ทฤษฎีโลกกลม : It’s a small world [YAOI]

ตอนที่ 3 : It’s a small world : 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 925
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 99 ครั้ง
    6 พ.ย. 61




02



ก๊อก ก๊อก ก๊อก


“คุณศศิคะ” เสียงเคาะประตูกับเสียงร้องเรียกที่ดังอยู่อีกฝั่งของประตูบ้านพักทำให้ผมที่กำลังนั่งอ่านหนังสือนิยายของโฟล์คอยู่จำต้องวางมือลงแล้วลุกขึ้นไปเปิดประตูแทน


“มีอะไรเหรอครับ?” ผมเอ่ยทักป้าน้อยอย่างแปลกใจ มาเคาะประตูแต่เช้าเลย ดีนะที่ผมเป็นคนตื่นเช้า ไม่อย่างนั้นคนสูงวัยคงได้เห็นสภาพเน่าๆ เพิ่งตื่นนอนของผมเดินมาเปิดประตูให้แน่ๆ


“ป้าจะเข้าไปในเมือง คุณศศิจะไปด้วยกันไหมคะ?” ป้าน้อยเอ่ยชวนอย่างใจดีและเป็นกันเอง ตั้งแต่ที่ผมมาถึงที่นี่ช่วงบ่ายๆ ของเมื่อวานผมก็ไม่ได้ไปไหนนอกจากเดินวนๆ อยู่แถวบ้านพัก เพราะแค่เดินอยู่แถวๆ นี้ก็เหนื่อยแล้ว ที่นี่กว้างมากเลยล่ะครับ กะว่าจะเข้าไปเที่ยวชมในไร่สักหน่อย แต่ถ้าเดินไปคงใช้เวลานานหน่อย


“ไปได้เหรอครับ?” ผมถามติดเกรงใจ


“ได้สิคะ แม่เลี้ยงให้ป้าเข้าไปซื้อของ คงใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ คุณศศิสนใจจะไปเดินเล่นหรือเปล่าคะ?”


“ถ้าอย่างนั้นผมขอไปหาร้านกาแฟนั่งทำงานดีกว่าครับ” ผมไม่ค่อยอยากเดินไปไหน จริงๆ เป็นคนที่ค่อนข้างขี้เกียจเดิน ชอบที่จะนั่งทำงานอยู่กับหน้าจอเสียมากกว่า การนั่งทำงานพร้อมดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ไปด้วย มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ สำหรับผมเลยล่ะ


“เอาสิคะ เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงป้ามาตามนะคะ”


“ขอบคุณที่ชวนนะครับ”


“ค่ะ”


คล้อยหลังป้าน้อยไปผมก็เดินกลับเข้าบ้านพักมาจัดเตรียมข้าวของที่จะพกไปทำงานนอกสถานที่ให้เรียบร้อยแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดที่ผมเลือกก็เป็นเพียงเสื้อยืดสีพื้นธรรมดากับกางเกงขาสั้นเสมอเข่าสีเข้มแล้วก็รองเท้าผ้าใบคู่โปรด ถึงจะบอกว่านี่เป็นภาคเหนือของประเทศไทยก็เถอะ แต่ผมก็คิดว่ามันยังร้อนอยู่ดี คิดถูกแล้วล่ะที่หยิบพวกกางเกงขาสั้นมาด้วยไม่อย่างนั้นจะออกไปไหนทีใส่แต่กางเกงยีนขายาวก็อึดอัดแย่


รอไม่นานป้าน้อยก็มาเคาะประตูเรียกผมอีกครั้ง ผมตรวจเช็คความเรียบร้อยของตัวเองเป็นรอบสุดท้ายแล้วหยิบเอากระเป๋าเป้ที่ใส่โน๊ตบุ๊คกับอุปกรณ์ต่างๆ ในการทำงานขึ้นมาสะพาย เดินออกไปหาป้าน้อยที่ยืนรออยู่ หน้าบ้านพักของผมมีรถกระบะคันใหญ่จอดอยู่ คนขับก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ ลุงสมคนที่ไปรับผมมาจากที่สนามบินนั่นแหละ พอเจอหน้ากันผมก็ยกมือไหว้คนที่อายุมากกว่าแล้วเดินไปขึ้นรถ ในจังหวะที่รถกำลังจะเคลื่อนตัวออกไปสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นบ้านพักหลังข้างๆ ที่อยู่ติดกัน มันเงียบมากเหมือนจะไม่มีคนเข้าพัก ก็ธรรมดาแหละ ช่วงนี้มันไม่ได้มีเทศกาลอะไร แถมยังเป็นวันธรรมดาด้วย ถ้าจะมีนักท่องเที่ยวก็คงเป็นต่างชาติซะเป็นส่วนใหญ่ จากไร่มาถึงตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เวลานานพอสมควร  ระหว่างทางผมก็นั่งมองวิวข้างทางพร้อมกับคิดอะไรในหัวไปด้วย ยอมรับว่าหมดมุขที่จะเขียนนิยายแล้ว บางทีผมอาจจะเขียนนิยายมานานจนถึงจุดที่ผมคิดว่าตัวเองเริ่มจะอิ่มตัวแล้วก็ได้


หรือไม่ก็อาจจะเป็นอย่างที่โฟล์คว่า ให้คนไม่มีความรักมาเขียนนิยายรักมันก็แบบนี้แหละ


เฮ้อ ระหว่างมีความรักกับหางานใหม่ อะไรมีความเป็นไปได้มากกว่ากันนะ?


