ทฤษฎีโลกกลม : It’s a small world [YAOI]

ตอนที่ 4 : It’s a small world : 03

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 496
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    19 เม.ย. 62




03



“ง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ?” ผมเหล่มองมือของอีกฝ่ายก่อนจะเบือนหน้าหนีนิดๆ นี่เขาเป็นคนแบบไหนกัน แปลกคนจริงๆ ให้ตายเถอะ ช่างแตกต่างจากผมคนละขั้วเลย


“มาเที่ยวไกลๆ คนเดียวไม่เหงาหรือไง?” พอเห็นผมไม่ยอมยื่นมือไปจับด้วย อีกฝ่ายก็ส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจนิดหน่อยแต่แค่แปบเดียวก็หันกลับมาตื้อชวนผมต่อ


“ไม่ล่ะ ผมเดินทางคนเดียวบ่อย” การไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม ออกจะชินแล้วเสียด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องปกติในชีวิต ผมไม่มีเพื่อนสนิท ที่ผ่านมาผมมุ่งแต่จะทำเพื่อตัวเอง หมายถึง พัฒนาตัวเองให้เป็นไปในทางที่ครอบครัวหวัง ใช้เวลาอยู่แต่กับตัวเองมากเกินไปจนพอหันมาอีกทีก็ไม่มีเพื่อนคนไหนยืนอยู่ข้างผมแล้ว ไม่มีใครรออยู่เลยสักคนเดียว ตอนแรกก็มีเสียใจบ้าง แต่พอนานเข้ามันก็เป็นความเคยชิน หลังจากที่ไม่มีทั้งเพื่อนและคนรัก ผมก็เริ่มเลือกทางเดินของตัวเอง เพราะผมไม่สามารถเป็นไปในทางที่ครอบครัวคาดหวังได้


การเริ่มใช้ชีวิตเพียงลำพังจึงเริ่มต้นขึ้นนับจากนั้น


“ทำงานอะไรทำไมดูว่างจัง?”


“นี่!” ผมถลึงตาดุๆ ใส่คนที่พูดจาชวนน่าโมโห


“โทษทีๆ” พอรู้ว่าเผลอพูดจาไม่ดีออกมารวิก็รีบขอโทษขอโพยผมใหญ่


“ผมเป็นนักเขียนต้องเดินทางบ่อย” การอยู่กับอะไรเดิมๆ ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อผมนัก เพราะอย่างนั้นผมจึงจำเป็นต้องเดินทางไปเจออะไรใหม่ๆ เพื่อให้เกิดไอเดียและเป็นการพักผ่อนไปในตัวด้วย


แต่จริงๆ ผมก็ไม่ได้ว่างขนาดนั้น ผมเป็นหุ้นส่วนร้านกาแฟกับภรรยาของบก.ด้วยนะ แต่เขาก็รู้ดีว่าผมเป็นยังไง นานๆ ทีถึงจะเห็นผมโผล่ไปที่ร้านที เวลาไปที่ร้านก็ไม่ได้ไปช่วยงานที่ร้านหรอก แต่เอางานตัวเองไปนั่งทำต่างหาก


“นี่ไง ผมมีรถ ไปเที่ยวกัน” อีกฝ่ายยังคงตื้อชวนไม่เลิก แถมยังพยายามหลอกล่อผมด้วยรถของเขาอีกด้วย


นี่เขาเห็นผมเป็นเด็กสามขวบหรือไงที่เวลามีใครชวนไปไหนแล้วเอาของมาหลอกล่อนิดๆ หน่อยๆ ก็จะเดินตามเขาไปง่ายๆ น่ะ ผมโตแล้วนะ และผมก็ไม่ได้ไร้ความคิดถึงจะได้หลงกลคนอื่นง่ายๆ 


“ผมไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าหรอกนะ” แม้ผมจะเผลอใจเต้นแรงกับคนแปลกหน้าคนนี้ไปหลายครั้งแล้วก็เถอะ


“รู้จักชื่อกับอายุนี่ยังถือว่าเป็นคนแปลกหน้าอีกเหรอ?” แล้วมันเรียกว่าคนรู้จักหรือไง?


“ก็ใช่น่ะสิ” พูดคุยกันไม่กี่สิบนาทีจะให้กลายเป็นคนรู้จักกันแล้วเหรอ? มันไม่ง่ายไปหรือไงกัน?


“ผมเป็นช่างภาพอิสระ ทีนี้รู้อาชีพด้วยแล้ว เอาบัตรประชาชนผมไปถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วยไหม?” พูดจบเขาก็ทำท่าหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาประกอบคำพูดของตัวเอง


“ไม่ได้จะกวนกันใช่ไหม?” ผมขมวดคิ้วก้มมองบัตรประชาชนที่ถูกยื่นมาตรงหน้า เห็นรูปในบัตรแล้วก็อดจะหมั่นไส้ไม่ได้ ทำบัตรที่เขตไหนทำไมถ่ายรูปดี? หรือเป็นเพราะเจ้าของบัตรหน้าตาดีอยู่แล้วรูปมันเลยออกมาดูดีไม่ได้แตกต่างจากตัวจริงสักเท่าไหร่ ของผมไม่เห็นจะเป็นอย่างนี้เลย ร้องเรียนที่ไหนได้บ้างครับ?


“นี่ผมจริงใจสุดๆ เลยนะ” เชื่อก็ได้ว่าจริงใจจริง


“คุยกับคุณแล้วปวดหัว ขอตัวก่อนนะ” ถอนหายใจอย่างหนักอกหนักใจ เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอคนแบบนี้นี่แหละ นิสัยแปลกขัดกับหน้าตาชะมัด โตมาในสังคมแบบไหนกัน?


