ทฤษฎีโลกกลม : It’s a small world [YAOI]

ตอนที่ 2 : It’s a small world : 01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 773
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    8 ก.ย. 61



01



“พี่ว่าถ้าผมลองเปลี่ยนมาเขียนเป็นแนวแฟนตาซีดูบ้างมันจะดีไหม? หรือผมควรจะลองเขียนนิยายรักแบบพี่ดูบ้าง? แต่ผมว่ามันยากเกินไปสำหรับผมนะ พี่ พี่ครับ พี่ศศิ!


“ห๊ะ? เสียงดังทำไมโฟล์ค?” ผมสะดุ้งเบาๆ ด้วยความตกใจเมื่อคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้องเรียกผมเสียงดังจนโต๊ะข้างๆ หันมามองอย่างสนอกสนใจ


“พี่ได้ฟังที่ผมพูดหรือเปล่า?” โฟล์คกลอกตาไปมาแล้วมองผมอย่างเคืองๆ


“เอ่อ โทษที พี่คิดอะไรนิดหน่อย” ผมผงกหัวขอโทษคนที่อายุน้อยกว่าด้วยความรู้สึกผิด ไม่รู้ว่ารุ่นน้องของผมพูดไปถึงเรื่องไหนแล้ว แต่ผมกลับไม่ได้สนใจฟังในสิ่งที่เขาพูดเลยเพราะมัวแต่เหม่อลอยแล้วก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย


“ให้ตายสิ ผมพูดไปตั้งเยอะ แต่พี่ไม่ฟังผมเลยหรือไงกัน?” คนเด็กกว่าบ่นอุบอย่างหัวเสียก่อนจะหันไปคว้าแก้วน้ำหวานขึ้นมาดูด มืออีกข้างก็ขีดๆ เขียนๆ อะไรสักอย่างลงในสมุดโน้ตเล็กๆ ที่เจ้าตัวเขาชอบพกติดตัวอยู่เสมอ


มันเป็นเรื่องปกติของพวกนักเขียนที่จะมีสมุด ปากกาติดตัวอยู่ตลอด เพราะพวกเราสามารถเกิดไอเดียใหม่ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างเช่นตอนนี้ที่ผมและรุ่นน้องจากสำนักพิมพ์เดียวกันมานั่งเล่นอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งบนห้างสรรพสินค้า อยู่ดีๆ โฟล์คก็คิดอะไรขึ้นมาได้เลยก้มหน้าก้มตาจดเก็บเอาไว้ยิกๆ ไม่สนใจผมเหมือนก่อนหน้า


“ขอโทษ พูดใหม่สิ พี่จะตั้งใจฟัง” ผมรอจังหวะที่โฟล์คเขียนเสร็จแล้วเอ่ยบอกกับอีกฝ่าย


“ผมไม่พูดแล้ว ขี้เกียจ” มาอีหรอบนี้ งอนอีกตามเคย เด็กบ้า


“เจ้าเด็กนี่” ผมส่ายหัวเบาๆ แล้วหยิบเอาแก้วชาเขียวขึ้นมาดูดพลางมองออกไปทางนอกร้าน ยังไงภาพผู้คนที่เดินกันไปมาก็น่ามองกว่าหน้าบูดๆ ของคนตรงหน้าผมล่ะนะ ถึงโฟล์คจะเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากๆ คนหนึ่ง และต่อให้ผมจะชอบผู้ชาย แต่ผมก็ไม่คิดพิศวาสอีกฝ่ายหรอก ยิ่งสนิทกันมากมันยิ่งคิดอะไรกันไม่ลง แล้วโฟล์คก็มีคนที่ชอบอยู่แล้วด้วย แต่ดูเหมือนว่าน้องชายคนสนิทของผมจะแห้วรับประทาน เพราะเท่าที่ได้ยินมาคือคนที่โฟล์คชอบมีแฟนแล้ว


“เสร็จแล้วเราไปเดินดูหนังสือกันไหม?”  โฟล์คเอ่ยชวนขึ้นมาหลังจากที่หายงอนผมไปแล้ว


ข้อดีของโฟล์คคืองอนเองก็หายเองได้ครับ เป็นคนที่เลี้ยงง่ายดี


“อ่า เอาสิ เอ๊ะ?” ผมขานรับในลำคอเบาๆ โดยที่สายตายังคงจดจ้องอยู่อีกฝั่งหนึ่งของกระจกใสของร้าน แต่แล้วผมก็ต้องอุทานออกมาเบาๆ เมื่อสายตาดันไปปะทะเข้ากับใครบางคนอย่างบังเอิญแต่มันก็เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นแล้วเขาก็เดินหายไปในฝูงชน


ใครบางคนที่ผมพอจะคุ้นหน้า ใครบางคนที่เป็นที่มาของการติดชาเขียวแก้วนี้


“มีอะไรหรือครับ?” โฟล์คหันมามองผมด้วยความสงสัยก่อนจะมองตามสายตาของผมไป แต่ก็ไม่เจออะไร


“เปล่าๆ รีบกินเถอะ พี่อยากไปเดินแล้ว” ผมร้องเร่งอีกฝ่ายเพื่อดึงความสนใจกลับมา


บางทีผมอาจจะตาฝาดไป


“ครับๆ”


เมื่อกี้ เหมือนผู้ชายที่เจอที่ร้านกาแฟเมื่อสองอาทิตย์ก่อนเลย แต่ถ้าเป็นเขาจริงๆ นี่คงเป็นการเจอกันครั้งที่สองที่ทำเอาผมใจเต้นหนักพอๆ กับครั้งแรกเลยล่ะ

 








ติ้งหน่อง~ ติ้งหน่อง~


ผมวางมือจากงานที่ทำอยู่ หันไปมองทางหน้าประตูห้องแล้วก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจนิดๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู ให้เดาก็คงหนีไม่พ้นน้องชายข้างห้องนั่นแหละ