ไม่น่าจะเป็นไปได้ทั้งคู่นั่นแหละ


“คุณศศิจะนั่งอยู่ที่ร้านนี้ใช่ไหมคะ?”


“ครับ” ผมกวาดสายตามองร้านกาแฟตรงหน้าก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ


“ถ้าอย่างนั้นป้าขอตัวไปทำธุระก่อน ถ้าเสร็จแล้วป้าจะมาตามนะคะ”


“ได้ครับ”


ผมรับคำอย่างว่าง่ายแล้วเดินเข้าไปเข้าไปในร้านกาแฟที่อยู่ติดริมถนน บรรยากาศในร้านเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเปิดเพลงสากลคลอเบาๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย ผมเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์แล้วสั่งเครื่องดื่มที่เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดจะสั่ง แต่เมื่อได้ยินใครบางคนสั่งมันผมก็เลยลองกินตามเขา แล้วหลังจากนั้นผมก็ติดมันมาตลอด เมนูชาเขียวปั่นที่ผู้ชายคนนั้นสั่ง


ไม่รู้ว่าติดใจในรสชาติหรืออะไรกันแน่


แต่ทุกครั้งที่สั่งก็จะนึกถึงเขาเสมอ น่าแปลกที่การเจอกันเพียงครั้งเดียวกลับทำให้ผมจดจำเขามาได้จนถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว แต่พูดก็พูดเถอะ หลังจากที่เจอเขาอีกครั้งตอนที่ไปห้างกับโฟล์คครั้งนั้น ผมก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย น่าเสียดายที่ได้เจอกันเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น ถ้ามีโอกาสได้เจอกันอีกก็คงจะดีสินะ


แต่ถ้าได้เจอกันอีกแล้วผมจะยังไงเหรอ?


มันก็คงไม่ได้แตกต่างจากครั้งแรกหรือครั้งที่สองที่ได้เจอกันนั่นคือ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป


พรึบ!


“เอ๊ะ?” ผมสะดุ้งตกใจเบาๆ เมื่อมีวัตถุบางอย่างลอยมาตกอยู่ที่หน้าขาของผม เมื่อก้มลงดูก็พบว่ามันเป็นเสื้อแจ็คเก็ตสีดำเทาตัวใหญ่ที่ลอยมาจากไหนก็ไม่รู้


“เอาคลุมขาไว้” เสียงทุ้มต่ำมีเอกลักษณ์ที่แม้ผมจะเคยได้ยินเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ก็ติดหูตรึงใจมาจนถึงทุกวันนี้


“ครับ? ดะ เดี๋ยวก่อน!” ผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงนั้นแต่อีกฝ่ายกลับก้าวขาไวๆ เดินออกนอกร้านไปแล้ว ผมตกใจจะลุกวิ่งตามไปแต่ก็ไม่ทัน ร่างสูงใหญ่ก้าวขึ้นรถยนต์ของตัวเองแล้วขับออกไปโดยไม่รอให้ผมได้ถามอะไรเลย


ผมเดินกลับมานั่งที่โต๊ะตัวเดิมพร้อมกับความสงสัยปนประหลาดใจพร้อมกับคำถามมากมายที่ผุดขึ้นในหัว


เจอกันอีกแล้ว ผู้ชายคนนั้น ครั้งนี้ก็เจอกันที่ร้านกาแฟเหมือนกับครั้งแรกเลย ว่าแต่เขาเอาเสื้อมาให้ผมทำไมกัน?


“พี่คะ”


“คะ ครับ?” ผมที่ทิ้งตัวลงนั่งพร้อมกับเสื้อแจ็คเก็ตในมือหันมองหญิงสาวที่เป็นพนักงานของร้านด้วยความสงสัย


“คือ หนูได้ยินผู้ชายกลุ่มนั้นเขาพูดถึงพี่ในทางที่ไม่ค่อยดี พี่ผู้ชายคนนั้นเขานั่งอยู่โต๊ะข้างหลังก็น่าจะได้ยิน เขาเลยเอาเสื้อมาให้พี่คลุมขาเอาไว้” ร่างเล็กขยับมายืนใกล้ผมพร้อมเอ่ยกระซิบเสียงเบาที่ให้ได้ยินกันเพียงสองคน


ผมเหลือบมองผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่นั่งกันอยู่ที่โต๊ะถัดไปจากผมไม่ไกลนัก เป็นผู้ชายวัยทำงาน 4 คน พวกเขานั่งคุยอะไรกันสักอย่างแล้วหันมามองผมพอดี สายตาโลมเลียจากคนกลุ่มนั้นทำเอาผมรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้เป็นเช่นนี้ ผู้ชายกลุ่มนั้นอาจเป็นเกย์หรือเป็นไบ พวกเขาถึงได้มีท่าทีที่ดูสนอกสนใจผม เรื่องกางเกงผมไม่รู้ตัวเลย จริงๆ กางเกงมันไม่ได้สั้นมากจนเป็นจุดสนใจ แต่พอนั่งลงมันก็เลิกขึ้นมาเล็กน้อย แต่ด้วยความที่ผมเป็นผู้ชายผมก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นด้วย ก่อนหน้านี้ก็มัวแต่คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้เพลินจนไม่ทันได้สังเกตรอบข้าง ไม่รู้ตัวว่าถูกมอง และไม่รู้ด้วยว่ามีใครนั่งอยู่ในร้านบ้าง


“อ่า ขอบคุณนะที่บอก ว่าแต่พี่จะทำยังไงกับเสื้อตัวนี้ดีล่ะ?” พอเห็นว่าผมรู้ตัวแล้วคนกลุ่มนั้นก็พากันลุกเดินออกไป ผมไม่ได้ให้ความสนใจกับคนพวกนั้นมากนัก แต่หันมาคุยกับน้องพนักงานหญิงของร้านแทน ผมควรเอาเสื้อตัวนี้กลับไปหรือฝากไว้ที่ร้านเผื่อเขาคนนั้นจะแวะมาที่นี่อีก


“เก็บไว้เถอะค่ะ เผื่อมีโอกาสได้เจอกัน จะได้เอาคืนเขาได้” คนอายุน้อยกว่าเอ่ยแนะด้วยรอยยิ้ม


“คนเราจะบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอ?” ผมเอ่ยพึมพำกับตัวเองอย่างสงสัย นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมกับเขาได้เจอกัน มันจะมีครั้งที่สี่อีกเหรอ? ถ้ามีมันก็น่าแปลกเกินไปแล้ว ผมไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อีกหรอกนะ


“พี่เชื่อเรื่องทฤษฎีโลกกลมหรือเปล่าล่ะคะ?” หญิงสาวย้อนถามกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ได้จางหายไปจากใบหน้าเลย แต่ประโยคคำถามนั้นกลับทำเอาผมชะงักไป


“ทฤษฎีโลกกลม? หมายถึง...” ผมเว้นจังหวะในการพูดไปนิดหนึ่งพลางคิดในหัวไปด้วย


ทฤษฎีโลกกลมที่ไม่ได้หมายถึงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการพูดถึงการที่เราได้เจอใครสักคนจากความบังเอิญที่มากกว่าหนึ่งหรือสองครั้ง การได้เจอกันในสถานที่เดิมๆ หรือสถานที่ใหม่ แต่ล้วนทั้งหมดก็คือการได้พบเจอกับคนๆ เดิมที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอเขาอีก สรุปง่ายๆ ก็คือโลกมันกลมจนเราจะเดินมาเจอกันอีกนั่นเอง


“การที่เราเจอใครสักคนมันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ เหรอคะ? สำหรับหนูการได้พบเจอใครสักคนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือโชคชะตา มันคือพรหมลิขิต” เธอว่าออกมาเสียงเจื้อยแจ้วและมั่นใจในตัวเอง ท่าทางที่เชื่อมั่นนั่นทำเอาผมอดที่จะคล้อยตามไม่ได้ แต่ก็เป็นเพียงแค่แวบหนึ่งเท่านั้น


“ของแบบนั้น มันมีอยู่จริงด้วยเหรอ?” ผมร้องแย้งขึ้นมาอย่างแปลกใจ ถึงจะเป็นนักเขียนนิยายรักที่ชอบรังสรรค์เรื่องราวมากมายในการพบเจอกันของคู่พระ-นาง แต่เหตุการณ์ที่จะเจอกันบ่อยๆ แบบนี้ผมก็ไม่เคยให้มันเกิดขึ้นในนิยายของตัวเองเลย ผมคิดว่ามันดูเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเกินไป เพราะถึงโลกจะกลมแต่มันก็กว้างน่าดูเลยนะ


“ถ้าไม่เจอกับตัวก็คงไม่เชื่อใช่ไหมคะ?”


“นั่นสิ ถ้าได้เจอกับตัวสักครั้งก็คงเข้าใจเองนั่นแหละ” ผมพยักหน้ารับเบาๆ กับเรื่องนี้ค่อนข้างจะพูดยากอยู่นะ ถึงผมจะบังเอิญเจอผู้ชายคนนั้นถึงสามครั้งแล้วก็เถอะ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมีครั้งที่สี่อีกหรอกนะ โอเคว่าโลกเราอาจจะกลมจริง และประเทศไทยก็อาจจะเล็กไปสักหน่อยเลยทำให้ผมกับเขาได้เจอกันแบบนี้ แต่อีกใจก็ยังร้องแย้งอยู่ดีว่าไม่น่าจะมีโอกาสได้เจอกันแล้วหรอกน่า


อดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่าถ้าได้เจอกันอีกเป็นครั้งที่สี่ ผมกับเขาก็คงเป็นเนื้อคู่กันแล้วล่ะครับ


“คุณศศิคะ” ยังไม่ทันที่จะได้พูดคุยอะไรกันไปมากกว่าที่คิดเสียงคุ้นหูของป้าน้อยก็ดังขึ้น


