมและมารุตเริ่มเปลี่ยนไป ผมรู้ตัวเองดีว่าถ้าผมไม่รู้สึกอะไรผมคงไม่สับสนและลังเลขนาดนี้ แต่เพราะผมเองก็รู้สึก ผมถึงได้ไม่กล้าที่จะตัดสินใจอะไรออกไป มันมีอยู่แค่สองทางเลือกเท่านั้น


คือ ก้าวออกมาเพื่อหยุดความรู้สึกที่กำลังจะเติบโต


หรือ ก้าวเข้าไปเพื่อให้ความรู้สึกที่มีมันเพิ่มขึ้นจากเดิม


ผมไม่รู้ว่าทางเลือกไหนมันจะทำให้ผมเจ็บปวดได้น้อยกว่ากัน ไม่รู้เลยจริงๆ



---------------



มารุตนี่มันมารุตจริงๆ เด็กผีมาก

คุณรัชช์นี่ใจเย็นกว่านี้ก็บวชได้เลยค่ะ

คำเตือน เรื่องบางเรื่องอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


อยากบอกว่านี่ก็เต็มที่แล้ว

จากที่ลงตอนที่แล้วไปคิดว่าน่าจะโดนสาปแช่งเยอะเลยรีบมาลงตอนใหม่ให้

แต่เอาจริงมันก็ค้างอยู่ดีแหละ อยากลงเยอะๆ นะ

แต่ได้โปรดเห็นใจคนที่ยังต้องทำโปรเจคจบด้วย

พรุ่งนี้ต้องเข้าไปคุยโปรเจคอีก ถ้าเราหายไปคือตายไปพร้อมโปรเจคที่ไม่ผ่านนะ

แต่เราจะรอดกลับมาเพื่อนักอ่านทุกคนค่ะ

รัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 471 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

569 ความคิดเห็น

  1. #512 Beom_0601 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 13:47
    โลเล ทั้งคู่อ่ะ แล้วก็ดูเหมือนจะรักตัวเองมากทั้งคู่ ไม่ได้คนนั้นก็เอาคนนี้ก็ได้ มองไม่เห็นถึงความรัก
    #512
    0
  2. #489 RainyPula (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 17:10
    เอ่อ....คุณรัชช์คิดจะกดมารุตหรอ
    #489
    0
  3. #454 feonixsh (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 10:37
    คบกันไป ถ้าความแตกเรื่องที่พี่รัชมาจีบรุตเพราะคนที่แอบมาร้อง คงบรรลัย-ๆ ด้วยนิสัยรุตมีแต่พังกับพัง

    อย่าคบกันจะดีกว่า
    #454
    0
  4. #414 GFMB (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 10:41
    อ้าวววว!! อิพี่ผี!! แล้วชีสเค้กน้องรัชช์ล่ะเฮ้ยยยยย
    #414
    0
  5. #349 linonan_ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:13
    ฉันจะเป็นบ้าตายยยยยยยยย ใจนึงคืออยากให้รัชช์ถอยออกมามาก จะได้มีเวลาคิดทบทวน เพราะรุตก็ดูยังเอาแน่เอานอนกับความรู้สึกตัวเองไม่ได้อ่ะ
    #349
    0
  6. #306 Hiroyosha (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:19
    ก้าวออกมาก่อนคุณรัช ไม่อยากให้คุณถูกมองเป็นตัวเเทนใคร...พี่นิล!!!ช่วยน้องหน่อยยยย
    #306
    0
  7. #187 Lc.Jw (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 23:38

    อุแงงงงงง้ บอกไม่ถูกเลยตอนนี้มันแบบ...ฮรือออออออออ เป็นไงเป็นตัดสินใจดีๆนะลูก เข้าใจอะ โอ้ยยยไงดีอ่านไปก็คือลุ้นมาก จะร้องงงมันอึนๆในอก สู้นะมารุตรัชช์ / ไรท์สู้ๆค่าาาาา♡

    #187
    0
  8. #172 jjingg. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 19:10
    รุตใจเย็นแล้วน่ารักขึ้นเยอะ ฮือ คุณรัชช์ต้องตัดสินใจดีๆนะ ไม่อยากให้ใครมาทำให้คุณรัชช์เสียใจอีก;-;
    #172
    0
  9. #115 Kim-kibom (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 22:37
    มารุต อย่าทำร้ายคุณรัชต์อีกนะ
    #115
    0
  10. #112 primo xxii (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 17:35
    รอออนะคะ ~
    #112
    0
  11. #111 luhan7777777 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 20:35

    ดีมากกกก ทำไมเขิน
    #111
    0
  12. #110 markbam55 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 18:44
    แค่นี้เราก้เขินแล้ว(??)หวีดร้อง รีบๆคืนดีกันเถอะ~~~
    #110
    0
  13. #109 BellPiyanan (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 23:43
    สู้ๆนะ. รออยู่
    #109
    0
  14. #108 หัวหอมซ่าส์ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 23:32

    คนหนี่งร้อน คนหนี่งเย็น อยู่ด้วยกันได้นานดี มารุตก็ดีตรงรุ้สึกยังไงก็แสดงออกเลย โนสนโนแคร์ มาอยู่กะคุณรัชก็น่าจะเข้ากันดี

    #108
    0
  15. #107 605796321 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 18:48
    ตีพิมพ์เถอะรออ่านไม่ไหวแล้วลุ้นเหลือเกิน
    #107
    0
  16. #106 Ness (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 16:37
    อยากให้มารุตมาพยายามจีบคุณรัชแทนบ้างงง สู้ๆนะคะไรท์
    #106
    0
  17. #105 Hell Dream-Satan (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 16:26
    อยากให้รัชตัดสินใจเลิกยุ่งกับมารุต
    #105
    0
  18. #104 Chrysola (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 16:19

    คุณรัชช์ตัดสินใจดีๆ น้า ดีกันจะดีมาก
    #104
    0
  19. #103 duqidjmwkxieiicn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 16:15
    ชอบคุณรัชชชขขข
    #103
    0
  20. #102 ha_def (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 16:04
    เราชอบคุณรัชมากเลยยยยย แล้วเราก็เข้าใจมารุตนะ เราจะรอไรท์นะ
    #102
    0
  21. #101 Hyubi (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 15:53
    ฮือออออ รีบเข้าใจกันนะ รอออออ
    #101
    0