รักได้ไหม..พี่ชายที่รัก

ตอนที่ 4 : โบซอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ก.พ. 58

โรงเรียนประถม เบญจาวิทยา


พลอยปภัสมองดูท้องฟ้าที่ทำท่ามืดครึ้ม ดูเหมือนว่าฝนจะตกอีกแล้ว โชคร้ายที่เธอไม่ได้พกร่มติดกระเป๋านักเรียนมาด้วย เด็กหญิงกระชับระเป๋านักเรียนใบโตที่หอบตำราเรียนหนักอึ้งมาโรงเรียนทุกเช้าทุกวันจนไหล่เล็กๆแทบทรุด


นี่ถ้าพกร่มมาด้วย มีหวังหลังต้องหักแน่ๆ ฝนเจ้ากรรมนี่ก็ช่างเหลือเกิน เวลาพกร่มมาไม่ยักตกมาตกวันที่ไม่มีร่มเด้กหญิงบ่นกระปอดกระแปด

               
เธอมองดูเพื่อนๆที่ค่อยๆเดินหายไปจากหน้าประตูโรงเรียนทีละคนสองคน โชคดีจังที่พวกนั้นพกร่มมา นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า ตอนเช้าพวกเขาคงไม่ต้องเดินมาโรงเรียนคนเดียวเหมือนอย่างเธอ คงจะมีพ่อหรือแม่มาส่งถึงหน้าประตูโรงเรียน ก็เลยสามารถที่จะหอบหิ้วกระเป๋า ร่ม หรือเสื้อกันฝนมาได้ โชคดีจังนะ...อีกแล้วที่พลอยปภัสรู้สึกแอบอิจฉาคนที่มีพ่อแม่อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

เธอเองก็อยากมีใครสักคน พ่อ แม่ พี่สาว หรือพี่ชาย มารับที่หน้าโรงเรียนเหมือนกันคงจะดีไม่น้อย ถ้ากลับบ้านไปแล้วมีใครสักคนรอเราอยู่ที่บ้าน...บ้านของเธอตอนนี้มัน ว่างเปล่าเบาโหวงชะมัด แม่ต้องไปทำงานแต่เช้า กลับมาอีกที เธอก็เตรียมจะเข้านอนแล้ว


ตอนนี้แม่ของเธอเป็นมัคคุเทศก์อยู่ที่บริษัทนำเที่ยวทั้งภายในและภายนอกประเทศ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าแถบเอเชีย มีทั้งคนไทยที่ต้องการไปเที่ยวต่างประเทศ และทั้งคนต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทย ส่วนแม่ของเธอรับหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวที่มาเทียวเมืองไทยโดยที่จะพาไปชมในบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และแถบปริมณฑล ซึ่งต้องพาคณะทัวร์ไปแทบจะทุกวัน ไม่เหมือนมัคคุเทศก์ที่พาคณะทัวร์ไปต่างจังหวัด หรือไปต่างประเทศ จะมีเวลาหยุดพักมากกว่าแม่ และเพราะอรนภัสทำงานอยู่ที่บริษัทนำเที่ยว พลอยปภัสก็เลยได้ของฝากเป็นลูกอม กิฟต์สวยๆ ตุ๊กตา ที่มาจากเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง หรือสิงค์โปร์จากบรรดาป้าๆ น้าๆ อาๆ ซึ่งเป็นเพื่อนของแม่เสมอๆ


พลอยปภัสมองท้องฟ้าอย่างสิ้นหวัง มองไปหน้าโรงเรียนอีกครั้ง คุณครูเวนยังไม่กลับบ้านเพราะต้องรอส่งนักเรียนคนสุดท้ายออกจากโรงเรียนเสียก่อน...เธอมองท้องฟ้าอีกครั้ง ถ้าไม่รีบเดินออกจากโรงเรียนเวลานี้ ก็คงต้องรออีกนานกว่าที่ฝนจะหยุดตก

ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอพลอย...หรือว่าลืมเอาร่มมาอีกแล้ว


พลอยปภัสหันไปมองเด็กผู้หญิงร่างผอมสูง ตัดผมสั้นเลยติ่งหูท่าทางเหมือนทอมบอย เธอยิ้มกว้างเห็นฟันเล็กๆเรียงกันเป็นแถวจนตากลมโตหยี

               
เรารอให้ฝนซา แล้วแต้มล่ะ ทำไมเพิ่งเดินออกมาหน้าโรงเรียน

               
เราทำความสะอาดห้องน่ะอะ เราให้ จะได้เดินกลับบ้านพร้อมกันธิดารัตน์ยื่นร่มคันเล็กจากในกระเป๋านักเรียนส่งมาให้