“พี่ศศิครับ”


“ว่าไงโฟล์ค?” ผิดจากที่พูดที่ไหน ก็จะมีสักกี่คนที่จะมาหาผม ถ้าไม่ใช่โฟล์คน่ะ ผมไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับพื้นที่ส่วนตัว ขนาดคุยงานถ้าไม่จำเป็นผมก็ให้คุยผ่านโทรศัพท์อย่างเดียว หรือถ้าต้องเจอกันก็จะนัดเจอข้างนอกตลอด อย่าถามหาถึงครอบครัวผมเลย พวกเขาไม่เคยมาหาผมตั้งแต่ที่ผมก้าวออกมามีชีวิตเป็นของตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว


“ผมจะไปห้าง พี่จะฝากซื้ออะไรไหม?” โฟล์คที่อยู่ในชุดลำลองธรรมดาแต่กลับดูดีจนน่าประหลาดใจ ทั้งที่อีกฝ่ายเพิ่งจะผ่านการอกหักมาเมื่อไม่นานนี้ แต่เขาก็รักษาใจตัวเองกลับมาได้จนดูเหมือนเป็นคนละคนกับก่อนหน้านี้ที่เอาแต่เมาหัวราน้ำไม่เป็นผู้เป็นคนเอาเสียเลย


“ไม่ล่ะ พอดีพี่ว่าจะกลับบ้านสักหน่อย” นานมากแล้วที่ไม่ได้กลับไปเหยียบบ้านของตัวเอง พี่สาวของผมโทรมาขอร้องให้กลับบ้านไปหาพ่อกับแม่บ้าง ตอนแรกก็กะว่าจะปฏิเสธ แต่พอได้ยินเสียงสั่นๆ ที่เหมือนจะร้องไห้ของพี่แล้วผมก็เผลอตกปากรับคำไปอย่างเลี่ยงไม่ได้


“มีอะไรหรือเปล่าพี่?” พอได้ยินว่าผมจะกลับบ้านโฟล์คก็มีสีหน้าที่เป็นกังวลขึ้นมาทันที


ผมกับโฟล์ครู้จักกันมานานแล้ว ผมเป็นแฟนหนังสือของแม่โฟล์ค เคยไปตามคุณฟาร์ที่งานหนังสือหลายครั้ง เจอกันบ่อยจนสนิทก่อนที่เธอจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ก็รู้จักโฟล์คผ่านคุณฟาร์ พอรู้ว่าโฟล์คกลับมาไทยแล้วก็เป็นนักเขียนอยู่สำนักพิมพ์เดียวกันเลยยิ่งสนิทกันมากกว่าเดิม และบังเอิญมากที่ห้องเราอยู่ติดกัน


“ไม่มีอะไร คิดว่านะ” ผมตอบอย่างไม่คิดอะไร เราสองคนสนิทกันถึงขั้นที่แชร์เรื่องราวของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังอยู่บ่อยครั้ง มันจึงไม่แปลกที่ผมจะรู้เรื่องของโฟล์ค และโฟล์คจะรู้เรื่องของผม


“พี่พูดกับผมได้ทุกเรื่องเลยนะ” รุ่นน้องคนสนิทว่าเสียงจริงจัง


“นายเองก็เหมือนกัน มีปัญหาอะไรก็บอกพี่บ้าง พี่เองก็เป็นห่วงนายเหมือนกันนะ” เราเคยแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังเสมอ แต่ดูเหมือนพักหลังมานี้โฟล์คจะมีเรื่องที่ไม่ได้เล่าให้ผมฟัง ผมเองก็ไม่ได้เซ้าซี้เพราะไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นอยู่แล้ว แต่ก็มีบ้างที่จะอดห่วงอีกฝ่ายไม่ได้ ผมมองโฟล์คเหมือนน้องชายแท้ๆ คนหนึ่ง ผมอาจไม่ใช่พี่ชายที่ดีของศศิน แต่ผมจะพยายามเป็นพี่ที่ดีให้กับโฟล์ค เพราะตอนนี้โฟล์คก็ไม่ต่างจากตัวคนเดียว


เด็กคนนี้อยู่ในประเทศไทยเพียงลำพังเพราะพ่อแม่แยกทางกัน พ่อแต่งงานใหม่และใช้ชีวิตอยู่ที่ไมอามี่ แม่ที่เป็นนักเขียนออกเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพื่อหาแรงบันดาลใจในการทำงาน ส่วนโฟล์คเอง ที่กลับมาไทยก็เพราะคิดถึงคนที่เขารักมาตลอดหลายปี ก่อนหน้านี้โฟล์คอยู่ที่ไมอามี่กับแม่ของเขา และเริ่มทำงานเขียน เพียงระยะเวลาสั้นๆ เขาก็เริ่มมีชื่อเสียง สำนักพิมพ์ที่แม่ของโฟล์คเคยเขียนงานให้ตอนอยู่ไทยติดต่อให้โฟล์คเขียนงานให้กับทางสำนักพิมพ์ โฟล์คก็เลยได้ทำงานที่เดียวกับผมมาจนถึงตอนนี้ มันก็เพิ่งจะแค่ไม่นานมานี้เอง แต่ผมกลับรู้สึกว่าเราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะมาก


ผมเองก็ไม่ได้ต่างจากโฟล์ค แม้ครอบครัวผมจะอยู่ที่ไทย แต่ผมกลับโดดเดี่ยว เราทั้งคู่ต่างก็เดียวดายไม่ต่างกัน


“ขอบคุณนะพี่ แต่เรื่องผมมันไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” คนตรงหน้าผมว่าด้วยรอยยิ้มบางๆ ใช่ มันดูเหมือนไม่มีอะไร ถ้าผมไม่สังเกตเห็นแววตาที่หม่นแสงของอีกฝ่ายเข้าเสียก่อน


