จีบคนเถื่อน [YAOI] [สนพ.Lavender By B2S] : Spin-Off

ตอนที่ 11 : จีบคนเถื่อน : 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,805
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 517 ครั้ง
    21 ก.ย. 61






10





---------------




10.19 นาฬิกา


“ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น” ผมคว้าไหล่บางเอาไว้เมื่อเห็นคนที่มาด้วยกันดูจะสนอกสนใจทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างที่ได้พบเจอไปเสียหมด มาถึงก็เอาแต่เดินดูนู่นดูนี่ไปเรื่อยไม่ได้สนใจผมที่เดินตามหลังเลยแม้แต่น้อย ทำตัวเหมือนเด็กไปได้


“น่ารักเนอะ”


“อะไร?” ผมขมวดคิ้วแน่นมองใบหน้าขาวใสอย่างไม่เข้าใจ จู่ๆ นึกจะพูดอะไรก็พูดขึ้นมาได้เลยเหรอวะ? ไม่คิดว่ากูจะไม่เข้าใจบ้างเลยเหรอ?


“สิงโต” นิ้วเรียวยกขึ้นชี้ไปอีกทางหนึ่งที่ดวงตากลมกำลังจับจ้องเป็นประกายระยิบระยับอย่างน่าเอ็นดู


“ห๊ะ!? มึงชมสิงโตว่าน่ารักเหรอ?” ผมร้องเสียงหลงออกมาอย่างตกใจ คนบ้าอะไรมันชมสิงโตว่าน่ารักวะ!?


“อื้อ ดูสิ” ไม่ว่าเปล่า มือขาวยังยื่นมาจับพลิกตัวผมให้หันไปดูเจ้าสิงโตตัวใหญ่ที่นอนอยู่ในกรงอย่างสงบเสงี่ยม


“กูเหนื่อยใจจะคุยกับมึง” อดยกมือขึ้นนวดขมับไม่ได้ คนเรามันต้องโตมาแบบไหนวะถึงได้ชมสิงโตว่าน่ารักได้น่ะ


“ไปดูอย่างอื่น” พูดจบก็เดินนำลิ่วไปเลย ไม่ถงไม่ถามความคิดเห็นกูสักคำ ถ้าจะเดินคนเดียวขนาดนี้วันหลังมึงก็มาเองเถอะ จะได้เดินแม่งให้ทั่วเลย


“เป็นอะไร?” ผมลอบมองใบหน้าขาวที่เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อบนสองข้างแก้ม ผมสังเกตมาสักพักแล้ว่ามันค่อยๆ แดงขึ้นเรื่อยๆ


“หืม?” ใบหน้าหล่อหันมามองผมพร้อมสงสายตามึนงงมาให้


“หน้ามึงแดงมาก ร้อนเหรอ?” ผมแอบเห็นมีเหงื่อซึมที่ไรผมสีน้ำตาลอ่อนของเขาด้วย


“นิดหน่อย” รัชช์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนจะหยีตาลงยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมใบหน้าเนียนอ่อนกว่าวัย


“มึงนี่ลูกคุณหนูจริงๆ” เจอแดดนิดๆ หน่อยๆ ก็ตัวแดงหน้าแดงแล้ว แบบนี้จะไปทำอะไรได้วะ?


ผมส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะถอดเสื้อตัวนอกของตัวเองออกแล้วเอาไปคลุมที่ไหล่บางของอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้


“อะไร?”


“เอาฮู้ดคลุมหัวไว้ เดี๋ยวก็ไม่สบาย” ว่าแล้วก็จับฮู้ดขึ้นมาคลุมให้เสร็จสรรพ แดดมันเริ่มแรงแล้วเดี๋ยวก็ไม่สบายก่อนได้เดินจนทั่วสวนสัตว์หรอก


“เป็นห่วงเหรอ?” อีกฝ่ายย้อนถามกลับมาหน้าตาย ถ้าเป็นไอริสก็คงจะยิ้มหวานหยดส่งมาให้ผมมากกว่าที่จะยืนมองด้วยสายตานิ่งๆ แบบนั้น


“ถ้ามึงเป็นอะไรขึ้นมาเดี๋ยวที่บ้านมึงก็มาโทษกูสิ” ผมเบ้หน้าเมื่อลองจำลองเหตุการณ์ในหัว หากรัชช์ไม่สบายขึ้นมา คนที่จะซวยก็คงไม่พ้นผม ครอบครัวเขาจะต้องหาว่าผมพาลูกเขาไปป่วยแน่


“ครอบครัวเราไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย” พอพูดถึงครอบครัวขึ้นมาเจ้าคนตัวขาวก็เถียงกลับทันควัน


“ว่าได้เหรอ? พวกคนรวยห่วงลูกกันจะตาย”


“พูดเหมือนตัวเองไม่ใช่ลูกคนรวย”


“เหอะ!” ผมสบถในลำคอออกมาเพราะเถียงกลับไม่ได้ เออ บ้านผมก็รวยเหมือนกัน ครอบครัวผมก็หวงและห่วงมาก แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกคุณหนูขนาดเขาหรอกนะ ผมมันพวกถึกทนทาน ไม่ใช่บอบบางเจอลมก็จะปลิวเจอแดดก็ตัวแดงอย่างเขาสักหน่อย