               
อ้าวแล้วแต้มจะใช้อะไรบังฝน ร่มคันเล็กนิดเดียว กางสองคนไม่พอหรอกพลอยปภัสส่ายหน้าปฎิเสธความหวังดีจากเพื่อน

                “เหอะๆๆๆ เอาไปเถอะ...แม่เราอ่ะดิ ให้เราพกมาทั้งร่ม ทั้งเสื้อกันฝน ตลกชะมัดเลย...ช่วยรับไปทีเหอะ หนักกระเป๋าจะแย่อยู่แล้ว

               
พลอยปภัสรับร่มมาจากเพื่อน จากนั้นก็เดินฝ่าฝนออกมาจากโรงเรียนด้วยกัน พลอยปภัสกับธิดารัตน์เคยเรียนห้องเดียวกันตอนประถมสามและประถมห้า เมื่อครั้งที่อรนภัสขับรถมารับพลอยปภัสกลับบ้านก็มักจะรับธิดารัตน์กลับไปส่งที่บ้านด้วยเสมอ แต่พอขึ้นประถมหก แม่ของเธอต้องไปทำงานเราเธอต้องเดินกลับบ้านเองและเพราะอยู่ต่างห้องเด็กหญิงทั้งสองก็เริ่มจะห่างกันไป เพิ่งจะมีวันนี้ที่ได้กลับบ้านพร้อมกันอีกครั้ง และทำให้พลอยปภัสรู้ว่า มิตรภาพของคำว่าเพื่อนไม่เคยหายไปตามกาลเวลา...ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือวันข้างหน้าก็ตาม


กลับมาแล้วค่ะพลอยพูดขึ้นมาลอยๆเหมือนทุกครั้งที่กลับมาถึง บ้านหลังใหญ่ที่อ้างว้าง ทั้งที่ก็รู้ว่า แม่ไม่อยู่ 


บ้านรังอุ่นมรดกชิ้นสุดท้ายที่วินัยมีไว้ให้ภรรยากับลูกสาว พร้อมภาระหนี้ที่ยังต้องชำระเป็นเงินก้อนโต แม้เขาจะทำประกันชีวิตไว้ แต่เงินก้อนนั้นในความเป็นจริง มันก็ไม่เพียงพอสำหรับทุกๆอย่างๆที่ต้องจ่ายออกไปเป็นเงินสด ดังนั้นอรนภัสจึงต้องทำงานหนัก เพื่อรักษาสมบัติชิ้นสุดท้ายของสามีเธอเอาไว้ 


พลอยปภัสปาดน้ำตาเมื่อคิดถึงพ่อ แล้วต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงกุกกักเกิดขึ้นในห้องครัว...


ดีใจจังที่วันนี้กลับมาบ้านแล้วเจอแม่ แม่คงกำลังเตรียมอาหารเย็น พลอยปภัสรีบวิ่งเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว


แม่ทำกับข้าวอะไรน้า...หอมจังเลยแต่แล้วความผิดหวังและความตกใจก็วิ่งเข้ามาหาเด็กหญิงเข้าอย่างจัง เมื่อเธอวิ่งหน้าตั้งเข้าไปถึงในห้องครัวแล้วพบว่า


ใครอ่ะพลอยปภัสยืนอึ้งเมื่อผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งหันหน้ามา กระเป๋านักเรียนที่เธอเผลอถือเข้ามาในห้องครัว หล่นทับเท้าจังเบ้อเร่อ


โอ๊ย...เธอร้องออกมาแบบไม่ต้องมีฟอร์ม กระเป๋าใบใหญ่ไม่เคยปราณีเท้าใคร แม้แต่เจ้าของของมัน

ผู้ชายคนนี้เป็นใคร เธอได้ยินเสียงเล็กดังขึ้นมาในใจของเธอ


อันยองฮาเซโย...น้องโบซอกใช่ไหมครับ พี่ชื่อ คิม โอซองพอดีคุณน้าเอ่อ...แม่ของโบซอกกับคุณพ่อของพี่ออกไปซื้อของอย่างอื่นเพิ่มที่ตลาดหิวหรือยังครับผู้ชายตรงหน้าพูดภาษาไทยที่ฟังดูไม่ค่อยคล้ายภาษาไทยเท่าไหร่ น้ำเสียงการพูดมันเร็วๆแปร่งๆแต่ก็พอที่จะฟังออกและเข้าใจในสิ่งที่พูด


