ทฤษฎีโลกกลม : It’s a small world [YAOI]

ตอนที่ 1 : It’s a small world : 00

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,439
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 94 ครั้ง
    8 ก.ย. 61



00



ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าโดดเดี่ยว?


อาจเป็นตอนก่อนนอนที่ต้องหลับตานอนเพียงคนเดียวบนเตียงขนาดหกฟุต ตอนตื่นนอนที่เมื่อลืมตาแล้วก็ไม่เจอใครนอกจากเพดานว่างเปล่าตรงหน้า  ตอนกินข้าวที่ต้องนั่งคนเดียวบนโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดสองหรือสี่ที่นั่ง


หรืออาจเป็นทุกวินาทีที่มีลมหายใจเข้าออก


ผมจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวราวกับอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองถูกกีดกันออกจากทุกคนหรือเป็นตัวผมเองที่ผลักไสคนอื่นออกไป ผมเกิดและโตมาในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดี มีพ่อเป็นผู้พิพากษา มีแม่เป็นเชฟพ่วงด้วยตำแหน่งเจ้าของร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียง พี่สาวเพียงคนเดียวของผมเป็นอัยการที่มากความสามารถ แม้อายุยังน้อยแต่ใครๆ ต่างก็เชื่อมั่นในฝีมือของเธอ และผมมีน้องชายที่เป็นนักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง ทุกคนรอบตัวผมต่างมีหน้าที่การงานที่ดีกันหมด ทั้งพี่สาวและน้องชายของผมต่างเป็นที่ชื่นชอบและชื่นชมของใครหลายๆ คน แน่นอนว่ารวมถึงพ่อกับแม่ด้วย เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ทุกคนคงเริ่มตั้งคำถามกันแล้วว่าแล้วผมล่ะ?


ผมคือใคร? ทำงานอะไร?


ผมชื่อ ศศิ  พัชรวิทิต ชื่อจริงกับชื่อเล่นน่ะชื่อเดียวกัน มีความหมายว่า ดวงจันทร์ ส่วนพี่สาวกับน้องชายก็มีชื่อที่คล้ายคลึงกัน พี่สาวของผมชื่อ ศศินา ส่วนน้องชายชื่อ ศศิน ความหมายของชื่อแปลว่าพระจันทร์ พวกเราสามคนพี่น้องมีชื่อที่คล้ายกัน และยังมีความหมายเดียวกันอีกด้วย ผมเป็นเพียงผู้ชายวัย 26 ปีธรรมดาๆ คนหนึ่ง ผมแค่อยากใช้ชีวิตไปในแบบที่ตัวเองต้องการ ผมคิดว่าตัวเองโตพอที่จะเลือกเส้นทางของตัวเองได้แล้ว แต่บางครั้งผมก็ลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผมเป็นมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนรอบข้างคาดหวังไว้นัก ผมไม่ใช่คนที่มีหน้าที่การงานมั่นคงหรือมีคนนับหน้าถือตาเงินเดือนหลักหมื่นปลายๆ ถึงหลักแสน ผมเป็นเพียงนักเขียนนิยายธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น


ชีวิตของผมมีเพียงแค่ปากกา สมุด โน๊ตบุ๊ค และตัวผมเอง ครั้งแรกที่ผมเริ่มก้าวสู่โลกของจินตนาการคือตอนมัธยมปลาย อะไรหลายๆ อย่างทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันออกจากผู้คนรอบข้าง ผมในตอนนั้นได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าที่เคยเป็น มันกลายเป็นความอ้างว้าง โดดเดี่ยวและเดียวดาย สิ่งที่ชัดเจนมากในความรู้สึกของผมคือความเหงา ผมเริ่มจับปากกาแล้ววาดรูปตามจินตนาการขึ้นมา และเมื่อมองดูภาพเหล่านั้นผมก็เห็นมันเป็นเรื่องราวที่ร้อยเรียงต่อกัน ผมจึงลองเปลี่ยนภาพวาดเหล่านั้นมาเป็นตัวอักษร เมื่อเขียนไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มรู้สึกสนุกไปกับมัน รู้ตัวอีกทีก็มีใครหลายๆ คนเรียกผมว่านักเขียน ผมไม่รู้ว่านิยายรักที่ผมเขียนมันจะสนุกจริงๆ อย่างที่ใครต่อใครบอกกันหรือเปล่า ผมรู้เพียงแค่ว่าผมสนุกและมีความสุขที่ได้เขียนนิยาย