“ครับป้า” ผมหันไปยิ้มรับบางเบาให้กับหญิงสูงวัยที่เดินเข้ามาหาผมในร้าน


“เสร็จแล้วค่ะ กลับกันเถอะค่ะ”


“ครับ”


“พี่ไปก่อนนะ ยินดีที่ได้พบ” พอถึงเวลาที่ต้องกลับผมก็ไม่ได้อิดออด เก็บข้าวของลงกระเป๋าแล้วหันไปเอ่ยลากับน้องพนักงานหญิงของร้านอย่างเป็นมิตร ถ้าการที่เราได้พบเจอใครสักคนคือโชคชะตาหรือพรหมลิขิต การที่ผมได้รู้จักกับน้องพนักงานคนนี้ก็คงเป็นโชคชะตาด้วยใช่ไหม?


“เช่นกันค่ะ อย่าลืมแวะมาอีกนะคะ ครั้งหน้าพี่อาจมีคนมานั่งด้วยไม่ต้องนั่งให้โดนลวนลามทางสายตาและคำพูดคนเดียวแบบครั้งนี้” เธอว่าอย่างหยอกล้อ รอยยิ้มขี้เล่นผุดขึ้นบนใบหน้าน่ารักของสาวเหนือ


“คิดว่าพี่จะเจอเขาอีกอย่างนั้นเหรอ?” ผมชะงักมือที่เอื้อมไปหยิบกระเป๋าขึ้นมาก่อนจะหันไปขมวดคิ้วถาม


ทำไมถึงได้คิดว่าผมจะต้องได้เจอกับเจ้าของเสื้อในมือนี้อีก? ผมไม่คิดคาดหวังอะไรกับเรื่องนี้หรอก ใครๆ ก็รู้ว่าโลกเรามันมีแต่เรื่องตลกร้ายเต็มไปหมด คนที่อยากเจอกลับไม่เคยได้พบ แต่คนที่เกลียดชังกลับเจอกันบ่อย ผมว่าหลายๆ คนคงเคยเจอเรื่องตลกร้ายอย่างนี้กันบ่อยนะ


“ก็ไม่แน่นะคะ”


“ถ้าเจออีกก็ดีสิ”


“โชคดีนะคะ”


“เช่นกันครับ”


ผมยิ้มรับแล้วเดินออกมาขึ้นรถที่จอดรออยู่หน้าร้าน ตลอดทางกลับมาที่ไร่ขุนพลผมคิดมาตลอดทางถึงเจ้าของเสื้อที่อยู่ในมือของผมตอนนี้ แปลกคนจริงๆ มีอย่างที่ไหนมาโยนเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองให้คนอื่นแล้วก็เดินออกไปหน้าตาเฉยโดยไม่อธิบายอะไรให้ฟังสักคำ ผมก้มมองเสื้อในมืออย่างพิจารณา เสื้อแบรนด์ดังเสียด้วย ไม่เสียดายเงินเลยหรือไง? ถ้าให้คนรู้จักยืมก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มาโยนให้กับใครที่ไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นเขาคิดอะไรอยู่กันแน่นะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ











 ------------50%-------------










กว่าจะกลับมาถึงไร่ก็ทำเอาผมคิดมากจนปวดหัวไปหลายตลบ ลืมหมดแล้วพล็อตนิยายที่ร่างเอาไว้ในหัวตอนอยู่ที่ร้านกาแฟ เพราะมัวแต่คิดถึงเจ้าของเสื้อนี่แหละ เผลอถอนหายใจอย่างปลงตกแล้วเดินลงจากรถไปเพื่อจะกลับไปยังบ้านพักของตน ป้าน้อยขอเอาของไปลงที่บ้านพักของพ่อเลี้ยงก่อนแล้วถึงจะวนรถไปส่งผมที่บ้านพัก แต่ผมเกรงใจเลยบอกว่าจะเดินไปเอง ของที่พกติดตัวมาด้วยก็ไม่ได้เยอะหรือหนักหนาอะไร เดินไปแค่นี้ก็ได้อยู่ ถึงพื้นที่ของไร่นี้จะกว้างมาก แต่เดินเรื่อยๆ ถือว่ากินลมชมบรรยากาศก็ทำให้หัวสมองผมปลอดโปร่งโล่งสบายดี เผื่อจะคิดอะไรดีๆ ได้ระหว่างเดินกลับบ้านพักก็ได้ ผมคาดหวังเป็นอย่างมากกว่าจะต้องได้พล็อตหนึ่งถึงสองเรื่องกับการเดินทางไกลครั้งนี้

บางทีผมอาจคาดหวังมากไป

“อ้าว คุณศศิ” พอเดินลงจากรถมาได้ก็มีเสียงร้องทักเรียกผมขึ้นมา

“ครับ?” เมื่อหันไปมองก็พบกับหญิงวัยกลางคนหน้าตาสะสวยการแต่งตัวที่ดูเรียบง่ายแต่ดูดี เดาได้ไม่ยากเลยว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าบ้านไม้หลังใหญ่นี้เป็นใคร