ไม่ได้ชื่อโบซอกนะ...ชื่อพลอยต่างหากเด็กหญิงตอบกลับแล้วมองหน้าเด็กชายแปลกหน้าอย่างสงสัย เธอส่งสายตาจับผิดอย่างเต็มที่ พร้อมกับคำถามมากมายที่เกิดขึ้น ทำไมเขาถึงเข้ามาอยู่ในบ้านของเธอได้อย่างหน้าตาเฉย เขาเป็นใคร แล้วเข้ามาอยู่ที่บ้านของเธอได้ยังไง


คิม โอซองมองเด็กหญิงตัวกระเปี๊ยกที่เดินหน้าเหรอหราเข้ามาในครัวด้วยสภาพเปียกปอน เขาพยายามส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร


อ้อ...โบซอกภาษาเกาหลีแปลว่าปอย


พลอยปภัสยืนมองผู้ชายร่างสูงโปร่ง คาดคะเนจากใบหน้าและส่วนสูงน่าจะอายุพอๆกับพวกพี่มัธยมปลาย ผมตัดสั้น ผิวขาว ใบหน้าคมเข้ม และที่สะดุดตาที่สุดคือ นัยน์ตาคมสีอ่อนพราวระยับ ที่กำลังจ้องมองคล้ายกำลังอยากจะอธิบาย แต่สิ่งที่สะดุดใจยิ่งกว่าใบหน้าขาวสะอาด คือผ้ากันเปื้อนสีชมพูลายดอกไม้ของแม่ ที่ผู้ชายคนนั้นคาดไว้ที่เอว


 “ไม่ได้ชื่อปอยนะ ชื่อพลอย เรียกให้ถูกๆด้วยค่ะพอพูดจบเด็กหญิงก็มองหน้าเขานิ่ง ไม่พูดไม่ถามและไม่แม้กระทั่งจะยิ้มตอบกลับมา เขาไม่รู้จะทำยังไงให้เธอเข้าใจเพราะภาษาไทยที่เขาพยายามจะสื่อสารออกไปก็กระท่อนกระแท่นเสียเหลือเกิน บางทีเธออาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดก็ได้ เขาจึงหันกลับไปล้างผักตามที่พ่อได้มอบหมายให้ทำก่อนออกไปตลาดที่อยู่ใกล้ๆ


พลอยปภัสเริ่มมึนๆงงๆ และเริ่มรู้สึกหนาวสั่น ร่มคันเล็กที่ธิดารัตน์ให้ยืมกางมันกระจ้อยร่อยเกิดกว่าที่จะต้านทานฝนที่ตกกระหน่ำลงมาได้ ชุดนักเรียนที่ใส่จึงเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ..เด็กหญิงเองก็อยากจะเดินกลับไปเปลี่ยนชุดที่ห้องนอนแต่ก็ไม่อยากจะละสายตาไปจากคนแปลกหน้า เธอได้แต่ยืนมองเขาทำโน่นนี่นั่น โดยที่เขาเองไม่ได้สนใจเธอที่ยังยืนงงอยู่

               
พลอยกลับมานานหรือยังลูก เมื่อกี้แม่แวะรับหนูที่หน้าโรงเรียนแต่ไม่เจอแล้วรู้จักพี่เขาหรือยังพลอย พี่เขาชื่อโอซองเป็นลูกชายของคุณลุงชินกีเพื่อนของแม่

               
พลอยปภัสหันไปมองผู้ชายร่างสูงผมสั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้า กางเกงผ้าสีดำ ใบหน้าละม้ายเด็กผู้ชายที่เดินเอาผักกาดขาวมาวางไว้บนโต๊ะ

               
สวัสดีค่ะเด็กหญิงยกมือไหว้แล้วไม่วายชำเลืองมองชายหนุ่มที่ยืนยิ้มให้เธออยู่

               
อ้าวแล้วนี่เปียกฝนมาใช่ไหม ไปเลยไปอาบน้ำสระผมก่อนจะได้ลงมากินข้าวกัน เด็กหญิงเดินออกจากห้องครัวตามคำสั่งอย่างว่าง่ายพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นมากมายในหัวเล็กๆของเธอ

               
เด็กหญิงอาบน้ำสระผมเสร็จแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องนอนของเธอ ประตูห้องนอนเปิดอยู่ แม่ที่นั่งอยู่บนเตียงเดินเข้ามาหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่ราวไม้ขึ้นมาซับผมให้เด็กผู้หญิงผมยาวที่เดินผมเปียกโซกเข้ามาในห้องนอน