“นานๆ ได้มาที่แบบนี้บ้างก็ดีเนอะ” น่ะ เปลี่ยนเรื่องเก่งตลอด


“ถามจริง มึงไม่เคยมาสวนสัตว์จริงเหรอ?” ตอนแรกผมก็คิดว่าเขาโกหก แต่พอมาเห็นแววตาที่ตื่นเต้นและใบหน้าที่มีความสุขของเขาแล้วก็อดจะเชื่อว่าเขาพูดจริงไม่ได้


“เคยไปตอนเด็กๆ ทัศนศึกษาของเด็กอนุบาลน่ะ แต่ตอนนั้นเรียนอยู่ที่จีน แล้วก็ไม่เคยไปอีกเลย ที่ไทยก็ไม่เคยได้ไปเลยสักครั้ง นี่เป็นครั้งแรกเลย” ถึงปากจะตอบผมแต่สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่กรงของเจ้าลิงตรงหน้า


ผมลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของรัชช์อย่างพิจารณา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทั้งผู้ชายและผู้หญิงถึงได้ชื่นชอบเขานัก รัชช์เป็นคนหนึ่งที่ดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าที่ทั้งหล่อและสวยในเวลาเดียวกัน รูปร่างที่ดูสูงโปร่ง เขาดูเป็นผู้ชายตัวบางๆ แต่ผมรู้ว่าเขาซ่อนรูป เขามีกล้ามเนื้อ สังเกตได้จากช่วงแขนของเขา และที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คงจะเป็นเสียงที่ทุ้มหวาน ผมก็เพิ่งจะเคยเจอผู้ชายที่เสียงหวานขนาดนี้ ขนาดไอริสที่ว่าหน้าหวานเสียงยังไม่หวานเท่าเขาเลย ไหนจะบุคลิกการวางตัวที่ดูดีตลอดเวลานั่นอีก   จะว่าไปก็ตรงข้ามกับผมหมดเลยนะเนี่ย เดินด้วยกันทีเหมือนกูมาอยู่ผิดที่เลยว่ะ


“ได้มาแล้ว สมใจมึงหรือยัง?” ผมไม่เคยเห็นมุมนี้ของรัชช์ เขาดูไม่เหมือนคุณรัชช์ที่เห็นอยู่ทุกวัน วันนี้ ตอนนี้ เขาเหมือนคนละคนเลย มันดูน่าเอ็นดู ดูน่าปกป้อง และดูน่ามองจนละสายตาไปไหนไม่ได้ จะว่าไป รัชช์นี่มันก็สเปคของทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกันจริงๆ นั่นแหละ


“อื้อ ขอบคุณที่พามานะ ถ้านายไม่พามาเราก็คงไม่ได้มาอีกเลย”


“แล้วมึงไม่ชวนเพื่อนหรือคนในครอบครัวมึงมาวะ?”


“ครอบครัวเราไม่ว่าง ส่วนเพื่อน พวกเขาไม่ใช่คนที่จะสนใจอะไรแบบนี้” ผมไม่เคยเจอเพื่อนของเขาเลยไม่รู้ว่าพวกเพื่อนๆ เขาเป็นคนแบบไหน


“อืม เลิกดราม่าได้แล้ว กูก็พามาแล้วนี่ไง”


“เราไม่ได้ดราม่า ก็นายเป็นคนถามเอง”


“เออๆ กูผิดเองแหละ ไปดูอย่างอื่นต่อเถอะ” ผมบอกปัดแล้วดึงแขนเรียวภายใต้เสื้อแขนยาวของผมให้เดินไปอีกโซนหนึ่งที่เรายังไม่ได้เดินไปดู ไหนๆ ก็มาแล้วเราก็ควรจะสนุกให้เต็มที่สิจะมาพูดเรื่องอื่นทำไม ทำเสียบรรยากาศหมด

 





20.36 นาฬิกา


“ถึงบ้านแล้วก็รีบอาบน้ำกินนมนอนนะมึง พรุ่งนี้มีเรียน” ผมพยักพเยิดหน้าเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ ความจริงต้องเรียกว่าคฤหาสน์ล่ะนะ ผมไม่รู้ว่าบ้านหลังนี้เขาอยู่กันกี่คน แต่เท่าที่เห็นคือมีคนรับใช้อยู่กันเยอะ ส่วนเจ้านายก็เห็นแต่คนตรงหน้าผมนี่แหละ ผมไม่เคยถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย และเขาเองก็ไม่ได้เปิดปากเล่าอะไรให้ฟังด้วย


“พรุ่งนี้มารับด้วยนะ”


“สั่งเป็นเมียกูอีกละ” ผมกลอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ นี่กูต้องแหกขี้ตาตื่นมารับมึงแต่เช้าอีกแล้วเหรอ?


“ก็รถเข้าอู่อยู่” ยังจะมาเถียงหน้าซื่ออีก!


“ที่จอดเรียงกันอยู่นั่นไม่ใช่รถมั้ง” ผมชี้นิ้วไปยังโรงจอดรถที่มีรถจอดเรียงรายกันอยู่เกือบสิบคัน แต่ละคันราคาไม่ใช่แค่หลักแสนแต่อย่างต่ำนี่ 2 – 3 ล้านขึ้น บางคันก็เป็นสิบล้าน แต่ผมไม่เคยเห็นคนตรงหน้าเอาออกไปใช้เลย เห็นใช้แต่รถรุ่นเก่าคันเดิมตลอด


“ไม่ใช่รถเรา” ใบหน้าหล่อหันมองตามก่อนจะเอียงคอนิดๆ ทำหน้าครุ่นคิดอะไรสักอย่าง


“แล้วขับไม่ได้?”