“เดี๋ยวสิ ผมทำคุณตื่นใช่ไหม? ไปกินข้าวกัน ถือว่าเลี้ยงขอโทษ” ยังเดินไปได้ไม่พ้นสองก้าวก็ถูกร้องเรียกรั้งเอาไว้


“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ” หันไปบอกอย่างคนไม่คิดอะไร ตื้อเก่งจริงๆ ด้วยสินะผู้ชายคนนี้


“ใจแข็งจังนะ” เขาขมวดคิ้วแน่นมองหน้าผมนิ่ง


“คุณดูเหงา ทำไมไม่ชวนเพื่อนมาเที่ยวด้วยล่ะ” ผมหลุดหัวเราะแผ่วเบาในลำคอโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้สังเกตเห็น


รวิทำตัวเหมือนเด็กที่กำลังหาเพื่อนเล่นด้วย แต่พอผมไม่ยอมเล่นด้วย เขาก็จะเริ่มหงุดหงิด


“ผมชอบเที่ยวคนเดียวมากกว่า” เขาไหวไหล่เบาๆ


“ถ้าอย่างนั้น...”


“แต่คุณไม่คิดว่ามันแปลกบ้างเหรอ?” ผมที่กำลังจะอ้าปากบอกให้เขาไปเที่ยวคนเดียวก็เป็นอันต้องหุบปากฉับเมื่ออีกฝ่ายสวนกลับมาทันควัน


“อะไร?” ยิ่งคุยกันผมก็ยิ่งไม่เข้าใจ


“ก็ที่เราเจอกันไง ถ้าเราเจอกันบ่อยขนาดนี้ ทำไมเราไม่ลองมาทำความรู้จักกันดูล่ะ บางทีโลกอาจอยากให้เรารู้จักกันก็ได้นะ” เป็นครั้งแรกที่ผมเพิ่งจะเคยได้ยินอะไรแบบนี้จากปากของคนที่เพิ่งรู้จักกัน และที่น่าตลกกว่านั้นผมดันเผลอใจเต้นแรงกับคำพูดแปลกๆ นั่น


“น้ำเน่าชะมัด” ผมเม้มปากแน่นด้วยหัวใจที่เต้นดังโครมครามขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ เจอกันเพียงไม่กี่นาทีแต่เขาทำผมใจเต้นแรงเหมือนไปวิ่งมาราธอนมาหลายสิบกิโลฯ อย่างนั้นแหละ


“คุณนี่มัน เป็นนักเขียนประเภทไหนกันเนี่ย?” รวิตีหน้ายุ่งอย่างขัดใจที่ถูกผมเบรกจนหน้าแทบทิ่ม แล้วผมผิดตรงไหนกัน ผมก็แค่พูดไปอย่างที่คิดเองนะ


เอาล่ะ บางทีผมอาจจะเข้าใจโฟล์คเวลาที่ต้องทนอ่านนิยายรักน้ำเน่าของผมแล้วก็ได้


“เป็นนักเขียนนิยายรัก ทำไมเหรอ?” ผมเท้าเอวมองหน้าคนถามอย่างเอาเรื่อง


คำพูดแบบนั้นนั่นมันอะไรกัน จะชวนหาเรื่องหรือไง? เขามีปัญหาอะไรกับการเป็นนักเขียนของผมเหรอ?


“อย่างคุณนี่นะเขียนนิยายรัก?” รวิกวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง แต่ท่าทางแบบนั้นมันน่าโมโหชะมัด


“ใช่ มีปัญหาเหรอ?” เป็นแบบนี้เราคงเป็นเพื่อนร่วมทริปกันไม่ได้หรอกนะ คนอะไรกวนประสาทเหลือเกิน


“ดูไม่เห็นจะเหมือนคนที่ชอบอะไรโรแมนติกเลย ว่าแต่มีแฟนหรือยัง?” นี่ไม่ได้กำลังหลอกด่าผมอยู่หรอกใช่ไหม?


“ใครเขาถามคนที่เพิ่งรู้จักกันแบบนี้บ้าง?” ขอยืนยันอีกครั้งว่าเขาเป็นคนที่แปลกและแตกต่างจากที่ผมเคยเจอมาสุดๆ คุยด้วยแล้วปวดหัว อยากเข้าบ้านไปกินยานอนแล้ว


“ก็ผมกำลังทำความรู้จักกับคุณอยู่นี่ไง อีกนิดจะแจกบ้านเลขที่ให้แล้วนะ” เขายังคงไม่สะทกสะท้านกับสายตาทิ่มแทงของผม ทำไมถึงเป็นคนที่น่าหมั่นไส้ได้มากขนาดนี้นะ แล้วคนบ้าอะไรจะมาแจกบ้านเลขที่ให้คนที่เพิ่งรู้จักกัน


“ไม่ต้อง” ขอเลยนะ อย่าได้ทำอะไรแปลกๆ อีก แค่ให้ดูบัตรประชาชนนี่ก็เกินพอแล้ว


“เอ้อ อะนี่” รวิทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะล่วงหยิบอะไรบางอย่างออกมายื่นให้ผม โดยทำเป็นลืมเรื่องก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉยเลยนะ


“อะไร?” ผมก้มมองแต่ไม่ได้ยื่นมือออกไปรับ อีกฝ่ายคงรำคาญเลยคว้ามือผมไปแล้วยัดกระดาษแผ่นเล็กๆ นั่นลงมาในมือผมเอง มันเป็นนามบัตรที่มีทั้งเบอร์โทรศัพท์ ไอดีไลน์ รวมไปถึงเพจของเขา อ่า เขาเป็นช่างภาพอิสระจริงๆ ด้วย


“ผมยังจัดของไม่เสร็จ เอาไว้ถ้าคุณอยากได้เพื่อนไปเที่ยวด้วยก็ทักผมมานะ หรือจะเดินมาเคาะประตูบ้านก็ได้” เขาบอกพลางชี้ไปทางบ้านพักของตัวเอง


“ใครเขาจะไปทำแบบนั้นกัน” ถึงจะพูดไปอย่างนั้นแต่ผมก็ไม่ได้ขยำนามบัตรทิ้งอย่างที่ควรจะทำ เอาเป็นว่าผมจะไม่ทิ้งให้เขาเห็นก็แล้วกัน เดี๋ยวจะทำให้เขารู้สึกแย่เปล่าๆ