“คุณศศิคะ นี่แม่เลี้ยงตะวันฉายค่ะ” ป้าน้อยที่ตามลงจากรถมาติดๆ เอ่ยแนะนำคนตรงหน้าให้ผมได้รู้จัก

“สวัสดีครับแม่เลี้ยง” ผมเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มบางๆ

“เรียกป้าฉายก็ได้ค่ะ” แล้วก็ได้รับท่าทางที่ใจดีตอบกลับมา อดคิดไม่ได้ว่าคนในไร่นี้ใจดีเหมือนกันหมดทุกคนหรือเปล่านะ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เจอแต่คนที่ดูเป็นมิตรทั้งนั้นเลย

“ขอเรียกคุณน้าดีกว่าครับ” ผมไม่คิดว่าแม่เลี้ยงตะวันฉายจะอายุมากถึงขั้นที่ผมเรียกป้าได้หรอกนะ ดูยังไงก็น่าจะอายุน้อยกว่าแม่ของผม หน้าตาผิวพรรณก็ดูราวกับเป็นผู้ดีอีกด้วย


“ตามใจเราเลย น้าเองก็มีลูกชาย แต่น่าจะอายุน้อยกว่าเรา ชื่อกันต์เรียนอยู่มหาลัยในกรุงเทพฯ” รอยยิ้มสวยยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้าของคนพูด ยิ่งพูดถึงลูกชายก็ยิ่งดูจะอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่


“ผมก็มาจากกรุงเทพฯ ครับ” เมื่อเห็นท่าทีที่เป็นกันเองของอีกฝ่ายก็ทำเอาคนที่เข้าสังคมไม่เก่งอย่างผมเบาใจไปได้เยอะ ผมพูดไม่เก่ง และไม่รู้วิธีเข้าหาผู้ใหญ่ด้วย แต่แม่เลี้ยงตะวันฉายก็ทำให้ผมหมดกังวลเรื่องพวกนั้นไป


“น้าก็เป็นคนกรุงเทพฯ เพิ่งมาอยู่ที่นี่หลังแต่งงานนี่เองค่ะ” อ่า อย่างนี้นี่เอง


“คุณน้าสวยมากเลยครับ ลูกชายคุณน้าต้องหล่อมากแน่ๆ เลย” ผมเอ่ยชมยิ้มๆ ไม่ได้จะประจบแต่พูดจากใจจริงเลย ทั้งที่ก็เริ่มอายุมากแล้วแต่ยังคงความสวยไว้ได้อยู่ หน้าตาผิวพรรณก็ดูผู้ดีสุดๆ


“ชมกันเกินไปแล้ว แต่ลูกชายน้าก็หล่อจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าเดี๋ยวนี้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนอวบอ้วนก็คงมีสาวๆ แวะเวียนกันมาไม่ขาด” พอได้พูดถึงลูกชายเพียงคนเดียวแล้วแม่เลี้ยงก็อารมณ์ดีขึ้นมามากกว่าเดิมอีกหลายระดับ ทุกครั้งที่พูดถึงลูกชาย ทั้งสีหน้า แววตาและน้ำเสียงก็อ่อนลงแถมยังดูมีความสุขมากๆ อีกด้วย แววตาที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในตัวของลูกมันเด่นชัดเสียจนผมที่เป็นคนนอกยังสัมผัสได้


จะว่าไป ผมเองก็ไม่เคยได้รับท่าทีอย่างนี้จากพ่อหรือแม่เลยสักครั้ง


“ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณน้าคงเหนื่อยแย่” ผมปัดอารมณ์ขุ่นมัวในใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นออกแล้วหันมาเอ่ยเย้าแหย่กับคนตรงหน้าแทน ในเมื่อผมตัดสินใจที่จะมาที่นี่เพื่อรักษาสภาพจิตใจตัวเองแล้ว ผมก็ต้องเลิกคิดเรื่องที่ทำร้ายจิตใจตัวเอง


“เหนื่อยมากเลยล่ะ ว่าแต่อยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้างคะ?”


“อยู่ได้สบายมากเลยครับ ที่นี่สวยและบรรยากาศดีมาก ผมชอบมากเลยครับ” น่าอิจฉาคนที่นี่นะครับ ผมเองก็อยากตื่นมาเจอที่ดีๆ แบบนี้ทุกๆ วันเหมือนกัน มันดีต่อใจผมมากเลย


“ดีใจที่ชอบนะคะ ขาดเหลืออะไรก็บอกน้าได้เลยนะ เรามาอยู่ตั้งเป็นเดือน ให้คิดว่าเราอยู่กันแบบเป็นครอบครัวก็แล้วกันเนอะ” ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมรู้สึกดีกับรอยยิ้มที่แสนใจดีนั่น การแสดงออกของคนที่นี่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ คิดถูกแล้วล่ะที่เลือกมาที่นี่