“ได้ แต่ไม่อยากขับ” แปลกคนอีกแล้ว


“ขี้เกียจก็บอก”


“ขี้เกียจ” โอเค จบ วันหลังกูจะไม่สงสัยอะไรในตัวมึงอีกแล้วไอ้คุณรัชช์!


“เดี๋ยวกูจะให้มึงเลี้ยงข้าวกูทั้งอาทิตย์เลย” ทำอย่างกับกูเป็นคนขับรถส่วนตัว เสาร์อาทิตย์ยังไม่ให้กูได้พักเลย


“ไม่เป็นไร เรารวย”


“เออ กูรู้!” แค่เห็นรถตรงนั้นกูก็รู้แล้วว่ามึงรวยมาก ที่บ้านเงินเหลือเหรอวะถึงได้ซื้อรถแพงๆ มาจอดเล่นแบบนั้น


“กลับไปได้แล้ว”


“พอหมดประโยชน์ก็ไล่กู”


“บาย”


“อะ เมินกูไปอีก” หมดคำจะสรรหามาด่าแล้วครับ ด่าไปไอ้คนตรงหน้ามันก็ไม่สะทกสะท้านหรอก มีแต่ตีหน้ามึนเปลี่ยนเรื่องไหลไปเรื่อย


“พรุ่งนี้มาเช้าๆ นะ จะบอกให้แม่บ้านทำมื้อเช้าเผื่อ”


“เออ กูเอามอไซค์มานะ ขี้เกียจขับรถใหญ่” เพราะวันนี้สถานที่ที่เราไปมันค่อนข้างจะไกล ให้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปก็คงไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ ผมเลยเอารถยนต์ไปแทน แต่ผมไม่ค่อยชอบขับรถยนต์หรอก ผมชอบความท้ายทาย ชอบการที่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศรอบข้างโดยตรง และชอบเวลาที่ลมปะทะโดนตัว


“อื้อ”


รัชช์ยืนอยู่ตรงหน้าบ้านจนกระทั่งผมขับรถออกไปเขาถึงเดินเข้าบ้านไป ผมมองใครอีกคนผ่านกระจกมองหลังแล้วก็หลุดยิ้มออกมา ต่างกันเลยนะกับตอนอยู่สวนสัตว์เนี่ย ก็เพิ่งรู้ว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่เขาจะมีมุมเด็กๆ แบบนี้ด้วย


มองดูแล้วก็น่ารักดีนะครับ

 







Rach Part :


“วันนี้พอแค่นี้ก่อน กลับไปพักให้เต็มที่ วันนี้ทำดีแล้ว ขอบใจทุกคนมาก”


“ขอบคุณครับ!


สิ้นคำบอกลาของวันนี้ทุกคนก็เดินเข้าไปยังห้องล็อกเกอร์เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับบ้าน บางคนก็หอบเอาเสื้อผ้าเครื่องอาบน้ำเข้าไปในห้องอาบน้ำเพราะต้องการจะทำตัวให้สะอาดก่อนกลับบ้าน ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ผมหอบเอาเสื้อผ้าและของจำเป็นเดินหายเข้าไปในห้องอาบน้ำ ใช้เวลาอยู่ในนั้นประมาณสิบนาทีนิดๆ ก็เดินออกมาเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน


“กลับไงรัชช์?” พี่นิลที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเข้ามาถามอย่างเป็นห่วงเหมือนเช่นทุกวัน


“กลับกับมารุตครับ” และผมก็ยังคงตอบคำเดิมเหมือนในทุกๆ วันมาเป็นเวลาหลายอาทิตย์แล้ว


“งั้นกูกลับก่อนนะ” ชั่วแวบหนึ่งที่ผมเห็นดวงตาคมหม่นแสงลงแต่แล้วก็กลับมาเรียบเฉยเช่นเดิม


“ครับ” คล้อยหลังพี่นิลไปผมก็ได้แต่ถอนหายใจยาว รู้สึกไม่ดีเลยที่เรื่องราวต่างๆ มันกลายมาเป็นแบบนี้


ครืด ครืด


ระหว่างที่กำลังจะเดินไปยังสนามบอลอย่างในทุกวันโทรศัพท์ที่อยู่ในมือก็สั่นเตือนข้อความเข้า เมื่อยกขึ้นมาดูผมก็ชะงักค้างไปในทันที


 

Marut

วันนี้มึงกลับเองนะ กูติดธุระ 18.49


rRachr

18.50 อือ

 


เฮ้อ ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้นะ ไม่อย่างนั้นผมก็ให้พี่นิลไปส่งแล้ว ผมยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองอย่างหัวเสีย จากตรงนี้ไปหน้ามหาลัยก็ไม่ใช่ใกล้ๆ นะ แล้วผมจะกลับยังไง? หรือต้องให้พี่นิลย้อนรถมารับ? อาจถูกบ่นนิดหน่อยแต่ก็เป็นทางเลือกที่ดีอยู่เหมือนกัน


Rrrrr


แต่ยังไม่ทันที่จะได้กดโทรหาใครจู่ๆ โทรศัพท์ของผมก็กรีดร้องดังลั่นพร้อมขึ้นชื่อที่คุ้นเคยดีบนหน้าจอ


“ฮัลโหล”


(“กลับบ้านหรือยังคุณรัชช์?”)