               
ดูสิเดินออกมาจากห้องน้ำ ผมเผ้าก็ไม่เช็ดให้แห้งเสียก่อน เดินตัวเปียกเข้ามาแบบนี้ พื้นห้องเลอะหมดเลย ไม่สงสารป้าแนนบ้างเหรอลูก บ้านหลังใหญ่แกต้องทำความสะอาดคนเดียวทั้งหลังป้าแนนที่แม่พูดถึง คือผู้หญิงที่อาศัยละแวกบ้านที่แม้จ้างให้มาทำความสะอาดและดูแลบ้านเวลาที่แม่กับพลอยปภัสไปทำงานและไปเรียน

               
แม่คะ พลอยไม่เคยรู้ว่าแม่มีเพื่อนผู้ชายด้วย

               
แล้วที่โรงเรียนพลอยมีเพื่อนผู้ชายรึเปล่าล่ะลูกผู้เป็นแม่ไม่ตอบคำถามกลับเลี่ยงถามไปอีกอย่าง

               
มีค่ะ แต่พลอยไม่ค่อยสนิท แล้วก็ไม่เคยนั่งกินข้าวพร้อมเพื่อนผู้ชายด้วย พวกเด็กผู้ชายชอบแกล้งมาดึงหางเปียพลอย แล้วล้อเพลงล้อว่า ผมเปียมาเลียใบตอง พระตีกลองตะลุ่มตุ่มโมง ม่องเท่ง ม่องเท่ง ม่องเท่ง พ่อพลอย ม่องเท่ง พลอยเลยไม่ชอบเล่นด้วยใจจริงเด็กหญิงอยากจะถามเรื่องที่แม่พาเพื่อนผู้ชายมากินข้าวที่บ้าน ว่าเขาเป็นใครทำไมเธอถึงไม่รู้จัก แต่พอพูดถึงเพื่อนผู้ชายที่โรงเรียนของเธอก็เลยลากไปถึงเรื่องที่อัดอั้นอยู่ข้างใน

 
เอาผมเริ่มแห้งแล้ว ไปแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วกินยาลดไข้กับยาแก้แพ้อากาศซะ แม่วางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ กินยาแล้วรีบลงมากินข้าวนะ

 
พลอยปภัสหยิบยาเม็ดสีขาวและสีเหลืองที่ใส่ไว้ในแก้วใบเล็ก ก่อนจะหยิบเข้าปากตามด้วยน้ำสะอาดในแก้วใสใบโต

               
ด้วยความเป็นเด็กพลอยปภัสไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่เธอพูดสร้างความสะเทือนใจให้กับแม่ของเธอ อรนภัสไม่รู้ว่าเมื่อลูกไปโรงเรียนลูกต้องเจอกับเหตุการณ์ร้ายๆแบบนี้ เธอไม่สามารถปล่อยให้เรื่องนี้เป็นแผลในใจลูกสาวที่เธอรักที่สุดได้


พลอยปภัสเริ่มไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ไม่ตอบคำถาม และสิ่งที่เธอรู้สึกแปลกๆมากที่สุดก็คือ แม่ไม่เคยพาผู้ชายที่ไหนมาที่บ้านรังอุ่นของเรามาก่อนแม้แม่จะบอกว่าเขาคือเพื่อนก็ตาม และถ้าจะพูดให้ถูกต้องมากกว่านี้ก็คือ นับตั้งแต่ที่พ่อเสียชีวิตไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเหยียบย่างเข้ามาในบ้านของเรา แม้กระทั่งคุณลุงวิจารณ์ที่เราถือว่าท่านมีบุญคุณกับเรา ไม่ว่าจะช่วยเหลือเรื่องงานศพของคุณพ่อ ฝากงานให้คุณแม่จนได้ทำงานในบริษัทของเพื่อน คุณลุงเองก็ไม่เคยเข้ามาบ้านของเราตามลำพังนอกจากจะมีคุณป้าอารีมาเยี่ยมเยียนเราทั้งสองแม่ลูกด้วย

               
พลอยไม่หิวค่ะ ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น แม่คะทำไมแม่ต้องพาผู้ชายคนอื่นเข้ามาในบ้านของพ่อด้วย แม่ทำอะไรแม่นึกถึงพ่อบ้างไหมคะ พลอยปภัสหลุดปากพูดในสิ่งที่คิดออกไป และนั่นก็เป็นสิ่งที่ได้ผล อรนภัสหันกลับมาสบตากับเธอตรงๆ