“นั่นมันคำพูดของพี่ต่างหากเล่า” ผมแกล้งแหย่ เพราะก่อนหน้านี้เคยพูดปลอบน้องไปทำนองที่ว่าเดี๋ยวเรื่องแย่ๆ มันก็ผ่านไปอะไรแบบนี้


“ยืมหน่อยไม่ได้หรือไง?” คนเด็กกว่าตีหน้ายุ่ง


“เห็นว่าเป็นน้องนะเลยยอม” แกล้งแหย่กลับไปเพื่อให้บรรยากาศที่ตึงเครียดก่อนหน้านี้คลายตัวลง


“โหย~ พี่ใครน่ารักจัง” มือเรียวยื่นมาหยิกแก้มผมเบาๆ พร้อมรอยยิ้มที่วาดขึ้นเต็มแก้มของอีกฝ่าย


“หยอดเก่งขนาดนี้ที่บ้านขายขนมครกเหรอ?” ผมส่ายหัวเบาๆ กับความขี้เล่นของคนตรงหน้า โฟล์คเป็นคนน่ารัก นิสัยขี้เล่น ความอารมณ์ดี ทุกอย่างที่เป็นโฟล์คมันมีเสน่ห์มาก


“ฮ่าๆ พี่นี่ตลกจัง ผมไปละ ถึงบ้านแล้วโทรบอกผมด้วยนะครับ”


“อืม” ผมขานรับแล้วยกมือขึ้นโบกไล่เบาๆ โฟล์คมองค้อนใส่ผมมาทีหนึ่งก่อนจะเดินออกไปกดลิฟต์


ผมมองตามแผ่นหลังของคนที่เป็นทั้งเพื่อนและน้องไปจนเห็นว่าเขาก้าวเข้าไปในลิฟต์แล้วผมถึงได้เดินกลับเข้าห้องมาทำงานต่อ ตอนนี้เหลือแค่ตรวจคำผิดครั้งสุดท้ายอีกแค่ไม่กี่หน้าผมก็ส่งงานให้กับทางสำนักพิมพ์ได้แล้ว กะว่าจะทำให้เสร็จก่อนกลับบ้าน เพราะถ้ากลับบ้านไปผมคงไม่มีอารมณ์ทำงานแน่ๆ


กว่าจะทำงานเสร็จก็ปาไปบ่ายแก่ๆ ผมรีบเก็บข้าวของที่จำเป็นต่องานของตัวเองลงกระเป๋าแล้วตรวจเช็คความเรียบร้อยภายในห้องเป็นอย่างสุดท้าย เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีก็ปิดประตูลงกลอนแล้วลงลิฟต์ไปขึ้นรถ ขับรถมาสามโมงกว่าๆ ผมก็มาถึงบ้านของตัวเอง บ้านผมก็อยู่ในกรุงเทพฯ นี่แหละ แต่ก็ต้องเข้าใจการจราจรในกรุงเทพนะว่ามันแย่มากขนาดไหน ยิ่งมาเจอช่วงคนเลิกงานด้วยยิ่งแล้วใหญ่ กว่าจะถึงบ้านก็แทบไหลไปตามเบาะรถ พอดับเครื่องได้ผมก็คว้าเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาโฟล์คทันที บางทีผมก็เป็นคนขี้ลืม ถ้านึกอะไรได้ก็จะต้องรีบทำทันที


(“ถึงบ้านแล้วเหรอครับ?”) รอไม่นานปลายสายก็กดรับ และไม่ต้องรอให้ผมเอ่ยปากทักทาย อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาก่อน เสียงทุ้มนุ่มที่ดังมาตามสายทำเอาผมอดที่จะอมยิ้มเล็กๆ กับตัวเองไม่ได้ เหมือนอีกฝ่ายกำลังรอสายของผมอยู่เลย


“อืม เพิ่งถึง แล้วนี่นายอยู่ไหน?” ผมเหลือบมองเข้าไปในตัวบ้านแล้วก็แอบลอบถอนหายใจเบาๆ บ้านผมไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก มันเป็นบ้านเดี่ยวขนาดกลางที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ถึงราคามันจะสูงนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เว่อร์จนเกินเหตุ ก็ตามฐานะของเจ้าของบ้านนั่นแหละ


(“อยู่ห้าง กำลังจะกลับห้องครับ”)


“จะสองทุ่มแล้วนะ ทำไมกลับดึก?” ผมรู้ว่าโฟล์คโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี ก็โฟล์คอายุเท่ากับศศินเลยนี่ เห็นหน้าเจ้าเด็กนั่นแล้วก็อดคิดถึงน้องชายตัวเองไม่ได้


(“อยู่ในร้านหนังสือเพลินไปหน่อย”) คนปลายสายหัวเราะแห้งๆ ตอบกลับมา


“มัวแต่ปลื้มหนังสือตัวเองอยู่หรือไง?” แกล้งแหย่กลับไปเพราะพอจะรู้จักนิสัยของอีกฝ่ายอยู่บ้าง


โฟล์คเป็นนักเขียนนวนิยายแนวสยองขวัญ ทั้งที่หนังสือเพิ่งวางขายได้ไม่เท่าไหร่แต่ก็ติดอันดับหนังสือขายดีแล้ว เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์จริงๆ นั่นแหละ ตอนอยู่อเมริกาก็เป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่ถูกจับตามองเพราะดันปังตั้งแต่เรื่องแรกที่เขียน พอมาอยู่ไทยก็มีผลงานที่เพิ่งตีพิมพ์ออกไปเมื่อเดือนก่อนนี้ แถมยังมีเรื่องที่อยู่ระหว่างรอการตีพิมพ์อีก และล่าสุดก็เพิ่งจะปิดต้นฉบับไปก่อนที่เจ้าตัวเขาจะเมาหัวราน้ำไปเพราะพิษรัก ผมไม่รู้ว่าหัวสมองของเด็กคนนี้ทำด้วยอะไร และอดสงสัยไม่ได้เลยว่าภายในหนึ่งปีเขาสามารถเขียนหนังสือได้กี่เล่มกันแน่