“ยัง มีอะไรหรือเปล่าเชน?” ผมถามกลับอย่างแปลกใจ ปกติเชนไม่ค่อยจะโทรหาผมสักเท่าไหร่ มีบ้างที่เขาส่งข้อความมาหา แต่ก็ไม่บ่อยนัก


(“พอดีเราเห็นรุ่นน้องในทีมบาสเพิ่งกลับก็เลยโทรมาถามดู”)


“อื้อ ปล่อยกลับไปสักพักแล้วล่ะ”


(“แล้วกลับยังไง? ไม่ได้เอารถมานี่”)


“ก็รถโดยสารแหละ” พอเดินมาตามทางเรื่อยๆ แล้วผมก็เริ่มชอบที่จะได้เดินแบบนี้ ถ้าเดินต่อไปแบบนี้จนถึงหน้ามหาลัยแล้วขึ้นรถกลับเองก็น่าจะดีนะ เปลี่ยนบรรยากาศบ้างดีกว่า


(“เดี๋ยวเข้าไปรับ ยังอยู่ในมหาลัยใช่ไหม?”)


“ไม่เป็นไร เรากลับเองได้” ผมรีบปฏิเสธกลับไปอย่างเกรงใจ ถึงหอของเชนจะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แต่ผมก็ไม่อยากรบกวนเขา


(“อย่าดื้อ เราอยากไปรับ อยู่ที่ไหน?”)


“เดินมาเรื่อยๆ ใกล้ถึงสนามบอลแล้ว” เป็นแบบนี้แล้วผมจะปฏิเสธได้ยังไง เชนชอบบอกว่าผมดื้อ แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่เชนหรอก มีหลายคนอยู่เหมือนกันที่บอกแบบนี้ ทั้งคุณใหญ่ คุณกลาง กริน กริช แล้วก็พี่นิล บางทีผมก็สงสัยว่าผมดื้อขนาดนั้นจริงๆ เหรอ?


(“รอแถวสนามบอลนะ อีก 5 นาทีถึง”)


“อืม” ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากตอบรับแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงสนามบอล รอไม่นานรถของเชนก็ขับเข้ามาจอดเทียบตรงหน้าให้ผมได้เปิดประตูขึ้นไปนั่ง


“นึกว่ากลับไปตั้งนานแล้ว” ผมเอ่ยทักเจ้าของรถไป ก็เลิกเรียนตั้งแต่บ่ายกว่าก็คิดว่าเขากลับถึงหอแล้วซะอีก แต่ดูจากชุดที่เขาใส่อยู่ก็เดาได้เลยว่ายังไม่ได้กลับห้อง ก็เขายังอยู่ในชุดนักศึกษาอยู่เลย


“อยู่แถวนี้แหละ เบื่อห้องเลยยังไม่กลับ”


“นิสัยเดิมไม่เปลี่ยน” เชนเป็นคนขี้เบื่อ และถ้าหากเขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อไหร่เขาก็จะไม่ยอมอยู่ติดห้องเป็นอันขาด


“แวะห้างก่อนได้ไหม? คือเราหิว” เขาหันมาทำหน้างอแงใส่ผม จริงๆ มันคงไม่เหมาะนักที่เราจะใช้คำว่างอแงกับผู้ชายตัวโต แต่เชนกำลังทำอย่างนั้นอยู่จริงๆ


“เอาสิ” ผมเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน ถ้าได้อะไรใส่ท้องก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย





 

 “ร้านชาบูไหม?” พอมาถึงห้างที่คุ้นเคยเราก็ตรงไปยังชั้นของร้านอาหาร กวาดสายตามองหาร้านที่อยากจะกินแล้วก็หันมามองหน้ากันอย่างขอความคิดเห็น


“ของชอบของเชน” ผมจำได้ดีว่าเพื่อนคนนี้ของผมชอบชาบูมากแค่ไหน


“ใช่ เพราะมันคุ้มกับกระเพาะเราที่สุด” เขาว่ากลั้วหัวเราะ


“ไปสิ” ผมเองก็ยิ้มรับอย่างเห็นด้วย เชนเป็นอีกคนที่กินเก่งมาก แต่ก็ยังไม่เท่ากับมารุต รายนั้นกินน่ากลัวเกินไป


หลังจากที่ตกลงร้านกันได้เรียบร้อยแล้วผมกับเชนก็เดินเข้าไปในร้านและใช้เวลานั่งอยู่ในนั้นพักใหญ่ เชนเล่นนั่งเต็มเวลาเอาซะคุ้มกับเงินที่จ่ายไปเลย ผมเองก็กินไปเยอะเหมือนกัน เวลาที่กินไปด้วยแล้วพูดคุยไปด้วยจะยิ่งทำให้ผมเจริญอาหารมากขึ้นกว่าเดิมหนึ่งระดับ พอกินเสร็จก็เริ่มรู้สึกว่ากางเกงคับหน่อยๆ แล้วล่ะ พอกินเสร็จก็จ่ายเงินแล้วเตรียมตัวกลับบ้านกัน