หลังจากนั้นไม่นานก็มีสำนักพิมพ์มาติดต่อผมเพื่อที่จะนำผลงานไปตีพิมพ์ ผมเขียนนิยายมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ทุกครั้งที่ได้ทำงาน ผมรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนซึ่งมันแตกต่างจากในโลกของความเป็นจริงที่ผมไม่ต่างจากคนไร้ตัวตน มันไม่มีจุดยืนที่เป็นของผม ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมนัก ผมไม่ใช่คนที่เรียนเก่งเหมือนพี่และน้อง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ใช่พวกไร้ความสามารถ ถึงผมจะไม่สามารถไปแข่งขันด้านวิชาการได้ แต่ผมก็เป็นแชมป์แบดมินตันในรุ่นเยาว์ชน ครั้งหนึ่งเคยไปแข่งขันวาดรูปก็ยังชนะมาได้ ผมมีรายได้จากงานเขียนนิยายตั้งแต่ยังเรียนมัธยมปลาย เรื่องทั่วๆ ไปอย่างทำอาหารผมก็ทำได้ดี แต่ผมกลับไม่เคยได้รับคำชมจากพ่อแม่เลยสักครั้ง ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของพวกท่านเลยผิดกับพี่สาวและน้องชายที่ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นแต่พ่อแม่ก็ยังมองเห็นพวกเขาอยู่เสมอ ผมพยายามตั้งใจเรียนเพื่อให้ตัวเองอยู่ในห้องต้นๆ พยายามอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อให้ติดในมหาวิทยาลัยดีๆ แต่เพราะคณะที่ผมเลือกมันไม่ใช่สิ่งที่พ่อกับแม่ต้องการ ต่อให้มหาวิทยาลัยที่ผมเข้าได้จะมีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศแต่มันก็ยังดูไร้ค่าไร้ความหมาย ผมเคยดิ้นรนอย่างหนัก ทำทุกอย่างทุกวิถีทาง แต่มันก็ว่างเปล่า


สุดท้ายผมจึงเข้าใจว่าผมไม่ควรจะทำอะไรอีกแล้ว การฝืนทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองมันเหนื่อยและทรมานมาก เมื่อผมเข้าใจในทุกอย่างผมจึงตัดสินใจที่จะเดินในทางที่เป็นตัวเอง เพราะอย่างนี้ผมถึงได้เลือกที่จะเป็นนักเขียน อ้อ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นตัวแปรสำคัญของการเป็นบุคคลไร้ตัวตนของผมนั้นอาจมาจากการที่คนรอบข้างของผมรู้ว่าผมเป็นเกย์ก็ได้ ผมไม่รู้ว่าการที่ผมคบกับผู้ชายด้วยกันมันเป็นเรื่องที่ผิดบาปมากแค่ไหน แต่ผมเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงก็หลังจากที่มีคนรู้ว่าผมคบกับรุ่นพี่ผู้ชายในโรงเรียนเดียวกัน เรื่องราวระหว่างผมกับเขามันไม่ได้แย่ เราอายุห่างกันสองปี แต่ที่ต้องจบความสัมพันธ์ในครั้งนั้นเพราะเขาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ หลังจากนั้นผมก็คบคนใหม่ แต่น่าเศร้าที่คนใหม่นั้นดีได้ไม่ถึงครึ่งของคนเก่า เขาเป็นคนที่เจ้าชู้ ผมไม่รู้ว่าเพราะผมดีไม่พอหรือเขาไม่พอดีกันแน่ เขาบอกว่าผมคือที่หนึ่งสำหรับเขา แต่ผมไม่ได้ต้องการความเป็นที่หนึ่ง ผมต้องการความเป็นหนึ่งเดียวของเขา เมื่อมันไปไม่รอด ผมก็เลิก ผมไม่ได้คบใครอีกต่อจากนั้น ผมใช้ชีวิตอยู่กับนิยาย แม้ความรักครั้งล่าสุดจะแย่นิดหน่อยแต่มันไม่ได้ทำให้ผมมีอคติต่อความรัก กลับกันมันทำให้ผมมองเห็นอะไรหลายๆ อย่าง หลายๆ ด้าน มีมุมมองใหม่ๆ และโตขึ้น ทุกอย่างถูกนำมาใช้กับงานเขียนนิยายแล้วมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้