“หึ ไว้เจอกันนะ คุณดวงจันทร์” พูดจบก็ยกยิ้มล้อเลียนกวนประสาทส่งมาให้ผมหงุดหงิดเล่นอีก


“ศศิต่างหาก” ผมเถียงกลับเสียงแข็ง


“ก็ความหมายเดียวกัน” รวิไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ


เหอะ!” ผมส่งเสียงอย่างขัดใจในลำคอก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าบ้านพักไปโดยไม่ได้สนใจเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ดังไล่ตามหลังมา กวนประสาทเก่งจังนะ รวิ ศิริเตชินทร์


แต่ถ้าผมคือคุณดวงจันทร์


เขาก็ต้องเป็นคุณดวงอาทิตย์สินะ


เหอะ! เลี่ยนจนน่าขนลุก


ให้ตายเถอะ เหมือนผมโดนเขาปั่นประสาทอยู่เลย



 





หลังจากที่ผมกลับเข้ามาในบ้านพักก็พาตัวเองไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมานั่งสิงอยู่กับหน้าจออีกครั้ง แน่นอนว่าผมไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มาโทรไปสั่งอาหารจากทางรีสอร์ท ถึงวันนี้ผมจะอยากออกไปเดินเล่นก็เถอะ แต่เพราะสมองที่มันคิดเรื่องงานอยู่ตลอดเวลาเลยทำให้ผมไม่สามารถออกไปเที่ยวเล่นได้ ต้องรีบทำงานในตอนที่สมองกำลังแล่น ไม่อย่างนั้นงานคงไม่เสร็จแน่ ตลอดทั้งวันผมใช้เวลาไปกับการทำงาน แน่นอนว่าการมาไกลถึงเชียงใหม่ไม่ทำให้ผมผิดหวัง ผมสามารถทำงานได้อย่างไหลลื่นกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่าตัว แต่ถึงจะขยันและใจสู้ยังไงแต่ร่างกายมันก็ต้องการการพักผ่อน การนั่งอยู่ต่อหน้าจอนานๆ ค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่ให้กับร่างกายผมไม่น้อย ที่เห็นได้ชัดก็คืออาการปวดหลังและปวดตา ผมไม่คิดว่าตัวเองแก่จนนั่งทำงานนานๆ ไม่ได้หรอกนะ ผมก็แค่เหนื่อยล้าจากากรทำงานหนักก็เท่านั้นเอง ผมพักงานเอาไว้ก่อนแล้วลุกขึ้นมายืนบิดขี้เกียจเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าออกจากตัว แต่แล้วสายตาดันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างเข้า ของบางอย่างที่ไม่ใช่ของผม แต่ได้มันมาเพราะความหวังดีจากเจ้าของ


เสื้อแจ็คเก็ตของรวิ


ผมเดินเข้าไปหยิบเสื้อตัวนั้นมาถือเอาไว้ ชั่งใจอยู่นานว่าจะทำยังไงกับเสื้อตัวนี้ดี ผมไม่ได้อยากได้เก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ใจผมอยากคืนให้เขาไป แต่ผมก็ไม่อยากที่จะเดินไปหาเขา รวิเป็นตัวอันตรายที่ผมไม่ควรจะเอาตัวเองเข้าไปใกล้ เป็นคนที่ทั้งน่าเข้าหาและน่าตีตัวออกห่างในเวลาเดียวกัน เพราะเป็นคนที่คาดเดาอะไรไม่ได้มันเลยดูน่าค้นหา ในทางกลับกันก็ทำให้ผมระแวงกลัวในความคิดที่คาดเดาอะไรไม่ได้นั่น


เป็นคนที่แปลกจนหาคำนิยามไม่ได้จริงๆ


จ้องมองเสื้อในมืออย่างเอาเป็นเอาตายแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมา เอาเถอะ เสื้อตัวนี้ไม่ใช่ถูกๆ แบรนด์นี้อย่างต่ำก็หลักพันแล้ว เอาไปคืนซะจะได้ไม่ต้องมีอะไรติดค้างกัน หลังจากที่ตบตีกับความคิดของตัวเองเสร็จเรียบร้อย ผมก็เดินมาที่บ้านพักของรวิที่อยู่ข้างๆ กัน ใช้เวลาทำใจเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจยกมือขึ้นเคาะประตูไม้ตรงหน้า


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


ระหว่างรออีกฝ่ายออกมาเปิดประตูผมก็ขยับก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าว เพื่อเว้นระยะที่ปลอดภัยเอาไว้


แกร๊ก!


ไงคุณ เปลี่ยนใจแล้วเหรอ?” ประตูบ้านพักถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า ผมชะงักไปนิดเมื่อเจ้าของห้องดันออกมาในสภาพเสื้อกล้ามสีเข้มตัวบางอวดต้นแขนที่เป็นมัดกล้ามเด่นชัด


เปล่า ผมแค่เอาเสื้อมาคืนคุณ ยื่นเสื้อคืนไปให้โดยที่เลี่ยงการสบตากับอีกฝ่าย บางทีพระเจ้าก็มักลำเอียงกับคนเรานะครับ คนบางคนนอกจากจะหน้าตาดีแล้วยังได้รูปร่างที่ดีมาอีกด้วย อย่างผมต่อให้พยายามยังไงก็ไม่มีทางสูงขึ้นได้เลย ทั้งที่พ่อกับน้องชายก็ออกจะตัวสูงใหญ่แท้ๆ ผมนี่เป็นคนที่พระเจ้าชังหรือเปล่านะ


เก็บไว้เถอะ เผื่อได้ใช้ รวิไม่มีท่าทีว่าจะยื่นมือมารับเสื้อของตัวเองคืนกลับไป หนำซ้ำเขายังยกมือขึ้นกอดอกยืนพิงขอบประตูอย่างไม่สนใจอีกด้วย