“ไปเข้าห้องน้ำแปบนะ” เชนคว้าแขนผมเอาไว้ก่อนที่ผมจะได้เดินไปไกล


“อื้อ” ผมพยักหน้ารับแล้วยืนรออยู่ข้างหน้าทางเดินไปห้องน้ำ ระหว่างรอก็หันมองไปรอบๆ อย่างเรื่อยเปื่อยก่อนจะไปสะดุดตาเข้ากับร้านเสื้อแบรนด์ดังที่เป็นแบรนด์โปรดของคุณใหญ่ก็เลยกะว่าจะเดินเข้าไปดูเสียหน่อย


“คุณรัชช์!” เดินเกือบจะถึงร้านแล้วแต่ผมก็ชะงักค้างเพราะเสียงร้องเรียกของเชนที่ดังมาจากทางด้านหลัง


“หืม?” ผมหันไปขานรับแต่ก็ต้องนิ่งไปเมื่อเจอกับใครบางคนเข้า


“รัชช์”


“มารุต” เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มารุตหันมาสบตากับผมพอดี ข้างกายเขามีใครอีกคนที่ผมคุ้นหน้าดียืนอยู่ด้วย สองมือของคนตัวสูงเต็มไปด้วยถุงของมากมาย จากสีหน้าที่มีรายยิ้มอยู่เมื่อกี้ก็เรียบเฉยทันทีที่เขาเห็นผมยืนอยู่ข้างหน้า


“เดินไม่รอเลย หลงไปล่ะแย่” เชนเดินเข้ามาใกล้พร้อมยกแขนขึ้นพาดบ่าของผมเอาไว้ ผมไมได้ปัดออกเพราะมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เวลาไปไหนหากไม่ใช่ที่มหาลัยเชนก็จะชอบเอาแขนกอดคอผมแบบนี้เสมอ


“ไม่หลงหรอก เดินออกจะบ่อย” ผมเอียงหน้ามองคนข้างตัวด้วยสีหน้ายุ่งๆ ทำอย่างกับผมเป็นเด็กไปได้


“ทำไงได้ ก็คุณรัชช์มีคนเดียวนี่ เกิดใครมาฉุดไปเราจะทำยังไง?” คนข้างตัวผมว่าติดตลกแต่แววตากลับดูจริงจังเกินกว่าจะล้อเล่นแถมเขายังเหลือบตาไปมองใครอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลอีกด้วย


“โอเวอร์ตลอด เสร็จแล้วก็กลับเถอะ อยากพักแล้ว”  ผมเหลือบมองมารุตกับไอริสแวบหนึ่งก่อนจะขยับตัวเองไปยืนบังสายตาของเชนเอาไว้ ยืนหันหลังให้มารุตแล้วออกแรงผลักเชนเบาๆ ให้เดินออกไปจากที่ตรงนี้


“ครับๆ” เขารับคำแบบทีเล่นทีจริงพร้อมลากผมให้เดินออกไปอย่างรวดเร็ว


ผมมองแผ่นหลังของเชนที่อยู่ตรงหน้าแล้วลอบถอนหายใจออกมา ผมไม่รู้ว่าคิดถูกหรือเปล่าที่ให้เชนมารับในวันนี้ ถ้าผมไม่แวะห้างแต่ตรงกลับบ้านเลย ผมก็คงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วธุระที่มารุตว่านั้นคืออะไร เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกผิดหวังกับการกระทำของเขา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเรานัดกันเอาไว้แล้วว่าเขาจะไปส่งผมที่บ้านแต่เขาก็มาผิดนัด แต่นั่นยังไม่รู้สึกแย่เท่ากับที่เขาทิ้งผมไปกับไอริส ก็เข้าใจนะว่าไอริสสำคัญกว่าผมมาก แต่นี่มันกี่ครั้งแล้วนะที่เขาทำแบบนี้


เฮ้อ ช่างเถอะ อย่างน้อยเขาก็บอกผมล่ะนะว่าติดธุระ แค่ไม่ได้บอกเองว่าติดธุระอะไร

 





ครืด ครืด

โทรศัพท์ที่ผมวางทิ้งไว้บนเตียงก่อนไปอาบน้ำสั่นครืดคราดพร้อมส่งแสงสว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจอ ผมเดินเข้าไปดูโดยที่มือก็เอาผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกชื้นจากการสระผมไปด้วย ช่วงนี้ต้องสระผมทุกวันเลยครับ ไม่อย่างนั้นต้องเหม็นเหงื่อตัวเองมากแน่ๆ

 


Marut

รัชช์ 22.03

มึง 22.03

มาอ่าน 22.04

 


ข้อความที่ขึ้นโชว์อยู่บนหน้าจอทำเอาผมถอนหายใจยาว ไม่อยากจะกดเข้าไปอ่านเลย แต่สุดท้ายผมก็กดเข้าไปให้มันขึ้นว่าอ่านตามความต้องการของอีกฝ่าย

 


Marut

อ่านแล้วก็ตอบด้วย 22.15

 


พอผมอ่านแต่ไม่ตอบเขาก็ส่งข้อความมาจี้อีก ผมเปิดหน้าจอค้างไว้อย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไปอยู่ดี

 


Marut

รัชช์ 22.18

 