“ครับ ขอบคุณนะครับ” ผมยกมือไหว้ขอบคุณในความใจดีของคนตรงหน้า


ยืนคุณกับแม่เลี้ยงตะวันฉายต่ออีกสักพักผมก็ขอตัวกลับมาที่บ้านพักเมื่อเห็นว่าแดดเริ่มแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ระหว่างเดินกลับก็มองสำรวจพื้นที่รอบๆ ไปด้วย ตัดสินใจถูกจริงๆ ที่เลือกมาอยู่ที่นี่ ทุกอย่างมันดีต่อใจและความรู้สึกไปหมดเลย ทั้งสถานที่และผู้คน แม้จะเพิ่งมาได้แค่ไม่นานแต่ก็สามารถเยียวยาสภาพจิตใจของผมไปได้มากโข ผมเดินทอดน่องมาตามทางเดินเรื่อยๆ จนไปถึงบ้านพักของตัวเอง ขาที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดตรงทางหน้าบ้านชะงักหยุดเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นประตูของบ้านพักหลังข้างๆ เปิดอ้าอยู่ แถมหน้าบ้านก็มีรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ด้วย


บ้านหลังข้างๆ มีคนมาพักแล้วเหรอ?


ผมเพ่งมองรถคันใหญ่ที่จอดอยู่ตรงหน้าบ้านพักด้วยความสงสัยปนแปลกใจ ทำไมผมรู้สึกคุ้นกับรถคันนั้นจังนะ


แต่คิดเท่าไหร่ผมก็คิดไม่ออกจึงตัดสินใจเลิกคิดไป พาตัวเองเดินกลับเข้ามาในบ้านพักแล้วเอาของไปเก็บให้เข้าที่ก่อนจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าล้างตาแล้วมานั่งทำงานต่อ การได้ออกไปข้างนอก ได้เจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ ทำให้ผมอารมณ์ดีและมีใจที่จะทำงานมากขึ้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าวันนี้หัวผมแล่นมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา นั่งทำงานเพลินจนลืมดูเวลา รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รู้สึกปวดหลังเพราะนั่งนานเกินไปนั่นแหละ เหลือบมองดูเวลาก็เห็นว่าทุ่มกว่าแล้ว ผมเลยโทรสั่งอาหารจากทางรีสอร์ทมากิน เดินออกไปยืดเส้นยืดสายและพักสายตาตรงระเบียงหน้าบ้านสักแปบหนึ่ง ลมอ่อนๆ ที่พัดผ่านช่วยให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้ไม่น้อยเลย ชะโงกมองดูบ้านข้างๆ ก็เห็นปิดไฟมืดทั้งหลัง รถก็ไม่มีจอดอยู่ คงออกไปข้างนอกล่ะมั้ง คิดได้อย่างนั้นแล้วผมก็เลิกสนใจ หันกลับมายืนรับลมต่ออีกสักพักก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปทำงานต่อ


ตึ้ง!


ผมเผลอทำงานจนดึกดื่นแล้วหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีเสียงเหมือนอะไรสักอย่างตกกระทบกับพื้น ซึ่งมันดังมาจากบ้านพักหลังข้างๆ ผมขยับบิดตัวไปมาเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปดูตามที่มาของเสียง เมื่อเดินไปที่ระเบียงฝั่งที่ติดกับบ้านพักหลังข้างๆ ก็เจอกับผู้ชายตัวสูงใหญ่คนหนึ่งที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นพอดีเข่ากำลังขนของเข้าไปในบ้านพัก ตรงพื้นหน้าบ้านมีของตกกระจัดกระจายเต็มพื้นไปหมด ถ้าให้เดานั่นอาจจะเป็นที่มาของเสียงที่ผมได้ยินต้อนรับยามเช้าก็ได้


“ขอโทษ ผมทำคุณตื่นหรือเปล่า?” อาจเป็นเพราะผมมายืนมองเขานานเกินไป คนถูกจ้องมองถึงได้รู้สึกตัวแล้วหันมาหาผมแบบนี้


“ไม่เป็นไร คุณ...” ผมตอบปัดไปอย่างไม่คิดอะไร แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ ในตอนที่เขาเดินเข้ามาใกล้


“ครับ? อ้าว คุณขาขาวนี่” เขามองผมด้วยความสงสัยก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นนิดๆ แล้วร้องทักออกมา


“ห๊ะ!?” คำทักที่ฟังดูแปลกๆ นั่นทำเอาผมถึงกับต้องร้องเสียงหลง ก้มมองดูขาตัวเองอย่างงงๆ แล้วก็เผลอยกมือขึ้นปิดต้นขาเอาไว้อย่างลืมตัว


เออ แต่ขาผมก็ขาวจริง


เอ๊ะ! นั่นใช่ประเด็นเหรอ?