(“เปล่า อ่านนิยายรักน้ำเน่าของพี่อยู่ต่างหาก”) ได้ยินอย่างนั้นผมก็แทบจะปาโทรศัพท์ทิ้ง คิ้วกระตุกยิกๆ เลย


“ขอโทษนะที่นิยายรักของฉันมันน้ำเน่า”


(“ให้คนไม่มีความรักมาแต่งนิยายรักมันก็แบบนี้ล่ะนะ”) แอบได้ยินคนปลายสายทำเสียงจุ๊ๆ มาตามสายด้วย


“งั้นนายก็ลองมาแต่งนิยายรักดูบ้างสิ พูดเหมือนง่ายแต่มันไม่ง่ายนะ” พูดจาได้น่าหมั่นไส้จริงๆ เจ้าเด็กบ้า


ที่โฟล์คพูดมันก็ไม่ผิดนัก ถึงผมจะเคยมีแฟน และเคยมีความรัก แต่นั่นมันคืออดีต เพราะปัจจุบันผมไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าการรักใครสักคนมันเป็นยังไง ที่ยังคงเขียนนิยายรักได้ก็เพราะทุกครั้งที่เขียนผมพยายามระลึกถึงช่วงเวลาที่เคยได้สัมผัสกับความรัก หรือไม่ก็จินตนาการเอาว่าถ้าผมได้คบกับใครสักคน ผมจะมีความรู้สึกยังไง มันเป็นการเขียนนิยายขายฝันนั่นแหละ จินตนาการล้วนๆ


แต่การเขียนนิยายมันก็ใช้จินตนาการอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?


(“ผมนับถือพี่เลย ทั้งที่ออกจะแข็งกระด้างขนาดนั้น แต่ตัวละครกลับอ่อนโยนและอบอุ่นยิ่งกว่าฮีทเตอร์ซะอีก”) อีกฝ่ายว่าออกมาอย่างเห็นอกเห็นใจ ไม่รู้ว่าเห็นใจผมหรือคนอ่านกันแน่ หรือไม่ก็อาจจะเห็นใจตัวละครที่ผมสร้างขึ้น


“นั่นคือคำชมสินะ” ผมก็แค่อยากให้ความรักของผมมันสวยงามเลยถ่ายทอดมันออกมาผ่านตัวหนังสือก็เท่านั้น รู้หรอกว่าชีวิตจริงมันไม่ได้งดงามขนาดนั้น แต่นิยายมันก็คือนิยาย อยากให้เรื่องราวเป็นยังไงก็แค่เขียนมันออกไป


(“ใช่ ผมถึงรถแล้ว เอาไว้ถึงห้องแล้วผมทักไปใหม่นะ”) อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอแผ่วเบาตอบกลับมา


 “อืม” ผมขานรับคำเบาๆ แล้วกดวางสาย เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีใครบางคนเดินออกมาจากในตัวบ้าน ผู้ชายตัวสูงหุ่นกำยำหน้าตาหล่อเหลาคมคายไม่ต่างจากคนที่ผมเรียกว่าพ่อก้าวเดินเข้ามาหาผมที่ยังคงนั่งอยู่ในรถแม้จะจอดรถเสร็จไปตั้งนานแล้ว


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


เพราะฟิล์มกระจกรถของผมมันดำมาก คนภายนอกถึงได้มองไม่เห็นว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ เขายกมือขึ้นเคาะกระจกเรียกผมแล้วขยับไปยืนรอข้างๆ


“มีอะไรเหรอ?” ผมหันไปคว้าข้าวของในรถแล้วเปิดประตูลงไป


“ผมเห็นพี่มาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ยอมเข้าบ้านสักทีเลยเดินออกมาดู” ดวงตาสีดำสนิทกวาดมองทั่วใบหน้าของผมก่อนจะยกยิ้มบางเบาที่แทบจะมองไม่เห็น


ไม่รู้ว่าผมเพ้อเจ้อหรือตาลายถึงได้มองเห็นภาพซ้อนในวัยเด็กของเราที่ถ้าวันไหนผมกลับบ้านช้าเพราะติดกิจกรรมที่โรงเรียนศศินก็มักจะออกมานั่งรอที่ชิงช้าหน้าบ้าน และเมื่อน้องเห็นผมกลับมาก็จะวิ่งเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มน่ารัก หากให้พูดตามตรง ภาพในตอนนี้ก็คงไม่ได้ต่างกับวันนั้นสักเท่าไหร่ หากแต่สิ่งที่ต่างออกไปคงเป็นความรู้สึกที่เหมือนมีกระจกบางๆ กั้นพวกเราเอาไว้ ความรู้สึกอึดอัดที่หากจะบอกว่าเหมือนคนแปลกหน้าก็ไม่ใช่ จะสนิทใจก็คงไม่เชิง


ผมไม่ควรมีความรู้สึกแบบนั้นกับน้องชายของตัวเองเลย


“พี่คุยโทรศัพท์อยู่น่ะ” ผมว่าแล้วทำท่าจะเดินเข้าบ้าน แต่ก็ถูกศศินคว้าเอากระเป๋าที่สะพายอยู่ไปถือเอง


“พี่หิวไหม? พวกเราไม่รู้ว่าพี่จะมาเลยไม่ได้รอกินข้าว”


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินก็ได้” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี่เพื่อนคู่ชีวิตผมเลยนะ บางทีทำงานลืมเวลาก็ขี้เกียจออกไปหาของกินตอนดึกๆ ก็พึ่งของพวกนี้แหละ