แล้วก็มีข้อความใหม่เด้งขึ้นมา ผมกดออกจากหน้าโปรแกรมแชท เดินมาเช็ดผมจนแห้งแล้วปิดไฟเตรียมจะนอน หยิบเอาโทรศัพท์มาตั้งนาฬิกาปลุกและเสียบสายชาร์ต

 


Marut

ตอบกู 22.26

พรุ่งนี้กูเข้าไปรับตอนเจ็ดโมง 22.36

อย่ามาเมินกู 22.45

แม่ง! 22.59

 


ผมรู้สึกคิดผิดที่กดเข้าไปอ่านข้อความของมารุต เขาดูหัวเสียมาก สังเกตได้จากข้อความที่เขารัวมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมไม่ได้อยากจะทำตัวมีปัญหา แต่ผมรู้สึกไม่อยากคุยกับเขาในตอนนี้ เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาทำให้ผมรู้สึกผิดหวัง มันแย่มากที่เรารู้สึกแบบนี้กับใครสักคน







 

06.36 นาฬิกา


เช้านี้ผมตื่นไม่ทันคุณใหญ่ ได้ยินจากแม่บ้านว่าคุณใหญ่ติดประชุมเลยรีบเข้าบริษัทตั้งแต่เช้ามืด ผมเลยต้องนั่งกินข้าวเช้าคนเดียวอย่างเหงาๆ อีกแล้ว บางทีก็รู้สึกว่าถึงคุณใหญ่จะอยู่บ้านหรือไม่อยู่บ้านก็ไม่ได้ต่างกันเลย บางวันยังไม่เจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ ยิ่งออมม่ากับอาปานี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่เห็นกลับมาหาลูกบ้างเลย ไหนตอนแรกบอกว่าจะไปเยี่ยมบ้านที่เกาหลีเฉยๆ ไง ทีนี้ล่ะหายต๋อม ส่วนคุณกลาง ผมก็อยากให้เขากลับบ้านบ้าง แต่ก็คงต้องรอไปก่อน


ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ที่พี่ชายคนนี้ของผมจะกลับมา


“ทำไมเมื่อคืนมึงไม่ตอบไลน์กู?” ผมสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่ออยู่ดีๆ ก็มีคนพรวดพราดเข้ามาในห้องอาหารที่แสนเงียบสงบของผม


“...”เงยหน้ามองผู้บุกรุกตรงหน้าแต่ก็ไม่ได้พูดตอบอะไร วางช้อนกินข้าวลงทั้งที่เพิ่งกินไปได้ไม่กี่คำแล้วหยิบของเตรียมออกไปเรียน


“รัชช์” มารุตเอ่ยเรียกผมเสียงนิ่ง แต่ผมไม่ได้หันไปสนใจเขา


“หลบหน่อย จะไปเรียน” ผมร้องบอกคนที่เดินเข้ามาขวางทางผมเอาไว้ พอผมขยับไปซ้ายเขาก็มาดักทางเดิน พอผมเบี่ยงไปขวาเขาก็มาขวางไว้อีก ขืนเป็นแบบนี้อีกผมจะหงุดหงิดแล้วนะ


“ไปขึ้นรถ” เขาสั่งเสียงเข้ม


“เราบอกเหรอว่าจะไปกับนาย?” เบี่ยงตัวหลบแล้วก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าวเมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น


“มึงอย่ามาทำแบบนี้” น้ำเสียงทุ้มกดต่ำอย่างข่มอารมณ์ ดูก็รู้ว่าเขาเริ่มจะหัวเสียแล้ว เป็นคนที่ความอดทนต่ำจริงๆ ด้วยสินะ


“เราทำอะไร?” ผมขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่เข้าใจ


“มึงไม่มีสิทธิ์มาโกรธกู” ผมชะงักไปกับคำพูดนั้นของคนตรงหน้า


“ก็ไม่ได้โกรธ” ลอบถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย แค่ผมไม่ตอบข้อความเขามันไม่ได้หมายความว่าผมโกรธเขา ผมไม่ได้งี่เง่าขนาดนั้น ผมแค่ไม่อยากคุยกับเขาเฉยๆ


“มึงไม่พอใจที่กูทิ้งมึง” คนตัวสูงกว่าว่ากลับมาอย่างไม่ยอมแพ้


“คิดไปเอง” ยกมือขึ้นเสยผมตัวเองอย่างหัวเสีย ผมไม่ควรมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระแบบนี้ ทั้งที่ผมมีเรียนเก้าโมง แต่นี่เกือบจะเจ็ดโมงแล้วผมยังไม่ได้ออกจากบ้านเลย ถ้าผมไปเรียนไม่ทันจะทำยังไง?


“รัชช์”


“ถ้าไปแล้วจะจบไหม?” พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว พยายามที่จะใจเย็นอย่างเต็มที่ ผมไม่อยากมาทะเลาะกับเขาให้พวกคนในบ้านเห็น มันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมาเสียเวลาพูดคุยให้ยืดเยื้อ เขาคิดว่าผมไร้สาระขนาดจะโกรธเขาเพราะเขาไปกับคนอื่นหรือเพราะเขาทิ้งผมอะไรแบบนี้เหรอ?