“ก็เมื่อวานไง ที่คุณไปนั่งร้านกาแฟแล้วใส่กางเกงขาสั้นไปน่ะ ผู้ชายโต๊ะถัดจากคุณมองขาคุณตาเป็นมันเลย แถมยังพูดกันแต่ว่าขาขาวๆ จนผมนี่หลอนหูไปเลย” อีกฝ่ายว่าติดตลก


“ผมก็ผู้ชายนะ” แต่ผมกลับไม่ตลกด้วย จู่ๆ ก็รู้สึกหน้าเห่อร้อนแปลกๆ ยิ่งถูกอีกฝ่ายมองใบหน้าสลับกับเรียวขาของผมยิ่งทำให้ผมตัวไม่ถูก ถึงจะรู้ว่าเขาไม่ได้มองด้วยสายตาหื่นกามหรือคิดอกุศลกับผมอย่างคนพวกนั้นก็เถอะ แต่มันก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ดี หน้าร้อนไปหมดแล้ว


“ขาคุณเล็กพอๆ กับขาผู้หญิงเลย ถ้าไม่เห็นหน้าผมก็นึกว่าคุณเป็นผู้หญิงเสียอีก” เขาพูดพร้อมทำท่ายกมือขึ้นมาปิดช่วงใบหน้าของผมเอาไว้


“มาบอกว่าคนอื่นเหมือนผู้หญิงนี่มันเสียมารยาทนะคุณ” ผมชะงักไปนิดเมื่อได้ยินอย่างนั้น มันไม่เชิงว่าโกรธ เอาเข้าจริงมันออกจะปกติที่ผมถูกพูดถึงแบบนี้ ถึงจะไม่ค่อยชอบก็เถอะ ผู้ชายก็คือผู้ชายต่อให้ชอบผู้ชายด้วยกันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะอยากเหมือนผู้หญิงสักหน่อย แต่ร่างกายผมมันเป็นแบบนี้ ผมก็คงไปแก้ไขมันไม่ได้ และแน่นอนว่าผมเองก็ไปห้ามความคิดหรือคำพูดของใครไม่ได้เหมือนกัน สิ่งเดียวที่ผมจะจัดการได้คือตัวผมเอง เลิกสนใจและเลิกเก็บเอามาคิด ปล่อยผ่านมันไปซะ ไม่อย่างนั้นผมก็คงได้หัวเสียทุกครั้งที่เจอเหตุการณ์เช่นนี้


“อ่า ขอโทษที ว่าแต่บังเอิญจังเลยนะ” เมื่อได้ยินคำตำหนิจากผม คนตัวสูงก็รีบก้มหัวขอโทษอย่างไวก่อนจะชวนคุยเปลี่ยนเรื่อง


“บังเอิญเหรอ?” ผมเอ่ยทวนอย่างสงสัย เขาหมายถึงบังเอิญที่เราเจอกันเมื่อวานที่ร้านกาแฟในเมืองแล้วก็มาเจอกันที่รีสอร์ทอีกน่ะเหรอ? หรือว่า


“ก็เราเจอกัน อืม กี่ครั้งแล้วนะ?” อีกฝ่ายทำท่าครุ่นคิด มองหน้าผมอย่างขอความเห็น


“คุณ...” ผมอดจะแปลกใจไม่ได้ที่เขาพูดออกมาอย่างนั้น


อย่าบอกนะว่าเขาจำผมได้น่ะ?


“จริงสิ ผมเจอคุณตอนอยู่กรุงเทพฯ แล้วก็มาเจอที่นี่อีก โลกกลมจนน่ากลัวเลย” ประโยคนั้นทำเอาผมนิ่งไปเหมือนโดนสาปในอยู่กับที่ น่าตลกที่จู่ๆ หัวใจผมก็เต้นถี่รัวเร็วขึ้นมาแค่เพียงเพราะอีกฝ่ายจำผมได้ แม้เราจะเคยสบตากันที่ร้านกาแฟเพียงไม่กี่วินาทีก็เถอะ


ทำไมต้องดีใจขนาดนั้นนะ ศศิ


“ผมชื่อศศิ ไม่ต้องพูดสุภาพก็ได้ เราน่าจะอายุพอๆ กัน” ผมรีบเปลี่ยนเรื่องโดยแนะนำตัวเองออกมา ขืนยังมัวคิดแต่เรื่องเดิมหัวใจของผมมันจะต้องเต้นแรงมากจนคนที่ยืนห่างออกไปเพียงระเบียงบ้านกั้นได้ยินเสียงมันแน่ๆ


“ผมรวิ อายุ 25” เขาแนะนำตัวออกมาบ้าง แต่นั่นยิ่งทำให้ใจผมกระหน่ำเต้นรัวเร็วหนักกว่าเดิม


รวิ แปลว่าดวงอาทิตย์


“ผมแก่กว่าหนึ่งปี” ผมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อเผลอคิดอะไรแปลกๆ ออกไป


ให้ตายสิ นี่ผมเผลอคิดไปได้ยังไงว่าชื่อของเขากับชื่อของผมมันเหมาะกันมากน่ะ


รวิ ศศิ


ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์


“ต้องเรียกพี่หรือเปล่า?” รวิมองสบตากับผมด้วยความสงสัย


“ไม่จำเป็น เอาที่คุณสะดวกเถอะ” ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องสรรพนามการเรียกอะไร อายุห่างกันแค่ปีเดียวเอง ถ้าคนจะเป็นเพื่อนกันก็ไม่จำเป็นต้องมาสนใจเรื่องอายุหรอก


“ว่าแต่มาเที่ยวเหรอ?” เขาพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะชวนคุยต่อ


“ไม่เชิง” ผมไม่แน่ใจว่าการยืนคุยกันแบบนี้มันจะดูเสียมารยาทหรือเปล่า เพราะผมยืนอยู่บนระเบียงของบ้านพักที่หันไปทางบ้านพักของรวิ ส่วนรวิยืนอยู่ที่พื้นหญ้าด้านล่าง