“ของแบบนั้นมันไม่ดีต่อสุขภาพ” คิ้วเข้มของว่าที่คุณหมอขมวดเข้าหากันแน่น


“ไม่ทันไรก็จะเป็นคุณหมอจอมเนี้ยบแล้วหรือ?” ผมแกล้งแหย่อีกฝ่ายกลับ ผมพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างมันดูเหมือนเดิม แต่ผมก็รู้ดีว่ามันไม่มีทางเหมือนเดิมได้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตั้งแต่ที่ผมก้าวขาเดินออกไปจากบ้านหลังนี้แล้ว


 “ผม...ทำข้าวต้มให้เอาไหม?” เดินเข้ามาในบ้านได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกมือใหญ่คว้าแขนเอาไว้


“ทำเป็นเหรอ?” ผมเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย จำได้ว่าศศินเกลียดการเข้าครัวเป็นที่สุด ทั้งบ้านมีแค่ผมที่ทำอาหารให้ทุกคนกิน ถึงจะมีแม่บ้านแต่พวกเขาก็ทำอาหารสู้ผมไม่ได้หรอก ไม่ได้โม้นะ แต่มันคือเรื่องจริง


“พี่ไปอาบน้ำก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมไปตาม” ศศินไม่ได้ตอบคำถามของผมแต่กลับลากผมเดินไปที่บันไดบ้านแทน


“ศศิ” ผมชะงักขาที่กำลังจะก้าวผ่านประตูห้องนั่งเล่นของบ้าน เสียงหวานนุ่มที่ผมไม่ได้ยินมาสักพักใหญ่ๆ ดังลอยออกมาจากภายในห้องนั่งเล่น


“สวัสดีครับ” ผมหันไปมองแม่ที่เดินออกมาแล้วยกมือไหว้ แม่รับไหว้ด้วยรอยยิ้มบาง เหลือบมองเข้าไปข้างในก็เห็นพ่อกับพี่ศศินานั่งดูแฟ้มอะไรสักอย่างอยู่ ให้เดาก็คงเป็นงานนั่นแหละ


“ศศิ!” เสียงร้องดีใจของพี่ศศินาดังขึ้นเรียกสายตาของพ่อให้ละออกจากงานตรงหน้าแล้วเงยขึ้นมามองผม ผมยกมือไหว้พ่อกับพี่สาวของตัวเองอย่างที่ควรจะทำ พ่อทำเพียงพยักหน้ารับเบาๆ แล้วหันกลับไปสนใจงานต่อ ส่วนพี่ศศินาก็ยิ้มกว้างจนตาหยี


“ขอตัวก่อนนะครับ”


“กินอะไรมาหรือยัง?” แม่รั้งไว้ก่อนที่ผมจะได้เดินขึ้นบันไดไป


“เดี๋ยวผมจะทำข้าวต้มให้พี่เองครับ” ศศินเป็นคนตอบแทนผม นั่นทำเอาแม่แสดงสีหน้าแปลกใจออกมา แต่ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร แม่ทำเพียงพยักหน้ารับแล้วปล่อยให้ผมเดินขึ้นห้องของตัวเองไป


ศศินเดินมาส่งผมที่ห้องเงียบๆ พอเอาของเข้ามาวางไว้ในห้องให้เรียบร้อยแล้วก็เดินออกไป ผมมองตามแผ่นหลังกว้างของน้องชายไปด้วยความรู้สึกหน่วงในใจแปลกๆ ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ความรู้สึกระหว่างเรามันห่างไกลกันถึงขนาดนี้


เพราะตัวผมเองใช่ไหม?

 






พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จเปิดประตูห้องน้ำออกมาก็เห็นร่างสูงใหญ่ของคนเป็นน้องนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงของผม


“กินข้าว” ศศินพูดเพียงสั้นๆ ก่อนจะลุกเดินนำออกไป ผมทำเพียงแค่เดินตามออกไปเงียบๆ พอมาถึงห้องอาหารที่แยกออกมาจากห้องครัวสิ่งที่ผมเห็นคือข้าวต้มหมูร้อนๆ หนึ่งชามใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าว


“ขอบใจนะ” ผมเดินเข้าไปนั่งประจำที่ มองชามข้าวต้มตรงหน้าแล้วหันไปพูดกับอีกคนที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผม


“แย่หน่อยนะที่บ้านเราไม่มีใครทำอาหารเก่งเท่าศศิ ทั้งที่แม่ก็เปิดร้านอาหารไทยแท้ๆ แต่ทำสู้ไม่ได้เลย” แม่เดินออกมาจากภายในห้องครัวพร้อมแก้วน้ำเปล่าหนึ่งใบ ท่านวางลงตรงหน้าของผมแล้วนั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะ


“ขอบคุณครับ” ผมทำเพียงแค่ยิ้มบางเบาแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มไปเงียบๆ ผมรู้ดีว่าตัวเองทำอาหารเก่ง แต่น่าเศร้าที่คนที่บอกเรื่องพวกนี้กับผมไม่ใช่พ่อหรือแม่ ไม่ใช่คนในครอบครัว แต่เป็นเพื่อนของผมเอง ผมไม่เคยได้รับคำชมจากคนในครอบครัวเลย เพราะอะไรกันนั้น ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


ผมนั่งกินข้าวจนหมดโดยมีแม่กับศศินนั่งเป็นเพื่อน แม่ชวนศศินคุยโดยการถามไถ่เรื่องการเรียน ผมไม่ได้มีส่วนร่วมในบทสนทนาใดๆ เพราะไม่มีใครหันมาเอ่ยถามผมหรือชวนคุยอะไร ผมเลยทำได้เพียงแค่นั่งฟังไปเงียบๆ เท่านั้นแต่แล้วมันก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา


ความรู้สึกที่เป็นเหมือนส่วนเกิน


เมื่อกินหมดผมก็หยิบชามไปล้าง ศศินเดินตามมาทำท่าจะแย่งชามไปจากมือผม แต่ผมก็เบี่ยงตัวออก น้องมองหน้าผมนิ่งๆ ผมแสร้งทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินไปล้างชามจนเสร็จเรียบร้อยก็เดินกลับขึ้นห้องไป ไม่ได้สนใจว่าคนที่เดินตามหลังมาจะมีท่าทียังไง ผมแค่รู้สึกอึดอัด ไม่รู้ว่าทำไมความรู้สึกด้านลบถึงก่อขึ้นเต็มไปหมดแบบนี้ ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าผมอาจจะเหนื่อยเกินไป ถ้าได้นอนพัก พรุ่งนี้ตื่นมาก็คงจะดีขึ้น


ผมก็ได้แต่หวังว่ามันจะดีขึ้นล่ะนะ








 

มันแย่มากที่ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ตลอดสามวันที่กลับมาอยู่บ้านผมไม่สามารถเข้าหาใครได้เลย มันเหมือนมีช่องว่างหรือไม่ก็กำแพงที่กั้นผมกับทุกคนเอาไว้ ความอึดอัดและความกระอักกระอ่วนยิ่งทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกัน ท้ายที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะไป ผมไม่ได้จะกลับไปอยู่คอนโด แต่ผมจะออกเดินทาง เป็นการไปเที่ยวและทำงานไปในตัว ผมคิดว่าถ้าอยู่แบบนี้ต่อไปผมคงคิดมากจนต้องเป็นบ้าแน่ๆ ผมไม่สามารถรักษาความรู้สึกของตัวเองได้เลย มันมีแต่จะดิ่งลงเรื่อยๆ และที่สำคัญเลยคือผมทำงานไม่ได้ แน่นอนว่าสิ่งที่จะเยียวยาจิตใจของผมได้มีเพียงอย่างเดียวคือการทำงาน เพราะอย่างนั้นผมถึงต้องไป ไปรักษาความรู้สึกของตัวเองให้ดีขึ้น แล้วกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง อย่างน้อยผมก็กลับมาให้ทุกคนเห็นหน้าแล้วล่ะนะ


จะไปจริงๆ เหรอครับ?” ศศินที่เปิดประตูห้องของผมเข้ามาเดินมาหาผมด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เหมือนน้องมีเรื่องอะไรที่จะพูด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดมันออกมา


อื้อผมขานตอบกลับเบาๆ พลางเก็บข้าวของต่างๆ ไปด้วย


แล้วพี่จะกลับมาเมื่อไหร่?” คนเป็นน้องนิ่งไปนิดก่อนจะเดินเข้ามาหา


ไม่รู้สิผมเดินทางค่อนข้างจะบ่อย เพราะเป็นนักเขียน หลายครั้งถึงต้องออกไปหาไอเดียใหม่ๆ มาเขียนนิยาย แต่ก็ไม่ได้ไปนานมากนัก ลึกๆ แล้วผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะติดที่ ที่ไปนานที่สุดก็หนึ่งอาทิตย์ แต่ครั้งนี้ผมว่าจะไปนานกว่าทุกครั้ง ไปทำงานและรักษาความรู้สึกของตัวเองด้วย มันคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง


เราจะไปไหนพี่ก็ไม่อยากห้ามหรอกนะเพราะเราน่ะโตแล้ว แต่ขอร้องล่ะ ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าอยู่ที่ไหนอะไรยังไง? ให้พวกเราได้รับรู้บ้าง พี่เป็นห่วงเรานะศศิพี่ศศินาเดินเข้ามาจับแขนผมไว้ สีหน้าของพี่สาวดูเป็นกังวลเหลือเกิน


เอาไว้ถ้าไปถึงแล้วผมจะส่งข้อความมาบอกผมว่าออกไปเพื่อให้พี่และน้องสบายใจ


ก็รู้หรอกว่าตัวเองนิสัยไม่ดี เวลาไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยได้บอกใคร แถมนานๆ ทีถึงจะโทรกลับมาบ้านสักครั้งหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าถ้าผมบอกออกไปถึงความเป็นไปของตัวเองแล้วจะมีใครสนใจไหม ผมเคยถูกเมินเฉยอย่างไม่ใยดีมาหลายครั้ง จนสุดท้ายผมก็คิดว่าไม่พูดออกไปจะดีกว่าจะได้ไม่ต้องมานั่งน้อยใจทีหลัง อย่างรอบนี้ที่กลับมาบ้านก็หายไปเกือบครึ่งปี ถ้าพี่ศศินาไม่โทรมาตามผมก็ไม่คิดที่จะกลับบ้านเลย เพราะที่ผ่านมาก็กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ผมกลัวความรู้สึกที่เหมือนกับเป็นส่วนเกิน ผมถึงได้ไม่คิดจะกลับมาบ้าน


ส่งข้อความ? ทำไมไม่โทรมา?” ใบหน้าสวยมองผมอย่างตำหนิเล็กๆ  


อือ เดี๋ยวโทรหา ไปก่อนนะเมื่อตรวจดูความเรียบร้อยของสัมภาระเสร็จแล้วผมก็คิดว่าจะเดินทางทันที เมื่อวานผมก็จัดการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่มันไม่ใช่ช่วงวันหยุดยาวถึงได้หาที่พักและตั๋วเครื่องบินได้ง่าย ไม่อย่างนั้นคงเดินทางกะทันหันแบบนี้ไม่ได้หรอก


“เดี๋ยวพี่ศศิ” ศศินเดินมาขวางทางผมไว้ ร่างกายสูงใหญ่ของคนเป็นน้องยืนบังทางผมจนมิด


“เอาไว้พี่จะซื้อของมาฝากนะศศิน” ผมแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นแววตาตัดพ้อของอีกฝ่ายแล้วเบี่ยงตัวหลบ ผมนัดแท็กซี่เอาไว้ และเขาก็มารอแล้วด้วย


“ผมไม่ได้อยากได้ของฝาก” น้องว่าเสียงเข้ม


“พี่ไปก่อนนะ ผมไปก่อนนะครับพี่ศศินา”


เดินทางดีๆ ล่ะ


ครับ


หมับ!