หึ บอกเลยว่ามันไม่ใช่ ผมไม่ได้โกรธ ไม่ได้ไม่พอใจ ผมแค่ผิดหวัง ผิดหวังที่เขาทำแบบนี้อีกแล้ว ก็เท่านั้นเอง


“ไปขึ้นรถ” เขาว่าแล้วดันหลังผมให้เดินนำออกไปยังรถมอเตอร์ไซค์ของเขาที่จอดอยู่หน้าบ้าน ผมเดินออกไปอย่างว่าง่าย ไม่อยากมาเสียเวลาโต้เถียงกับเขาอีก แค่ต้องมายืนคุยกันแบบนี้ก็ทำผมหงุดหงิดแล้ว

 





“เลิกแล้วรอกู กูจะไปส่งที่บ้าน”


“ไม่ต้องลำบากหรอก” ผมกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย ทั้งที่มาถึงหน้าคณะแล้วผมก็ควรจะได้ขึ้นไปเรียนเสียทีแต่กลับถูกเขารั้งข้อมือเอาไว้แล้วออกคำสั่งที่น่าหงุดหงิดใส่อีก


“อย่ามาประชด” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ น้ำเสียงก็เริ่มแข็งกระด้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


“เปล่า นายอาจมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าต้องทำ” เมื่อวานเขาก็บอกผมแบบนี้ เขาบอกว่าจะมารับผมและให้ผมเลี้ยงข้าวเหมือนวันก่อนๆ แต่แล้วเขาก็ส่งข้อความมาบอกว่าติดธุระ


ซึ่งธุระของเขาก็คือไปกินข้าวดูหนังแล้วก็ช็อปปิ้งกับไอริส ที่ผมรู้มันไม่แปลกหรอก มีคนเห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันตั้งแต่ห้าโมงกว่าแล้ว แถมไอริสยังถ่ายรูปตั๋วหนังกับถุงเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อลงในอินสตราแกรมแล้วแท็กหามารุตอีกด้วย สิ่งที่ผมไม่ชอบมากที่สุดคือคนที่ผิดคำพูด ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือเขาอยู่กับไอริสตั้งแต่ยังไม่ห้าโมง แต่เขากลับส่งข้อความมาหาผมตอนเกือบหนึ่งทุ่ม มันแย่มากที่เขาปล่อยเวลาให้มันผ่านไปนานขนาดนั้น ถ้าเขาบอกผมช้ากว่านั้นสักชั่วโมงหรือสองชั่วโมงผมคงจะแย่


“อย่างี่เง่ารัชช์ มึงไม่มีสิทธิ์หึงหวงกู ดีเท่าไหร่แล้วที่กูยอมไปไหนมาไหนกับมึงทั้งที่มึงกับกูก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน” เขาว่าออกมาติดจะเสียงดังเล็กน้อย มีคนที่เดินผ่านไปผ่านมาหันมามองบ้างอย่างสนใจ


“...” ผมมองสบตาเขานิ่งโดยไม่ได้พูดอะไร อยากจะถามเหมือนกันว่าใครกันแน่ที่งี่เง่า จู่ๆ ก็ลากเรื่องไปไกล ผมไม่ได้หึงและไม่ได้หวงเขา ไม่ได้รู้สึกกับเขาในเชิงแบบนั้นเลยสักนิด ที่ผมยังยืนอยู่ตรงนี้ก็เพราะข้อความของไทม์ที่ส่งมาจี้ถามผมทุกวัน ผมเองก็เริ่มจะรำคาญกับการเล่นละครโง่ๆ นี้แล้วเหมือนกัน 


“เออ กูผิดที่ทิ้งมึงแล้วไปกับไอริส กูขอโทษ” พอเห็นผมเงียบไปนานเขาก็มีท่าทีที่อ่อนลง


“ไปเรียนก่อนนะ” ผมได้แต่ส่ายหน้าอย่างหน่ายใจแล้วเตรียมขึ้นห้อง คนแบบนี้เหรอจะทำให้ผมรู้สึกอะไรได้? เขาแตกต่างจากใครอีกคนที่เป็นคนสำคัญของผมมากจริงๆ กริชคงประเมินผู้ชายคนนี้สูงเกินไป


“อย่าเมินกู” เขาเดินเข้ามากระชากแขนผมอย่างแรงเมื่อผมจะเดินไปที่ตึกคณะ 


“ไม่ต้องให้ความสำคัญขนาดนั้นก็ได้ ยังไงเราก็เป็นคนที่ตามตื้อนาย นายจะไปไหนมาไหนก็เรื่องของนาย มันก็ถูกแล้ว นายจะมาขอโทษเราทำไม” ผมสะบัดแขนตัวเองออกแล้วเงยหน้าสบตากับเขาอย่างหัวเสีย


ผมคิดว่าตัวเองทำพลาดไปเป็นอย่างมาก ผมกำลังขุดหลุดฝังตัวเอง ผมทำให้มารุตคิดว่าผมรู้สึกกับเขามากถึงขั้นหึงหวง แต่ในความเป็นจริงแล้วผมกำลังหงุดหงิดและหัวเสียกับความงี่เง่าอารมณ์ร้อนของเขา ไม่รู้ว่าผมเล่นละครดีเกินไปจนทำให้เขาเชื่อสนิทใจหรือว่าอะไร แต่ผมไม่ชอบสถานการณ์ตอนนี้เอาเสียเลย ไม่ชอบที่เขาทำเหมือนผมไล่ตามเขา  และต้องคอยง้องอนตามตื้อเขาอยู่ตลอดเวลา