               
แม่กับคุณลุงชินกี เรากำลังคบหาดูใจกันในฐานะคนรัก และถ้าเขาดีพออย่างน้อยได้เท่าครึ่งหนึ่งของพ่อ แม่คิดว่า...แม่จะตัดสินใจแต่งงานกับเขา คำพูดเรียบง่ายของมารดาเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะของผู้เป็นลูกสาว แม้ว่ามารดาจะให้เธอกินยาลดไข้แก้ปวด และยาแก้แพ้อากาศ มันก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาได้เลย

               
แม่กำลังจะแต่งงานใหม่ แม่กำลังจะแต่งงานใหม่ แม่กำลังจะแต่งงานใหม่...มันมีแต่เรื่องนี้วนเวียนอยู่ในหัว อรนภัสโน้มตัวหอมแก้มลูกเหมือนที่เคยทำทุกคืนยามที่ส่งลูกเข้านอน


ถ้าหิวข้าวก็ลงไปกินนะ แม่จะเก็บซุปไว้ให้ เด็กหญิงมองมารดาที่เดินไปปิดไฟเปิดประตูเดินออจากห้องนอนของเธอไปแล้ว


เด็กหญิงมองตามหลังของแม่ด้วยความรู้สึกผิดหวัง...แม่จะรู้ไหมว่าเธอกำลังร้องไห้ เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าเพียงแค่เวลาปีกว่า แม่จะลืมความรักของพ่อถึงขนาดที่สามารถตัดสินใจจะร่วมใช้ชีวิตกับผู้ชายคนใหม่ได้ไวถึงขนาดนี้

               
ต้องคุยกับแม่เรื่องนี้ให้รู้เรื่อง

               
พลอยปภัสลุกขึ้นจากเตียง เปิดประตูห้องนอนเดินออกไปที่ห้องโถงกลางห้อง เธอได้ยินเสียงของมารดากำลังพูดกับชินกีอยู่ด้านล่างจึงรีบเดินตรงไปที่บันได

               
อรคิดว่า พลอยยังทำใจยอมรับไม่ได้เรื่องนี้ อรขอเวลาอีกซักพักนะคะ อรไม่อยากให้ลูกรู้สึกไม่ดีกับอร พลอยเขารักพ่อของเขามาก และคงทำใจไม่ได้ที่จะมีใครมาแทนที่

               
ใช่...แม่พูดตามที่เธอคิดทุกอย่าง และเธอก็ไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนเข้ามาแทรกแทนที่พ่อของเธอได้

               
ผมเข้าใจอร ผมจะรอจนกว่าหนูพลอยจะยอมรับในตัวผม หนูพลอยเขาไม่เหมือน โอซอง รายนั้นเขาโตพอที่จะรับรู้และเข้าใจเรื่องระหว่างเรา

               
ขอบคุณค่ะที่เข้าใจอรกับลูก

               
ผมเข้าใจคนที่ผมรักเสมอ

               
พลอยปภัสฟังคำพูดโต้ตอบนั้นด้วยความรู้สึกแย่ เวลานี้เธอคงเป็นเหมือนมารที่เข้าไปขัดขวางความสุขของแม่

               
น้องปอยเป็นอย่างไรบ้างครับคุณน้าเสียงผู้ชายแปร่งๆดังขึ้น น่าจะเป็นเสียงของผู้ชายที่เห็นเมื่อตอนเย็นในห้องครัว ผู้ชายที่ชื่อ โอซอง

               
น้าให้น้องกินยาลดไข้กับยาแก้แพ้อากาศแล้วล่ะจ๊ะ ป่านนี้คงนอนหลับแล้ว

               
ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนนะอร แล้วเจอกันใหม่พรุ่งนี้

               
ค่ะ แล้วเจอกัน

               
พลอยปภัสไม่รู้ว่าคนข้างล่างเขาจะล่ำลากันจบหรือยัง เธอเดินกลับเข้าห้องนอนอย่างเงียบๆปิดประตูห้องนอนอย่างเบามือด้วยหัวใจแห้งโหย

               
...คนเราสามารถเปลี่ยนใจให้ไปรักใครต่อใครได้ง่ายขนาดนี้เลยหรือ...ในเวลานั้นพลอยปภัสยังเด็กเกินไปจนไม่เข้าใจเรื่องความรักกับความจำเป็นที่จะต้องมีคู่ชีวิต
ในหัวของเด็กหญิงมีแต่ความรู้สึก ตั้งแง่ ที่แม่กำลังให้ความรักความสำคัญกับใครคนอื่นนอกเหนือไปจากพ่อและเธอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

3 ความคิดเห็น