กรุ้งกริ้ง~


เสียงกระดิ่งจากหน้าร้านดังขึ้นเมื่อมีคนเปิดประตูเข้ามา ผมตื่นจากภวังค์ความคิดอันไร้สาระแล้วหันไปมองทางหน้าประตูร้านกาแฟที่มีชื่อในย่านนี้ ผมมาปักหลักที่นี่พร้อมกับโน๊ตบุ๊คมาสามชั่วโมงกว่าแล้ว คนที่เปิดประตูร้านเข้ามาเป็นผู้ชายตัวสูงผิวออกสีแทนหน้าตาคมเข้มดูหล่อเหลาแบบหนุ่มไทยแท้ ส่วนสูงที่ต่อให้มองไกลๆ ก็ยังพอจะเดาออกว่าเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตรแน่ๆ ไหนจะรูปร่างที่ดูสมส่วนนั่นอีก ในฐานะผู้ชายด้วยกันก็ต้องยอมรับแหละว่าเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาที่น่าอิจฉาพอสมควร ผมที่เป็นผู้ชายเหมือนกันแต่ส่วนสูงแค่ 175 เซนติเมตรแถมยังดูผอมแห้งอีกต่างหาก ไม่ใช่คนที่น่ามองสักเท่าไหร่หรอก ผมมองตามแผ่นหลังกว้างของผู้ชายคนนั้นไปพลางนึกในใจไปด้วยว่าอีกฝ่ายมีส่วนคล้ายศศินอยู่นิดหน่อย


“รับอะไรดีคะ?”


“ชาเขียวปั่นครับ”


เสียงของพนักงานหน้าเคาน์เตอร์กับผู้ชายคนนั้นดังเข้ามากระทบโสตประสาทของผม หันมองเสี้ยวหน้าคมสลับกับแก้วกาแฟของตัวเองแล้วก็ขมวดคิ้วเบาๆ ผมเป็นพวกที่ชอบกินอะไรแต่แบบเดิมๆ กินมันซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ไม่เคยลองกินอะไรใหม่ๆ ผมไม่ใช่คนชอบกินกาแฟ แต่บางครั้งทำงานมันก็ต้องมีตัวช่วย ยิ่งผมเป็นพวกบ้างานด้วยแล้ว กาแฟจึงเป็นสิ่งจำเป็นในแต่ละวัน สิ่งที่ผมคิดว่าเหมาะกับผมมากที่สุดก็คือลาเต้นี่แหละ ด้วยความที่เป็นคนติดหวาน เลยทำให้มักจะหาอะไรหวานๆ มายัดใส่ปากอยู่ตลอด ยิ่งเวลาทำงานสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือลูกอม


แต่เมนูต่อไปที่จะสั่งผมคิดว่าจะลองเปลี่ยนเป็นชาเขียวดูบ้าง


การได้ลองอะไรใหม่ๆ อาจทำให้ผมคิดงานออกก็ได้ พอพูดถึงเรื่องงานแล้วก็อดจะถอนหายใจไม่ได้ สามชั่วโมงที่มานั่งในร้านกาแฟนี้ผมเพิ่งจะเขียนงานไปได้แค่หน้าเดียวเอง หัวมันตันไปหมด ไม่รู้ว่าผมคิดมากไปหรือเอาแต่คิดถึงอดีตจนคิดงานไม่ออกกันแน่ แต่เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ ผมสะบัดหัวเบาๆ เพื่อไล่ความคิดอันหนักอึ้งออกจากหัวสมองและมันดันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผู้ชายคนนั้นที่ผมนั่งมองเขามาสักพักแล้วหันมาสบตากับผมพอดี ทั้งผมและเขาต่างชะงักนิ่งค้างกันไปทั้งคู่ เสี้ยววินาทีหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าอยากมองหน้าเขานานๆ แต่มันก็เป็นเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ ท้ายที่สุดก็เป็นผมเองที่เบือนหน้าหนีเขาไปอีกทาง ทำเนียนพิมพ์งานต๊อกแต๊ก ทั้งที่ความจริงแล้วมือผมมันสั่นจนควบคุมไม่ได้


เพียงแค่ได้สบตากับใครสักคนจำเป็นต้องตื่นเต้นขนาดนี้เลยเหรอ?