บางทีมันก็น่ารำคาญนะ น่ารำคาญที่ผมต้องมาเสียเวลาไปตามตื้อผู้ชายคนนี้ ทั้งที่ในชีวิตผมไม่เคยต้องวิ่งไล่ตามใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว


“ขอโทษที่ทิ้งมึงแล้วก็พูดไม่ดีใส่ แต่มึงอย่าเป็นอย่างนี้ ให้มึงกวนตีนกูเหมือนเดิมก็ได้ แต่อย่ามาตึงใส่ กูไม่ชอบ” ผมกับเขายืนมองหน้ากันอยู่พักใหญ่ก่อนจะเป็นมารุตที่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงและแววตาของเขาอ่อนลงกว่าเดิมมาก เหมือนเขาเองก็รู้ตัวว่าเผลอพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา


แต่ผมว่ามันก็ดีแล้ว ผมจะได้รู้ว่าเขามีความคิดและความรู้สึกยังไงกับผม มันดีมากจริงๆ ผมจะได้รู้ว่าควรจะจัดการกับเรื่องนี้ต่อไปยังไงดี


“ขอโทษด้วยแล้วกัน” ถ้าการขอโทษมันทำให้เรื่องจบผมเองก็ยินดีที่จะพูด


ผมหมุนตัวเดินเข้าไปยังตึกของคณะโดยไม่ได้บอกลาคนที่มาส่งเหมือนอย่างเช่นทุกวัน ยิ่งพูดกันก็ยิ่งทะเลาะ ผมไม่อยากจะคุยอะไรกับเขาในตอนนี้ เพราะถ้าคุยไปมันก็ไม่ได้จบแค่เรื่องเดียวหรอก มารุตเป็นคนอารมณ์ร้อน เขาขี้โมโหง่าย ส่วนตัวผมก็ไม่ใช่คนใจเย็นอะไร แค่พยายามระงับอารมณ์ตัวเองก็เท่านั้น 



---------------



หว่ายยย ตึงกันจังเลยค่ะ
คู่นี้เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
ที่มารุตทำนี่เรียกง้อไหม? หรือขู่กรรโชก ฮาาา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 517 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

569 ความคิดเห็น

  1. #524 SS-karnagi (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 01:01
    ปวดตับ..ตับจะพังเเล้วเเม่~~TT
    #524
    0
  2. #494 ch'am (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 17:59
    รัชช์ เหมือนจะชอบแล้วววนะ ทำเป็นเฉไฉอ่าา
    #494
    0
  3. #477 sapphireorz (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 18:07
    ไรท์สู้ ๆ
    #477
    0
  4. #345 linonan_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:20
    โอ้ยยยยย เหมือนเอาน้ำมันราดบนกองเชื้อเพลิงอ่ะ รัชช์เหมือนความคิด ความรู้สึกแล้วก็การกระทำตีกันนะ

    เข้าใจรัชช์เลยว่าถ้าทำให้ไม่ได้ก็ไม่ควรพูดอ่ะ พอโดนเข้าบ่อยๆก็เสียความรู้สึก ความคิดรัชช์คือตัวเองไม่ได้คิดอะไรกับรุตแต่การกระทำนี่ถ้ามองว่าเหมือนหึงก็คงไม่แปลกอ่ะ ;-;
    #345
    0
  5. #293 Aomamzii1146 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 08:57

    ถ้ามารุตรู้ความจริงว่าคุณรัชช์ทำทุกอย่างไปเพราะอะไรนี้ เห้อออ อึดอัดจริงๆ
    #293
    0
  6. #213 020540 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 22:49
    ถ้ารุตไม่คิดจะชอบก็ไม่ควรแคร์ขนาดนี้ปะ
    #213
    0
  7. #181 Lc.Jw (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 20:28

    มาคุมากกก สามวันดีสี่วันทะเลาะ

    #181
    0
  8. #81 Kim-kibom (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 23:00
    เหมือนรัชต์ชอบมารุตแล้วอ่ะ แต่ไม่รู้ตัว
    #81
    0
  9. #51 LUKMOO909 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 กันยายน 2561 / 18:44
    รัชช์ไม่รู้สึกอะไรจริงๆเหรอ
    #51
    0
  10. #45 Chrysola (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 13:55
    จบเถอะคุณรัชช์ จบทั้งไทม์ ทั้งมารุต มันเยอะเกินไปละ รำคาญแทนบอกเลย
    #45
    0
  11. #44 อนันตา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 13:01
    อยากให้คุณรัชช์จบเรื่องนี้ซักที อยากรู้ว่ามารุตจะทำไงต่อ จังค่ะ ถ้าคุณรัชช์ไม่สนใจมารุต
    #44
    0
  12. #43 kingkaew1221 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 12:38
    เบื่อมารุต คุณรัชช์คบกับเชนเลยๆๆๆๆๆ
    #43
    0
  13. #42 TuktaWanpan (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 12:29
    สงสััยจังใครจีบใครแล้วละเนี่ย
    เหมือนคุณรัชโดนตามจีบจัง
    #42
    0
  14. #41 Hani~☆ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 11:29
    ก็ง้อสไตล์มารุตไง แต่คุณรัชช์ก็นะ ใจแข็งจังงงง เริ่มรู้สึกแล้วแต่ไม่ยอมรับละสิ
    #41
    0