มันแพงนะ ผมเช็คดูแล้วว่าเสื้อตัวนี้ของแท้จากแบรนด์ดังแน่นอน ถึงจะไม่รู้ราคาที่แน่นอนแต่คาดว่าน่าจะหลักพันขึ้นแน่ๆ ผมเห็นศศินเองก็ชอบใส่แบรนด์ เลยพอจะรู้ราคาคร่าวๆ มาบ้าง จะว่าไป รวิกับศศินนี่ก็มีส่วนคล้ายกันอยู่นะ


ไม่เท่าไหร่หรอก ค่อยซื้อใหม่ก็ได้ ท่าทางและคำพูดที่ดูจะไม่ได้แยแสต่อราคาของเสื้อทำเอาผมอดหมั่นไส้ไม่ได้


อวดรวย มาใครที่ไหนมายกเสื้อราคาเป็นพันให้คนอื่นฟรีๆ แบบนี้บ้าง


เปล่า แต่คุณน่ะ เก็บมันไว้เถอะ ครั้งหน้าจะไปไหนมาไหนก็แต่งตัวดีๆ พวกหื่นกามมันเยอะ เขาส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ ก่อนจะพยักพเยิดหน้ามาที่เสื้อแจ็คเก็ตและตัวผม


แต่ผมเป็นผู้ชาย ขอร้องล่ะ อย่าทำเหมือนผมเป็นผู้หญิงจะได้หรือเปล่า


จะผู้หญิงหรือผู้ชายมันไม่สำคัญหรอกคุณ คนสมัยนี้มันไว้ใจไม่ได้ เสียงทุ้มกดต่ำลงคล้ายกับกำลังตำหนิผมที่เถียงเขาออกไปเมื่อกี้ แถมยังส่งสายตาดุๆ มาให้อีก


ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ควรไว้ใจคุณ ได้ทีผมก็สวนกลับทันควัน


ก็จริงอย่างที่เขาบอกนั่นแหละ สมัยนี้เราไว้ใจใครไม่ได้หรอก รอบข้างมีแต่อันตราย เราต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด อย่าไว้ใจใครจนเกินไป ไม่ว่าจะคนแปลกหน้า คนที่เพิ่งรู้จัก คนที่รู้จักมานาน เพื่อน หรือแม้แต่คนในครอบครัว ถ้าเราไว้ใจใครมากไป อาจเป็นเราเองที่ถูกทำร้าย แล้วก็มีแต่เราที่เจ็บปวด


ก็ใช่ เราเพิ่งรู้จักกัน แต่ผมไม่ได้มาร้าย หน้าผมเหมือนโจรหรือไง?” เขาว่าโดยไม่หลบตา ท่าทาง น้ำเสียงดูจริงจังและจริงใจจนผมเกือบจะคล้อยตาม


ก็ใกล้เคียงอยู่ แต่ก่อนที่จะเผลอตัวตกลงไปในหลุมที่เขาสร้างขึ้นมา ผมก็ดึงตัวเองกลับมา ไหวไหล่อย่างกวนประสาทแกล้งหาเรื่องให้อีกฝ่ายหัวเสียกลับบ้าง


ใจร้ายจริงๆ เลยนะคุณแต่ผิดคาด นอกจากจะไม่หงุดหงิดยังมาพูดตัดพ้อใส่ผมอีก


ยังไงก็ขอบคุณที่ให้ยืมเสื้อตัวนี้นะ ผมรีบตัดบทเพื่อที่จะยุติอาการโอดครวญของคนตัวโต มันน่าตลกที่บางมุมเขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่มาก แต่บางมุมก็ช่างดูเด็กน้อยเหลือเกิน มันก็ทั้งน่าเอ็นดูและน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน


ผมถึงได้บอกไงว่ารวิน่ะเป็นคนที่แปลกมาก


วันหลังก็ระวังๆ หน่อยก็แล้วกัน เขาย้ำออกมาอีกครั้ง


รู้แล้ว ว่าแต่คุณเถอะ จู่ๆ ก็เอาเสื้อมาโยนให้คนอื่นแล้วเดินออกไปไม่บอกกล่าวอะไรให้เข้าใจเลย ได้ทีผมก็อดจะบ่นคนตรงหน้าไม่ได้ มีอย่างที่ไหนอยู่ดีๆ ก็โยนเสื้อให้กับคนแปลกหน้า แล้วแทนที่จะพูดอะไรให้มันเข้าใจง่ายๆ ก็ไม่มีหรอก เดินจ้ำอ้าวเหมือนรีบไปไหน ถ้าไม่มีน้องพนักงานหญิงของร้านกาแฟผมก็คงนั่งงงจนกลับมาที่รีสอร์ทนั่นแหละ


ผมบอกไปแล้วนะให้เอาคลุมขาไว้ คนตรงหน้าว่าออกมาหน้าตาย เขาคิดว่าคำพูดแค่นั้นมันเพียงพอให้ผมเข้าใจได้หรือไงกัน?


ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ไม่รู้จะรีบไปไหน?” ถ้าตอนนั้นเขาหยุดพูดคุยกับผมสักนิดบางทีการเจอกันของเราอาจไม่ยากอย่างที่เป็นอยู่


ผมว่าผมก็เดินปกตินะ อีกฝ่ายทำท่าทางไม่ทุกข์ร้อนอะไร


เหรอ ต่างจากผมที่แทบจะกลอกตาเป็นเลขแปด


ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พรุ่งนี้ไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพกัน จู่ๆ คนที่ทำหน้าตายเมื่อกี้ก็เปลี่ยนมาร่าเริงเอ่ยชวนอย่างเป็นมิตรอีกครั้ง


ไม่ แน่นอนว่าผมก็ตอบปฏิเสธกลับไปแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดอีกเช่นเคย


เพิ่งคุยกันไปเองนะว่าคนสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้ เขาจะมาทำตัวตีสนิทกับผมง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน ถึงเขาจะเป็นคนดีจริง แต่ก็ควรที่จะระวังตัวเองบ้าง ถ้าผมเกิดเป็นโจรเป็นผู้ร้าย คนที่จะแย่ก็คือเขาเองนะ ถึงตัวผมจะเล็กกว่าและดูไม่น่าจะสู้เขาได้ก็เถอะ แต่มันก็ควรที่จะระวังตัวเองมากกว่านี้สิ


คิดสักนิดก็ได้มั้งคุณ ครั้งนี้เป็นรวิบ้างที่เป็นฝ่ายกลอกตามองบนคล้ายเหนื่อยใจที่จะคุยกับผม


คิดแล้วก็ไม่อยู่ดี ผมทำท่าคิดอยู่สองวิฯ แล้วก่อนจะไหวไหล่เบาๆ อย่างไม่แยแส


คนเรานี่น้า~ คนเขามีน้ำใจชวนไปเที่ยวยังปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยอีก น่าผิดหวังจริงๆ คนตัวสูงเริ่มเล่นบทโศกตีหน้าเศร้าพูดจาตัดพ้ออย่างน่าหมั่นไส้ ไม่ได้มีความน่าสงสารหรือน่าเห็นใจเลยแม้แต่น้อย


ตัดพ้ออะไร?” ผมขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ ตกลงผู้ชายคนนี้เป็นช่างภาพหรือนักแสดงกันแน่ ทำไมชอบเล่นใหญ่เล่นโตตลอดเวลา


เปล่า พูดลอยๆ พูดจบก็ทำเป็นมองนกมองไม้เหมือนไม่สนใจผม แต่ท่าทางแบบนั้นมันกวนประสาทผมสุดๆ


นี่!  ผมได้แต่ฟึดฟัดกับตัวเองในใจ ตกลงแล้วคนตรงหน้าผมนี่เป็นคนแบบไหนกันแน่ ผมชักตามอารมณ์ไม่ทันแล้วนะ แถมคำพูดตัดพ้อนั่นอีก ถึงผมจะแสร้งทำเหมือนไม่สนใจแต่ก็แอบเก็บคำพูดพวกนั้นมาคิดอยู่เหมือนกัน ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้รับคำชวนให้ไปเที่ยวกับใครสักคน เพราะไม่มีเพื่อน และไม่สนิทกับครอบครัว ผมเลยมักไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด นานๆ ถึงจะได้ไปไหนมาไหนกับโฟล์คสักที ก็เรามันบ้างานทั้งคู่นี่ครับ


“ก็ได้” ผมเม้มปากแน่นอย่างคิดหนักก่อนจะตกปากรับคำชวนนั้นไป


“พูดจริง?” รวิที่ได้ยินคำตอบของผมก็หันขวับมามองด้วยความตกใจ เขาถามย้ำเหมือนกับไม่เชื่อหูตัวเอง


“ถามมากเปลี่ยนใจ” ผมกอดอกเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพราะรู้สึกเก้อเขินแปลกๆ ที่ถูกอีกฝ่ายมองแบบนั้น ก็ก่อนหน้านี้ปฏิเสธเขาไปตั้งกี่ครั้งจู่ๆ ก็มาเปลี่ยนใจเสียอย่างนั้น น่าอายชะมัด แต่ที่ผมตอบออกไปอย่างนั้นก็เพราะมีเหตุผลของผมนะ


“ออกเช้าๆ นะคุณ”


“เช้าของคุณคือกี่โมง?” เป็นการนัดหมายเวลาได้ห่วยแตกสิ้นดี คิดว่าเช้านี่มันกี่โมงกัน สำหรับผมตื่นตอนไหนตอนนั้นก็เช้าหมดแหละ


“ตี 5” เป็นเช้าที่มาพร้อมกับเสียงไก่ขันสินะ


“อืม” ได้! ตี 5 ก็ตี 5


ผมไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจในครั้งนี้มันจะดีหรือไม่ แต่ถ้าผมมาที่นี่เพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปในหน้ากระดาษของชีวิตคงต้องเป็นอะไรที่แปลกใหม่และแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เช่นการเดินทางร่วมกับใครสักคน เพราะยังไม่เคยได้ลองทำ มันจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน แต่เพื่อให้ผมได้ก้าวเดินออกจากโลกใบเดิมผมก็คงต้องเสี่ยงสักครั้ง

 





เช้าวันรุ่งขึ้น


ผมตื่นมาเตรียมตัวตั้งแต่ตี 4 จัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนที่จะถึงเวลานัดกับรวิ อากาศตอนเช้ามันดีมาก น้ำเย็นจนต้องเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นเลย มันนานมากแล้วที่ผมไม่ได้สัมผัสอากาศที่ดีแสนดีขนาดนี้ อยู่กรุงเทพมีแต่ร้อนตับแตก แถมรอบข้างมีแต่มลพิษ ทั้งฝุ่นควันและผู้คนมากมายเต็มไปหมด ไม่มีที่ไหนที่จะเงียบสงบนอกจากเก็บตัวอยู่ในห้องตัวเอง แต่อยู่ที่นี่นอกจากจะเจออากาศที่เย็นสบายในตอนเช้าแล้วก็ยังได้ยินเสียงสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างพวกแมลงต่างๆ ร้องกันดังระงม แรกๆ ก็อาจรำคาญเพราะความไม่ชิน แต่พออยู่ๆ ไปก็รู้สึกว่าเสียงพวกนั้นมันเพราะดี อย่างพอเริ่มจะเช้าก็จะได้ยินเสียงนกร้อง ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันคือนกพันธุ์ไหน แต่เสียงดีเอาเรื่องเชียวล่ะ


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


เสียงเคาะประตูห้องทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด เพลงสากลที่เปิดคลอไปเบาๆ ในยามเช้าถูกปิดลง ผมลุกขึ้นจากเบาะที่วางอยู่บนพื้นแล้วเดินไปยังประตูห้อง