พี่ศศิ กลับมาเร็วๆ นะขาที่กำลังจะก้าวลงบันไดหยุดชะงักเพราะแขนแกร่งของใครบางคนคว้าตัวผมเข้าไปกอดเอาไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาที่ถอดแบบพ่อมาฝังลงบนไหล่ของผม นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ศศินกอดผม


อือไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เด็กคนนี้ตัวสูงใหญ่กว่าผมที่เป็นพี่ชายไปมากโข ไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งจะถูกน้องกอดจนจมอกแบบนี้ กลายเป็นพี่ชายตัวเล็กของน้องไปเสียแล้ว


ผมผละตัวออกยกมือขึ้นลูบหัวน้องเบาๆ แล้วเดินลงไปชั้นล่าง พี่ศศินากับศศินเดินตามลงมาติดๆ ผมเดินไปหาพ่อกับแม่ที่ห้องนั่งเล่น ก่อนหน้านี้ที่ผมบอกกับทุกคนว่าจะออกเดินทาง แม่ก็ดูเหมือนจะไม่อยากให้ไปเท่าไหร่นัก พี่ศศินากับศศินไม่ได้คัดค้านแต่ก็ไม่เห็นด้วย ยิ่งผมไม่ได้บอกว่าจะตัวเองจะไปไหน ทุกคนยิ่งเป็นห่วง แต่ผมก็เอาเรื่องงานมาอ้าง ถึงจะมีท่าทีที่ไม่เห็นด้วยและอยากจะห้าม แต่สุดท้ายก็ต้องยอม เพราะพวกเขารู้ดีว่าไม่มีใครห้ามผมได้


พ่อครับ แม่ครับ ผมไปก่อนนะ สวัสดีครับผมบอกลาพ่อกับแม่ก่อนจะเดินทางไกล


ขอให้เดินทางปลอดภัยนะลูก รีบๆ กลับมาหาแม่นะ แม่คิดถึง แม่เดินเข้ามากอดผม ส่วนพ่อทำเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ พ่อมักจะเป็นแบบนี้เสมอ


ครับ


พี่ศศินากับศศินเดินมาส่งผมที่หน้าบ้าน รถแท็กซี่ที่เรียกมาจอดรออยู่แล้ว ผมเอาของที่มีไม่มากเท่าไหร่ขึ้นรถ หันมาบอกลาพี่กับน้องอีกครั้งแล้วรีบขึ้นรถเมื่อเห็นว่าผมเสียเวลาไปมากแล้ว เดี๋ยวจะไปไม่ทันขึ้นเครื่องบิน ผมไม่ได้จะบินออกนอกประเทศ ผมยังคงวนเวียนอยู่ในประเทศไทยนี่แหละ และสถานที่ที่ผมเลือกไปก็เป็นทางเหนือของประเทศ

 








พอจะอยู่ได้ไหมคะคุณ?


ได้ครับ ขอบคุณครับผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวบ้านพักที่ผมจองเอาไว้ด้วยความรู้สึกพึงพอใจ ที่นี่สวยและสงบมาก เป็นแบบที่ผมต้องการเลย แถมราคาก็ไม่ได้สูงมากจนน่ากลัว ผมได้คุยกับเจ้าของรีสอร์ทแล้วว่าจะอยู่ยาว เขาก็เลยคิดราคาพิเศษให้ มันพิเศษมากๆ จนผมยังตกใจเลย


ขาดเหลืออะไรก็บอกป้าได้นะคะ ป้าชื่อป้าน้อย เป็นแม่บ้านของรีสอร์ทตะวันฉายค่ะคุณป้าคนที่พาเดินมายังบ้านพักเอ่ยแนะนำตัวกับผม ที่นี่มีบริการรถไปรับที่สนามบินด้วย ตอนที่มาถึงผมก็ให้คนของที่นี่ไปรับ เป็นลุงคนขับรถชื่อลุงสม ใจดี พูดเก่ง ชวนผมคุยนู่นนี่มาตลอดทางเลย ตอนแรกลุงแกอู้คำเมืองใส่ผม แต่ผมฟังไม่รู้เรื่อง ลุงแกเลยเปลี่ยนมาพูดภาษากลางแทน  


เรียกผมว่าศศิก็ได้ครับ ขอบคุณนะครับป้าน้อยผมว่าติดเกรงใจ


“ค่ะ ถ้าอยากจะเดินชมไร่ก็บอกป้านะคะ ไร่ขุนพลยินดีต้อนรับค่ะ” ป้าน้อยบอกอย่างใจดี


“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”


“ได้ค่ะได้ ป้ายินดีตอบ” คนงานที่นี่ใจดีมากจริงๆ


“ทำไมชื่อรีสอร์ทกับชื่อไร่ถึงคนละชื่อกันล่ะครับ? เจ้าของไม่ใช่คนเดียวกันหรือครับ?” รีสอร์ทที่ผมเลือกมามันอยู่ในไร่ผลไม้ที่มีหลากหลายชนิด แถมที่นี่ยังมีฟาร์มโคนมอีกด้วย เท่าที่ดูข้อมูลมาคือที่นี่เป็นฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ไร่และรีสอร์ทก็มีชื่อเสียงอยู่พอสมควร  


“เจ้าของคนเดียวกันค่ะ เจ้าของที่นี่ชื่อพ่อเลี้ยงขุนพล เป็นเจ้าของไร่และรีสอร์ท แต่ที่รีสอร์ทชื่อตะวันฉายก็เพราะท่านเอาชื่อภรรยามาตั้งน่ะค่ะ” ป้าน้อยอธิบายให้ผมฟังด้วยรอยยิ้ม