“คุณอยู่นานหรือเปล่า?” แต่ถึงผมจะยืนอยู่บนระเบียงยังไงมันก็ไม่ได้ทำให้รวิดูเตี้ยกว่าผมมากนัก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสูงเกินไปหรือผมเตี้ยกันแน่ หรือไม่ก็เป็นเพราะระเบียงนี้มันไม่ได้สูงเท่าไหร่นัก ก็ยกระดับจากพื้นขึ้นมาเพียงบันไดไม่กี่ขั้นเอง ผมก็สูงตามมาตรฐานชายไทยนะ 175 เซนติเมตรพอดีไม่ขาดไม่เกิน


“หนึ่งเดือน” มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยที่ผมมายืนคุยกับคนแปลกหน้าอย่างนี้เป็นกันเองแถมยังบอกเรื่องราวของตัวเองให้เขารู้อีก ทั้งที่เราไม่ควรจะไว้ใจใครง่ายๆ แท้ๆ แต่ผมกลับคุยกับเขาเหมือนเราสนิทกันอย่างนั้นแหละ


“พูดจริง? ผมก็กะจะอยู่ยาวเหมือนกัน ไปเที่ยวด้วยกันไหม?” คิ้วหนาเลิกขึ้นคล้ายเชิงถามก่อนจะเอ่ยชวนออกมาอย่างเป็นมิตร ราวกับไม่ได้คิดมากอะไร อยากชวนก็ชวนออกมาเลย


“คุณไว้ใจคนที่เพิ่งเจอหน้ากันขนาดนี้เลยเหรอ?” ผมยกมือขึ้นกอดอกมองคนที่ยืนอยู่ระดับต่ำกว่าด้วยสายตาตำหนิ เป็นคนแบบไหนกันถึงได้มาชวนคนแปลกหน้าไปไหนมาไหนด้วยแบบนี้ ไม่กลัวถูกฆ่าตายบ้างหรือไง? เขาไม่รู้จักระวังตัวเองเลยเหรอ?


“เราไม่ได้เจอกันครั้งแรกเสียหน่อย” เจอประโยคนี้เข้าไปผมก็เถียงไม่ค่อยออกเลย


“แต่ก็ยังเป็นคนแปลกหน้ากันอยู่ดี” ยังไงก็ไว้ใจไม่ได้หรอก ถึงผมจะคิดว่าเขาเองก็ไม่ได้ดูเลวร้าย แต่มันก็ต้องระวังไว้หน่อยไหมครับ ข่าวฆาตกรรมมีให้เห็นอยู่ทุกวัน


“ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้เป็นคนรู้จักกันสิ”


“ยังไงนะ?” ผมมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ


“หนึ่งเดือนที่อยู่ที่นี่ เรามาทำความรู้จักกันเถอะ” รวิว่าออกมาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรและดูจริงใจ มือใหญ่ยื่นมาหาผมคล้ายกับจะบอกให้ผมจับมือกับเขา

 










-------------------------------------------------








จ่ายค่าตัวพระเอกแล้วค่ะ

หลังจากที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่นาน

ตอนนี้ก็มาแบบพุ่งแรงแซงทางโค้งมากๆ เลยค่ะ

ฝากเอ็นดูคู่นี้กันด้วยนะคะ

รวิกับศศิน่ารักนะ

มาลุ้นกันว่าศศิจะตอบรวิว่ายังไง

นกไม่นก?

ให้คุ้กกี้ทำนายกัน



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 99 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

49 ความคิดเห็น

  1. #39 immymay (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 11:10
    เตงงงงงงเขารอน้าาา มาๆๆ
    #39
    0
  2. #38 MK1906 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:20
    รอนะค้าบบบบ
    #38
    0
  3. #33 Lynnwine. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 23:26
    หายไปนานมัก แต่มาปุ้บเครื่องไปถึงเขียงใหม่แล้ว คนอะไร๊สนิทกันง๊ายง่ายเนอะ คิกๆ
    #33
    0
  4. #32 Absolute_1a (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 22:25
    มาปุ้ปออกตัวปั้ปปป
    #32
    0
  5. #30 Pawan_PK1 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 16:29
    วาา พี่รวินี่รุกแรงจริง
    #30
    0
  6. #28 ctxx (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 23:56
    น่ารักมากเลยค่า กลับมาลงแล้ว ขอบคุณนะคะ
    #28
    0
  7. #27 snowhunter (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 23:51
    ง่อวววววว น่าลักกก
    #27
    0
  8. #26 Supatra Puengkerd (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 20:41
    เย่ๆๆๆ ไรท์มาแล้ว คิดถึง
    #26
    0
  9. #23 0930653088 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 19:37
    นั่นสิน้า
    #23
    0
  10. #22 เจ้าหญิงต้องห้าม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 16:22
    พระเอกค่าตัวแพง555 โผล่แล้วหาย โห้ยย รอออออ
    #22
    0
  11. #21 Supatra Puengkerd (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 14:24
    นั่นซิๆ ผลุบๆโผล่ๆ
    #21
    0