“ไงคุณ เสร็จหรือยัง?” คนที่ยืนอยู่หลังบานประตูจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากรวิ คนแปลกหน้าที่พยายามทำตัวตีสนิทกับผม แล้วผมก็ดันบ้าจี้ให้เขาค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทำตัวราวกับเด็กน้อยที่ไม่ประสาเสียได้


“เสร็จแล้ว” ผมพยักหน้ารับเบาๆ แล้วเดินไปหยิบของที่จะพกติดตัวไปด้วย ตรวจดูความเรียบร้อยภายในห้องแล้วจัดการล็อกให้เรียบร้อย เดินออกมาก็เห็นรวิไปรออยู่ที่รถแล้ว ผมเลยเดินไปขึ้นรถบ้าง


“คุณหิวไหม?” ขับออกมายังไม่ทันพ้นรั้วของไร่เจ้าของรถพ่วงด้วยตำแหน่งคนขับก็หันมาถามผม


“ผมไม่กินเช้าขนาดนี้” ความจริงแล้วต้องบอกว่าผมไม่เคยกินข้าวตรงเวลาเลยสักครั้ง ยิ่งเป็นมื้อเช้านี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง บางวันทำงานดึกตื่นสาย ตื่นเที่ยง ตื่นบ่าย ข้าวเช้าก็ไม่ต้องกินแล้ว หรือไม่ก็อยู่โต้รุ่ง นอนเช้าตื่นเย็น เวลาชีวิตของผมเลยไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขาสักเท่าไหร่ ผมค่อนข้างจะใช้ชีวิตตามใจตัวเอง เน้นหนักที่การทำงานด้านเขียนนิยาย แต่ถึงไม่ทำงานนี้ก็พอมีเงินกินเงินใช้อยู่บ้าง เงินที่ได้จากร้านกาแฟที่เป็นหุ้นส่วนอยู่ก็พอให้อยู่ได้แบบพอกินพอใช้ เพราะอยู่คนเดียวด้วยเลยไม่ค่อยได้คิดเยอะเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องปากท้องการดูแลตัวเองสักเท่าไหร่


“ถ้าอย่างนั้นไปพระธาตุดอยสุเทพแล้วค่อยไปหาอะไรกินกัน” รวิสรุปออกมา


“คุณจะไปที่ไหนบ้าง?” ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่ได้ถามถึงแพลนในวันนี้ รู้แค่ว่าเขาจะไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ แต่นอกจากนั้นคือไม่รู้อะไรเลย แล้วผมก็ดันใจง่ายตามเขามาเสียได้


เป็นคนแบบไหนกันนะศศิถึงได้กล้ามากับคนแปลกหน้าแบบนี้


“ยังไม่ได้คิด คิดไว้แค่อยากไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพเฉยๆ” อีกฝ่ายว่าออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับคนไม่คิดมากอะไร


“อ้าว ผมนึกว่าคุณวางแพลนไว้แล้ว” ผมถึงกับขมวดคิ้วฉับทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น เหมือนมาแบบไร้จุดหมายเลย


“เชียงใหม่ที่เที่ยวเยอะอยู่ เอาไว้ค่อยคิดก็ได้ คุณอยากไปไหนไหมออกความเห็นได้นะ” รวิยังคงท่าทางใจเย็นเอาไว้อยู่เหมือนเดิม เขาดูไม่ค่อยกังวลอะไรกับการเดินทางที่ดูจะสุ่มเอาแบบนี้


“ไม่รู้สิ ผมมาที่นี่แค่อยากหาที่สงบๆ ทำงานแล้วก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศเฉยๆ ไม่ได้คิดเรื่องเที่ยวอะไร” เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้อยากออกไปไหนเท่าไหร่ ใจผมคิดแต่แค่อยากทำงานเพียงเท่านั้น เพราะอย่างนั้นตอนที่รวิเอ่ยปากชวนไปเที่ยวผมถึงได้ปฏิเสธแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย ไม่ใช่แค่เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเพียงเท่านั้น แต่ยังกังวลเรื่องทำงานอีกด้วย มาตั้งไกลถ้าไม่ได้งานกลับไปก็คงน่าผิดหวังแย่


“อืม เอาเป็นว่าค่อยคิดแล้วกัน” ตกลงแล้วเป็นคนง่ายๆ ไม่คิดเยอะหรือไม่คิดอะไรเลยกันแน่?


“ผมคิดถูกหรือเปล่าที่มากับคุณ” เอนหัวพิงกระจกรถด้วยความสิ้นหวังและท้อแท้ ผมเดาทางรวิไม่ถูกเลย ทั้งที่ดูเหมือนเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมากแท้ๆ แต่ทำไมตอนนี้กลับดูเหมือนพวกเลื่อนลอยเสียได้


“ไม่ต้องห่วง ผมดูแลคุณได้น่า” คำพูดที่หลุดออกมาจากคนข้างตัวทำเอาผมชะงักค้างก่อนจะหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายด้วยความตกใจ และมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รวิหันมามองผมพอดี รอยยิ้มทะเล้นผุดขึ้นบนใบหน้าคมเข้ม แววตาที่จริงใจแต่กลับดูเหมือนไม่คิดอะไรนั่นทำเอาผมสับสนไปพักหนึ่ง


“ขอบคุณนะ แต่ผมดูแลตัวเองได้” ปัดไล่ความคิดแปลกๆ ออกจากหัวแล้วหันหนีไปมองทางด้านข้างแทน น่าตลกที่ผมดันเผลอใจเต้นแรงกับประโยคเมื่อครู่ ผมไม่รู้หรอกว่ารวิคิดอะไรถึงได้พูดแบบนั้นออกมา หรือไม่บางทีเขาก็อาจไม่ได้คิดอะไรเลยในตอนที่พูด