และเพียงไม่นานเขาก็เดินออกจากร้านไป ผมหันมองถามแผ่นหลังกว้างนั้นไปจนเห็นเขาเดินไปขึ้นรถยนต์สีดำคันหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเปิดประตูแล้วก้าวขาขึ้นไป เขาหันกลับมามองในร้านอีกครั้ง มันเป็นความบังเอิญครั้งที่สองที่เราได้สบตากัน ครั้งนี้ผมไม่ได้หันหนีแต่กลับจ้องตอบกลับไปนิ่งๆ ราวกับถูกดึงดูดให้หลงเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น แม้ว่าเขาจะมองตอบกลับมาด้วยแววตาว่างเปล่าแต่ผมกลับรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่เราทั้งคู่ต่างมองสบตากันผ่านกระจกสีใสของร้านกาแฟ ชั่วแวบหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าแววตาของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป มันดูอ่อนลงไม่ได้เฉยชาอย่างในตอนแรก และเพียงเสี้ยววินาทีต่อมาเขาก็ก้าวขึ้นไปในรถแล้วขับออกไปโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวเลยแม้แต่น้อย


รถยนต์สีดำคันใหญ่เคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับที่หัวใจของผมค่อยๆ เต้นถี่รัวเร็วขึ้นตาม


ครืด ครืด ครืด


ความสนใจของผมถูกดึงให้มาอยู่ที่โทรศัพท์สีขาวสะอาดตาที่กำลังสั่นครืดคราดไปมาเมื่อมีคนโทรเข้ามา ผมชะโงกหน้าไปดูแล้วก็ตัดสินใจหยิบมันขึ้นมารับสายทันทีที่เห็นชื่อของคนปลายสาย


โฟล์ค







---------------------------------------------------------------------------------------







ปมครอบครัวก็มาค่ะ เรื่องนี้เน้นหนักหน่อยเนอะ แต่ก็เหมือนหนัก(เกือบ)ทุกเรื่อง

เราชอบการตั้งชื่อของสามพี่น้อง เป็นชื่อที่เขียนคล้ายกัน แถมยังมีความหมายเดียวกันอีกด้วย 

ทั้งสามชื่อคือตรงใจมาก ศศินาคือชื่อผู้หญิ๊งผู้หญิง ศศินก็ผู้ชายมากๆ 

ส่วนศศินี่คือได้ทั้งหญิงทั้งชาย เป็นแบบกลางๆ เหมาะกับการที่เป็นลูกคนกลางพอดีเลย

และเมื่อมีดวงจันทร์แล้วดวงอาทิตย์ก็ต้องมาเนอะ รวิก็เป็นชื่อที่เพราะมากในความคิดเรา


ฝากติดตามเรื่องนี้และผลงานเรื่องอื่นๆ ของเราด้วยนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 94 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

49 ความคิดเห็น

  1. #35 immymay (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 10:44
    ชอบบบบแนวนี้ มาต่อนะคะๆ
    #35
    0
  2. #15 gblovely2 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2561 / 12:16
    คิดถึงมาก มาอัพต่อเร็วววว
    #15
    0
  3. #13 irene-ie (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 16:28
    เมื่อไหร่จะมาต่ออะงื้ออออ อยากอ่านแย้ววว
    #13
    0
  4. #11 gniycb (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 00:32
    ฮี่ๆ ตามมาจากทะเลแสนงามแสนง๊ามแสนงาม ฟ้าสีครามสดใสสส
    #11
    2
  5. #9 Thingyib (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 15:14
    รอเลยค่ะ น่าสนุกมากค่ะ
    #9
    0
  6. #7 จะซุ่ม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 01:32
    ตามมาจากท้องฟ้าทะเลจ้าาา//น่าติดตามมากกก//
    #7
    1
  7. #5 snowhunter (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 00:36
    ตามมาจากทะเลที่ถูกคุนพ่อเอาตัวคืนไปแล้วววว ><
    #5
    0
  8. #4 Magic_Magic (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 23:37
    สปาร์คปิ้งๆ
    #4
    0
  9. #3 sasi_fossy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 22:38
    รอค่ะ ตามมาจากน้องทะเลลล
    #3
    0
  10. #2 Helen Luciano Raphael (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 22:00
    รอค่าาาาา
    #2
    0