“อ๋อ เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับ” ผมยิ้มรับกับคำตอบนั้น เดาเอาว่าพ่อเลี้ยงขุนพลคงรักภรรยามากเลยล่ะนะ


“ยินดีค่ะ ถ้าต้องการอะไรก็บอกป้าได้เลยนะคะ ในห้องมีเบอร์โทรศัพท์อยู่”


“ครับ”


พอป้าน้อยเดินออกไปผมก็เดินมาจัดข้าวของ เงินที่จ่ายไปล่วงหน้าคือค่าเช่าสำหรับหนึ่งเดือน หาอยู่นานมากว่าจะอยู่ที่ไหนดี เปิดหาที่พักอยู่หลายที่จนมาเจอที่นี่ ผมชอบความเงียบสงบ ความเป็นธรรมชาติและการตกแต่งที่ดูเรียบง่ายแต่มีสไตล์เฉพาะตัว ผมเลยลองติดต่อสอบถามเรื่องราคาดู คุยกันไม่ยากครับ เหมือนคนที่ผมได้คุยด้วยจะเป็นพ่อเลี้ยงขุนพลนี่แหละ ใจดีกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย มาช่วงนี้คนก็ไม่เยอะด้วย ผมชอบที่นี่ตั้งแต่เห็นรูปแล้ว ยิ่งมาเจอสถานที่จริงยิ่งหลงรักเลย เห็นแล้วก็คิดถึงน้องชายข้างห้อง รายนั้นก็บ่นๆ อยู่ว่าเขียนงานไม่ออก แถมยังอยู่ในช่วงอกหักด้วย ความจริงผมน่าจะชวนอีกฝ่ายมาด้วยกัน แต่ตอนนั้นก็ลืมคิดไป เพิ่งมานึกได้ก็ตอนที่มาถึงเชียงใหม่แล้วนี่แหละ เอาไว้ค่อยโทรไปบอกก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นคงโดนโวยหนักแน่


ผมได้แต่ยิ้มกับตัวเองแล้วก็เดินสำรวจรอบบ้านพัก เมื่อจัดทุกอย่างลงตัวแล้วก็กลับมานอนพักสักแปบหนึ่งก่อนจะหยิบงานออกมาทำ ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะบ้างาน เพราะอย่างนั้นถ้าวันไหนไม่ได้ทำงานนี่จะหงุดหงิดมาก แต่พอเปิดหน้าจอโน๊ตบุ๊คขึ้นมาจริงๆ กลับเขียนงานต่อไม่ได้เพราะคิดงานไม่ออก น่าแปลกที่ผมกำลังอารมณ์ดีอยู่แท้ๆ แต่ก็ไม่มีไอเดียใหม่ๆ ในการเขียนงานเลย


ให้ตายสิ การเป็นนักเขียนนี่มันยากจริงๆ เลยนะครับ


ผมไม่เคยชินกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของตัวเองเลยสักครั้ง แต่ก็เอาเถอะ ปิดงานแล้วไปเดินเล่นดีกว่าเผื่อจะได้ไอเดียอะไรกลับมาบ้าง พาตัวเองเดินมายังระเบียงหน้าบ้านพักแล้วก็หลุดยิ้มออกมากับตัวเองบางๆ ภาพรอบข้างที่เต็มไปด้วยพื้นหญ้าสีเขียว ต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย สายลมอ่อนๆ แสงแดดบางเบา และท้องฟ้าสีสดใส


การเดินทางของผมได้เริ่มต้นขึ้นแล้วล่ะ หวังว่าการเดินทางในครั้งนี้จะได้เจอแต่เรื่องดีๆ นะครับ









-------------------------------------------------






นี่คือเหตุผลที่ศศิต้องออกเดินทาง และการเดินทางครั้งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

โปรดติดตามตอนต่อไป

พระเอกเราค่าตัวค่อนข้างแพงค่ะ แต่เดี๋ยวได้เจอกับเขาแน่

นิยายเรื่องนี้จะดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่หวือหวา ปมไม่เยอะ

เน้นความสบายใจของคนแต่งเป็นหลักค่ะ (อ้าว)

เป็นโทนฟีลกู๊ดเนอะ อ่านง่ายๆ สบายๆ ไม่หนักต่อความรู้สึก(หรือเปล่า?)


ขอโทษที่ให้รอนาน แต่เรื่องนี้มันชนกับอีกสองเรื่องที่เขียนอยู่

มันมีช่วงเวลาที่ซ้อนกันเราเลยแก้แล้วแก้อีก

ฝากติดตามผลงานเรื่องอื่นๆ ของเราด้วยนะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

49 ความคิดเห็น

  1. #31 Absolute_1a (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 22:20
    งื้อน้องต้องสุ้ว
    #31
    0
  2. #29 Pawan_PK1 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 12:09
    ที่บ้านก็ดูเป็นห่วงศศินะ คุณแม่ก็พูดดีนิ เรื่องชมด้วย หรือเพิ่งมาทำหวะ?
    #29
    0
  3. #20 pcncp (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 11:02
    อยากอ่านต่อแล้วคุ้มกับการรอมากๆ
    #20
    0
  4. #19 ไอริณ ปรางศรี (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 17:21
    คนที่บ้านก็ดูรักศศินะ ทำไมถึงได้ดูโดดเดี่ยวนักนะ #เรื่องนี้มันมีเงื่อนงำค่ะ
    #19
    0
  5. #18 เจ้าหญิงต้องห้าม (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 16:38
    หื้อออ รอมานานมากกก จะรอตอนต่อไปค่า
    #18
    0
  6. #17 OKKIKKO (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 15:28
    แค่สองตอนก็สนุกน่าอ่านแล้ว
    #17
    0