“เฮ้! เชื่อใจกันหน่อยสิ” เขาร้องโวยเมื่อถูกผมปฏิเสธและเมินเฉยใส่


“ผมไม่อยากฝากชีวิตไว้กับคุณ” ปากไว้กว่าความคิด สมองยังไม่ทันได้ไตร่ตรองหาคำที่เหมาะสมปากก็เผลอหลุดพูดออกไปเสียแล้ว พอจบประโยคนั้นทั้งผมและรวิต่างก็มองหน้ากันด้วยความตกใจ มันไม่ใช่คำพูดที่ควรหยิบมาใช้กับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้แค่วันเดียวหรอกนะ ตกลงแล้วไปเที่ยวหรือออกรบกันแน่ ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าตัวเองคิดถูกหรือเปล่าที่ตามเขามาด้วย


ไม่ลองแล้วจะรู้เหรอ? ผมไม่ทำให้คุณผิดหวังหรอก


โอเค ไม่ใช่แค่ผมแล้วแหละที่บ้าบอ คนตรงหน้าก็ไม่ต่างกัน มีอย่างที่ไหนมาใช้คำพูดคำจาที่ชวนให้คลื่นไส้กับคนแปลกหน้าแบบนี้ ทั้งที่เรากำลังพูดถึงเรื่องที่เขาไม่ได้วางแพลนในการไปเที่ยววันนี้แต่ทำไมมันรูปประโยคมันถึงได้ดูดึงเข้าบทนิยายรักน้ำเน่าเคล้าดราม่าเสียได้ล่ะ


ตั้งใจขับรถต่อไปเถอะ เป็นอีกครั้งที่ผมต้องดึงสติตัวเองเอาไว้


ให้ตายสิ คำพูดของคนเรานี่มีผลต่อคนฟังจริงๆ นะ


“โห ไม่เชื่อใจกันเลย แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวผมพิสูจน์ให้คุณเห็นเอง ทริปนี้คุณจะต้องประทับใจ” เอาล่ะ! เรากำลังพูดถึงเรื่องไปเที่ยวในวันนี้อยู่นะ เพราะฉะนั้นคำพูดต่างๆ ที่เขาเอ่ยออกมานั้นล้วนหมายถึงเรื่องการเดินทางเพียงเท่านั้น


“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” ได้แต่ภาวนาว่าการไปเที่ยวครั้งแรกของเรามันจะไม่ล่มล่ะนะ


“แน่นอนสิครับคุณศศิ” เขายกยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ


ผมได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันกลับไปมองข้างทางต่อ ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว จากท้องฟ้าสีดำสนิทเมื่อเช้ามืดก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้าที่สดใส อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็คงขึ้นแล้ว แค่คิดก็รู้สึกดีแล้ว แสงของดวงอาทิตย์ที่บ่งบอกถึงการต้อนรับวันใหม่ ผมชอบมันนะ คล้ายกับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในแต่ละวัน เป็นพลังบวกให้ได้ดำเนินชีวิตต่อไปเรื่อยๆ แม้ผมจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นสักเท่าไหนก็เถอะ แต่บางครั้งที่นั่งทำงานอยู่บนเตียงในคอนโดช่วงเวลาที่เปลี่ยนจากกลางคืนเป็นกลางวัน แสงสว่างเจิดจ้าที่สาดส่องรอดผ้ามาเข้ามาในห้อง แค่เห็นก็รู้สึกอบอุ่นแล้ว ผมชอบดวงอาทิตย์ และชอบช่วงเวลากลางวันมากๆ เลย เพราะเหมือนกับว่าผมไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ช่วงเวลาในตอนกลางวันไม่ได้เงียบเหงาและหนาวเหน็บเหมือนตอนกลางคืน ช่วงเวลาที่ผมเกลียดชังมากที่สุดคงเป็นช่วงโพล้เพล้ หากวันไหนผมเผลอหลับกลางวันแล้วเดินมาในช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตก ผมจะรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างมากเป็นพิเศษ มันน่าเศร้านะที่ในแต่ละวันต้องตื่นมาพบกับความว่างเปล่า ตื่นมาก็เจอแต่ตัวเองในห้องกว้างๆ ไม่มีใครที่จะทักทายตอนตื่นหรือบอกลาก่อนนอน


การอยู่คนเดียวมันก็ไม่ได้แย่ แต่บางครั้งก็เงียบเหงาจนทำให้รู้สึกอ่อนแอ


“คุณเป็นคนกรุงเทพฯ เหรอ?” อาจเพราะความเงียบที่ปกคลุมภายในรถมันมีอยู่นานเลยทำให้ผมเลือกที่จะทำลายมันลง แม้ความเงียบนั้นมันจะไม่ได้ทำให้ผมอึดอัด แต่ผมก็อยากที่จะได้ยินเสียงของคนข้างๆ มากกว่า อะไรก็ได้ที่ทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ได้อยู่เพียงลำพังเหมือนที่ผ่านมา แม้การพบเจอกันในครั้งนี้อาจต้องจบลงภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้แต่ขอแค่ตอนนี้เท่านั้นที่ผมจะไม่ต้องโดดเดี่ยวเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา


“อยากรู้เรื่องของผมบ้างแล้วเหรอคุณ?” ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่แปลกประหลาดยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงความเป็นตัวเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เริ่มต้นพูดคุยกันคือความกวนประสาทนี้


“...” ผมเลือกที่จะไม่ตอบอะไรทำเพียงแค่เหล่หางตามองให้รู้ว่าผมกำลังจะหงุดหงิดกับเขาแล้วนะ


“เฮ้! ผมล้อเล่น อืม ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ไหมผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เอาเป็นว่าผมอยู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่จำความได้ แล้วคุณล่ะ?” พอเห็นผมเงียบใส่ก็รีบร้องโวยเป็นเด็กๆ เขาทำหน้าคิดหนักก่อนจะหันมายิ้มเป็นมิตรให้กับผม


“ผมเกิดและโตที่นั่น” ครอบครัวผมเป็นคนกรุงเทพ


“ทำไมคุณถึงมาที่นี่คนเดียว? เอ่อ ผมถามได้ไหม? ถ้าคิดว่ามันละลาบละล้วงเกินไปก็ไม่ต้องตอบก็ได้” เขาเอ่ยถามออกมาแต่แล้วก็ชะงักไปเหมือนนึกขึ้นได้ว่าบางทีมันอาจเป็นเรื่องที่ไม่สมควรถามกับคนที่เพิ่งได้รู้จักกัน


“ก็ไม่รู้จะชวนใคร” ผมส่ายหน้าเบาๆ เชิงบอกว่าไม่เป็นไรแล้วตอบคำถามออกไปตามความเป็นจริง


“เพื่อน แฟน หรือครอบครัวล่ะ?” รวิยังคงถามต่อ ก็เข้าใจนะว่าเขาคงสงสัยและอดแปลกใจไม่ได้


“นั่นสิ แต่ผมไม่คิดว่าจะมีใครอยากมากับผมหรอกนะ เอาเข้าจริง เดินทางคนเดียวก็สบายใจดี” ผมว่าอย่างไม่คิดอะไร จริงๆ การเดินทางมันค่อนข้างเป็นเรื่องที่ต้องคิดเยอะและต้องวางแผนมาล่วงหน้า ยิ่งคนมากก็ยิ่งมากความ ไปไหนมาไหนคนเดียวก็สะดวกสบายตรงที่ทุกอย่างมันเป็นการตัดสินใจของเราคนเดียว ไม่ต้องกลัวว่าใครจะเห็นชอบด้วยหรือไม่


“ผมก็คิดแบบคุณ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมมีคนไปเที่ยวด้วย” ใบหน้าหล่อหันมามองผมแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองทางเบื้องหน้าต่อ ตั้งแต่ที่ได้เริ่มรู้จักกันมาจนถึงตอนนี้สิ่งหนึ่งที่ผมได้รู้เกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อว่ารวิก็คือเขาเป็นผู้ชายที่ยิ้มสวยมากคนหนึ่งเชียวล่ะ รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและอบอุ่นมันเหมาะกับใบหน้าหล่อคมของเขาอย่างน่าประหลาด


“เหมือนคุณเหงา” อดจะแกล้งแซะออกไปไม่ได้ การที่เขาพยายามตื้อให้ผมไปเที่ยวด้วยมันทำให้ดูเหมือนเขาเหงา ทำตัวเหมือนเด็กที่ไม่มีเพื่อนเล่นอย่างไรอย่างนั้น


“เปล่า ผมแค่อยากรู้จักคุณ” เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ผมนิ่งค้างไปกับคำพูดของผู้ชายคนนี้ และผมก็ใจเต้นแรงซ้ำๆ เพราะคำพูดของเขา ไม่รู้หรอกว่าเขาคิดอะไรหรือเปล่า แต่ผมน่ะย้ำบอกตัวเองตลอดว่าอย่าไปคิดอะไร


“ชีวิตในเชียงใหม่ก็ดีนะ” ผมลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของรวิแล้วพาเปลี่ยนเรื่องแทน ผมยังไม่อยากที่จะเดินเข้าไปในหมอกควันที่เป็นตัวจุดฉนวนของความรู้สึก แม้ใจผมจะเผลอเต้นแรงไปกับเขาหลายครั้ง แต่ผมก็ไม่อยากให้ตัวเองมีความรู้สึกอะไรที่ลึกซึ้งกับคนตรงหน้านี้ เพราะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไง ผมถึงต้องยั้งตัวเองเอาไว้ก่อน ยิ่งกับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้แค่วันเดียวยิ่งไม่ควร


“ตอนแรกผมกะว่าจะมาอยู่เชียงใหม่แค่ไม่กี่วันแล้วจะไปที่อื่นต่อ แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว” รวิหันมาสบตากับผมในตอนที่รถจอดสนิทพอดี


“ทำไม?” ผมเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย ไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้รถมาจอดอยู่ที่อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยแล้ว


“ก็ไม่คิดว่าเชียงใหม่จะน่าสนใจขนาดนี้” รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง  พร้อมกับที่หัวใจของผมเริ่มเต้นระรัวเร็วเป็นรอบที่เท่าไหร่ของเช้านี้แล้วก็ไม่รู้








-------------------------------------------------





เรื่องนี้เราจะค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไปนะคะ

คือเราไม่ว่างและเราก็ป่วยด้วย

เราต้องใช้เวลารักษาอีกยาวนาน

รับปากไม่ได้เลยว่าจะมาลงตอนต่อไปได้อีกตอนไหน

แต่เราก็พยายามอยู่นะ

ขอบคุณและขอโทษทุกคนที่รอนะคะ

แต่เราจะเข็นทุกเรื่องให้จบแน่นอนค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

49 ความคิดเห็น

  1. #48 Sujinda14 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 22:00
    กลับมาสานต่อด้วยนะคะ
    #48
    0
  2. #44 immymay (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 14:53
    ชอบบบบรรยากาศอบอุ่นๆค่อยๆเป็นค่อยๆไปแบบที่สุดดดดด
    #44
    0
  3. #43 immymay (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 14:52
    ดูแลตัวเองดีๆน้าาา
    #43
    0
  4. #42 Raindear97 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 13:48
    โง้ยยยยย ก็มันน่าอยู่เพราะคนข้างๆปะคะ ฮือออ เขินมากกก ค่อยๆไปด้วยกันนะค้าาา
    #42
    0
  5. #41 pinzx (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 02:05
    ยังไงก็รอค่ะ ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ หายป่วยไวๆ ขอให้อาการดีขึ้นนะ สู้ๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้เสมอเลย
    #41
    0
  6. #40 JessaPias (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 01:57
    สู้ๆนะไรท์
    #40
    0